มีเสียงวิจารณ์ที่แตกต่างหลากหลาย กรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้ถึงความล้าหลังของประเทศในด้านต่างๆ ในช่วงหลังรัฐประหาร 2 ครั้ง และตบท้ายด้วยข้อเรียกร้องว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะหันหน้ามาปรึกษาหารือกัน เพื่อบ้านเมือง หรือว่าจะตะแบงฟาดฟันกันฝ่ายเดียว ทั้งๆที่เป็นเพียงมีความเห็นต่างกัน แต่เป็นคนไทยด้วยกันเป็นการแสดงท่าทีที่ปรองดองเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ นายทักษิณเคยประกาศกร้าว จะไม่ยอมแพ้โดยเด็ดขาด และสะกดคำว่า “แพ้” ไม่เป็น จะต่อสู้จนกว่าจะได้มาซึ่งความเป็นธรรม แต่คราวนี้แสดงท่าทีปรองดอง เป็นคนที่สองต่อจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. หรือผู้นำคนเสื้อแดง ที่เสนอว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือพูดคุยกันแม้จะมีท่าทีประนีประนอม แต่นายทักษิณยังยืนยันในลักษณะที่ว่า ตนเป็นฝ่ายที่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหาความขัดแย้ง ใน 12 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องยากที่จะนำไปสู่ความปรองดอง ถ้าต้องการความปรองดองทุกฝ่ายจะต้องยอมรับความจริง ยอมรับว่าแต่ละฝ่ายล้วนมีส่วนในการก่อความขัดแย้ง จนบานปลายกลายเป็นเหตุรุนแรง และจบลงด้วยรัฐประหาร 2 ครั้งคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจทั้งสองครั้ง ต่างอ้างเหตุผลที่คล้ายๆกันอ้างว่ามีการขัดแย้ง มีการตีกันฆ่ากัน เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จนรัฐบาลกลายเป็นอัมพาตไม่สามารถบริหารบ้านเมือง คณะรัฐประหาร คมช.ที่ยึดอำนาจเมื่อปี 2549 สมัยรัฐบาลทักษิณ อ้างด้วยว่ามีการทุจริตโกงกิน และการแทรกแซงองค์กรอิสระ นอกจากความขัดแย้งคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 อ้างเหตุผลการยึดอำนาจรัฐบาลว่าปล่อยให้มีปัญหาข้าวยากหมากแพง โจรขโมยชุกชุมทุกหย่อมหญ้า มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างไม่ละอาย ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส รัฐประหารครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ทำให้ฝ่ายทหารสามารถครอบงำอำนาจการเมือง และสืบทอดกันอย่างต่อเนื่องนักการเมืองทุกคนต้องทบทวน ข้ออ้างต่างๆของคณะรัฐประหาร เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีส่วนเป็นจริงต้องร่วมกันแก้ไข และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากควรศึกษารายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่ศึกษาเหตุรุนแรง 2553–2555ส่วนรัฐบาล คสช.จะต้องไม่ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้ตั้งแต่วันที่ยึดอำนาจ จะมุ่งมั่นขจัดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองในชาติ จะน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หาก คสช.ไม่สร้างความปรองดองในช่วงเวลากว่า 4 ปีที่อยู่ในอำนาจเด็ดขาด แต่กลับมีสัญญาณส่อแสดงว่าจะกลายเป็นคู่ความขัดแย้งเสียเอง แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวน.