หน้าแรกแกลเลอรี่

บทพิสูจน์ “ลิเวอร์พูล” กับการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก

ไทยรัฐออนไลน์
13 ม.ค. 2564 12:00 น.
SHARE

“ลิเวอร์พูล” ต้องรวมใจฮึดสู้อีกครั้ง หลังถูก “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” แซงขึ้นไปเป็นจ่าฝูง ซึ่งทีมหงส์แดงต้องมีสิ่งนี้หากจะหวังป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ให้ได้

เป็นเวลาล่วงเลยมานานกว่า 30 ปีนับจากครั้งสุดท้ายที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ในปี 1990 จนกระทั่งวงการลูกหนังอังกฤษได้ รีแบรนดิ้ง จากลีกดิวิชั่น 1 มาเป็น พรีเมียร์ลีก เมื่อปี 1992 โลกได้ก้าวผ่านเปลี่ยนยุคสมัยมามากมาย ทั้งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่กระแสดนตรีในยุคนั้นจากที่ดนตรีร็อกกำลังเป็นกระแสก็กำลังจางหายไป แต่ในโลกแห่งฟุตบอลยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “เดอะ ค็อป” รอคอยการกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้งของสโมสรในปี 2020

ข่าวแนะนำ

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 ช่างเป็นฤดูกาลที่หอมหวานสำหรับแฟนบอล “หงส์แดง” เพราะมันคือปีที่สโมสรและแฟนบอลตั้งตารอคอยสิ่งที่ตามหามาเนิ่นนาน นั่นคือ “แชมป์ลีกสูงสุดแห่งเกาะอังกฤษ”

การกลับมาคว้าแชมป์พร้อมครองความยิ่งใหญ่ในยุคนี้ของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การทำทีมของกุนซือชาวเยอรมัน เยอร์เกน คลอปป์ ได้เข้ามาพลิกโฉมการเล่นและสร้างระบบทีม ให้มีรูปเกมที่ตื่นเต้นและดุดันแบบไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยสไตล์การเพรสซิ่งถึงลูกถึงคน เกมบุกที่รวดเร็วและยิงประตูถล่มทลาย จนสื่อหลายสำนักเรียกสไตล์การเล่นแบบนี้ว่า “เกเกนเพรสซิ่ง” จนนำไปสู่การคว้าแชมป์อย่างมากมายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เริ่มจากแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 2019 ที่เอาชนะเพื่อนร่วมลีกอย่าง ทอตแนม ฮอตสเปอร์ และในปีเดียวกันยังพาทีมกวาดแชมป์ได้อีก 2 แชมป์ ได้แก่ แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ แชมป์สโมสรโลก

ก่อนที่เดือนมิถุนายน ลิเวอร์พูล จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้อย่างเป็นทางการ ถึงแม้ระหว่างฤดูกาลจะมีพักการแข่งชั่วคราว เนื่องจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 แต่ทัพ “หงส์แดง” ก็กลับมาสานงานต่อจนชูถ้วยแชมป์ได้ในที่สุด และจบฤดูกาล 2019-2020 ด้วยผลงานในเกมลีกแข่ง 38 นัด ชนะ 32 เสมอ 3 แพ้ 3 ยิงได้ 85 เสีย 33 มี 99 แต้ม

สิ่งที่สโมสร แฟนบอล และนักเตะ ลิเวอร์พูล ต้องเดินหน้าลุยกันต่อคือการรักษาความยิ่งใหญ่ของสโมสรให้คงอยู่ต่อไป เป้าหมายที่สำคัญคงจะหนีไม่พ้นการ “ป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก” ในฤดูกาล 2020-2021 ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมที่สามรถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ มีเพียงแค่

-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ทำได้ 4 ครั้ง
1. ฤดูกาล 1992-1993 / 1993-1934
2. ฤดูกาล 1995-1996 / 1996-1997
3. ฤดูกาล 1998-1999 / 1999-2000 / 2000-2001 4. ฤดูกาล 2006-2007 / 2007-2008 / 2008-2009

-เชลซี
ทำได้ 1 คร้ัง ฤดูกาล 2004-2005 / 2005-2006

-แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ทำได้ 1 คร้ัง ฤดูกาล 2017-2018 / 2018-2019

การเสริมตัวผู้เล่นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยยกระดับทีม ซึ่งมีส่วนต่อการป้องกันแชมป์ของ ลิเวอร์พูล แต่ ณ ปัจจุบัน จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ โควิด-19 หลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน (ยกเว้นเชลซีไว้ทีมนึง) การใช้จ่ายต้องประหยัดและระมัดระวัง แต่สำหรับ เยอร์เกน คลอปป์ ในช่วง 2-3 ปีมานี้เขาไม่ใช่พวกทุ่มซื้อนักเตะราคาแพงมาสะสมในทีม อย่างฤดูกาลล่าสุด คล็อปป์ ใช้เงินซื้อนักเตะท้ังหมดไปเพียงแค่ 7.25 ล้านปอนด์เท่านั้น

ส่วนฤดูกาลนี้เขาเซอไพรส์แฟนบอลด้วยการทุ่มซื้อบิ๊กเนมอย่าง “ติอาโก อัลกันทารา” เข้ามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ กองหน้าตัวสำรองอย่าง “ดิโอโก โชตา” ค่าตัว 41 ล้านปอนด์ และตัวเสริมอย่าง “คอสตาส ซิมิคาส” ในตำแหน่งแบ็กซ้าย รวมแล้ว ลิเวอร์พูล ใช้จ่ายในฤดูกาลนี้ไปประมาณ 79 ล้านปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,223 ล้านบาท) ซึ่งน้อยสุดในบรรดาทีมบิ๊กซิกซ์

ขณะที่การซื้อตัวผู้เล่นของทีมคู่แข่ง บิ๊กซิกซ์ ในฤดูกาลนี้เป็น เชลซี ที่ใช้เงินช็อปนักเตะไปมากสุด 247.20 ล้านปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,100 ล้านบาท) คว้าตัวนักเตะอย่าง ไค ฮาเวิร์ต, ติโม แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์, ฮาคิม ซิเย็ค และ เอดูอาร์ เมนดี้

ตามมาด้วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ใช้เงินช็อปนักเตะไป 171.80 ล้านปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,000 ล้านบาท) คว้านักเตะอย่าง รูเบน ดิอาส, นาธาน อาเก้ และ เฟร์ราน ตอร์เรส เป็นต้น

ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ใช้เงินช็อปนักเตะไป 110.50 ล้านปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,500 ล้านบาท) คว้าตัว จิโอวานี่ โล เซลโซ, เซร์คีโอ เรกีลอน, แมตต์ โดเฮอร์ตี้ และ ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก

อาร์เซนอล ใช้เงินซื้อนักเตะไป 86 ล้านปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,511 ล้านบาท) คว้าตัว โทมัส ปาเตย์, กาเบรียล มากาเยส และ ปาโปล มารี

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใช้เงินซื้อนักเตะไปประมาณ 83.50 ล้านปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,339 ล้านบาท) คว้าตัว ดอนนี ฟาน เดอ เบค, อามัด เดียอาโล่ และ อเล็กซ์ เตลเลส เป็นต้น

เมื่อเข้าสู่ช่วงพรีซีซั่น ลิเวอร์พูล ลงเล่นไป 4 เกม แบ่งเป็น ชนะ 2 เสมอ 2 อาจเป็นผลงานที่ฟังดูแล้วน่าพอใจจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ โควิด-19 แพร่กระจายไปทั่วโลกจนไม่สามารถไปทำการอุ่นเครื่องนอกประเทศได้มากนัก บวกกับมีช่วงเวลาให้หยุดพักก่อนเปิดฤดูกาลเพียงแค่เดือนเดียว ซึ่งมีส่วนให้นักเตะมีเวลาพักผ่อนฟื้นฟูสภาพร่างกายน้อยกว่าฤดูกาลอื่นๆ ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของนักเตะในเวลาต่อมาท้ัง อลิสสัน เบคเกอร์, โจ โกเมซ, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์, นาบี เกอีตา, คอสตาส ซีมีกาส และโฌเอล มาติป ส่วนอาการบาดเจ็บจากการปะทะ เช่น เวอร์กิล ฟาน ไดค์จ, ติอาโก อัลกันทารา และดิโอโก โชตา หรือแม้แต่นักเตะที่โดน โควิด-19 เล่นงานอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ติอาโก อัลกันทารา เจ้าเดิมอีกแล้ว

หากมองมุมหนึ่ง สาเหตุที่ผู้เล่นบาดเจ็บบ่อยอีกอย่างที่ชวนให้ “เดอะ ค็อป” อดคิดไม่ได้เลยคือ การจัดตัวผู้เล่นของ เยอร์เกน คลอปป์ ที่มักจะจัดตัวผู้เล่นหน้าเดิมๆ ลงสนามเป็นประจำชนิดที่ว่าก่อนแข่งใครๆ ก็เดา 11 ผู้เล่นตัวจริงได้อย่างง่าย ซึ่งอาจมีส่วนให้นักเตะล้าและกรอบจากการที่ไม่ได้โรเตชั่นผู้เล่น แถมตัวสำรองก็ส่งแต่หน้าซ้ำๆ ลงไป(จนแฟนบอลบางคนบ่นว่าเปลี่ยนเนื่องจากเป็นลูกรัก เพราะเปลี่ยนลงไปก็ไม่ช่วยให้รูปเกมดีขึ้นเลย) เช่น ดิวอค โอริกี กับ อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน หรือก่อนหน้านั้นก็มี อดัม ลัลลานา กับ เอมเร ชาน เป็นต้น ขณะที่ เซดาน ชากีรี กับ ทาคุมิ มินามิโนะ ก็นั่งสำรองตูดด้านไป

เมื่อเกมการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก เปิดฉากขึ้น ลิเวอร์พูล ทำผลงาน 3 นัดแรกด้วยการชนะรวด แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นการบุกไปชนะ เชลซี ถึงบ้านอีกด้วย แต่ฝันร้ายก็มาถึงนัดที่ 4 ที่ต้องออกไปเยือน แอสตัน วิลล่า โดยปราศจาก อลิสสัน เบคเกอร์ ผู้รักษาประตูที่มีอาการบาดเจ็บกับ ซาดิโอ มาเน ที่ตรวจพบ โควิด-19 ก่อนจะโดน “สิงห์ผงาด” ทำการฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม 2-7 ซึ่งในเกมนั้น อาเดรียน ผู้รักษาประตูมือ 2 โชว์เหวอจนสร้างความไม่ไว้วางใจต่อ “เดอะ ค็อป” ทั่วโลก

เกมต่อมาที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ก็สร้างความขุ่นเคืองกับแฟนบอล ลิเวอร์พูล เมื่อต้องเสียนักเตะตัวสำคัญไป 2 คนจากจังหวะปะทะอย่าง เวอร์กิล ฟาน ไดค์ และ ติอาโก อัลกันทารา แถมท้ายเกมยังโดนริบประตูจาก วีเออาร์ แบบงงๆ อีก

แม้ว่าอาการบาดเจ็บของผู้เล่น และ ปัญหาจาก วีเออาร์ จะเป็นมารผจญ กลั่นแกล้ง “หงส์แดง” ในปีนี้แต่พวกเขาก็ไม่สะท้านและจบปี 2020 ด้วยตำแหน่งจ่าฝูง แถมสถานการณ์ยังสร้างวีรบุรุษ เมื่อดาวรุ่งอย่าง รีห์ส วิลเลี่ยม, นาธาเนียล ฟิลลิปป์ และ คีวีน เคเลอร์เฮอร์ ต่างทำผลงานได้ดี และ ฟาบินโญ่ ที่ลงไปเล่นตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ็กจำเป็นก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ

ถ้าเรามองไปอนาคตข้างหน้าของ ลิเวอร์พูล จากการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ที่ผ่านไปแล้ว 17 นัด ชนะ 9 เสมอ 6 แพ้ 2 พร้อมกับเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ตลาดหน้าหนาวในเดือนมกราคมนี้ การเสริมทัพในตำแหน่งกองหลังที่มักเกิดปัญหาจากอาการบาดเจ็บอยู่เรื่อยๆ อาจทำให้ คลอปป์ พิจารณาถึงการดึงตัวผู้เล่นเข้ามาในตลาดรอบนี้

หากกางปฏิทินดูการแข่งขันตลอดเดือนมกราคมของ ลิเวอร์พูล มีโปรแกรมหนักต้องพบกับทีมใหญ่ถึง 2 ทีมอย่างเปิดบ้านรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วันที่ 17 มกราคม และ เยือน ทอตแนม ฮอตสเปอร์ วันที่ 28 มกราคม และโปรแกรมบอลถ้วย เอฟเอ คัพ เตรียมบุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วันที่ 23 มกราคม

ซึ่งดูแล้วเกมหนักสุดคงเป็นเกมที่ต้องเปิดบ้านพบ แมนยูฯ ที่ช่วงนี้ฟอร์มกำลังมาแรงเหลือเกิน หาก ลิเวอร์พูล สามารถเอาชนะ “ปิศาจแดง” ได้ก็อาจทำให้หงส์แดง กลับมาเป็นจ่าฝูงอีกครั้ง ช่วยเรียกความมั่นใจกลับมาได้ อย่างไรก็ตามคู่แข่งที่สำคัญและน่ากลัวที่สุดที่ไม่สามารถมองข้ามได้ก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งช่วงเดือนกุมภาพันพันธ์ เราอาจได้เห็นตารางคะแนนที่เป็นรูปเป็นร่างพอที่จะรู้ถึงทีมเต็งแชมป์แล้ว

อีกจุดสำคัญ ลิเวอร์พูล ต้องไม่ประมาทกันเอง และ รักษามาตรฐานการเล่นแบบปีที่แล้วให้ได้ หนทางการไปคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 2 คงเป็นไปได้ไม่ยากเพียงแต่ต้องมีสมาธิและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะในแต่ละเกม เห็นได้จาก (นัดที่เสมอ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน, นิวคาสเซิล และ แพ้ เซาแธมป์ตัน)

ขณะที่ในฤดูกาลนี้ทีมคู่แข่งหลายทีมมักพลาดให้เห็นอยู่บ่อยๆ การที่โอกาสมาอยู่ตรงหน้า ลิเวอร์พูล ควรคว้ามันเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับฤดูกาล 2018-2019 อีกครั้ง

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับ เยอร์เกน คลอปป์ กับ ลูกทีม ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะมีการซื้อนักเตะเพิ่มหรือไม่ อีกทั้งนักเตะที่กำลังจะหายเจ็บกลับมาทั้ง ก็พร้อมเป็นกำลังหลักในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับขุมกำลังได้ดี

แต่สุดท้ายแล้ว แฟนบอลอย่างเราก็ต้องลุ้นกันต่อไป ถ้าพลาดแล้วคุมสติกลับมาไม่ได้ก็คงเหนื่อยกันมากกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ลิเวอร์พูลliverpoolข่าวลิเวอร์พูลแมนยูข่าวแมนยูแมนยูล่าสุดพรีเมียร์ลีกพรีเมียร์ลีกอังกฤษข่าวฟุตบอลตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้