ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มท็อป 10 โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2564 ไทยมี อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ย 25.4 คนต่อประชากร 100,000 คน อยู่ในอันดับ 9 จาก 175 ประเทศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีนี้ มีสัญญาณเชิงบวกบ่งบอกว่าความสูญเสียเริ่มลดลงแล้วในการประชุม คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ครั้งล่าสุด มีการรายงานผลการดำเนินงานการจัดการความปลอดภัยและปัจจัยเสี่ยงทางสังคมที่ สสส.ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม พบว่า ภาพรวมผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลดลงจาก 17,477 คน ในปี 2567 เหลือ 15,534 คน ในปี 2568 หรือคิดเป็นการลดลง 11% ถือเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญสำหรับกลุ่มเสี่ยงหลักยังเป็น เด็กและเยาวชนอายุ 15–24 ปี โดยการเสียชีวิตจาก รถจักรยานยนต์ มีสัดส่วนสูงถึง 81.1% ในจำนวนนี้ 79.3% ไม่สวมหมวกนิรภัย ที่น่าสังเกตคืออุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากบ้าน สะท้อนพฤติกรรม ใกล้บ้านจึงชะล่าใจ เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา (30 ธ.ค.2568-5 ม.ค.2569) สถิติอุบัติเหตุรวม 1,511 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 272 คน ลดลง 10.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่า มาตรการเชิงรุกในช่วงเวลาความเสี่ยงสูงได้ผล และการทำงานเชิงข้อมูลช่วยให้การวางแผนแม่นยำขึ้นในรายงานของ สสส.ยังพบอีกปัญหาที่สะท้อนภาพความเปราะบางของสังคมไทย นั่นคือ การพนัน โดยปี 2566 มีคนไทย 34.5 ล้านคนเล่นการพนัน ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนถึง 4.9 ล้านคน ส่งผล ให้เกิดปัญหาหนี้สิน ความเครียด และทะเลาะขัดแย้งในครอบครัวล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคุณโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. ชี้ว่า สสส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้าง ภูมิคุ้มกัน เรื่องการป้องกันอุบัติเหตุ การพนัน และยาเสพติด ตั้งแต่เด็กและเยาวชนโดยเฉพาะในชนบท จึงควรบรรจุในหลักสูตรการศึกษา เพิ่มชุดการเรียนรู้ ที่เข้าถึงทุกพื้นที่ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตเยาวชนให้ดีขึ้น ขอสนับสนุนให้ สสส.ใช้ทฤษฎีที่มีอยู่มาแก้ปัญหาให้เกิดผลสำเร็จได้จริงด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เผยว่า ในปี 2569 จะเน้นสร้างความปลอดภัยทางถนนร่วมกับภาคีเครือข่ายผ่าน 5 มาตรการสำคัญ 1.ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย ลดพฤติกรรมดื่มแล้วขับในชุมชน 2.ใช้ AI และระบบ CCTV ในการบังคับใช้กฎหมาย และเฝ้าระวังความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ 3.ควบคุมความเร็วในเขตชุมชน หน้าโรงเรียน โรงพยาบาล และตลาด 4.ยกระดับนโยบายจัดการความปลอดภัย เช่นรถรับส่งนักเรียน 5.ปลูกฝังจิตสำนึกผ่านสื่อการเรียนรู้ในเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา ทั้งนี้เป้าหมายตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนต้องการลดการเสียชีวิตไม่เกิน 12 คนต่อประชากร 100,000 คน ภายในปี 2573มีประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีมาช่วยลดอุบัติเหตุ เช่นออสเตรเลียหรือสวีเดน ใช้ระบบตรวจจับอัตโนมัติควบคู่กับการออกแบบถนนปลอดภัย แนวทางนี้กำลังถูกปรับใช้ในบริบทไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันการผลักดันให้บรรจุเนื้อหาความปลอดภัยทางถนนไว้ในหลักสูตรการศึกษา จะช่วยสร้างพฤติกรรมปลอดภัย ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ชั่วคราว การปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็กให้ผลยั่งยืนกว่าการตามแก้ไขหลังเกิดปัญหาอัตราผู้เสียชีวิตที่ลดลง 11% บ่งชี้ว่าการทำงานเชิงระบบ เริ่มตั้งแต่ข้อมูล มาตรการ เทคโนโลยี และการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม กำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง อุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่อง ของพฤติกรรมและการเคารพกฎจราจร หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่ค่าเฉลี่ยของไทยจะเข้าใกล้มาตรฐานสากล.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม