ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    รางวัลแด่คนช่างฝัน

    MR .Unknown7 มิ.ย. 2563 05:56 น.
    SHARE

    "ผ่าเข่า 3 ครั้ง, ยังไม่ถอดใจจนได้ไปลุยบอลโลก, เล่นหน้า-กลาง-หลัง, หวังเป็นโค้ชหลังเลิก"

    นี่คือเรื่องย่อของ "ปุ๋ย" พิสมัย สอนไสย์ หนึ่งในนักฟุตบอลหญิงคนสำคัญของทีมชาติไทยที่ล่าสุดเพิ่งเติมเรื่องราวใหม่ในชีวิตค้าแข้ง ด้วยการออกเดินทางเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อไปร่วมทีมอินเตอร์ เถายุเหวียน เอฟซี ในลีกสูงสุดของไต้หวันจนถึงสิ้นปีนี้

    แม้ศึกไต้หวัน มู่หลาน ฟุตบอลลีก ฤดูกาล 2020 จะจบเลกแรกไปแล้ว หลังเปิดลีกมาตั้งแต่ 11 เมษายน เนื่องจากไต้หวันควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้เร็ว จึงเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่ให้กีฬากลับมาแข่งได้โดยไม่มีผู้ชม แต่ อินเตอร์ เถายุเหวียน ก็ยังรอ "ปุ๋ย" มาช่วยทีมใน 2 เลกที่เหลือ

    ความจริงแข้งสาววัย 31 ปี ควรได้ร่วมงานกับ อินเตอร์ เถายุเหวียน ตั้งแต่เลกแรกแล้ว แต่ด้วยปัญหาโควิด-19 จึงไม่สามารถเดินทางไปได้ เพราะต้องรอเอกสารยืนยันจากทางการไต้หวันก่อนขอวีซ่า และต้องรอการคลายล็อกของไทยอีก

    ซึ่งในช่วงที่รอให้ทุกอย่างลงตัว พิสมัย ก็ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ ด้วยการฟิตร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พร้อมก่อนออกไปผจญภัยครั้งใหม่ ซึ่งเธอรอคอยมาตลอดกับโอกาสที่จะได้เล่นลีก เพราะยังไม่รู้ว่าฟุตบอลลีกหญิงในไทยจะได้กลับมาจัดอีกทีเมื่อไร

    ชีวิตนักฟุตบอลหญิงของ "ปุ๋ย" วนเวียนอยู่กับคำว่า "รอ" มาตลอด ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ไปค้าแข้งในต่างแดนกับทีมสเปรันซา โอซากา ที่ญี่ปุ่น เมื่อปี 2013 พร้อมกับ กาญจนา สังข์เงิน และ นภัทร (จันทร์เพ็ญ) สีเสริม ซึ่งแม้ว่าเธอจะได้ลงสนามบ่อยในช่วงปรีซีซั่น แต่พอเข้าสู่ฤดูกาลจริงๆ กลับได้เล่นแค่เกมเดียว เนื่องจากถูกอาการบาดเจ็บรบกวน จนเสียโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในลีกชั้นนำ

    ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากหายเจ็บกลับมาเล่นให้ทีมชาติไทยได้ไม่นาน ก็เหมือนโดนโชคชะตากลั่นแกล้ง เมื่อเธอต้องมาเจ็บซ้ำอีกจนไม่ได้ไปลุยฟุตบอลโลกสมัยแรกของทัพ "ชบาแก้ว" ที่แคนาดา เมื่อปี 2015

    และ "ปุ๋ย" ต้องผ่านการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่ารวมแล้วถึง 3 ครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะผ่านช่วงเวลาอันสุดแสนทรมานแบบนี้มาได้ สำหรับนักกีฬาผู้หญิงซึ่งมีความแข็งแรงทางร่างกายน้อยกว่าผู้ชาย

    แต่ด้วยหัวใจของ พิสมัย ที่แข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ชาย (หรือบางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่า) ทำให้เธอกลับมาโลดแล่นในสนามเพื่อลงเล่นฟุตบอลที่เธอรักได้ จนกระทั่งกลับมามีชื่อติดทีมชาติไทยไปลุยฟุตบอลโลก 2019 ที่ฝรั่งเศส ลบฝันร้ายจากเมื่อ 4 ปีก่อนได้สำเร็จ

    การกลับมาของ "ปุ๋ย" นั้น เธอมาพร้อมกับทัศนคติของมืออาชีพที่เพิ่มขึ้น หลังได้เรียนรู้เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิต เธอก็ไม่ยึดติดกับตำแหน่งกองหน้าที่เคยเป็นจอมถล่มประตูอย่างเป็นกอบเป็นกำ (สถิติจาก ฟีฟ่า บันทึกว่า พิสมัย สอนไสย์ ยิง 75 ประตูจากการเล่นทีมชาติไทย 115 นัด นับตั้งแต่ปี 2005)

    จากตำแหน่งดาวยิงล่าตาข่ายในแดนหน้า "ปุ๋ย" ก็ค่อยๆ ถอยลงมาเล่นมิดฟิลด์ตัวกลาง คอยสอดขึ้นมาเชื่อมเกมและหาจังหวะยิงจากแถวสอง (ในศึกชิงแชมป์เอเชีย 2018 ที่จอร์แดน) หรือแม้กระทั่งถอยลงไปยืนเซ็นเตอร์คอยบัญชาเกมรับ (ในฟุตบอลโลก 2019 ที่ฝรั่งเศส) เธอก็ผ่านมาหมดแล้ว ที่สำคัญยังทำได้ดีอีกด้วย ไม่ว่าโค้ชจะให้เธอเล่นตำแหน่งไหน

    กลับมาที่การค้าแข้งต่างแดนครั้งที่ 2 ในชีวิตของ "ปุ๋ย" อีกที การไปไต้หวันครั้งนี้เธอยอมรับว่า เงินเดือนอาจจะไม่ได้ดีมากนัก แต่ในช่วงเวลานี้ซึ่งมีสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ที่ไทยยังไม่มีโปรแกรมทั้งบอลลีกและทีมชาติ จึงถือโอกาสนี้ตอบรับความท้าทายครั้งใหม่ ซึ่งก็อาจเป็นผลดีในแง่ของการไปเบิกทางให้แข้งสาวไทยคนอื่นๆ ได้ออกมาเล่นนอกประเทศเหมือนกันบ้าง

    อีกทั้งการไปครั้งนี้ ยังมีงานพิเศษให้เธอทำด้วยการสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ ซึ่งก็จะเป็นรายได้เพิ่มเติม และยังเป็นการนำความรู้จากการอบรมโค้ชจบในระดับ บี ไลเซนส์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์อีกด้วย

    เป้าหมายอีกอย่างของ พิสมัย ในการมาไต้หวัน คือ ซึมซับวิธีการทำงานของโค้ชต่างชาติ เพื่อต่อยอดสำหรับการเรียนรู้ก่อนไปอบรมโค้ชต่อในระดับ เอ และ โปร ไลเซนส์ เพราะเธอมีความตั้งใจว่า หากแขวนสตั๊ดเลิกเล่นฟุตบอลแล้วก็ยังอยากอยู่ในวงการลูกหนังต่อไปในฐานะผู้ฝึกสอน

    ด้าน "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ อดีตผู้จัดการทีมชบาแก้ว ซึ่งเห็นลูกทีมคนนี้มาตลอด ก็พูดถึง "ปุ๋ย" ว่าเป็นนักเตะที่มีวินัยดีมาก เช่นเดียวกับฝีเท้าและประสบการณ์ และยังมีความมุ่งมั่นที่จะได้เล่นลีกต่างประเทศมาตลอด เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้ตามที่ตั้งใจ เพียงแต่ยังห่วงเรื่องอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง เพราะเป็นคนที่ทุ่มเทในสนามมาก ไม่อยากให้บาดเจ็บอีก

    การได้ไปลุยที่ไต้หวันของ "ปุ๋ย" จะเรียกว่าเป็น "รางวัลของคนช่างฝัน" ก็ไม่ผิดนัก หากย้อนกลับไปดูว่าเธอต้องพบกับความเจ็บปวดอะไรมาบ้าง ซึ่งเธอก็ผ่านมันมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจทุกครั้ง

    และแม้ว่าตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงกักตัวจนกว่าจะครบ 14 วันตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ของไต้หวัน ก่อนจะเริ่มซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ได้ในช่วงกลางเดือนนี้ แต่เชื่อว่าคงไม่นานเกินไปสำหรับ "พิสมัย สอนไสย์".

    ชัชวาล กมลไมตรีจิตต์

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    พิสมัย​ สอนไสย์​ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยชบาแก้วอินเตอร์​ เถายุเหวียน​ เอฟซี​มาดามแป้งนวลพรรณ ล่ำซำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้