ไทยรัฐออนไลน์
"ธชตวัน ศรีปาน" ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน "ทีมชาติไทย" ออกมาย้อนความรำลึกถึงเหตุการณ์นัดชิงชนะเลิศ ซีเกมส์ เมื่อปี 1997 ที่ เสนายัน ก่อนทัพช้างศึกจะกลับมาเล่นอีกครั้งในวันที่ 10 ก.ย.นี้
วันที่ 8 ก.ย. 62 ธชตวัน ศรีปาน ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ทีมชาติไทย รำลึกเหตุการณ์นัดชิงชนะเลิศ ซีเกมส์ เมื่อปี 1997 ที่ เสนายัน ก่อนที่ ช้างศึก จะกลับมาลงเล่นที่สนามแห่งนี้อีกครั้ง ในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 ที่เตรียมพบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย
โดย ช้างศึก เป็นฝ่ายเอาชนะจุดโทษเจ้าภาพ อินโดนีเซีย ไปด้วยสกอร์รวม 5-3 (เสมอในเวลา 1-1) แต่ระหว่างเกม ก็เกิดเหตุจลาจลมากมาย ทั้งแฟนบอลกรูกันลงมา, ปาสิ่งของ และยิงหนังสติ๊กใส่ผู้เล่นไทย ไปจนถึงการเผาสนาม ซึ่งขณะนั้น เสนายัน สามารถจุแฟนบอลได้กว่า 100,000 คน
ล่าสุดอดีตกองกลางวัย 47 ปี ที่ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในนัดดังกล่าว รำลึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดว่า "การเล่นกับ เวียดนาม หรือ อินโด ในทัวร์นาเมนต์แห่งศักดิ์ศรีอย่าง ซีเกมส์ ที่ต้องเอาเหรียญทองให้ได้ มันมีความกดดันค่อนข้างสูงอยู่แล้วว่า ทีมพวกนี้ต้องการล้ม ทีมชาติไทย ในช่วงนั้น ซึ่งเราเป็นจ้าวอาเซียน มาตลอด เพราะฉะนั้นเหมือนแฟนบอลพวกเขาถูกปลูกฝังมาว่า ต้องถล่มให้ตายอะไรแบบนี้ จึงกลายเป็นว่า ช่วงนั้นกระแสที่อินโดนีเซีย คนเข้ามาดูเยอะมาก เป็นแสนๆ"
"ตอนนั้น นักเตะมีประสบการณ์กันหมดแล้ว ไม่ได้กดดันครับ เพียงแต่ว่า สถานการณ์ที่มันเกิด ตอนเรานำอยู่ 1-0 แฟนบอล ก็เริ่มที่จะปะทุขึ้นมา ในเรื่องของความโกรธ ทั้งยิงหนังสติ๊กใส่ผู้รักษาประตูเรา และก็เอาหินก้อนใหญ่ๆ ซึ่งไม่รู้เอาเข้ามาได้ยังไง ปาลงมาเต็มสนามไปหมด นั่นแหละจึงทำให้เราวิตกกังวล บวกกับตำรวจ ที่มีน้อยอยู่แล้ว ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และขนาดยังไม่หมดครึ่งแรก แฟนบอลก็ลงมารอบสนามแล้ว มีทั้งถือไม้กระบอง ถือหิน ซึ่งตำรวจม้าที่มีอยู่ 4-5 คน ก็ไม่สามารถควบคุมแฟนบอลได้ จึงทำให้ต้องยุติการแข่งขันในครึ่งแรก"
"ตอนนั้นทุกคน พยายามเข้าไปหลบในห้องแต่งตัวครับ สถานการณ์ตอนนั้นมันไม่ปลอดภัยเลย ซึ่งผู้ใหญ่ก็รู้ ก็เลยมีการแสดงความคิดเห็นกันว่า เราจะไม่ลงไปเล่นต่อ และจริงๆ ก็หาทางออกแล้วด้วยว่า ถ้าเกิดมันพังประตูเข้ามา จะหนีออกกันยังไง แต่หลังจากพักไป 1 ชั่วโมงกว่า เจ้าหน้าที่ของเอเอฟซี ก็เข้ามาเคลียร์ว่า มันต้องลงไปเล่น ก็ให้เหตุผลนานเหมือนกันครับ ก่อนที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า ถ้าจำเป็นต้องเล่น ก็ต้องเล่น"
"เราเล่นไปด้วยความหวาดระแวงครับ จริงๆ ไม่ได้ปล่อยให้ อินโดนีเซีย ยิงครับ แต่เหตุการณ์ทั้งหมด มันทำให้เราไม่มีสมาธิ ไม่มีวินัยในการเล่น ก่อนถูกยิงตีเสมอ แต่พอหลังจาก ตีเสมอได้ เหมือนสถานการณ์มันดาวน์ลง เพราะเขาได้ประตูแล้ว ทีนี้ มันก็เล่นไปตามเกม แม้ว่าจะยังมีเสียงนู่นนี่นั่นอยู่บ้าง แต่เราก็พยายามยันให้อยู่ จนกระทั่ง เรายิงจุดโทษชนะ และพอถึงตอนนั้นเหมือนแฟนบอล อินโดนีเซีย ยอมรับเองว่า มันพ่ายแพ้จากตรงนี้ เขาก็เลย สลายกันไปเอง ซึ่งตอนรับเหรียญก็แทบจะไม่มีแฟนบอลเลย ก็เป็นภาพปรากฏการณ์ที่ผมจำไปจนตายครับ เพราะนอกเหนือจากนั้น มันยังมีเผาสนามอะไรอีก และกว่าจะเคลียร์ได้ เราก็กังวลไปหมด"
"ส่วนปัจจุบัน จริงอยู่ที่เราเพิ่งเห็นภาพไม่ดี ในเกมระหว่าง อินโด กับ มาเลย์ แต่ผมว่า แฟนบอลอินโด ลงดีกรีตรงนั้นไปเยอะแล้ว จาก 100 % ก็อาจจะเหลือแค่ 50 % และ นักเตะหลายๆ คนในทีมชุดนี้ ก็เคยผ่านสนามที่มีคนเยอะๆ มาแล้ว อย่างที่ เวียดนาม หรือ มาเลย์ ดังนั้น ผมคิดว่าทุกคนรับมือได้"
"สิ่งที่ห่วง น่าจะเป็นเรื่องในสนามมากกว่า เพราะการมาเยือน มันยากอยู่แล้ว บวกกับนักเตะที่เพิ่งมารวมตัวกัน มันย่อมต้องใช้ความเข้าใจในการเล่นพอสมควร ซึ่งภายใน 1-2 วันนี้ ถ้าเราทำความเข้าใจกันมากขึ้น ผมก็เชื่อว่า เรามีโอกาสสูงที่บุกมาเก็บ 3 คะแนนได้ นอกจากนี้ ก็อยู่ที่นักเตะด้วยว่า จะรวมกันเล่นได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึง สมาธิ และ การสื่อสาร ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก" มือขวา นิชิโนะ ปิดท้าย
สำหรับ ทีมชาติไทย เตรียมพบกับ ทีมชาติอินโดนีเซีย ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 2 ของกลุ่มจี วันที่ 10 กันยายนนี้ เวลา 19.30 น. ที่สนามเกโลรา บุง การ์โน (เสนายัน) ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32