ไลฟ์สไตล์
100 year

จากกองหน้าจิตอาสา สู่หัวหอกชั้นดีแห่งทัพกระต่าย : เจนรบ สำเภาดี

จอน บอลไทย25 พ.ย. 2563 06:00 น.
SHARE

“อีกอย่างนะครับ ฝากไว้เลยครับ เลิกไร้สาระแล้วไปเก็บขยะช่วยสังคมดีกว่าครับพี่”

นี่คือประโยคสุดคลาสสิกบนโลกโซเชียล ของ เจนรบ สำเภาดี สมัยที่เขายังจุดเดือดต่ำมากๆ และมักจะตอบโต้แฟนบอลที่เข้ามาวิจารณ์ฟอร์มการเล่น หรือวิจารณ์วิธีการเล่นของเขาในตำแหน่งกองหน้า โดยเฉพาะยุคที่อยู่ในทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี

ข่าวแนะนำ

“เจ้าเจน” กลายเป็นนักเตะที่มีฉายาว่า “กองหน้าจิตอาสา” จากประโยค “ไปเก็บขยะช่วยสังคมดีกว่าครับพี่” ที่เขาพิมพ์ออกไป

แต่จากวันนั้น จนถึงวันนี้ เวลาผ่านไปประมาณ 3 ปี
จากศูนย์หน้าที่มักจะโดนแซว โดนแขวะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะลงสนามในเกมใดก็ตาม

วันนี้ อดีตหัวหอกทีมชาติไทย ชุดแชมป์ ซีเกมส์ 2017 มีรูปร่างที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีสไตล์การเล่นที่เป็นประโยชน์ต่อทีม พร้อมทั้งผลิตสกอร์ได้สวยๆ ให้กับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ไปแล้ว 2 ประตูในซีซั่นนี้ จนมีชื่อติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในช่วงฟีฟ่าเดย์ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะเกมล่าสุด ที่ยิง 1 จ่าย 1 แบบสุดสวย ต่อหน้า อากิระ นิชิโนะ ช่วยให้ “เดอะ แรบบิท” เปิดบ้านชนะ ชลบุรี เอฟซี 2-1 คว้าสามแต้มสำคัญ การันตีได้ลุยศึก เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก 2021 อย่างแน่นอน

จากกองหน้า “จิตอาสา” ในอดีต
สู่ “แฮร์รี่ เจน” (พ้องกับ แฮร์รี่ เคน) ในปัจจุบัน
และนี่คือเรื่องราวของเขา…..

เจนรบ สำเภาดี เกิดเมื่อปี 2538 ที่จังหวัดสุรินทร์ โดยปัจจุบันเขามีวัยเบญจเพสพอดิบพอดี

เจนรบ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็ก ก่อนจะได้โอกาสมาเรียนหนังสือ และเล่นฟุตบอลที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนชายล้วนใจกลางเมืองหลวง ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

การจากบ้านมาไกลครั้งนั้น คุณพ่อคุณแม่ของเขา ยังไม่รู้เลยว่า อนาคตเจ้าลูกชายคนนี้จะเป็นเช่นไร เพราะตอนนั้น วงการฟุตบอลไทย ยังไม่เติบโตหวังผลระยะยาวได้ขนาดนี้ และยังจับต้องไม่ได้ แต่เมื่อเห็นว่า ลูกชอบ พ่อกับแม่จึงอยากจะลองเสี่ยงดู

เจนรบ กลายเป็นกองหน้าตัวความหวังของ “ชงโคม่วงทอง” โดยคว้าแชมป์ร่วม ศึกฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ในปี 2555 ได้สำเร็จร่วมกับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในชุดเดียวกับ ศิวกรณ์ เตียตระกูล, เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม, อดิศักดิ์ เส็นสมเอียด และ ฤทธิพร หวานชื่น

จากนั้น ในวัย 19 ปี เจนรบ ก็อยู่ในทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 19 ปี ที่เกือบได้ไปฟุตบอลโลก ยู-20 เพราะผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอล ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2014 ที่ประเทศเมียนมา โดยเขายิงสองลูกในทัวร์นาเมนต์นั้น เริ่มจากลูกยิงประตูชัยในรอบแบ่งกลุ่ม ที่ชนะ อิหร่าน 2-1 ตามด้วยยิงในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่แพ้ อุซเบกิสถาน 1-2 ที่มีแฟนบอลตามเชียร์การถ่ายทอดสดกันมากมาย เพราะเป็นนัดชี้ชะตาการได้ไป หรือไม่ได้ไป ฟุตบอลโลก ยู-20

ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็เรียนจบ ม.6 และได้อยู่ในทีม อาร์แบค บีอีซี เทโร กับ บีซีซี เอฟซี ในลีกล่างสักพักใหญ่ ก่อนที่ในที่สุด เมื่อปี 2015 ในวัย 20 ปี เขาก็ถูกโปรโมตขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ "มังกรไฟ" บีอีซี เทโรศาสน ที่เพิ่งคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีก คัพ 2014
และ "เจ้าเจน" ก็ได้ประเดิมสนามในศึกไทยลีกครั้งแรกในชีวิต ในปีดังกล่าว โดยมีผลงานกับ “มังกรไฟ” ทั้งหมด 14 นัด แต่ยังทำประตูไม่ได้

กระทั่งในปี 2016 เขาสามารถยิงประตูแรกได้สำเร็จในศึกไทยลีก เกมที่ บีอีซี เทโรศาสน ชนะ ศรีสะเกษ เอฟซี 2-1 โดยเป็นประตูชัยในนาทีที่ 90

ต่อมาในปี 2017 เจนรบ สำเภาดี ก็ได้รับโอกาสสำคัญในชีวิต เมื่อติดทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ชุดทำศึกฟุตบอล ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย

ซึ่งเขาได้รับเกียรติที่ยิ่งใหญ่ในการเป็นกัปตันทีมในชุดดังกล่าวด้วย

แต่แม้จะได้แชมป์ คว้าเหรียญทองกลับบ้านมาได้ ทว่า เจนรบ กลับไม่ได้เป็นที่รักใคร่จากแฟนบอลเท่าไรนัก จากภาพลักษณ์กองหน้าสายตั๊น ที่ไม่ได้มีทักษะสวยงาม และไม่ได้ผลิตประตูเป็นกอบเป็นกำ แถมยังมีจุดฟิวส์ขาดไปตอบโต้แฟนบอลอีก

แต่แล้ว ในปี 2018 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็หยิบยื่นโอกาสสำคัญให้ “เจ้าเจน” ในการดึงตัวมาร่วมทีม เพื่อทดแทนการจากไปของ ธีรศิลป์ แดงดา ที่ย้ายไปอยู่กับ ซานเฟรซเซ ฮิโรชิม่า ทีมในเจลีก ญี่ปุ่น

และเจ้าตัวก็ไม่ทำให้แฟนๆ เมืองทอง ต้องผิดหวัง เพราะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของปี 2018 มีแมตช์ที่ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ออกนำ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 2-0 แต่สุดท้าย “กิเลนผยอง” มาได้ เจนรบ ที่กลายร่างเป็นแฮตทริกฮีโร่ ยิงสลุตสามลูกรวดใน 38 นาที พา เมืองทอง พลิกกลับมาชนะ 3-2 ไปแบบสุดเซอร์ไพรส์

กลายเป็นแฮตทริกแรกของเขาในการเล่นฟุตบอลอาชีพ และเป็นสามประตูในเกมเดียวของศึกไทยลีก ซึ่งเท่ากับที่เขาเคยยิงได้ในไทยลีกมาตลอดหลายปีก่อนหน้านั้น

จากนั้น ชื่อของเขาก็เริ่มหายไปอีกครั้ง เมื่อถูกปล่อยตัวไปอยู่ ตราด เอฟซี และยิงไป 3 ประตู จาก 14 เกม ในเลกแรกของปี 2019 ก่อนจะถูก การท่าเรือ เอฟซี ดึงตัวมาร่วมทีม และทำผลงานได้น่าผิดหวัง โดยได้โอกาสลงเป็นตัวจริงเพียง 2 นัด ในช่วงเลกสอง และยิงไม่ได้เลย แถมช่วงต้นซีซั่นของปี 2020 ทางด้าน การท่าเรือ เอฟซี ก็ไม่ใช้งาน เจนรบ เลยด้วย
บนช่วงเวลาที่เคว้งคว้าง ก็มีคนหยิบยื่นโอกาสให้เขาอีกครั้ง คราวนี้เป็นทีมจากรังสิต คลองสาม นั่นคือ "บีจี ปทุม ยูไนเต็ด"
เจนรบ ถูกปล่อยตัวมาอยู่กับ “กระต่ายแก้ว” ในช่วงที่ไทยลีก ยังเบรกจากสถานการณ์โควิด-19 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางการตั้งคำถามจากหลายๆ คนว่า "บีจี คิดอะไรอยู่" แต่ไม่ว่าจะคิดอะไรอยู่ แต่ผลงานของ เจนรบ พิสูจน์ได้แล้วว่า
บีจี คิดไม่ผิด…

เจนรบ ได้ลงสนามให้ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ไปแล้ว 7 นัด ในช่วงหลังกลับมาแข่งอีกครั้ง พลาดการแข่งขันไปแค่แมตช์เดียวเท่านั้น และเป็นตัวจริงทั้ง 7 เกมด้วย พร้อมกับยิง 2 ประตูสำคัญ ในเกมที่ชนะ การท่าเรือ เอฟซี 1-0 และชนะ ชลบุรี เอฟซี 2-1
นี่แหละครับ ผลจากความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความใจสู้ อะไรที่เคยผิดพลาด ก็เอามาเป็นบทเรียน ไม่ต้องลืม แต่เก็บไว้เป็นความทรงจำว่าเคยทำผิด แล้วมูฟออน เริ่มต้นใหม่ให้ดีที่สุด สักวัน ทุกอย่างจะกลับมาดีอีกครั้งแน่นอน.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยลีกไทยลีก 2020บีจี ปทุม ยูไนเต็ดข่าวฟุตบอลเจนรบ สำเภาดี

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 เวลา 13:48 น.