ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    จากเยาวชนเท้าเปล่า สู่กัปตันช้างศึก : พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล

    จอน บอลไทย14 ต.ค. 2563 06:30 น.
    SHARE

    เด็กชายพิธิวัตต์ (ชื่อเก่า พิธิวัต) สุขจิตธรรมกุล เกิดที่ อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อ 25 ปีที่แล้ว โดยมีคุณพ่อเป็นนายดาบตำรวจ และคุณแม่เป็นแม่บ้าน ชีวิตของเขาเรียบง่าย ไม่เดือดร้อน ไม่ร่ำรวย ยังไม่มีสปอตไลต์จากที่ใดจับมาที่เด็กน้อยคนนี้

    เขาเริ่มเตะบอลตั้งแต่เด็กๆ แต่มาจริงจังขึ้น ตอน ป.3 เพราะมีอะคาเดมีหนึ่งมาโคกับโรงเรียน แล้วจัดการฝึกนักเรียนเพื่อส่งแข่งในนามทีมโรงเรียน

    พอ ป.4 เขาลองไปคัดตัวกิจกรรมของอาร์เซนอลที่จัดเพื่อหาเด็กไปเปิดประสบการณ์ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งนั่นทำให้เขาได้ไปอังกฤษครั้งแรก ขณะนั้น สนามเหย้าของอาร์เซนอลยังเป็นไฮบิวรี่ และเขาได้เจอแข้งระดับโลกอย่าง โรแบร์ ปิแรส, เธียร์รี อองรี, เฟเดริก ลุงเบิร์ก, ปาทริค วิเอร่า แถมได้ดูพรีเมียร์ลีกแบบติดขอบสนามด้วย

    หลังกลับมาจากอังกฤษ “พิธิวัตต์” ก็คิดมากกว่าที่เคยคิด และคิดไกลกว่าที่เคยมี เขาอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เหมือนกับนักเตะระดับโลกที่เขาเพิ่งได้เจอมา

    จากนั้น เขาก็ไปคัดฟุตบอล ที่เจเอ็มจี อะคาเดมี ซึ่งการคัดครั้งแรก ผลคือไม่ติด ต้องกลับตั้งแต่ 8 โมงเช้าด้วยซ้ำ เพราะวันที่ไปคัด มีการให้ลงเกมฝั่งละ 7 คน เล่นระบบ 3-3 (ผู้รักษาประตู 1 คน) เขาได้เล่นปีกซ้าย ทว่าตัวรุกอีกสองคนดันรู้จักกัน เลยไม่ส่งบอลให้พิธิวัตต์เลย ทำให้เขาต้องอกหัก

    แต่พิธิวัตต์ไม่ท้อ เขากลับไปลองคัดอีกครั้ง และคราวนี้ เขาคัดติด จนได้ย้ายไปอยู่ อะคาเดมีเจเอ็มจี ตั้งแต่ตอน ป.6

    เขาอยู่ที่นั่น กินนอนที่เจเอ็มจี โดยมีคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนอยู่เสมอ

    ภายในอะคาเดมี พิธิวัตต์ ได้เจอเพื่อนใหม่ อาทิ สุริยา สิงห์มุ้ย, พิชา อุทรา, สุพร ปีนะกาตาโพธิ์ ฯลฯ รวมถึงมีรุ่นพี่อย่าง วีระวุฒิ กาเหย็ม, วรนาถ ทองเครือ, รังสรรค์ วิรุฬห์ศรี, ศาสนพงษ์ วัฒยุชูติกุล, สันติภาพ ราษฎร์นิยม ฯลฯ

    พิธิวัตต์ ฝึกฟุตบอลวันละ 2 มื้อ ในช่วงเช้า และช่วงเย็น และต้องย้ายมาเรียนที่โรงเรียนชุมชนบ้านอ่างเวียน ที่บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งเขาได้ทำงานร่วมกับโค้ชต่างชาติครั้งแรก เพราะในอะคาเดมี JMG จะมีโค้ชชาวต่างชาติเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน และมีผู้ช่วยโค้ชชาวไทย

    ที่ เจเอ็มจี เด็กๆ จะได้ซ้อมอย่างเดียว กับอุ่นเครื่อง ไม่มีการส่งแข่งขันเลยเป็นเวลาเจ็ดปี ตั้งแต่ ป.6 ถึง ม.6 โดยมีอุ่นเครื่องกับ เจเอ็มจี เวียดนามบ้าง เบลเยียมบ้าง ซึ่งเจเอ็มจี เวียดนาม มีสตาร์อย่าง เหงียน คอง เฟือง และ เลือง ซวน ตรวง

    ซึ่งชีวิตนักบอลเยาวชนของ พิธิวัตต์ และเพื่อนๆ ในอะคาเดมี เจเอ็มจี จะไม่แตกต่างจากที่อื่นเลย ถ้าตลอด 7 ปีที่เขาอยู่นั้น เขาใส่รองเท้าสตั๊ดซ้อม….

    เพราะตลอด 7 ปี เหล่าเยาวชน เจเอ็มจี ฝึกซ้อมฟุตบอลด้วยเท้าเปล่า!!

    แม้จะมีบ้างที่ให้ซ้อมแบบใส่รองเท้า แต่เกมอุ่นเครื่องส่วนใหญ่ จะลงสนามแบบเท้าเปล่า เจอทีมที่ใส่สตั๊ด นั่นทำให้พิธิวัตต์ชอบทำงานหนักในสนาม และพยายามทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นตลอดเวลา

    “เราซ้อมด้วยเท้าเปล่า ในสนามหญ้า กลางแดด และใช้ลูกบอลหนัง เบอร์ 5 จนชิน ซึ่งทำให้ผมไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องรองเท้า หรือแฟชั่นมากนัก เพราะว่าตอนผมออกจากอะคาเดมีใหม่ๆ ผมไม่รู้จักสตั๊ดเลย ผมเลือกเอา อาดิเพียวสีดำ มาใส่ เพราะคิดว่าอะไรก็สามารถใส่เล่นได้เหมือนกัน"

    “ตอนอุ่นกับโรงเรียนเช่น กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย หรือเพ็ญสมิทธ์ ฝั่งตรงข้ามก็ใส่สตั๊ดปกตินะ แต่ทางเราจะถนัดใช้เท้าเปล่ามากกว่า จะเป็นที่รู้กันว่า พวกเราต้องส่งบอลให้กันอย่างแม่นยำ อย่าให้โดนเหยียบ แต่ถามว่า โดนเหยียบบ้างไหม ก็มีบ้าง แต่พวกผมก็ต้องฝึกฝนการจ่ายบอลเร็ว แม่นยำ และไม่เก็บบอลไว้กับตัวนาน”

    นี่คือบทสัมภาษณ์ของพิธิวัตต์ ที่เคยกล่าวไว้ ซึ่งหลังจบจาก เจเอ็มจี เขาก็ย้ายมาอยู่ เอสซีจี เมืองทองฯ ในวัย 18 ปี ช่วงที่ “กิเลนผยอง” กำลังคว้าแชมป์ไทยลีกแบบไร้พ่าย เมื่อปี 2012

    และทางสโมสรก็เปิดโอกาสให้เขาได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง หลังจากสโมสรเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับ แอต.มาดริด โดยส่งเขาไปฝึกที่ประเทศสเปน พร้อมกับ พิชา อุทรา, สุพร ปีนะกาตาโพธิ์, สุริยา สิงห์มุ้ย ฯลฯ

    การไปที่นั่น ทำให้เขาได้รับประสบการณ์มากมาย และได้เรียนรู้วัฒนธรรม การอยู่การกิน และทัศนคติของนักฟุตบอลระดับโลก เพราะได้มองเห็นนักเตะอย่าง ฟิลิเป เมโล, กาบี, ราดาเมล ฟัลเกา, ดิเอโก คอสตา ทั้งในและนอกสนาม ซึ่งเขาและเพื่อนๆ ได้ชมทุกเกมที่ แอต.มาดริด เล่นในบ้าน

    หลังกลับจาก แอต.มาดริด พิธิวัตต์ ก็กลับมาเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรก ในลีกดิวิชั่น 2 กับ นนทบุรี เอฟซี ในเลกสองของปี 2013 ก่อนย้ายไปอยู่ นครนายก เอฟซี ในปี 2014 ซึ่งเป็นสองสโมสรพันธมิตรกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

    ปี 2014 เป็นครั้งแรกที่ พิธิวัตต์ ได้สัมผัสกับสีเสื้อทีมชาติไทย จากการติดทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 19 ปี และเกือบพาทีมชาติไทยได้ไปสัมผัสกับ ฟุตบอลโลก ยู-20 เป็นครั้งแรกด้วย แต่น่าเสียดายที่แมตช์ชี้ชะตา แพ้ อุซเบกิสถาน 1-2 ทำให้ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย ในศึก ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2014 ที่ประเทศเมียนมา

    จากนั้นต้นปี 2015 เขาช่วยให้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ โค้กคัพ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเอาชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ทำให้ปี 2015 เขาได้ร่วมซ้อมกับทีมชุดใหญ่ครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของ ดราแกน ทาลายิช แต่ด้วยความที่สโมสรเมืองทองยุคนั้นเต็มไปด้วยสตาร์ดังมากมาย ทำให้เขาแทบไม่ได้สัมผัสกับเกมไทยลีกเลย (ปี 2015 พิธิวัตต์ลงสนามในไทยลีก 3 เกม เป็นเวลาทั้งหมด 18 นาที)

    แต่นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะเขาคิดเสมอว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในชีวิต เพราะได้ซ้อมกับรุ่นพี่ระดับทีมชาติไทย และนักเตะต่างชาติเก่งๆ ทั้ง สารัช อยู่เย็น, คิม ดอง จิน, นาโออากิ อาโอยามะ, ดัสกร ทองเหลา, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, มาริโอ ยูรอฟสกี้, ธีรศิลป์ แดงดา, เคลตัน ซิลวา ฯลฯ

    เขาตั้งหน้าตั้งตาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุดจากการซ้อม และคิดว่า นี่คือบันไดขั้นสำคัญของชีวิต

    ปี 2016 พิธิวัตต์ ถูกปล่อยไปอยู่กับ บีอีซี เทโรศาสน (โปลิศ เทโร เอฟซี ในปัจจุบัน) สวนทางกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ฯลฯ ที่ย้ายมาอยู่กับ “กิเลนผยอง” ก่อนที่จะได้ลงสนามให้กับ “มังกรไฟ” ไปถึง 25 เกมในซีซั่นดังกล่าว จนทำให้ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ทีมบิ๊กเนมของภาคเหนือ จัดการล่าลายเซ็นของเขา

    และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของการเขียนประวัติศาสตร์ให้กับตนเอง ของ พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล

    เขาลงสนามให้กับ “กว่างโซ้งมหาภัย” ตั้งแต่ปี 2017 ไปทั้งหมด 94 เกมในศึกไทยลีก


    เขาคว้าแชมป์รายการระดับเมเจอร์ทุกรายการได้ครบ ทั้ง ไทยลีก (ปี 2019), เอฟเอคัพ (ปี 2018, ปี 2017), ลีกคัพ (ปี 2018), แชมเปียนส์ คัพ (ปี 2018, ปี 2020)


    เขาคว้าแชมป์ ซีเกมส์ 2017 กับทีมชาติไทย

    เขาเริ่มต้นติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรกเมื่อกลางปี 2019 ในเกมเปิดบ้านเสมอกับทีมชาติเวียดนาม 0-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย และก็กลายเป็นตัวหลักของทีมชาติไทย ในยุคของ อากิระ นิชิโนะ

    เขาได้ลงสนามในศึกฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เป็นครั้งแรกในปี 2020

    เขาได้รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าของไทยลีก เมื่อปี 2019

    และปี 2020 เป็นปีที่เขาได้เติบโตไปอีกขั้น เพราะได้รับบทบาทกัปตันทีม สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์เก่าของศึกไทยลีก

    และที่สำคัญที่สุด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล ได้รับบทบาทสำคัญที่สุดในชีวิต เมื่อ อากิระ นิชิโนะ ได้มอบปลอกแขนกัปตันทีมชาติไทยให้กับเขา ในการนำทัพช้างศึก ลงสนามเกมอุ่นเครื่องกับ นครปฐม ยูไนเต็ด ช่วงฟีฟ่าเดย์ ของเดือนตุลาคม 2563

    “ไม่คิดมาก่อนว่า ชีวิตจะมาถึงขนาดนี้ เราคิดแค่ว่า ตั้งใจฝึกซ้อม ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และผมคิดว่า มันเกิดจากความตั้งใจ ความพยายาม ความมุ่งมั่นครับ ที่ทำให้ผมมาถึงจุดนี้ ซึ่งผมอยากจะไปให้ไกลกว่านี้ อยากพัฒนากว่านี้ ฟุตบอลมันพัฒนาได้ทุกวัน ไม่มีที่สิ้นสุด และถ้าเป็นไปได้ ผมจะไปให้ไกลกว่านี้ให้ได้ครับ….”

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุลช้างศึกทีมชาติไทยฟุตบอลทีมชาติไทยข่าวฟุตบอลข่าวกีฬา

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2563 เวลา 05:43 น.