ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    หนูไม่ใช่เทพเจ้า ไม่มีใครอยากแพ้ เมย์ รัชนก โรคลึกลับ พลังความกดดัน

    ไทยรัฐออนไลน์3 ก.ย. 2562 06:05 น.
    SHARE

    "หนูรู้สึกว่าไม่อยากเป็นมือหนึ่งโดยการที่ไม่ได้แชมป์ อยากที่จะทำผลงานให้ดีกว่าคนอื่นๆ มากกว่า เพราะการที่เราเป็นมือหนึ่งของโลก ความคาดหวังมันก็มาก เราแค่พยายามเล่นให้เป็นตัวเองที่สุด ยิ่งโตขึ้นเราก็ยิ่งรู้ว่า บนโลกนี้มันไม่ได้มีอะไรง่ายอยู่แล้ว"                   

    หลังได้เหรียญทองแดงในรายการแบดมินตันในศึกชิงแชมป์โลก 2019 "โทเทิล บีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์ แชมเปียนชิพ 2019"

    เมย์ รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงของไทยมาเปิดใจเล่าชีวิตผ่านThairath Talk ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม การแต่งกายสบายๆ แต่กลับกลายเป็นบทสัมภาษณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังนักสู้ สู้กับตัวเอง สู้กับคู่ต่อสู้ และสู้กับความกดดันที่สาวน้อยวัย 24 ปีผู้นี้ต้องเจอ ความคิดและคำพูดที่กลั่นมาจากประสบการณ์บนคอร์ตแบดเกือบตลอดชีวิตของ เมย์ รัชนก คือบทสัมภาษณ์ที่ทีมงานทุกคนอยากให้คุณฟัง 

    ความจนผลักดันจนเป็น : เมย์ รัชนก อินทนนท์

    Thairath Talk : ยินดีต้อนรับสู่รายการไทยรัฐทอล์ก ตอนนี้เมืองไทยร้อนมาก คอร์ตแบดสี่สิบกว่าองศาก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในคอร์ตแบดส่วนใหญ่

    ส่วนใหญ่ก็ใช่ ก็เพราะว่าพอเราซ้อมเสร็จ คืออยู่ในสนาม 2 ชั่วโมง ซ้อมเสร็จก็พัก พักเสร็จแล้วก็ต้องตื่นมาซ้อม แล้วก็พักแล้วก็ซ้อม แล้วก็นอนแล้วตอนเช้าก็ซ้อม ก็ประมาณนี้ คือเราอยู่ในสนามมากกว่าที่บ้านอีก หนูเริ่มเล่นแบดตั้งแต่หนูอายุหกขวบ แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้มีความฝันว่าเราจะต้องเป็นนักกีฬาทีมชาติ

    Thairath Talk : จำภาพวันที่ซ้อมหกขวบครั้งแรกได้ไหม 

    ตอนนั้นไม่ได้มีโอกาสว่าเราจะต้อง แบบพ่อแม่ดันหรืออะไรค่ะ คือพ่อแม่ก็เป็นแค่คนงานทำขนมทองหยิบ ทองหยอดปกติ แต่ว่าตัวหนูเองก็ได้มีโอกาส ผู้จัดการเจ้าของโรงงานขนมบ้านทองหยอด ถามว่ามีแววไหม แต่ก่อนเป็นคนตัวเล็กๆ ดำๆ ก็ไม่ได้คิดว่า เฮ้ย มีโอกาสที่จะเป็นนักกีฬาระดับโลก หรืออะไร 

    แม่ปุกก็เลยให้ไปเล่นแบด เพราะว่าบางที บางวันไม่มีการบ้านก็จะไปวิ่งเล่น ก็เลยกลัวเกิดอันตราย ก็ตอนนั้นก็ได้ฝึกเริ่มเล่นแบด ก็เริ่มเล่นแบดแต่ว่าไปเล่นๆ ไม่ได้จะเป็นนักกีฬาจริงจัง เพียงแค่ว่าเล่นให้เป็น แล้วตัวเองก็รู้สึกสนุกไปด้วย เพราะว่าตอนเด็กๆแค่ได้ทำอะไรก็รู้สึกสนุก เหมือนเป็นวัยซนมากกว่า พอได้ทำอะไรที่มัน...แต่ในความคิดคือเราไม่ได้จริงจัง แค่เราได้เล่นได้ทำ มันก็รู้สึกสนุก


    Thairath Talk : ครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ ค่อนข้างยากจน ความยากจนมันมีข้อดีมั้ย สำหรับเรา

    มันก็มีที่ทำให้มันขึ้นอยู่กับตัวเราเอง แต่ว่าตัวหนูเองหนูก็ คือรอบๆ เราก็ พูดว่ายังไงดีเหมือนคนรอบๆ ข้างที่เขามาตีแบด เขาก็มีฐานะที่โอเค แล้วตัวหนูเองก็อยากที่จะมีแบบเพื่อนๆ เขา แต่ว่าคือคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ก็รู้สึกดีตรงที่เราก็ยังพยายามอดทนแล้วก็ไม่ได้ไปรบกวนพ่อแม่ แต่การที่เราเล่นแบดมินตัน

    คือพ่อแม่ก็พยายามเลี้ยงเราให้เหมือนลูกคนคนนึง ก็เท่าที่พ่อแม่ไหว แต่ว่าตัวเราเองก็พยายามเป็นเด็กดี แต่ว่า คือสิ่งที่สภาพแวดล้อมหนูคือคนที่เขามีเงิน มันก็ทำให้หนูรู้สึกว่าเราอยากเป็นเหมือนเขา อยาก Active ตัวเอง

    Thairath Talk : ยากจนนี่เรารู้ความหมายของมันไหมครับ สมัยก่อนยากจนขนาดไหน

    โห แต่ก่อนก็แทบจะหาเช้ากินค่ำมากกว่า แทบจะไม่ได้มีเงินเก็บหรืออะไร

    Thairath Talk : เช้าชามเย็นชาม

    ใช่ ตอนนั้นหนูเองก็เรียนแล้วก็กลับมาเล่นกีฬา อุปกรณ์แต่ละอย่างก็แทบจะได้มาจากพี่ที่เขาใช้แล้ว แล้วเขาก็เปลี่ยนแล้วก็ หนูก็ใช้ไม้แบดที่เขาใช้แล้ว แล้วก็รวมรองเท้าแบด ตอนนั้นก็ไม่ได้มีรองเท้าที่ดีหรือสวย ใช้เป็นรองเท้าพละที่ใช้ในโรงเรียน ตอนนั้นก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรว่าตัวเองจะต้องมี มีอะไรที่ต้องโดดเด่น

    เพียงแค่ว่าพยายามสนุกไปกับมัน แล้วก็พยายามมีระเบียบกับตัวเอง แล้วหนูเองหนูก็กลัว กลัวแม่ปุกด้วย เขาจะบอกให้ซ้อม คือถ้าพูดถึงตอนนั้น เช้าหนูก็จะมีซ้อมตีห้าครึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่ช่วงที่จะต้องมาตื่น

    Thairath Talk : แซะขึ้นจากที่นอนนี่ลำบากมาก ตีห้าครึ่ง

    บางทีไม่อยากซ้อมก็มี ถ้าพูดถึงว่าคนเราขี้เกียจไหมก็มีขี้เกียจบ้าง แต่ว่าต้องตื่นไปซ้อม แล้วซ้อมเสร็จก็ต้องไปโรงเรียน ตอนเด็กๆ ก็จะวนอยู่อย่างนี้

    วันเกียรติยศ ขึ้นแท่นมือหนึ่งของโลก : เมย์ รัชนก อินทนนท์

    Thairath Talk : ความใฝ่ดีของน้องเมย์ได้มาจากไหน


    ไม่รู้ ตอนเด็กๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องเป็นนักกีฬาทีมชาติ ไม่มีภาพฝันนั้นเลย ตอนเด็กๆ อยากเป็นนางรำ ชอบพวกนาฏศิลป์อะไรพวกนี้มากกว่า แต่ว่าเวลาที่เราเลิกเรียนก็อยากที่จะไปรำ แต่ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องฝึก กลับมาเราก็ต้องซ้อม ก็เลยอยู่สาย อยู่เลทไม่ได้

    ถามว่าความฝันหายไปไหม ก็หายไปนะ แต่ว่า แต่ด้วยความที่เราก็ดูแบบ ตอนเด็กๆ ก็จะดูห้าวๆ ด้วย แต่ว่าในมุมลึกๆ แล้วก็ชอบค่ะ นาฏศิลป์ ชอบแบบเวลามีลีดเดอร์ ก็จะชอบดูเขา นั่นคืออีกมุมนึงแต่เราก็ไม่ได้มองว่าเราจะต้องมาเป็นนักกีฬาทีมชาติหรือว่าเป็นมือหนึ่งของประเทศไทย

    Thairath Talk : มือหนึ่งของโลก ไม่ได้คิดเลย

    ก็ไม่ได้คิด เพราะว่าเรา คือเราก็ไม่รู้อนาคตตัวเองว่าเราจะสามารถเป็นไปได้ไหม รวมถึงเราก็ไม่ได้ พ่อแม่เป็นนักแบดมาก่อนหรืออะไร คือพ่อแม่ก็เป็นคนปกติธรรมดา

    Thairath Talk : อดทนไหม มันต้องใช้ความอดทนกว่าจะผ่านแต่ละ step มา หรือมันก็เป็นไปตามธรรมชาติ

    ก็เป็น อาจจะเป็นเพราะบางทีโค้ชสอนแล้วหนูเป็นคนเข้าใจง่ายด้วย พื้นฐานเรามันปรับได้เร็ว ก็คือตอนแรกที่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักกีฬาทีมชาติ คือเราก็เล่นมาเรื่อยๆ จนเบสิกเราแน่นขึ้น เราไม่ได้เล่นเพื่อที่จะมาเป็นนักกีฬาที่ดี หรือต้องเป็นแชมป์เลย คือเรา Active มาเรื่อยๆ อย่างนี้มากกว่า ซ้อมมาเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งตัวเอง พ่อแม่ก็คือปล่อย ปล่อยก็แบบ ฝากให้ดู ฝากผู้ใหญ่ดูมากกว่า

    Thairath Talk : จำวันที่สหพันธ์แบดมินตันประกาศชื่อ เมย์ รัชนก เป็นเบอร์หนึ่งของโลก ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง 

    จริงๆ ตอนนั้นหนูไม่ได้มองว่าตัวเองจะต้องเป็นมือหนึ่งของโลก เขาเรียกว่าอะไร แต่ด้วยผลงานของตัวเอง ณ ตอนนั้นมันอาจจะทำให้เรา Ranking คะแนนสะสมสิบรายการที่ดีที่สุดมันขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่ง แต่ว่าถ้าพูดถึง ณ ตอนนั้นกับตอนนี้ เกมการแข่งขันก็เริ่มหนักขึ้นค่ะ ถ้าพูดถึงแบบเปรียบเทียบ เพราะว่ายุคแต่ละยุคมันก็

    ตอนเด็กๆ หนูต้องมาเจอรุ่นพี่ๆ ซึ่งเขาก็อาจจะมีอยู่ 3-4 คนที่หนักๆ ในรอบลึกๆ แต่ ณ ตอนนี้ก็คือตั้งแต่รอบแรก รอบสอง ก็ค่อนข้างหนัก ถ้าพูดถึงว่าตอนนั้นเรามองมั้ยว่าเราจะขึ้นเป็นมือหนึ่งโลก ก็ไม่ได้มองคิดว่า ทุกครั้งที่ลงสนามเราก็ทำให้ดีที่สุด แล้วก็อยากจะชนะ

    Thairath Talk : สามซุปเปอร์ซีรีส์ที่ได้แชมป์มา แล้วก็ก้าวขึ้นเป็นอันดับที่หนึ่งของโลก ย้อนให้ฟังเลย ตื่นเต้นไหม รอคอยมานานไหม หรือว่าแค่หัวโขน

    ก็ดีใจนะคะที่สามารถขึ้นไปเป็นมือหนึ่งของโลกได้ แต่ถ้าถามว่ามันป้องกันการที่จะไม่ให้คนขึ้นมา คือจริงๆ หนูขึ้นไปหนูก็รู้อยู่แล้วค่ะ ว่ามันไม่ได้ง่ายนะที่เราจะอยู่ได้นาน เพราะว่าถ้าเพียงแค่ว่าเราผิดฟอร์มหรืออะไรนิดหน่อย มันก็ลงมาได้ เพราะว่าคะแนนที่หนูทิ้งห่างจากเบอร์สองก็ไม่กี่ร้อยเอง

    ซึ่งถ้าหนูป้องกันรายการต่อไปไม่ได้ก็ โอกาสที่ World Ranking เราจะตกลงมามันก็มีโอกาสอยู่แล้ว คือหนูก็ไม่ได้มองว่าเราจะต้องกดดันหรืออะไร แต่เพียงแค่ว่า มันก็รู้สึกมีบ้างค่ะ ที่เราก็ไม่อยากจะทำให้ Ranking เราตก แต่ว่า ณ ตอนนี้มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ประสบการณ์หลายๆ อย่าง เพียงแค่เราต้องชนะใจมากกว่า

    บทเรียนจากขึ้นสุดและตกลงมา เมย์ รัชนก อินทนนท์

    Thairath Talk : เรียนรู้อะไรบ้างบนอันดับหนึ่งของโลก มันหอมหวานมั้ย ความรู้สึกมันดี อยู่บน Trophy ที่สูงสุดกว่าคนอื่น

    ถ้าเป็นมือหนึ่งเหรอคะ หนูรู้สึกว่าไม่อยากเป็นมือหนึ่งโดยการที่ไม่ได้แชมป์หรืออะไร หนูรู้สึกว่าตัวเองอยากที่จะทำผลงานให้ดีกว่าคนอื่นๆ มากกว่า ไม่จำเป็นจะต้องขึ้นไปเป็นมือหนึ่งของโลกหรืออะไร เพราะว่าการที่เราเป็นมือหนึ่งของโลก การคาดหวังมันก็มากอยู่แล้ว ที่เขาจะต้องแบบ เฮ้ย เราเป็นตั้งมือหนึ่ง ทำไมต้องมาแพ้มือต่ำ อะไรอย่างงี้ มันจะมีเสียงแบบนี้มากกว่า แต่เพียงแค่ว่า แค่พยายามเล่นให้เป็นตัวเองที่สุด ไม่ได้แบบ คือเรายิ่งโตขึ้นเราก็ยิ่งรู้ว่าบนโลกนี้มันไม่ได้มีอะไรง่ายอยู่แล้ว

    Thairath Talk : กดดันไหม เวลาคนไทยฝากความหวังไว้กับ รัชนก ทุกครั้งที่แข่งขัน แบบต้องชนะ ต้องชนะ

    จริงๆ มันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ที่ถ้าคนเชียร์เขาก็ต้องอยากให้เราชนะอยู่แล้ว แต่ว่าถามใจตัวเองลึกๆ เราก็อยากชนะ แล้วกลายเป็นว่ามันเป็นการกดดันตัวเองมากกว่า การที่เรากดดันตัวเอง ฟอร์มการเล่นบางทีมันไม่ได้ 100 อย่างที่เราต้องการ มันก็รู้สึกแย่ หรือ Fail ก็มีบ้าง แต่เพียงแค่ว่าก็พยายามเรียนรู้กับมันแล้วก็พยายามเข้มแข็ง

    Thairath Talk : มีนักกีฬาบางคนออกมาบอกนะครับว่า ทุกครั้งที่แมตช์ของเขา หรือแม้กระทั่งของเมย์ ทุกครั้งถูกถ่ายทอดไปที่ประเทศไทย ความกดดันสำหรับคนที่เล่นเนี่ยมหาศาล เพราะว่าคนไทย 70-80 ล้านคนเฝ้าดูเราอยู่เสมอ ความรู้สึกเราเป็นอย่างนั้นไหม

    ก็รู้สึกนะคะว่า มันก็ไม่อยากแพ้ค่ะ แต่มันก็ต้องยอมรับว่าวันนั้นถ้าคู่ต่อสู้มาดี แล้วบวกกับเราไม่ดีด้วย ก็ทำอะไรไม่ได้ค่ะ มันก็ต้องยอมรับ เพราะว่าเราจะชนะทุกสนามมันก็เทพเจ้า ซึ่งเราไม่ใช่

    Thairath Talk : ท้อแท้มั้ยครับ เวลาเสียงกดดัน หรือว่าพลังใจจากประชาชนที่ให้เมย์ พี่ว่าเกิน 100% กดดันกับเสียงเหล่านี้บ้างมั้ย หรืออยากจะบอกอะไรกับเขาไหม 

    ก็ส่วนนึงที่กดดัน แต่ว่าส่วนนึงมันก็อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า จริงๆ แล้วหลายๆ รายการที่ผ่านมา มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองเชียร์หรืออะไร มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่เราจะชนะตัวเองได้มั้ย เพราะบางทีการที่เราสร้างแรงกดดัน มันก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้เราไปไม่ถึงฝัน แล้วก็กองเชียร์ก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้เรา จริงๆ เราควรที่จะ Active มองในแง่ดีไว้ ไม่ได้มองว่าแบบ มองว่าเขาจะต้องตำหนิเราหรือด่าเรา ส่วนมากก็น่าจะเป็นกำลังใจให้เราไปถึงฝันมากกว่าค่ะ

    Thairath Talk : วันที่อยู่ในอันดับหนึ่งเนี่ย ค่อนข้างหอมหวานสำหรับพี่นะ สำหรับคนไทยใจชุ่มชื่นมาก พอวันที่ตกมาจากอันดับที่หนึ่ง ความรู้สึกเราเป็นยังไงบ้าง ท้อแท้มั้ย Fail ไหม หรือว่ามันคือสัจจธรรม

    ก็คงมองว่าสัจจธรรมมากกว่าค่ะ ก็มีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติที่ถ้าวันใดวันนึงเราไม่สามารถป้องกันได้ ก็ต้องตกลงมาอยู่แล้วค่ะ คือหนูก็ไม่ได้มองว่าตัวเองจะต้องอยู่ที่หนึ่งนานขนาดนั้น หรือว่าจะนานแบบทำสถิติอะไรขนาดนั้นค่ะ แต่เพียงแค่ว่า ก็พยายามที่จะ Active ตัวเองให้ไม่ตกไปมากกว่านี้

    Thairath Talk : ถามตรงๆ อยู่กับตัวเองเวลาอันดับเราตกมาเรื่อยๆ แม้จะสำหรับคนไทยเราก็ว่ามันสูงนะ เป็นประวัติศาสตร์แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง ร้องไห้ไหมถามตรงๆ

    จริงๆ World Ranking ตกแทบจะไม่ได้ร้องไห้นะคะ แต่ว่ามันขึ้นอยู่กับคนหลังๆ คนเขาเรียกอันดับล่างๆ ค่ะ ว่าเขาจะสามารถขึ้นมาได้มั้ย มันก็ต้องมีขึ้นมีลงเป็นปกติค่ะ ถ้าสมมติ ณ ช่วงนั้น 2-3 เดือนนั้นคุณไม่ดี ก็ต้องยอมรับตัวเองว่าช่วงนั้นคุณจะต้องแอ็กทีฟ (Active) ตัวเอง ในการที่จะต้องกลับมาทำคะแนนให้ดีขึ้นค่ะ

    โรคลับที่ไม่มีใครรู้  เมย์ รัชนก อินทนนท์ 

    Thairath Talk : สำหรับเมย์ มองจุดอ่อนของเมย์ รัชนกว่าเรามีจุดอ่อนอะไรบ้างครับ

    ก็ถ้าพูดถึงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็คงจะเป็นเรื่องพละกำลัง

    Thairath Talk : ทำไมมีคนพูดเรื่องพละกำลังมากมาย

    ก็จริงๆ แล้วหนูเป็น มีโรคส่วนตัว เป็นพาหะธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ก็เลยทำให้อาจจะเหนื่อยง่าย

    Thairath Talk : ไม่มีใครรู้เลยใช่ไหมครับ

    ก็น้อยคนค่ะที่รู้ ก็ทำให้เรา การที่เราออกกำลังกายมันทำให้เราเหนื่อยง่าย เม็ดเลือดอะไรสักอย่างอะค่ะ (ขำ) มันทำให้เหนื่อยง่ายแล้วก็การที่เราออกกำลังกายมันก็อาจจะมีผล แต่ว่าถ้าพูดถึงมันก็ไม่เกี่ยวกับพาหะค่ะ มันเกี่ยวกับจิตใจเรามากกว่าว่าเราจะสู้กับตัวเองได้ไหม

    Thairath Talk : เวลาอยู่ในความกดดันในใจ เราคิดอะไรบ้างครับ ต่อแมตช์อย่างนี้ ภาพเราเป็นยังไง

    บางทีก็เบลอ บางทีก็เบลอแบบ เฮ้ย ตีอะไรดีวะ ถึงแม้โค้ชจะสั่งว่า ตีอย่างนี้ ตีอย่างนี้สิ แต่ว่าความรู้สึกหรือว่ามือมันไม่สั่งการค่ะ มันก็มีบ้างค่ะ

    Thairath Talk : แล้วเราจัดการยังไง

    ก็แพ้ค่ะ (หัวเราะ)

    Thairath Talk : ง่ายๆเลย ไม่มีสมาธิก็แพ้

    มันทำอะไรไม่ได้ค่ะ ใช่ค่ะ ถ้าไม่มีสมาธิจริงๆ แต่ก็พยายามที่จะ Active ตัวเอง แต่บางที หนูเป็นคนดูง่ายค่ะ ถ้าเล่นแย่ก็จะเป็นคนเงียบไปเลย เหมือนทุกคนก็มองว่ายอมแพ้ แต่จริงๆแล้วมันไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ

    Thairath Talk : ไม่อยู่ในสนามไม่รู้

    ใช่ค่ะ เวลาอยู่ในความกดดันในใจเราคิดอะไรบ้าง ภาพมันเป็นยังไงพี่ไม่รู้

    Thairath Talk : กดดันหมายถึงกดดันในสนาม

    บางทีก็เบลอ เบลอแบบฮึ้ยตีอะไรดีวะ มันทำอะไรไม่ได้บางที ใช่ค่ะถ้าแบบไม่มีสมาธิจริงๆอะค่ะ แต่ก็พยายามจะ Active ตัวเอง แต่บางทีหนูเป็นคนดูได้ง่ายถ้าแบบเล่นแย่ก็จะเป็นคนแบบเงียบไปเลย เหมือนทุกคนก็มองว่าแบบเหมือนยอมแพ้ตัวเอง แต่จริงๆ แล้วมันไม่รู้จะทำไงจริงๆ

    Thairath Talk : ไม่อยู่ในสนามไม่รู้ เพราะฉะนั้นมันกดดันกว่าคนที่อยู่หน้าจอมหาศาลเพราะเราต้องจัดการตัวเอง

    กดดันค่ะ ก็กดดันบางทีมันซ้อมมาร้อย แต่ว่าพอไปแข่ง ลงไปแข่งมันรู้สึกได้แค่ 70% 80% เอง

    จิตใจเท่านั้นที่สำคัญ เมย์ รัชนก อินทนนท์ 

    Thairath Talk : ทุกวันอายุ 24 ปี เราเพิ่มจุดเด่นไม้ตายอะไรสำหรับเมย์บ้าง

    จุดเด่นนะคะจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่จะต้องปรับหรือต้องเพิ่มขึ้นอะไรที่แบบเปลี่ยนแปลงมาก ส่วนใหญ่หนูจะเป็นสภาพจิตใจมากกว่า เพราะเกมรูปแบบเกมมันสูสีกันหมดเลยในประเภทหญิงเดี่ยว เพียงแค่ว่าถ้าวันนั้นคุณจิตใจดีรวมถึงสภาพร่างกายดีก็เป็นฝ่ายชนะค่ะ

    Thairath Talk : จิตใจดีมันต้องมีวิธีคิดแบบไหน

    จิตใจดี คือมองว่ากล้าเล่นในบางทีแบบจุดที่มันพลิกแพลงเกม ถ้าคุณแบบกล้าเล่นลูกดึงสองจังหวะ ถ้าแบบเล่นแล้วมันดีมันทำให้เรารู้สึกแบบวันนี้เรามา

    Thairath Talk : มีคนเขียนเรื่องหรือเป็นผลวิจัยเวลาเรามองภาพอะไรสำหรับนักกีฬาที่เก่งๆ เขาจะมองข้าม shot 2 หรือ 3 shot เมย์เป็นงั้นด้วยไหมครับ

    แบดมินตันมันมองข้ามไปถึงขนาดนั้นไม่ได้ เพราะว่าทุกๆ แต้มมันสำคัญ เรามอง ณ ปัจจุบันมากกว่าค่ะ เพียงแค่ถ้าสมมติเรามองว่าเราจะต้องชนะ มันกลายเป็นว่าเราคือ 21 แต้ม มันค่อนข้างที่จะยาวเหมือนกัน เราจะมองว่าเกมนี้ต้องชนะ เรามองว่าแต้มต่อแต้มมากกว่าสำหรับตัวเมย์เองนะคะ

    เรื่องลับๆ ไม่ชอบคณิต  เมย์ รัชนก อินทนนท์ 

    Thairath Talk : ชีวิตนี้เรามาคุยเรื่องชีวิตส่วนตัวหน่อย จริงๆ แล้วตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้ไปเรียนหรือเปล่า

    ก็มีบ้าง แต่ว่าถ้าเปรียบเทียบกับคนปกติก็น้อยกว่าค่ะ

    Thairath Talk : ชีวิตวัยเรียนของเมย์นี่สักกี่เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่เห็นอยู่ต่างประเทศทั้งหมดเลย

    ใช่ค่ะ ก็เคยเอางานไปทำที่ต่างประเทศก็มีค่ะ

    Thairath Talk : ชีวิตวัยเรียนมีเหมือนคนอื่นไหม เลิกเรียนไปช็อปปิ้งเที่ยวกันบิงซูกันกินอาหารเกาหลีญี่ปุ่นมีบ้างไหม

    ก็ไม่มีค่ะ ส่วนใหญ่ไปกินที่ต่างประเทศ (หัวเราะ) ก็เพราะว่าเราถ้าถามว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ ซัพพอร์ตเต็มที่ก็พยายามที่จะไปเรียนให้ได้ทุกอาทิตย์แต่ว่าถ้ามันจะต้องแข่งขันก็แทบจะไม่ได้ไป

    Thairath Talk : วิชาไหนที่เราค่อนข้างเก่งที่สุด กีฬาเหรอ

    (หัวเราะ) ไม่น่าถาม

    Thairath Talk : วิชาไหนที่ค่อนข้างไม่เหมาะกับเรา

    หนูไม่ชอบคณิตค่ะ (ยิ้มเขิน)

    Thairath Talk : ทำไมเราไม่ชอบคณิต

    เป็นตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ว่าคือเราไม่ชอบอะ ยังไงก็ไม่ชอบตัวเลข ตัวเลขมาก็ไม่อยากจะคิดแล้ว

    Thairath Talk : ทำไมถึงอยากเรียนรัฐศาสตร์

    ก็ไม่ได้มีเวลาที่จะต้องไปร่วมกิจกรรมก็เรียนรัฐศาสตร์ เหมือนเราแบบยังได้อ่านได้อะไรงี้มากกว่า มันยังมีอยู่ในหนังสือและก็รวมถึงมันได้อ่านในอินเทอร์เน็ตมันก็ง่ายต่อเราด้วย

    Thairath Talk : ภาพฝันของเมย์หลังจากแบดมินตัน มีภาพฝันอื่นไหมอยากจะเป็นโค้ชหรือว่าจะเป็นสายอื่นไหม อยากจะเล่นละครเล่นหนังเล่นอะไรไหมครับ

    จริงๆ ก็คงจะเป็นโค้ชมากกว่า เพราะว่าน่าจะเป็นอาชีพที่ดีที่สุดในการที่เราเลิกเล่นอะคะ

    Thairath Talk : ซึ่งมันลิงก์กับสิ่งที่เราชอบสิ่งที่เราเป็นอยู่

    ใช่ค่ะ จริงๆ แล้วทุกคนจะบอกว่าเราเป็นนักกีฬาที่ดี แล้วการที่เราจะเป็นโค้ชก็ดี สามารถสอนนักกีฬาได้ดีไหม มันก็ตอนนั้นก็ประสบการณ์คงจะต้องเหมือนเริ่มใหม่อีกที เหมือนกับที่เราจะต้องเหมือนเราเริ่มเล่นแบดอะค่ะ เพราะบทบาทหน้าที่มันต่างกันออกไป

    แมตช์แห่งความทรงจำ  เมย์ รัชนก อินทนนท์ 

    Thairath Talk : มีชัยชนะครั้งไหนที่ฝังอยู่ในความทรงจำเรามากที่สุดไหมครับ

    ก็คงเป็นแชมป์โลกอะค่ะ เพราะจริงๆ ณ ตอนนั้นรายการนั้นปีนั้นก็ไม่ได้มองตัวเองว่าจะมีฟอร์มที่ดี เพราะว่ารอบแรกก็แทบจะเกือบแพ้ก็เลยไม่ได้มองว่าตัวเองไม่สามารถมาเป็นแชมป์ได้ รวมถึงรอบต่อๆ ไปก็มีเจอหนัก ทุกคนมีประสบการณ์หมดอะค่ะ เราไม่สามารถมองข้ามได้ว่าเราจะเป็นแชมป์

    แต่พอ ณ วันนั้นที่เราจะต้องเข้าชิง หนูมองว่าคือก่อนหน้านั้นก่อนรายการชิงแชมป์โลก คนที่หนูจะเจอในรอบชิงที่ชิงแชมป์โลก หนูไปชิงกับเขาที่รายการอื่นมาก่อน แต่ว่าหนูก็แพ้เขาขาดเลย แต่ก่อนหนูจะลงสนามก็บอกว่าบอกกับตัวเองว่าแพ้ยังไงก็ได้วันนั้น ห้ามแพ้แบบขาด พยายามให้สูสีที่สุดค่ะ เพราะแบบให้มันสมกับชื่อรายการด้วยล่ะ ก็เราไม่ได้แบบฟลุ๊กเข้ามานะ ก็มองว่าวันนั้นก็ไม่ได้คาดหวังกับตัวเองจะต้องมาเป็นแชมป์ แต่คิดว่ามันคือกำไรที่เราสามารถเข้าชิงในตอนที่เราอายุ 18 ปีด้วย

    Thairath Talk : มีความพ่ายแพ้ครั้งไหนที่เราจดจำมากที่สุดในชีวิตไหม

    ก็หนูใกล้ฝึกช่วงการแข่งขันโอลิมปิกเกมที่ลอนดอน ตอนนั้นอายุแค่ 17 ปี แพ้ในรอบ 8 คนสุดท้าย ก็จริงๆ เกมแรกหนูก็ชนะด้วย เกมสองหนูก็นำแบบ 16-9 มันจำแบบขึ้นใจได้เลยค่ะ เพราะเรายังมีโอกาสที่เรายังสามารถที่จะเข้าไปชิง ชิงเหรียญใดเหรียญนึงได้ แต่ว่าด้วยประสบการณ์ตื่นเต้นด้วยอยากจะชนะ อยากที่จะเข้ารอบ ก็เลยทำให้เราแพ้ตรงนั้นไป ก็แบบรู้สึกจำแบบขึ้นใจมาตลอด

    Thairath Talk : เป็นความพ่ายแพ้ที่เสียน้ำตาไหม

    ก็ร้องไห้แบบนอนไม่หลับตั้งแต่เด็ก

    Thairath Talk : มันอยู่กับเรานานไหม ความพ่ายแพ้ความเสียใจนี้

    ก็ถามว่านานไหม ทุกคนก็อยากให้เราลืม อยากให้เราเริ่มต้นใหม่ก็มีบ้าง

    Thairath Talk : เพราะฉะนั้นการเป็นเมย์มันก็ไม่ง่ายเลยนะ ชนะอยู่กับเราไม่นาน เวลาพ่ายแพ้ได้เสียใจก็ไม่นาน

    ค่ะ เพราะว่าเราต้องแข่งทุกๆ เดือนอยู่แล้ว คือโค้ชพยายามที่จะให้เรามองโลกในมุมที่กว้างมากขึ้น ไม่ได้ว่าเราจะต้องมองถึงผลรับอย่างเดียวว่าเราจะต้องชนะหรือเราจะแพ้ ถ้าเราดีใจเราเรียกว่าอะไรถ้าเราได้แชมป์เราก็ไม่ควรที่จะดีใจหรือว่ามีความสุขกับมันไปตลอดยาวนาน

    Thairath Talk : ยึดติดกับมัน

    ใช่ เราก็เหมือนเราก็เริ่มใหม่เหมือนเดิม

    โชคชะตาทำให้เป็น เมย์ รัชนก อินทนนท์  

    Thairath Talk : ชีวิตมีอะไรอยากจะแก้ไขไหม ย้อนกลับไปได้อยากจะเข้าวงการตีแบดนี้ไหม มันกินชีวิตเราในมุมมองคนอื่นนะขนาดนี้ไหม

    ไม่รู้อะ หนูไม่ได้คิดมากขนาดนั้นว่าอยากจะต้องกลับไปแก้ไขอดีต เพราะว่าเราเองก็เกิดมาในรูปแบบที่เราเลือกเกิดไม่ได้อยู่แล้วด้วย แต่หนูก็ดีใจที่พ่อแม่หนูพยายามซัพพอร์ตเราตรงที่ว่าเขาพยายามให้กำลังใจ ถึงแม้ไม่ได้แบบมีเงินหนาแน่นที่จะแบบให้เรา (หัวเราะ) ที่แบบให้เรา ให้เราได้แบบกินดีๆ ตอนนั้นก็เพียงแค่ว่าเขาก็ยังมีความรักที่เขาอยากที่จะดูแลเรา

    Thairath Talk : สมมติว่าย้อนกลับไปได้ถ้าเมย์ครอบครัวคุณพ่อคุณแม่มีฐานะหรือว่ามีเงินมากกว่านี้ จะไม่มีเมย์ รัชนกอย่างทุกวันนี้ไหม

    ก็อาจจะขี้เกียจมากกว่าเดิมก็ได้ค่ะ ก็ไม่รู้อะ หนูว่าทุกๆ อย่างมันเป็นโชคชะตาที่ทำให้แบบเราได้อย่างได้มาเจอแม่ปุกมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูได้มีวันนี้เหมือนกัน

    Thairath Talk : ความจนทำให้เราขยัน ความจนทำให้เราอดทน

    มันทำให้เรามีความกลัว เรากลัวที่แบบไม่อยากจะจน

    Thairath Talk : วันนี้รวยยัง

    ก็พอมีค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่ามีแค่นี้คงไม่พอ เหมือนแบบเรายังมีโอกาสก็อยากจะพยายามให้มันมากกว่าเดิม เพราะ ณ ตอนนี้แบบเงินที่เรามีอยู่ในอนาคตมันก็ต้องใช้แล้วมันน่าจะไม่พอก็คิดว่าถ้าเรามีโอกาสก็จะกอบโกย หนูก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด

    ไม่มองชื่อเสียง เน้นมองอนาคต เมย์ รัชนก อินทนนท์

    Thairath Talk : อายุ 24 ปี ถือว่าเป็นอายุที่ในวงการแบดที่มันใกล้จะถึงจุดพีคยัง หรือว่ามันไปได้อีกมากกว่านี้

    มันขึ้นอยู่ที่สภาพร่างกายของแต่ละคนมากกว่า ถ้าอย่างฝรั่งบางคนก็มาเก่งตอนช่วง 30 ต้นๆ ก็ถ้าตัวหนูเองหนูก็เพียงแค่ว่าพยายามรักษาสภาพร่างกายของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วก็รวมถึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดีค่ะ ก็ไม่ได้มองว่าตัวเองจะต้องแบบจบโอลิมปิกหน้าจบ โอลิมปิกที่จะถึงก็พอแล้ว แต่หนูไม่ได้มองขนาดนั้น เพียงแค่ว่าอยากที่จะทำชื่อเสียงให้ได้ดีที่สุด

    Thairath Talk : เวลาเราชนะหรือว่าได้ชื่อเสียงมา ความภูมิใจส่วนตัวหรือระดับชาติหรือภูมิใจระดับภาคส่วน

    ก็คงก็รวมๆ ค่ะ ก็ทำให้พ่อแม่มีความสุข ทำให้คู่ซ้อมที่เราซ้อมให้เรามีความสุขไปด้วย และก็รวมถึงคนไทยก็มีความสุขตรงที่ว่าแบบอย่างน้อยในเวทีโลกก็ทำให้แบบไทยแลนด์เป็นแชมป์เปียนส์อะไรแบบนี้มากกว่าหลายๆ อย่าง

    Thairath Talk : ทุกครั้งที่เมย์ชนะ เมย์ก็จะก้มไหว้หรือว่าโค้งไหว้ตลอดเลย ความรู้สึกนั้นหรือว่าวิธีทำความเคารพ

    มันอาจจะเป็นการดีใจของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่ของหนูก็จะเป็นแบบไหว้มากกว่า ถ้าฝรั่งบางคนแบบหูยดีใจบางคนก็แบบหักไม้ก็มี (หัวเราะ) ยับยั้งไม่ได้

    Thairath Talk : เวลาไหว้ไปรอบทิศทางฝรั่งหรือผู้แข่งขันดูแล้วเขารู้สึกยังไงบ้าง

    เขารู้สึกแบบวัฒนธรรมมากกว่า เขารู้สึกถึงวัฒนธรรมเหมือนตรงที่แบบขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ มากกว่าค่ะ

    ตั้งเป้าหมายอันดับหนึ่ง  เมย์ รัชนก อินทนนท์ 

    Thairath Talk : วางแผนไว้ไหมคะหลังจากนี้เราจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอีกไหม มีเป้าหมายขนาดนั้นไหม

    ก็มีแน่นอนค่ะ ก็ถ้าการที่เราได้ขึ้นเป็นมือหนึ่งก็ทำให้เราแบบรู้สึกว่าเราสามารถกลับไปอีกครั้ง ด้วยการที่เราเคยตกลงมาก็ถือแบบอันดับ 8 ก็คือหนูจะอยู่ 1 ถึง 8 ประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา ก็คือไม่มากไปกว่านี้แล้ว แต่ว่าตัวเองก็พยายามที่จะ Active ตัวเอง โดยการที่พยายามไต่ลำดับขึ้นไปอีก ก็ไม่อยากให้มันตกไปอีก ก็พยายามที่จะรักษาตัวเองด้วย รวมถึงฟอร์มการเล่น

    Thairath Talk : ในฐานะที่เป็นไอดอลทางกีฬาทางแบดมินตัน วงการแบดมินตันมันขาดอะไรอีกไหมเมย์ แล้วอยากจะให้ใครเข้ามาสนับสนุนทางรัฐเข้ามา หรือเอกชน

    ตอนนี้ก็พูดถึงคือวงการค่อนข้างที่จะดีขึ้นแล้ว ก็รวมถึงหลายๆ อย่าง สปอนเซอร์ก็โอเค ที่ว่านักกีฬาของแบดมินตันไม่ใช่หนูคนเดียว มีอย่างคู่ผสมที่เป็นชายกับหญิงคู่กันชื่อบาส-ป้อ ค่อนข้างที่จะมีผลงาน และก็มีนักกีฬาทีมชาติที่อยู่อันดับต้นๆ ของโลกก็มีมากขึ้นกว่าเดิม เลยทำให้การสนับสนุนแล้วก็การช่วยเหลือก็ถือว่าดีขึ้น ก็ไม่ได้แบบต้องขออะไรเป็นพิเศษ ก็เพียงแค่ว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่สนับสนุนมากกว่า มันขึ้นอยู่กับตัวนักกีฬาเองที่จะต้อง Active ตัวเองด้วย

    Thairath Talk : พูดอะไรกับแฟนเมย์ หรือว่าคนที่เห็นเมย์เป็นไอดอลอยากจะเป็นเหมือนเมย์

    หนูอยากฝากถึงว่าแบบทุกคนไม่จำเป็นจะต้องเป็นมือหนึ่งหรือเป็นแชมป์ อยากให้ทุกคนแบบ Active ตนเองที่ว่าเป็นคนที่ดีขึ้น พัฒนาตัวเองมากขึ้น ไม่ได้แบบใช้ชีวิตไปวันๆ อยากให้ทุกคนแบบมีความฝันของตัวเอง ทำให้มันดีจะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาด้วย

    เราไม่จำเป็นจะต้องรีบประสบความสำเร็จ แต่เพียงแค่ว่าให้มันอยู่ในช่วงที่มันเหมาะสมก็อยากจะขอบคุณแฟนกีฬาที่คอยให้กำลังใจและก็รวมถึงก็อยากเป็นกำลังใจให้คนที่เขาเชียร์เมย์เหมือนกัน ยังไงก็ตามขอเป็นกำลังใจให้กับแฟนๆ กีฬา หรือว่าใครที่ยังมีความฝันค่ะ ก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ ก็อย่าลืมให้กำลังใจเมย์กันเยอะๆค่ะ

    ติดตามฉบับเต็มเร็วๆนี้ 

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เมย์ รัชนกรัชนก อินทนนท์เมย์ นักแบดมินตันหญิงไทยรัฐทอล์กThairath Talk

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้