หน้าแรกแกลเลอรี่

เปิด 10 แมตช์ "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" ที่ "วิกิพีเดีย" นำไปเขียนไว้เป็นเรื่องราว

เปิด 10 แมตช์ "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" ที่ "วิกิพีเดีย" นำไปเขียนไว้เป็นเรื่องราว

ไทยรัฐออนไลน์

9 เม.ย. 2564 06:00 น.

เปิดตำนาน 10 เกมคลาสสิกใน "พรีเมียร์ลีก อังกฤษ" ที่มีหน้า "วิกิพีเดีย" เป็นของตัวเอง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล สุดโดดเด่น

ใกล้จะครบ 30 ปี ในการก่อตั้งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปี 1992 ช่วงเวลาที่ผ่านมาต่างมีแมตช์คลาสสิกมากมายนับไม่ถ้วน

ข่าวแนะนำ

แต่มีเพียง 10 เกมเท่านั้นที่มีเรื่องราวมากพอที่จะไปอยู่บนหน้าเว็ปของ “วิกิพีเดีย” โดยมี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซนอล ที่โดดเด่น และนี่คือ 10 แมตช์ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ถูกบันทึกไว้ในวิกิพีเดีย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 9-0 อิปสวิช ทาวน์ ปี 1995

ถือเป็นหนึ่งในแมตช์ที่มีการชนะขาดลอยมากสุดนัดแรกในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก นัดนี้เกิดขึ้นในฤดูกาล 1994 - 1995 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ปี 1995 แมนยูฯ เปิดรังโอลด์แทรฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ อิปสวิช ก่อนหน้านั้นทีมปิศาจแดงตกรอบ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม และในพรีเมียร์ลีก ตามหลัง แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส จ่าฝูง 3 คะแนน ดังนั้นเพื่อลบล้างความผิดหวังจากถ้วยยุโรปการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คงเป็นเรื่องที่ช่วยได้ นอกจากนั้นในเดือนมกราคมได้เซ็นสัญญา แอนดี้ โคล มาจากนิวคาสเซิล

อย่างไรก็ตาม นัดนี้ไม่ใช่งานง่ายของปิศาจแดง เพราะต้นฤดูกาลอิปสวิชทาวน์ เอาชนะ แมนยูฯ มาได้ 3-2 อีกทั้ง 2 ฤดูกาลก่อนหน้าพลพรรคปิศาจแดงชนะม้าขาว ได้เพียง 1 จาก 4 นัด แต่นัดนี้กับผิดคาดเมื่อ แมนยูฯ ถล่มชนะ อิปสวิช ไปขาดลอย 9-0 แอนดี้ โคล ทำไปถึง 5 ประตู, มาร์ค ฮิวจ์ส 2 ประตู และ รอย คีน กับ พอล อินซ์ คนละ 1 ประตู ถือเป็นชัยชนะในลีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในรอบ 103 ปี ซึ่งตรงกับผลต่างเก้าประตูที่พวกเขาทำได้ นัดที่เล่นในบ้านพบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ที่ชนะ 10–1 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ปี 1892 อีกทั้งเป็นการชนะเกมเหย้าในพรีเมียร์ลีกมากที่สุด

แม้จะเก็บชัยชนะได้อย่างถล่มในเกมนี้ แต่สุดท้ายจบฤดูกาล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ทำได้เพียงรองแชมป์ มี 88 คะแนน ตามหลังทีมแชมป์ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มี 89 คะแนน ไปเพียงแต้มเดียวเท่านั้น ขณะที่ทาง อิปสวิช จบอันดับสุดท้ายต้องตกชั้น พร้อมเสียไปถึง 93 ประตู

ลิเวอร์พูล 4-3 นิวคาสเซิล ปี 1996

แมตช์นี้เกิดขึ้นฤดูกาล 1995 - 1996 วันที่ 3 เมษายน ปี 1996 ที่สนามแอนฟิลด์ ทั้งสองทีมต่างพ่ายแพ้มาในนัดก่อนหน้า ลิเวอร์พูล แพ้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 0-1 ส่วน นิวคาสเซิล แพ้ อาร์เซนอล 0-2 ในส่วนของตารางคะแนน นิวคาสเซิล ลุ้นแชมป์ลีก อยู่อันดับ 2 มี 64 คะแนน จาก 30 นัด ตามหลัง แมนยูฯ อันดับ 1 ที่แข่งมากกว่าอยู่ 32 นัด มี 67 คะแนน หากทีมสาลิกาดงคว้าสามแต้มนัดนี้ก็ทำคะแนนขึ้นไปเท่าทีมปิศาจแดงแถมแข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด ขณะที่หงส์แดง อยู่อันดับ 3 แข่ง 31 นัด มี 59 คะแนน ยังพอมีลุ้นแชมป์อยู่ห่างๆ

ลิเวอร์พูล เริ่มเกมได้อย่างสวยงามเมื่อเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน 1-0 จาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตั้งแต่นาทีที่ 2 แต่หลังจากนั้น นิวคาสเซิล แซงนำ 2-1 จาก เลส เฟอร์ดินานด์ นาที 10, ดาวิด ชิโนลา นาที 14
ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ตีเสมอ 2-2 จากร็อบบี้ ฟาวเลอร์ นาที 55 ก่อนที่ นิวคาสเซิล จะแซงนำอีกครั้ง 3-2 จาก ฟาอุสติโน่ อัสปริยา นาที 57 อย่างไรก็ตาม สแตน คอลลีมอร์ มาทำสองประตู นาที 67 กับ 92 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิล ไป 4-3

จบฤดูกาล ลิเวอร์พูล จบอันดับ 3 มี 71 คะแนน, นิวคาสเซิล ได้รองแชมป์ มี 78 คะแนน และ แชมป์เป็นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มี 81 คะแนน

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-8 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 1999

แมตช์นี้เกิดขึ้นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี 1999 ในฤดูกาล 1998 - 1999 ในฤดูกาลนี้เป็นหนึ่งในฤดูกาลที่แฟนปิศาจแดงต้องจดจำไปตลอดกาล เพราะสามารถคว้ามาได้ถึง 3 แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หรือ “ทริปเปิลแชมป์ 1999”

นัดนี้ ดไวท์ ยอร์ก ยิงให้แมนยูฯ นำก่อน 1-0 จากนั้น ฟอเรสต์ ตีเสมอได้ 1-1 จาก อลัน โรเจอร์ส นาทีที่ 6 หลังจากนั้นทีมปิศาจแดงก็โชว์ความอำมหิตรัวถึง 7 ประตู แอนดี้ โคล นาที 7 กับ 50, ดไวท์ ยอร์ก นาที 67 และ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ที่ลุกจากม้านั่งสำรองลงมาถล่ม 4 ประตู ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย นาที 80, 88, 90, 91 ทำสถิติเป็นนักเตะสำรองคนแรกที่ทำแฮตทริกได้ในฐานะตัวสำรอง กับ ตัวสำรองที่ทำประตูมากสุดในนัดเดียวของพรีเมียร์ลีก

จบฤดูกาลนั้น แมนยูฯ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ส่วน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จบอันดับสุดท้าย มี 30 คะแนนต้องตกชั้น โดย รอน แอตกินสัน ยังประกาศรีไทร์จากการทำหน้าที่ผู้จัดการทีมหลังจบฤดูกาลอีกด้วย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0 อาร์เซนอล ปี 2003

แมตช์นี้เกิดขึ้น วันที่ 21 กันยายน ปี 2003 (ฤดูกาล 2003 - 2004) ด้วยผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นในเกมนี้คือ 0-0 แต่สื่อในประเทศอังกฤษกับตั้งชื่อให้แมตช์นี้ว่า “ศึกแห่งโอลด์แทรฟฟอร์ด” เพราะในเกมนี้มีการฟาวล์เกิดขึ้นหลายครั้ง แมนยูฯ 13 ครั้ง อาร์เซนอล 18 ครั้ง ใบเหลืองฝั่งละ 4 ใบ และในช่วงท้ายเกมมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างดุเดือด เมื่อ ปาทริค วิเอรา โดนใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม นาที 81 หลังผู้ตัดสิน สตีฟ เบนเนตต์ มองว่า วิเอรา ไปยันขาใส่ รุด ฟาน นิสเตลรอย แม้ว่าจังหวะก่อนหน้านั้นผู้ตัดสินจะเป่าฟาวล์ให้อาร์เซนอล จากจังหวะฟาน นิสเตลรอย ไปค้ำใส่ วิเอรา ก็ตาม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ อาร์เซนอล มาเสียจุดโทษ หลัง มาร์ติน คีโอว์น ไปทำฟาวล์ ดิเอโก ฟอร์ลัน แต่ รุด ฟาน นิสเตลรอย ยิงบอลไปชนคานเต็มๆ มาร์ติน คีโอว์น ผู้ทำเสียจุดโทษวิ่งไปเยาะเย้ย หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีผู้ตัดสินก็เป่าจบเกม ผู้เล่นอาร์เซนอลก็เข้าไปเยาะเย้ย ฟาน นิสเตลรอย จนเพื่อนร่วมทีมปีศาจแดงทนไม่ไหว ต้องเข้ามาช่วย โดยเฉพาะคริสเตียโน โรนัลโด

ผลจากการรอดพ้นเสียประตูในเกมนี้ ส่งผลให้ อาร์เซนอล จบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์ไร้พ่ายของลีกอังกฤษต่อจาก เปรสตัน นอร์ท เอนด์ ที่เคยทำได้ในฤดูกาล 1888 - 1889 (สมัยดิวิชัน 1 เดิม) จนถึงในยุคพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาถึงปัจจุบันก็ไม่มีใครสามารถทำลายสถิติแชมป์ไร้พ่ายของอาร์เซนอลได้ ส่วน แมนยูฯ จบอันดับ 3 ในฤดูกาลนั้น


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 อาร์เซนอล ปี 2004

แมตช์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 2004 (ฤดูกาล 2004 - 2005) เปรียบเสมือนภาคต่อจากฤดูกาลที่แล้ว ทำให้เกมนี้เต็มไปด้วยความดุเดือด นักเตะทั้งสองทีมปะทะกันอย่างหนักหน่วง แต่ผู้ตัดสินในแมตช์นี้อย่าง ไมค์ ไรลีย์ กับแจกใบเหลืองแค่ 5 ใบ

เหมือนฟ้าเขียนบทให้ แมนยูฯ มาแก้แค้นนัดนี้โดยเฉพาะ เมื่อสามารถเอาชนะไปได้ 2-0 จากจุดโทษของ รุด ฟาน นิสเตลรอย แก้ตัวจากเกมในฤดุกาลก่อน และ เวย์น รูนีย์ ที่อายุครบ 19 ปีในเกมนั้น

หลังจบเกมนักเตะทั้งสองทีมมีเรื่องมีราวกันในอุโมงค์มีการปะทะคารมกัน ซึ่ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือของแมนยูฯ ในตอนนั้นถูกปาพิซซ่าใส่หัว ต่อมาภายหลัง เชส ฟาเบรกาส จะออกมายอมรับว่าเป็นผู้ปาพิซซ่าใส่เฟอร์กี้ ทำให้สื่อประเทศอังกฤษตั้งชื่อแมตช์นี้ว่า Battle of Buffet”

ชัยชนะนัดนี้ของทีมปีศาจแดง ทำให้หยุดสถิติไม่แพ้ใคร 49 นัดของ ทีมปืนใหญ่ ลงไว้ได้ แต่ว่าจบฤดูกาลนั้นแชมป์เป็นของ เชลซี, รองแชมป์ อาร์เซนอล และ อันดับ 3 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ปอร์ทสมัธ 7-4 เรดดิ้ง ปี 2007

แมตช์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยาย ปี 2007 (ฤดูกาล 2007 - 2008) ที่สนามแฟรตตัน พาร์ค ผลการแข่งขันเจ้าถิ่น ปอร์ทสมัธ เอาชนะ เรดดิ้ง 7-4 ถือเป็นเกมที่มีการทำประตูรวมกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก 11 ประตู มีหกประตูเกิดขึ้นในช่วง 20 นาทีสุดท้าย และ 2 ประตูในช่วงทดเจ็บ

เบนจานี ทำสองประตูให้ปอร์ทสมัธนำก่อน 2-0 นาทีที่ 7 กับ 37 ก่อนที่ สตีเฟน ฮันท์ กับ เดฟ คิทสัน จะช่วยกันตีเสมอให้เรดดิ้งได้สำเร็จ นาที 45 กับ 48
แต่หลังจากนั้น เดอะ ปอมปีย์ นำห่างอีกครั้ง 5-2 จาก เฮอร์มัน ไฮดราสัน นาที55 , เบนจานี นาที 70 ,  นิโก้ ครานชาร์  นาที 75 อย่างไรก็ตาม เดอะ รอยัลส์ ไม่ยอมแพ้ไล่มา 3-5 จาก เชน ลอง นาที 79 ทว่า ปอร์ทสมัธ นำห่างไปอีก 7-2 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ อิวาร์ อินกิมาร์สสัน นาที 81 กับ ซัลลีย์ มุนตารี่ นาที 92 ส่วน เรดดิ้ง ได้ประตูที่สี่ จาก โซล แคมป์เบลล์ นาที 94

ฤดูกาลนั้น ปอร์ทสมัธ จบอันดับ 8 แต่สามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพมาครองได้ ส่วน เรดดิ้ง จบอันดับ 18 ต้องตกชั้น

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปี 2009

แมตช์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน ปี 2009 (ฤดูกาล 2009 - 2010) ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ ครั้งที่ 153 เป็นช่วงต้นฤดูกาลก่อนเริ่มเกมทั้งสองทีมตามหลังจ่าฝูงเชลซี ที่มี 18 คะแนน, แมนยูฯ มี 15 คะแนน รั้งที่ 2 ส่วน แมนฯซิตี้ มี 12 คะแนน อยู่ที่ 4

ตอนนั้นทีมเรือใบสีฟ้าอยู่ในช่วงการสร้างทีมขึ้นมา กุนซืออย่าง มาร์ค ฮิวจ์ส ดึง คาร์ลอส เตเวซ มาจากทีมปิศาจแดงในช่วงซัมเมอร์ ถือเป็นการกลับมาเยือนถิ่นเก่าครั้งแรก ยิ่งไปกว่านั้นแมนยูฯ ยังเสีย คริสเตียโน โรนัลโด ไปให้ เรอัล มาดริด ขณะที่ทางแมนยูฯ ยังได้ดึง ไมเคิล โอเวน จากนิวคาสเซิลเข้ามาสู่ทีม ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อและแฟนๆ เป็นอย่างมาก

แมตช์นี้ถือเป็นเกมที่สุดมันเกมหนึ่งของพรีเมียร์ลีก เพราะแมนยูฯ เป็นฝ่ายขึ้นนำอยู่ตลอด ส่วนแมนฯ ซิตี้เป็นฝ่ายไล่ตีเสมอได้ โดย เคร็ก เบลลามี ทำประตูตีเสมอให้แมนฯ ซิตี้ ได้ 3-3 ในนาที 90 เกมทำท่าว่าจะจบลงด้วย แต่แล้ว ไมเคิล โอเวน ที่ลงสนามในฐานะตัวสำรอง มาทำประตูชัยในนาที 96 ยัดเยียดความปราชัยให้ "เรือใบสีฟ้า" เป็นนัดแรกของฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ จบฤดูกาลนั้น ทีมปิศาจแดง จบอันดับ 2 และพลาดท่าเสียแชมป์พรีเมียร์ลีกให้เชลซี หลังเคยได้มาสามสมัยติดต่อกัน แต่ก็ยังสามารถคว้าแชมป์ลีกคัพมาปลอบใจได้ ส่วนแมนฯ ซิตี้ จบอันดับ 5

โดยในพิธีมอบรางวัลพรีเมียร์ลีก 20 ฤดูกาล ปี 2012 แมตช์นี้ได้รับการโหวตให้เป็นเกมที่ดีที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษแรกของพรีเมียร์ลีก ได้รับการโหวตเอาชนะแมตช์ ลิเวอร์พูล 4–3 นิวคาสเซิล ปี 1996

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 8-2 อาร์เซนอล ปี 2011

แมตช์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ปี 2011 (ฤดูกาล 2011 - 2012) ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

ก่อนเริ่มเกมหลายฝ่ายคาดการณ์สกอร์จะออกมาสูสี แต่กลับกันเมื่อทีมปิศาจแดง ถล่ม ทีมปืนใหญ่ ไป 8-2 โดย เวย์น รูนีย์ ทำแฮตทริกได้ในเกมนี้

ความพ่ายแพ้ของอาร์เซนอลในนัดนี้ เป็นการปราชัยที่มากสุดนับตั้งแต่ปี 1927 ที่แพ้ต่อ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 0-7 ในศึกดิวิชัน 1 เดิม นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ อาร์เซนอล เสียแปดประตูในหนึ่งเกม นับตั้งตั้งแต่ปี 1896 ที่แพ้ ลัฟโบโร เอฟซี 0-8 ในศึกดิวิชันสองเดิม ยิ่งไปกว่านั้นฤดูกาลต่อมา โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ยังย้ายไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แม้ว่า แมนยูฯ จะถล่ม อาร์เซนอล ไปอย่างท่วมท้น แต่จบฤดูกาลทีมปิศาจแดงต้องเสียแชมป์ไปให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้ว่าจะมี 89 คะแนนเท่ากัน หลังทีมเรือใบเอาชนะ ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส ในนัดสุดท้าย 3-2 คว้าแชมป์ไปครองด้วยลูกได้เสียที่ดีกว่า

เซาแธมป์ตัน 0-9 เลสเตอร์ ซิตี้ ปี 2019

แมตช์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปี 2019 ฤดูกาล 2019 - 2020 ที่สนามเซนต์แมรีส์ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าการเจอกันของสองทีมนี้จะเกิดสกอร์นี้ขึ้น

แฮตทริกของ อโยเซ เปเรซ กับ เจมี วาร์ดี้ และประตูจาก เบน ชิลเวลล์, ยูริ ทีเลอม็องส์, เจมส์ แมดดิสัน ทำให้ทีมนักบุญต้องพบกับความอับอาย ผลการแข่งขันนัดนี้ถือเป็นชัยชนะของทีมเยือนมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

แต่ว่าหลังจากนั้น เซาแธมป์ตัน เอาคืนได้หลังบุกไปชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ที่คิงพาวเวอร์ สเตเดียม ในเดือนมกราคมปี 2020 แก้แค้นจากแมตช์ก่อนหน้านี้ได้สำเร็จ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 9-0 เซาแธมป์ตัน ปี 2021

แมตช์นี้เกิดขึ้นฤดูกาลปัจจุบัน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 2021 เป็นฝันร้ายของ เซาแธมป์ตัน อีกครั้ง แต่คราวนี้เกิดขึ้นนอกบ้านที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

เริ่มเกมมาได้ยังไม่ถึง 2 นาที อเล็กซานเดร แจนเควิตซ์ ของ เซาต์แธมป์ตัน ก็โดนใบแดงจากจังหวะยกเท้าสูงไปยันหน้าแข้งของ แม็คโทมิเนย์ ทำให้ต้องเล่น 10 คนมาตั้งแต่ต้นเกม สุดท้ายผลจบลงเป็นฝั่งปิศาจแดงถล่มนักบุญไปด้วยสกอร์ขาดลอย 9-0 ยิ่งไปกว่านั้น แยน เบดนาเร็ค ยังโดนใบแดงด้วยอีกคนในช่วงท้ายเกม

นับเป็นครั้งที่สองของทีมปิศาจแดงที่เอาชนะคู่แข่งได้ถึง 9-0 แต่ที่น่าแปลกใจคือเกมนี้ไม่มีใครทำแฮตทริกได้ อองโตนี มาร์กซิยาล เหมา 2 ประตู ตามด้วย แอรอน วาน-บิสซากา, มาร์คัส แรชฟอร์ด, แยน เบดนาเร็ค ทำเข้าประตูตัวเอง, เอดินสัน คาวานี, สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์, บรูโน แฟร์นานเดส และ แดเนียล เจมส์

ถือเป็นความพ่ายแพ้ 0-9 สองฤดูกาลติดต่อกันของ เซาแธมป์ตัน คำถามคือจะมีทีมไหนที่เอาชนะทีมนักบุญ 9-0 ได้อีกหรือไม่ในฤดูกาลหน้า?

ผู้เขียน : ต้อม บางบอน

# แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้