ข่าว
100 year

สายเลือดใหม่ช้างศึก ผลผลิตจากอะคาเดมีไทยสู่การรับใช้ชาติ

ไทยรัฐออนไลน์9 พ.ย. 2562 08:46 น.
SHARE

นับตั้งแต่ อากิระ นิชิโนะ เก็บข้าวของข้ามน้ำข้ามทะเลจากแดนซามูไร โดยมีจุดประสงค์เพื่อมาปลุกยักษ์หลับ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ให้ตื่นขึ้นมาผงาดในเวทีลูกหนังระดับเอเชียอีกครั้ง ซึ่งจากผลงานการคุมทีมที่ผ่านไป เริ่มเห็นแววว่าบุรุษจากเมืองไซตามะรายนี้อาจทำสำเร็จก็เป็นได้  

การจะทำให้ฟุตบอลไทยประสบความสำเร็จได้ ต้องมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องผสมผสานเข้าด้วยกัน แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ที่โค้ช หรือผู้จัดการทีมเพียงอย่างเดียวที่จะทำการปลุกยักษ์หลับอย่าง "ช้างศึก" ให้ตื่นขึ้นมาได้อีกครั้ง ซึ่งมันยังต้องมีองค์ประกอบอย่าง อาทิ สโมสรภายในประเทศที่แข็งแกร่ง รวมถึงอะเคเดมีที่มีมาตฐานระดับโลก 

ย้อนกลับไปดูทีมชาติไทยในเกมล่าสุดที่เปิดบ้านเอาชนะ ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) 2-1 ในเกมฟุตบอลโลก 2020 รอบคัดเลือก ณ สนามธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกมดังกล่าวมีจุดที่น่าสนใจหลายอย่างแต่จุดที่จะยกมาในวันนี้คือ ทัพช้างศึกในวันนั้น ได้ใช้ผู้เล่นตัวจริงอายุเฉลี่ยราวๆ 26 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กลางๆ ไม่น้อยไปมากไป โดยคนที่อายุมากที่สุดได้แก่ ศิวลักษณ์ เทศสูงเนิน (35 ปี) ผู้รักษาประตูจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ส่วนผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุด ได้แก่ เอกนิต ปัญญา (19 ปี ในเกมนั้น เพิ่งมามีอายุ 20 เมื่อวันที่ 21 ต.ค.) ของสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ขณะที่ผู้เล่นอื่นอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันระหว่าง 23-29 ปี ซึ่ง ธีรศิลป์ แดงดา เป็นนักเตะอีกคนที่มีอายุเกิด 30 ปี (31 ปี)

ตรงกันข้ามกับเกมสุดท้ายของ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซอร์เบีย อดีตเฮดโค้ชใหญ่ทีมชาติไทย พาช้างศึกโดนทีมชาติอินเดีย ถล่ม 1-4 ในศึกฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 เมื่อวันช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยในเกมดังกล่าวราเยวัชจัดทัพตัวจริงอายุเฉลี่ยราว 28 ปี ซึ่งมองดูแล้วอายุจะไม่ห่างกับชุดล่าสุดของนิชิโนะมากนักแต่พอมองไปที่ตัวผู้เล่นมีเพียง ศุภชัย ใจเด็ด (20 ปี) เพียงคนเดียวเท่านั้นที่อายุต่ำกว่า 25 ปี นอกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นนักเตะมากประสบการณ์ นำโดย ฉัตรชัย บุตรพรม (ผู้รักษาประตู อายุ 32 ปี), เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว (กองหลัง อายุ 32 ปี) และ สรรวัชญ์ เดชมิตร (กองกลาง อายุ 30 ปี) รวมถึงเจ้ามุ้ยด้วย 

จากวันนั้นจนถึงวันนี้มีนักฟุตบอลมากหน้าหลายตาต่างตบเท้าเข้าสู่ทัพช้างศึกและยิ่งไปกว่านั้นในยุคของ อากิระ นิชิโนะ บรรดาดาวรุ่งจากสโมสรต่างๆ สามารถขึ้นมาแจ้งเกิดในนามทีมชาติแบบเต็มตัวหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองพี่น้องจากทัพ "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สุภโชค สารชาติ และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา เด็กจากแดนอีสานที่สร้างชื่อมาตั้งแต่ทีมเยาวชนของบุรีรัมย์ และกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ของทีมชาติไทยในอนาคต

ชี้ให้เห็นชัดแล้วว่าระบบอะคาเดมี มีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างทีมให้เก่งกาจ ร่วมถึงเป็นส่วนที่ค่อยสร้างประโยชน์ให้แก่ชาติ ยกตัวอย่าง 3 สโมสรชั้นนำที่มีอะคาเดมีเจ๋งที่สุดในโลก ที่เรียบเรียงข้อมูลมาจากเว็บไซต์ ireallylikefootball และชาติเหล่านั้นก็ยังเป็นทีมระดับท็อปของโลกด้วยไม่ว่าจะเป็น ทีมชาติโปรตุเกส ที่รั้งอันดับ 6 ของโลก ซึ่งมีอะคาเดมีของสโมสรสปอร์ติง ลิสบอน "Academia Sporting" คอยป้อนนักเตะเข้าสู่ทัพฝอยทองมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เปาโล ฟูเตร, หลุยส์ ฟิโก,เจา มูตินโญ และคริสเตียโน โรนัลโด 

หรือจะเป็นทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ทีมอันดับ 12 ของโลก ที่มี "เดอ ทูคอมสท์" ของสโมสรอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ผลิตนักเตะให้กับทัพกังหันสีส้ม นำโดย เวสลีย์ สไนเดอร์, ราฟาเอล ฟาน เดอ ฟาร์ท, ดาลีย์ บลินด์ และจัสติน ไคลเวิร์ต ขณะที่ระบบอะเคเดมีที่ดีที่สุดในโลกต้องยกให้กับ ลามาเซีย ของสโมสรบาร์เซโลนา แหล่งผลิตระบบเยาวชนยอดเยี่ยมที่สุดในโลกของทีมชาติสเปน ทีมอันดับ 8 ของโลก ที่ปั้นนักเตะดังๆ มาแล้วนักต่อนักไม่ว่าจะเป็น เป๊ป กวาร์ดิโอลา, ซาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสตา, เคร์ราร์ด ปิเก และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์

ส่วนของไทยสโมสรที่มีอคาเดมีดูเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุดคงจะเป็นของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ดำเนินการก่อตั้งมาได้ไม่กี่ปี แต่สามารถป้อนนักเตะเข้าสู่ทีมชาติได้แล้วหลายราย ส่วนสโมสรชั้นนำของไทยทีมอื่น อาทิ เอสซีจี เมืองยูไนเต็ด, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด และชลบุรี เอฟซี ก็มีระบบอะคาเดมีอยู่ในอันดับต้นๆ ของไทยเช่นเดียวกัน 

อย่างไรก็ตามแต่ การปลูกฝั่งเมล็ดพันธุ์เรื่องของฟุตบอลในตัวเด็กเป็นแนวทางที่แต่ละทีมมีรูปแบบแตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะเน้นนักเตะเรื่องพรแสวง ควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือเป็นหลัก ส่วนที่อื่นอาจจะเป็นพรสวรรค์ หรือเน้นแต่เด็กท้องถิ่นก็ว่าไป แต่สิ่งที่ทุกอะเคเดมีได้พร่ำสอนเป็นหัวใจสำคัญเลยคือเรื่องวินัย เราจะเคยได้ยินมาหลายครั้งแล้วว่าการเป็นนักฟุตบอลต้องมีวินัยสูงไม่ว่าจะจากปาก "โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ประธานพัฒนาเทคนิคของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, "เดอะ ตุ๊ก" ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติไทย หรือแม้กระทั่ง  ''ซิโก้'' เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักเตะช้างศึกและโค้ชทีมชาติไทย รวมถึง "บิ๊กเน" เนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ที่หันมาเอาดีทางด้านกีฬาฟุตบอลและยังนั่งแท่นประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

โดยนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยกล่าวไว้ว่าปัญหาของนักฟุตบอลไทยคือเรื่องวินัย และเบสิกฟุตบอล ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลให้ฟุตบอลไทยไม่เดินหน้าไปไกลถึงระดับโลก 

"เด็กพวกนี้บางครั้งเขาเป็นเหมือนกับส่วนหนึ่งของการเยียวยาจิตใจคน พูดตรงๆ นะ พี่ทำบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเฟิร์สทีม ที่มีบางเกมมันไม่ได้ดั่งใจ แพ้บ้างเสมอบ้าง มันก็ท้อนะสำหรับคนที่รักอะไรมากๆ แล้ว ทั้งที่มีนักเตะขนาดนี้ มีทีมขนาดนี้คุมซ้อมขนาดนี้ ทำไมมันถึงยังไม่ได้ดั่งใจเรา ซึ่งบางครั้งที่ท้อ การได้ไปนั่งเด็กดูยู-8 ยู-11 ยู-13 ยู-15 เล่นฟุตบอล มันทำให้เรารู้คิดว่าสักวันหนึ่งมันต้องดีกว่าไอ้พวกที่อยู่เฟิร์สทีม เรายังมีโอกาส และมันคือความสุขทางใจ"

"แม้บุรีรัมย์จะได้ประโยชน์น้อย จากการเราทำอะเคดามีในวันนี้ แต่ในวันข้างหน้าเด็กพวกนี้ก็ต้องเติบโตขึ้นไปเป็นทีมชาติไทย เขาก็ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองพร้อมทำชื่อเสียงให้กับบ้านเมือง" เนวิน ชิดชอบ กล่าวผ่านรายการ คนค้นฅน เทปวันที่ 3 มี.ค.62

จากทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวไป ชี้ให้เห็นได้ชัดว่า "ทีมชาติไทย" กำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอีกครั้งหรือภาษาอังกฤษคือคำว่า "Build" ซึ่งตอนนี้วัสดุต่างๆ น่าจะมีพร้อมหมดแล้ว คงอยู่ที่ผู้รับเหมากับคนก่อสร้างแล้วว่าจะเนรมิตออกมาให้ได้ตามที่ผู้ว่าจ้างหวังไว้หรือไม่ แล้วจะเสร็จภายในระยะเวลากี่ปี พวกเราคงได้แต่ลุ้นและให้กำลังใจกันต่อไป.

อ่านเพิ่มเติม รายงานพิเศษ "บอลไทย จะไปบอลโลก"

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ช้างศึกทีมชาติไทยฟุตบอลทีมชาติไทยฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกฟุตบอลไทยคัดบอลโลกบอลไทย

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้