หน้าแรกแกลเลอรี่

"กด Delete ตรงไหน" ส่อง 6 สตาร์ดัง "แมนยูฯ" ที่โซลชาร์ควรโละทิ้งซัมเมอร์นี้

"กด Delete ตรงไหน" ส่อง 6 สตาร์ดัง "แมนยูฯ" ที่โซลชาร์ควรโละทิ้งซัมเมอร์นี้

ไทยรัฐออนไลน์

18 เม.ย. 2564 06:00 น.

ถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาดในตอนท้าย โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ จะพา "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับสองใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ ซึ่งหมายถึงทีมได้กลับไปโม่แข้งในศึกฟุตบอลระดับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวทียุโรปอย่าง "ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก" ในฤดูกาลหน้าอีกครั้ง ขณะเดียวกันในลีก ด้วยความที่ปีก่อนหน้านั้นจบที่ 3 ปีนี้จบที่ 2 ทำให้เป็นไฟต์บังคับที่พวกเขาต้องก้าวขึ้นมาเบียดลุ้นแย่งแชมป์อย่างเต็มตัวสักที

แน่นอนว่าการผ่าตัดทีมย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการที่จะได้นักเตะใหม่เข้ามานั้นสิ่งที่จำเป็นซะก่อนนั่นคือการระบายนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีม หรือนักเตะที่มีโอกาสย้ายออกจากทีมไปไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในเรื่องการไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่หรือทีมจำเป็นต้องขายออกจากทีมเพราะนักเตะต้องการหาโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องในขณะที่บางรายแม้ดูเหมือนน่าจะถูกปล่อยออกไปแต่เก็บไว้เป็นอะไหล่น่าจะเป็นประโยชน์กับทีมมากกว่า และนี่คือ 6 นักเตะที่อยู่ในกลุ่มนักเตะที่ไม่ใช่ว่าแย่กว่าบางคนแต่คาดว่ามีโอกาสสูงพอสมควรที่จะต้องโบกมือลาชายคาแห่งถิ่น โอลด์ แทรฟเฟิร์ด ไปหลังจบฤดูกาลนี้

ข่าวแนะนำ

1. เจสซี ลินการ์ด

เจสซี ลินการ์ด : กองกลางเด็กปั้นของสโมสรรายนี้ปัจจุบันถูกปล่อยออกไปให้กับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมคู่แข่งร่วมลีกยืมตัวภายใต้การนำทีมของ เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมชาวสกอตแลนด์ยืมตัวไปใช้งานในครึ่งซีซั่นหลัง เนื่องจากตอนนี้ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ กำลังมีทีมที่ลงตัวมากๆ แถมตำแหน่งของเขายังไปทับกับ บรูโน เฟอร์นันเดส กองกลางชาวโปรตุเกส 

ทันทีที่การย้ายตัวเสร็จสิ้น เจสซี ลินการ์ด เผยความรู้สึกว่า ผมตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ย้ายมายังสโมสรแห่งนี้ ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งบทใหม่ในชีวิตของผม แน่นอนว่า มันไม่มีอะไรการันตีอะไรทั้งนั้นแต่ผมมาที่นี่เพื่อทำงานหนักพร้อมกับช่วยเหลือทีมด้วยประสบการณ์ที่ผมมี ซึ่งนั่นแหละคือเป้าหมายหลักของผมเพราะผมแค่อยากสนุกกับการเล่นฟุตบอลของผม และอยากลงไปเล่นในสนามอีกครั้ง 

จริงๆ แล้วมีหลายสโมสรที่อยากได้ตัวผมไปร่วมทีมนะ แต่สำหรับผมโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่านี่คือตัวเลือกที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับผมแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ เดวิด มอยส์ เนื่องจากเขาเคยคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาก่อน และผมก็ได้ร่วมงานกับเขาที่นั่น ดังนั้นเขาจึงรู้ถึงศักยภาพในตัวผมเป็นอย่างดี และรู้ว่า ผมสามารถช่วยอะไรให้กับทีมบ้าง

ซึ่งปรากฏว่าแข้งวัย 28 ปีรายนี้สร้างอิมแพ็กที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ ยิงประตูและแอสซิสต์เป็นว่าเล่น รวมถึงเล่นอย่างมีชีวิตชีวาซึ่งเป็นสิ่งหาแทบไม่ได้เลยตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 2 ปีของเจ้าตัวในโรงละครแห่งความฝัน จนพาทีมมีเอี่ยวลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมแต่โอกาสในการกลับมาแทบหาไม่เจอถ้าต้องการลงสนามอย่างต่อเนื่องซึ่งความเป็นไปได้ที่สุดนั้นก็คือย้ายมาร่วมทีม "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด อย่างถาวรน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

2. อันเดรียส เปเรรา

อันเดรียส เปเรรา : นี่ก็เป็นอีกแข้งที่มีสถานการณ์คล้ายกับ เจสซี ลินการ์ด นั่นคือได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรกที่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ เข้ามารับงานแทนที่ โชเซ มูรินโญ กุนซือชาวโปรตุเกส ถือได้ว่าแทบจะเป็นตัวหลักเลยก็ว่าได้ แต่กระนั้นตัวเขากลับไม่สามารถสร้างความแตกต่างหรือช่วยทีมได้ตามที่ถูกคาดหวังไว้เลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้ตัวเขาค่อยๆ ถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องย้ายออกไปหาโอกาสลงสนามกับ ลาซิโอ ทีมชั้นนำใน กัลโช เซเรียอา อิตาลี

ซึ่งทาง ซิโมเน อินซากี กุนซือของทีม พูดถึงลูกทีมคนใหม่ที่ย้ายมาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวเป็นระยะเวลา 1 ฤดูกาลพร้อมออปชั่นซื้อขาดที่ราว 27 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,000 ล้านบาทว่า ผมชอบเขา (อันเดรียส เปเรรา) ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นการเสริมทีมที่สมบูรณ์แบบของทีมเราได้อย่างแน่นอนเพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเตะชาวบราซิลรายนี้

เดิมทีนั้นมีกระแสข่าวว่า ลาซิโอ อาจจะใช้ออปชั่นซื้อขาดแต่กระนั้นในระยะหลังดูเหมือนว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจ รวมถึงค่าตัวที่ดูเหมือนจะสูงเกินไปนั่นทำให้เตรียมที่จะส่งนักเตะคืนสู่สโมสรต้นสังกัดที่แท้จริงหลังจบฤดูกาลนี้

3. เอริก ไบญี

เอริก ไบญี : ปราการหลังชาวไอวอรีโคสต์นับเป็นการเซ็นสัญญาคนแรกในยุคของ โชเซ มูรินโญ เทรนเนอร์ชาวโปรตุเกส เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2016 หลังย้ายจาก "เรือดำน้ำสีเหลือง" บียาร์เรอัล ทีมดังจาก ลาลีกา สเปน มาสู่ชายคาโรงละครแห่งความฝันด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,290 ล้านบาท ซึ่งตัวเขามีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปาลีก และ ลีก คัพ มาครองได้สำเร็จ

แต่ทว่าหลังจากนั้นตัวเขากลับถูกอาการบาดเจ็บตามเล่นงานอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งในยุค โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ จริงๆ แล้วถ้านับในเรื่องของฝีเท้าเพียวๆ เขาคือกองหลังที่ดุดัน เป็นตัวชนในการเข้าปะทะหรือตัดบอลจากคู่แข่ง ซึ่งแตกต่างจากอีก 2 กองหลังอย่าง แฮร์รี แม็คไกวร์ แนวรับชาวอังกฤษ หรือ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวสวีเดน ที่เป็นกองหลังสไตล์ถอยมากกว่า

นั่นทำให้ช่วงหลังตัวเขาแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลยจนมีข่าวว่าตัวเขาที่เหลือสัญญาจนถึงหลังจบฤดูกาล 2021-22 หรือแค่หลังจบฤดูกาลหน้า ปฏิเสธในการยืดสัญญาเพิ่มกับทีม เนื่องจากไม่พอใจที่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ มักจะหมางเมินเขาโดยเฉพาะเกม ยูฟ่า ยูโรปาลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ที่บุกไปเอาชนะ "ปิศาจแดงดำ" เอซี มิลาน เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา และจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีโอกาสที่เขาจะถูกปล่อยออกจากทีมถ้าไม่มีการขยายสัญญาใหม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

4. อองโตนี มาร์ซิยาล

อองโตนี มาร์ซิยาล : ดาวยิงไร้อารมณ์ย้ายจาก โมนาโก มาสู่ชายคายอดทีมสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ด้วยค่าตัวมหาศาลรวมออปชั่นถึง 58 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท ในยุค หลุยส์ ฟาน กัล เทรนเนอร์ชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งตัวเขาก็เปิดตัวได้อย่างเป็นที่จดจำเมื่อลงสนามในศึกแดงเดือดในฐานะตัวสำรองในช่วงท้ายเกมพาบอลเกือบครึ่งสนามลากไปยิงประตูอย่างสะใจแฟนบอล

แต่ทว่าเมื่อมาถึงยุค โชเซ มูรินโญ กุนซือชาวโปรตุเกส โอกาสลงสนามของเขาลดน้อยลงไปจากเดิม หนำซ้ำเสื้อหมายเลข 9 ของเขายังถูกกระชากไปให้กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวยิงชาวสวีเดน จนต้องถอยร่นไปสวมเสื้อหมายเลข 11 พร้อมถูกปรับบทบาทจากกองหน้าไปเป็นตัวรุกในตำแหน่งริมเส้นทางซ้าย ต่อเมื่อถูกจับไปเล่นทางขวาก็เล่นไม่ออกจนกระทั่งตกเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้ง

แต่ทว่าเมื่อมาถึงยุค โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ ตัวเขาเหมือนกลับมามีชีวิตใหม่เมื่อกลับมาสวมเสื้อหมายเลข 9 พร้อมกับฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงในซีซั่น 2019-20 ที่ผ่านมาด้วยการเป็นดาวซัลโวของทีมเมื่อกดไป 24 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ นั่นดูเหมือนว่าเขาจะกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีแบบยาวๆ แล้วแต่ทว่าในฤดูกาลนี้ฟอร์มตกลงไปอย่างน่าใจหายอีกครั้งและดูเหมือนว่ายากที่จะกลับมาได้ นั่นทำให้มีโอกาสเหมือนกันที่ทีมจะปล่อยตัวเขาออกจากทีมหลังกำลังตกเป็นข่าวเล็งคว้ากองหน้าตัวเป้าคนใหม่มาร่วมทีม

5. พอล ป็อกบา

พอล ป็อกบา : สตาร์ดังชาวฝรั่งเศส ย้ายจาก "ม้าลาย" ยูเวนตุส กลับมาสู่ทีมอีกครั้งเป็นคำรบที่สองด้วยค่าตัวอันเป็นสถิติโลกในเวลานั้นถึง 89 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,840 ล้านบาท เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2016 พร้อมกับสวมเสื้อหมายเลข 6 ลงไล่ล่าความสำเร็จกับทีมในยุค โชเซ มูรินโญ นายใหญ่ชาวโปรตุเกส

ไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาคือหนึ่งในกองกลางที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในโลกยุคปัจจุบันในวงเล็บที่ว่าถ้าเขาโฟกัสและทุ่มเทอย่างเต็มความสามารถ แต่ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นเขาเล่นด้วยฟอร์มการเล่นที่ไร้ความสม่ำเสมอ 3 เกมดี 4 เกมห่วยสลับกันไปอย่างนี้อยู่ร่ำไปจนกลายเป็นลูปนรกที่แฟนบอลต่างส่ายหัว รวมถึงมีข่าวย้ายออกจากทีมเป็นระยะ

แต่การที่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เข้ามาคุมทีมทำให้ตัวเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมและยกระดับตัวเองได้มากขึ้นจนนาทีนี้กลายเป็นตัวหลักที่ทีมจะขาดไปไม่ได้ สำคัญไม่แพ้ บรูโน เฟอร์นันเดส แต่ทว่าจากการที่เจ้าตัวเหลือสัญญากับทีมจนถึงฤดูกาลหน้าทำให้อนาคตของเขาเกิดความไม่แน่นอน แต่การที่มีเอเย่นต์อย่าง มิโน ไรโอลา จะทำให้การเจรจานั้นเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรและถ้าหากไม่มีการต่อสัญญาใหม่ในเร็วๆ นี้ อาจทำให้ทีมต้องจำใจขายเขาออกไปจากทีมเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเขาออกจากทีมไปแบบฟรีๆ ในซัมเมอร์หน้า

6. ดาบิด เด เคอา

ดาบิด เด เคอา : นายทวารชาวสเปนย้ายจาก "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด มาสู่ทีมเมื่อซัมเมอร์ปี 2011 ด้วยค่าตัว 18.9 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 815 ล้านบาท ในยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งดีลนี้ "ท่านเซอร์" เดินทางไปซุ่มดูฟอร์มด้วยตาของตัวเอง ตอนแรกนั้นตัวเขาประสบปัญหาในการปรับตัวรวมถึงรูปร่างที่บอบบางจนกระทั่งเคยเสียตำแหน่งให้ อันเดรส ลินเดลการ์ด นายทวารชาวเดนมาร์กอยู่พักหนึ่งก่อนที่ตัวเขากลับมาแย่งตำแหน่งนายทวารตัวจริงกลับคืนมาได้สำเร็จ

จริงๆ แล้ว ดาบิด เด เคอา เคยเกือบได้ย้ายไปเฝ้าเสาให้กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด 2015 หลังดีลที่ทีม โลส บรังโกส ยื่นเงิน 29 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,250 ล้านบาท พร้อมกับแนบ เคเลอร์ นาบาส มาเป็นส่วนหนึ่งในดีลนี้ แต่ทว่าดีลไม่เกิดขึ้นเนื่องจากส่งเอกสารไม่ทันตามเดดไลน์ที่กำหนด นั่นทำให้ ฟลอเรนติโน เปเรซ บิ๊กบอสทีม โลส บรังโกส เดือดดาลเป็นอย่างมากและโจมตีว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จงใจเล่นแง่ในเปิดการเจรจาในวันสุดท้ายและตั้งใจส่งเอกสารเกินระยะเวลาที่กำหนด

หลังจากนั้น ดาบิด เด เคอา ก็อยู่โยงกับทีมยาวเรื่อยมาถึงปัจจุบันและเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมมาโดยตลอด แต่ทว่าในระยะหลังช่วงประมาณปี 2018 ตัวเขาเริ่มมีมาตรฐานที่ตกลงเรื่อยๆ ความผิดพลาดเกิดขึ้นเป็นระยะ จุดเด่นของปฏิกิริยาในการโชว์ฟอร์มชอตมหัศจรรย์ก็เริ่มมีให้เห็นน้อยลง รวมถึงการเล่นลูกกลางอากาศที่แทบไม่เคยพัฒนาขึ้นมา ผนวกกับการที่ทีมไปดึงตัว ดีน เฮนเดอร์สัน กลับมาสู่ทีมเพื่อกดดัน

จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดาบิด เด เคอา บินด่วนกลับไปยังประเทศสเปนเพื่อไปเฝ้าภรรยาที่ให้กำเนิดลูกสาวคนแรก นั่นทำให้เขาต้องพลาดโอกาสลงเฝ้าเสาเกือบตลอดทั้งเดือนหรือติดกันเป็น 6 นัด จังหวะดังกล่าวเปิดทางให้ ดีน เฮนเดอร์สัน ได้ลงโชว์ฟอร์มแบบเต็มๆ ก่อนที่ตัวเขาจะแสดงให้เห็นว่าดีพอที่จะขึ้นมาครองมือหนึ่งคนใหม่ เพราะหลายเกมนั้นเป็นเกมที่ยากและล้วนแต่มีความสำคัญทั้งนั้น

นั่นทำให้ช่วงท้ายเขาได้โอกาสลงเฝ้าเสาในลีกอย่างต่อเนื่องแล้ว ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าการที่จะได้ลงเล่นในรายการนี้คือมือหนึ่งตัวจริงของทีม ส่วนในรายการ ยูฟ่า ยูโรปาลีก ที่เคยเป็นของนายทวารมือสองได้รับโอกาสลงเล่นกลับกลายเป็น ดาบิด เด เคอา ลงไปเฝ้าเสาในรายการนั้นแทน เรียกว่ามันเป็นเรื่องที่ขมขื่นใจในตัวของนายทวารชาวสเปนอย่างยิ่งกับสถานการณ์ในตอนนี้

โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ก็คงปวดใจไม่น้อยแต่เมื่อมองไปจะเห็นได้ว่าเขากำลังถ่ายเลือดใหม่ของทีมมาตลอดนับตั้งแต่มาคุมทีมเมื่อปลายปี 2018 ซึ่งแผนงานของเขากำลังเดินทางไปด้วยทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยากที่ ดาบิด เด เคอา จะยอมลดตัวลงไปเป็นมือสอง และด้วยค่าตัว 350,000 ปอนด์หรือประมาณ 15 ล้านบาทต่อสัปดาห์ อาจเป็นตัวเร่งที่จะทำให้เกิดดีลการย้ายทีมเกิดขึ้น

ผู้เขียน : iPoppz_5

กราฟิก : Varanya Phae-araya

# แท็กที่เกี่ยวข้อง

แมนยูspecial contentข่าวแมนยูแมนยูล่าสุดแมนยูวันนี้พรีเมียร์ลีกโอเล กุนนาร์ โซลชาร์ข่าวฟุตบอลpremium content

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้