Thairath Logo
กีฬา

AFC เตือนส.บอล เร่งปรับปรุง 7 แคนดิเดตสังเวียนยู-23 เอเชียโดยด่วน

Share :
line-share-logo

เอเอฟซีเตือนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เร่งปรับปรุงสนามรองรับศึกฟุตบอลชิง แชมป์เอเชีย ยู 23 รอบสุดท้ายปี 2020 ก่อนมาตรวจความคืบหน้าอีกครั้งเดือน ต.ค.นี้ ขู่หากยังไม่ผ่านตามมาตรฐานจะถูกริบสิทธิ์เจ้าภาพได้ ด้าน กรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมฯ เผยจะขอความร่วมมือเจ้าของสนามทั้ง 7 แห่งที่เป็นแคนดิเดตใช้แข่งขัน เร่งปรับแก้ให้ตรงความต้องการของเอเอฟซี

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มีการประชุมเรื่องการเลือกใช้สนามที่จะใช้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย 2020 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมี กรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมฯ, พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และรองโฆษกสมาคมฯ, จิน โฮ ยุน หัวหน้าคณะตรวจสนามจากเอเอฟซี พร้อมด้วยส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

โดยจิน โฮ ยุน กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ก็ถือเป็นครั้งที่สองแล้ว ซึ่งครั้งนี้เราก็ตรวจไปแล้ว 4 สนาม ประกอบไปด้วย เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สงขลา และราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเอเอฟซีจะตรวจอีกครั้งในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ โดยสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือเจ้าของสนามทั้งหมดจะต้องทำหนังสือยืนยันความพร้อม และยินยอมที่จะปรับปรุงแก้ไขส่วนที่แนะนำไปให้ผ่านมาตรฐาน ซึ่งระยะเวลาตรงนี้มีไม่มาก ตนจึงต้องการความคืบหน้าที่ชัดเจน

หัวหน้าคณะตรวจสนามจากเอเอฟซี กล่าวอีกว่า กรณีการตรวจสอบสนามครั้งสุดท้าย ไม่มีความคืบหน้าชัดเจน หรือมีความเป็นไปได้ที่สนามจะเสร็จไม่ทันเวลา เอเอฟซีมีสิทธิ์เลือกสนามใหม่ที่มีความพร้อมในประเทศไทย กรณีที่สองหากไม่มีสนามใดในประเทศไทยมีความพร้อมจัดการแข่งขัน สิทธิการเป็นเจ้าภาพจะถูกริบคืนและมอบให้กับประเทศที่พร้อมแทน เนื่องจากรายการนี้เป็นการแข่งขันระดับขั้น 1 มี 16 ยอดทีมจากเอเชียเข้ามาร่วมเล่น และมีโควตาไปโอลิมปิกเกมส์ที่โตเกียว 2020 ดังนั้นมาตรฐานการจัดการแข่งขันต้องเป็นรูปแบบที่สูงที่สุดของเอเอฟซี

ขณะที่ กรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการฯกล่าวว่า ทั้ง 7 สนามที่เป็นแคนดิเดต ไม่มีสนามใดที่เป็นของสมาคมฯ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือเพื่อให้พวกเขาปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการของเอเอฟซี ทางสมาคมฯ ก็พยายามประสานงานและทำงานอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งนี้คือชื่อเสียง ความภาคภูมิใจ และหน้าตาของประเทศไทย ทั้งนี้ หากปรับปรุงสนามสำเร็จ เราก็จะมีทางเลือกที่จะนำทีมชาติไทย ออกไปสู่สายตาแฟนบอลที่ต่างจังหวัด นอกเหนือจากราชมังคลากีฬาสถานใช้จัดอยู่เป็นประจำ

ด้าน พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฯ กล่าวว่า ตอนนี้ทุกสนามมีความสำคัญเท่ากัน ซึ่งเราลงนามรอบแรกไปแล้ว แต่เราจะมีการลงนามอีกครั้งว่าจะเป็นสนามใดนั้น ทางเจ้าของสนามจะต้องยืนยันตามที่เอเอฟซีแจ้งว่า จะสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามระยะเวลาที่กำหนด.

อ่านเพิ่มเติม...
เอเอฟซีสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียฟุตบอลยู-23 ชิงแชมป์เอเชียกรวีร์ ปริศนานันทกุลพาทิศ ศุภะพงษ์