หน้าแรกแกลเลอรี่

“สองล้อ” วางแผนมุ่งหน้าสู่ “ปารีส 2024” ส่งนักปั่นตระเวนแข่ง

“สองล้อ” วางแผนมุ่งหน้าสู่ “ปารีส 2024” ส่งนักปั่นตระเวนแข่ง

ไทยรัฐออนไลน์

4 ส.ค. 2564 09:00 น.

“สองล้อ” เดินหน้าแผนระยะยาวมุ่งหน้าสู่โอลิมปิกเกมส์ “ปารีส 2024” ในปี 2567 วางเป้าหมายต้องควอลิฟายนักปั่นเข้าร่วมการแข่งขันให้มากกว่าครั้งที่ผ่านมา

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า หลังจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ภาคฤดูร้อน ครั้งที่ 32 ที่ประเทศญี่ปุ่น เสร็จสิ้นลงแล้ว สมาคมกีฬาจักรยานฯ เริ่มเดินหน้าวางแผนระยะยาวรองรับโอลิมปิกเกมส์ ภาคฤดูร้อน ครั้งที่ 33 “ปารีส 2024” ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม ถึง 11 สิงหาคม 2567 ที่เหลือระยะเวลาอีก 3 ปี โดยสมาคมฯ ตั้งเป้าหมายว่า จะต้องควอลิฟายนักปั่นเข้าร่วมการแข่งขันให้ได้มากกว่าโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะการควอลิฟายในประเภทลู่, ประเภทถนนชาย, ประเภทบีเอ็มเอ็กซ์เรซซิ่งชาย และในประเภทเสือภูเขา ที่นักกีฬาไทยของเรายังไม่เคยควอลิฟายเข้าร่วมชิงชัยมาก่อน

พลเอกเดชา กล่าวว่า สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ จะเริ่มต้นแผนสู่ “ปารีส 2024” ด้วยการเตรียมความพร้อมและแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 10-19 กันยายน 2565 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่าทางเจ้าภาพบรรจุการแข่งขันจักรยาน 4 ประเภท ชิงชัยทั้งสิ้น 20 เหรียญทอง ประกอบด้วย ประเภทถนน 4 เหรียญทอง จากไทม์ไทรอัลบุคคล ชาย-หญิง และโรดเรซ ชาย-หญิง, ประเภทเสือภูเขา 2 เหรียญทอง จากครอสคันทรีชายและหญิง, ประเภทบีเอ็มเอ็กซ์ 2 เหรียญทอง จากเรซซิ่งชาย-หญิง และประเภทลู่ 12 เหรียญทอง จากทีมเปอร์ซูต ชาย-หญิง, ทีมสปรินต์ชาย-หญิง, ออมเนียม ชาย-หญิง, สปรินต์ ชาย-หญิง, คีริน ชาย-หญิง และเมดิสัน ชาย-หญิง โดยจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาไปจนถึงการเก็บตัวฝึกซ้อมทันทีที่สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศทุเลาเบาบางลง

“เสธ.หมึก” กล่าวต่อไปว่า เกมการแข่งขันรายการใหญ่ถัดไปของนักปั่นไทยในเส้นทางสู่ “ปารีส 2024” จะเป็นมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 5-16 พฤษภาคม 2566 ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งคาดการณ์ว่าเจ้าภาพน่าจะจัดประเภทถนนและเสือภูเขาแน่นอน แต่ในประเภทบีเอ็มเอ็กซ์และประเภทลู่ยังไม่แน่นอนเนื่องจากภายในกัมพูชายังไม่มีสนามแข่งขันมาตรฐานระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม สมาคมกีฬาจักรยานฯ มีแผนที่จะพัฒนานักกีฬาจักรยานทุกประเภทควบคู่กันไปอยู่แล้ว

นายกสองล้อไทย กล่าวอีกว่า สำหรับการควอลิฟายโอลิมปิกของกีฬาจักรยานนั้น ใช้ระบบเก็บคะแนนสะสมเป็นหลักในทุกรายการ ดังนั้นนักกีฬาที่เป็นเป้าหมายหลักก็จะต้องตระเวนแข่งขันเพื่อเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาของการคัดเลือกที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2565 ไปจนถึงประมาณเดือนมิถุนยน 2567 ซึ่งจากประสบการณ์การคัดเลือกโอลิมปิกครั้งที่ผ่านๆ มา สมาคมกีฬาจักรยานฯ ต้องมีการปรับกลยุทธ์ โดยเฉพาะในประเภทลู่ระยะสั้น จากเดิมมีเพียง “ทีเจ” จาย อังค์สุธาสาวิทย์ เจ้าของเหรียญทองคีริน เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 เป็นหลักเพียงคนเดียว แต่สำหรับ “ปารีส 2024” จะต้องมีเพื่อนร่วมทีมที่เป็นนักปั่นระยะสั้นดาวรุ่งที่ปัจจุบันไทยเรามีดาวเด่นขึ้นมาอีกหลายคนร่วมในการตระเวนแข่งขันเก็บคะแนนในรายการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ยูซีไอ เนชันส์คัพ, ชิงแชมป์เอเชีย, ชิงแชมป์โลก หรือรายการนานาชาติทั่วโลก

“สำหรับประเภทเมาเท่นไบค์ก็เช่นเดียวกัน สมาคมกีฬาจักรยานฯ จะส่งนักปั่นดาวรุ่งของไทยฝังตัวในทวีปยุโรปฝึกซ้อมระยะยาวและตระเวนแข่งขันและเก็บคะแนนเพื่อสู่เป้าหมายควอลิฟายโอลิมปิกเกมส์ ส่วนในประเภทถนนและบีเอ็มเอ็กซ์นั้น แผนปฏิบัติจะยังคงโครงสร้างเดิมที่ประสบความสำเร็จในการควอลิฟายมาแล้ว จะปรับก็เรื่องการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาและสร้างนักกีฬาใหม่ขึ้นมาทดแทนนักปั่นรุ่นพี่ต่อไป” พลเอกเดชา กล่าว

พลเอกเดชา กล่าวเสริมอีกว่า นอกเหนือจากการตระเวนแข่งขันเก็บคะแนนดังกล่าว แผนคู่ขนานเพื่อพัฒนากีฬาจักรยานไทยก็คือการหาผู้ฝึกสอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะในประเภทลู่ และเมาเท่นไบค์เข้ามาเป็นหลักในการพัฒนานักปั่นไทยเพื่อให้ไทยเรามีนักกีฬาที่มีศักยภาพและมาตรฐานสูงขึ้น สามารถทดแทนนักกีฬาตัวหลักได้ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการเก็บคะแนนสะสม ซึ่งทางสมาคมกีฬาจักรยานฯ อยู่ระหว่างการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้สนับสนุนของสมาคมฯ เพื่อเดินหน้าจัดหาผู้ฝึกสอนระดับโลกเข้ามาเป็นโค้ชทีมชาติไทยในแต่ละประเภทต่อไป.

# แท็กที่เกี่ยวข้อง

โอลิมปิกโอลิมปิก2024สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คุณอาจสนใจข่าวนี้