“โจ ไบเดน” ควง “คามาลา แฮร์ริส” ขึ้นเวทีประกาศชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งประวัติศาสตร์แบบไร้ข้อกังขา หลังโกยคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งได้ถึง 290 เสียง และคะแนนดิบกว่า 74 ล้านเสียง พร้อมให้คำมั่นจะเป็นประธานาธิบดีที่จะสร้างความเป็นเอกภาพ ไม่ทำให้เกิดความแตกแยก พร้อมวอนถึงเวลาเลิกใช้วิวาทะถ้อยคำรุนแรง หันมารับฟังกันเหมือนเดิมให้โอกาสซึ่งกันและกันเพราะการจะก้าวไปข้างหน้าได้ จะต้องไม่มองขั้วตรงข้ามทางการเมืองเป็นศัตรูการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ชิงชัยระหว่างนายโจ ไบเดน จากพรรคฝ่ายค้านเดโมแครต กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครัฐบาลรีพับลิกัน ก็จบลงเรียบร้อยแล้วหลังกระบวนการนับคะแนนเป็นไปอย่างยืดเยื้อ โดยเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ตามเวลาประเทศไทย หรือ 4 วันหลังปิดหีบเลือกตั้ง ผลปรากฏว่านายไบเดน ที่ได้เสียงคณะผู้เลือกตั้ง 290 เสียง เกินเกณฑ์กำหนด 270 เสียง จะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันสาบานตนรับตำแหน่งวันที่ 20 ม.ค.2564ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทิศทางการนับคะแนนในรัฐตัวแปรสำคัญที่เหลือคือ เนวาดา อริโซนา และเพนซิลเวเนีย ได้ข้อสรุปว่านายไบเดนเป็นผู้ชนะ โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการนับคะแนนใหม่ในรัฐจอร์เจีย ที่นายไบเดนทิ้งห่างนายทรัมป์แค่ประมาณ 4,000 คะแนน ถือเป็นการปิดโอกาส นายทรัมป์อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าฝ่ายนายทรัมป์จะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และเตรียมยื่นร้องต่อศาลรัฐบาลประจำรัฐในรัฐที่พ่ายแพ้ เนื่องจากศาลจะรับคำร้องให้นับคะแนนใหม่ต่อเมื่อสัดส่วนคะแนนดิบทิ้งห่างกันไม่เกิน 0.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในรัฐชิงชัยต่างๆ นั้นนายไบเดนนำห่างในสัดส่วน 0.6 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ยกเว้นจอร์เจียที่นายไบเดนนำอยู่เพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์ ต่อมานายไบเดนพร้อมครอบครัว รวมถึงนางคามาลา แฮร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ขึ้นเวทีประกาศชัยชนะที่เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ โดยกล่าวว่า พี่น้องชาวอเมริกัน ประชาชนของประเทศนี้ได้พูดออกมาแล้วว่าเราชนะอย่างชัดเจน ชนะอย่างไร้ข้อกังขา ถือเป็นชัยชนะของประชาชน และเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่เราชนะด้วยคะแนนดิบกว่า 74 ล้านเสียง มากที่สุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมขอให้คำมั่นว่าจะเป็นประธานาธิบดีที่จะสร้างความเป็นเอกภาพ ไม่ทำให้เกิดความแตกแยก เพราะทั้งหมดคือสหรัฐอเมริกานายไบเดนยังกล่าวถึงผู้สนับสนุนนายทรัมป์ว่า ตนเข้าใจในความผิดหวังเพราะเคยพ่ายแพ้มาก่อน แต่ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกใช้วิวาทะถ้อยคำรุนแรง ลดอุณหภูมิลง มองหน้ากันเหมือนเดิม รับฟังกันเหมือนเดิม และให้โอกาสซึ่งกันและกัน เพราะการจะก้าวไปข้างหน้าได้ จะต้องไม่มองขั้วตรงข้ามทางการเมืองเป็นศัตรู พร้อมกันนี้ นายไบเดนได้กล่าวขอบคุณนางจิล ไบเดน ภริยา และครอบครัว ที่อยู่เคียงข้างให้กำลังใจ และรู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้ทำงานร่วมกับรองประธานาธิบดีแฮร์ริส ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรก เชื้อสายผิวสีและเอเชียใต้คนแรก และเป็นลูกของผู้อพยพคนแรก ที่รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ส่วนนางแฮร์ริสกล่าวขอบคุณประชาชนว่า การเลือกนายไบเดนเป็นประธานาธิบดี ถือว่าพวกคุณได้เลือกความหวัง ความเป็นเอกภาพ ความมีจิตใจที่ดีต่อกัน เลือกวิทยาศาสตร์และเลือกความจริงหนทางข้างหน้าไม่ง่าย แต่อเมริกันพร้อมแล้ว โจและตนก็พร้อม และถึงจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่รับตำแหน่ง แต่จะไม่ใช่คนสุดท้ายแน่นอน วันเดียวกัน นายทรัมป์ยังคงเก็บตัวเงียบและไม่ออกแถลงการณ์ใดๆ ต่อการประกาศชัยชนะของนายไบเดน โดยสื่อสหรัฐฯพบเห็นนายทรัมป์เดินทางไปตีกอล์ฟ และกลับมายังทำเนียบขาว ด้วยสีหน้าหม่นหมอง ขณะที่ทวิตเตอร์ส่วนตัวของนายทรัมป์ เขียนข้อความไว้ว่า ตนได้รับคะแนนดิบ 71 ล้านเสียง มากกว่าประธานาธิบดีคนไหน และยังคงกล่าวหาว่าในศูนย์นับคะแนนไม่มีผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ตนชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่สื่อสหรัฐฯต่างยืนยันว่าในศูนย์นับคะแนนตามรัฐต่างๆ มีทั้งผู้สังเกตการณ์ของเดโมแครตและรีพับลิกันในสัดส่วนที่เท่ากัน และทนายฝ่ายทรัมป์ยอมรับต่อศาลเองว่าในศูนย์เลือกตั้งมีผู้สังเกตการณ์ขณะที่เหล่าผู้นำโลกส่งสาส์นแสดงความยินดีต่อชัยชนะของนายไบเดน และตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา เม็กซิโก สเปน อิสราเอล อิรัก อียิปต์ จอร์แดน ปาเลสไตน์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงผู้บัญชาการสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต แต่ยังมีบางประเทศที่ไม่ได้ร่วมแสดงความยินดีกับนายไบเดน อาทิ เม็กซิโก บราซิล และจีนส่วนไทย มีการแสดงความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ โดยนายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่นายโจ ไบเดน ได้เป็นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ จะส่งผล ต่อเวทีเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่เปลี่ยนไปจากสมัยของนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยด้านเศรษฐกิจ นายโจ ไบเดน มีนโยบายที่จะอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าทรัมป์เท่าตัว จะส่ง ผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ในฐานะที่ไทยเป็นคู่ค้าการส่งออกหากเดินได้ตามแผนที่วางไว้ทั้งนี้ นโยบายของนายโจ ไบเดน จะให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมสะอาดและเรื่องของสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ที่ตรงกันข้ามกับทรัมป์อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ภาคการผลิตและการค้า ของประเทศไทยจะต้องมุ่งดูแลในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์อาจได้รับผลกระทบ เพราะคาดว่าสหรัฐฯจะหันมาสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มากขึ้น สิ่งนี้จะต้องปรับตัว รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเด็ก แรงงานผิดกฎหมาย จะถูกจับตามากขึ้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมที่ดูแลสิ่งแวดล้อมจะได้รับผลบวกจากนโยบายนี้ ดังนั้น ไทยต้องปรับการค้าขายไปสู่แนวทางดังกล่าว รวมทั้งนโยบายของ นายโจ ไบเดน ชัดเจนว่าบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะ ผู้นำโลกจะมีความเข้มข้นมากขึ้น และสหรัฐฯ จะกลับมา มีบทบาทในเอเชียมากขึ้นด้วยทั้งนี้ นายโจเซฟ หรือโจ ไบเดน เกิดเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2485 ที่เมืองสแครนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย อายุ 77 ปี ชีวิตส่วนตัว มีภริยาทั้งหมด 2 คน ปัจจุบันคือ นางจิล ไบเดน ศาสตราจารย์ด้านภาษาอังกฤษ วัย 69 ปี มีลูกทั้งหมด 4 คน คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองนับตั้งแต่ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกรัฐเดลาแวร์ ปี 2515 ก่อนลาออกมารับตำแหน่งรองประธานาธิบดี ระหว่างปี 2552-2560 สมัยนายบารัค โอบามา ดำรง ตำแหน่งประธานาธิบดี มีผลงานเรื่องการผลักดันกฎหมาย ภาษีช่วงเศรษฐกิจถดถอย และการลดจำนวนทหารในอิรักส่วนนางคามาลา แฮร์ริส เกิดเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2507 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อายุ 56 ปี บิดาเป็นชาวจาไมกาและเป็นผู้อพยพเข้าเมือง ส่วนมารดาเป็นชาวอินเดียที่เข้ามาศึกษาต่อในสหรัฐฯ นางคามาลาทำงานในกระบวนการยุติธรรมมานานถึง 3 ทศวรรษ จากตำแหน่งผู้ช่วยอัยการเขตอะลาเมดา และซานฟรานซิสโก ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งอัยการสูงสุด ของซานฟรานซิสโกและรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนก้าว สู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนียในปี 2559 ที่มีผลงานผลักดันประเด็นต่างๆ เช่น การแต่งงานของ กลุ่มหลากหลายทางเพศ และคัดค้านโทษประหารชีวิตต่อมาในช่วงค่ำวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ส่งสาส์น แสดงความยินดีถึงนายโจ ไบเดน ว่า ขอแสดงความยินดีกับท่านและวุฒิสมาชิกกมลา แฮร์ริส ต่อชัยชนะในการเลือกตั้งของท่าน ด้วยความสัมพันธ์อันยาวนานของมิตรภาพระหว่างประเทศของเราที่ย้อนไปกว่า 200 ปี ประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนตามสนธิสัญญาแรก ของสหรัฐอเมริกา ในภูมิภาคเอเชีย มีความภาคภูมิใจในความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของเรา ซึ่งก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน สันติภาพเสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ในนามของรัฐบาลและประชาชนแห่งราชอาณาจักรไทย ขอให้ท่านประสบความสำเร็จทุกประการ และหวังว่าจะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับท่านและฝ่ายบริหาร เพื่อยกระดับความร่วมมือของเราในทุกระดับต่อไป