ตอนที่ 6
ภาสกรมัวยุ่งอยู่กับอาการป่วยของภานุโรจน์ที่โรงพยาบาลจนลืมเรื่องพาภุมวารีกลับบ้านเสียสนิท
หมอบอกว่าอาการของคนไข้กำเริบขึ้นมาเหมือนกับหยุดกินยา ภุมวารีเถียงคอเป็นเอ็นว่าเป็นไปไม่ได้เพราะเราสองคนดูแลเรื่องจัดยาอย่างใกล้ชิด ไม่เคยให้ภานุโรจน์หยุดเลยสักมื้อเดียว
“งั้นหมอต้องขอตัวไว้ดูอาการก่อนนะครับ ถึงจะรู้ว่าเป็นอะไรแน่” หมอสรุปแล้วผละไป
ภาสกรเป็นห่วงน้องชายถึงกับบ่นอุบ “ผมคิดว่าพอย้ายนายโรจน์มาอยู่โรงพยาบาลดีๆ อาการน่าจะดีขึ้น ทำไมถึงได้เป็นอะไรไปอีกก็ไม่รู้”
“คุณโรจน์ถึงมือหมอแล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอกค่ะ” ภุมวารีถอดแหวนที่นิ้วตัวเองออกแล้วยัดใส่มือภาสกร “คุณภาสคะ แหวนวงนี้ผึ้งเอาติดมาเพราะคิดว่าคุณคงต้องใช้มัน ราคามันน่าจะพอใช้จ่ายที่โรงพยาบาลได้”
“ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณผึ้งยังไงดี”
“นี่ดีนะคะที่คุณโรจน์ป่วยขึ้นมาตอนที่ผึ้งยังอยู่กับคุณ ถ้าผึ้งกลับบ้านแล้วโดนคุณพ่อกักตัวไว้ ผึ้งก็คงช่วยอะไรคุณไม่ได้ ผึ้งอยากจะให้คุณภาสล้มเลิกความตั้งใจเรื่องที่เราจะกลับไปหาคุณพ่อ คุณภาสคงไม่อยากจะเสี่ยงให้เราถูกพรากจากกันตอนนี้หรอก จริงไหมคะ”
ภาสกรพูดไม่ออกเพราะสิ่งที่ภุมวารีพูดออกมานั้น ถูกต้องทุกอย่าง...ส่วนทินกรพ่อตัวแสบของภาสกร เวลานี้เขาเพิ่งตื่นนอน พอตื่นมาไม่เห็นใครในบ้านสักคนก็เที่ยวสำรวจตรงโน้นตรงนี้ จนกระทั่งเจอกุญแจใหม่เอี่ยมดอกหนึ่งซึ่งเชื่อว่าเป็นกุญแจห้องนอนของลูกชายกับลูกสะใภ้ เพราะเมื่อวันก่อนเห็นลูกสะใภ้พาช่างมาเปลี่ยนประตูเสียงดังโครมคราม
ooooooo
รถของชายใหญ่แล่นไปตามถนนหลายเส้นทาง จนบ่ายคล้อยลงเรื่อยๆก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงสนามบิน นวลนั่งอย่างอดทน จนกระทั่งเริ่มเห็นสองข้างทางที่รถวิ่งผ่านยังคงเป็นทุ่งหญ้าไร่นา ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าสู่เขตเมืองเสียที จึงเริ่มหันรีหันขวาง
“แปลกจริง ทำไมรถคุณพ่อยังไม่ตามมาซักที”
ชายใหญ่แค่นยิ้มออกมา นวลเห็นแล้วยิ่งฉงน ถามว่าอีกนานไหมกว่าจะถึง
“ใกล้แล้วล่ะครับ”
“ฉันเข้าใจว่าสนามบินอยู่ในพระนครเสียอีก เพราะรอบข้างนี่ยังเป็นทุ่งนาอยู่เลย”
“ก็ใครบอกว่าผมจะไปสนามบินล่ะครับคุณผึ้ง”
“คุณชายหมายความว่ายังไงคะ”
“ผมเปลี่ยนใจแล้ว เราจะไม่ไปอยู่ต่างประเทศ”
“ฉันไม่เข้าใจ”
“เราจะเริ่มชีวิตคู่กันที่เมืองไทยนี่แหละครับ” ตอบแล้วชายใหญ่เร่งเครื่องรถเร็วขึ้น นวลใจไม่ดีหันรีหันขวางมองรอบตัวแล้วยิ่งวิตกเพราะถนนที่รถมุ่งหน้าไปนั้นเต็มไปด้วยความเวิ้งว้าง
ชายใหญ่ไม่ได้คิดจะพาภุมวารีลูกสาวเกรียงไกรไปต่างประเทศ แต่วางแผนพาเธอมาอยู่ที่ไร่ภักดิ์ภิรมย์ของครอบครัวในต่างจังหวัดโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยสักคนแม้แต่ท่านพ่อของเขา
เมื่อชายใหญ่กับเจ้าสาวหายไปทั้งที่นัดกับเกรียงไกรและท่านชายภานุดิษฐ์ไว้ที่สนามบิน ทุกคนตามหาและตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่สายการบินอยู่นานก่อนจะพากันกลับบ้านด้วยความวิตกกังวลว่าเกิดอะไรขึ้น
นวลเองก็คาดไม่ถึงว่าชายใหญ่วางแผนการนี้ไว้แต่แรก เธอต่อว่าเขาหลายคำ แต่เขาไม่สะทกสะท้าน กลับยอมรับหน้าตาเฉยว่า
“ใช่ครับ แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรไม่ใช่หรือ เพราะยังไงเราสองคนก็สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ผมได้ไร่นี้คืนมา ส่วนคุณก็ได้ผมเป็นสามี”
“แต่คุณชายไม่น่าจะโกหก”
“ทีคุณยังโกหกหน้าตายใส่ผม ทำไมผมจะทำบ้างไม่ได้”
“ฉันไปโกหกอะไรคุณชาย”
“ก็เรื่องที่คุณแอบนัดคู่รักมาพบที่กระทรวงนั่นไงเล่า ผมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็เพราะอยากลองใจพวกคุณ แล้วก็ไม่ผิดจากที่คิด โกหกเป็นไฟทั้งนายทั้งบ่าว”
“ถ้าคุณหมายถึงผู้ชายที่ชื่อภาสกรนั่น ฉันไม่ได้นัดพบกับเขานะคะ”
“ผมไม่อยากฟังคำแก้ตัวลวงโลกของคุณ เอาเป็นว่าผมจะทำเป็นหูหนวกตาบอดกับเรื่องที่ผ่านมา แล้วเราจะเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกันที่นี่ แทนการไปเฉิดฉายที่เมืองนอกอย่างที่คุณฝัน”
“คุณพ่อจะต้องไม่พอใจแน่”
“แล้วพ่อคุณจะทำอะไรได้ ในเมื่อหนี้สินก็ยก
ให้ผมหมดแล้ว จะเอาตัวคุณคืนกลับไปแล้วดิ้นรนหาสามีคนใหม่บังหน้าให้คุณงั้นหรือ ผมว่าไม่มีทาง”
“นี่ใช่ไหมคือตัวตนที่แท้จริงภายใต้หน้ากากสุภาพบุรุษของคุณ”
“ก็น่าจะใช่นะ เราสองคนคงจะเป็นคู่แท้กระมัง ถึงได้ตีสองหน้าเก่งกันทั้งคู่ มาเถอะครับคุณผึ้ง คุณคงอยากเห็นเรือนหอของเราเต็มที”
“ไม่...ในเมื่อคุณชายได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ฉันจะกลับบ้าน”
“เชิญเลย ถ้าคุณพ้นเขตไร่นี้ไปได้ก่อนตะวันตกดินก็เป็นโชคของคุณ แต่กว่าจะมีรถผ่านไปมาให้คุณอาศัยเข้าเมืองก็คงมืดพอดี ระวังก็แล้วกัน ผู้หญิงสาวๆแต่งตัวดีๆมายืนโบกรถตอนค่ำๆ คนขับมันอาจจะพาไปไม่ถึงบ้าน”
นวลมองไปตรงทางเข้าไร่เห็นถนนยาวไกลแทบไม่เห็นถนนใหญ่ รู้สึกกลัวคำขู่นั้น
“คุณชายทำอย่างนี้กับฉันทำไม ถ้าคุณไม่ต้องการให้ฉันอยู่ที่นี่ก็พาฉันกลับไปส่งเถอะค่ะ ฉันจะพูดกับคุณพ่อให้”
“ใครว่าผมไม่ต้องการคุณ ไร่นี้ยังขาดแรงงานอีกเยอะ...ใช่ไหมรุจน์”
ผู้จัดการไร่ทำหน้าไม่ถูก จะตอบรับก็เกรงใจหญิงสาว ได้แต่กล่าวเชิญเธอเข้าบ้านไปพักผ่อนเพราะใกล้ค่ำยังไงก็เดินทางเข้าเมืองไม่สะดวกแน่
นวลจำยอมอยู่ร่วมชายคาเดียวกับชายใหญ่
แต่ไม่อยู่ร่วมห้อง เธอขอไปพักห้องรับรองแขก รุจน์อึกอักเหลือบมองชายใหญ่อย่างขอความเห็น
“ตามใจภรรยาฉันเถอะรุจน์ เธอคงต้องการความเป็นส่วนตัวในคืนแรก”
“แต่ห้องนอนแขกไม่มีคนใช้มานาน ยังไม่ได้ทำความสะอาดเลยครับ”
“ฉันทำเองได้จ้ะ ช่วยหาผ้าขี้ริ้วกับถังน้ำให้ด้วยก็แล้วกัน ยังไงฉันก็จะไม่นอนห้องนี้” นวลพูดเสียงตึงพลางปรายตามองชายใหญ่อย่างขุ่นเคือง
ooooooo










