วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เชื้อดื้อยา...ข้อกังขาถึงที่มาและการปฏิบัติ (ตอน 2)

เชื้อแบคทีเรียดื้อยาเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งนี้ เพราะถ้ามีอาการที่เกิดจากเชื้อที่ดื้อยาทั้งแผง ก็ทำให้มีอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงบทบาทของเชื้อเองที่พัฒนาอาวุธในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวอื่น และสร้างการป้องกันปกป้องตนเองจากการทำลายล้างของฝ่ายตรงข้าม และทั้งหมดเกิดได้ตามธรรมชาติ (เชื้อดื้อยา...ข้อกังขาถึงที่มา และการปฏิบัติ (ตอน 1))

ประการที่ 5 จริงหรือไม่ที่ยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยไม่ต้องการกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าช่วย (cidal antibiotics) ดีกว่าและป้องกันเชื้อดื้อยามากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ในการกดการเจริญจำนวนของเชื้อ แต่การที่จะทำลายเชื้อนั้นต้องอาศัยกลไกภูมิคุ้มกันของคน (static antibiotics)

ในความเป็นจริงแล้วยาปฏิชีวนะในกลุ่มหลังก็สามารถฆ่าแบคทีเรียได้โดยตรง ทั้งนี้ เพียงแต่ต้องอาศัยความเข้มข้นหรือปริมาณของยาที่สูงขึ้น

จากการวิเคราะห์รายงานที่มีการศึกษาการใช้ยาปฏิชีวนะทั้งสองกลุ่มในโรคเดียวกันทั้งหมด 28 รายงานในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรงพบว่าประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันระหว่างยาสองกลุ่มเช่นในไทฟอยด์ เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไข้กาฬหลังแอ่น การติดเชื้อแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำ การติดเชื้อในเด็ก การติดเชื้อแบคทีเรียเข้ากระแสเลือดที่เป็นผลข้างเคียงจากการใส่สายยางเข้าในเส้นเลือด การติดเชื้อทำให้เกิดปอดบวมในเด็กและในผู้ใหญ่, ปอดบวมที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น

นอกจากนั้นอย่างน้อยสามรายงานพบว่ายาปฏิชีวนะกลุ่ม static คือ linezolid กลับดีกว่า vancomycin ในการรักษาอาการติดเชื้อที่ผิวหนังอย่างรุนแรงรวมกระทั่งถึงในกรณีรักษาปอดบวมที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยา methicillin และดีกว่า cephalosporins ในปอดบวมที่เกิดจากเชื้อ pneunococcus

อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาที่พบว่ายาปฏิชีวนะแบบ cidal ดีกว่า static รักษาปอดบวมในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่การวิเคราะห์ในระยะหลังพบว่าโดสยาของ tigecycline ที่ใช้มีขนาดต่ำเกินไปและเมื่อเพิ่มขนาดประสิทธิภาพที่ได้ก็ไม่แตกต่างจากยา cidal คือ imipenem

นอกจากนั้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ายาที่ออกฤทธิ์ทั้งสองกลุ่มมีผลแตกต่างกันในการป้องกันเชื้อดื้อยา

ความเห็นดังข้างต้นมิได้สนับสนุนในการให้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น แต่ชี้ให้เห็นว่าแม้การใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงเป้าและสมเหตุสมผลก็อาจมิได้ป้องกันการเกิดการดื้อยาและการดื้อยานั้นไม่จำเป็นที่ต้องเกิดกับกลุ่มแบคทีเรียในตำแหน่งที่ก่อโรคเท่านั้น แต่สามารถส่งผลกระทบไปยังแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายตามปกติซึ่งมีการดื้อยาตามธรรมชาติอยู่แล้วแต่ปริมาณอาจไม่มากและทำให้เพิ่มจำนวนขึ้นมหาศาลและส่งผ่านต่อไปยังผู้อื่นได้

และในประเทศไทยขณะนี้มีการให้ความรู้รวมทั้งต่อต้านการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจริง ไม่สมเหตุสมผลและทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นเรื่องดีและถูกต้อง

แต่การที่จะระบุว่าไม่สมเหตุสมผล น่าจะต้องมีมุมมองอีกด้าน สิ่งที่ผู้รักษาต้องเผชิญเมื่อคนป่วยเข้ามาที่มีอาการแล้วและมีสัญญาณบ่งบอกว่ามีอาการหนัก กรณีดังกล่าวบอกไม่ได้ตรงไปตรงมาว่าประการที่หนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัสที่หายเอง ประการที่สอง เกิดจากเชื้อไวรัสที่ไม่หายเองและมียาต้านไวรัส โดยเฉพาะที่มาด้วยอาการของเยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ

ซึ่งเป็นที่มาของการที่ต้องตรวจดีเอ็นเอของไวรัสหลายตัว และไวรัสอาร์เอ็นเอซึ่งเริ่มจะมียารักษา หรือต้องรู้เพื่อเตือนว่าอาจจะมีการระบาดในอนาคต และกลายเป็นที่มาว่าตรวจมากไปไม่สมเหตุสมผล ประการที่สาม เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งเชื้ออีกกลุ่มที่มาจากเห็บ หมัด เหา ไร ริ้น และวัณโรค

เชื้อต่างๆเหล่านี้ เวลาทำให้เกิดอาการ คนทั่วไปจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย เหมือนแค่ดูว่าไอแล้วเสมหะใสก็หายเองเพราะเป็นภูมิแพ้เกิดจากไวรัส แต่ถ้าเสมหะมีสี ก็เป็นแบคทีเรีย ซึ่งแท้จริงก็ไม่ได้ง่ายเช่นนั้นเสมอ

รายงานของการใช้การตรวจ pro-calcitonin อาจเป็นเครื่องช่วยในการแยกการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่างว่าเป็นไวรัสหรือเป็นแบคทีเรียดังรายงานในวารสารแลนเซ็ท 13 ตุลาคม 2017 และช่วยคนที่ให้การรักษามีความมั่นใจว่าควรจะให้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ อย่างไร

การวิพากษ์วิจารณ์รวมไปหมดว่าผู้รักษาใช้ยาเกินจริง ใช้ยาไม่จำเป็น อาจจะเป็นการไม่ถูกต้องทั้งหมด ต้องดูสถานการณ์ ความยากลำบากในการวินิจฉัย ถ้าไม่รักษาจะตายหรือไม่

บุคคลหรือองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าวต้องวิเคราะห์โดยการที่ต้องลงมาในสภาพจริงที่คนป่วยมาที่สถานพยาบาลและต้องการการตัดสินใจในสถานการณ์นั้นๆ แทนที่จะกล่าวร้าย ควรเป็นการหาวิธีเพื่อช่วยให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น จะไม่ดีกว่าหรือ ไม่ใช่อ้างอิงเพื่อประชาชนทำเพื่อประชาชนตามสูตร.


หมอดื้อ