ท่ามกลางกระแสโลกที่หมุนวนด้วยความเร่งรีบและวุ่นวายหลายคนอาจกำลังหลงทางอยู่ใน “เขาวงกต” ของกิเลสและความโลภ แต่เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เวียนมาบรรจบอีกครั้ง แสงจันทร์นวลตาในคืน “มาฆบูชา” ไม่ได้เพียงแค่ส่องสว่างบนท้องฟ้าแต่...กำลังส่องทางย้อนกลับมาที่ “ใจ” ของพุทธศาสนิกชนทุกคนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ถือว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนได้ยึดถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องจากสมัยพุทธกาลจนมาถึงปัจจุบัน เป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญที่มีองค์ประกอบ 4 ประการ คือเป็นวันที่พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป เดินทางมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายล่วงหน้าพระสงฆ์ที่มาประชุมกันในวันนั้นล้วนเป็น “พระอรหันต์” และเป็น “พระภิกษุ” ที่พระพุทธเจ้าบวชให้เรียกว่า “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 สถานที่พระภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกันคือที่เวฬุวนาราม จึงเป็นวันจาตุรงคสันนิบาต และพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ที่เป็นสาระแห่งพระธรรมอันสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา...โอวาทปาติโมกข์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงแล้วในวันนั้นคือ สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนังแปลความว่า “การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำบุญกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง” นี่คือคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ฟังง่ายเข้าใจง่ายและสามารถนำไปประพฤติปฏิบัติได้ทันทีสำหรับทุกคน“การไม่ทำบาปหรือทำความชั่วไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจาและทางใจ การรู้จักทำความดีให้เกิดขึ้นในชีวิตในขณะที่ยังมี ลมหายใจกันอยู่ในทุกๆอิริยาบถไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน การรู้จักทำจิตใจให้สะอาดหมดจดให้ผ่องแผ้วปราศจากมลทินต่างๆได้แล้ว ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและครบถ้วนได้จริง”แต่..ความเป็นจริงในชีวิตแล้วคนเราอาจจะปฏิบัติให้เห็นผลได้มากน้อยแตกต่างกันออกไปเพราะความสามารถที่จะกระทำได้ย่อมไม่เหมือนกัน บางคนปฏิบัติได้มากและได้ดี แต่บางคนอาจจะปฏิบัติได้น้อยหรือไม่ได้เลยเพราะคนเรามีกิเลสคือความโลภความโกรธและความหลงไม่เท่ากันหรือไม่เหมือนกันพระครูจินดาสุตานุวัตร (พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก) ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่า “กิเลส” นี่เองที่เป็นต้นเหตุให้จิตใจเราเศร้าหมอง กิเลสเป็นอุปสรรคที่มาขวางกั้นมิให้เราประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้จึงจำเป็นต้องใช้ความเพียรพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม ความสำเร็จหรือแสงแห่งปัญญาก็จะนำมาสู่ความเป็นจริงได้คำถามสำคัญมีว่า...“โอวาทปาติโมกข์” หัวใจสำคัญที่เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิต...“หัวใจพุทธ” ปฏิบัติง่าย...แต่ทำได้จริงหรือ? การไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง)...การทำกุศลให้ถึงพร้อม (กุสะลัสสูปะสัมปะทา)...การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง (สะจิตตะปะริโยทะปะนัง)ย้ำว่า..นี่คือคำสอนที่ฟังง่าย เข้าใจง่าย แต่ในความเป็นจริง คนเราปฏิบัติได้มากน้อยต่างกันเพราะกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ของแต่ละคนมีไม่เท่ากันในยุคที่สังคมเผชิญกับปัญหาอาชญากรรม การฉ้อโกง และยาเสพติดระบาดหนัก พระครูท่านสะท้อนภาพว่าต้นเหตุมาจากการ “ห่างเหินศีลธรรม” การละเมิดศีล 5 ไม่เพียงแต่ทำให้จิตใจตกต่ำ แต่ยังเป็นการผิดกฎหมายบ้านเมือง สร้างความเดือดร้อนไปทุก หย่อมหญ้า “วันมาฆบูชา”...จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะหยุดนิ่ง ทบทวน และ “รีเซ็ต” ชีวิตใหม่ด้วยการเข้าวัด ทำบุญ รักษาศีล และเวียนเทียน เพื่อเรียกสติกลับคืนมาดั่ง “บัว 4 เหล่า”...ธรรมะรักษาผู้ประพฤติธรรม ข้อคิดที่ลึกซึ้งถึงความแตกต่างของบุคคล โดยเปรียบมนุษย์ดังบัว 4 เหล่า ตั้งแต่บัวในโคลนตมไปจนถึงบัวที่พ้นน้ำรอรับแสงตะวัน ใครปฏิบัติได้แค่ไหนก็ให้เพียรทำตามกำลัง อย่าฝืนจนเกินไป แต่ขอให้เริ่มลงมือทำ“พระครูจินดาสุตานุวัตร” ย้ำว่า ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจารี...ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม คือพุทธพจน์ที่ยังคงเป็นจริงเสมอ หากใครมีธรรมะครองใจ จะคิด พูด หรือทำสิ่งใดก็ย่อมราบรื่นและเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง..การรักษาศีลของตนเองให้บริสุทธิ์ย่อมมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้ผู้คนในสังคมยังขาดศีลหรือละเมิดศีลของตนเองอย่างมาก..ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ลักขโมย...ฉ้อโกงกัน ประพฤติผิดล่วงละเมิดทางเพศ พูดจาหลอกลวงด้วยเล่ห์กลต่างๆ การดื่มสุราของมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทหรือเสพยาบ้ายาเสพติดที่แพร่ระบาดอยู่ในสังคมขณะนี้เหล่านี้นอกจากศีลธรรมในตนเองจะตกต่ำแล้วยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองศาสนาคือเครื่องค้ำจุนสังคม...“วันมาฆบูชา” ปีนี้ จึงไม่ใช่ แค่เพียงวันหยุดหรือวันทำบุญตามประเพณี แต่เป็นวันที่เราควรนำ “โอวาทปาติโมกข์”...มาประยุกต์ใช้ในหน้าที่การงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “พุทธ ศาสนิกชน” ที่มีคุณภาพ คำสอนทั้งหมดเหล่านี้เสมือนเสียงระฆังเตือนสติให้เราตระหนักว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่อยู่ที่การละชั่ว ทำดี และทำจิตใจให้ผ่องใสนั่นเอง“สังคมใดที่ไร้ศาสนา สังคมนั้นย่อมนำมาซึ่งความล่มจม สังคมใดที่มีศาสนา สังคมนั้นย่อมนำมาซึ่งความสุขความเจริญ” พระครูจินดาสุตานุวัตรกล่าวทิ้งท้าย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม