หน้าแรกแกลเลอรี่

จิ้งจอกอหังการ

จิ้งจอกอหังการ

หมวดแซม

29 ก.ย. 2563 05:01 น.

ผงาดขึ้นนำจ่าฝูงอย่างสง่าผ่าเผย สำหรับพลพรรค “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากโชว์ฟอร์มดุดันเหลือร้าย บุกไปปราบทีมเต็งแชมป์อย่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงถิ่นเอติฮัด สเตเดียม ด้วยสกอร์ขาดลอย 5-2 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดบิ๊กแมตช์ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ส่งผลให้เลสเตอร์ คว้าชัย 3 นัดรวด เก็บ 9 คะแนนเต็ม ขึ้นไปรั้งจ่าฝูงได้อย่างสวยงาม

ซุปเปอร์ฮีโร่ของทัพ “จิ้งจอกสยาม” ในเกมนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเจมี วาร์ดี ดาวยิงตัวเก่งของทีมนั่นเอง หลังจากเจ้าตัวกดแฮตทริกเหมากระทุ้งคนเดียว 3 ประตู ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นลูกยิงจุดโทษถึง 2 ประตู

ข่าวแนะนำ

แม้ว่าเกมนี้ “เรือใบสีฟ้า”จะได้ประตูขึ้นนำก่อนอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเกม ด้วยลูกยิงสุดเฉียบขาดของริยาด มาห์เรซ แต่หลังจากนั้นกลายเป็นขุนพลจิ้งจอกสีน้ำเงินที่ฮึดเร่งเครื่องรัวสี่ประตูรวดแซงนำห่าง 4-1 จากการทำแฮตทริกของเจมี วาร์ดี ในนาที 37, 53 และ 58 โดยลูกแรกและลูกที่สามเป็นการยิงจุดโทษ

ทว่าช่วงท้ายเกม นาที 84 เจ้าบ้านทำประตูตีตื้นไล่มาเป็น 2-4 จากการโหม่งของนาธาน อาเก แต่อีก 4 นาทีต่อมา เลสเตอร์ก็มาได้จุดโทษหนที่ 3 ของเกม ก่อนที่ยูริ ตีเลอมองส์ จะรับหน้าที่สังหาร เพราะวาร์ดีถูกเปลี่ยนตัวออกไปแล้ว และตีเลอมองส์ ก็ซัดเข้าไปไม่พลาด ส่งทีมเยือนขยับสกอร์นำห่าง 5-2

จบเกมเลสเตอร์บุกถล่มแมนฯซิตี้ ยับเยินคารัง 5-2 เก็บชัยชนะสามนัดรวด มี 9 คะแนนเท่ากับเอฟเวอร์ตัน แต่ทีมสุนัขจิ้งจอกแซงขึ้นนำจ่าฝูง เนื่องจากมีผลต่างลูกได้เสียที่ดีกว่า

ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 686 เกม ที่ทีม “เรือใบสีฟ้า” ภายใต้การคุมบังเหียนของเป๊ป กวาร์ดิโอลา เสียประตูให้คู่แข่งมากถึง 5 ลูก และเป็นครั้งที่ 2 ของเป๊ปที่คุมทีมแพ้เกมในบ้านนัดแรกของฤดูกาล

ส่วนเลสเตอร์กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ได้ประตูจาก 3 จุดโทษในเกมเดียว นอกจากนี้ “เดอะ ฟ็อกซ์” ยังซัดไปแล้ว 12 ประตูในพรีเมียร์ลีกซีซันนี้ ซึ่งถือว่ามากที่สุดจากการเล่น 3 เกมแรกในลีก นับตั้งแต่แมนฯซิตี้ที่ทำได้ 12 ประตู และแมนฯยู ที่ทำได้ 13 ประตู ในฤดูกาล 2012–13

สำหรับการทำแฮตทริกของเจมี วาร์ดี ในเกมนี้ ส่งผลให้เขาซัดไปแล้ว 5 ประตูในพรีเมียร์ลีกซีซันนี้ พร้อมขึ้นนำเป็นดาวซัลโวของลีกร่วมกับโดมินิก คัลเวิร์ตเลวิน กองหน้าเอฟเวอร์ตัน

ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างยิ่งที่แมนฯซิตี้เสีย 3 จุดโทษในเกมเดียว แต่ก็ต้องบอกว่าเลสเตอร์สมควรได้ทั้ง 3 จุดโทษแล้ว เนื่องจากผู้เล่นแนวรับทีมเรือใบสีฟ้าทั้งไคล์ วอล์กเกอร์, เอริก การ์เซีย และเบนจามิน เมนดี ต่างเล่นพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย

ขณะเดียวกันก็ต้องยกเครดิตให้กับทัพ “จิ้งจอกสยาม” ด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาเล่นเกมสวนกลับได้อย่างเฉียบคม และเล่นงานแนวรับทีมเรือใบสีฟ้าจนปั่นป่วนไปหมด

เห็นได้ชัดเลยว่าแนวรับแมนฯซิตี้ในเกมนี้เล่นกันหละหลวมมากๆ ซึ่งเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่เป๊ป กวาร์ดิโอลา ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน หากต้องการโค่นลิเวอร์พูลตกจากบัลลังก์แชมป์

ล่าสุดมีข่าวว่าแมนฯซิตี้ตกลงคว้าตัวรูเบน ดิอาส กองหลังทีมชาติโปรตุเกสจากเบนฟิกา มาร่วมทีมแล้ว ด้วยค่าตัวราว 68 ล้านยูโร พร้อมกับปล่อย นิโคลาส โอตาเมนดี ย้ายสลับขั้วไปอยู่กับเบนฟิกา

จากผลงานอันยอดเยี่ยมของเลสเตอร์ในเกมนี้ ทำให้ทีมของเบรนดัน ร็อดเจอร์ส กุนซือตาหวาน ได้รับการจับตามองอย่างมากในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

ที่สำคัญ หากเจมี วาร์ดี หัวหอกตัวเก่งวัย 33 กะรัต ยังคงสามารถรักษาฟอร์มถล่มประตูร้อนแรงแบบนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่า “จิ้งจอกอหังการ” จะได้ลุ้นแชมป์ลีกซีซันนี้แบบยาวๆอย่างแน่นอน.

หมวดแซม

# แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตะลุยฟุตบอลโลกหมวดแซมพรีเมียร์ลีก อังกฤษจิ้งจอกสยามเลสเตอร์ ซิตี้เรือใบสีฟ้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้