หน้าแรกแกลเลอรี่

เห็นใจเจ้าภาพ

เห็นใจเจ้าภาพ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

1 ส.ค. 2564 05:01 น.

มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ หรือกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ถือเป็นมนตร์ขลังที่นักกีฬาทั่วโลกให้ความสำคัญ ใครที่ได้รับเหรียญรางวัลจากรายการนี้ถือเป็นสุดยอดและทุกคนให้ การยอมรับ

ในแต่ละครั้งจะมีนักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลกที่ผ่านเกณฑ์การควอลิฟายเดินทางมาร่วมชิงชัยเป็นจำนวนมาก

ทำให้หลายชาติต่างเสนอตัวเพื่อหวังที่จะเป็นเจ้าภาพในมหกรรมกีฬาใหญ่ “โอลิมปิกเกมส์” เพื่อหวังใช้ทัวร์นาเมนต์นี้ในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ เพราะในช่วงดังกล่าวจะมีเม็ดเงินสะพัดอย่างมาก

นอกจากนี้ยังถือเป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆอีกทางหนึ่ง

อย่างที่บอกถ้าเอ่ยถึงประเทศญี่ปุ่น หลายคนทั่วโลกเกินครึ่งล้วนเคยมาเยือนดินแดน “ดอก
ซากุระ” ไม่มากก็น้อย บางคนมาแทบจะทุกวันหยุด และยกให้ญี่ปุ่นเป็นบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้

ตามปกติจะมีคนมาท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นอย่างมากมาย โดยเฉพาะในแต่ละเทศกาลที่จะช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแห่แหนมาเป็นจำนวนมาก

เช่นเดียวกับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ทางเจ้าบ้านเองก็หวังจะใช้กอบโกยเงินเข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล หากดีดลูกคิดน่าจะมากกว่าปกติเป็นสิบเท่าตัวในมหกรรมกีฬาใหญ่อย่างนี้

แต่สุดท้ายความหวังทุกอย่างต้องพังทลายลงไป หลังจากเจ้าเชื้อไวรัสมรณะ “โควิด-19” โผล่ขึ้นมาเยี่ยมเยือนทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่นจนทำให้แผนดำเนินการทุกอย่างต้องพลอยหยุดชะงักตามไปด้วย

เดิมทีกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ต้องจัดการแข่งขันเมื่อปี 2020 แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังหนักและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันจำต้องเลื่อนหรือขยับวันเพื่อความเหมาะสมมาเป็นปี 2021

หลายคนเชื่อว่าการขยับวันออกไปอีก 1 ปีทุกอย่างคงจะดีขึ้น แต่สุดท้ายเจ้าเชื้อไวรัสมรณะดันกลายพันธุ์เกิดเป็นเชื้อใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมอย่าง “เดลตา” จากอินเดีย รวมถึงสายพันธุ์ “เปรู”

สุดท้ายการเลื่อนออกมาอีกปีก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ทุกอย่างที่เคยคิดไว้ว่าจะดี มันกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง แต่จะไม่จัดก็คงไม่ได้ ความเสียหายจะก่อเกิดกับเมืองเจ้าภาพทวีคูณหลายเท่าตัว

เพราะงบประมาณที่ลงทุนไปในการปรับปรุงและสร้างสนามใหม่ ถ้าเทียบมูลค่าคงจะเป็นหลักแสนล้าน แต่ถ้าดันทุรังลงไปจะคุ้มหรือไม่คุ้มนั้น

คือการบ้านที่ทางคณะกรรมการจัดของญี่ปุ่นต้องขบคิดอย่างหนัก

ก่อนได้บทสรุปที่คิดว่าเป็นทางออกที่ดีกับทุกฝ่ายคือการใช้ “มาตรการป้องกัน” ที่เข้มข้น
การออกกฎระเบียบเข้มตั้งแต่เหยียบสนามบิน เชื่อว่าจะทำให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดี

ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อยู่ในระดับหนึ่ง เพราะขนาดการคุมเข้มในทุกแห่งทุกที่ ทั้งสนามแข่งขันและหมู่บ้านนักกีฬาก็ไม่วายยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อจากในหมู่บ้านกว่าร้อยคน

บอกเลยทุกสนามแข่งขันแทบร้างหากไม่มีนักกีฬาหรือสื่อมวลชนเข้าไปทำข่าว เพราะเจ้าภาพห้ามคนดูเข้าสนาม แถมสื่อที่เข้าไปทำข่าวก็ต้องจองล่วงหน้าและก็ไม่ใช่ว่าจองแล้วจะได้เข้า ทุกอย่างอยู่ที่จำนวนเป็นตัวตัดสินว่าเข้าได้หรือไม่ได้

ซึ่งจะว่าไปแล้วถือเป็นเรื่องที่แปลกและนับเป็นประวัติศาสตร์ของกีฬาโอลิมปิกเกมส์ก็ได้

ทำไงได้เพื่อความปลอดภัยอะไรก็ต้องยอม โดยเฉพาะในหมู่บ้านนักกีฬายิ่งเข้มข้นชนิด

“คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า” แถมเวลาไปที่สนามจะจัดโซนนักกีฬาและสื่อมวลชนแบบต้องตะโกนคุยกัน แถมเวลาสัมภาษณ์ต้องห่างกัน 2 เมตรเพื่อความปลอดภัย

ตามปกติเวลาค่ำคืนจะมีชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวออกมาสังสรรค์เฮฮาเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป พอ 2 ทุ่มปุ๊บร้านรวงพากันปิดหมด บนถนนโล่งไม่เยอะเหมือนเคย

ทั้งนี้เพราะรัฐบาลขอความร่วมมือเพื่อหวังให้การแพร่ระบาดลดลง โดยร้านที่ปิดตามเวลาที่กำหนดจะมีค่าชดเชยให้เป็นจำนวนพอสมควร

เอาเถอะครับไม่ใช่ญี่ปุ่นชาติเดียว ทั่วโลกก็เจอกันหมด ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วิกฤตินี้จะผ่านพ้นไปซะที บอกเลยถึงตอนนี้รู้สึกเห็นใจเจ้าภาพขึ้นมาแล้ว ที่ความตั้งใจตั้งแต่ต้นมันตรงกันข้ามทุกอย่าง.

โจโจ้ซัง

# แท็กที่เกี่ยวข้อง

โอลิมปิกโอลิมปิก 2020โอลิมปิก 2021โอลิมปิกฤดูร้อน 2020โอลิมปิก ญี่ปุ่นโอลิมปิก โตเกียวกีฬาโอลิมปิกกีฬาโอลิมปิก 2020กีฬาโอลิมปิก 2021ฟอลโลว์โตเกียวเกมส์โจโจ้ซังolympic2020

คุณอาจสนใจข่าวนี้