หน้าแรกแกลเลอรี่

อาหมัด ดิยัลโล : รอดพ้นจากวงจรค้ามนุษย์ ก่อนซบตักแมนยูฯ

อาหมัด ดิยัลโล : รอดพ้นจากวงจรค้ามนุษย์ ก่อนซบตักแมนยูฯ

ไทยรัฐออนไลน์

17 ก.พ. 2564 06:00 น.

อาหมัด ดิยัลโล อาจมีวาสนาดีกว่าเด็กคนอื่นๆ เมื่อได้มาอยู่ทีมใหญ่อย่าง แมนยูฯ แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ชะตากรรมหลังการชักนำของแก๊งค้ามนุษย์

  • ต้นทาง : นักฟุตบอลอาชีพ ความฝันสู่การพลิกชีวิตของเด็กแอฟริกัน

  • ระหว่างทาง : เอกสารปลอม-พ่อแม่กำมะลอ ใบเบิกทางสู่การล่าฝัน

  • ปลายทาง : สโมสรชั้นนำ หรือดำดิ่งสู่นรกของวงจรค้ามนุษย์

ต้นทาง : นักฟุตบอลอาชีพ ความฝันสู่การพลิกชีวิตของเด็กแอฟริกัน

การเดินทางของเด็กหนุ่มแอฟริกันผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเตะอาชีพ ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นบนพื้นอันโล่งเตียนซึ่งมีเด็กๆ ไล่หวดลูกฟุตบอลกันจนฝุ่นตลบ ก่อนฉลองการทำประตูภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่เรียงรายอยู่ข้างลานที่พวกเขาใช้เป็นสังเวียนฟาดแข้งในวัยเยาว์ หรือบางครั้งก็เริ่มต้นที่สนามต่างๆ ในโรงเรียน ไม่ก็ตามตรอกซอกซอยในละแวกที่พักอาศัย

พวกเขาคิดว่าการได้ออกไปค้าแข้งในต่างแดนในฐานะนักฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียง มีรายได้เงินทองมหาศาลเหมือนเหล่าซูเปอร์สตาร์ที่เคยเห็นตามหน้าจอ อาจเป็นหนทางพลิกชีวิตของตัวเองและคนในครอบครัวให้หลุดพ้นจากความยากจนที่ต้องเผชิญ เมื่อมีใครหยิบยื่นโอกาสที่จะเป็นใบเบิกทางไปสู่ความฝันนั้นได้ก็คงยินดีรับไว้โดยไม่ลังเล

จุดนี้กลายเป็นช่องทางให้คนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็น "เอเย่นต์" เอาความฝันนั้นมาขายกับครอบครัวของเด็กตาดำๆ เหล่านี้ โดยให้คำมั่นสัญญาว่าหากข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยกันก็จะพาไปทดสอบฝีเท้ากับบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ที่ใครได้ยินชื่อก็ต้องหูผึ่ง เช่น เรอัล มาดริด, เอซี มิลาน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งคนกลุ่มนี้จะอ้างว่าตัวเองมีคอนเนกชั่นกับทีมดังเหล่านั้น

แต่จุดหมายปลายทางอาจไม่ได้ลงเอยที่ ซานติอาโก เบร์นาเบว, ซาน ซิโร, ปาร์ค เดส์ แปร็งซ์ หรือ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เสมอไป บางครั้งอาจไม่มีการทดสอบฝีเท้า หรือโอกาสในการก้าวไปเป็นดาวเตะชื่อดังตามที่เคยวาดฝันไว้ ซึ่งหลายครั้งครอบครัวที่ยอมแลกทรัพย์สินทั้งหมดที่ตนเองมีอยู่มาเป็นทุนให้เหล่าเอเย่นต์เป็นคนนำพาลูกหลานออกไปล่าฝัน กลับลงเอยด้วยการพบว่าเด็กเหล่านั้นต้องถูกทอดทิ้งให้ล่องลอยแบบไร้จุดหมายในต่างแดน

ข้อมูลจาก Geographical นิตยสารเชิงสารคดีชั้นนำของอังกฤษในบทความชื่อ "The human game – tackling football’s ‘slave trade’" (เกมของมนุษย์ - การต่อสู้กับ ‘การค้าทาส’ ในวงการฟุตบอล) ระบุว่าในทุกๆ ปีจะมีนักฟุตบอลรุ่นเยาว์จากประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตกที่ออกมาเสี่ยงโชคในทวีปยุโรปราว 15,000 คน

อาหมัด ดิยัลโล คือหนึ่งในไม่กี่คนที่ค้นฟ้าคว้าดาวได้สำเร็จ เขาเกิดและเติบโตที่ อาบิดจาน เมืองหลวงเก่าและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของ ไอวอรีโคสต์ ล่าสุดเขาได้สวมเสื้อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 ในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อเดือนมกราคม หลังย้ายมาจาก อตาลันตา ทีมจอมปั้นแห่งศึกกัลโช เซเรีย อา อิตาลี ด้วยค่าตัวรวมโบนัสที่อาจขยับขึ้นสูงถึง 37 ล้านปอนด์ (1,500 ล้านบาท) ในอนาคต

ฝีเท้าของเจ้าหนูวัย 18 ปีสะกดทุกสายตาที่ได้เห็น พิสูจน์ด้วยผลงาน 3 ประตู 3 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเพียง 2 นัดให้ "ปิศาจแดง" ชุดยู-23 ในเกมของลีกทีมสำรอง ซึ่งชนะ ลิเวอร์พูล 6-3 และปราบ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส 6-4 ก่อนถูก โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ใส่ชื่อเป็นตัวสำรองของทีมชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 5 ที่ชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0 แม้จะไม่ถูกปล่อยให้ลงไปสัมผัสเกมแม้แต่นาทีเดียวก็ตาม

ระหว่างทาง : เอกสารปลอม-พ่อแม่กำมะลอ ใบเบิกทางสู่การล่าฝัน

แต่ทุกความฝันย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย สัปดาห์ที่แล้ว ดิยัลโล ถูก สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (เอฟไอจีซี) ลงโทษด้วยการปรับเงิน 42,000 ปอนด์ (1.7 ล้านบาท) จากข้อกล่าวหาที่ว่าเขาใช้เอกสารปลอมและพ่อแม่กำมะลอในการเดินทางเข้าประเทศ ก่อนได้เซ็นสัญญากับ 2 สโมสร ทั้ง โบกา บาร์โก ในปี 2015 และ อตาลันตา ในอีก 3 ปีต่อมา

เรื่องนี้ เดลี เมล์ สื่อดังของอังกฤษรายงานว่ามีผู้ใหญ่ 5 คนที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันลักลอบนำ ดิยัลโล, ฮาเหม็ด จูเนียร์ ตราโอเร พี่ชายของเขา และนักฟุตบอลเยาวชนจากแอฟริกาอีก 3 คนเข้าสู่ประเทศอิตาลีโดยใช้วีซ่าครอบครัวเมื่อ 6 ปีก่อน ทั้งหมดนี้โดนข้อหาในคดีอาญาจากการปลอมแปลงเอกสารและสมรู้ร่วมคิดในการลักลอบพาคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย โดย 2 คนในจำนวนนั้นอ้างว่าเป็นพ่อแม่ของ ดิยัลโล และ ฮาเหม็ด

ฮาเหม็ด มามาดู ตราโอเร ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งทีมเยาวชน "อาบิดจาน" ในไอวอรีโคสต์ ได้สวมรอยตัวเองเป็นพ่อของ ดิยัลโล ขณะที่ภรรยา มารินา เอ็ดวิเก เตเฮอร์ ก็รับบทคุณแม่กำมะลอ ส่วนน้องสาวของ มารินา อย่าง ลาริสซา กิสแลน เตเฮอร์ พร้อมสามี ซาดี กิลดาส อาบู ก็แอบอ้างว่าเป็นพ่อแม่ของลูกพี่ลูกน้องของ ดิยัลโล ซึ่งคนหนึ่งเล่นให้ เลชเช ส่วนอีกคนอยู่กับทีมหนึ่งในเซเรีย ดี และท้ายสุด บลี แบลส เตเฮอร์ ที่แต่งงานกับคนอิตาลีก็รับหน้าที่พ่อแม่กำมะลอให้กับเด็กคนที่ 5

หนึ่งในเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีนี้ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม ได้เปิดเผยกับ The Mail on Sunday เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอของ ดิยัลโล และ ฮาเหม็ด พี่ชาย ระบุว่าทั้งคู่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทางสายเลือดกับพ่อแม่กำมะลอ ผู้ซึ่งอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดนานถึง 15 ปี

รายงานยังบอกอีกว่า "อาหมัด ดิยัลโล ตราโอเร" ก็ไม่ใช่ชื่อจริงของเขาด้วย ซึ่งต่อมาเขาก็ตัดนามสกุล ตราโอเร ซึ่งเป็นนามสกุลของคุณพ่อตัวปลอมออกไป เหลือเพียง "อาหมัด ดิยัลโล" ในวันเกิดครบอายุ 18 ปีเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมปีที่แล้ว โดยใช้ชื่อบนหลังเสื้อแมนยูฯ แค่ "อาหมัด" เท่านั้น และบางที ฮาเหม็ด ซึ่งย้ายจาก โบกา บาร์โก ไปอยู่กับ เอ็มโปลี และปัจจุบันย้ายมาเล่นให้ ซัสซูโอโล ด้วยสัญญายืมตัว อาจไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของเขาก็เป็นได้

เจ้าหน้าที่สืบสวนคนเดิมยังบอกอีกว่า แม้ผลการตรวจดีเอ็นเอจะพิสูจน์ได้ว่า ดิยัลโล และนักเตะเยาวชนอีกหลายคนจะไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับพ่อแม่กำมะลอก็จริง แต่เขาก็ยอมรับสารภาพว่านั่นไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ และถึงแม้ความผิดในคดีนี้จะมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี แต่ ดิยัลโล กับ ฮาเหม็ด ก็ไม่ได้ถูกเอาผิดใดๆ เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยที่พวกเขายังเป็นผู้เยาว์

บทสรุปจบลงด้วยการเลือกที่จะโดนลงโทษจาก สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (เอฟไอจีซี) โดยการจ่ายค่าปรับ หลังจากทั้งคู่ยื่นเรื่องต่อรองเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบน โดย ดิยัลโล มีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้นในช่วงที่เข้าสู่สังกัดของ โบกา บาร์โก และน่าจะเด็กกว่านั้นเมื่อตอนที่เดินทางมาถึงอิตาลี แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้ ขณะที่ เอฟไอจีซี ก็ไม่มีคำตอบใดๆ เมื่อถูกขอให้อธิบายถึงการตัดสินบทลงโทษของทั้งคู่

การสอบสวนคดีนี้มีจุดเริ่มต้นหลังจาก โจวานนี ดาเมียโน ดราโก เอเย่นต์และแมวมองนักเตะเยาวชนได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังการถูกจับกุมเมื่อปี 2017 ในข้อหาลักลอบนำผู้เล่น 5 คนเข้าสู่ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "ปฏิบัติการลูกช้าง" (Operation Baby Elephant) หรือการตามหาดาวรุ่งพรสวรรค์จากกาฬทวีป โดยมี 2 คนในจำนวนนั้นที่เล่นให้กับ อาบิดจาน ทีมที่ดูแลโดยผู้ซึ่งแอบอ้างว่าเป็นพ่อของ ดิยัลโล นั่นเอง

ด้าน ดราโก ก็ได้ต่อรองขอลดหย่อนโทษจนเหลือเพียงแค่โดนแบนจากวงการลูกหนัง 1 ปีกับอีก 10 เดือน ซึ่งตัวเขาเองถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งมาเฟียในอิตาลี และการถูกจับกุมของ ดราโก ถือเป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขยายผลไปสู่แก๊งที่ชื่อว่า "เอ็นดรานเกตา" ซึ่งพัวพันกับอาชญากรรมฉาวโฉ่ในคดีเด็กถูกลักพาตัวและฆาตกรรมที่เมืองปาร์มา

กระนั้น ดิยัลโล ถือเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่จะปะติดปะต่อกับขบวนการนี้ ในขณะที่แสงไฟสปอตไลท์ที่ "โรงละครแห่งความฝัน" สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด บ้านของ แมนยูฯ กำลังรอที่จะได้สาดส่องมายังตัวเขาในตอนนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ โบกา บาร์โก สโมสรแรกบนแผ่นดินยุโรปของเขาก่อน

ปลายทาง : สโมสรชั้นนำ หรือดำดิ่งสู่นรกของวงจรค้ามนุษย์

เดนิส แชร์ลินี โค้ชเยาวชนของทีมสมัครเล่นขนาดเล็กในเมืองมักกะโรนี เผยความจริงผ่านทางสำนักข่าว บีบีซี เกี่ยวกับบันไดขั้นแรกในการเป็นนักเตะอาชีพของ ดิยัลโล ว่า "เราไม่ได้เป็นผู้ค้นพบ อาหมัด แต่เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเราเอง โชคดีที่เขาสามารถทำให้ทุกคนประทับใจได้ตั้งแต่แรกเห็น และเป็นที่ประจักษ์ทันทีว่าเด็กคนนี้มันมีของ"

ต่อมา โจวานนี กัลลี อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอิตาลี ชุดแชมป์ฟุตบอลโลก ปี 1982 ซึ่งในเวลานั้นเป็นผู้อำนวยการกีฬาของ ลุคเคเซ ทีมในระดับเซเรีย ซี ก็มีโอกาสได้ชมฝีเท้าของ ดิยัลโล จากการชักชวนของเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ระบุชื่อ แน่นอนว่า กัลลี ก็ยอมรับในความสามารถของเด็กหนุ่มจากไอวอรีโคสต์รายนี้เช่นกัน

จากนั้นไม่นานก็มีการดำเนินการให้เขาย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่ขึ้นในระดับเซเรีย อา อย่าง อตาลันตา ซึ่งมี มารินา คุณแม่กำมะลอของ ดิยัลโล เป็นลูกจ้างอยู่ที่นั่นด้วย แต่สโมสรก็ไม่ได้เอะใจว่าพวกเขามีความผิดติดตัวอย่างไรบ้าง

แม้ ดิยัลโล จะได้ลงเล่นในเซเรีย อา เพียง 4 นัด แต่ผลงานที่แมวมองเฝ้าติดตามมานานกว่า 1 ปีก็เพียงพอที่จะทำให้เขาได้บรรลุข้อตกลงย้ายมาเป็นนักเตะใหม่ของ แมนยูฯ ในวันสุดท้ายก่อนปิดตลาดช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะต้องรอการออกใบอนุญาตทำงานในอังกฤษ (เวิร์คเพอร์มิต) จนถึงเดือนมกราคมกว่าจะได้ร่วมงานกันจริงๆ ก็ตาม

ส่วนเรื่องคดีที่ ดิยัลโล เคยผ่านการลักลอบเข้าประเทศอิตาลีอย่างผิดกฎหมายนั้น "ปิศาจแดง" ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นที่เชื่อกันว่าพวกเขาก็พอจะระแคะระคายเรื่องการสืบสวนในคดีนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยอดทีมแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ สำหรับเขากับการลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ในอนาคต

แต่เมื่อใดก็ตามที่ข่าวเรื่องการโดนปรับเงินของ ดิยัลโล ถูกขยายผลมากกว่านี้ ก็มีโอกาสที่หนึ่งในเรื่องราวอื้อฉาวที่ใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลอาจกลายเป็นที่สนใจขึ้นมาในวงกว้างก็ได้

โชคดีที่เขามีวาสนามากกว่าเด็กคนอื่นๆ ที่มีจุดเริ่มต้นคล้ายกัน โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีนี้ที่นำเรื่องราวมาตีแผ่กับ The Mail on Sunday ได้พูดถึงเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ ดิยัลโล และ ฮาเหม็ด ว่า "มันไม่เข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างแน่นอน เพราะพวกเขาเองก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สมเหตุสมผลภายใต้การดูแลของพ่อแม่ตัวปลอม"

"จริงอยู่ว่าพวกเขาต้องจากครอบครัวที่แท้จริงมาซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และการได้เป็นนักฟุตบอลก็ทำให้พวกเขามีเงินเดือน แต่เราไม่รู้ว่าครอบครัวของพวกเขาได้รับไปเท่าไร และเงินเหล่านั้นได้กลับไปถึงมือของคนในครอบครัวจริงๆ ของเขาที่ไอวอรีโคสต์หรือไม่"

ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ในแอฟริกาซึ่งตัดสินใจออกมาเสี่ยงโชคกับการไล่ตามความฝันหรืออยากช่วยทางบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็อาจไม่ได้โชคดีแบบ ดิยัลโล หมดทุกคน เพราะเด็กเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งค้ามนุษย์ที่แฝงตัวมาเป็น "นายหน้า" ผู้อ้างตัวเองว่ารู้จักหรือสามารถติดต่อกับ "เอเย่นต์นักฟุตบอล" ได้

ขั้นตอนคร่าวๆ ของการชักจูงเด็กแอฟริกันที่อยากมาค้าแข้งในทวีปยุโรป เดลี เมล์ เปิดเผยว่าผู้ที่เป็นนายหน้าดังกล่าวมักเป็นอดีตนักฟุตบอลที่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยจะเรียกค่าใช้จ่ายสูงถึง 6,500 ปอนด์ (266,500 บาท) จากครอบครัวของเด็กในการพาไปเสาะแสวงหาโอกาสที่จะพลิกชีวิต

แต่เมื่อมาถึงยุโรปแล้ว บางคนก็ไม่ได้ไปทดสอบฝีเท้า ซ้ำร้ายยังไม่มีที่พักให้ ส่วนนายหน้าหรือเอเย่นต์ที่ทอดทิ้งเด็กก็จะออกตามหาเหยื่อรายต่อไป ซึ่ง แหล่งข่าวในไอวอรีโคสต์ และ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ระบุว่าบางคนถูกปล่อยลอยแพให้อยู่อย่างหมดหวังบนเรือที่พาพวกเขาข้ามน้ำข้ามทะเลมา และยังมีอีกหลายคนที่ไปไม่ถึงจุดหมายตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก

เอ็ด ฮอว์กินส์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Lost Boys: Inside Football's Slave Trade (เด็กหลงทาง: เบื้องหลังการค้าทาสในแวดวงฟุตบอล) กล่าวว่า การค้ามนุษย์ในวงการลูกหนังคือธุรกิจที่มีการจัดการกันอย่างเป็นระบบ

ทุกคนในวงจรนี้จะรู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง โดยเอเย่นต์หรือนายหน้าจะคอยหาช่องว่างของกฎการโอนย้าย ส่วนแก๊งมาเฟียหรือขบวนการใต้ดินจะเตรียมเอกสารปลอม เช่น สูจิบัตร, พาสปอร์ต, วีซ่า ให้กับนักฟุตบอลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเข้ามามีส่วนในวงจรนี้จะคอยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและปล่อยผ่านไป โดยมีปลายทางอยู่ที่สโมสรซึ่งต้องการช้างเผือกมาปลุกปั้นให้เป็นดาวดวงใหม่

ฮอว์กินส์ ทิ้งท้ายถึงความโหดร้ายของขบวนการค้ามนุษย์ในเกมลูกหนังว่า "ที่ผ่านมามีเด็กนับพันนับหมื่นคนถูกล่อลวงให้มายุโรปด้วยการชี้นำที่ว่าจะพามาทดสอบฝีเท้ากับบรรดาสโมสรชื่อดัง แต่เมื่อถึงปลายทางแล้วทุกอย่างกลับเป็นแค่เรื่องโกหก และ "เอเย่นต์ฟุตบอล" ที่พวกเขาฝากความหวังไว้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ผู้ค้ามนุษย์ ท้ายที่สุดชีวิตของพวกเขาก็ลงเอยด้วยการถูกดึงเข้าแก๊งค้ายาเสพติด, กลายเป็นแรงงานเถื่อน หรือแม้กระทั่งถูกลวงไปค้าประเวณี"

แน่นอนว่าเส้นทางของเด็กเหล่านั้นไม่ได้จบลงที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เหมือนกับ อาหมัด ดิยัลโล เสมอไป และไม่รู้ว่าวงจรอุบาทว์นี้จะทำลายความฝันกับอนาคตของนักเตะเยาวชนอีกมากน้อยแค่ไหน

เรื่อง : ชัช บางแค

กราฟิก : Phantira Thongcherd

# แท็กที่เกี่ยวข้อง

แมนยูSpecial Contentอาหมัด ดิยัลโลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปิศาจแดงอตาลันตาแก๊งค้ามนุษย์premium content

วิดีโอแนะนำ

พ่อน้ำตาซึม! ยกที่ดินให้ลูก แต่ถูกฟ้องให้จ่ายค่าเช่า ลั่น ถ้าไม่จ่ายจะไล่ออกจากที่
03:47

พ่อน้ำตาซึม! ยกที่ดินให้ลูก แต่ถูกฟ้องให้จ่ายค่าเช่า ลั่น ถ้าไม่จ่ายจะไล่ออกจากที่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้