จาก “วาทะ” กลายเป็น “วิวาทะ” จาก “ปรองดอง” กลายเป็น “ดองเค็ม” ลามปามเป็น “แช่ฟอร์มาลิน” และถูกสวนกลับด้วยคำว่า “ทำตัวเพี้ยนๆ บ้าๆบอๆ” ข้างต้นนี้คือ วิวาทะระหว่าง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐ กับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นวิวาทะที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เป็นความพยายามของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ด้วยการเชิญบรรดาอดีตนายกรัฐมนตรี มาร่วมเป็นกรรมการ แต่ถูก ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐคัดค้าน อ้างว่าอดีตนายกฯล้วนแต่ชราภาพ จะกลายเป็น “ดองเค็ม” มากกว่า “ปรองดอง” ถูก นายชวนสะกิดด้วยใบมีดโกนให้รู้จักที่สูงที่ตํ่านำไปสู่วาทะของ ส.ส.ลูกคู่ วิจารณ์ประธานสภาว่า “ใบมีดทื่อ” ต้องเอาไปแช่ “ฟอร์มาลิน” และเสียงตอบโต้จากโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องตามดูกันต่อไป วิวาทะนี้จะทำให้รัฐบาลร้าวฉานแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ แนวคิดเรื่องคณะกรรมการสมานฉันท์ของพรรคประชาธิปัตย์ อาจไม่ราบรื่น รัฐบาลด้วยกันยังไม่สมานฉันท์แนวความคิดที่จะสร้างความสมานฉันท์ ที่ประธานรัฐสภามอบให้สถาบันพระปกเกล้าออกแบบ ถูกซํ้าเติมด้วยการรวบรวมรายชื่อของ ส.ว.เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ตีความว่า ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 256 และการเลือกตั้ง ส.ส.ร.มาแก้ไขรัฐธรรมนูญกลุ่ม ส.ว.ที่เข้าชื่อ สงสัยว่าการแก้ไขมาตรา 256 จะต้องทำประชามติก่อนหรือไม่ เพราะเป็นบทบัญญัติที่ผ่านประชามติ ทำไมจึงต้องสงสัย เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน การแก้มาตรา 256 ให้รัฐสภาทำได้เลย เสร็จแล้วให้ทำประชามติก่อนที่จะนำทูลเกล้าฯ ไม่ใช่ทำประชามติก่อนค่อยแก้ไข และทำประชามติซํ้าอีกเหตุผลสำคัญของการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เห็นได้ชัดว่าเนื่องจาก ส.ว.บางส่วนคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน คงจะไม่กลัวประชาชน แต่กลัวว่า ส.ส.ร.จะทำปู้ยี่ปู้ยำ เช่น ยกเลิก ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้กลัวการแก้ไขมาตรา 272 ให้ยกเลิกอำนาจการเลือกนายกรัฐมนตรีของ ส.ว.ส.ว.ท่านหนึ่งชี้แจงว่า อยากให้แก้ เป็นรายมาตรา ฉะนั้น จึงไม่กลัวการแก้ไขมาตรา 272 ให้ริบอำนาจ ส.ว.ในการติดตาม แนะนำและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพราะประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วกว่า 3 ปี ส.ว.ก็ไม่ปฏิรูปอะไรอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ว่าจะปฏิรูปการเมือง หรือตำรวจ ทั้งที่รัฐธรรมนูญบังคับให้เสร็จใน 1 ปี.