ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
ตอนที่ 16

หลังจากการล่มสลายของกรุงหงสาวดี กรุงศรี-อยุธยาก็ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางความเจริญในภูมิภาคแทนที่

สมเด็จพระนเรศวรไม่เพียงแต่ทรงกอบกู้เอกราชเท่านั้น ยังทรงปกป้องรักษาประเทศชาติ ตลอดจนแผ่ขยายอาณาเขตจนกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่ายุคใดๆในสมัยอยุธยา จนผู้คนยกย่องทั้งในฐานะที่เป็นนักรบและพระเจ้าแผ่นดิน นับเป็นมหาราชที่ประชาชนรักยิ่งพระองค์หนึ่งเท่าที่ปรากฏมาในโลกใบนี้

6 ปีต่อมา

ช่วงปลายรัชกาล กรุงศรีอยุธยามีศึกกับกรุงอังวะ สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพไปตีอังวะ ระหว่างเดินทัพไปถึงเมืองหาง สมเด็จพระนเรศวรทรงประชวรเป็น “ละลอก” หรือที่สามัญชนเรียกว่า “ฝี” ขึ้นที่พระพักตร์แล้วกลายเป็นพิษ เป็นเหตุให้พระองค์สวรรคตในวัน 25 เมษายน พ.ศ.2148

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเสด็จออกมาจากกระโจมเพื่อแจ้งกับเหล่าทหารว่า สมเด็จพระนเรศวรสวรรคตแล้ว เสมา สิน สมบุญ และทหารทั้งหมดถวายบังคมลาพร้อมกัน แล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

เช่นเดียวกับราษฎรที่ได้รู้ข่าวต่างก็พากันร้องไห้ด้วยความเสียใจ

“หากไม่มีองค์พระพุทธเจ้าอยู่หัว ไทยคงไม่ได้เป็นไท ขอดวงพระวิญญาณจงสถิตย์อยู่ในสวรรคาลัยปกป้องปวงข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด” หลวงรามเดชะนำทุกคนในบ้านกราบถวายบังคมลา

“ดวงพระประทีปแห่งอโยธยาดับแล้ว แต่พระเกียรติยศของพระองค์จะจารึกไว้ในดวงใจปวงข้าพระพุทธเจ้าแลปรากฏไว้ใน แผ่นดินตราบสิ้นดินฟ้า” เรไร ศรีเมือง เอื้อยแตง และจำเรียงกอดกันร่ำไห้ปานจะขาดใจ

ครั้นสิ้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อ ซึ่งผลจากการทำศึกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทำให้แผ่นดินเป็นปึกแผ่นมั่นคง สมเด็จพระเอกาทศรถจึงทรงหันมาเน้นด้านการปกครองบ้านเมืองแทน ทำให้ยุคนี้เป็นยุคที่กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งร่ำรวย ที่สุดยุคหนึ่ง

ooooooo

8 ปีต่อมา

เสมา สิน และสมบุญในวัยกลางคนเดินคุยกันถึงเรื่องเจ้าฟ้าสุทัศน์แลพระอินทราชา พี่น้องต่างมารดาที่มีข่าวว่าจะแย่งราชสมบัติกัน แต่เสมายังไม่ทันได้ออกความเห็นอะไร ก็เหลือบไปเห็นจมื่นศรีสรรักษ์ ชายหนุ่มรูปงามวัยเพียงสิบเจ็ดปี กำลังซ้อมดาบอยู่กับทหาร

เสมาหยุดมองอย่างชื่นชม สินรายงานว่าจมื่นคนนี้ เป็นข้ารับใช้สนิทของพระอินทราชาและหัวเรือสำคัญ ซื้อน้ำใจเหล่าขุนนางจนแปรพักตร์มาอยู่ข้างพระอินทราชากันเสียมาก จนเป็นเหตุให้ตนกับสมบุญต้องขุ่นเคือง

จมื่นศรีสรรักษ์ที่เอาชนะคู่ซ้อมได้อย่างง่ายดาย หันมาเห็นพวกเสมาก็เข้ามาทัก

“นึกว่าผู้ใดมาดูซ้อมดาบ ที่แท้ก็หลวงวิสูทธ์โยธา-มาตย์กับหลวงราชโยธาเทพนี่เอง วันนี้ข้าพระเจ้าช่างมีบุญนัก แม้แต่ออกญารามจตุรงค์ แม่ทัพใหญ่ผู้มีศักดินาหมื่นไร่ยังมาดูข้าพระเจ้าซ้อมดาบด้วย มิทราบท่านเจ้าคุณจักเมตตาซ้อมเพลงดาบกับข้าพระเจ้าบ้างได้หรือไม่”

สมบุญโมโหที่เด็กเมื่อวานซืนมาท้าทายลูกพี่จึงจะเข้าจัดการ แต่เสมาเรียกไว้แล้วหันไปรับคำท้า ทั้งคู่เดินไปที่กลางลานซ้อม ก่อนจะรับดาบสองมือมาจากทหารที่ซ้อมกันอยู่ ทหารทุกคนหยุดซ้อม หันมาดูทั้งคู่เป็นตาเดียว เพราะโอกาสที่จะได้เห็นเพลงดาบของเสมานั้นไม่ง่ายนัก

“ฟังว่าเพลงดาบวัดพุทไธสวรรย์ของท่านเจ้าคุณเป็นเอกในแผ่นดิน ครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อน ได้ตัดหัวแม่ทัพข้าศึกมามากนัก วันนี้ช่างเป็นบุญของข้าพระเจ้าเหลือ” จมื่นศรีสรรักษ์ควงดาบบุกจู่โจมเสมา

เสมาโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันอย่างดุเดือด

สินเห็นจมื่นศรีสรรักษ์รับท่าไม้ตายของเสมาได้ ก็นึกห่วงหันมาเปรยกับสมบุญว่า กลัวลูกพี่จะสู้แรงคนหนุ่ม ไม่ไหว แต่สมบุญรีบค้านเพราะมั่นใจว่าเสมามีฝีมือเหนือกว่าและต้องเป็นฝ่ายชนะ

ขาดคำเสมาก็พลิกตัวหลบดาบ แล้วใช้ด้ามดาบของตนทุบใส่ข้อมือจมื่นศรีสรรักษ์จนดาบหลุดมือ ก่อนจะใช้ดาบอีกเล่มฟันใส่ กะเอาดาบจ่อคอเพื่อให้ยอมแพ้ แต่ทันใดนั้น ขณะที่ดาบของเสมากำลังจะถึงคอของจมื่นศรีสรรักษ์ ก็หักสะบั้นลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...สร้างความฉงนให้กับเสมายิ่งนัก

จมื่นศรีสรรักษ์รีบพลิกตัวหลบฉากออกมาได้ เขาส่งยิ้มกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้พลางเอ่ยว่า

“ดาบซ้อมนี่ช่างเปราะนัก หากเป็นดาบแสนศึกพ่ายของท่านเจ้าคุณ เราสองคงสนุกกันได้มากกว่านี้” ครั้นว่าแล้ว จมื่นก็รีบเดินเลี่ยงไปด้วยเจ็บใจที่เสียเชิง

เสมามองตามแล้วชำเลืองมองดาบหักในมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ooooooo

ในตอนเย็น เสมากลับมาถึงบ้าน เห็นลูกชายกับลูกสาวที่เกิดจากเรไรวิ่งเล่นอยู่กับศรีเมืองและพิณที่ลานหน้า บ้าน เรไรออกมาต้อนรับสามีแล้วสั่งให้บ่าวไพร่จัดสำรับ

เสมาเข้ามานั่งกินอาหารเย็นกับเรไร พลางบอกเล่าเรื่องจมื่นศรีสรรักษ์ให้ฟัง

“จมื่นศรีผู้นี้มีทั้งฝีมือ ปัญญาแลความกล้า ผิดผู้คนทั้งปวง แต่อายุเพียงสิบเจ็ดยังขนาดนี้ ข้าพระเจ้าไม่กล้าคิดเลยว่าเติบใหญ่ขึ้นจะเป็นเช่นไร”

“แล้วเสมาว่าจะดีหรือร้ายเล่า”

“ข้าพระเจ้าคาดเดาไม่ได้เลย แต่ข้าพระเจ้าสังหรณ์ใจนัก ว่าสักวัน จมื่นศรีสรรักษ์ผู้นี้จะกุมชะตาสำคัญของบ้านเมืองไว้เป็นแน่” เสมามีสีหน้าหนักใจปนวิตกกังวล

เวลาเดียวกัน ขันเดินโอบเอวบัวเผื่อนเมียรักออกมาส่งพุฒที่หน้าเรือน ด้วยพุฒมาชักชวนขันให้ไปเข้ารับใช้พระอินทราชาด้วยกัน ขันอยากกลับรุ่งเรืองอีกครั้งจึงตอบตกลง

หลังจากพุฒกลับไปแล้ว บัวเผื่อนก็เตือนสามีให้ระวังเพื่อนทุรยศอย่างพุฒให้ดี ขันว่า ยังจำได้ดีว่าพุฒทำอะไรกับตนไว้บ้าง แต่ที่ยอมกลับมาคบหากันอีกครั้งก็เพราะหวังจะร้อยไว้ใช้งานเท่านั้น

“แล้วคุณพระคิดจะเข้าสังกัดพระอินทราชาท่านจริงหรือ”

“จริงซี พระอินทราชาท่านมีน้ำพระทัยกว้างขวางนัก ผู้ใดภักดีก็จะได้ลาภยศมากโข แล้วฉันจะไม่ถวายรับใช้ท่านได้อย่างไร”

“แต่อย่างไรเสีย เจ้าฟ้าสุทัศน์มหาอุปราชท่านก็ต้องได้ขึ้นครองราชย์ตามกฎมณเฑียรบาล แล้วพระอินทราชาท่าน จะกล้าแย่งราชสมบัติเชียวหรือ”

“นั่นเป็นเรื่องอีกนานนัก เพลานี้คิดถึงแต่ลาภยศตรงหน้าไว้ก่อนเถิด หากถึงเพลานั้นจริง ฝ่ายใดชำนะเราค่อยเข้าข้างฝ่ายนั้นก็ยังไม่สาย” ขันยิ้มเจ้าเล่ห์

“คุณพระช่างเฉลียวฉลาดมีปัญญานัก ทำเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังรุ่งเรืองเช่นเดิม” บัวเผื่อนยิ้มชอบใจ

ขันหัวเราะร่วนโอบบ่าบัวเผื่อนไว้ ด้วยทั้งสองนิสัยไม่ผิดกัน ด้วยเห็นแต่ลาภยศโดยไม่มีความซื่อสัตย์แม้แต่น้อย ช่างสมกับเป็นสามีภรรยากันจริงๆ

ooooooo

หลายเดือนต่อมา

สินเดินหน้าหงิกนำสมบุญเข้ามาในแผงขายเหล้า พลางสั่งให้คนขายตวงเหล้ามาหนึ่งชั่ง สมบุญรีบปรามเพราะยังเช้าอยู่ และกลัวเพื่อนรักจะถูกเอื้อยแตงแพ่นกบาลอีก

“ก็ข้าทนไม่ไหวนี่หว่า แค้นใจอ้ายพวกอกตัญญูนัก เพียงแค่เขาเอาทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์มาล่อ ก็แห่กันไปรับใช้ ช่างไม่คิดถึงพระมหากรุณาธิคุณของเจ้าฟ้าสุทัศน์มหาอุปราชบ้างเลย”

“สมเด็จเจ้าฟ้าท่านทรงพระปรีชาสามารถก็จริง แต่ทรงมีพระเมตตาเกินไป ผู้ใดทูลเตือนก็ไม่ทรงเชื่อว่าพระอนุชาท่านคิดการใหญ่ แล้วจะให้ข้ารับใช้อย่างเราทำเช่นไร”

ขณะนั้นเอง ขันและพุฒก็เดินคุยกันมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโดยมีลูกน้องสามสี่คนล้อม หน้าล้อมหลัง พุฒเหลือบเห็นสินและสมบุญ จึงชวนขันเข้าไปทักทาย แต่กลับโดนสินตวาดใส่ว่าเป็นพวกอกตัญญู

“กระไรวะ ข้าทักทายโดยดี เพราะเห็นว่าคุ้นเคยกันมานานกลับมาด่ากันเช่นนี้ เป็นถึงออกหลวงแล้ว แต่ยังไม่ทิ้งสันดานไพร่” พุฒตอกกลับ

“ถึงกูเป็นไพร่ ก็ยังซื่อสัตย์มีนายเดียว ไม่คิดคดกบฏเหมือนมึงดอกโว้ยอ้ายพุฒ”

ขันเห็นท่าไม่ดีเรียกให้สมบุญช่วยปรามสิน “ปรามเพื่อนเสียบ้างเถิดหลวงวิสูทธ์ อย่ามาเที่ยวปากพล่อยกล่าวหาคนเป็นกบฏเช่นนี้”

สมบุญเบะปากใส่แล้วสวนทันควัน “กลัวรึ คนเราทำกระไรย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ซ่องสุมผู้คนเกลี้ยกล่อมเหล่าขุนนาง มีหรือจักคิดดีได้”

“ไปกันเถิดหลวงราม อย่าต่อล้อต่อเถียงกับอ้ายพวกต่ำช้าเช่นนี้เลย อีกไม่นานเท่าใด เงาหัวพวกมันก็ไม่มีแล้ว” ขันดึงพุฒออกไป แต่สินยังปากดีด่าตามหลัง

“กว่าเงาหัวพวกกูจะไม่มี ก็ยังอีกหลายปีนัก แต่หากพวกมึงยังอยู่ให้กูเห็นหน้า เงาหัวพวกมึงจะขาด ประเดี๋ยวนี้”

“มึงกล้าท้ากูหรืออ้ายสิน” พุฒหันมา

“ไม่ใช่แค่ท้า แต่กูยังทำมาแล้ว จำไม่ได้แล้วหรือ เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่พวกมึงโดนโจรซุ่มทำร้ายจนสาหัส ต้องรักษาตัวอยู่นานเดือน ยังจำรสดาบของอ้ายสมบุญ แลรสทวนของกูได้แล้วหรืออ้ายขันอ้ายพุฒ”

“ฝีมือพวกมึงเองรึ” ขาดคำพุฒกับขันก็ตรงเข้าเล่นงานสินกับสมบุญ

พวกลูกน้องขันชักดาบตรงเข้าช่วยรุมทำร้ายสมบุญกับสิน สองเกลอใช้ข้าวของต่างๆที่พอหาได้ เป็นอาวุธสู้กับดาบของลูกน้องขัน จนพวกมันสิ้นท่าต้องล่าถอยออกไป พุฒกับขันเจ็บใจเข้ามาเล่นงานสมบุญและสินด้วยตัวเอง จังหวะหนึ่ง พุฒเหลือบไปเห็นดาบของลูกน้องที่ตกอยู่บนพื้นเลยคว้าดาบขึ้นมาแทงสมบุญถูก ที่สีข้างเลือดอาบ พุฒได้ใจจะแทงซํ้าหวังเอาชีวิต แต่สมบุญจับข้อมือพุฒไว้ได้ทัน และด้วยความโมโห เขาจึงจับข้อมือพุฒบิด แล้วเอาดาบในมือพุฒแทงใส่ท้องของพุฒตายคาที่

ขันที่กำลังวาดแม่ไม้มวยไทยอยู่กับสินหันมาเห็นพุฒขาดใจตายก็ตกใจ ทำให้สินได้โอกาสต่อยเข้าเต็มๆหน้า ขันไม่ทันระวังล้มทั้งยืนหัวฟาดพื้นแน่นิ่งไปทันที สินตามขึ้นไปนั่งคร่อมร่างขัน แล้วรัวหมัดใส่ จนหน้าตาขันแตกยับแทบจำไม่ได้

เมื่อสองเกลอได้สติก็พบว่า ขันนอนแน่นิ่งไป ส่วนพุฒตายคาที่ สมบุญนึกกลัวความผิดหันมาบอกกับสินว่า ครานี้ท่าจะแย่

ooooooo

เมื่อเรื่องถึงหูเสมา เขารีบมาดูอาการขัน ก็เห็นขันนอนตาเบิกโพลงอยู่ในห้องใน แลชักกระตุกเป็นระยะๆ ขยับร่างกายไม่ได้ ที่ศีรษะขันพันผ้าไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลจากการชกของสิน

ดวงแขยืนมองพี่ชายสีหน้าเศร้า เธอหันมาเห็นเสมาก็ร้องทักว่า ท่านเจ้าขุน ส่วนบัวเผื่อนหันมามองพร้อมพาลใส่ “ดูเสียให้เต็มตา ฝีมือศิษย์คนโปรดของท่านเจ้าคุณทั้งสิ้น สมแก่ใจแล้วซี”

“แม่บัวเผื่อน สงบจิตสงบใจเสียบ้างเถิด ท่านเจ้าคุณมิได้เกี่ยวข้องกระไรด้วย มาพาลเช่นนี้ ควรแล้วหรือ”

“ไม่เป็นกระไรดอก แม่บัวเผื่อนกำลังเสียใจ อย่าตำหนิเลย แม่บัวเผื่อน ฉันกับคุณพระคืนดีกันมานับสิบปี ไม่เคยมีเหตุให้หมางใจกัน แต่การกลับเป็นเช่นนี้ ฉันเองก็เสียใจนัก แต่แม่บัวเผื่อนวางใจเถิด ฉันไม่เข้าข้างออกหลวงทั้งสองดอก ทุกประการต้องเป็นไปตามอาญาบ้านเมือง”

“ต่อให้ได้รับโทษตามอาญา แล้วคุณพระของฉันจักหายรึ ตายไม่ตายเป็นไม่เป็น ทรมานไปจนตาย” บัวเผื่อนปล่อยโฮ

เสมาตกใจรีบถามอาการกับหมอ ท่านหมอว่า อาการของคุณพระหนักหนานักเกรงว่าถึงหาย ก็คงไม่พ้นพิการ ขันที่นอนนิ่งได้ฟังก็ถึงนํ้าตาไหลลงอาบแก้ม แต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้แม้แต่น้อย

เสมาสลดใจเป็นที่สุด เขารับปากจะช่วยเหลือบัวเผื่อนอย่างเต็มที่แล้วขอตัวกลับ

ดวงแขเดินมาส่งเสมาที่หน้าเรือนพลางปรารภ ว่าพี่ชายของเธอกับสินและสมบุญ คงทำกรรมร่วมกันมา จึงเป็นเหตุให้ต้องตามมาล้างผลาญกันเช่นนี้

เสมาได้ฟังก็แปลกใจ เปรยว่า ตนไม่เคยได้ยินแม่หญิงพูดแบบนี้มาก่อนเลย

“ท่านเจ้าคุณเห็นฉันเป็นคนถือพยาบาทนักหรือเจ้าคะ”

ไม่ถึงขั้นนั้นดอก แต่แม่ดวงแขที่ฉันรู้จัก เป็นคนใจคอแข็งนัก แลไม่ใช่คนยอมแพ้กระไรโดยง่าย ดังเช่นที่แม่ครองตัวอยู่คนเดียวจนถึงบัดนี้อย่างไรเล่า”

“ที่ฉันครองตัวไม่ได้ออกเรือน หาใช่เพราะยังฝังใจเรื่องท่านเจ้าคุณกับแม่เรไรอยู่ดอกเจ้าค่ะ หากแต่อยู่เช่นนี้ฉันสุขสบายนัก จึงไม่อยากออกเรือนไปหาความลำบาก”

“แม่ดวงแขรู้หรือไม่ ว่าฉันรอคำพูดนี้มาสิบกว่าปีแล้ว เพราะฉันสำนึกตนว่ากระทำผิดต่อแม่ดวงแข เป็นเหตุให้แม่ไม่ยอมออกเรือน พอได้ยินจากปากแม่เช่นนี้ ไม่ต่างจากได้ฟังคำอโหสิเลยเทียว”

“ฉันขอส่งท่านเจ้าคุณเพียงนี้แล้วกัน” ดวงแขตัดบท เธอรีบยกมือไหว้ลา

เสมารับไหว้พลางส่งยิ้มให้ก่อนเดินกลับออกไป ดวงแขมองตามสีหน้าขรึมรำพึงกับตัวเองว่า

“ฉันไม่ได้ผูกใจเจ็บแล้วก็จริง แต่ใจฉันยังไม่เคยลืมเลือนท่านได้เลย”

ooooooo

เสมากลับมาถึงบ้านก็พบจำเรียงกับเอื้อยแตงมารอฟังข่าวสามีอยู่ เสมาเห็นใจทั้งสอง แต่จำต้องบอกออกไป

“อ้ายสมบุญถูกแทงที่สีข้าง เพลานี้ปลอดภัยแล้ว แต่เรื่องคดีความ แม้จะมีพยานเห็นกันทั้งตลาดว่าวิวาทกันเองแลอ้ายขันใช้พวกมากกว่าเข้ากลุ้มรุม แต่ด้วยอ้ายพุฒถูกแทงจนตาย อย่างไรเสียก็คงต้องถูกถอดจากตำแหน่งหลวง แลจำคุกไม่ตํ่ากว่าสามปีเป็นแน่”

“ถูกถอดจากยศหลวงก็หาเป็นกระไรไม่ ฉันกับแม่จำเรียงมีเงินทองมากโขอยู่ แต่ลูกฉันเล่า ลูกจะไม่ได้เห็นหน้าพ่ออีกนานปีเชียวหรือ” เอื้อยแตงปล่อยโฮลั่น

“หลวงรามพิชัยก็ตายแล้ว พระพิเดชสงครามเล่าเจ้าคะ เพลานี้เป็นกระไรบ้าง ท่านเจ้าคุณไปเยี่ยมมาแล้วหรือไม่” เรไรซัก

“ไปมาแล้ว อ้ายขันสาหัสนัก แม้จักไม่ตายก็ต้องพิการเป็นแน่ แลเหตุวิวาทครานี้ ยังลุกลามไปอีกมากนักจนความทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณแล้ว”

“ถึงพระพุทธเจ้าอยู่หัวเชียวหรือเจ้าคะ แล้วเป็นกระไรบ้างเจ้าคะ” ศรีเมืองตกใจ

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า เหตุเกิดจากพระอินทราชากระทำการไม่บังควร เหล่าขุนนางจึงแตกแยกกัน เลยมีรับสั่งให้พระอินทราชาทรงผนวชเป็นภิกษุสงฆ์แล้ว” เสมาถอนใจ สงสารสินและสมบุญ อีกทั้งสลดใจกับการแย่งชิงอำนาจ จนนึกเบื่อหน่ายขึ้นมา

ooooooo

เอื้อยแตงกับจำเรียงมาเยี่ยมสินกับสมบุญที่คุกหลวง

ทั้งสองพูดให้กำลังใจสามีและสัญญาว่าจะดูแลลูกๆอย่างดีเพื่อรอวันกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง สินกับสมบุญนํ้าตาเอ่อรับปากเมียรักว่า ต่อไปภายหน้าจะอดกลั้น ระงับโทสะให้อยู่ แลจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาพรากตนไปจากเมียแลลูกได้อีกเป็นอันขาด แล้วทั้งสองคู่ก็กอดกันแน่นทั้งนํ้าตา เสียใจที่เกิดเรื่องราวขึ้น แต่นับว่ายังโชคดี ที่มีความหวังได้มาอยู่ด้วยกันอีก

เวลาเดียวกัน เสมาเข้าไปนั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ เขาได้ยินคำสอนของพระครูขุนดังแว่วมา

“เสมาเอ๋ย โลกเรานี้ไม่มีกระไรเที่ยงแท้ดอก ดูแต่ตัวเจ้าเถิด แต่เล็กก็มาอยู่ที่วัด แล้วก็จากไปเป็นทหาร มีอำนาจวาสนารุ่งเรือง แต่ยามเกิดทุกข์ เจ้าก็ยังกลับมาที่วัดอีก ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่หมุนเวียนเปลี่ยนไป ไม่มีกระไรแน่นอน ดุจดังดวงตะวันที่ลับหายไปจากขอบฟ้า แลรอคอยเพลารุ่งอรุณอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ เช่นเดียวกับชีวิตของมนุษย์” เสมาลืมตาขึ้นพลางครุ่นคิดหาทางออก

หลายวันต่อมา เสมาชวนเรไรออกไปพายเรือเล่นเพื่อให้เธอเก็บดอกบัวมาบูชาพระ แต่เมื่อเห็นแม่หญิงไม่ยอมรามือง่ายๆ จึงเอ่ยถาม

“ใช้บูชาพระ ไม่กี่ดอกก็พอแล้ว แม่หญิงจะเก็บดอกบัวไปทำกระไรมากมาย”

“ไม่ได้ดอก นานปีนักกว่าออกญาแม่ทัพใหญ่จะพายเรือให้ฉันนั่ง ฉันต้องเก็บเสียให้คุ้ม”

“แม่หญิงไม่บอกก่อน ข้าพระเจ้าเต็มใจพายเรือให้แม่หญิงทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว”

“ฉันไม่ใช่รุ่นสาวแล้ว ยังจะเรียกแม่หญิงอีกหรือ”

“ไม่ใช่รุ่นสาวกระไรกัน วันที่แม่ทำจำปีพลัดมือให้ เสมาเก็บมาดมเป็นเช่นไร วันนี้แม่ก็งามไม่ต่างกันเลย”

“ปากหวานนัก มีหญิงใดเคยบอกหรือไม่ ว่าหนึ่งปากของออกญาท่าน ยังร้ายกาจกว่าดาบสองมือเสียอีก”

“หากจะมีก็มีแม่ศรีเมืองคนเดียวเท่านั้น หญิงอื่นไม่มีแล้ว เสมาไม่กล้า”

เรไรมองหน้าเสมาแล้วหลุดหัวเราะออกมา แต่เสมากลับทำหน้าขรึม เอ่ยถามว่า “แม่หญิง หากสิ้นพระบารมีขององค์พระพุทธเจ้าอยู่หัวแล้ว ข้าพระเจ้าจะลาออกจากราชการเสีย แม่หญิงเห็นเป็นเช่นไร”

“เหตุใดมากล่าวถึงเรื่องนี้เล่า”

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงมีบุญคุณท่วมหัวเสมา แม้นตายแล้วเกิดใหม่ก็ทดแทนไม่หมด แต่ข้าพระเจ้าเบื่อหน่ายการช่วงชิงอำนาจนัก อ้ายสินอ้ายสมบุญต้องเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่เพราะการช่วงชิงอำนาจดอกรึ ช่วงชิงในสิ่งที่ตายไปก็เอาไปไม่ได้ เห็นแล้วให้สลดใจนัก”

“เสมาใจตรงกับฉัน ฉันเองก็อยากให้เสมาออกจากราชการเช่นกัน บัดนี้เราไม่ต้องการกระไรอีกแล้ว จะวนเวียนกับกิเลสให้เกิดทุกข์ไปทำกระไร สู้อยู่เป็นสุขเช่นนี้ไม่ได้”

เสมายิ้มบางๆ สุขใจที่เรไรเห็นตรงกับตน ทั้งคู่พายเรือเก็บดอกบัวไปพลางหยอกล้อกันไปพลางอย่างมีความสุข

ooooooo

เสมาเดินจูงมือเรไรกลับมาที่บ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ศรีเมืองกับลูกๆของเสมายืนรออยู่ เห็นทั้งคู่กลับมาก็วิ่งเข้าไปหา

เสมาอุ้มลูกสาวเอาไว้ ส่วนเรไรโอบบ่าลูกชายพลางพูดคุยก่อนจะจูงมือพาเดินขึ้นบ้าน แต่ลูกชายยื่นมืออีกข้างไปจูงมือศรีเมืองให้เดินไปพร้อมๆกัน

เสมาส่งยิ้มพอใจ ขณะที่เรไรและศรีเมืองหันมายิ้มแย้มให้กัน แล้วพากันเดินตามเสมาขึ้นเรือนไปอย่างมีความสุข

ช่วงปลายรัชกาล เจ้าฟ้าสุทัศน์พระมหาอุปราช สิ้นพระชนม์ ทำให้สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเสียพระทัยมากจนเสด็จสวรรคต เหล่าขุนนางจึงทูลเชิญเจ้าฟ้าศรี–เสาวภาคย์ขึ้นครองราชย์ แต่จมื่นศรีสรรักษ์ได้นำกำลังทหารบุกเข้าปลงพระชนม์แล้วทูลเชิญพระอินทราชาลาผนวชมาขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า  “พระเจ้าทรงธรรม”

หลังจากพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต จมื่นศรีสรรักษ์ได้ปลงพระชนม์พระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรม แล้วปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า “พระเจ้าปราสาททอง”

ส่วนเสมา หลังจากสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคต เข้าได้ลาออกจากราชการแล้วบวชตามที่ตั้งใจไว้เป็นเวลาสองปี ครั้นลาผ้าเหลืองก็ออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข

ooooooo

–อวสาน–

ตอนที่ 15

เรไรนั่งพับเพียบร้อยมาลัยดอกจำปีอยู่หน้าเรือน พิณคอยช่วยอยู่ใกล้ๆ นางผู้รับใช้อดใจไม่ได้ จึงเอ่ยถามเจ้านายเรื่องเสมา ด้วยข้องใจว่า ในเมื่อแม่หญิงถอนหมั้นกับหลวงณรงค์แล้ว ก็น่าจักไม่มีกระไรมาขวางทางรักได้อีก แต่เหตุใด เรื่องราวความรักจึงไม่ลงเอ่ยสักที

เรไรชะงักพูดสวนขึ้นมา “พูดมากเสียจริงพิณ ที่แท้ฉันหรือเจ้าผู้ใดเป็นนายเป็นบ่าวกันแน่”

ตอนที่ 14

กลางแสงแดดบ่าย ศรีเมืองชวนเอื้อยแตงออกมาเดินตลาด และชวนคุยเรื่องความรักของสิน หวังช่วยทำคะแนน พลันสายตาเหลือบไปเห็นสินที่เมามาย นั่งคุยอยู่กับแม่ค้าคนสวย ท่าทางสนิทสนม

เอื้อยแตงหึงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เธอตรงเข้าไปตบหน้าสินพลางต่อว่า สินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พยายามจะชี้แจงแต่เอื้อยแตงไม่รับฟัง เพราะลมหึงขึ้นหน้า เธอตบหน้าสินอีกครั้งก่อนจะผลักตกน้ำไป แล้วผละหนี

“นี่มันกระไรกันแม่ศรีเมือง ฉันกระทำชั่วกระไร แม่เอื้อยแตงถึงโกรธเคืองถึงเพียงนี้” สินว่ายน้ำเข้ามาถามศรีเมือง

ศรีเมืองอมยิ้มพอจะอ่านใจเอื้อยแตงออก เธอบอกให้สินตามไปอธิบายกับเอื้อยแตงที่กำลังหึงหวงสินกับแม่ค้าคนสวยในตลาด

สินหายเมาเป็นปลิดทิ้ง เมื่อรู้ว่าเอื้อยแตงคิดอย่างไร เขาตามไปชี้แจง แต่เอื้อยแตงไม่ยอมรับฟัง เพราะกำลังโกรธ สินจึงอุ้มเธอขึ้นมาพลางขู่ว่า หากไม่ยอมรับว่ามีใจให้ จะอุ้มแม่นางไว้ หรือไม่ก็พาเข้าหอเสียเลย

เอื้อยแตงกรี๊ดลั่น ทั้งทุบตี ทั้งด่าสินสารพัด จนพวกชาวบ้านในตลาดหันมอง สินได้โอกาสตะโกนบอกทุกคน “พี่ป้าน้าอา แม่เอื้อยรับรักฉัน ยอมเป็นเมียฉันแล้ว”

“อ้ายสิน อ้ายปากเสีย ปล่อยข้า” เอื้อยแตงอาย ทั้งทุบ หยิก และบีบคอ

สินร้องลั่นด้วยความเจ็บ ต้องปล่อยเอื้อยแตง แม่สาวปากกล้าเขินอาย วิ่งหนีกลับบ้าน สินมองตามพลางส่งยิ้มดีใจที่ความรักทำท่าจะถึงฝั่งฝัน

ooooooo

หลังกรุงศรีอยุธยามีชัยเหนือเมืองละแวก และปราบกบฏที่เมืองตะนาวศรีได้สำเร็จ ได้สะสมเสบียงและกำลังพลที่เมืองเมาะลำเลิง เพื่อจะทำศึกกับหงสาวดีต่อไป...

บรรดาหัวเมืองใหญ่น้อย ทั้งสิบเก้าแคว้นไทยใหญ่ พสิม เมาะตะมะ หรือแม้กระทั่งตองอู ต่างเกรงอำนาจของกรุงศรีอยุธยา พากันเข้ามาสวามิภักดิ์

หลายเดือนต่อมา พระเจ้าเชียงใหม่มาขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อขอร่วมรบกับหงสาด้วย และทูลเตือนให้ทั้งสองพระองค์ทรงระวังพระสังกทัตอุปราชแห่งตองอู แม้จะเป็นนัดดาของพระองค์ แต่ก็ไม่อยากให้วางพระทัย

ooooooo

หลังปลูกเรือนหลังใหม่ใหญ่โตโอ่อ่าสมฐานะแล้ว สมบุญก็ขอให้จำเรียงมาเป็นแม่ศรีเรือน จำเรียงเขินอายออกปากว่า เธอเป็นหญิงไม่อาจตกปากรับคำสมบุญได้ ต้องสุดแล้วแต่พ่อ

“ข้อนั้นไม่ต้องกังวล ฉันจักทำให้ถูกธรรมเนียม บอกกล่าวแก่พ่อลุงมั่นเป็นแน่ สำคัญที่แม่ไม่รังเกียจ เดียดฉันท์ข้าทาสเก่าเช่นฉันก็พอ”

“แล้วฉันไม่เคยตกเป็นทาสหรือ เราสองไม่ต่างกันเท่าใด แล้วจักรังเกียจหัวหมื่นได้กระไร”

สมบุญยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะดึงตัวจำเรียงเข้ามากอดไว้แนบอก “นับแต่ที่ฉันได้กอดแม่จำเรียงไว้แนบอกเป็นคราแรก เมื่อคืนที่บุกไปช่วยแม่กับพี่เสมา ฉันก็เฝ้าฝันมาตลอดว่า จักได้กอดแม่จำเรียงเช่นนี้อีก แลกอดไว้จนสิ้นลมหายใจของอ้ายสมบุญ”

จำเรียงเขินอายหนัก เมื่อได้ยินสมบุญพูดถึงความหลัง จึงหยิกแก้เขิน

เวลาเดียวกัน สินนำเหล้าชั้นดีหลายไหมาเป็นของกำนัลให้แต้ม เมื่อแต้มเมาได้ที่ เขาก็เรียกให้พิณไปเชิญ ลำภู เรไร และเอื้อยแตงลงมา แล้วเอ่ยปากขอเอื้อยแตงไปเป็นแม่ศรีเรือนกับแต้มที่นอนเมากลิ้ง

แต้มสะดุ้งลุกขึ้น จ้องสินตาเขม็ง “เอ็งจักขอนังเอื้อยแตง ได้ซีวะ เอาไปเลย ข้ารำคาญปากมันเต็มทนแล้ว เอ็งเอาไปเลย” แต้มหัวเราะร่วนแล้วเอนร่างลงนอนต่อ

สินตบเข่าฉาด ดีใจสุดๆ ขอให้ทุกคนช่วยเป็นพยานว่า แต้มยกเอื้อยแตงให้ตนแล้ว เอื้อยแตงเท้าสะเอวจ้องหน้าสินด้วยความหมั่นไส้ สินรู้ตัวรีบชี้แจง

ตอนที่ 13

ดวงแขมาพบขันที่ประตูท้ายวัง เพื่อแจ้งข่าวว่า เสมายังไม่รู้เรื่องขันแอบเข้าหาแม่หญิงเรไร พลางแนะนำให้พี่ชายอยู่เฉยๆอย่าหาเรื่องใส่ตัวอีก

เธอให้รอจนหลวงรามเดชะกลับมา ค่อยเร่งสู่ขอแม่หญิงเพื่อให้เรื่องราวยุติ แต่ขันไม่วางใจกลัวว่าหลวงรามเดชะกับลำภูจะเอาเรื่อง ดวงแขนึกระอาที่พี่ชายไม่ได้ดั่งใจ จึงเสียงดังใส่เพราะรู้ดีว่าท่านอาทั้งสองเกรงเสียหน้ายิ่งกว่าสิ่งใด หาไม่คงรับเสมาเป็นเขยเสียนานแล้ว ขันนิ่งฟังและยอมทำตามคำแนะนำของน้องสาว

เวลาเดียวกัน เอื้อยแตงมารับแต้มที่เมาไม่รู้เรื่องกลับเรือน เสมากับมั่นเดินมาส่งพ่อเฒ่าที่หน้าเรือน ส่วนสินยืนรออยู่ที่หัวบันได แต้มหันมาลามั่น แล้วดึงมือเสมาให้จับมือเอื้อยแตง พลางฝากฝังให้ดูแลลูกสาว เสมาถึงกับหน้าเจื่อนเพราะเกรงใจสินที่มองเขม็งด้วยความหึงหวง

เอื้อยแตงทั้งโกรธทั้งอายตวาดใส่ “พ่อ ถ้าไม่หยุดพูด ฉันจะไม่พาพ่อมาที่เรือนพี่เสมาอีกแล้ว”

“กระไรของมันวะ” แต้มชักฉุนจะต่อว่าลูกสาว แต่มั่นเข้าไกล่เกลี่ยเพราะกลัวเรื่องบานปลาย แล้วเรียกให้สินกับสมบุญไปส่งสองพ่อลูก

“ได้เลยจ้ะ ฉันจะไปส่งให้ถึงเรือนเลย” สินรีบอาสา

เอื้อยแตงหันมาตวาดสินว่า เธอกับพ่อกลับเองได้ไม่ต้องวุ่นวาย สินน้อยใจเดินหน้าจ๋อยออกไป เอื้อยแตงแอบมองตามสินด้วยความรู้สึกผิด

ooooooo

เอื้อยแตงเดินประคองแต้มมาถึงกลางทาง พ่อเฒ่าขอแวะปลดทุกข์ก่อน แต่ยังไม่ทันได้ปลดผ้าขาวม้าที่คาดเอว ก็ร้องลั่นเพราะถูกงูกัด

เอื้อยแตงตกใจทำอะไรไม่ถูก สินที่ตามมาห่างๆรีบเข้ามาช่วย เขาใช้ผ้าขาวม้ามัดเหนือปากแผลไว้ ก่อนจะใช้มือบีบเค้นเลือดที่แผลออกมา จากนั้นก็อุ้มแต้มไปส่งที่เรือนหลวงรามเดชะเพื่อให้เรไรช่วยหาหยูกยามาใส่ เพื่อถอนพิษงู

“ยานี้ชะงัดนัก พอกติดกัน 3 วัน ไม่ว่าพิษงูกระไร ก็หายได้ทั้งสิ้น พิณ ประเดี๋ยวให้บ่าวไพร่ผลัดกันเฝ้าอาแต้มไว้ หากเป็นพิษงู คืนนี้อาแต้มคงได้ไข้เป็นแน่” เรไรหันมากำชับพิณหลังจากใส่ยาให้อา

“ฉันจักเฝ้าพ่อด้วย ประเดี๋ยวแม่พิณช่วยสอนฉัน ว่าต้องทำกระไรบ้าง” เอื้อยแตงขออาสา แล้วหันไปยกมือไหว้เรไร “ขอบพระคุณแม่หญิงนักหากไม่ได้แม่หญิงครานี้ พ่อคงไม่รอดเป็นแน่”

“ไม่ต้องขอบพระคุณฉันดอก อย่างไรอาแต้มก็เป็นอาฉัน ควรที่ฉันต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว หากจักขอบพระคุณ แม่เอื้อยก็ไปขอบพระคุณพันทิพเถิด ถ้าไม่ได้ท่านช่วยไว้ก่อน ถึงยาจะดีเพียงใดก็ช่วยไม่ได้ดอก”

เอื้อยแตงหน้าขรึมลง รู้สึกผิดกับสิน เธอลุกไปขอบคุณชายหนุ่มที่ยังนั่งรออยู่หน้าเรือน จึงได้รู้ว่าเขาแอบตามเธอมาตั้งแต่ออกจากบ้านเสมาแล้ว เอื้อยแตงละอายใจยิ่งนัก บอกกับสินว่า อย่าดีกับเธอเช่นนี้เลย เพราะทำให้เธอยิ่งรู้สึกผิดที่ทำให้คนดีๆอย่างเขาต้องเสียน้ำใจ

สินหน้าสลด ถามเอื้อยแตงว่ายังหวังในตัวพี่เสมาอีกหรือ เพราะตนเชื่อว่า ต่อให้พี่เสมาไม่มีใคร ก็ไม่มีทางรับรักเอื้อยแตงแน่ แม่สาวเอื้อยแตงหงุดหงิดใจยิ่งนัก ขณะที่สินจ้องหน้าสาวนิ่งคิดหาวิธีให้เธอตัดใจ

ooooooo

เช้าวันใหม่ ข้าหลวงคนหนึ่งเข้ามายื่นกำไลกับจดหมายให้ดวงแข บัวเผื่อนยืนอยู่ใกล้ๆอย่างสอดรู้สอดเห็น นางข้าหลวงว่า มีพวกองครักษ์ฝากเธอมาให้แม่หญิง เพราะเกรงผิดกฎฝ่ายใน จึงยืนรออยู่ที่หน้าตำหนัก

ดวงแขยิ้มดีใจเอียงอายถามว่าใครกัน บัวเผื่อนชิงตอบแทนว่าคนที่กล้าฝากของมาให้ดวงแขคงมีแค่คนเดียว แม่หญิงยิ้มพอใจรีบเปิดจดหมายอ่าน พบว่าเป็นกลอนเกี้ยวพาราสี ก็ยิ่งเขินอายหนักขึ้น แลมั่นใจว่าต้องเป็นของเสมาแน่จึงเดินออกไปพบ แล้วพลันชะงัก เมื่อคนที่รออยู่เป็นหมื่นจิตรเสน่หา

“แม่หญิงได้กำไลแลจดหมายของข้าพระเจ้าแล้ว เห็นเป็นเช่นใดหรือ” หมื่นจิตรส่งยิ้มปลื้มเมื่อเห็นดวงแขสวมกำไลที่ตนมอบให้

ดวงแขตะลึง คิดไม่ถึงว่าหมื่นจิตรจะมาจีบ เธอตวาดใส่หมื่นจิตรว่าอย่ามายุ่งกับเธออีก แล้วยัดจดหมายกับกำไลใส่มือคืนให้ ก่อนเดินเชิดออกไป

หมื่นจิตรหน้าเจื่อนเดินคอตกไปปรับทุกข์กับเสมาด้วยไม่เข้าใจว่า เหตุใดดวงแขต้องโกรธเคืองตนขนาดนี้ด้วย

“หมื่นจิตรอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย ฉันบอกแล้ว ว่าแม่หญิงดวงแขเป็นคนไว้ตัวนัก มิใช่จะมีใจให้ผู้ใดโดยง่ายดอก ของใดที่ได้มายาก ย่อมสูงค่าไม่ใช่หรือ” เสมาให้กำลังใจ

หมื่นจิตรคิดตามแล้วยิ้มได้ “จริงดังคำออกขุนท่าน ฉันไม่บังควรท้อใจเลย น่าจะพากเพียรเพื่อให้ได้หญิงเช่นนี้มาเป็นศรีเรือนมากกว่า”

เสมายิ้มรับเอาใจช่วยเพราะตนจะได้หายอึดอัดใจเรื่องดวงแขเสียที แล้วสินก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาตามเสมาบอกว่ามีโจรบุกปล้นเรือนขุนรามเดชะแลพา ตัวแม่หญิงเรไรกับเอื้อยแตงลงเรือหนีไปแล้ว คิดว่าคงไปขึ้นฝั่งที่ท่าตะโก

เสมาตกใจมาก ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกลางวันแสกๆ เขาหันไปหยิบดาบคู่ใจ เร่งควบม้าออกไปตามล่าพวกโจร

ooooooo

เสมาตามมาทันพวกโจรที่ท่าน้ำ เห็นพวกมันคุมตัวผู้หญิงสองคนคลุมหน้าคลุมตาขึ้นมาจากเรือ เอื้อยแตงดิ้นรนจนผ้าคลุมหน้าหลุดออก เธอเห็นเสมายืนอยู่ก็ดีใจร้องให้ช่วย

เสมาชักดาบคู่ออกจากฝัก แล้วกระโจนเข้าใส่พวกโจรคลุมหน้า พวกโจรรู้ว่าสู้ไม่ได้แน่จึงหันไปคว้าตัวเอื้อยแตงมาเป็นตัวประกัน เสมากลัวสองสาวจะเป็นอันตรายจึงต่อรองให้พวกโจรปล่อยแม่หญิงทั้งสองไปก่อน

“เอ็งห่วงใยนังสองคนนี่นัก ดูท่าคงเป็นเมียเอ็งกระมัง เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะปล่อยนังนี่คนใดคนหนึ่ง เอ็งเลือกเอาเถิดว่ารักผู้ใดมากกว่ากัน” โจรตอบด้วยน้ำเสียงแปร่งๆ

เสมาขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ แต่หาช่องว่างเข้าไปช่วยสองสาวไม่ได้จึงถ่วงเวลาร้องถามกลับไป

“เอ็งรักษาสัตย์หรือไม่”

“ถึงข้าเป็นโจร ก็มั่นคงในวาจานัก เอ็งอย่าห่วงเลย เลือกมาเถิดว่าจะช่วยผู้ใด”

เสมาหันไปมองสองสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ใช้ความคิดแล้วชี้ไปที่เอื้อยแตง โจรหัวเราะเอ่ยถามเสมาว่า ที่แท้เขารักนางคนนี้หรือกระไร

“ข้ารักเอื้อยแตงเสมอด้วยน้อง จึงไม่อยากเห็นมันมีภัย แต่ข้ารักแม่หญิงเรไรเสียยิ่งกว่าชีวิตของข้า ข้าไม่อาจให้แม่หญิงละสายตาไปได้ แม้ชั่วอึดใจ หากพวกเอ็งพาแม่หญิงไป ข้าก็จะไปด้วย หากพวกเอ็งทำร้ายแม่หญิง ข้าจะฆ่าพวกเอ็งเสีย แล้วฆ่าตัวตายตาม เพราะหากไม่มีแม่หญิงเรไร ข้าก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้”

ทุกคนพากันอึ้ง เอื้อยแตงน้ำตาคลอเบ้า เมื่อรู้ว่า เสมายังคงรักมั่นต่อเรไรไม่เสื่อมคลาย และเธอเป็นได้แค่น้องสาวเท่านั้น

“เห็นแจ้งแล้วกระมังแม่เอื้อยแตง ฉันพูดผิดหรือไม่ พี่เสมาไม่เคยคิดกับแม่เอื้อยแตงเป็นอื่นดอก” สินเดินออกมาจากที่ซ่อน

เอื้อยแตงร้องไห้โฮเสียใจสุดๆวิ่งหนีออกไป เสมาหันไปทางกลุ่มโจร สมบุญ จำเรียง และทหารในสังกัดสมบุญเปิดผ้าคลุมออก

“นี่มันอะไรกัน” เสมามองทุกคนอย่างเอาเรื่อง

สมบุญ สิน และจำเรียงเข้ามาอธิบายว่า พวกตนจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพื่อให้เอื้อยแตงยอมตัดใจ ให้เจ็บคราเดียวดีกว่าเรื้อรัง เสมาฟังแล้วอึ้งยอมจำนนด้วยเหตุผล

ooooooo

เรไรเดินผ่านมาเห็นเอื้อยแตงนั่งร้องไห้อยู่ในศาลาก็รีบถามว่า เกิดอะไรขึ้น แม่สาวแสบรีบเช็ดน้ำตาพลางปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แต่เรไรไม่เชื่อ เธอเกลี้ยกล่อมให้เอื้อยแตงบอกความจริง เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือ

เอื้อยแตงสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจของเรไร จึงเอ่ยว่าแค่คิดถึงแม่ที่ด่วนสิ้นบุญไปเร็วนัก

ตอนที่ 12

ครั้นทหารให้สัญญาณเริ่มประลอง เสมาชิงบุกก่อนเพื่อความได้เปรียบ

ขุนจำนงตั้งหลักได้ก็โต้กลับ ทั้งสองบุกเข้าใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไม่นานนักเสมาได้โอกาสปัดทวนของขุนจำนงหลุดมือไป ก่อนจะใช้ปลายทวนชี้หน้าเป็นการแสดงชัยชนะ ท่ามกลางเสียงเงียบกริบ เพราะไม่มีใครคิดว่าตะพุ่นหญ้าช้างจะชนะนายทหารได้

ตอนที่ 11

เช้าวันใหม่ ศรีเมืองนั่งปรับทุกข์กับบัวเผื่อนเรื่องเรไรกับดวงแข

ศรีเมืองห่วงเพื่อนรักจักต้องมาแตกกัน บัวเผื่อน บอกว่า ใจดวงแขร้ายกาจนัก ควรแล้วที่เรไรจะได้รู้ความจริง ศรีเมืองนิ่งคิดแล้วเริ่มคล้อยตาม

ส่วนเรไร เธอนั่งร่ำไห้เสียใจ เมื่อรู้ความจริงจากปากพ่อ ลำภูเข้าไกล่เกลี่ยว่าพ่อทำไปด้วยหวังดี ไม่อยากให้ลูกออกเรือนไปกับตะพุ่นหญ้าช้างต่ำต้อย

“อับอายที่ไร้ยศศักดิ์ ยังดีเสียกว่าออกเรือนกับคนเจ้าเล่ห์สามานย์เยี่ยงขุนณรงค์ พ่อแม่ท่านห่วงแต่ยศศักดิ์ จนทำได้แม้แต่ส่งลูกเข้าปากเสือหรือเจ้าคะ”

ลำภูขยับจะพูด แต่หลวงรามเดชะชิงตัดบท “พอเถิดแม่ลำภู เมื่อแม่เรไรตำหนิฉันถึงเพียงนี้ ก็ไม่ต้องพูดกระไรกันอีก เมื่อลูกเห็นอ้ายตะพุ่นดีกว่าพ่อแม่ ก็ให้ถอนหมั้นกับขุนณรงค์เสีย แล้วไปอยู่กับอ้ายเสมาให้สมใจเถิด ในเมื่อลูกคนเดียวมันรักผู้ชายมากกว่าพ่อแม่ ก็ปล่อยให้มันทำลายศักดิ์ตระกูลไปเสียเลย หากแม่ลำภูทนอับอายไม่ได้ก็กลั้นใจตายเถิด ต่อไปจะได้ไม่มีผู้ใดขัดขวางลูกมันอีก”

“พ่อท่าน...” เรไรพูดอะไรไม่ออก

ooooooo

หลายวันผ่านไป สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จประพาสป่า เหล่าขุนนาง นางข้าหลวง และตะพุ่นหญ้าช้าง ตามดูแลช้างทรงติดตามพรั่งพร้อม

ขันกับพุฒสบโอกาสเข้ามาพาลหาเรื่องพวกตะพุ่นหญ้าช้างหวังให้เสมาทนไม่ไหวจน มีเรื่องกับพวกตน เพื่อจะได้กล่าวโทษให้พ้นจากตำแหน่ง แต่เสมาสู้อดทน ยอมแม้กระทั่งยกมือไหว้ขอขมาทั้งสองอันธพาล

สองเกลอหัวเราะสะใจยอมล่าถอยกลับไป สินกับสมบุญไม่พอใจเข้ามาถามลูกพี่ ว่าเหตุใดถึงยอมยกมือไหว้คนชั่ว เพราะพวกมันจงใจหาเรื่อง เสมาอธิบายว่าจำต้องเลี่ยง เพื่อมิให้หลงกลติดกับพวกขันอีก

“หากเป็นเมื่อก่อน ข้าคงเลือกสู้มากกว่ายอมขมา แต่หลังจากที่ข้าตกต่ำเป็นตะพุ่นครานี้ ข้าจึงรู้ว่าบางคราก็ต้องรู้จักถอยให้เป็น การยอมไม่ใช่การเสียศักดิ์ แต่เป็นการอดทนเพื่อรอเพลาเอาคืนต่างหากเล่า”

เวลาเดียวกัน ที่กระโจมนางข้าหลวง เรไร ศรีเมืองและบัวเผื่อนช่วยกันจัดสำรับอาหาร ดวงแขเดินเข้ามามองเรไรแล้วหันไปสั่งบัวเผื่อนว่า พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงอ่านฎีกาเสร็จเมื่อใด จะทรงช้างประพาสป่า ให้เตรียมนางข้าหลวงไปถวายรับใช้ด้วย บัวเผื่อนสวนทันควันว่าเป็นหน้าที่เรไร เหตุใดไม่บอกกันเองหรือว่าไม่กล้า

“เหตุใดฉันจะไม่กล้า แม่บัวเผื่อนไม่ต้องยุแยงเพื่อให้เห็นเป็นสนุก ฉันหาได้กระทำผิดใดไม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายแม่เรไรก็เห็นดีกับฉันทุกคน ไม่เชื่อก็ไปถามซี” ดวงแขมองหน้าเรไรจึงโดนสวนกลับ

“ไม่ต้องถามดอกแม่บัวเผื่อน ฝ่ายที่ผิดคือฉันเอง ผิดตั้งแต่ไว้ใจ ไม่เคยนึกเฉลียวว่ามิตรรักที่เห็นกันมาแต่เกิดจะคิดคดหักหลังกันได้ลงคอ”

ดวงแขหน้าตึงไม่ยอมรับผิดเดินหนีออกไป ศรีเมืองรีบอาสาไปถวายการรับใช้แทนเรไรเอง เพราะไม่อยากให้แม่หญิงลำบากใจ แต่เรไรถือทิฐิบอกว่าเป็นหน้าที่และตนก็ไม่ใช่ฝ่ายผิด เหตุใดต้องหลบหน้าดวงแข

บัวเผื่อนตบตักฉาด ถูกใจที่เสี้ยมให้เพื่อนรักผิดใจกันได้

ooooooo

ครั้นอ่านฎีกาเสร็จ สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จออกหน้าค่าย ทรงช้างออกประพาสป่า เรไรและดวงแขเฝ้าถวายการรับใช้อยู่รวมกันกับกลุ่มข้าหลวง

ส่วนเสมาอยู่รวมกับควาญช้างและตะพุ่นเพื่อเตรียมช้างให้สมเด็จพระนเรศวร ประทับ สมิงมะตะเบิดรวมอยู่ในกลุ่มตะพุ่นหญ้าช้างด้วย และยังมีทหารพม่าคนอื่นปลอมตัวเป็นทาสปะปนอยู่ด้วย

ขันและพุฒเข้าถวายรายงานเรื่องพลายแสนพล พ่ายว่า ถึงจักเป็นช้างลักษณะดี แต่ก็ดื้อดึงนัก คงต้องฝึกอีกมาก

“ช้างม้าดี ก็ต้องพยศเช่นนี้ล่ะ ไปกันเถิด ข้าได้แต่นั่งช้างออกศึก ไม่ได้นั่งช้างชมป่ามานานหนักหนาแล้ว” สมเด็จพระนเรศวรรับสั่ง

เสมา ควาญช้าง และพวกตะพุ่นรีบเข้าไปถวายรับใช้ แล้วสมิงมะตะเบิดก็สบโอกาสตอนที่ทุกคนไม่ทันระวังดึงขอสับช้างที่เหน็บเอว ออกมา พุ่งเข้าประชิดตัวสมเด็จพระนเรศวร หวังปลงพระชนม์ด้วยขอสับช้าง เสมาเหลือบเห็นเข้าก่อน

“ระวังองค์” เสมาเข้าขวางสมิงมะตะเบิดได้ทัน ถูกขอสับช้างเจาะเข้าที่หัวไหล่จนเลือดสาด

“กบฏ รีบอารักขาพระพุทธเจ้าอยู่หัว” พุฒและเหล่าทหารรีบล้อมสมเด็จพระนเรศวรไว้

สมิงมะตะเบิดย่ามใจจะเข้าไปซ้ำ แต่ขันชักดาบเข้ามาฟันใส่ ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทหารพม่าที่ปลอมตัวเป็นทาสเห็นดังนั้นก็พากันชักอาวุธออกมาฆ่าพวกทหารไทย แล้วก่อความวุ่นวาย ปล่อยช้าง ปล่อยม้าจนโกลาหล

สินและสมบุญคุมทหารเข้าต่อสู้กับพวกทหารพม่า เหล่านางข้าหลวงไม่เคยเจอเหตุการณ์ร้ายก็กรีดร้องวิ่งหนีด้วยความกลัว ทำให้สถานการณ์ก็แย่ลงไปอีก ดวงแขวิ่งเข้าไปหาเสมาด้วยความเป็นห่วง แต่เสมากลับจับจ้องไปที่เรไร ด้วยนางอยู่ท่ามกลางทหารไทยและทหารพม่าที่กำลังต่อสู้กัน

สมิงมะตะเบิดใช้เพลงมวยเล่นงานขันร่วงไป แล้วหันไปคว้าข้อมือเรไรที่อยู่ใกล้สุดมาเป็นตัวประกัน ทำให้ขันชะงักไม่กล้าทำอะไร เปิดโอกาสให้มันดึงเรไรขึ้นม้าหนีไป

เสมาตกใจมากวิ่งไปหยิบธนูพร้อมลูกศรที่ตกอยู่กับพื้นแล้วโดดขึ้นม้าตามออกไป ไม่สนใจเสียงร้องห้ามของดวงแข

ooooooo

เสมาควบม้าตามสมิงมะตะเบิดกับทหารพม่ามาจนทัน ด้วยเรไรแอบทิ้งสัญลักษณ์ไว้ให้ เขาลอบจัดการกับทหารพม่าจนหมด และได้ประลองกับสมิง-มะตะเบิดแบบตัวต่อตัว แต่สู้ไม่ได้เพราะบาดเจ็บที่หัวไหล่ จึงโดนสมิงมะตะเบิดเล่นงานปางตาย

เรไรห่วงเสมามากไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ทันใดนั้น มีเสียงช้างร้องดังขึ้น เธอรีบตะโกน

“เสียงช้างศึก มีคนมาช่วยแล้ว ช่วยด้วยๆ”

สมิงมะตะเบิดชะงัก เกรงเสียทีจึงตัดใจหนีไป

เรไรเข้าไปดูอาการเสมา ตะพุ่นหนุ่มยันตัวลุกขึ้นมองไปที่ชายป่า เห็นพลายแสนพลพ่ายช้างศึกของสมเด็จพระนเรศวรเดินออกมาก็ยิ้มได้

“พ่อพลายคงจะเตลิดหนีมาเป็นแน่ ข้าพระเจ้าให้หญ้าให้อ้อยมาเป็นแรมเดือน พ่อพลายได้ยินเสียงข้าพระเจ้าเลยจำได้ จึงเข้ามาหา ขอบน้ำใจนักพ่อพลายเอ๋ย”

เรไรเบาใจเดินตามเสมาเข้าไปลูบหัวช้างด้วยความเอ็นดู เสมาเอ่ยว่า ดีใจนักที่เห็นแม่หญิงปลอดภัย

“ขอบน้ำใจเสมานัก ที่เสี่ยงตายมาช่วยฉัน”

“ชีวิตเสมามอบให้แล้วแต่แม่หญิง เสมาพร้อมสละสิ้นเพื่อปกป้องแม่หญิงผู้เป็นดวงใจของเสมา” เสมาส่งสายตาหวานเชื่อม เรไรหลบตาด้วยความเอียงอาย

ooooooo

เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย สมเด็จพระเอกาทศรถเข้ามากราบทูลให้สมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับวังด้วยเกรงว่าอาจมีมือสังหารปลอมตัวปะปนอยู่อีก สมเด็จพระนเรศวรยังลังเลด้วยห่วงว่ามีเหล่าทหารล้มตายแลช้างม้ายังเตลิดหนีไปไม่น้อย อีกทั้งลูกสาวหลวงรามเดชะก็ถูกจับตัวไปด้วย

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยพระพุทธเจ้าข้า แต่ข้าพระพุทธเจ้าขอจัดการเรื่องราวทางนี้เอง อย่าทรงกังวลเลยพระพุทธเจ้าข้า” หลวงรามเดชะเข้าถวายบังคมสมเด็จพระนเรศวรพยักหน้ารับยอมเสด็จกลับวังเพื่อให้ทุกคนเบาใจ

ขันหน้าเครียดหันมาปรึกษาพุฒ ว่าจะไปตามเรไรพบได้อย่างไร พุฒปลอบให้เกลอทำใจ เพราะคงยากที่จะตามเจอ สมบุญกับสินได้ยินก็แกล้งเปรยว่า เสียทีเป็นถึงคู่หมั้นแต่ปกป้องเรไรไม่ได้ต้องให้ยืมมือตะพุ่นหญ้าช้าง

ขันโกรธจัดจะเข้าไปเอาเรื่อง แต่พุฒดึงมือไว้ไม่อยากให้มีเรื่อง เช่นเดียวกับศรีเมืองที่ต้องคอยปรามบัวเผื่อนไม่ให้พูดเย้ยดวงแขเรื่องเสมาเสี่ยงตายไปช่วยเรไร ด้วยเห็นว่าแม่หญิงกำลังเครียดนัก

ooooooo

ในคืนนั้น เรไรและเสมาต้องค้างอยู่ในป่า เพราะอันตรายเกินกว่าจะเดินทางต่อได้ ทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกัน และบรรยากาศก็เป็นใจทำให้พวกเขาเกือบเกินเลยกัน แต่เรไรตั้งสติได้รีบเบี่ยงตัวหลบพลางเอ่ยทั้งน้ำตา

“ฉันมิได้รังเกียจเสมา แต่ฉันอยู่ในศักดิ์ของคู่หมั้นขุนณรงค์วิชิต หากฉันปล่อยให้ทุกอย่างเกิดไปตามใจก็คงได้ชื่อว่าเป็นหญิงชั่วสองใจ แม้ผู้อื่นจะอภัยให้ แต่ฉันจะไม่มีวันอภัยให้ตัวเองเป็นเด็ดขาด”

“ข้าพระเจ้าช่างโง่เขลานัก เพียงนี้ก็ไม่อาจหักห้ามใจ เจียนทำให้แม่หญิงต้องเสื่อมเกียรติ”

“อย่าตำหนิตัวเองอีกเลยเสมา ฉันเข้าใจเสมาดี” เรไรสะอื้นไห้

“อย่าเสียน้ำตาให้คนต่ำช้าอย่างข้าพระเจ้าอีกเลยแม่หญิงสุดรักของเสมา” เสมายื่นมือมาซับน้ำตาให้

เรไรปล่อยโฮเข้ากอดเสมาไว้ เสมากระชับอ้อมแขนแน่นราวกับจะไม่ยอมปล่อยให้แม่หญิงจากไปไหนอีก

ส่วนที่ค่ายพัก ขุนรามยืนหน้าเครียดรอข่าวการค้นหาเรไร พันอินนึกห่วงสหายจึงชวนให้เข้าไปพักในกระโจมก่อน ยามนั้นขันกับพุฒก็กลับมา หลวงรามเดชะรีบเข้าไปถามข่าวลูกสาว พุฒเย้ยว่าถึงเจอตัว ป่านฉะนี้คงไม่แคล้วมัวหมองต้องมลทิน

หลวงรามเดชะโกรธมากจะเข้าไปเอาเรื่องพุฒ แต่ขันร้องห้ามว่าอย่ามีเรื่องกัน พันอินนึกโกรธแทนท่านขุนที่ขันไม่ยอมปกป้องเรไรจึงร้องถาม

“แล้วขุนณรงค์เล่าเห็นเช่นใด ขุนณรงค์เป็นคู่หมั้นของแม่เรไร เห็นว่าคราวเคราะห์ของแม่เรไร จะเป็นมลทินหรือไม่”

ขันหน้าเสียเพราะใจจริงก็ระแวงแต่ไม่กล้าพูด สร้างความขุ่นเคืองให้กับผู้ใหญ่ทั้งสองยิ่งนัก

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขันและพุฒตัดสินใจจะพาทหารกลับวังด้วยหมดหวังจะตามหาเรไรแล้ว แต่สินกับสมบุญไม่ยอม ยืนกรานจะออกตามหาต่อไป ร้อนถึงขุนรามเดชะต้องเข้ามาตัดสิน แต่ท่านยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ก็ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องยินดี เพราะเสมากับเรไรกลับมาแล้ว

ทุกคนหันไปมองเห็นทั้งสองขี่ช้างเข้ามา สิน สมบุญ หลวงรามเดชะ และพันอินรีบออกไปรับ ส่วนขันกับพุฒหน้าบึ้ง แค้นใจที่เสมาไม่ตาย

ในตอนบ่าย เรไรกลับเข้ามาในตำหนัก เหล่านางข้าหลวงเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังด้วยความดีอกดีใจและอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่หญิงบ้าง แต่ถูกบัวเผื่อนตะเพิดออกไปหมด เพราะเธออยากรู้เรื่องก่อนใคร แต่เรไรแกล้งเปรยว่า ไว้รอทุกคนเสร็จงานก่อนเถิด จึงจะเล่าให้ฟัง

“ไม่เล่าฉันก็หางอนง้อไม่ ประเดี๋ยวฉันไปฟังจากคนอื่นก็ได้ ด้วยป่านนี้ แม่ดวงแขคงซักถามตะพุ่นเสมาเสียละเอียดลออ ราวกับซักถามนักโทษเชียวล่ะ” บัวเผื่อน ทิ้งหางตาเย้ยหยันใส่เรไรที่นั่งหน้าเจื่อน

ฝ่ายดวงแขมาคาดคั้นถามเสมาว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน ด้วยระแวงว่าจะเกิดเรื่องบัดสี จึงโดนเสมาตอกกลับว่า แม่หญิงวางแผนชั่วให้ผู้อื่นแตกกันได้ ก็อย่าหมายว่าผู้อื่นจะใจบาปกระทำชั่วได้ดุจกัน ดวงแขถึงกับผงะแล้วรีบปั้นหน้าเศร้าตัดพ้อเสมาที่หลงเชื่อฟังคำยุยงใส่ร้ายของเรไร จนเข้าใจเธอผิด

“ข้าพระเจ้าฟังคำแม่หญิงมามากแล้ว แลเคยวางแม่หญิงไว้ในที่สูง แม้จะผิดใจกับพี่ชายแม่หญิง ก็หาเคยคิดร้ายกับแม่หญิงไม่ หากข้าพระเจ้าคิดระแวงเสียบ้าง คงไม่ได้ตกทุกข์ได้ยากเหมือนเช่นทุกวันนี้ดอก” เสมาเดินเลี่ยงไป ทิ้งให้ดวงแขมองตามด้วยความรู้สึกน้อยใจ

ดวงแขกลัวว่าเสมากับเรไรจะกลับไปคืนดีกันอีก จึงเข้ามาเปรยกับเรไรที่นั่งคุยอยู่กับบัวเผื่อนและศรีเมืองว่า เรไรมีศักดิ์เป็นว่าที่พี่สะใภ้ จึงถือเป็นคนในบ้านเธอไปครึ่งค่อนตัวแล้ว จะทำสิ่งใด ย่อมเกี่ยวพันถึงศักดิ์ตระกูลของเธอทั้งสิ้น

“พูดกำกวมเช่นนี้ หากแม่ดวงแขเห็นฉันทำสิ่งใดไม่ควร ก็พูดมาตามตรงเถิด” เรไรหน้าตึง

“แม่เรไรกระทำสิ่งใดย่อมรู้อยู่แก่ใจ หายไปกับชายอื่นเสียทั้งคืน คงไม่ต้องให้ฉันพูดอีกกระมัง”

เรไรโกรธมากที่ดวงแขดูถูก จึงยกมือพนมสาบาน “หากฉันได้กระทำสิ่งใดเป็นการไม่รักษาศักดิ์ของตนแลศักดิ์ตระกูลของแม่ดวงแขแล้ว ก็ขอให้ฉันตายอย่างทรมานในสามวันนี้เถิด”

ดวงแขแอบยิ้มพอใจ ด้วยเชื่อว่าเสมาและเรไรคงไม่ได้เกินเลยต่อกันจริง เธอหันหลังจะเดินออก แต่เรไรเรียกไว้

“แม่ดวงแขถือว่าฉันเป็นว่าที่พี่สะใภ้ใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้น ศักดิ์ฉันย่อมสูงกว่าแม่ดวงแข เมื่อแม่ดวงแขกล่าวล่วงเกินฉัน ควรต้องไหว้ขมาฉันเสียก่อน”

“ควรหนักหนาแล้ว เพลานี้แม่ดวงแขมีศักดิ์

เสมอน้อง เมื่อพูดจาไม่ควร ย่อมต้องไหว้ขอขมา หากไม่ยอมย่อมถือว่าแม่ดวงแขจงใจหยามหมิ่น ไม่อยากได้แม่เรไรเป็นพี่สะใภ้อีก งั้นแม่เรไรก็ไปถอนหมั้นกับขุนณรงค์เสียเถิด” บัวเผื่อนได้ทีรีบผสมโรง

ดวงแขหน้าเสียหาทางออกไม่เจอ จึงจำใจยกมือไหว้ขอขมา แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไป

ooooooo

เรไรกลับมาที่เรือน ลำภูออกมาต้อนรับด้วยความดีใจที่ลูกปลอดภัยกลับมา พลางฟ้องว่าเอื้อยแตงยังไม่เลิกออกไปขายของในตลาด ทั้งๆที่มีศักดิ์เป็นถึงหลานขุนรามเดชะ เรไรเห็นใจแม่จึงรับอาสาจะช่วยจัดการให้เอง

ในตอนเย็น เอื้อยแตงกลับมาเรือนเห็นสำรับกับข้าวหน้าตาหน้ากินตั้งอยู่บนโต๊ะ ก็รีบล้างมือนั่งใช้มือเปิบข้าวด้วยความหิว เรไรเห็นเป็นไปตามแผน จึงเข้ามาชวนคุยและหลอกล่อจนเอื้อยแตงยอมรับปากว่า จะอยู่เรียนทำกับข้าว ไม่ออกไปขายของแล้ว

ooooooo

สมิงมะตะเบิดแค้นใจที่ลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไม่สำเร็จ จึงขอแก้ตัวด้วยการนำทหารออกกวาดต้อนคนไทยไปเป็นเชลย เพื่อสร้างความ น่าเกรงขามให้กับกองทัพของพระเจ้าแปร

พระเจ้าแปรพอพระทัยยิ่งนัก ตรัสกับทหารเอกว่า “ฝีมือของเจ้าเป็นหนึ่งในพุกามประเทศแล้ว มีเจ้าอยู่ ข้าก็เหมือนมีกองทัพนับหมื่น ไม่ต้องกลัวผู้ใดอีก แม้เจ้าจะลอบปลงพระชนม์องค์พระนเรศไม่สำเร็จ ก็หาเป็นกระไรไม่ ข้าจะกวาดต้อนผู้คน รวบรวมไพร่พลไม่ขึ้นกับผู้ใดทั้งสิ้น เมื่อถึงเพลานั้น สิ่งที่พระมหาอุปราชากระทำไม่สำเร็จ ข้าจะทำให้ทุกผู้คนเห็นเอง ข้าจะเป็นพระเจ้าชำนะสิบทิศองค์ที่สองให้จงได้”

ตอนที่ 10

ดวงแขแกล้งล้มป่วยตบตาอำพันกับขัน จากนั้นก็แอบมาที่คุกหลวง ติดสินบนผู้คุมให้สร้างสถานการณ์ว่าไฟไหม้ เพื่อจะใช้ความวุ่นวายพาเสมาหลบหนี แต่เสมายืนกรานขอรับโทษเพื่อดำรงความศักดิ์สิทธิ์ของอาญาทัพ ทำให้ดวงแขต้องขุ่นเคือง

ผู้คุมพาเสมากลับเข้าคุกพลางบ่นว่า มีแต่คนเขาอยากหนี แต่เสมากลับอยากตายด้วยเสียดายเงินสินบน จึงโดนเสมาตวาดใส่ว่า หากทำเช่นนี้อีกตนจะกล่าวโทษให้โดนตัดคอเช่นกัน ผู้คุมกลัวรีบรับปากตัวสั่นว่าจะ

ไม่ทำอีก แล้วลนลานออกไป ใกล้ๆกันนั้นพระราชมนูที่นอนฟังเรื่องราวอยู่ ลืมตาตื่นขึ้นแอบมองเสมา พร้อมกับส่งยิ้มพอใจ

เช้าวันใหม่ ขันกับพุฒพาทหารมาค้นบ้านเสมาโดยอ้างกับสิน แต้ม และเอื้อยแตงว่า เสมาจะถูกฟันคอวันพรุ่งแล้ว ทั้งเรือนแลข้าวของทั้งหมดต้องถูกริบเป็นของหลวง และทั้งสองได้รับมอบหมายให้เป็นแม่กองรับผิดชอบเรื่องนี้ ความจริงแล้วพุฒอยากได้ดาบคู่แสนศึกพ่ายของเสมา ส่วนขันต้องการเอาตัวมั่นกับจำเรียงไปลงโทษให้หายแค้น เรื่องนี้สมบุญกับสินรู้ทันจึงคอยขัดขวาง จนในที่สุดสองวายร้ายต้องถอยกลับไป

เวลาเดียวกันนั้น ขุมรามเดชะไปหาพันอินที่เรือนเพื่อถามเรื่องดาบแสนศึกพ่าย ด้วยรู้มาว่าไม่มีในรายชื่อของที่ถูกริบมาจากเสมา

“หากอ้ายเสมาไม่ซ่อนไว้ก็คงยกให้ผู้อื่นไปแล้ว เอ่อ มิทราบว่าเสมาบอกกระไรท่านขุนบ้างหรือไม่ อย่างไรเสียท่านขุนก็เป็นพ่อบุญธรรม น่าจักฝากฝังกระไรไว้บ้าง” ขุนรามเดชะอยากได้ดาบจนเก็บอาการไม่อยู่

พันอินปฏิเสธว่าตนไม่เคยรู้เรื่องดาบคู่มือของเสมา และตั้งแต่ผิดใจกันเรื่องศรีเมืองคราวนั้น ก็มิได้พูดกับเสมาอีกเลย ทำให้ขุนรามเดชะต้องผิดหวังกลับไป

“เห็นชังนํ้ามะหน้าพี่เสมานัก แต่กลับไม่รังเกียจดาบของไพร่ตํ่าสกุล อย่างนี้เขาเรียก...” ศรีเมืองพูดไม่ทันจบ พันอินก็รีบปรามด้วยไม่อยากให้ลูกก้าวร้าว แต่ใจจริงก็ไม่พอใจเหมือนกันที่ขุนรามเดชะเป็นคนมักได้

ตะวันบ่ายคล้อย ดวงแขกับอำพันมาขอร้องขันให้ช่วยเสมาสักครั้ง ด้วยดวงแขยอมสารภาพกับแม่ว่า เธอมีใจให้เสมา และหากเขามีอันเป็นไปเธอก็คงมีชีวิตอยู่ไม่ได้ แต่ขันไม่ยอมรับฟัง แถมยังประกาศว่า ตนไปขออาสาออกญายมราชเป็นผู้คุมการประหารด้วยตัวเอง เพราะอยากเห็นเสมาคอขาดคาตา

ดวงแขเจ็บใจขู่พี่ชายว่าจะไปบอกความจริงกับเรไร เรื่องอุบายของเธอกับขันที่ทำให้แม่หญิงต้องผิดใจกับเสมา แต่ขันกลับยุส่ง เพราะมั่นใจว่าพรุ่งนี้เสมาต้องตายแน่ และเรไรก็คงไม่พ้นมือตนไปได้

ooooooo

พิณเข้ามาคุกเข่ารายงานเรไร ว่าในวันพรุ่ง หลังจากหลวงโจมโดนประหารแล้ว เรือนและของมีค่าของเขาก็คงถูกริบ ส่วนพ่อเฒ่ามั่นกับจำเรียงหลบหนีไปแล้ว ด้วยเกรงว่าจะถูกขุนณรงค์กลั่นแกล้ง

เรไรฟังแล้วเศร้าใจนัก พิณได้ทีชวนเจ้านายไปเยี่ยมเสมา แต่ลำภูเดินเข้ามาพอดี นางรีบปรามลูกสาวว่าคงไม่คิดกระทำการใดให้เสื่อมเสียไปกว่าที่ผ่านมา

“แม่ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ ลูกลั่นปากว่าตัดเป็นตัดตายกับชายผู้นั้นแล้ว ลูกก็ไม่คิดจะไปพบหน้าให้ถูกติฉินนินทาดอกเจ้าค่ะ” เรไรตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

ครั้นถึงยามดึก เรไรก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ เธอ แอบมาพบเสมาที่คุกหลวงเพื่อรํ่าลา ทั้งสองโผเข้ากอดกัน แม่หญิงตัดพ้อคนรักทั้งนํ้าตา เพราะเคยลั่นปากตัดเป็นตัดตายจะไม่พบหน้ากัน แต่ก็ต้องเสียสัตย์ครั้งแล้วครั้งเล่า

“นั่นแม้เพราะถึงเราโกรธเคืองกัน แต่ไม่ได้เกลียดกัน แม่หญิงถึงตัดข้าพระเจ้าไม่ขาดไงเล่า”

“แต่ครานี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่เราสองจะได้เจอหน้ากัน ไม่ว่าแต่ก่อนเกิดเรื่องกระไรขึ้น ฉันก็ขออโหสิให้ทั้งสิ้น” เรไรผละออกมามองหน้าเสมาชัดๆ

“แต่ข้าพระเจ้าไม่ยอมอโหสิให้แม่หญิงเป็นอันขาด เพื่อที่ข้าพระเจ้าจะได้ตามพบเจอแม่หญิงทุกชาติทุกชาติไป” เสมาดึงแม่หญิงกลับเข้ามากอดด้วยความรักเปี่ยมใจ

ooooooo

เช้าวันใหม่ พุฒจัดอาหารคาวหวานอย่างดีมาให้เสมาถึงคุกหลวง เขาอ้างว่าเป็นการขออโหสิ และรับปากจะช่วยดูแลมั่นกับจำเรียงไม่ให้ถูกขันกลั่นแกล้งอีก เพื่อแลกกับดาบแสนศึกพ่าย

เสมาส่งยิ้มด้วยรู้ทันแล้วแกล้งเปรย “ฉันใกล้ตายแล้ว ใช่จะหวงสมบัตินอกกาย แต่หลวงรามเดชะมีพระคุณ เคยอุปการะฉันมาแต่ก่อน จึงตั้งใจจะยกดาบคู่นี้ให้”

“หลวงรามเขาชังท่านนัก สารพัดจะดูถูก ไม่เช่นนั้นจะกีดกันท่านกับแม่หญิงเรไรรึ แลหลวงรามมีคุณแค่รับท่านเป็นทหารเท่านั้น ถึงท่านไม่สังกัดหลวงรามก็ไปสังกัดผู้อื่นได้ จะถือเป็นคุณกระไรนัก เชื่อฉันเถิด
คุณหลวง หากคุณหลวงบอกที่ซ่อนดาบ ฉันให้สัตย์ว่าจะดูแลพ่อกับน้องท่านอย่างดี”

เสมาทำเป็นกลัดกลุ้ม ลังเลว่าจะเอาไงดี แล้วลอบมองผู้คุมที่แอบฟังการสนทนาสีหน้าแววตาเจ้าเล่ห์

ในตอนสาย ผู้คุมมาแจ้งกับขุนรามเดชะว่าดาบแสนศึกพ่ายซ่อนอยู่ที่ป่าโตนด เพราะตนได้ยินเสมาบอกกับพุฒ ท่านขุนดีใจนักหยิบถุงเงินให้ผู้คุมเป็นรางวัลตอบแทน

“มีอีกข้อขอรับ ทีแรกหลวงโจมตั้งใจจะยกดาบให้พระคุณ แต่ขุนวิเศษให้สัตย์ว่าจะปกป้องพ่อแลน้องของหลวงโจมไว้ หลวงโจมจึงได้เปลี่ยนใจขอรับ”

“หลวงโจมคงรำลึกถึงคุณที่ข้ารับเป็นทหาร จึงจะยกดาบให้ แต่ขุนวิเศษทำเช่นนี้ก็เหมือนตัดหน้าข้า แลตัวเองก็ใช้กระบี่เป็นอาวุธ แล้วจักอยากได้ดาบไปเพื่อกระไร ช่างโลภมากนัก” ขุนรามเดชะขึงขังไม่พอใจ

เวลาเดียวกัน เอื้อยแตงเดินหงุดหงิดออกมาหาเรื่องสินที่ถูเรือนอยู่ ด้วยจนปัญญาไม่รู้ว่าจะช่วยเสมาได้อย่างไร สินอมยิ้มบอกกับแม่สาวว่า ตนคิดวิธีช่วยลูกพี่ได้แล้ว

ooooooo

สินพาเอื้อยแตงกับสมบุญไปหาท่านพระครูขุนเพื่อขอให้ท่านไปบิณฑบาตขอชีวิตเสมา เหมือนกับที่สมเด็จพระพนรัตน์เคยทำ แต่ท่านพระครูว่า ตนไม่ได้มีบรรดาศักดิ์สงฆ์ คงไม่มีผู้ใดยอมให้เข้าเฝ้า

“แล้วเราไม่มีหนทางอื่นใดที่จักช่วยพี่เสมาได้เลยหรือขอรับ ข้าพระเจ้าเที่ยวขอความเมตตาจากออกญา ผู้ใหญ่หลายท่าน แต่ก็ไม่มีผู้ใดช่วยได้เลย”  สมบุญหน้าเครียด

“ผู้อื่นช่วยไม่ได้ดอก แต่มีอยู่ผู้หนึ่งที่ช่วยได้ แล้วหากชะตาอ้ายเสมายังไม่ถึงฆาต วันนี้ ข้าก็อาจจะได้พบท่านผู้นั้น” พระครูขุนปรารภขึ้น

สิน  สมบุญ และเอื้อยแตงมองหน้ากันอย่างมีความหวัง ทั้งสามเฝ้ารออยู่ที่วัดจนกระทั่งสาย พระวิสุทธิกษัตรีย์ เสด็จมาทำบุญไหว้พระที่วัด พระครูขุนจึงขอเข้าเฝ้า เพื่อขอความเมตตาให้ท่านช่วยเหลือเสมา

พระวิสุทธิกษัตรีย์รับปากแล้วเสด็จกลับวังเพื่อทูลขออภัยโทษให้เสมาและพระราชมนู แต่สมเด็จพระนเรศวรอ้างว่าเป็นอาญาทัพไม่อาจเลี่ยงได้

“ถ้ากระนั้นก็เว้นโทษตายแต่ให้คงโทษเป็นไว้ โดยให้พระราชมนูไปรบศึกอื่นเพื่อแก้ตัว ส่วนหลวงโจมก็ให้ปลดไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างเสีย เห็นเป็นเช่นไรพระพุทธเจ้าข้า” สมเด็จพระเอกาทศรถกราบทูล

“แม่เห็นด้วยกับองค์ขาว แลแม่ตั้งใจจะสร้างพระที่พิษณุโลกสองแคว จึงอยากให้ลูกประทานชีวิตให้เป็นทาน เพื่อเป็นกุศลในการสร้างพระของแม่ด้วย”

สมเด็จพระนเรศวรทรงไตร่ตรองแล้วยอมตกลง “เมื่อสมเด็จแม่ตรัสเช่นนั้น ลูกก็ขอถวายเป็นกุศลด้วย พวกเจ้าจงเร่งไปเอาธงห้ามการประหาร ไปโดยเร็ว เพราะใกล้ถึงฤกษ์ประหารแล้ว”

สิ้นเสียงรับสั่ง สินกับสมบุญที่รออยู่ก็รีบไปที่ห้องมหาดเล็ก เพื่อขอรับธงยกเลิกการประหาร แต่เพราะความรีบร้อน สินจึงคว้าธงผิด หยิบธงเร่งให้ประหารขึ้นม้าออกไป มหาดเล็กเห็นเข้าก็ตะโกนสั่งให้สมบุญเอาธงยกเลิกการประหารตามไปเปลี่ยน

ooooooo

เรไรเหม่อมองต้นจำปีที่ชานเรือน ต้นไม้หอมนี้คือจุดเริ่มต้นความรักของตนกับเสมา พลันเสียงกลองสัญญาณประหารดังขึ้น แม่หญิงใจหายวูบ พิณตามมาถามเจ้านายว่า จะไม่ไปหาเสมาหรือ เพราะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

แม่หญิงนํ้าตาท่วมบอกกับพิณว่า จะให้ตนไปเห็นคนรักตายต่อหน้าหรือ

ส่วนเสมา เขาถูกพาตัวมาที่ลานประหารพร้อมกับพระราชมนู โดยมีขันเป็นหัวหน้าควบคุมการประหารพร้อมทหารจำนวนมากคอยล้อมอยู่ และรอบนอกเป็นชาวบ้านมากมายมุงดูการประหาร

“เหตุใดต้องใช้ทหารจำนวนมากคอยคุ้มกันด้วยเล่าขุนณรงค์ เพียงแค่คุมการประหารนักโทษสองคนเท่านั้น” พระราชมนูเอ่ยถาม

ขันเหล่มองเสมาก่อนตอบว่า ต้องป้องกันไว้ เผื่อมีคนชั่วชิงนักโทษประหาร แล้วหันไปสั่งเพชฌฆาตให้เตรียมการได้

ตอนที่ 9

เสมาเดินหน้าเครียดขึ้นเรือน พบเอื้อยแตง ศรีเมือง และมั่นคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ก็แปลกใจ ด้วยบุญเรือนกำลังป่วยหนัก ศรีเมืองหันมาทักเสมาโดยเรียกชื่อว่าหลวงโจมจัตุรงค์ ทำเอาพ่อทหารหนุ่มยืนงง

มั่นหัวเราะชอบใจบอกกับลูกชาย “ไม่ผิดดอก พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงปูนบำเหน็จคราศึกยุทธหัตถี เอ็งได้เลื่อนจากขุนศึกไชยชาญเป็นหลวงโจมจัตุรงค์แล้ว”

“แต่ที่น่ายินดียิ่งกว่าหลวงโจม คือท่านยังให้เงินบำเหน็จมากโขอยู่ ทั้งค่าไถ่ตัวจำเรียง แลค่าหมอค่ายาของแม่ป้า คงหาลำบากไม่แล้ว” เอื้อยแตงรีบเสริม

เสมาดีใจอย่างที่สุด เขานำเงินที่ได้ไปไถ่ตัวจำเรียงกับดวงแข แต่แม่หญิงอ้างว่า เธอไม่ใช่นายเงินจึงไม่มีสิทธิ์ปล่อยตัวจำเรียง ต้องรอให้ขันเสร็จศึกกลับมาก่อน

ครั้นเสมานำความผิดหวังมาถึงบ้าน ก็พบมั่นนั่งร้องไห้กุมมือบุญเรือนอยู่ในห้อง เสมาใจหายวาบจะออกไปตามหมอ แต่มั่นร้องห้าม แล้วเรียกให้เข้ามาฟังคำสั่งเสียของแม่

“แม่อย่าเพิ่งเป็นกระไรไป ฉันไถ่ตัวจำเรียงได้แล้ว รอแต่เพียงอ้ายหมื่นชาญกลับจากศึก จำเรียงจะได้กลับมาอยู่กับแม่ แม่อดทนรออีกเพียงอึดใจ” เสมาน้ำตาคลอ

บุญเรือนได้ยินว่าไถ่ตัวจำเรียงได้ก็โล่งอก นางรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายสั่งเสียลูกชาย ให้ดูแลพ่อกับน้องด้วย

“แม่อย่าห่วงเลย เว้นแต่ฉันจะตาย ไม่เช่นนั้นฉันหายอมให้ผู้ใดมาทำร้ายพ่อกับจำเรียงได้เป็นอันขาด”

บุญเรือนยิ้มรับอย่างหมดห่วงก่อนจะหลับตาลง ขาดใจตาย

“แม่” เสมากอดร่างบุญเรือนเอาไว้

“ไปสู่สุคติเถิดนะแม่บุญเรือน กราบลาแม่เสียเถิดเสมา” มั่นกลั้นใจเอ่ยออกมา

เสมาขยับตัวออกจากศพแม่อย่างสะกดกลั้นอารมณ์แล้วกราบเท้าลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย นึกเสียใจที่ช่วยน้องไม่ทัน จนเป็นเหตุให้แม่ต้องตรอมใจตาย

ooooooo

ศรีเมืองรู้ข่าวบุญเรือนสิ้นใจจากเอื้อยแตง เธอรีบมาบอกกับเรไรและบัวเผื่อน เรไรเห็นใจบุญเรือนนักด้วยรู้ว่านางรักจำเรียงมาก บัวเผื่อนยื่นหน้าเข้ามาถามเรไรว่า จะไปงานศพบุญเรือนหรือไม่

“เหตุใดถามเช่นนี้เล่าแม่บัวเผื่อน คนรู้จักมักคุ้นกันมานานปีมาด่วนตายไปเช่นนี้ จะไม่ไปงานศพได้กระไร”

“ก็ฉันเห็นแม่เรไร ลั่นปากตัดเป็นตัดตายกับหลวงโจมจัตุรงค์แล้ว เลยนึกว่าแม่ลำบากยากใจที่จะไป แต่หากแม่เรไรทำตามที่ลั่นปาก ก็คงไม่ถือสาที่จะมี

หญิงอื่นมาออกหน้าคู่กับหลวงโจมกระมัง” บัวเผื่อน ปรายตามาทางศรีเมือง

“ปากแม่บัวเผื่อนเป็นหนึ่งในฝ่ายในจริงแท้ ไม่ต้องพูดดักคอฉันดอก ฉันเกลียดหลวงโจมเหมือนจะตายไม่มีวันที่จะดีด้วยอีก แต่แม่ป้าบุญเรือนดีกับฉันมาก ถึงอย่างไรฉันก็ต้องไป” เรไรตอกกลับ แล้วหันมาถามศรีเมือง “แล้วนี่จำเรียงรู้ข่าวแม่แล้วหรือไม่”

“คงรู้แล้วกระมังจ๊ะ ฉันสงสารจำเรียงนัก ไม่เพียงแต่โดนจำคุก แม้แต่ยามที่แม่สิ้นใจก็ยังไม่ได้อยู่ดูใจเลย” ศรีเมืองหน้าสลด

เวลาเดียวกัน จำเรียงนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่คนเดียวในคุก เธอค่อยๆยกมือพนม “แม่ของลูก วิญญาณแม่อยู่ที่แห่งใด ลูกนี้อกตัญญูนัก ลมหายใจสุดท้ายของแม่ยังไม่ไปอยู่ให้เห็นหน้า ให้อภัยลูกด้วยเถิด” จำเรียงก้มลงกราบกับพื้นในคุก เป็นการกราบลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย

กลางดึกคืนนั้น ดวงแขฝันเห็นวิญญาณบุญเรือนมาหลอกหลอนด้วยโกรธแค้นที่เธอกลั่นแกล้งไม่ยอมปล่อยตัวจำเรียง แม่หญิงกรีดร้องลั่นพลันสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดกลัว และรู้สึกผิดที่มีส่วนทำให้บุญเรือนตรอมใจตาย

ooooooo

เช้าวันใหม่ ดวงแขให้ตำรวจปล่อยตัวจำเรียงออกจากคุกหลวง เพราะหวาดกลัววิญญาณบุญเรือนและอยากจะทำดีไถ่บาป เสมาดีใจมาก ชวนสินกับสมบุญมารับตัวจำเรียงด้วยกัน

สินแปลกใจกับการกระทำของดวงแขจึงแกล้งเปรย “ประหลาดแท้ ทีแรกว่าต้องรอหมื่นชาญเสร็จศึก จึงจะปล่อยได้ จู่ๆก็ปล่อยแม่จำเรียงออกจากคุกเสียเช่นนั้น”

ดวงแขไม่พอใจที่สินจับผิดตน รีบออกตัว “เพราะฉันสงสารจำเรียง กลัวจะไม่ได้ไหว้ศพแม่ดอกจึงทำเช่นนี้

มิรู้ว่าพี่หมื่นชาญกลับมา จะผิดใจกันเพียงใด”

สินเบ้ปากใส่อย่างไม่เชื่อนัก เสมาเข้าไกล่เกลี่ย แล้วเอ่ยขอบคุณดวงแขที่ช่วยเหลือ แม่หญิงยิ้มรับ เพราะถึงไม่ได้ตามเป้า แต่เสมาก็ดีกับตนมากขึ้น

สมบุญเร่งให้เสมากับจำเรียงรีบกลับไปจุดธูปบอกบุญเรือนให้หมดห่วง เสมาเห็นด้วยเดินนำทุกคนออกไป ดวงแขรีบตามด้วยกลัวถูกผีบุญเรือนหลอกอีก

ในตอนสาย ทุกคนมารวมตัวกันที่วัดเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บุญเรือน เอื้อยแดงกับศรีเมืองนั่งประกบเสมาซ้ายขวา ต่างช่วยกันถวายเพลพระด้วยท่าทางสนิทสนม บัวเผื่อนทนไม่ได้หันมาเปรยกับเรไร

“ดูแม่ศรีเมืองกับแม่เอื้อยแตงซี ขนาบซ้ายขวาหลวงโจมเชียว ดูท่าจะสมัครสมานสามัคคีกันเช่นนี้ ต้องถือว่าหลวงโจมโชคดีนัก”

เรไรหึงจับใจ แต่ทำอะไรไม่ได้จึงพาลใส่ “หินลับมีดที่เรือนฉันขาดอยู่ ขอหยิบยืมปากแม่บัวเผื่อนไปลับแทนได้หรือไม่”

“แทงใจรึ ไหนแม่เรไรออกปากตัดขาดหลวงโจมแล้ว ฉันเย้าเล่นเพียงเท่านี้ เหตุใดต้องเคืองกันด้วยเล่า” บัวเผื่อนยิ้มเยาะ เรไรหงุดหงิดที่บัวเผื่อนแขวะไม่เลิก จึงสะบัดหน้าลุกขึ้นเดินเลี่ยงไป โดยไม่สังเกตว่าดวงแขที่อยู่ใกล้ๆกันนั้น กำลังจ้องเสมา เอื้อยแตง และศรีเมือง ตาเขม็ง เพราะหึงหวงหนักกว่าเรไรเสียอีก

หลังถวายเพลเสร็จ เรไรเดินแยกออกมาให้อาหารปลาที่ท่าน้ำ เสมาตามเข้ามาคุยด้วย หวังปรับความเข้าใจ แต่ต่างฝ่ายต่างถือทิฐิจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง เรไรจ้องหน้าคนรักด้วยความโกรธ ก่อนจะหยิบขันใส่ข้าวเดินจากไป ส่วนเสมาก็มองตามด้วยสายตาแข็งกร้าว

ดวงแขที่แอบดูอยู่ส่งยิ้มสะใจ เมื่อเห็นว่าเรไรกับเสมาหมดหวังกลับไปคืนดีกันได้

“ยิ้มกระไรรึ แม่หญิงดวงแข” ศรีเมืองเข้ามาทัก ด้วยตามดูดวงแขมานานแล้ว

ดวงแขตกใจรีบเดินหนี แต่ศรีเมืองไม่ยอมพลาดโอกาส เธอตามไปยิงคำถามแทงใจว่า แม่หญิงดวงแขชอบเสมาหรือ แม่สาวผิวเข้มตกใจมาก ไม่คิดว่าศรีเมืองจะรู้ จึงแกล้งทำโกรธ

“เอากระไรมาพูด อย่าพูดพล่อยๆ ให้ฉันมีมลทินเช่นนี้”

“อย่าปิดเลยแม่หญิง ฉันแอบเห็นหลายคราแล้ว เพลาที่พี่เสมาสนิทสนมกับหญิงอื่น แม่หญิงมีทีท่าไม่พอใจนัก แต่คราที่พี่เสมามีปากเสียงกับแม่หญิงเรไร แม่หญิงกลับพึงใจ แล้วจะให้ฉันเข้าใจว่ากระไร ถึงแม่หญิงจักชอบพอพี่เสมา ก็หาใช่เรื่องผิดกระไรไม่ เว้นแต่แม่หญิงจะยุยงให้พี่เสมากับแม่หญิงเรไรผิดใจกัน” ศรีเมืองพูดไม่ทันจบ ดวงแขก็คว้าข้อมือเธอขึ้นมา พลางจ้องตาเขียว

“คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดกัน ถึงได้พูดกับฉันเช่นนี้

ในวังศักดิ์ฉันก็เหนือกว่ามากนัก นอกวังเจ้าก็แค่ลูกบุญธรรมของท่านพันอิน หากเกิดกระไรขึ้น จะมีผู้ใดออกหน้าช่วยคนเช่นเจ้า ลองคิดดู หากไม่เชื่อก็ไปบอกแม่เรไรซี ฉันกับแม่เรไรโตมาด้วยกัน อยากรู้นักว่า แม่เรไรจะเชื่อคำฉันหรือคำหญิงที่ชอบพอชายเดียวกันอย่างเจ้า” ดวงแขปล่อยมือศรีเมือง แล้วเดินเลี่ยงไป

ทิ้งให้ศรีเมืองมองตาม ด้วยความกริ่งเกรง

ooooooo

กองทัพกรุงศรีอยุธยาที่ยกไปตีเมืองทวายและตะนาวศรี ได้รบพุ่งกับกองทัพหงสาวดีที่ยกมาป้องกันอย่างดุเดือด

ในที่สุดก็เอาชนะได้ ยึดเมืองทวายและตะนาวศรีกลับคืนมาสำเร็จ นับเป็นครั้งแรก ที่กรุงศรีอยุธยาสามารถยึดเมืองที่เสียไปคืนจากหงสาวดีได้ ยังความยินดีให้กับสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นอย่างมาก ทั้งสองพระองค์มีดำริจะให้เมืองทวายหาคนมาปกครองกันเอง ส่วนเมืองตะนาวศรีจะส่งพระยาศรีไสยณรงค์ไปปกครองเป็นการปูนบำเหน็จ

หลังเสร็จศึก ขุนรามเดชะได้เลื่อนขั้นเป็นหลวงรามเดชะ พันอินได้เป็นขุนพิมานมงคล ส่วนขันกับพุฒได้เป็นขุนณรงค์วิชิตและขุนวิเศษสรไกร

ลำภูพอใจยิ่งนัก เปรยกับเรไรว่าขันรุ่งเรืองขึ้นมาก อีกไม่นานก็คงตามทันเสมาที่ได้เป็นหลวงโจมจัตุรงค์

“แม่ท่านอย่าเอ่ยชื่อนี้อีกเลย ลูกได้ลั่นวาจาแล้ว ว่าจะไม่คืนดีกับชายเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์ใด ก็หาเกี่ยวข้องกับลูกไม่” เรไรรีบออกตัว

พันอินนั่งฟังอยู่ด้วย พลอยยินดีกับลูกบุญธรรม ส่วนขุนรามเดชะหน้าเครียด กลัวเสมาจะแก้แค้น พันอินอ่านใจเกลอออกจึงเปลี่ยนเรื่อง โดยเอ่ยถามขุนรามเดชะว่า จะจัดการอย่างไรกับที่ดินย่านสัมพณี ที่พ่ออยู่หัวท่านมีรีบสั่งให้เวนคืนเป็นบำเหน็จศึก ท่านขุนยิ้มหน้าบานขึ้นมาทันที

ผิดกับแต้มที่กำลังทุกข์หนัก เพราะที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นบ้านของตน เอื้อยแตงเข้ามาปลอบใจ และพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการพาแต้มไปขออาศัยอยู่กับเสมา

เสมา จำเรียง และมั่นให้การต้อนรับเอื้อยแตงกับแต้มเป็นอย่างดี เพราะอยากตอบแทนเอื้อยแตงที่ช่วยดูแลบุญเรือนเมื่อยามเจ็บไข้ เอื้อยแตงดีใจนัก เพราะจะได้ใกล้ชิดเสมามากขึ้น

สินแขวะเอื้อยแตงเพราะหึงหวง จนสาวเจ้ารำคาญลุกหนีไป แต่สินยังตามไปต่อว่าอีก ด้วยหวังให้นางได้สติหันมามองตนบ้าง เพราะเสมาไม่มีวันมองเอื้อยแตงเป็นอื่นไปได้ นอกจากน้องสาว จึงโดนแม่สาวตอกกลับว่า แล้วเหตุใดสินถึงไม่มองหญิงอื่นบ้าง ทำเอาสินยืนอึ้งเถียงไม่ออก

ooooooo

เช้าวันใหม่ พันอินออกมานั่งคุยกับศรีเมือง เรื่องเอื้อยแตงกับแต้มย้ายไปอยู่บ้านเสมา แถมแต้มยังคุยฟุ้งไปทั่วตลาดว่าอยากได้เสมาเป็นเขย เพราะรุ่งเรืองเป็นถึงหลวงโจมจัตุรงค์

“คนเยี่ยงอ้ายแต้ม เอาแต่ได้ แต่คิดการสั้นนัก เที่ยวโจษจนอึง คนที่มีมลทินก็มีแต่เอื้อยแตงเท่านั้น” พันอินส่ายหน้าระอา ขณะที่ศรีเมืองนั่งขรึมไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

เวลาเดียวกัน เรไรเพิ่งรู้ข่าวเอื้อยแตงก็ถึงนั่งใจลอยปล่อยให้แกงในหม้อไหม้ไปต่อหน้าต่อตา จนบัวเผื่อนเข้ามาเตือนและเย้าเรื่องข่าวลือในตลาด แม่หญิงหน้าเสียด้วยแทงใจอย่างจัง จึงพาลโกรธเพื่อนแล้วลุกหนีไป

“ยังตัดใจไม่ได้แท้ๆ แต่ปากแข็งนัก” บัวเผื่อนยิ้มเยาะ สมน้ำหน้าเรไร

บ่ายวันเดียวกัน ดวงแขหลบมาทำใจที่ท่าน้ำ ยังไม่ทันคลายโกรธ ขันก็เข้ามาต่อว่าเรื่องปล่อยตัวจำเรียง ด้วยหวังจะได้เป็นเมียเพื่อเย้ยเสมา

“แม่เรไรอยู่ปลายมือแล้ว พี่ยังสนใจดอกหญ้าริมทางอีก เพราะพี่มักง่ายเช่นนี้ ถึงชำนะใจแม่เรไรไม่ได้เสียที” ดวงแขสะบัดหน้าเดินหนีไป

ขันโมโหจะตามไปต่อว่าน้องสาว แต่พุฒห้ามไว้เพราะรู้ดีว่าดวงแขโกรธเรื่องอะไร เขาขอตามเข้าไปคุยกับแม่หญิงหวังหว่านล้อมให้เธอเห็นใจ ด้วยคิดว่าเสมอกันทั้งยศศักดิ์ ไม่เหมือนเสมาที่เป็นแค่ลูกช่างตีเหล็ก แถมยังเจ้าชู้ไม่เลือกหน้า

“ขึ้นชื่อว่าชายก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น ขุนวิเศษเองก็มีเมียทาสอยู่ที่เรือนโขอยู่ มิใช่ฉันไม่รู้” ดวงแขสวน

“แต่ฉันก็ไม่ยกผู้ใดขึ้นเทียมแม่หญิงเป็นแน่ แต่อ้ายเสมามันเป็นไพร่ต่ำสกุล ได้คนเช่นนังเอื้อยแตงเป็นเมียก็สมกันแล้ว ยิ่งอีกไม่กี่วัน ต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน คงไม่แคล้ว...แล้วแม่หญิงดวงแขจะทนเป็นน้อยนังเอื้อยแตงได้หรือไม่ล่ะ”

“ฉันฟังขุนวิเศษพูดก็เห็นจริงตามนั้น แต่ข้อที่ว่าขุนท่านรักฉันจริง ฉันยังไม่ใคร่เชื่อถือน้ำคำนัก” ดวงแขส่งยิ้มหวาน รีบเปลี่ยนท่าที

พุฒหลงกล เข้าใจว่าแม่หญิงเริ่มคล้อยตามจึงเอ่ยถามว่า ต้องการให้เขาทำเช่นใดจึงจะยอมเชื่อ ดวงแขยิ้มร้ายเปรยเรื่องเอื้อยแตงให้ฟัง

พุฒอยากเอาใจดวงแข จึงจ้างคนมาใส่ความเอื้อยแตง ว่าสมรู้ร่วมคิดกับหัวขโมยนำแหวนมาซ่อนไว้ที่แผงขายเหล็ก เป็นเหตุให้เอื้อยแตงต้องติดคุกหลวง แต่สินนำเงินมาเสียเบี้ยปรับให้ แม่สาวปากกล้าจึงได้รับการปล่อยตัว

แต้มบ่นเสียดายที่เสมาว่าที่ลูกเขยไม่อยู่ช่วยกัน สินฟังแล้วน้อยใจ เพราะทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยอยู่ในสายตาสองพ่อลูก

ooooooo

สายวันใหม่ เสมา พระราชมนู และบรรดาขุนนางทุกคนหมอบกราบเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ด้วยทั้งสองพระองค์มีประสงค์จะยกทัพไปตีเมืองละแวก

ศึกนี้สองขัตติยาทรงมอบหมายให้พระราชมนูเป็นทัพหน้า นำไพร่พลบุกเข้าตีเมืองละแวก ส่วนเสมาหรือหลวงโจมจัตุรงค์เป็นรองแม่ทัพช่วยพระราชมนู หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์จะยกทัพหลวงตามไป

ครั้นเสมาและเหล่าขุนนางออกไปจากท้องพระโรงแล้ว สมเด็จพระนเรศวรจึงหันมาตรัสกับพระราชมนูที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “เอ็งกับเจ้าศรีไสยณรงค์ติดตามข้ามานานนัก บัดนี้เจ้าศรีไสยณรงค์ก็ได้เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีแล้วเหลือแต่เอ็ง ยังเป็นคุณพระอยู่เช่นเดิม ศึกละแวกครานี้ ข้าจึงให้เอ็งสำแดงฝีมือให้เต็มที่ อย่าให้ข้าต้องผิดหวังเทียว”

“เป็นพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำศึกสุดฝีมือ หากแพ้ก็ขอให้ตัดหัวข้าพระพุทธเจ้าเถิด”

“เอ็งอย่าปากพล่อย เรื่องฝีมือแลกลศึก เอ็งนับได้ว่าเป็นหนึ่งในอโยธยา แต่น้ำใจเอ็งหุนหันพลันแล่นนัก ต้องระวังให้จงดี ไปได้แล้ว”

“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า” พระราชมนูถวายบังคมลา พลันคลานเข่าออกไป

สมเด็จพระเอกาทศรถมองตามแล้วเปรยว่า ตำแหน่งเจ้าพระยามหาเสนาบดี สมุหพระกลาโหมว่างมานานนัก เสร็จศึกละแวกครานี้ คงมีผู้ได้ขึ้นเป็นแน่

“จะหาผู้ใดรู้ใจพี่เท่าน้องเป็นไม่มี เจ้าราชมนูมันสัตย์ซื่อไว้ใจได้ พี่ถึงอยากสนับสนุน เอ่อ แต่ที่น้องจะใช้สอยเจ้าหลวงโจมจัตุรงค์ แน่ใจรึ แต่พี่ไม่แน่ใจนัก ด้วยเห็นฝีมือแลความกล้าของมันมาหลายครา นับว่าหาได้ยากยิ่งโดยเฉพาะดาบสองมือ ทอดตาดูทั่วแผ่นดิน จะหาผู้เสมอด้วยยังยากนัก แต่กลับไม่มีขุนนางผู้ใหญ่คนใดใช้สอย เพราะปากต่อปากว่ามันเป็นคนอกตัญญู กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา”

“ข้าพระพุทธเจ้าก็ได้ยินมาเช่นกัน แต่คราศึกยุทธหัตถี เห็นหลวงโจมผู้นี้ถวายกตัญญูแล้ว จึงไม่อยากเชื่อเสียงลือนัก ข้าพระพุทธเจ้าจึงอยากลองใจดูซักครา พระพุทธเจ้าข้า”

“ควรแล้วที่น้องรอบคอบ หากไม่เป็นจริงอโยธยา จะได้มีขุนนางผู้ใหญ่ ช่วยราชการสืบไป” สมเด็จพระนเรศวรพอพระทัยนัก

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน ดวงแขเรียกพุฒมาต่อว่า เรื่องเล่นงานเอื้อยแตงไม่ได้ดังใจ พุฒดึงมือดวงแขมากุมไว้พลางอ้อนว่า ตนทำตามที่แม่หญิงสั่งแล้ว จะไม่เมตตากันบ้างเชียวหรือ

“ขุนวิเศษเอากระไรมาพูด ฉันเพียงแต่ปรารภ ว่าแม่เอื้อยแตงทำกิริยาจองหอง ขัดหูขัดตาฉันหลายคราแล้ว ขุนวิเศษก็เสนอขึ้นมาเอง ว่าจักหาเรื่องใส่ความจนได้โทษ ฉันหาได้สั่งไม่” ดวงแขสะบัดมือออก พลางร้องเรียกบ่าวไพร่

“มีผู้ใดอยู่บ้าง ขุนวิเศษสรไกรจะกลับแล้ว ช่วยไปส่งขุนท่านหน่อยเถิด”

พุฒจ้องดวงแขด้วยความเจ็บใจที่โดนหลอกใช้ ขณะที่ดวงแขส่งยิ้มหยัน

ถึงตอนคํ่า ขันกับพุฒนั่งกินเหล้าอยู่ที่แคร่หน้าเรือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะขันอยากแต่งงานกับเรไร แต่ขุนราชเดชะกลับจะให้หมั้นไว้ก่อน และต้องรอฤกษ์แต่งอีกนาน พุฒแนะนำเกลอว่า ตอนนี้เสมาได้เป็นรองแม่ทัพของพระราชมนูในศึกละแวก ถ้าทำศึกชนะก็อาจได้เลื่อนเป็นถึงคุณพระ  ขันจึงไม่ควรวางใจ  เผื่อวันหน้าเสมารุ่งเรืองขึ้นจนมีมูลนายสังกัด หลวงรามเดชะอาจเปลี่ยนใจ

ขันคล้อยตาม บอกกับเกลอว่าพรุ่งนี้จะไปคุยกับขุนรามเดชะให้รู้เรื่อง  พุฒยิ้มชอบใจทวงสัญญาเรื่องดวงแขพลางใส่ไฟว่า ถ้าเสมาพลาดจากเรไรอาจหันมาหาดวงแข ขันขบกรามแน่นเพราะถึงพุฒจะไม่ดี แต่ตนเกลียดเสมามากกว่าจึงรับปากว่า สิ้นงานหมั้นแล้ว ให้พุฒเตรียมออกเรือนกับดวงแขได้เลย ด้วยมิต้องการร่วมสกุลกับไพร่ชั้นตํ่าเช่นเสมา

ooooooo

ขันมาพบขุนรามเดชะที่เรือนแต่เช้า เพื่อเจรจาเรื่องหมั้นหมาย

ท่านขุนกับลำภูตอบรับว่า ใจจริงอยากจะให้แต่งกันเลยด้วยซํ้า แต่เห็นว่ามีเหตุหลายคราให้เสียฤกษ์ จึงไม่กล้าผลีผลาม แล้วขุนรามเดชะก็หันมาทวงสัญญาจากเรไร เรื่องเอ่ยปากตัดขาดกับเสมา

เรไรขอให้ท่านพ่อวางใจ เธอตัดขาดเสมาแล้วจริงและขยับจะต่อรอง แต่ท่านขุนชิงพูดขึ้นก่อน

“ถ้ากระนั้นก็หมั้นกับขุนณรงค์เสียเถิด พ่อไม่เห็นผู้ใดจะรักมั่นกับลูกเท่าขุนณรงค์แล้ว”

“ขอบพระคุณขอรับท่านอา ข้าพระเจ้าจะเร่งหาฤกษ์มาให้เร็วที่สุดขอรับ” ขันรีบกราบขุนรามเดชะกับ

ลำภู ไม่สนเรไรที่นั่งซึมเพราะไม่อาจทำใจรักขันได้

ooooooo

เช้าวันใหม่ เรไรออกไปทำบุญกับศรีเมืองและพิณ ขันขอตามไปด้วยเพราะระแวงว่าแม่หญิงจะแอบมาพบเสมาอีก และช่างบังเอิญที่เอื้อยแตงลากเสมามาทำบุญที่วัดเดียวกัน ขันเหลือบไปเห็นจึงแกล้งล้อว่า หลวงโจมจัตุรงค์พาหญิงคนรักมาทำบุญ

เรไรน้อยใจแกล้งชวนขันเข้าไปทำบุญด้วยเพื่อประชดเสมา เสมามองตามด้วยสายตาหึงหวง ผิดกับเอื้อยแตงที่ยิ้มอย่างมีความสุข

ทั้งหมดเดินตามกันเข้าไปในหอฉัน เอื้อยแตง แยกไปคุยกับศรีเมืองที่ช่วยพิณประเคนอาหารถวายเพลว่า พักนี้ตนเคราะห์ร้ายนัก จู่ๆก็ถูกจับให้ต้องเสียเบี้ยปรับ แลมะรืนเสมาก็ต้องไปศึกละแวก จึงพร้อมใจกันมาทำบุญสะเดาะเคราะห์ ศรีเมืองได้ฟังก็เบาใจ ขอให้พระคุ้มครองทั้งสอง แล้วหันไปมองเสมาที่จับจ้องอยู่เพียงแม่หญิงเรไร ด้วยเห็นเธอกับขันช่วยกันถวายเพลด้วยท่าทางสนิทสนม

จังหวะหนึ่ง เรไรหยิบขันข้าวใบใหญ่ขึ้นมาเพื่อจะใส่บาตร ยามนั้นขันเลี่ยงไปหยิบกระจาดใส่ผลไม้ เสมาได้โอกาสลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าใกล้ๆเรไร แล้วใช้มือข้างหนึ่งประคองขันใส่ข้าวไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งร่วมจับทัพพีเดียวกับเรไรตักข้าวถวายพระ ทำเสมือนหนึ่งทำบุญตอนออกเรือน

ขันหันมาเห็นก็โกรธปรี่เข้ามาจะเอาเรื่อง แต่พิณขวางไว้ ขอร้องอย่ามีเรื่องกันในวัด ขันจึงยอมรามือ ขณะที่เสมายิ้มสะใจที่เล่นงานขันได้

เรไรจ้องเสมาด้วยสายตาถมึงทึง โกรธที่เป็นฝ่ายหาเรื่องขันก่อน แม่หญิงสะบัดหน้าลุกหนีออกไป ขันรีบตามติด เสมาลุกตามออกไป

ขันตามมาบอกกับเรไรว่า ตนจะแก้แค้นเสมาที่หมิ่นเกียรติแม่หญิงให้เอง โดยจะให้ลูกน้องไปจอดเรือซุ่มเล่นงานเสมาเมื่อพ้นเขตวัด เรไรไม่เห็นด้วย เธอตำหนิขันที่ทำตัวไม่สมกับเป็นชายชาติทหาร ขันไม่พอใจพาลว่าเรไรยังมีใจให้เสมาอยู่ แม่หญิงขยับจะเถียง แต่เหลือบเห็นเสมาเดินตามออกมา

เรไรเปลี่ยนเป็นปั้นยิ้มหวานให้ขัน แล้วแสร้งพูดจาฉอเลาะ แถมยังดึงมือขันมาจับหวังยั่วเสมา ขันคิดว่าเรไรมีใจให้ตนแน่แล้ว จึงฉวยโอกาสดึงมากอดเพื่ออวดเสมา

เรไรตกใจไม่คิดว่าขันจะลามปาม ขณะที่เสมาทนไม่ไหวพุ่งเข้าไปกระชากตัวขันออกมา พลางประเคนหมัดเข้าเต็มหน้า ขันตั้งหลักได้สวนกลับบ้าง แล้วทั้งสองก็ประเคนแม่ไม้มวยไทยเข้าใส่กัน

เรไรเห็นท่าไม่ดีตะโกนเรียกให้คนช่วย เอื้อยแตง ศรีเมือง และพิณวิ่งออกมาแยกมวยนอกสังเวียน สองหนุ่มจ้องกันเขม็งด้วยสายตาเกลียดชัง

ooooooo

ตอนค่ำคืนนั้น สมบุญหิ้วปีกเสมาที่เมาไม่รู้เรื่องเข้าไปนอนในกระท่อม ก่อนจะออกมาลากสินที่นั่งกอดไหเหล้าเพ้อหาแต่เอื้อยแตงให้ขึ้นไปนอนบนแคร่

ครู่ต่อมา เอื้อยแตงกับจำเรียงเดินมาตามเสมากลับบ้าน ครั้นเห็นพ่อหนุ่มเมาหนักจึงฝากให้นอนที่กระท่อมสมบุญไปก่อน

“ไม่ต้องห่วงดอกจ้ะ นี่ฉันก็กะจะไปหาไม้มาใส่ไฟเพิ่ม จักได้นอนอุ่นไม่เหน็บหนาวกลางดึก” สมบุญขยับจะเดินออก แต่จำเรียงเรียกไว้ ขอไปช่วยด้วยคน

หนุ่มสาวเดินคุยกันกะหนุงกะหนิงออกไป เอื้อยแตงมองตามพลางอมยิ้ม แล้วแอบเข้าไปดูเสมาในกระท่อม ไม่สนใจสินที่นอนตากยุงอยู่ข้างนอก ส่วนสินรู้สึกเหมือนมีคนเดินผ่านหน้าไปจึงย่องตามในกระท่อม  เอื้อยแตงได้ยินเสมาเพ้อหาแม่หญิงเรไร

ก็อ่อนใจ  หันหยิบผ้ามาห่มให้  พ่อทหารหนุ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเข้าใจว่าเอื้อยแตงเป็นเรไร ตรงเข้าปลุกปล้ำ

“พี่เสมา อย่าจ้ะ ฉันเอง” เอื้อยแตงร้องเสียงหลง

สินผลักประตูเข้ามา  เห็นเสมาปล้ำเอื้อยแตงก็หายเมาเป็นปลิดทิ้ง  ตรงเข้าชกเสมาล้มคว่ำลงไปด้วยความแค้นและตรงไปซ้ำ แต่เอื้อยแตงกระชากสินออกมา

“หยุดประเดี๋ยวนี้อ้ายสิน  ออกไปให้พ้นเชียวนะ” เอื้อยแตงผลักอกสินแล้วเข้าไปประคองเสมา

เสมาแทบสร่างเมา  หันไปมองสินอย่างรู้สึกผิด  ขณะที่สินเองก็เจ็บไม่แพ้กัน  จึงหันไปถีบประตูระบายอารมณ์

ooooooo

เช้าวันใหม่ เอื้อยแตงนั่งปรับทุกข์อยู่กับจำเรียง ด้วยเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้เสมากับสินต้องผิดใจกัน

เวลาเดียวกันนั้น เสมา สมบุญ เข้ามาคุยกับสินที่นั่งหงุดหงิดอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่ยอมออกไปช่วยฝึกทหารเหมือนเก่า ด้วยอยากจะปรับความเข้าใจ  แต่กลับโดนสินพาลใส่  เพราะเคืองไม่หาย เสมายืนกรานว่า ตนคิดกับเอื้อยแตงแค่น้องสาวเท่านั้น แลไม่ได้เคยคิดหักหลังสินเลย

“แต่หากเอ็งยังไม่พอใจ  จะชกหน้าข้าเช่นเมื่อคืนอีกก็ยังได้” เสมาเดินเข้าหา

สินจ้องหน้าเสมาเขม็ง  แต่ในที่สุดก็ยอมเดินเลี่ยงไป  เสมามองตามไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้สินเข้าใจ  และไม่รู้ด้วยว่าใกล้ๆกันนั้น  ลูกน้องของพุฒแอบฟังเรื่องราวอยู่

ไม่นานนัก  ข่าวเรื่องเสมากับสินผิดใจกันก็ถึงหูพุฒ  เขาสะใจยิ่งนักรีบมาแจ้งข่าวดีกับขัน และวางอุบายให้ช่วยกันยุแยงสินให้แตกหักกับเสมายิ่งขึ้น  ด้วยหวังจะหลอกใช้สินฆ่าศัตรูหัวใจให้ขันในระหว่างออกศึก  แต่สินยังลังเล เขาหันไปดื่มเหล้าดับกลุ้มจนเมามาย จากนั้นก็กลับมาต่อว่าเอื้อยแตงที่นั่งรอเสมาอยู่หน้าเรือน

“ฉันรู้ดีว่าแม่เอื้อยวางแผนย้ายมาอยู่ที่เรือนนี้ เพื่อจะเสนอตัวให้พี่เสมา  ฉันไม่คิดเลยว่าแม่เอื้อยจะไร้ยางอายเพียงนี้”

เอื้อยแตงแค้นสุดๆ ตบหน้าสินฉาดใหญ่ “อ้ายปากชั่ว เออ ข้าชอบพอพี่เสมา แต่พี่เสมาหาได้ชอบข้าไม่ แต่ข้าก็ไม่เคยคิดเสนอตัวให้ผู้ใดทั้งสิ้น ข้าเพียงแต่อยากอยู่ใกล้คนที่ข้ารักเท่านั้น หัวใจชั่วเช่นเอ็งไม่มีวันเข้าใจดอก” แม่สาวปากกล้าเดินน้ำตาซึมขึ้นเรือนไป ทิ้งให้สินมองตามด้วยความเสียใจ

สายวันต่อมา  ดวงแขแอบมาพบเสมาที่วัดพุทไธสวรรย์ เธอนำสร้อยพระของพ่อมาให้ชายหนุ่มให้ช่วยคุ้มครอง แต่เสมาไม่กล้ารับ ด้วยมันมีค่ามากเกิน ดวงแขน้อยใจจึงตัดพ้อ

“หรือหลวงโจมยังไม่รู้ว่าฉันคิดกับหลวงโจมเช่นใด หากหลวงโจมไม่รับไว้ ฉันจะได้รู้ว่าท่านรังเกียจฉัน”

เสมาจนใจจำต้องรับสร้อยพระ  พลางเปรยว่า  ตนเป็นแค่ช่างตีเหล็กต่ำสกุล หาคู่ควรกับแม่หญิงไม่

“ฉันไม่ใช่แม่เรไร แลแม่ฉันก็ไม่ได้ถือยศถือศักดิ์เช่นนั้น ขอแต่เพียงออกหลวงดีกับฉันบ้าง ฉันก็พึงพอใจนักแล้ว” ดวงแขส่งยิ้มเขิน ขณะเสมาหน้าเครียด เพราะยังตัดใจจากเรไรไม่ได้ แถมดวงแขยังมามีใจให้ตนอีก

ooooooo

สมเด็จพระนเรศวรทรงจัดทัพถึงหนึ่งแสน  ทรงให้พระราชมนูคุมไพร่พลห้าพันเป็นทัพหน้า บุกเข้าตีเมืองละแวก

ครั้นพระยาละแวกทราบข่าว  จึงส่งกองทัพหนึ่งหมื่นมารักษาเมืองโพธิสัตว์  และส่งกองทัพอีกหนึ่งหมื่นห้าพันไปรักษาเมืองพระตะบอง ต้านข้าศึกก่อนเข้าสู่เมืองหลวง

หลายวันผ่านไป สมบุญเห็นสินยังไม่ยอมให้อภัยเสมาก็เกรงว่าจะสร้างความหนักใจให้กับลูกพี่ในยามศึก จึงเข้ามาเตือนสติ

“แม่เอื้อยแตงหามีใจให้เอ็งไม่ แล้วมันคุ้มกันหรือวะ ที่เอ็งจะเคืองแค้นคนที่เอ็งนับถือเป็นเพื่อนเป็นพี่แลร่วมเป็นร่วมตายกันมา เพื่อหญิงที่ไม่เคยรักเอ็งเลย”

“เอ็งก็ต้องเข้าข้างพี่เสมาอยู่แล้ว ก็เอ็งหวังในตัวน้องสาวเขาไม่ใช่รึ จำไว้นะอ้ายสมบุญ ที่ข้าเจ็บก็เพราะข้ารัก นับถือพี่เสมาดอก แต่ต่อไปก็จะไม่มีอีกแล้ว เพราะเสร็จศึกละแวกเมื่อใด ข้าจะขอย้ายกรมกองสังกัด จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าคนทุรยศเช่นนี้อีก” สินเดินหงุดหงิดเลี่ยงไป

สมบุญได้แต่มองตามด้วยความอ่อนใจ และไม่ทันเห็นเสมายืนแอบมองอยู่ด้วยความกลุ้มใจไม่แพ้กัน เขาทั้งผิดหวังในความรัก ทั้งผิดใจกับสินที่ตนรักเหมือนเพื่อนเหมือนน้อง

เช้าตรู่วันใหม่ พระราชมนูเรียกเสมา สิน และสมบุญเข้าไปหารือในกระโจม เรื่องการรบเพราะต้องเผด็จศึกให้เร็วที่สุด เสมาอาสาเป็นกองหน้าออกหยั่งเชิงข้าศึกหากได้ทีก็ขอให้ท่านแม่ทัพหนุนเข้าไป  เพราะอาจตีเมืองได้ก่อนที่ทัพหลวงของพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะมาถึง

พระราชมนูพอใจ สั่งให้สินกับสมบุญออกไปช่วย เสมา ทั้งสองรับคำสั่ง และสินก็หันมาเหล่มองเสมาอย่างไม่พอใจนัก

“ศึกครานี้ต่างจากทุกคราว ด้วยเราเป็นฝ่ายบุกตี ไม่ชำนาญชัยภูมิ หลวงโจมพ่อจักทำการใดขอจงอย่าดูเบาแก่ข้าศึกเป็นอันขาด” พระราชมนูกำชับกับเสมา

“ขอรับ ท่านแม่ทัพ”

เวลาต่อมา เสมานั่งใจลอยอยู่บนหลังม้า นำสิน สมบุญ และทหารไทยจำนวนหนึ่งออกลาดตระเวน สมบุญนึกห่วงจึงเอ่ยถามลูกพี่ว่า จะให้ส่งทหารออกไปสืบดูก่อนดีหรือไม่ เพราะชัยภูมิคับขันนัก หากซุ่มทัพไว้คงยากที่จะดูออก แต่เสมาไม่ทันฟัง ด้วยมัวแต่คิดหนักเรื่องเรไรและสิน

ทันใดนั้นเอง ทหารละแวกกลุ่มหนึ่งก็ส่งเสียงโห่ร้อง พลันยกพวกเข้าโจมตี

เสมาชักดาบออก สั่งทหารไทยโต้กลับแล้วไล่ตามข้าศึกที่ถอยร่นไป สมบุญสังหรณ์ใจว่าจะเป็นอุบายของข้าศึกจึงร้องเตือนเสมา แต่ช้าไปเสียแล้ว เพราะทหารละแวกอีกกลุ่มหนึ่งที่ซุ่มอยู่ในป่าโผล่ออกมา

ยิงปืนใส่ทหารไทยล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เสมาเองก็

โดนยิงใส่จนตกม้า แต่เขาไม่ยอมถอย ควงดาบต่อสู้กับทหารละแวกด้วยความแค้น

เสมา สิน และสมบุญ คุมทหารไทยสู้กับทหารละแวกที่มีจำนวนมากกว่า ทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันอย่างดุเดือดจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

เวลาผ่านไป เสมาและสินโซเซซัดโซมาที่ริมลำธาร เนื้อตัวทั้งสองเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผล

“ไม่รู้อ้ายสมบุญตีฝ่าออกไปได้หรือไม่ ตั้งแต่ทำศึกมาไม่เคยพ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้เลย” สินเหล่มองเสมาอย่างโทษว่าเป็นความผิดของเขา

“ใช่ เพราะข้าเอง ข้าทำศึกโดยประมาท จึงพาพี่น้องเราไปล้มตายมากมายถึงเพียงนี้ มิรู้ว่าป่านฉะนี้ทัพของท่านแม่ทัพราชมนูจักเป็นเช่นใดบ้าง” เสมาใช้ดาบยันตัวลุกขึ้น แต่เจ็บแผลที่โดนยิงจนทรุดลงอีก

สินเบะปากสมน้ำหน้า คำพูดยุยงของขันเรื่องให้ฆ่าเสมาเพื่อแก้แค้นดังขึ้นมาในหัว ตามด้วยคำพูดของเอื้อยแตงและสมบุญ ทำให้สินต้องสับสน เขาหันไปมองเสมาอีกครั้ง ภาพความดีของเสมาและการฝ่าฟันร่วมเป็นร่วมตายกันมาผุดพรายขึ้นมา จนในที่สุดสินก็ตัดสินใจทำร้ายเสมาไม่ลง เพราะรักและเคารพเสมา

“อ้ายสิน เรื่องที่ข้าทำให้เอ็งเสียนํ้าใจ ขอเอ็งจงอโหสิกรรมให้ข้าด้วยเถิด ต่อจากนี้หากมีกระไรเกิดขึ้นกับพ่อแลน้องข้า ถ้าเอ็งช่วยได้ ก็ขอให้เอ็งเมตตาช่วย นึกว่าเอาบุญเถิด” เสมาสั่งเสีย แล้วเงื้อดาบจะแทงท้องตัวเอง เพื่อชดให้ความผิดที่พาทหารมาล้มตาย

“พี่ทำเช่นนี้ได้กระไร บ้าไปแล้วรึ” สินใช้ทวนปัดดาบ เสมากระเด็นไป “พี่ต้องอยู่ พี่รู้หรือไม่ว่าฉันรักนับถือพี่เพียงใด พี่ไม่เพียงแต่มีฝีมือสูงอย่างที่ฉันไม่เคยพบในผู้ใดมาก่อน พี่ยังมีนํ้าใจต่อฉันนัก แม้พี่จะผิดเรื่องแม่เอื้อยแตง จนฉันแค้นพี่เหลือ แต่หากให้เลือก ฉันก็ยอมเสียแม่เอื้อยแตง ดีกว่าให้พี่ตาย ฉันพูดไม่เก่งอย่างอ้ายสมบุญ แต่หากพี่ยังนับฉันเป็นน้อง เราก็กลับด้วยกันเถิด มิว่าจะได้โทษใด เราก็จะช่วยเหลือกัน” สินนํ้าตาคลอเข้ามาประคองลูกพี่

เสมาพยักหน้ารับซึ้งใจในนํ้าใจของสิน จนยอมแบกหน้ากลับไปรับโทษ

ooooooo

พระราชมนูและเสมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถเพื่อขอรับโทษ สมเด็จพระนเรศวรกริ้วมาก สั่งให้ทหารนำทั้งสองไปตัดหัวตามอาญา แต่สมเด็จพระเอกาทศรถตรัสขึ้น

“ช้าก่อน เพลานี้เป็นยามศึก ตามธรรมเนียมไม่ควร ลงโทษนายทหารผู้ใหญ่ถึงประหาร เพราะจะเสียนํ้าใจแก่ไพร่พล รอเสร็จศึกก่อน แล้วค่อยพิจารณาโทษเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

พระนเรศวรยอมรับฟัง เพราะลึกๆก็ไม่อยากทำจึงมีรับสั่งให้นำพระราชมนูกับเสมาไปจองจำไว้ก่อน

สินและสมบุญยิ้มดีใจ ที่เสมารอดไปได้อีกครา

“ละแวกชำนะศึกครานี้ คงฮึกเหิมนัก ขอสมเด็จพี่จงนำทัพหลวงออกศึกด้วยพระองค์เองเถิดพระพุทธเจ้า จักได้เรียกขวัญทหารให้กลับมาดังเดิม” สมเด็จพระเอกาทศรถกราบทูล

“มีพระบรมราชโองการลงไป จงยกทัพทั้งหมดบุกเข้าตีเมืองพระตะบองแลโพธิสัตว์บัดเดี๋ยวนี้” สมเด็จพระนเรศวรเสียงกร้าว ท่าทางขึงขังน่าเกรงขาม

ไม่นานนัก สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพหลวงบุกเข้าตีเมืองพระตะบองและเมืองโพธิสัตว์แตกได้อย่างง่ายดาย จากนั้นได้ทรงยกทัพบุกเข้าตีเมืองละแวกต่อ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเมืองละแวกสามารถรบพุ่งป้องกันได้อย่างเข้มแข็ง แม้จักล้อมเมืองอยู่ถึงสามเดือนเศษ ก็ไม่สามารถตีให้แตกได้ จนทัพหลวงขาดเสบียงอาหาร ต้องยกทัพกลับ

ooooooo

4 เดือนต่อมา บัวเผื่อนแจ้งข่าวกับเรไรเรื่องทหารที่ไปศึกละแวกกลับมาแล้ว แต่ครั้งนี้เสมาทำศึกแพ้เพราะประมาทแก่ข้าศึก จึงถูกจำอยู่ในคุกหลวง อีกไม่กี่วันคงถูกประหารเป็นแน่ เรไรหน้าซีดเผือดด้วยห่วงเสมา

ด้านเสมาที่ถูกจองจำอยู่ในคุกหลวงกับพระราชมนู เขารู้สึกผิดยิ่งหนัก จึงเข้ามากราบขอขมา

“ข้าพระเจ้ากราบขอขมาพระคุณ ที่เป็นเหตุให้พระคุณต้องโทษประหารไปกับข้าพระเจ้าด้วย ข้าพระเจ้าไม่หวังให้พระคุณอภัยให้ดอก เพราะผิดนี้หนักหนานัก แต่ข้าพระเจ้าก็อยากกราบขมา เพื่อแสดงการสำนึกผิดขอรับ”

พระราชมนูอึ้งไปนิด เมื่อเห็นเสมาสำนึกผิดจากใจจริงก็ยอมเอ่ย “เมื่อเจ้าสำนึกผิดแล้วก็ช่างมันเถิด เกิดเป็นทหารย่อมพร้อมตายทุกเมื่อ อีกไม่กี่วันเจ้ากับข้าก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมตายกันแล้ว จะโกรธกันไปไย”

“ขอบพระคุณขอรับพระคุณ” เสมาส่งยิ้มบางๆ ขณะที่พระราชมนูได้แต่ถอดถอนใจยาวออกมาอย่างทำใจ

วันต่อมา สมเด็จพระนเรศวรเรียกขุนรามเดชะกับพันอินเข้าเฝ้าเพื่อสั่งการเรื่องงานประเพณีประจำปี เพราะจะจัดเป็นงานใหญ่ให้พวกชาวบ้านได้รื่นเริงกันเต็มที่

“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า” ทั้งสองถวายบังคมพร้อมกัน

สมเด็จพระเอกาทศรถเดินเข้ามาหาสมเด็จพระนเรศวร เพื่อทูลขออภัยโทษให้พระราชมนูกับเสมาด้วยเสียดายฝีมือของทั้งสอง แต่สมเด็จพระนเรศวรยืนกรานรับสั่งเดิม

“พี่กับเจ้าราชมนูร่วมเป็นร่วมตายกันมานานนัก พี่ไม่เสียใจกว่าน้องรึ แต่เหตุที่ต้องประหารเพราะเจ้าราชมนูมันลั่นวาจาไว้ แลธรรมเนียมการทำศึก หากสู้สุดฝีมือแล้วยังแพ้ก็หามีผู้ตำหนิไม่ แต่นี่กลับแพ้เพราะประมาท หากพี่ละไว้ ต่อไปจะบังคับบัญชาผู้ใดได้ พี่ได้ฤกษ์ประหารแล้วเป็นวันมะรืน อย่างไรเสียก็คงไม่ทัน”

ขุนรามเดชะและพันอินได้ฟังก็ตกใจ เมื่อรู้ว่าเสมาจะตายวันมะรืน ทั้งสองรีบชักชวนกันกลับเพื่อมาแจ้งข่าวให้ขันกับพุฒรู้ ด้วยจะให้ไปขออโหสิกรรมกับเสมา แต่สองเกลอกลับหัวเราะสะใจ บอกว่าไม่มีวันอโหสิให้เสมาเป็นแน่ และถ้าทำได้ขันจะฟันคอเสมาด้วยมือตัวเอง

ดวงแขที่แอบฟังอยู่ถึงกับลมจับ เมื่อรู้ว่าเสมาจะโดนประหาร

ส่วนที่เรือนเสมา จำเรียงนั่งร้องไห้อยู่กับเอื้อยแตง โดยมีมั่นคอยปลอบใจ สมบุญและสินที่มาแจ้งข่าวนึก

เห็นใจนัก สมบุญเอ่ยกับทุกคนว่า ที่เสมาแพ้ศึกครั้งนี้ก็เพราะเรื่องกลัดกลุ้มมากนัก จึงเป็นเหตุให้ขาดความระวัง

สินกับเอื้อยแตงเหล่มองกันรู้สึกผิด ที่พวกตนเป็นสาเหตุหนึ่งให้เสมาต้องรับโทษ

“แต่บุญข้ายังมี ที่ไม่ได้ยกนังเอื้อยแตงให้อ้ายเสมา มิเช่นนั้น ลูกข้าคงเป็นหม้ายไปเสียแล้ว เฮ้อ นึกว่าจะพึ่งพาอ้ายเสมาเสียหน่อย ที่ไหนได้” แต้มหงุดหงิดลงเรือนไป

เอื้อยแตงนึกละอายใจที่พ่อเห็นแก่ตัวนัก เธอ

หันมามองสิน เห็นเขาขบกรามแน่น เอ่ยว่าแม้ต้องปล้นลานประหารก็จะต้องช่วยเสมาให้จงได้

ในตอนคํ่า ผู้คุมนำอาหารมาให้เสมา แต่เขาปฏิเสธ แล้วทวงขอแหวนทองของเรไรที่ถูกริบไป แต่ผู้คุมไม่ยอมคืนให้เพราะผิดกฎ พ่อทหารหนุ่มนั่งซึมนึกถึงภาพความรักความหลังของตนกับเรไร แล้วตัดใจหยิบเศษฟางเศษหญ้าในคุกมาผูกทำเป็นแหวนสวมแทน พลางรำพึง

“แม่หญิงเรไร สุดรักของเสมา ชาตินี้คงหมดบุญสิ้นวาสนาจะได้พบหน้ากันอีกแล้ว” ทหารกล้านํ้าตาคลอ กุมมือที่สวมแหวนแนบอก

ชีวิตมืดมน คล้ายฟ้าคืนมรสุมแรงกล้า

ooooooo

ตอนที่ 8

ในสถานการณ์คับขัน ทหารรอคำสั่งอย่างกระ-วนกระวาย ขันเครียดหนักดึงพุฒออกมาปรึกษาว่าจักทำเช่นไรด้วยมัวแต่ห่วงทำร้ายขุนรามเดชะ จึงไม่ได้แจ้งข่าวให้ออกญาศรีไสยณรงค์ทราบ เป็นเหตุให้ทัพถูกข้าศึกโจมตี และความผิดครั้งนี้ถึงตัดหัวเป็นแน่

พุฒบอกให้เกลอใจเย็นด้วยการนี้มีเพียงตนกับขันเท่านั้นที่รู้เรื่อง หากไม่พูดก็ไม่มีใครรู้ แล้วพ่อจอมวางแผนก็เหลือบไปเห็นพลุส่งสัญญาณถอยทัพของออกญาศรีไสยณรงค์เข้า จึงเริ่มมีความหวังอีกคราพร้อมกับแผนชั่วในหัว เขาเอ่ยกับขันว่าให้สั่งถอยทัพแล้วปล่อยให้ขุนรามเดชะกับพันอินตายเสีย ก็หามีผู้ใดเอาโทษทั้งสองได้ แต่ขันยังลังเลด้วยเกรงว่าจักมีผู้ฟ้องร้องว่า ทั้งคู่ทิ้งให้ท่านขุนรามเดชะตายในศึก

“ขั้นนี้แล้วยังลังเลกระไรอีก หรือท่านไม่ต้องการแม่หญิงเรไรแล้ว จะสองจิตสองใจไปเพื่อกระไร คนเช่นขุนรามเดชะหาได้สลักสำคัญไม่ ควรรึที่ท่านจะห่วงหาเช่นนี้” พุฒจี้ใจดำ

ขันนิ่งคิดด้วยความสับสน ภาพในอดีตครั้งขุนรามเดชะเสี่ยงตายไปตามหมอที่หัวเมืองใต้มาช่วยรักษาตนจากโรคร้าย แถมยังช่วยฝากฝังให้เข้ารับราชการผุดพรายขึ้นมา เขาสำนึกได้จึงตัดสินใจนำทหารบุกเข้าไปช่วยขุนรามเดชะ

“โง่เง่านัก เมื่อใดกูจะได้แม่หญิงดวงแขมาครองกันเล่า” พุฒถอนใจพลางชักกระบี่คู่มือ ออกไล่ฟาดฟันเหล่าทหารพม่าด้วยความโกรธเคือง

แม่ทัพพม่าเห็นทหารไทยถอยร่น จึงไล่ตามหมายฆ่า ให้สิ้น สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงช้างออกมา พร้อมแม่ทัพนายกองและทหารกล้า เสมาเป็นจตุรงคบาท สินกับสมบุญเป็นทหารตามเสด็จออกศึกท่าทางองอาจยิ่ง

“สมเด็จองค์พระนเรศ พ่ออยู่หัวแห่งอโยธยาเสด็จ แล้ว ทหารกล้าทั้งหลาย จงอย่าอาลัยแก่ชีวิต ร่วมกันขับไล่ อ้ายข้าศึกไปให้พ้นแดนอโธยาเถิด” เสมาตะโกนลั่น

ทหารไทยโห่ร้องลั่น ก่อนจะกรูกันเข้าต่อสู้กับทหาร พม่าอย่างดุเดือด ช้างทรงของพระนเรศวรและพระเอกา–ทศรถเคลื่อนโจมตีข้าศึกพร้อมกัน

ooooooo

ทุ่งกว้างใกล้บ้านหนองสาหร่าย ทหารพม่าเนืองแน่น พร้อมตะลุยศึก

พระมหาอุปราชาประทับอยู่บนช้างทรง พระองค์ทอดพระเนตรเห็นทัพของสมเด็จพระนเรศวรยกมาจึงหันมาตรัสกับมางจาปะโรพระพี่เลี้ยง ที่นั่งอยู่บนช้างทรงอีกตัวว่า พระนเรศวรคงวางกลล่อให้ทัพพม่าติดตามไป แล้วยกทัพหลวงตีสวนขึ้นมาเป็นแน่

มางจาปะโรกราบทูลให้พระมหาอุปราชายกทัพหนุนเข้าไปตีทัพไทยให้แตกพ่าย ด้วยกำลังทหารพม่ามีมากมายทัพอโยธยาถึงสองเท่าครึ่ง

“เจ้ากล่าวถูกแล้ว จงยกทัพหนุนเข้าไปอีก ศึกนี้ใกล้จะชี้ชะตาแล้ว อย่าได้ถอยเป็นอันขาด” พระมหาอุปราชาหันรับสั่งกับเหล่าแม่ทัพนายกองที่ห้อมล้อมอยู่

สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพเข้าตีกองทัพของหงสาวดี จนเกิดการตะลุมบอนกัน ทำให้เกิดฝุ่นตลบมืดคลุมไปทั่วบริเวณ จนต่างฝ่ายต่างไม่สามารถมองเห็นกันได้ถนัด ประกอบกับช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถตกมัน จึงวิ่งตะลุยเข้าไปในกองทัพข้าศึกโดยมีเพียงทหารตามเสด็จเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น

ทั้งหมดอยู่ในวงล้อมของกองทัพพม่าจำนวนมหาศาล สมบุญกับสินหน้าเสียร้องถามเสมาว่า จะทำเช่นไร คงไม่มีทัพใดตามมาช่วยได้ทันแน่

“เมื่อเป็นทหารแล้ว จักเกรงอันใดกับความตาย พวกเอ็งจงปกป้องพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองให้ดีเถิด” เสมาปักดาบลงกับพื้นแล้วคุกเข่าลงถวายบังคมต่อหน้าช้างสมเด็จพระนเรศวร

“เป็นบุญของปวงข้าพระพุทธเจ้านัก ที่ได้ออกรบสนองคุณพ่ออยู่หัว ข้าพระพุทธเจ้าทุกคน ขอสู้ตายถวายชีวิตเพื่อปกป้องพระองค์ทั้งสอง โดยมิหวั่นเกรงต่อความตาย จนกว่าแผ่นดินจะกลบหน้าพระพุทธเจ้าข้า” เสมาและเหล่าทหารติดตามก้มลงกราบแนบพื้น น้ำตาคลอเบ้า

สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ทอดพระเนตรทหารทุกคนด้วยสายตาชื่นชม

“การกลับกลายเป็นเช่นนี้เหนือความคาดหมายนัก สุดแล้วแต่สมเด็จพี่จะตัดสินพระทัยเถิดพระพุทธเจ้าข้า” สมเด็จพระเอกาทศรถกราบทูล

สมเด็จพระนเรศวรมีพระพักตร์เคร่งเครียด เพราะฝ่ายตนมีไม่ถึงร้อย แต่ศัตรูมีเป็นแสน แล้วพลันทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงช้างอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ จึงยอมเสี่ยงครั้งสุดท้ายเอ่ยท้าทาย

“พระเจ้าพี่เรา จะยืนอยู่ไยในไม้ร่มเล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด เพราะภายหน้าสืบไป จะมิมีกษัตริย์ที่จะได้กระทำยุทธหัตถีเช่นเราอีก”

แม่ทัพพม่าได้ยินเช่นนั้นก็รีบกราบทูล ว่าอย่าทรงรับปาก เพราะองค์พระนเรศวรมีเพียงพระราชอนุชาแลทหารตามเสด็จเพียงน้อยนิด เพียงแค่ทหารพม่าหยิบดินขึ้นมาคนละกำ ก็ถมทับศัตรูจนตายแล้วหาควรต้องเสี่ยงภัยไม่

“หากข้าเป็นเจ้า ข้าก็คงทำเช่นนั้น แต่ข้าเป็นถึงพระราชนัดดาแห่งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ผู้มีเดชานุภาพปราบไปทั่วทศทิศ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินอโยธยาทรงตรัสท้าทายเช่นนี้ หากข้าไม่รับคำท้า จักมีหน้าเป็นพระมหา–อุปราชาแห่งหงสาวดีอยู่อีกรึ มางจาปะโร เจ้าไปกับข้า” พระมหาอุปราชาหันมาเรียกพระพี่เลี้ยง

ทั้งสองไสช้างเข้าสู้ศึก โดยพระนเรศวรสู้กับพระมหาอุปราชา ส่วนพระเอกาทศรถสู้กับมางจาปะโร จังหวะหนึ่งสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาต่างฟันพระแสงของ้าวเข้าใส่กัน พระแสงของ้าวของพระมหาอุปราชาฟันใส่พระเศียรของพระนเรศวร แต่พระองค์เบี่ยงหลบได้อย่างหวุดหวิด ทำให้พระแสงพลาดไปโดนพระมาลาที่สวมอยู่แหว่งไป ขณะที่พระแสงของ้าวของพระนเรศวร ฟันใส่พระอังสาเบื้องขวาของพระมหาอุปราชาจนถึงปัจฉิมอุระประเทศเป็นเหตุให้พระมหาอุปราชาสวรรคตลงซบกับคอช้างทันที

เหล่าทหารไทยต่างระเบิดเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ผิดกับทหารพม่าที่ต่างตกใจเสียขวัญ เมื่อเห็นพระมหาอุปราชาสวรรคตลงต่อหน้าต่อตา

ด้านพระเอกาทศรถสู้กับมางจาปะโร พระองค์ได้โอกาสใช้พระแสงของ้าวฟันมางจาปะโร ตายคาคอช้างเช่นกัน

“บุกเข้าไป อย่าให้องค์พระนเรศหนีไปได้” แม่ทัพพม่าตะโกนลั่น

กองทัพพม่าบุกเข้าใส่สมเด็จพระนเรศวร เสมาตะโกนสั่งทหารไทยเสียงกร้าว “ถวายพระกตัญญู ปกป้องพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์”

เสมา สิน สมบุญ และเหล่าทหารต่างดาหน้าเข้าสู้เพื่อกันช้างของพระนเรศวรและพระเอกาทศรถให้หนีห่างออกมา แล้วเข้าต่อตีกับทหารพม่าอย่างฮึกเหิม ผิดกับทหารพม่าเมื่อสิ้นแม่ทัพก็เสียขวัญ ทหารเกิดความระส่ำระสาย ในที่สุดต้องถอยร่นกลับไป

ooooooo

ข่าวสมเด็จพระนเรศวรทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชารู้ถึงหูบัวเผื่อน นางรีบกระจายข่าวให้สาวๆในวังรู้แถมยังล้อเรไรที่ยิ้มปลื้มว่า งานนี้เสมาเป็นจตุรงคบาทมีความดีความชอบนัก อาจถึงขั้นพระราชทานนางข้าหลวงเป็นบำเหน็จให้ก็เป็นได้

เรไรเขินอายแกล้งหยิกบัวเผื่อนจนร้องลั่นและไม่ทันเห็นดวงแขที่นั่งฟังด้วยความริษยา เพราะเธอไม่มีวันให้เรไรสมหวังกับเสมาเป็นแน่ จึงวางอุบายแผนให้เรไรเข้าใจเสมาผิด ด้วยการทำเป็นเศร้าซึม จนเรไรนึกแปลกใจจึงตามมาคุยในห้อง แต่พบว่าดวงแขกำลังจะผูกคอตาย แม่หญิงเข้าห้ามปรามพลางสอบถามเรื่องราว

ดวงแขสะอื้นไห้แต่งเรื่องว่า ตนหวาดกลัวเสมายิ่งนัก ด้วยครั้งหนึ่งออกขุนศึกเคยลอบเข้าบ้านเพื่อช่วยเหลือจำเรียง แล้วขึ้นเรือนบุกเข้าห้อง ด้วยหมายจะย่ำยีเธอเพื่อล้างแค้นขัน

“แต่โชคยังดีที่พี่ขันกลับเรือนมาเสียก่อน แต่ขุนศึกทิ้งคำอาฆาตไว้ บอกว่ามียศศักดิ์สูงขึ้นเมื่อใดจะย้อนกลับมาฉุดคร่าฉันอีก” ดวงแขบีบน้ำตาเล่นละครได้เนียนนัก ทำให้เรไรเชื่อสนิทใจ เธอขบกรามแน่นด้วยความช้ำใจ

ooooooo

กลางดึกคืนหนึ่ง ในค่ายสมเด็จพระนเรศวรเหล่าขุนนางเข้ากราบทูลเรื่อง พระอัยการกบฏศึกที่ตราไว้ว่าหากนายกองได้ชนช้างแลได้ตะลุมบอน แต่ลูกกองทั้งปวงมิได้ตะลุมบอนด้วย ให้ลงโทษจงหนัก แต่หากละนายทัพนายกองให้เป็นอันตราย ให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิต

สมเด็จพระนเรศวรทรงไตร่ตรองแล้วเรียกนายเวรให้เข้าเฝ้าเพื่อนำพระบรมราชโองการไปจับกุมกบฏศึกและบังเอิญว่า เสมาเป็นนายเวรในคืนนั้น เขาตกใจมากทูลถามพระองค์ว่า กบฏศึกเป็นผู้ใด

“ผู้ที่ตามเสด็จไม่ทัน ปล่อยให้ข้าและสมเด็จพระเอกาทศรถต้องเป็นอันตรายอยู่ท่ามกลางข้าศึก แลผู้ที่อยู่ในทัพของพระยาศรีไสยณรงค์ทั้งหมด ด้วยข้าสั่งให้ลาดตระเวนหยั่งเชิงเท่านั้น แต่กลับรบประจัญกับข้าศึกจนเสียไพร่พล เอ็งจงจับกุมตัวแล้วพากลับไปอโยธยา พ้นวันพระเมื่อใดให้ประหารเสีย ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป”

เสมาได้ฟังก็ถึงกับเครียดเพราะนั่นหมายถึงขุน–รามเดชะและพันอินด้วย

เวลาเดียวกันนั้น สมบุญชวนสินมาเยี่ยมจำเรียงที่เรือนพักในหัวเมืองด้วยอยู่ไม่ไกลจากค่ายพัก สินอิจฉาเกลอที่ได้ใกล้ชิดคนรักจึงคอยขัดคอ แถมยังเร่งชวนกลับค่ายอยู่บ่อยครั้ง จนสมบุญรำคาญจึงนัดหมายกับจำเรียงว่าพรุ่งนี้จะไปทำบุญที่วัดด้วย แล้วยอมตัดใจพาสินกลับค่าย แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ลูกน้องของพุฒแอบตามมาและรู้เรื่องหมดแล้ว มันรีบกลับไปรายงานเจ้านายทันที

พุฒพอใจกับข่าวใหม่ เขาเข้ามาบอกขันที่กำลังกลุ้มด้วยกลัวเสมาจะมีความดีความชอบในศึกยุทธหัตถีมากกว่าว่าเป็นเพราะโชคไม่ดี จึงต้องมาอยู่ในทัพออกญา ศรีไสยณรงค์ จึงหาความดีความชอบไม่ได้

“แต่อ้ายเสมาก็ไม่ได้ดีฝ่ายเดียว คอยดูเถิด มันกลับจากตามเสด็จไปศึกเมื่อใดต้องแค้นจนแทบกระอักเลือด ด้วยคนของฉันเจอนังจำเรียงแล้ว ที่แท้อ้ายเสมาก็พาน้องสาวมันมาหลบที่หัวเมืองนี้เอง” พุฒส่งยิ้มร้าย

ขันอารมณ์ดีขึ้นทันที เพราะหาเรื่องเล่นงานเสมาได้

ooooooo

เช้าวันใหม่ สมบุญมาทำบุญที่วัดกับจำเรียง สินตามมาขัดคออีกตามเคย สมบุญชักเหลืออดหันมาไล่เตะสินขณะที่จำเรียงขอตัวนำอาหารไปถวายพระที่หอฉัน แต่ถูกขันกับพุฒพาลูกน้องมาจับตัว

สมบุญกับสินตามมาถึงพอดี ทั้งสองเข้าจัดการกับลูกน้องขันและพุฒเพื่อช่วยเหลือจำเรียง สองวายร้ายเห็นไม่ได้การจึงชักอาวุธคู่กายเข้าเล่นงานสินและสมบุญ

สินรู้ว่าสู้ไม่ได้แน่จึงให้สมบุญพาจำเรียงหนีไปก่อน ส่วนตนจะช่วยยันไว้ สมบุญพาจำเรียงฝ่าวงล้อมออกไปปล่อยให้สินรับมือกับขันและพุฒ แต่สู้กันได้ไม่กี่เพลง สินก็โดนทั้งสองรุมเล่นงานจนพ่ายแพ้ยับเยิน

สมบุญพาจำเรียงวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามาถึงในเมืองโดยมีขัน พุฒ และลูกน้องอีกกลุ่มถืออาวุธไล่ตามมา ทั้งหมดเจอเข้ากับขุนรามเดชะและพันอินที่เดินคุยกันมา

พันอินร้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น สมบุญไม่ทันได้ตอบ ขัน พุฒ และลูกน้องวิ่งกรูเข้ามาล้อมกรอบไว้

ขันสะใจยิ่งนักขู่ว่า ครานี้สมบุญไม่รอดแน่ และถ้าเสมากลับมาเมื่อใดตนจะเอาผิดเสมาด้วย จำเรียงห่วงพี่ชาย รีบยกมือไหว้อ้อนวอนขันให้ปล่อยเสมาไป

ส่วนพุฒก็ชิงฟ้องขุนรามเดชะกับพันอินว่าให้ช่วยเป็นพยาน เพราะจำเรียงเป็นทาสของขันแต่แอบหนีออกมา เมื่อพวกตนตามพบจึงจะพาตัวกลับไป แต่สินกับสมบุญเข้าขัดขวางและจะพาหนีจึงต้องมีความผิดด้วย

สินสุดทนสวนว่าเป็นเพราะขันคิดการอันเป็นอัปยศแก่จำเรียง พวกตนจึงต้องพาหนี

“ใส่ความกันทั้งสิ้น อย่าไปฟังมันขอรับท่านอา อ้ายเสมาไม่มีเงินมีอัฐมาไถ่ตัวน้อง จึงคิดชั่วพาน้องหนีเสีย โดยไม่เกรงอาญาบ้านเมือง” ขันพูดจบ ลูกน้องก็นำตัวสินที่โดนจับมัดหน้าตาแตกยับด้วยโดนซ้อมเข้ามา

สมบุญเห็นสภาพเพื่อนก็ยิ่งโกรธจะเข้าไปเอาเรื่องขันกับพุฒ แต่พันอินห้ามไว้ด้วยเกรงว่าจะมีความผิดหนักขึ้น

“พวกมันก็อกตัญญูเยี่ยงอ้ายเสมาครูมันนั่นล่ะขอรับ อย่าพูดกับพวกมันให้เสียปากอีกเลย กุมผู้หญิงไว้แล้วจับอ้ายสมบุญเสีย” พุฒสั่งการ

ทันใดนั่น ก็มีทหารกลุ่มใหญ่พร้อมอาวุธครบมือ กรูกันเข้ามาล้อมพวกขัน พุฒ และขุนรามเดชะกับพันอินไว้แล้วเสมาก็เดินฝ่ากลุ่มทหารเข้ามาหาพวกขัน

จำเรียงดีใจร้องให้พี่ชายช่วยเธอด้วย ขุนรามเดชะเข้าใจว่าเสมายกพวกมาช่วยน้องจึงตวาดใส่ เสมารีบก้มลงกราบขุนรามเดชะกับพันอินพลางชี้แจงว่า ตนต้องกระทำตามรับสั่ง เชิญราชโองการมา

ทหารคนหนึ่งเดินถือพานทองใส่ราชโอการชูไว้เหนือหัวเข้ามา เสมาถวายบังคมราชโองการ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหยิบม้วนราชโองการ ชูให้เห็นกันทุกคน

“หมายตราพระคชสีห์” ขุนรามเดชะร้อง

ทุกคนต่างตกใจ รีบคุกเข่าถวายบังคมทันที เพราะตราพระคชสีห์แสดงว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทหารไม่ได้เป็นราชโองการทั่วไป

เสมาเปิดพระราชโองการออกอ่าน “สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงพระอุตสาหะยกทัพไปณรงค์แก่ข้าศึก แต่นายทัพนายกองไม่กลัวเกรงพระราชอาญา มิได้โดยเสด็จพระราชดำเนินให้ทัน แลไม่ทำตามรับสั่ง รบพุ่งแก่ข้าศึกโดยพลการ จึงพระบรม
ราชโองการให้กุมเหล่าแม่ทัพนายกองนั้นเข้าจำตรุไว้ก่อน เมื่อพ้นวันพระแล้วให้เอาไปประหารชีวิตเสียทั้งสิ้น”

ขุนรามเดชะ พันอิน ขัน และพุฒต่างตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อฟังราชโองการ ส่วนเสมาเองก็มีสีหน้าซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัดที่ต้องกระทำกิจ เพราะมิอาจขัดรับสั่งได้

ooooooo

สายวันหนึ่ง โขลนเข้ามาไล่จับข้าหลวงที่เป็นลูกเมียของทหารที่ต้องโทษในตำหนัก ด้วยอาญาศึกนั้น หากทหารคนใดต้องโทษลูกเมียต้องรับผิดด้วย เหล่าข้าหลวงหวาดกลัวพากันกรีดร้องและพยายามหนี แต่ก็ไม่พ้นถูกโขลนจับกุมตัวได้จนหมด

บัวเผื่อนปั้นหน้าเครียดเข้ามาติงโขลนทั้งหลายให้เบาเสียง ด้วยเกรงว่าจะรบกวนเสด็จพระองค์หญิง เหล่าโขลนหน้าจ๋อยจะเดินเลี่ยงไปตามหานางข้าหลวงที่หลบซ่อนอยู่ด้านใน แต่บัวเผื่อนห้ามไว้อ้างว่า เป็นการรบกวนเสด็จฯ

“เช่นนั้นฉันก็ขอฝากแม่หญิง หากเจอนางข้าหลวงใด ที่เป็นลูกเมียของผู้ต้องอาญาศึก ก็แจ้งแก่ฉันด้วยเถิด” โขลนยอมถอยออกไป

บัวเผื่อนมองตามจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว จึงเรียกให้ศรีเมืองกับเรไรที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ออกมา แล้วเร่งให้เรไรหาทางหนีออกไปจากวังเสีย เพราะไม่อยากมีความผิดไปด้วย ศรีเมืองเห็นใจเรไรนัก เธออ้อนวอนให้บัวเผื่อนช่วย

“แล้วมันเรื่องกระไรแม่ศรีเมืองถึงต้องออกหน้าด้วย แม่ศรีเมืองเป็นเพียงแต่บุตรบุญธรรมของท่าน

พันอิน ไม่โดนโทษด้วยก็ดีแล้ว จะวุ่นวายเรื่องผู้อื่นไปไย” บัวเผื่อนตวาดใส่

เรไรเกรงใจทั้งสองจึงตัดบทว่าจะหาทางหนีเอง แต่ศรีเมืองฉุกคิดได้หันไปขู่บัวเผื่อนว่า ถ้าเธอพาเรไรหนีออกไปแล้วถูกจับได้จะซัดทอดว่า บัวเผื่อนเป็นต้นคิด แต่ถ้าบัวเผื่อนยอมช่วยอีกครา แม้ถูกจับได้ก็จะไม่เอ่ยถึง

บัวเผื่อนหมดทางเลือก จึงวางแผนให้เรไรแกล้งตายแล้วพาหนีออกมาทางประตูผีได้สำเร็จ

เวลาเดียวกันนั้น เสมา สิน สมบุญ และเหล่าทหารคุมนักโทษทั้งขุนรามเดชะ พันอิน ขัน พุฒ และคนอื่นๆอีกหลายคนมาเป็นขบวนใหญ่โดยนักโทษทุกคนถูกตีตรวนล่ามโซ่

เสมาเงยหน้าขึ้นมองแดดเห็นว่าแรงนักจึงสั่งทหารให้หยุดพัก เพื่อให้นักโทษได้พัก แล้วเดินเลี่ยงไปหยิบน้ำและอาหารไปให้ขุนรามเดชะกับพันอิน และเรียกให้ทหารมาถอดโซ่ตรวนให้ทั้งคู่

พันอินหน้าเศร้าๆรู้ตัวว่าคงไม่รอดแน่ จึงฝากฝังให้เสมาช่วยดูแลศรีเมืองด้วย เสมารับคำแล้วหันไปทางขุนรามเดชะด้วยได้ยินท่านเอ่ยเรียก

“ขุนศึกเอ๋ย การมาถึงเพียงนี้แล้ว เจ้าจะฟังคำขอข้าบ้างได้หรือไม่”

“พระคุณสั่งมาเถิดขอรับ ไม่ว่าจะหนักหนาปานใด ข้าพระเจ้าจะกระทำให้”

“ข้าห่วงแม่ลำภูกับเรไรนัก ด้วยข้าต้องโทษหนัก เกรงว่าแม่ลำภูกับเรไรจะพลอยโดนโทษไปด้วย เจ้าจงล่วงหน้าไปก่อน แล้วเอาแหวนนี้ไปเป็นพยาน แล

บอกให้ทั้งสองหนีไปเสีย แต่หากมีเพียงข้าที่ต้องโทษตามพระราชโองการ ก็ขอให้สองแม่ลูกจงเลี้ยงดูกันสืบไป ข้าทิ้งทรัพย์ไว้โขอยู่ คงไม่ลำบากกระไรนัก” ขุนรามเดชะถอดแหวนมรกตให้

“ข้าพระเจ้าจะไปประเดี๋ยวนี้ แลจักกราบเรียนพระคุณผู้หญิงทุกประการ พระคุณวางใจเถิด” เสมารับแหวน ขณะใจนึกห่วงใยเรไรยิ่งนัก

ooooooo

เรไรแต่งตัวเป็นชาวบ้านลอบเข้ามาในตลาดด้วยหวังจะส่งข่าวให้แม่รู้ เธอได้พบกับดวงแขที่มาดักรออยู่ แล้วพานั่งเรือออกไปด้วยกัน

ดวงแขเล่าว่าโทษของขันถึงเพียงลูกเมีย ไม่ถึงเธอกับแม่ แล้วแต่งเรื่องหลอกเรไรว่า ที่เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ก็เพราะเสมาต้องการล้างแค้นขุนรามเดชะจึงหาเรื่องใส่ความทั้งสอง

“หากใส่ความหมื่นชาญ ยังพอมีเหตุ แต่เหตุใดต้องใส่ความพ่อท่านด้วยเล่า”

“เพราะท่านลุงคอยขวางไม่ให้ขุนศึกสมรักกับแม่เรไรน่ะซี คิดดูเถิด ท่านลุงตามเสด็จออกศึกมานับไม่ถ้วน มีรึจะทำผิดอาญาศึกเสียเอง นอกจากจะมีผู้คิดร้ายใส่ความ” ดวงแขทำสะอื้น

เรไรคิดตามและเริ่มหลงเชื่อ เธอรู้สึกผิดหวังในตัวเสมานัก ขณะที่ดวงแขลอบยิ้มร้ายกาจ เพราะขนาดพี่ตัวเองโดนโทษแท้ๆ ยังไม่วายพลิกสถานการณ์หาประโยชน์ใส่ตัวจนได้

ในตอนค่ำ อำพันมาหาลำภูที่เรือน ตั้งใจจะถามข่าวขุนรามเดชะ แต่มิทันได้เอ่ยปาก เสมาก็เดินหน้าเครียดขึ้นมาแจ้งว่า ขุนรามเดชะต้องโทษอาญาศึก เพลานี้ถูกกุมไว้ จึงให้ตนมาแจ้งกับลำภูและเรไรให้

หลบหนีไป พร้อมยื่นแหวนมรกตให้เพื่อเป็นเครื่องยืนยัน แต่ลำภูไม่ยอมเชื่อตวาดไล่เสมาออกไป

อำพันเข้ามาช่วยเจรจาว่า ที่เสมาบอกเป็นความจริงทุกประการ เพราะขันเองก็ต้องโทษเช่นกัน ลำภูตกใจสุดขีดถึงกับหมดสติไป จังหวะนั้นเอง เรไรกลับมาถึงเรือน เธอเข้าใจว่าเสมาทำร้ายแม่จึงตวาดใส่

“จับกุมพ่อท่านไม่พอ ยังหวนกลับมาทำร้าย

แม่ท่านอีกรึ ชั่วช้าสามานย์นัก ฉันเกลียดตัวเองเหลือที่เคยมีใจให้คนชั่ว เนรคุณแลมักมากเช่นเจ้า” แม่หญิงตบหน้าเสมาเข้าเต็มแรง พร้อมกับหยดน้ำตาร่วงผล็อย

เสมาหน้าชาเจ็บจนพูดไม่ออก และไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ooooooo

สินกับสมบุญออกมาหน้ากระท่อม เห็นเสมานั่งดื่มเหล้าเคล้าน้ำตาก็ตกใจเอ่ยถามว่า เกิดอะไรขึ้น ใครทำให้ต้องเสียน้ำตาหรือว่าแม่หญิงเรไรหนีไม่ทันถูกจับตัวไป

“ไม่ใช่ หากแต่แม่หญิงเรไรชังข้าแล้ว ข้าสู้อุตสาหะ ออกศึกโดยไม่หวั่นต่อความตาย เพื่อหมายจักให้ตนขึ้นเทียมสมหน้าสมตาแม่หญิง แต่บัดนี้ ดวงประทีปแห่งข้าดับลงแล้ว ยศศักดิ์ของข้าจะมีความหมายกระไร เมื่อแม้แต่หน้าข้า แม่หญิงยังไม่อยากมอง”
เสมาขบกรามแน่นน้ำตาคลอด้วยความคับแค้นใจ

กลางดึกคืนนั้น อำพันกับดวงแขออกมาส่งลำภูและเรไรที่ท่าเรือ ด้วยสองแม่ลูกจะต้องหนีไปอยู่กับญาติของอำพันทางหัวเมืองตะวันออก ดวงแขดึงเรไรออกมาร่ำลาพลางเอ่ยถามว่า ยังมีห่วงใดทางนี้บ้างหรือไม่ เผื่อตนจะช่วยได้

เรไรฝากให้ดวงแขทูลลาเสด็จพระองค์หญิงให้ด้วย แม่หญิงรับปากแล้วถามต่อเรื่องเสมาว่าจะให้ทำประการใด

“ไม่ต้องทำกระไรทั้งสิ้น แล้วอย่าเอ่ยชื่อนี้ให้ฉันได้ยินอีก ฉันเกลียดเหมือนจะตาย นับแต่นี้ อย่าได้พบเจอกันอีกเลย” เรไรเอ่ยด้วยความแค้นแล้วตัดใจเดินลงเรือไป

ดวงแขมองตามพลางอมยิ้มพอใจอยู่ในที ที่กำจัดศัตรูหัวใจไปเสียได้

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขุนรามเดชะ พันอิน ขัน พุฒ และ ขุนนางอีกจำนวนมากที่ต้องโทษ ถูกจับมัดนั่งคุกเข่าอยู่เต็มลานเพื่อรอการประหาร

สมเด็จพระนเรศวรประทับนั่งเป็นองค์ประธาน คล้ายพระองค์ทรงกระวนกระวายคอยใครบางคน ครั้นทหารนายหนึ่งแหงนดูพระอาทิตย์บนฟ้า แล้วเข้ามากราบทูลว่าได้ฤกษ์แล้ว สมเด็จพระนเรศวรหน้าเครียดสั่งให้เริ่มการประหารได้

เพชฌฆาตเริ่มรำดาบเตรียมจะฟันคอ แต่ทันใดทหารคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามากราบทูลว่าสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วขอเข้าเฝ้า

สมเด็จพระนเรศวรดีพระทัยมีรับสั่งให้นิมนต์พระคุณท่านเข้ามา เหล่าเพชฌฆาตพากันชะงักรีบก้มลงกราบสมเด็จพระพนรัตน์ที่เดินเข้ามาด้วยท่าที่สง่างาม

สมเด็จพระพนรัตน์เอ่ยขอบิณฑบาตชีวิตนักโทษอาญาศึกทั้งหมด สมเด็จพระนเรศวรยิ้มบางๆ เพราะตั้งพระทัยไว้แล้วจึงยอมรับปาก

เหล่านักโทษดีใจที่รอดตายหวุดหวิด ต่างหันไปมองหน้ากันด้วยความดีใจ แล้วก้มกราบถวายบังคม

ครั้นยกเลิกพิธีประหารแล้ว สมเด็จพระเอกาทศรถก็เข้ามากราบทูล “ผู้คนต่างแจ้งว่า พระเจ้าแผ่นดินอโยธยาแกล้วกล้าในการศึก แลบังคับบัญชาทหารเด็ดขาดนัก จนเหล่าทหารกลัวพระองค์เสียยิ่งกว่ากลัวความตาย แต่จะมีผู้ใดแจ้งบ้างว่าพระเมตตาแลพระสติปัญญาของพระองค์ยังเลิศกว่าเสียอีก”

“น้องอย่ายกยอพี่นักเลย พี่ทำไปด้วยสงสารเหล่าแม่ทัพ นายกองที่เหนื่อยยากทำศึกมานานดอก แต่อาญาทัพ ก็ต้องเด็ดขาด แม้พ่อลูกก็เว้นไม่ได้ จึงเหลือแต่พระศาสนาเท่านั้น ที่จักเป็นทางออก”

“น้องจึงว่าพระสติปัญญาของสมเด็จพี่เลิศนัก ให้น้องไปนิมนต์ สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว มาบิณฑบาตชีวิตเหล่าแม่ทัพนายกอง มิเพียงแต่ช่วยชีวิต ยังรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของอาญาทัพไว้ได้อีก”

สมเด็จพระนเรศวรทรงยิ้มบางๆอย่างมีความสุข ต่างจากภาพของความเด็ดขาดเข้มแข็งที่เห็นอยู่จนชินตา

ooooooo

ขันกลับมากราบอำพันด้วยความดีใจที่รอดตายมาได้อีกครา อำพันเร่งให้บ่าวไพร่ไปขอน้ำมนต์หลวงตาที่วัดเพื่อมาอาบล้างเสนียดจัญไรคุกให้ลูกชาย แล้วเข้าครัวทำอาหารด้วยตนเอง

ดวงแขเข้ามาคุยกับพี่ชายด้วยรู้มาว่า ทหารที่ต้องโทษทุกคนจะต้องไปศึก ตีเมืองทวาย ตะนาวศรีเพื่อแก้ตัว ขันหน้าเครียดบ่นว่าถ้าครานี้แพ้อีกเห็นทีคงรักษาหัวไว้ไม่ได้เป็นแน่ ดวงแขให้กำลังใจพี่ชายแล้วชวนออกไปคุยกันที่ท่าน้ำ

แม่หญิงเล่าอุบายที่เธอทำให้เรไรเข้าใจเสมาผิดให้ขันฟัง เพราะกลัวขุนรามเดชะจะเผยความจริงกับเรไร ขันอาสาจะไปคุยกับท่านขุนให้เองด้วยมั่นใจว่า ท่านต้องช่วยเหลือแน่เพราะชังน้ำหน้าเสมา

“มิต้อง ข้อนั้นน้องเรียนเองได้ พี่ขันเร่งไปรับแม่เรไรที่ปากแม่น้ำเถิด ระหว่างนั้น ก็พูดจาให้แม่เรไรเชื่อถือเราใส่ไคล้ปรักปรำขุนศึกให้มากไว้”

ขันยอมรับปากแต่อดถามไม่ได้ว่า น้องสาวโกรธเคืองเสมาด้วยเรื่องกระไรถึงได้ทำเช่นนี้ ดวงแขอึกอักไม่กล้าบอกความจริง แต่ขันรู้ทันจึงตวาดลั่น

“นี่น้องอย่าบอกพี่เชียวนา ว่าน้องทำเช่นนี้ เพราะมีใจให้อ้ายเสมา จึงยุแยงให้แตกกับแม่หญิงเรไร พี่หายอมไม่ หากพี่ต้องรับอ้ายคนต่ำสกุลเช่นนั้น...”

“พี่ขันทำตามที่น้องบอกเถิด เรื่องอื่นหาต้องยุ่งเกี่ยวไม่ หาไม่แล้วน้องจะบอกแม่เรไรจนสิ้น ครานี้ พี่ก็อย่าหวังในตัวแม่เรไรอีกเลย” ดวงแขสะบัดหน้าพรืดเดินกลับไป

ขันไม่พอใจ แต่เพราะอยากเอาชนะใจเรไรจึงต้องยอมทำตามอุบายน้องสาว

ในตอนบ่าย ดวงแขมาพบขุนรามเดชะที่เรือน เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ท่านยอมปกปิดความจริง ขุนรามเดชะอึดอัดใจเลือกไม่ถูกระหว่างความเกลียดเสมากับความยุติธรรม

ส่วนขัน เขาไปรับเรไรที่หัวเมืองพลางเล่าว่า ที่ตนรอดชีวิตมาได้เพราะสมเด็จวัดป่าแก้วท่านบิณฑบาตชีวิตเหล่าแม่ทัพนายกองไว้ แต่ต้องไปตีเมืองทวาย ตะนาวศรี เป็นการไถ่โทษ

“ถ้ากระนั้น พ่อท่านก็ปลอดภัยแล้ว” เรไรดีใจ

“คนดีพระท่านย่อมคุ้มครอง แผนชั่วของอ้ายเสมา ทำกระไรไม่ได้ดอก แม่หญิงวางใจเถิด”

“ขุนศึกไชยชาญ วางแผนปรักปรำพ่อให้ได้โทษจริงๆรึ”

“อย่าสงสัยเลยแม่หญิง ท่านอาออกศึกมาแต่หนุ่มจนบัดนี้ จะทำผิดอาญาศึกได้กระไร ไว้ตอนขากลับ ข้าพระเจ้าจะเล่าให้ฟัง เพลานี้ขอข้าพระเจ้าไปกราบท่านอาหญิงก่อนเถิด” ขันเดินเลี่ยงออกไป ทิ้งให้เรไรนั่งเจ็บแค้นเสมายิ่งนัก

ตอนที่ 7

ครั้นเรื่องราวยุติ แต่ละคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ สินกับสมบุญหัวเราะสะใจ พลางล้อกับเสมาว่า ไม่รู้มาก่อนเลย ว่าขันกับพุฒจะไหว้สวยงามนัก เห็นทีจะต้องกลับไปเล่าให้เอื้อยแตงฟัง

ด้านพุฒและขัน ทั้งสองคลั่งด้วยความแค้นใจ ที่ต้องยกมือไหว้ขอขมาเสมา ขันประกาศว่าหากชาตินี้ไม่ได้บั่นคอเสมากับมือ ก็อย่าเรียกว่าอ้ายขัน พุฒเสริมว่า สักวันต้องเป็นทีของขันแน่ แต่เพลานี้คนที่ไม่ควรวางใจคือขุนรามเดชะที่เจรจาเอาตัวรอดเพียงคนเดียว แถมยังเปลี่ยนท่าทีไปทำดีกับเสมา

ขันคิดตามก็เริ่มไม่พอใจ จึงเปรยกับเกลอว่าควรทำเช่นไรดี ในเมื่อตนหมายปองเรไรลูกสาวของท่านอยู่ พุฒส่งยิ้มร้ายแนะให้ขันกำจัดขุนรามเดชะเสีย บางทีอาจได้แม่หญิงเรไรมาครองเร็วขึ้น

“ลองตรองดูเถิด ไม่มีขุนรามเดชะสักคน แม่น้าลำภูย่อมต้องเร่งยกแม่หญิงเรไรให้ท่านเป็นแน่ ด้วยไม่มีชายเป็นหลักแก่เรือน แต่หากขุนรามยังอยู่ แล้วเกิดเห็นแก่ความรุ่งเรืองของอ้ายเสมาจนแปรพักตร์ไปเล่า ท่านจะไม่เสียแม่หญิงไปรึ” พุฒเดินแยกไป ทิ้งให้ขันหน้าเสียเพราะทำใจไม่ได้

ในตอนค่ำ ขันนำเรื่องที่พุฒแนะนำมาปรึกษากับดวงแขที่ท่าน้ำ แม่หญิงหน้าเครียดห้ามพี่ชายคบหากับคนชั่วช้าอย่างพุฒอีก เพราะจะนำเภทภัยมาให้เป็นแน่ ขันออกตัว ว่าตนยังต้องพึ่งพาพุฒอยู่ ดวงแขฉุนฟ้องพี่เรื่องพุฒเคยกระทำชั่วลวนลามตน แต่โชคดีที่จำเรียงช่วยไว้ทัน

ขันตกใจหลุดปากว่า เหตุใดพุฒถึงทำเช่นนั้นเพราะตนรับปากไปแล้ว แม่หญิงจ้องหน้าขันนิ่งถามว่า รับปากอะไร ขันจำต้องสารภาพเรื่องพุฒแอบชอบพอดวงแข แล้วตนรับปากจะช่วยเหลือ แต่มีข้อแม้ว่า พุฒต้องช่วยให้สมหวังกับแม่หญิงเรไรก่อน

ดวงแขหน้าง้ำตัดพ้อพี่ชายที่ใช้เธอเป็นเหยื่อล่อ

ขันแก้ต่างว่าเป็นเพียงอุบายหลอกเท่านั้น เพราะตนไม่มีวันยกดวงแขให้คนเช่นพุฒเป็นแน่

“หากพี่ละความเจ้าชู้ มาตั้งใจรับราชการ แม่หญิงเรไรก็ย่อมชอบพอพี่เอง หาต้องพึ่งอุบายใดไม่”

“ถึงพี่เป็นเช่นนี้ ก็ยังดีกว่าอ้ายเสมามากนัก มันเป็นทั้งไพร่ต่ำสกุล แลเจ้าชู้มักมาก แม้แต่แม่ศรีเมืองบุตรเลี้ยงพันอิน มันยังคิดชั่วจนแม่ศรีเมืองต้องถูกส่งเข้าวัง แล้วคนเช่นมันมีกระไรดีกว่าพี่ แม่เรไรถึงชอบพอมันนัก” ขันสวนกลับ

ดวงแขยืนอึ้งรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อศรีเมือง

ooooooo

วันต่อมา ดวงแขแกล้งให้ศรีเมืองนำผ้ากองโตที่ปักเสร็จแล้วกลับมาแก้ใหม่ โดยอ้างว่าฝีมือยังใช้ไม่ได้และต้องทำให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้ แล้วเดินเชิดออกไป

ศรีเมืองถึงกับอึ้ง ดูผ้าปักของตนอย่างท้อแท้ใจ เรไรอยู่ในเหตุการณ์ด้วยนึกสงสาร จึงหยิบผ้าขึ้นมาดูก็เห็นว่าสวยดี แต่ไม่กล้าบอกความจริง ด้วยกลัวว่าจะเป็นการหักหน้าดวงแข

ศรีเมืองถอนใจบ่นว่า ตั้งแต่เข้าวัง ดวงแขทำราว กับว่าเธอเลวไปเสียหมด ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นโดนตำหนิอยู่ร่ำไป แต่ถ้าเรไรทำกับเธอก็ยังพอเข้าใจว่าหึงหวงเสมา เลยพาลเอา เรไรฟังแล้วก็แอบทิ้งค้อนใส่ ไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่าที่ศรีเมืองรู้สึกนั้นจะเป็นเรื่องจริง

2 ปีต่อมา ใกล้ฤกษ์แต่งงานของขันเข้ามาทุกที

หัวหมื่นเร่งให้บ่าวไพร่ช่วยกันตระเตรียมงาน ขณะที่ทางบ้านขุนรามเดชะก็สั่งห้ามทุกคนส่งข่าวให้เสมาที่โดนแกล้งให้ไปราชการที่หัวเมืองรู้ ด้วยเกรงว่าจะมาล้มงานแต่งอีก เรไรหมดหนทางจึงหันมาขอความช่วยเหลือจากดวงแข

“เรื่องกระไรจะให้ฉันไปบอกขุนศึก หากทำเช่นนั้น มิเท่ากับว่าฉันหักหลังพี่ขันดอกรึ”

“ไม่ดอก แค่ไปบอกเท่านั้น ฉันไม่ได้ให้ล้มงานแต่งเสียหน่อย แม่ดวงแขก็รู้ ว่าฉันไม่ได้ปลงใจด้วยพี่ชายแม่ ถึงจะฝืนบังคับออกเรือนไปก็หาสุขมิได้ แลฉันให้สัตย์กับขุนศึกไว้ ว่าจะไม่ขอเป็นหญิงสองใจเป็นเด็ดขาด หากสิ้นหนทางแล้ว ก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น”

ดวงแขร้องห้ามเสียงหลงยอมรับปากว่าจะช่วย เรไรซาบซึ้งเดินเข้าห้องไปเขียนจดหมายฝากให้เสมา ไม่ทันเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเพื่อนรัก

ด้านเสมา สมบุญ และสิน พวกเขาถือโอกาสมาเยี่ยมจำเรียงที่มาหลบอยู่ที่หัวเมืองด้วย แม่สาวน้อยบ่นกับพี่ชายว่าอยากกลับไปหาพ่อแม่ เสมาขอให้น้องอดทนอีกนิด เพราะตนกับพ่อรับงานตีเหล็กได้มากโข ปีหน้าคงเก็บเงินได้พอเป็นค่าไถ่ตัว จำเรียงยิ้มเศร้าๆ แล้วหันไปมองสินกับสมบุญที่มาตาม ด้วยออกขุนวิเศษมีข้อราชการจะปรึกษา

เสมาชวนสินไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้สมบุญได้พูดคุยกับจำเรียงบ้าง สินเดินตามลูกพี่มาได้สักพักก็เอ่ยถาม ว่าอีกนานไหมถึงจะเสร็จราชการ เพราะใกล้จะถึงฤกษ์แต่งของแม่หญิงเรไรแล้ว ตนเกรงว่าขันจะคิดไม่ซื่อวางอุบายกันเสมาออกมา แต่เสมามั่นใจว่า หากเกิดอะไรขึ้นจักต้องมีคนมาแจ้งตน

หลายวันผ่านไป เรไรเครียดหนัก เธอหันหน้าเข้าปรึกษากับดวงแขและบัวเผื่อน เพราะวันพรุ่งก็จะถึงวันงานแล้ว แต่ไม่มีวี่แววว่าเสมาจะกลับมา ดวงแขแสร้งร้อนใจบ่นว่า เธอทำตามที่เรไรบอกทุกอย่างแต่ก็ยังเงียบอยู่

“ไปราชการ ไม่ได้ไปอยู่ในป่าในดง จะหาตัวยากกระไรหนักหนา แลฉันรู้มาว่าออกขุนศึกไม่ได้ไปไกล เดินทางแต่หนึ่งวันหนึ่งคืนก็ถึงแล้ว ป่านฉะนี้ ควรรู้ข่าวของแม่เรไรแล้ว” บัวเผื่อนออกความเห็น

เรไรยิ่งร้อนใจหนัก ไม่รู้จะตามหาตัวเสมาที่ไหน ดวงแขแสร้งถอนใจแล้วเปรยว่า บางทีเสมาอาจจะกลัวโทษทัณฑ์จนละสัตย์แล้วก็เป็นได้

เรไรหน้าเสียพูดไม่ออก บัวเผื่อนนึกหมั่นไส้จึงตอกกลับแทน “ข้อนี้ฉันไม่เชื่อดอก หากเป็นพี่ชายแม่ดวงแขฉันคงหาแปลกใจไม่ แต่ขุนศึกไชยชาญเสี่ยงคุกเสี่ยงตายมามาก มีรึ จะกลัวโทษทัณฑ์แต่เพียงนี้”

“ฉันก็เพียงแต่พูดเพราะหวังดี ที่ผ่านมาก็ช่วยจนสุดปัญญาแล้ว สุดแต่แม่เรไรจะคิดเห็นเช่นไรเถิด” ดวงแขแอบยิ้มร้าย แล้วเดินเชิดจากไปสวนกับศรีเมืองที่เดินเข้ามาหาเรไรด้วยความร้อนใจ

ศรีเมืองถามแม่หญิงเรื่องงานแต่งในวันพรุ่งนี้ เพราะเพิ่งจะรู้ข่าว แต่ถูกพาลใส่ว่า ถ้าตนออกเรือนไปได้ ศรีเมืองคงดีใจ เพราะจะได้ไม่มีใครขวางเรื่องเสมา แล้ว สะบัดหน้าเดินเลี่ยงไปอีกทาง ทิ้งให้ศรีเมืองยืนงง

บัวเผื่อนนั่งอมยิ้มอธิบายว่า แม่หญิงเรไรกำลังร้อนรุ่มด้วยจะออกเรือนกับผู้ที่มิได้ชอบพอ แต่ผู้ชอบพอกลับหาตัวมิได้ว่าอยู่ที่ใด ศรีเมืองเริ่มเข้าใจและคิดหาทางช่วยเรไรกับเสมา

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขันแต่งตัวหล่อเดินออกมาจากห้อง เตรียมยกขันหมากไปบ้านขุนรามเดชะ

ว่าที่เจ้าบ่าวเห็นพุฒเดินเข้ามา จึงขอบคุณที่ช่วยเหลือ พุฒรีบทวงสัญญาเรื่องดวงแข ขันปั้นยิ้มยอมรับปาก แต่ในใจนึกรังเกียจพุฒยิ่งนัก

เวลาเดียวกัน ศรีเมืองมาเฝ้าอยู่ที่ท่าน้ำ สักพักเรือของเสมาก็พายเข้ามา เธอรีบแจ้งข่าวว่า แม่หญิงเรไรกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับหมื่นชาญณรงค์แล้ว ให้เสมาเร่งคิดหาทาง

เสมาตกใจคว้าดาบสองมือขึ้นจากเรือตรงไปบ้านขุนรามเดชะ สิน สมบุญ และศรีเมืองรีบตามติดและช่วยกันเตือนสติ เสมาว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว ตอนนี้ทางเดียวที่ทำได้คือบุกชิงตัวเรไร

สินกับสมบุญเห็นใจลูกพี่ขอตามไปช่วยด้วย แต่เสมาไม่อยากให้ต้องเดือดร้อน จึงฝากฝังให้ช่วยดูแลพ่อแม่และน้อง แล้วเดินลิ่วๆออกไป

สิน สมบุญ และศรีเมืองได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง

ส่วนเรไร เธอสวมชุดไทยสวยงามสมกับเป็นว่าที่เจ้าสาว นั่งน้ำตาคลออยู่ในห้อง พิณเข้ามาตามบอกว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว แม่หญิงพยักหน้ารับแล้วเอื้อมมือไปหยิบมีดเล่มหนึ่งที่วางอยู่ในกล่องออกมาพลางรำพึงทั้งน้ำตา

“ฉันไม่เคยคิดจะผิดคำสัตย์ แล้วเหตุใดเสมามาทิ้งฉันไปเช่นนี้”

ooooooo

บรรยากาศบนเรือนขุนรามเดชะเต็มไปด้วยความคึกคัก แขกเหรื่อทยอยเข้ามา ดวงแขกับบัวเผื่อน เป็นแม่งานคอยดูแลและสั่งงานบ่าวไพร่ ยามนั้นแม่สาวบัวเผื่อนหันมาเปรยกับดวงแขที่ชะเง้อมองหาขบวนขันหมากว่าจะเกิดเหตุล้มงานเสียอีกก็ไม่รู้ เพราะงานของแม่เรไรกับหมื่นชาญยิ่งมีอาถรรพณ์อยู่ด้วย ดวงแขเหล่มองเพื่อนสาวอย่างไม่พอใจแล้วเดินเลี่ยงออกไป

บัวเผื่อนยิ้มเหยียดๆตามไป พลันชะงักเพราะขบวนขันหมากมาถึงพอดี

เรไรเดินออกมานั่งคู่กับขันตรงหน้าพระยาผู้ใหญ่ที่เป็นเหมือนประธานในพิธี โดยมีผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายนั่งขนาบข้าง ท่านออกญาหันมาบอกขุนรามเดชะว่าได้ฤกษ์แล้ว

ขุนรามเดชะขยับเข้ามาจะเริ่มพิธี เรไรแอบยื่นมือเข้าไปในชายพก จับด้ามมีดไว้แน่น กะว่าถึงที่สุดจริงๆจะฆ่าตัวตาย แต่ทันใดนั้น เสมาก็ถือดาบวิ่งขึ้นมาบนเรือน ท่ามกลางความตกใจของทุกคน

“ช้าก่อนพระคุณ ฟังข้าพระเจ้าก่อนเถิด”

“เสมา” เรไรดีใจจะลุกไปหา แต่ลำภูรีบจับข้อมือไว้

“นี่มึงกล้าถือดาบขึ้นเรือนกูเชียวรึอ้ายเสมา” ขุน–รามเดชะตวาดลั่น

“เมตตาฟังก่อนเถิดขอรับพระคุณ ข้าพระเจ้าไม่ได้คิดหยามหมิ่นพระคุณเลย แต่ด้วยจวนตัวแล้ว จึงจำต้องทำ”

พันอินกลัวเรื่องบานปลายเข้ามาไกล่เกลี่ยขอให้เสมาวางดาบลง พุฒกับขันหันมาสบตากัน เพราะโอกาสกำจัดเสมามาถึงแล้ว จึงตะโกนเรียกลูกร้องที่มีอาวุธครบมือให้ขึ้นมาจับตัวเสมา

เสมากระชับดาบแน่นเตรียมสู้ตาย อำพันปรามลูกชายว่า นี้เป็นงานมงคลจะให้มีเลือดตกยางออกได้อย่างไร แต่ขันไม่ฟังสั่งลูกน้องจับตายเสมา เหล่าลูกน้องเตรียมจะบุก

“หากขุนศึกไชยชาญตาย ฉันก็ขอตายตาม” เรไรประกาศ พลางชักมีดออกมา

แขกเหรื่อตะลึง คิดไม่ถึงว่าเรไรจะรักเสมามากขนาดยอมสละชีวิต บัวเผื่อนยิ้มขำๆ หันไปพูดกับดวงแข

“ผิดปากฉันหรือไม่เล่าแม่ดวงแข นึกแล้วว่างานแต่งแม่เรไรต้องล้ม”

“รู้จักเวล่ำเวลาบ้างเถิดแม่บัวเผื่อน” ดวงแขตวาดใส่แล้วเดินไปเจรจากับเรไร “เก็บมีดก่อนแม่เรไร ไม่เห็นแก่ฉันก็นึกถึงหน้าตาของท่านอาขุนรามบ้างเถิด”

เรไรหน้าเสียหันมามองหน้าพ่อแม่อย่างรู้สึกผิด

สถานการณ์ตึงเครียด ทุกคนคิดหาทางออก แต่ทันใดนั้น พระยาคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนเรือน พร้อมกับทหารแล้วประกาศว่า มีพระบรมราชโองการ ผู้ใดไม่เก็บดาบ ถือเป็นกบฏทั้งสิ้น

ทุกคนรีบวางดาบ แล้วคุกเข่าพนมมือ ท่านพระยาหันไปรับม้วนพระราชโองการจากทหารมาจบหัวก่อนเปิดออกอ่าน

“มีพระบรมราชโองการให้บรรดาทหาร ขุนนาง อำมาตย์อีกทั้งข้าหลวงนางในทั้งปวง จงเร่งกลับเข้าสู่เขตพระราชฐานโดยพลัน แลรายล้อมพระราชวังไว้ มิให้ผู้ใดเข้าไปได้โดยเด็ดขาด ผู้ใดมิทำหน้าที่ของตน ให้ประหารเสีย”

เสมาและเรไรชำเลืองมองกันด้วยพระบรม ราชโองการมาช่วยไว้แท้ๆ ส่วนขันนึกเจ็บใจที่ไม่ได้แต่งงานกับเรไรอีกตามเคยจึงเอ่ยถาม “เหตุใดต้องไปโดยพลัน รอสักครู่ชั่วยามไม่ได้เทียวรึ ข้าพระเจ้ากำลังประกอบพิธีแต่งงานอยู่นะขอรับท่านเจ้าคุณ”

“ฉันรู้ แต่ล้มเลิกพิธีก่อนเถิด ด้วยเพลานี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว”

ทุกคนตกใจพากันหันหน้าไปทางทิศที่พระราชวังตั้งอยู่ แล้วก้มลงกราบ ถวายบังคมลาโดยพร้อมกัน

ooooooo

สมเด็จพระมหาธรรมราชา เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 พุทธศักราช 2133 พระชนมายุ  75  พรรษา  หลังจากนั้น  สมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์สุโขทัย ทรงพระนามว่าสมเด็จพระสรรเพชญที่ 2 ขณะมีพระชนมพรรษาได้เพียง 35 พรรษา

หลังขึ้นครองราชย์ไม่นาน สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งกับสมเด็จพระเอกาทศรถว่า จะยกทัพไปตีเมืองละแวกเพื่อแก้คืนครั้งที่ละแวกซ้ำเติม เมื่อคราศึกหงสาประชิดพระนคร แต่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงทักท้วงว่า หงสาอาจจะฉวยโอกาสนี้บุกตีอโยธยาก็เป็นได้

สมเด็จพระนเรศวรมั่นพระทัยว่า พวกหงสายังไม่บุกมาตอนนี้แน่ เพราะไพร่พลยังบอบช้ำอยู่มาก แต่ถ้าพระอนุชากังวล พระองค์ก็จะเรียกให้พระยาจักรีมาอยู่รักษาพระนครไว้ก่อนพลางยิ้มอย่างมั่นใจ เพราะต้องแก้คืนเมืองละแวกให้จงได้

ฝ่ายพระเจ้านันทบุเรงทรงเห็นว่าอโยธยาเพิ่งผลัดแผ่นดิน อาจเกิดความวุ่นวาย ชิงแผ่นดินกันเองระหว่างองค์พระนเรศกับองค์พระเอกาทศรถก็เป็นได้ จึงมีรับสั่งให้พระมหาอุปราชานำทัพไปตีอโยธยา แต่พระมหาอุปราชาอ้างว่าช่วงนี้ พระชันษาของตนร้ายนัก ยังมิควรออกศึก

“พระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีบุตร การสงครามไม่พักให้พระราชบิดาต้องใช้เลย ต้องคอยห้ามเสียด้วยซ้ำ แลเจ้าว่าตนเองมีเคราะห์ร้าย เช่นนั้นก็อย่าไปเลย เอาผ้าผ่อนสตรีนุ่งเสียเถิด จักได้สิ้นเคราะห์” พระเจ้านันทบุเรงยิ้มเย้ย

พระมหาอุปราชาอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ที่พ่อว่าประชดต่อหน้าเหล่าขุนนาง จึงต้องยอมยกทัพออกมา

ooooooo

หลายวันต่อมา เสมาในชุดทหารพร้อมออกศึก เข้ามากราบพระครูขุนเพื่อขอรับพร เพราะจะติดตามทัพของสมเด็จพระเอกาทศรถไปตีเมืองละแวก แต่สมบุญกับสินเข้ามาบอกว่า ไม่ต้องไปศึกละแวกแล้ว เพราะตอนนี้หงสาวดียกทัพเข้ามาตีอโยธยาแล้ว โดยมีพระมหาอุปราชาทรงเป็นจอมทัพ

“พระเจ้าแปรแลพระราชบุตรตองอูก็มาด้วย เป็นทัพกษัตริย์ถึงสามทัพ พลกว่าสองแสนสี่หมื่นเทียว พวกเรามัวแต่จะทำศึกละแวก จึงไม่ระวัง บัดนี้ทัพหงสาผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ใกล้ถึงพระนครแล้ว” สินรายงาน

เสมาตกใจมากไม่คิดว่าศัตรูสำคัญ มาจ่อคอหอยได้อย่างรวดเร็ว

ด้านสมเด็จพระนเรศวรเองก็ทรงกริ้วที่ไม่เชื่อคำทักท้วงของสมเด็จพระเอกาทศรถ จนเป็นเหตุให้ถูกหงสาตีตลบหลังเอาได้ สมเด็จพระเอกาทศรถเข้ากราบทูลว่า พระมหาอุปราชายกทัพมาครานี้ รวดเร็วดังลมพัด มิว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึง

“แต่จตุรงคบาทช้างทรงของพี่น่ะซี ปลดไปสิ้นด้วยสูงวัยแล้ว ศึกละแวกครานี้ พี่วางแผนจะล้อมเมืองมิได้รบกลางแปลง จึงมิได้คัดเลือกผู้ใดมาแทน หากต้องรบกลางแปลงกับหงสาคงเสียเปรียบนัก”

“เช่นนั้นก็จัดคัดเลือกเสียในเพลานี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า ไพร่พลเรามีเรือนแสน คงหาคนดีมีฝีมือไม่ยากนัก”

พระนเรศวรพยักหน้ารับ แล้วหันไปสั่งมหาดเล็ก “มีพระบรมราชโองการลงไปให้ทหารที่ชำนาญดาบสองมือทั้งปวง จงมาประลองฝีมือเพื่อคัดเลือกเป็นจตุรงคบาทแห่งเรา”

ooooooo

เหล่าทหารกล้าที่ชำนาญดาบสองมือมารวมตัวกันในวัง เพื่อคัดเลือกเข้าเป็นจตุรงคบาท ในจำนวนนั้นก็มี เสมา สิน และขันรวมอยู่ด้วย แต่ก่อนเสมาจะตามทุกคนไปลานประลอง เขาแอบมาหาเรไรที่ท้ายตำหนักและขอหมากเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

เวลาต่อมา เสมา สมบุญ ขัน และทหารอีกมากมายที่ชำนาญดาบสองมือมานั่งคุกเข่ารออยู่ที่ลานกว้างเพื่อคัดเลือก มีสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถทรงประทับอยู่บนพระที่

“อีกไม่ช้าจะมีศึกใหญ่ การเปรียบฝีมือครานี้ จึงขอให้สู้กันแต่เพียงรู้แพ้แลชำนะ อย่าได้ถึงบาดเจ็บล้มตาย แลอย่าได้ผูกพยาบาทกันต่อไปภายหน้า”

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า” เสมาและทหารที่คัดเลือกพร้อมกันไหว้

การประลองเริ่มขึ้น เสมา สมบุญ และขันเข้าประลองดาบสองมือกับเหล่าทหารอย่างองอาจ จนในที่สุดทั้งสามก็เข้ามาถึงรอบแปดคนสุดท้าย ขันนึกระแวงกลัวจะแพ้เสมาอีกจึงหันมาปรึกษากับพุฒ

“ถ้าสู้ด้วยฝีมือดาบคงใช่ แต่หากสู้ด้วยปัญญาคงไม่แน่ดอก” พุฒยิ้มเจ้าเล่ห์

ครู่ต่อมา ทั้งสองเดินถือถาดใส่คนโทน้ำสมุนไพรเข้ามาคุยกับพันอินว่า ได้น้ำสมุนไพรชั้นดีมา ดื่มแล้วชื่นใจ ได้กำลังวังชาอยากจะแบ่งไปให้เสมาได้ดื่มบ้าง แต่เกรงว่า เสมาจะไม่รับน้ำใจด้วยไม่ถูกกัน จึงขอให้พันอินช่วยนำไปให้ พันอินบ่ายเบี่ยงระแวงว่าพุฒกับขันจะวางยาเสมา

พุฒรู้ทันรีบเทน้ำในคนโทใส่จอกให้ขันดื่ม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ พันอินเห็นขันไม่เป็นอะไรก็หลงกลเข้าใจว่าขันกับพุฒมีน้ำใจกับเสมาจริงๆ จึงอาสาช่วยเป็นธุระให้ ท่านรับถาดใส่คนโทจากลูกน้องขันมา แล้วเดินเลี่ยงไปหาเสมา ขณะที่ขันหันมากระซิบถามพุฒ ว่ายาที่ตนกินเมื่อครู่ ไม่มีผลแน่หรือ พุฒยืนยันว่าไม่มีเพราะขันกินยาถอนไว้แล้ว ต่อให้ดื่มจนหมดก็ไม่เป็นไร ขันยิ้มสะใจ เพราะงานนี้เสมาหลงกลแพ้ตนแน่

ooooooo

เสมารับจอกใส่น้ำสมุนไพรจากพันอินมาดื่มด้วยความดีใจคิดว่าท่านมีเมตตา พันอินอวยชัยให้พร เสมายกมือไหว้ แล้วลุกตามสินออกไป

การประลองในรอบแปดคนสุดท้ายเริ่มขึ้น สมบุญ เข้ากับออกขุนโยธาที่อายุมากกว่าถึงสิบปีเป็นคู่แรก และด้วยประสบการณ์ที่มีมากกว่าทำให้ท่านเอาชนะสมบุญไปได้ สินนึกเสียดายแทนเกลอ

เสมาเข้าประลองกับขันเป็นคู่ต่อไป ทั้งสองไม่รอช้าบุกตะลุยเข้าใส่กันทันที สักพักขันก็ออกอาการจะสู้เสมาไม่ได้จึงถอยร่นเพื่อตั้งหลักรับ

สินกับสมบุญเฮลั่นมั่นใจว่าลูกพี่ชนะแน่ แต่แล้วยาของพุฒก็ออกฤทธิ์ทำให้เสมามีอาการวิงเวียนมองเห็นทุกอย่างเบลอไปหมด ขันไม่รอช้ารีบบุกตะลุยใช้ท่าไม้ตายใส่เสมาไม่ยั้ง จนเสมาต้องเป็นฝ่ายถอยมาตั้งรับและเริ่มหมดแรง จนในที่สุดก็โดนขันฟันเข้าที่ต้นแขนจนเลือดซึม

สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถไม่พอพระทัยจะสั่งให้หยุด แต่เสมากลับใช้ดาบปาดฝ่ามือตัวเองเพื่อให้เจ็บและเรียกสติคืนมา จากนั้นก็ระดมบุกใส่ขันอย่างบ้าคลั่ง และเป็นฝ่ายชนะในที่สุด

หัวหมื่นเจ้าเล่ห์ทั้งสองหน้าเสีย ทั้งเจ็บทั้งอายที่ทุกอย่างผิดแผนไปหมด ส่วนสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถหันมาไปยิ้มให้กันด้วยดีพระทัยที่มีทหารเก่งกาจในบ้านเมือง

ooooooo

สินกับสมบุญช่วยกันประคองเสมาที่ได้รับบาดเจ็บและมีอาการมึนงงจากฤทธิ์ยามาส่งที่เรือน

มั่นกับบุญเรือนเห็นอาการลูกชายก็ตกใจ ส่วนเอื้อยแตงที่มาช่วยสองผู้เฒ่าหุงหาอาหารโวยวายลั่นถามว่าเหตุใดถึงเจ็บหนักเช่นนี้ เสมาจะบอกทุกคนว่าโดนวางยา แต่ก็หมดสติไปเสียก่อน เอื้อยแตงรีบไปตามหมอมาดูอาการ

หลังจากหมอมาดูอาการเสมาแล้วก็ลงความเห็นว่า โดนวางยา สินกับสมบุญเจ็บแค้นแทนลูกพี่บุกไปต่อว่าพันอินถึงเรือน จึงโดนท่านตวาดใส่

“เมื่อพวกเอ็งเห็นพันอินทรราชเป็นคนเช่นนั้น ก็ไปแจ้งนครบาลมาจับกุมซีวะ หาไม่แล้วก็ไปให้พ้นเรือนข้าประเดี๋ยวนี้”

สินและสมบุญมองพันอินด้วยสายตาโกรธเคือง แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะถึงอย่างไรท่านก็เป็นพ่อบุญธรรมของเสมาจึงพากันเดินลงจากเรือนไป

ศรีเมืองที่นั่งฟังเรื่องราวอยู่ด้วยเข้ามาถามพันอินว่า “น้ำสมุนไพรกระไรหรือจ๊ะพ่อ”

พันอินนั่งเงียบไป เริ่มเอะใจว่าจะโดนหลอกใช้จึงออกไปสอบถามพุฒกับขันถึงที่เรือน แต่ทั้งสองตีหน้าตายให้สัตย์สาบานว่า หากพวกตนวางยาเสมาก็ขอให้บั้นปลายต้องเสื่อมลาภวาสนา กลายเป็นคนพิกลพิการ

“เมื่อสัตย์สาบานด้วยถ้อยคำสาหัสเช่นนี้ ฉันก็ไม่ติดใจแล้ว” พันอินยอมเชื่อใจแล้วขอตัว

“อ้ายเฒ่า สู่รู้มากนัก” ขันกับพุฒมองตามด้วยความหงุดหงิด

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมาลืมตาขึ้นมาเห็นเอื้อยแตงนั่งเฝ้าอยู่จึงร้องเรียก แม่สาวสะดุ้งตื่นรีบคลานเข้ามาหาเสมาด้วยความดีใจ พลางจับเนื้อตัวดูว่าเป็นปกติหรือยัง เสมายิ้มรับพลางดึงมือเอื้อยแตงมาจับเพื่อขอบใจที่ช่วยดูแล เห็นหล่อนเขินอายแล้วดึงมือออก เพราะบุญเรือนกับมั่นเดินเข้ามา

เสมาบอกกับพ่อแม่ว่า ตนหายดีแล้ว และคงต้องไปเตรียมตัวเพราะใกล้เพลาออกศึกแล้ว บุญเรือนร้องห้ามไม่อยากเห็นลูกเจ็บตัวอีก แต่เสมายืนกรานว่าตนสู้อดทนจนได้เป็นจตุรงคบาทแล้ว จะให้พลาดศึกครานี้ได้อย่างไร

บุญเรือนและมั่นมองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ เมื่อห้ามไม่ได้จึงเปลี่ยนเป็นอวยชัยให้พรแทน เสมาคุกเข่าก้มลงกราบรับพรจากพ่อแม่

สายวันเดียวกัน ที่หน้าประตูเมืองสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นช้างทรงพร้อมด้วยทหารมากมายเตรียมไปทำศึก ราษฎรหมอบกราบอยู่สองข้างทาง เพื่อส่งเสด็จ ที่ท้ายขบวนบรรดาชาวบ้านต่างมาส่งญาติทหารของพวกตน และเอาของให้กันเพื่อร่ำลา และหนึ่งในนั้นก็มีเสมารวมอยู่ด้วย

พ่อทหารหนุ่มอยู่บนหลังม้าเอื้อมมือมารับมาลัยดอกรักจากศรีเมือง สาวเจ้าเขินอายเตรียมจะเฉลยความนัย เรื่องมาลัยดอกรัก แต่เสมาไม่ทันฟังเพราะเหลือบไปเห็นเรไร เขารีบชักม้าไปหาเธอ ปล่อยให้ศรีเมืองยืนเศร้ามองตาม

เรไรตัดพ้อเสมาเรื่องมาลัยของศรีเมือง เสมาออกตัวว่า มาลัยนี้ศรีเมืองเป็นผู้ให้ เสมือนน้องอวยพรพี่ จะเปรียบกับแม่หญิงได้กระไร พลางเหล่มองเรไรว่าเตรียมอะไร มาให้ตนบ้าง

เรไรอมยิ้มหยิบดอกจำปีจากชายพกขึ้นมาเอ่ยถามว่า มิรู้ดอกจำปีของตนจะสู้มาลัยดอกรักได้หรือไม่

“จะหาดอกไม้ใด เป็นมงคลแก่ข้าพระเจ้าเท่าดอกจำปีนี้เป็นไม่มีแล้ว” เสมารีบรับดอกไม้ พลางส่งยิ้มกรุ้มกริ่มให้เรไรที่ยืนค้อน

ใกล้กันนั้น ดวงแขเตรียมมาลัยสวยงามมาให้เสมา ครั้นเห็นขุนศึกคุยอยู่กับเรไรด้วยท่าทางสิเนหา ก็เกิดแรงริษยาจนทนไม่ได้ รีบกลับเข้าวัง

เหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ไม่พ้นสายตาของศรีเมือง เธอมองตามดวงแขด้วยสีหน้าฉงน

ooooooo

ครั้นเสร็จพิธีส่งเสด็จและเหล่าทหารแล้ว ศรีเมืองก็จะกลับเข้าวัง เรไรผ่านมาเห็นจึงชวนกลับด้วยกัน พลางเอ่ยถามกับศรีเมืองตรงๆว่าเหตุใดจึงยอมช่วยส่งข่าวเรื่องงานแต่งให้เสมารู้ เพราะถ้าเธอออกเรือนไปกับขัน ศรีเมืองก็จะมีหวังในตัวเสมามากขึ้น

ศรีเมืองยิ้มรับแล้วถามกลับว่า รักของแม่หญิงคือกระไร

“รักของฉันคือกระไรงั้นรึ เรื่องรักชอบก็มีอยู่ในตัวทุกผู้คน ฉันไม่เห็นจะผิดแผกแตกต่างกันอย่างไรนี่จ๊ะ”

“ผิดแผกแตกต่างซีเจ้าคะ เพราะรักของศรีเมือง คืออยากเห็นคนที่ศรีเมืองรักเป็นสุข ศรีเมืองรู้ว่าใจพี่เสมามีแต่แม่หญิงเพียงผู้เดียว หากต้องเสียแม่หญิงไป พี่เสมาจะเสียใจมากขนาดไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อเลยเทียว ศรีเมืองจึงไปบอกพี่เสมา เพื่อหาทางช่วยแม่หญิงไงเล่าเจ้าคะ”

เรไรฟังแล้วอึ้ง นึกละอายใจนัก เธอนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับบัวเผื่อนด้วยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหญิงร้ายใจแคบหึงหวงชายจนหน้ามืดตามัวไม่คิดถึงว่าเขาจะสุขหรือไม่

บัวเผื่อนหัวเราะร่วนก่อนเปรยว่า “ต่างคนต่างจิตต่างใจ จะให้แม่เรไรคิดเช่นแม่ศรีเมืองกระไรได้ สำคัญที่ขุนศึกคิดเช่นไรมากกว่าแต่ถ้าขุนศึกไชยชาญคิดเช่นแม่ศรีเมือง ก็น่าหวั่นใจอยู่ดอก เพราะตอนนี้แม่ศรีเมืองมิใช่สาวรุ่นเช่นตอนเพิ่งเข้าวัง หากแต่เป็นสาวเต็มตัวแลงามจับตานัก ซ้ำยังใจกว้างเช่นนี้ ชายใดบ้างเล่าจะไม่สิเนหา แม่เรไรเพื่อนฉันคงเจอศึกหนักครานี้เป็นแน่”

เรไรถึงกับหน้าเครียดด้วยศรีเมืองเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าเอื้อยแตงนัก

บ่ายวันเดียวกัน ศรีเมืองเห็นดวงแขนั่งถือมาลัยใจลอยอยู่ในสวนสวย ก็ฉุกคิดถึงภาพเมื่อเช้า จึงเข้าไปหยั่งเชิงคุยกับดวงแขว่าถ้าตนร้อยมาลัยได้งามสักครึ่งของดวงแขคงดี เพราะพี่เสมาจะได้หวงและเก็บไว้ดูนานๆ

ดวงแขเจ็บจี๊ดเพราะแทงใจอย่างจัง เธอขยำมาลัยทิ้งทันที ศรีเมืองตกใจร้องถาม ว่าเหตุใดจึงทำเช่นนั้น

“มาลัยนี้ฉันร้อยเอง จักทำเช่นใดก็ได้ เมื่อร้อยมาแล้วจะให้ผู้ใดก็ไม่ได้ ต้องเก็บไว้ชื่นชมคนเดียว จะมีค่าอันใดทำลายทิ้งเสียยังดีกว่า” ดวงแขสะบัดหน้าจากไป ปล่อยให้ศรีเมืองมองตามด้วยติดใจสงสัย

ooooooo

ตอนที่ 6

ขันกระทำการอุกอาจ เข้าฉุดจำเรียงจากเรือน แม้ดวงแขจักห้ามปรามอย่างไรก็ไร้ผล มั่นกับบุญเรือนขอความเมตตา ให้จำเรียงได้อยู่ดูแลแม่ที่ป่วยหนักแต่ขันไม่ยอม อ้างว่าจักนำจำเรียงกลับไปรับโทษโบย ฐานขัดคำสั่งออกจากเรือน ดวงแขทนไม่ไหว ท้าให้พี่ชายโบยตนด้วย เพราะเป็นคนให้จำเรียงกลับมาบ้าน

“แม่ดวงแขไม่ต้องมาออกรับแทนดอก พี่เป็นนายเงินของนังจำเรียง เมื่อพี่ให้มันกลับเรือน มันก็ต้องกลับ” ขันตวาดลั่น

“แต่ที่นี่เป็นเรือนกูขุนศึกไชยชาญ แลนี่ก็เป็นพ่อกู น้องกูมึงก็รู้แต่ยังแสร้งด่า เมื่อหยามกันเช่นนี้ ก็ออกดาบของมึงมาอ้ายขัน หากกูถอยแม้เพียงก้าวอย่านับถือว่าเป็นคนกันเลยวะ” เสมาเดินนำเอื้อยแตงเข้ามา

ขันหน้าเสียสั่งลูกน้องเตรียมพร้อม บุญเรือนกลัวจะเกิดเรื่อง รีบห้ามเสมาแล้วบอกให้กับจำเรียงกลับไปกับขัน จำเรียงร้องไห้โฮเสียใจที่ไม่ได้อยู่ดูแลแม่ยามเจ็บไข้ บุญเรือนน้ำตาคลอเบ้า แต่ต้องอดทนเพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามมากไป ขันสะใจลากจำเรียงออกไป แล้วหันมาสั่งให้ดวงแขรีบตาม

“เจ็บหัวใจนัก เรือนเราแท้ๆ มันยังมาหยาม ฉุดคนถึงในเรือนได้” เอื้อยแตงมองตามขันด้วยความแค้นใจ ไม่ต่างไปจากเสมาที่ขบกรามแน่นจนขึ้นสัน

ครั้นกลับมาถึงบ้าน ดวงแขก็เข้าไปต่อว่าขันที่ยืนยิ้มสะใจอยู่กับพุฒ แม่หญิงออกปากปกป้องเสมาอย่างเต็มที่ จนขันทนไม่ไหวสั่งห้ามน้องสาวยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก และถ้าไม่ยอมเชื่อฟังจะโบยตีจำเรียงให้ถึงพิกลพิการ จะได้ไม่ต้องออกไปที่ใดอีก แล้วหัวหมื่นเจ้าอารมณ์ก็เดินหงุดหงิดออกไป

ดวงแขไม่พอใจพี่ชายจะกลับห้อง แต่พุฒเข้ามาขวาง แล้วเปิดฉากเกี้ยวพาราสี แถมฉวยโอกาสจับมือเธอไว้ ดวงแขโมโหไล่ให้พุฒกลับไปเกี้ยวบัวเผื่อน พลางขู่จะไปบอกท่านแม่และจะร้องไปถึงสังกัดของพุฒ

พุฒเห็นดวงแขเอาจริงจึงต้องปล่อยมือ แม่หญิงเดินหนีไป พุฒมองตามด้วยความเจ็บใจบ่นพึมพำกับตัวเอง

“ยโสนัก สักวันเถิด จะให้มาเป็นเมียคอยกราบเท้ากูก่อนนอนให้จงได้”

ooooooo

ตอนค่ำคืนนั้น เสมานั่งคุยเรื่องจำเรียงอยู่กับสินและสมบุญอยู่หน้าบ้าน สินเจ็บใจที่ลูกพี่โดนหยามจึงยุให้บุกไปเอาเลือดขันมาล้างแค้น สมบุญรีบปราม เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องแม่ศรีเมือง ผู้คนก็มองเสมาเป็นคนพาลเนรคุณไปหมดสิ้น แม้แต่แม่หญิงเรไรเองก็พลอยเคืองไปด้วย และหากมีเรื่องวิวาทกันอีก เสมาก็คงไม่พ้นอาญาเป็นแน่

สินหงุดหงิดอยากแก้แค้นให้ลูกพี่ เสมาถอนใจบอกว่า ตนรับปากพ่อกับแม่ไว้แล้วว่าจะไม่เอาเรื่องขัน

“ถ้ากระนั้น เราก็ใช้ผ้าปิดหน้าไปดักตีมันซีพี่ พ่อแม่พี่ไม่รู้ดอก พรุ่งนี้เลย เรือนออกขุนรามมีงานบุญ อ้ายขันต้องไปเป็นแน่” สินวางแผนการ

สมบุญส่ายหน้าเซ็งๆ ว่าประชดสินที่ช่างคิดเหลือเกิน เพราะขืนมีเรื่องกับขันและพุฒตอนนี้ทุกคนก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร พลันเสมาเอ่ยถามสินว่า พรุ่งนี้บ้านขุนรามเดชะจะมีงานอะไร

“ทำบุญบ้านจ้ะพี่ แต่ท่านขุนจัดเป็นงานใหญ่ มีมหรสพฉลองเสียด้วย”

เสมาพยักหน้าส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ คิดแผนเอาคืนขันขึ้นมาได้

ค่ำวันเดียวกัน ศรีเมืองโดนโขลนสองคนผลักไม่ให้ผ่านประตู เธอรีบยกมือไหว้ขอโทษด้วยไม่รู้จริงๆว่าห้ามผ่านประตูนี้ยามค่ำ แล้วรีบเดินเลี่ยงออกมา เธอพบเรไรยืนมองอยู่ แม่หญิงถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าเข้าวังมาตั้งนาน เหตุใดจึงยังจำทางไม่ได้ ศรีเมืองสารภาพเสียงอ่อยว่า เธออยู่แต่ในครัวไม่ค่อยได้ออกไปไหน แต่วันนี้นอนไม่หลับเพราะคิดถึงบ้านจึงออกมาเดินเล่น

“เพียงแค่บ้านกับท่านลุงพันอินรึ แล้วขุนศึกไชยชาญเล่าศรีเมือง”

ศรีเมืองตอบภาษาซื่อว่า เธอเองก็คิดถึงพี่เสมา แต่จะคิดถึงเพียงใด พี่เสมาก็คงไม่คิดถึงตน เพราะในใจของเขามีแต่แม่หญิงเรไรเพียงคนเดียวเท่านั้น เธอยังอธิบายความจริงให้เรไรรับรู้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดของพันอิน เสมาไม่ได้กระทำเรื่องบัดสีแม้แต่น้อย เรไรถึงกับหน้าเจื่อนด้วยความสับสน

ooooooo

เช้าวันใหม่ แขกผู้ใหญ่มากมายมาร่วมงานบุญที่บ้านขุนรามเดชะ หลังเสร็จพิธีในช่วงเช้า ท่านขุนพร้อมด้วยพันอิน ขัน และพุฒเดินออกมาส่งแขกที่หน้าเรือน

ขณะนั้นเอง ทหารกลุ่มหนึ่งหามเสมาในชุดขุนเต็มยศนั่งอยู่บนคานหามเข้ามา ในมือของเขาถือพานทองวางไว้ด้วยสาส์นม้วนหนึ่ง นิ้วสวมแหวนทองรูปพญานาคสองตัวเกี่ยวกัน มีสิน สมบุญในชุดยศพันเดินนำขบวนมา ตามด้วยทหารที่ถือของกำนัลหลายชิ้นที่พระยาเดโชฝากมา

พุฒกับขันเห็นเสมาก็รีบฟ้องขุนรามเดชะ พลางใส่ไฟหวังจะให้เกิดเรื่อง จึงโดนสินตวาดใส่ว่า ขุนศึกไชยชาญเป็นตัวแทนท่านแม่ทัพพระยาเดโช อัญเชิญรับสั่งสมเด็จพระบัณฑูรของพระราชโอรสมา มันผู้ใดกล้าแตะต้องขุนศึกท่านแม้แต่ปลายเล็บ ถือเป็นกบฏ ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร

พวกขุนรามอึ้งไป แต่ยังไม่เชื่อเท่าไหร่นัก เสมายกพานทองขึ้นจบหัวแล้วส่งให้สมบุญนำไปให้พวกขุนรามเดชะ ทุกคนได้เห็นตราประทับก็ตกใจ รีบคุกเข่าลงกราบไหว้

ท่านขุนกลัวอาญารีบเชิญเสมาขึ้นเรือน เสมาลงจากคานเดินขึ้นเรือนไปอย่างองอาจ ขันและพุฒมองตามด้วยเจ็บแค้นที่ต้องคุกเข่ากราบไหว้

ooooooo

เมื่ออ่านสาส์นราชโองการและมอบราชบำเหน็จอันได้แก่แหวนนพเก้าให้กับขุนรามเดชะเรียบร้อยแล้ว เสมาก็ฉวยโอกาสตอนที่ท่านขุนกำลังดีใจ ขอมอบของให้แม่หญิงเรไรอีกชิ้น ขุนรามเดชะเข้าใจว่าเป็นของพระราชทานจึงเรียกลูกสาวมารับ เสมาถอดแหวนรูปพญานาคที่นิ้วของตนออกมาสวมให้

“แหวนนี้เป็นมงคลเอกของแม่หญิงแล้ว ขอจำเริญทั้งหลายจงคุ้มแม่ ศัตรูมันจงพินาศเสมือนนึก” เสมาเหลือบมาทางขันและพุฒ

สองคู่รู้ว่าเสมาแช่งตน แต่ทำอะไรไม่ได้ ขณะที่ดวงแขริษยาเรไรจับใจ เผลอกำผ้านุ่งของตัวเองแน่น

“ผู้คนออกมาก ยังกล้าปดอีกรึ ฉันรู้แต่อยู่ในวังว่าแหวนนี้สมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าท่านพระราชทานเป็นบำเหน็จศึกให้ออกขุนใหม่ทั้งแปดดอก” เรไรกระซิบกลับ

“ปัญญาแม่หญิงเลิศนัก ที่ข้าพระเจ้าทำดังนี้ เหตุเพราะพระคุณท่านบอกว่าแม่หญิงหมั้นแล้ว แต่เสมายังไม่เคยเห็นของหมั้น จึงถือเอาแหวนนี้แทนของหมั้นระหว่างเสมากับแม่หญิงเสีย” เสมาส่งยิ้มกรุ้มกริ่ม

“ขุนศึกไชยชาญ ให้พรพอแล้วกระมัง” พันอินแสร้งเปรยด้วยเห็นทุกคนหันไปมองเสมากับเรไรที่กระซิบกระซาบกันอยู่อย่างระแวง

ครั้นเสร็จพิธี เสมาก็ขึ้นคานหามกลับออกไปพร้อมเหล่าทหาร แต่ไม่ทันถึงที่หมาย เขาก็ขอลงกลางทางอ้างว่าจะไปวัดพุทไธสวรรย์ต่อ เหล่าทหารหามคานหามจากไป เสมา สิน และสมบุญรอจนทหารลับตาแล้ว จึงพากันหัวเราะออกมา ด้วยสะใจที่ได้แก้แค้นขันกับพุฒให้คุกเข่าไหว้พวกตนได้ สมบุญสงสัยเอ่ยถามลูกพี่ว่า รู้ได้อย่างไรเรื่องออกญาเดโชจักต้องอัญเชิญรับสั่งแลราชบำเหน็จมาให้ท่านขุนรามเดชะ

“ออกญาเดโชบอกข้าเอง ว่าสมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าท่านประทานแหวนนพเก้าให้เป็นบำเหน็จศึกละแวก พอข้ารู้จากเอ็งว่าบ้านท่านขุนจะมีงานบุญ ข้าก็ได้คิดว่า ออกญาท่านคงถือฤกษ์งานบุญอัญเชิญรับสั่งเป็นแน่ ข้าจึงอาสามาแทน”

“จึงได้หักหน้าอ้ายขัน อ้ายพุฒ สมน้ำมะหน้ามันนัก แต่เสียดายแหวนที่พี่ให้แม่หญิงเรไรนัก ดูท่าจะมีค่าไม่น้อย หากขายคงพอไถ่แม่จำเรียงเป็นแน่” สมบุญนึกเสียดาย

“ขายได้อย่างไร สมเด็จเจ้าฟ้าท่านพระราชทานมา วันที่ข้าได้เป็นขุนศึกไชยชาญ ขืนเอาไปขาย คงต้องโทษเป็นแน่ แลข้าตั้งใจไว้ มิว่าศักดิ์หรือสมบัติใด ข้าจะให้แก่แม่หญิงทั้งสิ้น แหวนวงนี้ก็ควรแล้วที่จะเป็นของแม่หญิงเรไร ผู้เป็นมงคลแห่งข้า” เสมายิ้มปลาบปลื้มชื่นใจ

ooooooo

สิ้นแสงตะวันแล้ว ดวงแขยังนั่งเครียดคิดถึงเรื่องเมื่อเช้า ด้วยความริษยาเรไรอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ พุฒเดินกวนๆเข้ามาหาเย้ยด้วยรู้ดีว่า ดวงแขคิดเช่นไรกับเสมา แม่สาวชาววังไม่พอใจที่โดนจี้ใจดำจึงตอกกลับ จนพุฒโกรธดึงเธอเข้ามาปล้ำกอดจูบ หญิงสาว

กรีดร้อง พยายามดิ้นสุดฤทธิ์แต่สู้แรงพุฒไม่ได้

“แม่หญิงดวงแขเจ้าคะ แม่นายเรียกแม่หญิงไปพบเจ้าค่ะ” จำเรียงวิ่งเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้า

พุฒหันไปเห็นจำเรียงก็ไม่พอใจ ดวงแขได้โอกาสรีบผลักพุฒออก แล้วรีบเดินเลี่ยงไปทันที พุฒจะตามแต่จำเรียงรีบลุกขึ้นขวางไว้ขู่จะฟ้องแม่นาย ทำให้พุฒไม่พอใจคิดแผนเล่นงานจำเรียงที่มาขัดจังหวะ

เวลาต่อมา พุฒเข้าไปยุแหย่ให้ขันเอาจำเรียงมาเป็นเมียทาส เพื่อเอาคืนเสมาบ้าง ขันคล้อยตาม เขาพาลูกน้องไปจับตัวจำเรียงที่กำลังช่วยเอื้อยแตงขายมีดพร้าให้กับพวกทาสในครัว

“กระไรกันท่านหมื่น ฉันทำผิดกระไรถึงให้คนมาจับตัวฉันเช่นนี้” จำเรียงตกใจ

“เอ็งมันสันหลังยาว งานการไม่ยอมทำ ข้าจึงจะลงโทษเอ็งให้หลาบจำ เอามันไปตีตรวนแล้วขังไว้ประเดี๋ยวนี้” ขาดคำพวกทาสก็พาตัวจำเรียงออกไปทันที

จำเรียงหวาดกลัว เรียกให้เอื้อยแตงช่วย เอื้อยแตงวิ่งเข้ามาแต่ก็โดนพุฒผลักล้มลงไป

“พวกแกมันใจโหดแท้ รังแกกระทั่งผู้หญิงไม่มีทางสู้” เอื้อยแตงร้องด่าแล้วรีบลุกไปตามหาดวงแขมาช่วย

ทาสชายพาจำเรียงมาที่เรือนกักขัง แล้วจับตีตรวน ขันเข้ามาเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมเป็นเมียทาสของเขา เพื่อแลกกับอิสรภาพ แต่จำเรียงรู้เช่นเห็นชาติผู้ชายอย่างขันแล้วจึงด่ากลับ

“ท่านหมื่นเก็บคำของท่านไว้หลอกเด็กเถิด ชีวิตฉันมีผิดเพียงเรื่องเดียว คือมีใจให้ชายอสัตย์น้ำใจชั่วเยี่ยงท่านหมื่น ฉันจึงต้องได้ทุกข์เช่นทุกวันนี้”

“ปากดีนักนะอีจำเรียง ไม่ผิดพี่มึงแม้แต่น้อย แล้วกูจักคอยดูว่ามึงจะยอมเป็นเมียกู หรือจะยอมโดนล่ามไปจนตาย” ขันเดินหงุดหงิดออกไป

“สุขสบายดีหรือไม่เล่านังจำเรียง นี่แหละคือ ค่าที่เอ็งเหิมเกริมกล้าขัดข้า อยากให้อ้ายเสมามันได้มาเห็นน้องมัน เทียวนัก” พุฒเข้ามาหัวเราะเยาะจำเรียงแล้วรีบตามขันไป

เมื่อถึงหน้าเรือน พุฒเห็นดวงแขเข้ามาขอร้องขันให้ปล่อยจำเรียง โดยมีเอื้อยแตงเป็นลูกคู่ แต่ขันไม่ใจอ่อนรีบเดินหนี เอื้อยแตงร้อนใจเร่งให้ดวงแขหาทางช่วยจำเรียง

“หยุดวุ่นวายเสียทีเถิดแม่เอื้อยแตง ฉันรู้น้ำใจ

พี่ชายฉันดีว่า ควรจักต้องทำเช่นไร ฉันชักคล้อยตามหมื่นทรงเสียแล้ว เรือนนี้ก็ไม่ใช่เรือนของแม่เอื้อยแตง จำเรียงก็ไม่ใช่ญาติแม่ แล้วเหตุใดแม่เอื้อยแตงจึงวุ่นวายไม่เลิกราเช่นนี้” ดวงแขสะบัดหน้า เดินฉับๆจากไปอีกคน ทิ้งให้เอื้อยแตงมองด้วยความเจ็บใจและยิ่งระแวงดวงแขมากขึ้น

ooooooo

เอื้อยแตงรีบแจ้งข่าวกับพวกเสมาที่วัดพุทไธสวรรย์ ด้วยเกรงว่าถ้าดวงแขไม่ช่วยจำเรียง แม่สาวน้อยก็คงไม่พ้นมือขันเป็นแน่ สมบุญร้อนใจชวนเสมาบุกไปช่วยจำเรียงทันที ขณะที่สินร้องห้ามเสียงหลง

เสมานิ่งคิดก่อนจะชวนเอื้อยแตงไปที่บ้านพันอินเพื่อขอร้องให้ท่านช่วยออกหน้าเจรจากับขันให้ แต่พันอินยังเคืองเสมาเรื่องศรีเมืองอยู่จึงไม่ยอมช่วยเหลือ เสมาหมดหนทางตัดสินใจพาสมบุญบุกเข้าบ้านขันเพื่อชิงตัวจำเรียงในยามดึก ขณะที่ขันกับพุฒก็เตรียมรับมือเต็มที่ เพราะการบุกเรือนผู้อื่นเพื่อปล้นทาสออกมาผิดอาญาบ้านเมือง

กลางดึกคืนนั้นขันกับพุฒนั่งดื่มฉลองกันอยู่

หน้าเรือนกักขังด้วยมั่นใจว่าเสมาต้องมาช่วยน้องสาวแน่ ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงทาสร้องตะโกนว่าไฟไหม้ให้ช่วยกันดับไฟ

ขันตกใจสั่งให้ลูกน้องไปช่วยพวกทาส แต่พุฒห้ามไว้เพราะจำได้ว่าเสมาเคยใช้อุบายนี้มาแล้ว ขันหยุดคิดตามแล้วเออออด้วย

“ท่านไม่ต้องกังวลไปดอก ฉันย้ายนังจำเรียงขึ้นเรือนใหญ่ไปแล้ว เพราะเมื่อเพลากลางวันฉันจงใจให้นังเอื้อยแตงเห็นว่าเราขังนังจำเรียงไว้ที่นี่ ก็เพื่อหลอกอ้ายเสมา หากมันมาช่วยน้องมันที่นี่ ต่อให้มีปีกบินเฉกนก มันก็ยากจะรอดกลับไปเป็นแน่” พุฒยิ้มร้ายมั่นใจในแผนการ

“งั้น พวกเอ็งรีบเก็บกวาด อย่าให้เป็นพิรุธแล้วซุ่มกำลังไว้ หากอ้ายเสมามาเมื่อใด จงรีบรุมล้อมจัดการมันเสีย” ขันสั่งลูกน้องแล้วหันมายิ้มกับพุฒอย่างรู้กัน

แต่สองเกลอต้องรอเก้อ ด้วยเสมารู้ทันแผนการจึงให้สินดูต้นทางอยู่หน้าเรือนใหญ่ แล้วพาสมบุญแอบเข้าไปในเรือนเพื่อช่วยกันตามหาจำเรียงในห้องต่างๆ

เสมาตามหาจำเรียงมาจนถึงห้องดวงแข แต่เพราะความมืดทำให้เข้าใจผิดคิดว่าหญิงที่นอนอยู่ในห้องเป็นน้องจึงเข้าไปปลุก

ดวงแขสะดุ้งตื่น เมื่อเห็นเสมาอยู่ในห้องก็ตกใจ ส่วนเสมาหน้าเครียดเพราะดันเข้าห้องน้องสาวของศัตรู

“ขุนศึกท่านมาหาจำเรียงรึ จำเรียงอยู่ที่เรือนขังทาส มิได้อยู่ที่เรือนใหญ่ดอก” ดวงแขเอ่ยขึ้นก่อน

“เรือนขังทาส เช่นนี้แล้ว ยังคิดจะลวงข้าพระเจ้าไปให้พี่ชายของแม่หญิงฆ่าอีกรึ เห็นทีที่เอื้อยแตงกล่าวว่าแม่หญิงรู้เห็นด้วยอ้ายขัน คงไม่ผิดกระมัง เสียแรงที่ฉันไว้ใจ”

“ออกขุนท่านเชื่อคำนังแม่ค้าขายเหล็กก็ตามแต่ใจเถิด แต่รีบลงไปให้พ้นเรือนฉันเสีย ฉันไม่ต้องการสนทนาด้วยออกขุนอีก”

“ไล่ให้พ้นเรือน เพื่อให้ฉันไปตายด้วยน้ำมือพี่ชายแม่หญิงกระนั้นรึ คนอย่างอ้ายเสมาไม่ยอมให้ถูกรังแกฝ่ายเดียวดอก หากฉันต้องเสียน้องสาว อ้ายขันก็ต้องเสียน้องสาวด้วยเช่นกัน”

“พาลหนักแล้วออกขุน ปล่อยมือฉันประเดี๋ยวนี้” ดวงแขจะตะโกนเรียกให้คนช่วย

เสมาโมโหดึงดวงแขเข้ามากอดจูบ ดวงแขตกใจจนน้ำตาร่วง เสมาได้สัมผัสกับหยดน้ำตาที่อาบแก้มของเธอก็ได้สติ ค่อยๆดึงตัวออกมา

“ออกขุนมิได้รักฉัน แล้วเหตุใดจึงทำกันเช่นนี้ นับแต่เกิดมา มิเคยเลยที่จักมีผู้ใดข่มเหงใจฉันถึงเพียงนี้” ดวงแขน้ำตานองหน้า ทำให้เสมายิ่งรู้สึกผิดที่ความโกรธชั่วขณะของตนทำให้เธอต้องด่างพร้อย

เวลาเดียวกัน สมบุญแอบเข้าไปในห้องของขัน และพบจำเรียงนั่งร้องไห้อยู่ เขาเข้าไปปลอบใจเธอแล้วช่วยง้างตรวนออกให้ แต่จังหวะที่ตรวนหลุดออก สมบุญเสียหลักถลาไปทางจำเรียง ทำให้แก้มแนบแก้มกันโดยบังเอิญ

จำเรียงเขินอายถอยกายออกห่าง พลางชวนสมบุญให้รีบหนีไป แต่สมบุญเสียดายโอกาสแกล้งดึงจำเรียงมากอดไว้ แล้วหลอกว่าได้ยินเสียงคนเดินมาให้รอสักครู่ก่อน จำเรียงหลงกลยอมหยุดนิ่ง สมบุญแอบอมยิ้มมีความสุข

ooooooo

ขันกับพุฒซุ่มรออยู่นานไม่เห็นเสมากับพวกจะบุกมาเสียที จึงชักชวนกันกลับขึ้นเรือนเพื่อเข้าหอกับจำเรียง สินที่ดูต้นทางอยู่เห็นขันกับพุฒ เดินเข้ามาก็รีบส่งสัญญาณเป็นเสียงไก่ขัน

ด้านเสมา เขาเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าดวงแข เพื่อขอให้เธออภัยในสิ่งที่ทำลงไป แต่ดวงแขยังนิ่งไม่ยอมพูดจา ครั้นได้ยินเสียงไก่ขันของสิน เธอเร่งให้เสมาหนีไป แต่ขุนศึกยืนยันว่า ถ้าเธอไม่ยอมอภัยก็จะไม่ลุกไปไหนทั้งนั้น

“ยังจะพูดเช่นนี้อีกรึ หากพี่ขันกลับมาคงไม่แคล้วต้องต่อสู้กันอีกแน่ แลออกขุนมีผิดด้วยบุกถึงเรือน แม้เอาตัวรอดจากพี่ขันไปได้ก็ไม่พ้นอาญาบ้านเมืองดอก”

“เสมาไม่คิดจะหลบไปที่ใดแล้ว ด้วยผิดที่ล่วงเกินแม่หญิงนั้น หนักกว่าอาญาบ้านเมืองนัก ไม่ว่าจะไปที่ใด ใจข้าพระเจ้าก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะไม่ได้รับคำอภัยจากแม่หญิงอยู่ดี”

“เหตุใดจึงดื้อรั้นเพียงนี้ อภัยหรือไม่ ค่อยว่ากัน วันหลังเถิด ไปได้แล้ว” ดวงแขไล่ แต่เสมายังไม่ยอมลุกขึ้น สาวเจ้าอ่อนใจจำต้องเอ่ย “ขุนศึกไชยชาญฉันให้อภัยแล้ว รีบไปเสียทีเถิด”

“ขอบน้ำใจแม่หญิงนัก ข้าพระเจ้าขอให้คำมั่น ว่าจะไม่กระทำเช่นนี้อีก หากผิดคำขอให้ตายกลางศึกสงครามเถิด” เสมาดีใจ รีบปีนหนีหน้าต่างแล้วกระโดดหนีไปทันที

ดวงแขมองตาม ทั้งรักทั้งแค้นเสมาอย่างบอกไม่ถูก

ฝ่ายสมบุญที่กำลังเคลิ้มได้ยินเสียงไก่ขันของสินก็สะดุ้งเฮือกจะพาจำเรียงหนี แต่เมื่อแง้มประตูออกมาก็เห็นขันกำลังเดินตรงมา จึงพาจำเรียงปีนหน้าต่างหนีออกไปแทน ขันเปิดห้องทันเห็นสมบุญโดดหน้าต่างพอดี เขาจึงเรียกให้ลูกน้องช่วยกันจับตัว แต่ก็ไม่ทันอีกตามเคย

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขันกับพุฒพาตำรวจหลายคน พร้อมอาวุธครบมือ เข้ามาล้อมเรือนเสมาไว้ เพื่อจะเอาตัวจำเรียงกลับไป เสมา มั่น และบุญเรือนออกมาแจ้งกับตำรวจว่า จำเรียงไม่ได้อยู่บ้าน และยอมให้ตำรวจเข้าค้นเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

ขันและพุฒหน้าแตกเพราะตำรวจไม่พบตัวจำเรียงในบ้าน เสมาส่งยิ้มเยาะสั่งให้ทั้งสองกลับเรือนไปเตรียมพิธีขอขมาตนเพื่อจะได้ไม่เอาความ สองเกลอโมโหมากชักชวนกันกลับ เสมาหน้าเครียดรู้ดีว่าขันและพุฒกัดไม่ปล่อยแน่

ด้านจำเรียง เธอมาหลบอยู่ที่บ้านเอื้อยแตง ขณะที่แม่สาวน้อยช่วยทำความสะอาดเรือนอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเอื้อยแตงวางแผนอยู่กับสินและสมบุญว่า ในตอนกลางวันจะให้จำเรียงหลบอยู่แต่ในบ้าน จะออกไปที่ใดก็ให้คลุมหน้าเสีย และให้ทั้งสองช่วยปล่อยข่าวว่าจำเรียงหนีไปหัวเมืองแล้ว เพราะขันกับพุฒคงคิดไม่ถึงว่าจำเรียงหลบอยู่บ้านเธอ

สินรีบประจบชมว่าปัญญาเอื้อยแตงเป็นเลิศนัก จะหาหญิงใดในอโยธยาเสมอด้วยเป็นไม่มี เอื้อยแตงทำท่าโก่งคออ้วก เล่นเอาสินหน้าจ๋อย

สมบุญยิ้มขำเพื่อนแล้วหันไปมองจำเรียงที่เดินเข้ามาถามเอื้อยแตงว่า ไหสุราที่อยู่ท้ายเรือนจะให้ขนไปไว้ที่ใด เอื้อยแตงใช้ให้สินไปช่วยขนเพราะมันหนักเกินกำลังของเธอกับจำเรียง สินรับคำด้วยความเต็มใจรีบลุกเดินตามเอื้อยแตงลงจากเรือนไป ทิ้งให้สมบุญและจำเรียงหันมาสบตากันอย่างเขินๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน

จำเรียงขอบคุณสินที่เสี่ยงไปช่วย สินส่งยิ้มปลื้มขยับจะบอกความใน แต่ต้องชะงักเพราะได้ยินเสียงเอื้อยแตงด่าสินที่ขโมยกินเหล้า สินลนลานแก้ตัวว่าแค่ชิมดู

“ชิมดูทีครึ่งค่อนไห จะไม่ให้โกรธได้รึ ข้าหมักสุราไว้ เผื่อบ้านใดมีงานจะได้ขนไปช่วย มิต้องเสียอัฐซื้อ แต่เผลอครู่เดียว เอ็งกลับขโมยกินเสียได้อ้ายสิน” เอื้อยแตงหันไปคว้าไม้ไล่ตี

สมบุญและจำเรียงหันไปมองเห็นสินวิ่งหนีเอื้อยแตงท่าทางยิ่งกว่าหนูกลัวแมวก็นึกขำ

สายวันเดียวกัน ขันเข้ามาอ้อนจะให้อำพันไปสู่ขอเรไรให้อีกครั้ง แต่นางบ่ายเบี่ยงพลางหันมาถามความเห็นดวงแข แต่ลูกสาวคนงามกลับนั่งเหม่อคิดถึงเสมา จนนางต้องเรียกซ้ำ จึงสะดุ้งหลุดจากภวังค์

“ไม่ได้ฟังที่แม่พูดรึ แม่ถามแม่ดวงแข ว่าเห็นควรจะให้แม่ไปสู่ขอแม่เรไรให้พี่ชายเจ้าอีกหรือไม่”

ดวงแขนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกไปว่า เห็นควรด้วยกับพี่ชาย เพราะถึงอย่างไรท่านอาขุนรามก็คงไม่ยกเรไรให้ขุนศึกไชยชาญเป็นแน่ อำพันเชื่อในปัญญาของลูกสาว จึงรับปากขันว่าจะยอมตากหน้าไปอีกครั้ง แต่ครานี้ต้องดูฤกษ์ยามให้ถี่ถ้วนก่อนขันเข้ามากราบแม่ด้วยความดีใจ ขณะที่ดวงแข

แอบยิ้มเจ้าเล่ห์ เพราะเสนอแผนนี้ไปก็เพื่อประโยชน์ของตน

ในตอนเย็น หลังจากได้ฤกษ์มาแล้ว อำพันจึงมาพบขุนรามเดชะ ลำภู และเรไรที่เรือน และแจ้งว่าอีกสองปีถึงจะมีฤกษ์แต่งของขันกับเรไร ลำภูร้อนใจกลัวจะได้เสมาเป็นเขยจึงชำเลืองมองขุนรามเดชะคล้ายบอกเป็นนัยให้จัดการ

ขุนรามเดชะหน้าเครียดถามลูกสาวเรื่องแหวนที่เสมามอบให้ เพราะเพิ่งรู้ความจริงว่าถูกเสมาสวมรอยให้แหวนแก่เรไร ท่านตวาดว่า หากมิใช่แหวนพระราชทานเป็นบำเหน็จศึกให้แก่เสมา คงทำลายทิ้งเสียแล้ว ลำภูถอนใจบ่นกับอำพันว่า ละอายใจนักกลัวลูกสาวจะนำความมัวหมองมาให้

“ข้อนั้นฉันไม่ถือดอก เรื่องของใจ ใครจักห้ามได้ สำคัญที่อยู่ในศีลในธรรม ไม่ผิดธรรมเนียมก็พอแล้ว แต่คนเรามิได้มีแต่ใจเท่านั้นดอกนะแม่เรไร ศักดิ์ฐานะเสมอกันก็จำเป็นมิใช่น้อย กว่าจะถึงฤกษ์แต่งก็กว่าสองปี แม่เรไรจงตรองคำป้าให้ดีเถิด” อำพันหันมายิ้มบางๆให้เรไร แม่หญิงนั่งอึ้ง เริ่มคิดตามคำพูดของอำพัน

ooooooo

6 เดือนต่อมา

หลังจากที่กองทัพหงสาวดีพ่ายแพ้ต่อกรุงศรีอยุธยาทั้งๆที่มีกำลังพลมากกว่าหลายเท่า ทำให้อำนาจของหงสาวดีสั่นคลอน

บรรดาเมืองขึ้นต่างๆเริ่มคิดตั้งตนเป็นอิสระ โดยมีเมืองคังเป็นเมืองแรกที่กล้าแข็งเมือง ทำให้กรุงหงสาวดีต้องยกทัพไปปราบ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เมืองอื่นต่อไป

ไม่นานนัก พระมหาอุปราชาทรงนำทัพไปปราบเมืองคังได้สำเร็จ พระเจ้านันทบุเรงพอใจมากมีรับสั่งให้นำทัพไปตีอโยธยาต่ออีกเพื่อล้างอาย แต่พระมหาอุปราชาอ้างว่า ไพร่พลยังอ่อนล้านัก จำต้องบำรุงสักสองสามปีก่อน และให้สัตย์ว่าจะตีอโยธยามาถวายสมเด็จพ่อให้จงได้

พระเจ้านันทบุเรงยอมรับฟัง และหวังว่าในเร็ววันนี้อโยธยาอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลดีแก่หงสา

ooooooo

เช้าวันหนึ่ง สินในชุดใหม่เอี่ยม สีสันฉูดฉาดเดินยิ้มกรุ้มกริ่มเข้ามาช่วยเอื้อยแตงดำนา แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นสมบุญมาถึงก่อนตน จำเรียงเดินเข้ามายืนข้างๆ เอื้อยแตงบอกว่า ตนเตรียมอาหารและน้ำมาส่งแล้ว ใครเหนื่อยเมื่อใด ก็พักกินกันก่อนได้

สมบุญมองจำเรียงด้วยสายตากรุ้มกริ่ม รักใคร่ แต่สินเข้าใจผิดว่าสมบุญยิ้มให้เอื้อยแตงจึงพาลหาเรื่องจนเป็นเหตุให้เอื้อยแตงโกรธ วิ่งเอาเคียวไล่ฟันทั้งสองที่เข้ามาวุ่นวายทำให้เสียงาน

เวลาเดียวกันนั้น ขุนรามเดชะกับพันอินฟ้องพระยาเดโชที่จะขอตัวเสมาไปเป็นทหารในสังกัด ว่าเสมาเป็นคนเนรคุณกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา

ศรีเมืองเข้ามาได้ยิน เธอพยายามจะชี้แจง แต่กลับโดนพันอินตวาดให้เงียบ แล้วพระยาเดโชหลงเชื่อคารมของขุนรามเดชะ ท่านจึงเปลี่ยนใจไม่ยอมรับเสมาเข้าสังกัด ทำให้เสมาต้องลำบากต่อไป

ส่วนเสมาเพิ่งรู้จากเหล่าทหารกลุ่มหนึ่งที่มาว่าจ้างให้ตีเหล็กว่า ที่ตนยังไม่มีสังกัดเพราะถูกขุนรามเดชะดัดหลัง โดยไม่ส่งชื่อสังกัดมูลนาย ด้วยแค้นใจที่บังอาจไปรักชอบกับแม่หญิงเรไร เขาทั้งตกใจและเสียใจที่ถูกผู้ใหญ่ที่นับถือแทงข้างหลัง

ค่ำวันนั้น เสมากลับไปปรับทุกข์กับสองคู่หูที่กระท่อมของสมบุญ เพราะคงสิ้นวาสนากับแม่หญิงเรไรเป็นแน่ สมบุญปลอบใจลูกพี่ ขณะที่สินดื่มจนเมา แล้วเริ่มโวยวายหาเรื่องสมบุญด้วยระแวงว่าเพื่อนจะตีท้ายครัว สมบุญชักรำคาญหลุดปากบอกออกไปว่า ที่ตนไปช่วยเอื้อยแตงทำนาก็เพราะอยากจะเจอจำเรียง แล้วรีบเข้ามาไหว้ขอขมาเสมา พลางสารภาพว่า ตนรักจำเรียงจริงๆ เสมาส่งยิ้มบางๆเปรยว่า

“เอ็งก็หัวอกเดียวกับข้า แต่เอ็งยังดีกว่าข้ามากนัก อยากเห็นหน้าจำเรียงเมื่อใด เอ็งก็ได้เห็น แต่ข้ากว่าหกเจ็ดเดือนแล้ว แม้แต่ชายสไบแม่หญิงเรไรยังไม่ได้เห็นเลย”

“พี่อยากปะหน้าแม่หญิงรึ ฉันมีคนที่จะช่วยพี่ได้นา พี่เสมา” สมบุญยิ้มกริ่ม แล้วแนะนำให้เสมาไปขอความช่วยเหลือจากบัวเผื่อนที่กำลังผิดใจกับขันและพุฒอยู่

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมามาดักรอบัวเผื่อนที่ตลาด เขาใช้คารมหว่านล้อมจนเธอใจอ่อนยอมเป็นแม่สื่อนัดแนะให้ได้พบกับเรไรที่ท่าเรือท้ายวัง

เสมาพาเรไรนั่งเรือแจวออกไป แม่หญิงส่งค้อนให้เพื่อนสาวที่ยืนส่งอยู่บนฝั่ง แล้วหันมาต่อว่าเสมาที่สมรู้ร่วมคิดกันหลอกเธอออกมา เสมาไม่แก้ตัวแต่ส่งยิ้มหวานบาดใจให้แทน

เสมาพาเรไรเที่ยวด้วยใจเปี่ยมสุข เขาดึงเธอเข้ามากอดด้วยความรักและคิดถึง เพราะกว่ากึ่งปีแล้วที่มิเห็นหน้ากัน

“แม่หญิงสุดรักของเสมา เพราะข้าพระเจ้าไม่เจียมด้วยศักดิ์ตัว จึงดึงแม่หญิงมาทุกข์ด้วยโดยแท้ บัดนี้แม้มีศักดิ์เป็นถึงขุน แต่ก็ยากจนนักแลไร้ซึ่งผู้อุปการะสุดปัญญาแล้วที่จะมั่งมีได้ หากแม่หญิงจะเปลี่ยนใจ เสมาก็หาตำหนิไม่”

เรไรนิ่งไป คำพูดอำพันแวบเข้ามาในหัว เธอเอ่ยกับคนรักทั้งน้ำตา

“พ่อแม่ท่านตำหนิว่าฉันไม่รักศักดิ์รักตระกูล หากเสมาไม่อาจเทียมหน้าเทียมตาฉันได้จริง แล้วฉันจะกล้าดื้อดึงให้พ่อแม่ท่านเสียใจมากกว่านี้ได้อย่างไร แต่ฉันก็ถือหัวใจสำคัญไม่แพ้ศักดิ์ตระกูล แม้มิได้คู่กับเสมา ฉันก็ไม่ขอเป็นหญิงชั่วสองใจเป็นอันขาด”

เสมาดีใจสุดๆ สวมกอดเรไรไว้แน่นกระชับยิ่งขึ้นราวกับจะไม่ยอมให้จากไปไหนอีกเลย

ขณะที่เสมาพลอดรักอยู่กับเรไร จำเรียงแอบกลับมาที่บ้าน เพื่อดูแลบุญเรือนที่ยังป่วยกระเสาะกระแสะ แต่โชคไม่ดีที่ลูกน้องขันมาพบ มันซุ่มดูอยู่จนรู้ว่าจำเรียงหลบไปอยู่กับเอื้อยแตงจึงกลับไปรายงานลูกพี่

ขันพอใจกับข่าวของจำเรียงมาก เขาหันมาบอกกับพุฒว่าไม่เกินพรุ่งนี้จะไปฉุดจำเรียงกลับมา พุฒส่งยิ้มร้ายขอฉุดเอื้อยแตงเป็นของติดไม้ติดมือด้วยอีกคน แล้วทั้งสองก็หัวเราะสะใจกับแผนชั่วที่อยู่ในหัว

ในตอนเย็น สินนำเหล้ามาเป็นของกำนัลให้แต้มด้วยหวังจะทำคะแนน แต้มเห็นเหล้าก็น้ำลายหกเข้าไปนั่งดวลกับว่าที่ลูกเขยจนถึงค่ำ เอื้อยแตงไปรับจำเรียงกลับมาถึง เธอเห็นทั้งสินกับพ่อเมาไม่รู้เรื่องอยู่ที่แคร่หน้าเรือนก็ไม่พอใจร้องด่าสินเสียงขรม ก่อนขอแรงจำเรียงช่วยประคองแต้มขึ้นไปนอนบนเรือน ส่วนสินให้นอนตากยุงอยู่ข้างล่าง

เวลาเดียวกัน สมบุญเห็นสินหายเงียบไปตั้งแต่เย็น ก็นึกห่วงจึงร้องถามเสมาว่า สินออกไปไหน เสมาว่าไปหาแต้มที่เรือนเพราะได้สุราดีเอาไปกำนัล สมบุญบ่นเจ็บใจที่สินไม่ชวนตนเพราะอยากจะไปหาจำเรียงบ้าง

เสมาเข้าใจหัวอกคนมีรักจึงใช้ให้สมบุญไปตามสิน เพราะวันพรุ่งจะมีฝึกทหารแต่เช้า หากไปสายจะมีโทษ

สมบุญดีใจรีบออกไปตามสิน แต่ระหว่างทางเขาเห็นคนกลุ่มหนึ่ง ถืออาวุธครบมือ ใช้ผ้าปกปิดหน้าตา เดินลัดไปในป่าข้างทาง สมบุญสงสัยว่าจะเป็นพวกโจรจึงแอบตามไป และพบว่าพวกมันตรงขึ้นไปบนเรือนของแต้มแล้วฉุดกระชากลากเอื้อยแตงกับจำเรียงออกมาจากห้อง

แต้มได้สติเข้าขัดขวางเพื่อช่วยลูกแต่โดนพวกขันมันเล่นงานสลบไป ขณะที่สินยังคงนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนแคร่ เอื้อยแตงเห็นพ่อโดนทำร้ายก็พยายามดิ้นสู้ แต่โดนพุฒชกท้องจนจุกดิ้นไม่ออก

ลูกน้องขันจะลากจำเรียงและเอื้อยแตงลงจากเรือน แต่ทันใดนั้นก็มีไม้ท่อนหนึ่งหวดเข้าใส่พวกมันจนกลิ้งตกบันไดลงมา ขันและพุฒตกใจหันไปมองเห็นสมบุญ

ถือไม้สองท่อนแทนดาบสองมือ ยืนจังก้าอยู่ที่ตีนบันไดพร้อมตะคอกสั่งให้ปล่อยตัวเอื้อยแตงกับจำเรียง

ลูกน้องขันที่เหลือกรูกันลงจากเรือนเพื่อจัดการกับสมบุญ แต่ถูกเขาหวดด้วยไม้กระเจิงไป ขันโมโหเข้ามาลุยกับสมบุญ แต่สมบุญมีแค่ไม้จึงสู้ไม่ได้ เขาวิ่งไปเตะสินที่นอนไม่รู้เรื่องเข้าเต็มรัก สินสะดุ้งได้สติ หายเมาเป็นปลิดทิ้ง รีบเข้าไปช่วยสมบุญต่อสู้

พุฒเห็นท่าไม่ดีชวนขันแยกย้ายกันหนีแล้วค่อยไปพบกันที่เรือน ขันเห็นด้วยดึงมือจำเรียงไปกับตน ขณะที่พุฒก็ลากเอื้อยแตงไปอีกทาง สินและสมบุญรีบตามไป

สมบุญตามไปทันขันที่พาจำเรียงไป ทั้งสองเข้าต่อสู้กัน แล้วสมบุญก็จับได้ว่าคนที่ตนสู้อยู่ด้วยคือขันเพราะจำเพลงดาบของอาจารย์บ่ายสำนักบ้านเผาข้าวได้ ขันกลัวความลับถูกเปิดเผยจึงคิดฆ่าสมบุญ แต่เสมาตามมาช่วยไว้ทัน ขันซมซานหนีไป เช่นเดียวกับพุฒที่โดนสินกับเอื้อยแตงรุมเล่นงานจนต้องถอยกลับไปตั้งหลัก

ooooooo

ทุกคนกลับไปที่เรือนของแต้มอีกครั้ง เสมายืนหน้าเครียดบอกกับสมบุญว่า ชะตายังไม่ถึงฆาต ถึงได้มีคนมาสั่งเขาตีดาบยามดึก ทำให้ต้องมาหาเอื้อยแตงที่บ้านเพื่อให้หาเหล็กให้ มิเช่นนั้น สมบุญคงไม่รอด

สมบุญทบทวนเหตุการณ์แล้วบอกกับเสมาว่า ต้องเป็นขันปลอมตัวมาแน่ สินตบเข่าฉาดมั่นใจว่าคนที่ประมือด้วยคือพุฒ เขานึกเสียดายที่ปล่อยให้หลุดมือไป

“หากเป็นหมื่นชาญณรงค์กับหมื่นทรงเดชะ เหตุใดไม่แจ้งนครบาลมาจับตัวฉันเล่า ต้องปลอมเป็นโจรไปเพื่อกระไร” จำเรียงแปลกใจ

“ก็เพราะมันหมายจะย่ำยีฉันกับแม่จำเรียงน่ะซี จึงปลอมเป็นโจรมาฉุดเราสองคนไป” เอื้อยแตงสวนทันที

“มันคงแค้น ที่ข้าบุกไปถึงเรือนมันช่วยจำเรียงออกมา แลเอ็งยังให้ที่พักพิงแก่จำเรียงอีก มันจึงไม่แจ้งนครบาลแต่แสร้งปลอมเป็นโจรมา”

“เพราะเอ็งแท้ๆเทียวอ้ายเสมา หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ข้า ข้ากับลูกเกือบต้องกลายเป็นผีเพราะเอ็งแล้วฟ้าสางเมื่อใด เอ็งพาน้องเอ็งไปอยู่ที่อื่นเถิด ข้าไม่อยากรับเคราะห์อีก” แต้มตวาดไล่แล้วเดินหงุดหงิดกลับเข้าข้างใน

เสมายืนอึ้งคิดหนัก ไม่อยากให้คนอื่นต้องเดือดร้อน แต่ก็ทิ้งน้องไม่ได้

เช้าตรู่วันใหม่ เสมาตัดสินใจพาจำเรียงมาอยู่กับตนที่กระท่อมของสมบุญ เพื่อรอเวลาพาหลบไปอยู่หัวเมือง แล้วไล่ให้สินกับสมบุญที่เปลี่ยนเป็นชุดทหารเตรียมจะไปฝึกให้ไปค้างที่วัดพุทไธสวรรย์ชั่วคราว

สมบุญจ๋อยสนิทเพราะอดใกล้ชิดจำเรียง สินสะใจหัวเราะเยาะเกลอ แล้วบ่นกับเสมาว่า ไม่อยากเจอหน้าขันกับพุฒเพราะยังเจ็บใจไม่หาย แลหากตนอดใจไม่อยู่ ก็ให้เสมาไปเยี่ยมในคุกด้วย

“ไม่ต้องถึงขั้นนั้นดอก พวกมันข่มเหงข้ากับน้องหลายครั้งหลายครา แล้วยังต้องติดคุกเพราะมันอีกรึ ข้าจะแก้แค้นพวกมันโดยมิต้องออกแรงเอง” เสมาสีหน้าเจ้าเล่ห์อย่างมีแผนการ

ooooooo

สายวันเดียวกัน เสมา สิน และสมบุญเดินตรวจการฝึกทหารแต่ละหมู่อยู่อย่างเอาจริงเอาจัง สักพักขุนรามเดชะ พันอิน ขัน และพุฒก็เดินเข้ามาหา เสมาไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองแล้วหันไปถามพุฒและขันว่า เหตุใดหน้าตาจึงฟกช้ำเช่นนั้น

ขันรู้ว่าเสมาจงใจเย้ยจึงตอกกลับว่า ตนฝึกซ้อมฝีมือหนัก จึงได้แผลมาบ้าง ไม่เห็นแปลกอะไร

“ไม่แปลกดอก แต่ถึงหมื่นชาญจักฝึกหนัก ก็ไม่ควรมาสายเช่นนี้ ฉันจะลงโทษให้ยืนตากแดดสักครึ่งชั่วยาม มิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น”

“มากไปหล่ะเหวยขุนศึกไชยชาญ อาศัยอำนาจกระไรจะมาลงโทษพวกข้า” พุฒเสียงแข็ง

พันอินไม่พอใจต่อว่าเสมาที่พาลหาเรื่องขันกับพุฒ เสมาอธิบายว่า ตนมิได้หาเรื่องแต่หัวหมื่นทั้งสองมาสายตามอาญาจึงต้องลงโทษ ขันไม่พอใจเข้ามาผลักอกเสมาพลางท้าให้ชักดาบออกมาสู้กัน

เสมาเห็นเข้าแผนตะคอกเสียงดังใส่ “กล้าทำร้ายข้ารึ ทหาร จับอ้ายหัวหมื่นทั้งสองไปประหารเสีย”

พวกทหารกรูเข้ามาล้อมทั้งสี่คนไว้ ขุนรามเดชะโกรธจัดชักดาบขึ้นมาท้าเสมา สมบุญหยิบตราตั้งของเสมาออกมาชูขึ้นพลางประกาศ “ขุนศึกไชญชาญ เป็นแม่กองฝึกแลตรวจตราทหาร มีอำนาจเด็ดขาดในที่นี้ ผู้ใดทำร้ายท่านแม่กอง มีโทษประหารสถานเดียว”

ตอนที่ 5

พระยาศรีไสยณรงค์และพระยาสีหราชเดโชยกกองทัพห้าพันเข้าสู่นครนายก เพื่อรอรับทัพเมืองละแวก ซึ่งกำลังจะบุกเข้าตีนครนายก หลังจากตีเมืองปราจีนแตกไปแล้ว

ในค่ายทหารพระยาศรีไสยณรงค์ พุฒและขัน ทะเลาะอยู่กับพันอิน ด้วยไม่พอใจที่ถูกตำหนิเรื่องดื่มเหล้าระหว่างศึก ขันกล่าวหาพันอินว่าใส่ไคล้ปรักปรำ เพราะเคืองที่พวกตนผิดใจกับเสมา

“หมิ่นกันเกินไปแล้วพ่อขัน ฉันแก่จนปูนนี้ มีรึ จักใส่ไคล้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ พูดถึงเพียงนี้ก็อย่านับถือกันอีกต่อไปเลย” พันอินตวาดใส่

ขุนรามเดชะผ่านมาได้ยิน ท่านเข้ามาปรามพุฒกับขันและสั่งให้กราบขอขมาพันอินที่มีบรรดาศักดิ์สูงกว่า ทั้งสองหน้าเสีย รู้ดีว่าโทษหนักแน่หากขัดคำสั่ง จึงยอมไหว้ขอโทษพันอินด้วยความจำใจ แล้วชักชวนกันไปหาที่ระบายอารมณ์ที่ชายป่า

พุฒทุบต้นไม้ด้วยความโกรธ ส่วนขันหงุดหงิดไม่แพ้กัน แต่พยายามอธิบายกับเกลอว่า ขุนรามเดชะถือเรื่องบรรดาศักดิ์นัก ด้วยไม่ชอบให้ผู้ด้อยกว่าล่วงเกินผู้ที่สูงกว่า อย่างคราวเสมาท่านยังบังคับให้ไหว้ขมาตนมาแล้ว พุฒครุ่นคิดแล้วร้องว่า หากเมื่อหน้าเสมามียศสูงกว่านี้ ท่านขุนจะไม่ยกแม่หญิงเรไรให้หรือ

ขันหน้าเสียนึกระแวงขอร้องให้พุฒช่วยคิดหาวิธี ช่วย พุฒส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ เพราะมีแผนในใจแล้ว

บ่ายวันเดียวกัน ทัพของขุนรามเดชะเข้าต่อสู้กับพระยาละแวกอย่างดุเดือด แต่ด้วยกำลังพลน้อยกว่า ทำให้ทัพขุนรามเดชะใกล้จะแย่เต็มทน แม้ตัวท่านขุนเองก็โดนรุมจนล้มลุกคลุกคลาน

ขันกับพุฒรอดูท่าทีอยู่ เห็นสบโอกาสจึงเข้ามาช่วยขุนรามเดชะ เพื่อเอาความดีความชอบตามแผนของพุฒ ทำให้ท่านขุนซาบซึ้งมากจึงกลับชื่นชมทั้งสองให้ทหารในค่ายฟัง

สองเจ้าเล่ห์ได้ใจแกล้งเปรยกับพันอินว่า กลับอโยธยาครานี้ หากได้ตำแหน่งหัวพันคืนมาคงดีนัก ภายหน้าจักได้ไม่ต้องโดนผู้อื่นอวดอ้างข่มเหงอีก

พันอินมองทั้งคู่อย่างไม่พอใจ แต่ไม่อยากเถียงด้วย จะเลี่ยงไป แต่ขันยังปากกล้าว่ากระทบต่อ

“เราสองยังหนุ่มฉกรรจ์ เพียงตำแหน่งหัวพันจะกระไรนัก มีแต่จะได้เป็นขุนเป็นหลวงเสียมากกว่า แต่หากมีวาสนาขึ้นแล้ว พ่อพุฒต้องระวังไว้ข้อหนึ่งให้จงดี ในเรื่องรับลูกบุญธรรม ยิ่งเป็นหนึ่งหญิงหนึ่งชายยิ่งต้องระวังให้มาก เพราะหากก่อเรื่องบัดสีขึ้นใต้ชายคาแล้วก็ไม่รู้จะมองหน้าผู้ใดได้ ไปที่ใดก็มีแต่จะโดนเยาะเอา”

“เฮ้ย ชายจริงก็พูดโดยตรง ไม่ต้องพูดกระทบกระเทียบ ดอกโว้ย แม้ข้าจะแก่ก็หาเกรงไม่” พันอินหันมาเอาเรื่อง

ขันและพุฒยิ้มเยาะแล้วชวนกันเดินหนี ทิ้งให้พันอิน มองตามอย่างแค้นใจ ที่โดนเด็กเมื่อวานซืนสบประมาท

ในตอนค่ำ ดวงแขแวะมาเยี่ยมเรไรที่เรือน เรไรชวนนอนค้างที่บ้าน แต่ดวงแขอ้างว่าเป็นห่วงแม่ ต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อน  เรไรจนใจเดินออกมาส่งที่ท่าเรือ ทาสหญิงคนหนึ่งเข้ามาประกบ

เรไรชำเลืองมองทาสด้วยความรำคาญ แล้วฟ้อง ดวงแขว่า “แม่ท่านน่ะซี เกรงว่าหมื่นศึกอาสาจะลอบมาพบ ฉัน จึงให้บ่าวไพร่คอยตามฉันทุกฝีก้าว แลแม่ท่านไม่ไว้ใจพิณ หาว่าพิณเข้าข้างฉัน จึงไม่ให้พิณอยู่รับใช้ฉันตามลำพังอีก”
ดวงแขยิ้มบางๆ กล่อมให้เรไรตัดใจจากเสมา เรไรหน้าเศร้าตอบกลับว่า เธอก็อยากตัดใจ แต่ทำไม่ได้ อาจเพราะดวงแขไม่เคยมีความรัก จึงยังไม่เข้าใจ

ดวงแขหน้าบึ้งขึ้นมาทันที เธอรีบลงเรือกลับบ้าน พลันภาพขณะเสมาช่วยเธอขึ้นจากน้ำก็ผุดขึ้น แม่หญิงดวงแขนั่งรำพึงกับตัวเอง “ฉันรึไม่เคยมีความรัก บางทีฉันอาจมีก่อนแม่เรไรเสียด้วยซ้ำ”

ooooooo

เสมา สิน และสมบุญนำทหารกลุ่มหนึ่งซุ่มอยู่ ชายป่า ทหารไทยบาดเจ็บสาหัสคนหนึ่งซมซานเข้ามา รายงานว่า สมเด็จพระนเรศวรต้องกล บัดนี้ถูกล้อมเอาไว้ด้วยทหารเรือนหมื่นของพม่า ขอให้เสมาพาทหารไปช่วย

เสมาครุ่นคิดแล้วสั่งทหารไปทูลสมเด็จพระเอกา–ทศรถให้ส่งทัพมาช่วย ส่วนตนกับพวกที่เหลือจะเสี่ยงตายหักเข้าไปช่วยสมเด็จพระนเรศวรก่อน

“พี่น้องที่เหลือ จงอย่าเสียดายแก่ชีวิตเลย ข้าอ้ายเสมาหมื่นศึกอาสา จะขอเป็นคนแรกที่ตีหักเข้าไป แม้ตายก็จักได้ชื่อว่าถวายภักดีแก่องค์สมเด็จพระนเรศ” เสมาประกาศก้อง

สิน สมบุญ และทหารไทยทุกคนโห่ร้องดังกึกก้อง เตรียมพร้อมที่จะสู้ตาย แล้วเสมาก็นำทหารจำนวนน้อย บุกเข้าตีทหารพม่าที่มีมากกว่าอย่างกล้าหาญ ทำให้กองทัพของลักไวทำมูระส่ำระสาย ขณะที่สมเด็จพระ นเรศวรทรงต่อสู้กับลักไวทำมูและสังหารลักไวทำมูทหารด้วยพระแสงทวน และแหกวงล้อมกลับเข้าพระนครได้ การนี้สร้างความครั่นคร้ามให้กับกองทัพหงสาวดียิ่งนัก

พระเจ้านันทบุเรงทรงพิโรธหนัก เมื่อรู้ว่าสมเด็จพระนเรศวรตีหักออกไปได้ แถมยังสังหารลักไวทำมูสิ้น เหล่าขุนนางหน้าสลด พลางขอโอกาสแก้ตัว

“ดี พวกเจ้าจงระดมไพร่พลทั้งหมดที่เรามี บุกเข้าตีอโยธยาทุกทิศทุกทาง อยากจะรู้นัก ว่าทหารเพียงหยิบมือขององค์พระนเรศ จะทนแสนยานุภาพของหงสาไปได้เพียงใด” พระเจ้านันทบุเรงประกาศ

ไม่นานนัก ทหารพม่าก็บุกเข้าตีอโยธยา เสมา สิน สมบุญ และทหารไทยต่อสู้กับข้าศึก เพื่อคุ้มกันให้ประชาชนหนีเข้าเมือง กลางเสียงปืนใหญ่ดังกึกก้อง

ชาวบ้านหอบลูกจูงหลาน หนีตายเข้าเมืองกันอลหม่าน เอื้อยแตง แต้ม มั่น บุญเรือน และชาวบ้าน วิ่งหนีตายกันมา บุญเรือนสะดุดหกล้ม เอื้อยแตง แต้ม และมั่น รีบเข้าไปช่วยพยุง จังหวะนั้นเองทหารพม่าตามมาทัน และจะทำร้ายพวกมั่น แต่เสมา สิน และสมบุญเข้าไปช่วยไว้ได้ทัน

ทหารพม่าคนหนึ่งหันมาเล่นงานเอื้อยแตง สินหันไปเห็นก็กระโดดถีบกระเด็นไป แล้วตวัดทวนแทงซ้ำจนตาย คาที่พร้อมคำรามลั่น “คิดจะทำร้ายแม่เอื้อยแตงของข้ารึ อย่าอยู่เลยมึง”

เอื้อยแตงอึ้งไปกับคำพูดและท่าทีขึงขังของสิน ส่วนเสมากับสมบุญเมื่อขับไล่ทหารพม่าไปหมดแล้วก็เข้าไปดูพวกมั่น พลางเร่งให้ทั้งหมดเข้าไปหลบในเขตกำแพง

บุญเรือนน้ำตานองสั่งให้เสมาไปช่วยจำเรียง เพราะเห็นพม่าบุกไปทางวัดกลาง เกรงว่าจำเรียงจะมีภัย เสมาสั่งให้สินพาทุกคนเข้าหลบในเขตกำแพง แล้วชวนสินตามไปช่วยจำเรียงด้วยกัน

ooooooo

ดวงแข จำเรียง และอำพันหนีมาท่านํ้า ยังไม่ทันได้ ลงเรือ ทหารพม่าก็บุกมาถึง ทาสชายช่วยกันคุ้มกันเจ้านาย ด้วยชีวิต จำเรียงเร่งให้ดวงแขกับอำพันลงเรือไปก่อน

ดวงแขส่งอำพันลงเรือ ขณะจะก้าวตาม ก็ถูกทหาร พม่าพุ่งเข้ามาจะทำร้าย เธอหลับตากรี๊ดลั่นคิดว่าตัวเองตายแน่ แต่ทันใดนั้น เสมากระโจนเข้าช่วยฟันทหารพม่าตายคาที่

เหล่าทาสกลัวสุดๆ รีบพายเรือหนีไปโดยทิ้งดวงแขไว้ อำพันเป็นห่วงลูกตะโกนสั่งทาสให้กลับไปรับ แต่ดวงแขตะโกนตอบมาว่า ให้พาแม่นายหนีไปก่อน ไม่ต้องห่วง เหล่าทาสลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบพายเรือหนีไป

ทหารย่ามใจจะเข้ามาทำร้ายจำเรียงกับดวงแขที่ยืนตะลึง แต่สมบุญกับเสมาโดดเข้าขวางแล้วจัดการกับ พวกมัน เสมาเห็นทหารพม่าบุกมาไม่ขาดสาย จึงให้สมบุญพาผู้หญิงหนีไปก่อน โดยตนจะช่วยคุ้มกันให้ แต่มีเพียงจำเรียงคนเดียวที่ไปกับสมบุญ ส่วนดวงแขวิ่งไปหาที่กำบังอยู่ใกล้ๆเพื่อคอยเสมา

ในตอนคํ่า บ้านขุนรามเดชะ กลายเป็นศูนย์อพยพย่อยๆ ชาวบ้านเข้ามาหลบภัยมากมายรวมทั้งพวกของมั่นด้วย เอื้อยแตงหายามาช่วยทำแผลให้สิน ส่วนแต้มลุกไปหาอาหารมาให้บุญเรือนกับมั่น บุญเรือนว่านางกินไม่ลงเพราะหวงลูก ขาดคำสมบุญก็พาจำเรียงเข้ามาหา บุญเรือนเบาใจกอดลูกสาวแน่น ขณะที่มั่นถามหาเสมา

“นี่พี่เสมายังไม่มาอีกรึ...เราแยกกันหนีจ้ะพ่อลุง ฉันนึกว่าพี่เสมาจะเข้ากำแพงมาก่อนฉันเสียอีก เพราะฉันมัวแต่อ้อมอยู่เสียนาน กว่าจะหลบอ้ายข้าศึกเข้ามาได้ เหตุใดพี่เสมายังไม่มา หรือจะไปพักที่เรือนอื่น” สมบุญนึกห่วง

เวลาเดียวกันบนเรือน เรไรกับลำภูช่วยปลอบใจอำพันที่ห่วงดวงแข อำพันบอกกับสองแม่ลูกว่า ตอนที่พลัดหลงกัน มีเพียงหมื่นศึกอาสาแต่ผู้เดียวที่คอยคุ้มกันดวงแข แล้วจะต้านทหารพม่ารามัญที่มีออกโขได้อย่างไร

“นี่หมื่นศึกอาสาเป็นคนช่วยดวงแขไว้หรือจ๊ะ แม่ป้า” เรไรตกใจจนลืมตัว

“ได้ยินเช่นนี้เลยเป็นห่วงขึ้นมารึแม่เรไร ห่วงแม่ดวงแขหรือห่วงหมื่นศึกกันเล่า” ลำภูดักคอ

เรไรพูดไม่ออก นึกห่วงเสมาจับใจ

ด้านเสมา เขาพาดวงแขมาหลบที่ชายป่าพลางอธิบาย “หงสาเข้าตีหนักนัก แต่ไม่อาจตีกำแพงอโยธยาแตกได้ ดึกนี้จึงน่าจะเข้าตีอีก คงต้องรอรุ่งสางก่อน เราถึงจะกลับเข้าไปได้ขอรับ”

ดวงแขขยับจะพูด แต่เสมากลับดึงตัวเธอเข้ามา

กอด แล้วหมอบราบอยู่กับพื้น แถมเอามือปิดปากให้เงียบ เพราะเห็นทหารพม่ากลุ่มหนึ่งผ่านมา ดวงแขแอบอยู่แนบอกเสมา เธอรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยอย่างประหลาด จนเผลอหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข แล้วฉวยโอกาสกอดเสมาไว้

กลางดึกคืนนั้น เอื้อยแตงห่วงเสมาจนนอนไม่หลับ จึงออกมาเดินเล่นตั้งใจว่าจะรอพ่อทหารหนุ่มกลับมา แต่พบว่าเรไรมายืนรออยู่ก่อนแล้ว สองแม่หญิงเข้าปะทะคารมกันนิดหน่อย ก่อนแยกย้ายกันกลับไปในที่ของตัว เพราะต่างก็เป็นห่วงเสมาไม่แพ้กัน

ooooooo

เช้าวันใหม่ ดวงแขเข้ามากราบแทบตักอำพัน ท่ามกลางความดีอกดีใจของทุกคนที่เห็นเธอปลอดภัย จำเรียงเอ่ยถาม เหตุใดถึงไม่กลับมาเสียตั้งแต่เมื่อคืน เพราะแม่นายเป็นห่วง เกรงจะมีภัย

“ข้าศึกบุกตีทั้งคืน ฉันจึงต้องซ่อนตัวอยู่แถวชายป่า รอจนข้าศึกล่าถอยเมื่อรุ่งสาง  จึงกลับเข้าพระนครได้ แต่โชคดีมีหมื่นศึกอาสาคุ้มครองอยู่ไม่มีอันตรายใดๆ”

“อ้าว นี่หมื่นศึกมาส่งแม่หญิงหรือเจ้าคะ แล้วเหตุใดไม่เข้ามาเยี่ยมเยียนพ่อแม่กับแม่จำเรียงบ้างเล่าเจ้าคะ” พิณมองหา

“ได้ยินหมื่นศึกว่า ท่านอาขุนรามเดชะห้ามเป็นคำขาดไม่ให้หมื่นศึกเหยียบเข้าแม้เขตบ้านอีก จึงไม่ได้เข้ามาจ้ะ” ดวงแขมองมาทางลำภู เห็นนางนั่งกระอักกระอ่วน แต่ก็ทำเฉยๆไม่พูดอะไร

ส่วนเรไร เมื่อรู้ว่าเสมามาส่งดวงแขที่หน้าบ้านจึงแอบมาพบ เสมาดีใจยิ่งนัก ชวนแม่หญิงออกไปนั่งเรือเล่นด้วยกัน และไม่ทันเห็นดวงแขที่แอบมองทั้งคู่อยู่บนเรือนด้วยสายตาริษยา

หลังจากพูดคุยจนคลายคิดถึง และรับดอกจำปีจากแม่หญิงเป็นค่าจ้างพายเรือให้นั่งแล้ว เสมาก็ชักชวนพ่อแม่เอื้อยแตงและแต้มไปพักที่เรือนพันอินเป็นการชั่วคราว เพราะไปมาหาสู่ได้สะดวกกว่า

ศรีเมืองให้การต้อนรับทุกคนด้วยความเต็มใจ แต่ไม่วายโดนเอื้อยแตงเขม่น เพราะรู้ทันว่าแม่สาวน้อยแอบมีใจให้เสมาเช่นกัน แต่สองสาวจำต้องพักเรื่องหัวใจไว้ชั่วคราว ด้วยปืนใหญ่คำรามก้อง

“ข้าศึกบุกอีกแล้วรึ เพิ่งถอยกลับไปเมื่อรุ่งสางแท้ๆ” ศรีเมืองหน้าเสีย

“มิรู้จะมีคนตาย แลบ้านเรือนถูกเผาทำลายอีกเท่าใดกัน” เอื้อยแตงสบตากับศรีเมืองนึกหนักใจไม่รู้ว่าศึกครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่

ยามนั้นเอง ทหารไทยต่อสู้กับทหารพม่าอย่างหนัก ชาวบ้านหนีตายกันอลหม่าน ทหารพม่าย่ามใจจุดไฟเผาบ้านเรือน ทำลายตลาดและข้าวของ บ้านเสมาและร้านตีเหล็กของมั่นก็โดนไปด้วย แต่ไม่ว่าพม่าจะบุกหนักเพียงใดก็ไม่อาจบุกเข้าพระนครได้

พระเจ้านันทบุเรงกริ้วหนัก สั่งให้เหล่าขุนนางหาวิธีเอาชนะอโยธยาให้ได้โดยเร็ว

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า กำแพงเมืองอโยธยาก่อด้วยอิฐตามแบบพวกตะวันตก แลพระมหาธรรมราชาทรงสร้างป้อมปืนใหญ่ขึ้นอีกถึงสิบหกป้อม นับได้ว่าแข็งแกร่งมั่นคงยิ่งนัก หากจะตีให้แตก จำต้องใช้กลอุบายดังเช่นสมัยพระราชบิดาของพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า” ขุนนางคนหนึ่งเข้ากราบทูล

“เจ้าจะให้ส่งไส้ศึกเข้าไปอีกรึ แผนการเช่นนี้หลอกได้ครั้งเดียว ไหนเลยอโยธยาจะหลงกลซ้ำสอง อีกทั้งเราไม่มีคนเช่นพระยาจักรีด้วย แล้วจะส่งใครเข้าไปเล่า”

“ไม่ต้องใช้คนอย่างพระยาจักรีดอกพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าได้คัดทหารจำนวนหนึ่งฝึกพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยมานานปี ให้ปะปนกับพวกชาวบ้านหนีเข้าไปในพระนครแล้ว รอแต่พวกมันจะก่อการขึ้นในพระนคร ทัพของเราก็จักฉวยโอกาสบุกตีเข้าไปพระพุทธเจ้าข้า”

พระเจ้านันทบุเรงยิ้มอย่างพอพระทัย

ooooooo

ไส้ศึกพม่าที่ลอบเข้าพระนคร พวกมันได้พบกับเอื้อยแตงและศรีเมืองที่เก็บมะม่วงในสวน มันแสร้งเข้าไปขอมะม่วง ศรีเมืองมีน้ำใจแบ่งมะม่วงให้ แต่เอื้อยแตงกลับรู้สึกแปลกๆ จึงชวนศรีเมืองกลับเรือน ทหารพม่ามองตามติดใจในความสวยและน้ำใจอันงดงามของหญิงอโยธยา

ตอนค่ำนั้น ดวงแขออกมายืนคุยกับเรไรที่หน้าเรือน เธอเปรยว่า เรไรคงไม่อยากให้สิ้นศึกเร็วนัก เพราะกลัวว่าขันจะมาวุ่นวายอีก เรไรยิ้มขำบอกกับเพื่อนรักว่า เธอมีวิธีจัดการกับขันแล้ว เพราะได้ตกลงกับหมื่นศึกไว้ว่า หากมีความชอบในราชการครั้งนี้ ก็ให้ขอพระราชทานตัวเธอ และถ้ามีพระบรมราชโองการลงมา ท่านพ่อก็คงขัดไม่ได้

ดวงแขหน้าเสียไปก่อนจะปั้นยิ้ม “เช่นนี้เอง มิน่าเล่าหมื่นศึกถึงได้รบพุ่งโดยไม่กลัวแก่ความตาย เอ่อ แล้วแม่เรไร จะไม่ให้ของใดเป็นขวัญแก่หมื่นศึกบ้างรึ หมื่นศึกจักได้มีกำลังใจสู้เพื่อแม่เรไรสืบต่อไป”

“ฉันเคยให้แหวนแก่หมื่นศึกแล้ว แลเพลานี้พ่อแม่ท่านชังหมื่นศึกนัก ยากเหลือที่จะได้ปะหน้ากันสักครา”

“ก็ฝากฉันไปให้ซี ฉันจะกำชับบ่าวไพรไม่ให้แพร่งพราย ยามชายไปรบจะมีกระไรสำคัญกว่ากำลังใจจากหญิงที่ตนรักอีกเล่า แม้นไม่มีของให้ดูต่างหน้า เพียงข้อความไม่กี่คำก็มีค่านัก” ดวงแขยิ้มเจ้าเล่ห์

ขณะที่เรไรคิดหนัก ใจหนึ่งอยากทำตามดวงแขบอก แต่อีกใจก็กลัวว่าพ่อแม่จะรู้เรื่อง แต่สุดท้ายเธอก็หลงกลยอมเขียนจดหมายให้กำลังใจเสมาฝากดวงแขไป ดวงแขได้โอกาสปลอมลายมือของเรไร แล้วเขียนจดหมายขึ้นมาใหม่หมายสร้างความเข้าใจผิดให้กับทั้งสอง

สินนำจดหมายมามอบให้เสมา เสมาดีใจยิ่งนักรีบเปิดอ่าน และนึกฉงนว่าเหตุใดแม่หญิงจึงนัดให้ตนไปพบที่ริมกำแพงเมืองคืนนี้ เช่นเดียวกับเรไรที่รู้จากดวงแขว่า เสมานัดให้เธอออกไปพบที่ริมกำแพงเมืองเช่นกัน แต่เธอยังลังเลไม่รู้ว่า ควรจะไปดีหรือไม่เพราะเกรงจะเป็นที่ครหา

“หากแม่เรไรเห็นว่าไม่ควร ฉันจะให้บ่าวไปแจ้งแก่หมื่นศึกเอง แต่หากเป็นข้อสำคัญ คงน่าเสียดายนัก” ดวงแขเข้ามาลุ้นอยากให้แผนการสำเร็จ

ระหว่างที่เรไรตัดสินใจอยู่นั้น ดวงแขก็แอบเข้าไปพบลำภูพลางฟ้องว่า เสมานัดให้เรไรออกไปพบในคืนนี้ และยุให้ลำภูแอบตามไปจับให้ได้คาหนังคาเขา

“แม่เรไรเป็นคนรักศักดิ์ หากถูกผู้อื่นจับได้ต้องอับอาย ภายหน้าก็จะไม่กล้าพบปะหมื่นศึกเพียงลำพังอีก ส่วนทางหมื่นศึกเราก็แจ้งโทษเสีย โทษเช่นนี้ไม่หนักกระไร แต่พอที่จะลบความดีความชอบในการศึกเสียได้ หมื่นศึกก็คงไม่กล้าขอพระราชทานแม่เรไรอีกเจ้าค่ะ” ดวงแขบอกเล่าแผนการ

ลำภูพยักหน้าเห็นดีด้วย ดวงแขอมยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ooooooo

ค่ำแล้ว เสมาแอบย่องลงมาจากเรือนพันอินเพื่อจะไปพบแม่หญิงเรไร เอื้อยแตงและศรีเมืองที่รู้จากสินและสมบุญว่า เรไรกับเสมานัดหมายกันไว้แอบตามไป แต่เพราะไม่ชำนาญเส้นทางจึงตามเสมาไม่ทัน

ส่วนเสมาเมื่อไปถึงจุดนัดก็พบจำเรียงรออยู่ ยังไม่ทันได้คุยอะไรกัน ลำภูก็พาทาสชายเข้ามารุมล้อมด้วยเข้าใจว่า เสมาแอบมาพบเรไร แต่ต้องหน้าแตก เมื่อพบว่าหญิงคนนั้นกลายเป็นจำเรียง

จำเรียงอ้างกับลำภูว่า เธอเป็นห่วงพ่อแม่จึงนัดเสมา ออกมาถามข่าว ลำภูทำอะไรไม่ได้พาทาสชายกลับเรือนไป เสมาโล่งใจ หันมาถามน้องสาว “เหตุใดจึงเป็นเอ็งได้จำเรียง แล้วแม่หญิงเรไรเล่า”

“แม่หญิงเห็นว่าไม่งาม ที่จะรับนัดพี่ยามคํ่าคืน จึงให้ฉันมาแทนเผื่อพี่จะมีเหตุสำคัญจ้ะ”

“ข้าน่ะรึนัดแม่หญิง แม่หญิงเรไรต่างหากที่เขียนสาส์นไปนัดข้า ข้ายังคิดว่ามีเหตุสำคัญเป็นแน่ จึงรีบมา” เสมาแปลกใจ ส่วนจำเรียงยืนงงมองหน้าพี่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ด้านเอื้อยแตงกับศรีเมือง พวกเธอไม่รู้จะตามเสมาไปทางไหนดี หยุดยืนหอบอยู่ใต้ต้นไม้ข้างทาง ทันใด ทหารพม่าที่ปลอมเป็นคนไทยก็กรูกันออกมาจับตัวสองสาวไป

พวกมันพาเอื้อยแตงกับศรีเมืองเข้าไปในสวนพลางคุยโอ่ว่า เป็นคนหงสาวดีลอบเข้ามาเพื่อจะตีอโยธยา แล้วจะฆ่าปิดปากทั้งคู่ เอื้อยแตงฮึดสู้หันไปคว้าก้อนหินมาทุบเข้าเต็มหน้าพม่าคนหนึ่ง แล้วรีบดึงศรีเมืองวิ่งหนี ทหารพม่าวิ่งตามด้วยความแค้น พลางเงื้อดาบฟันไปที่หลังเอื้อยแตง

เอื้อยแตงสะดุ้งเฮือกด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะทรุดลงไป ทหารพม่าจะฟันซํ้า แต่ช้าไปกว่าดาบเสมาที่พรากวิญญาณมันไปก่อน ศรีเมืองรีบเข้าไปดูเอื้อยแตง เมื่อเห็นว่าโดนฟันกลางหลังเลือดอาบ ก็ร้องเรียกเสมาเสียงหลง

เสมาพาเอื้อยแตงกลับไปที่เรือนพันอิน แล้วเร่งให้ศรีเมืองช่วยดูแลทำแผลให้ ส่วนเขาจะต้องไปจัดการกับทหารพม่าที่ปลอมตัวเข้ามาในพระนคร

ooooooo

สมบุญกับสินนำทหารออกจัดการกับทหารพม่าที่คิดจะวางเพลิง เพื่อหาโอกาสเปิดประตูเมืองให้ทัพหงสาวดีบุกเข้ามา แต่พวกมันไม่ทันได้ลงมือก็ถูกทหารไทยจัดการสิ้น

เช้าวันใหม่ ครั้นเอื้อยแตงได้สติก็ถามหาเสมา ด้วยอยากจะขอบคุณที่ช่วยชีวิตไว้ บุญเรือนบอกว่า เสมาคงไปหาแม่หญิงเรไรแล้ว

“อ้ายเสมาบอกว่าสิ้นศึกครานี้ จะขอพระราชทานแม่หญิง ดูท่ามันคงรักมั่นแม่หญิงเรไรแน่แท้” มั่นส่ายหน้าช้าๆ เอื้อยแตงกับศรีเมืองหน้าจ๋อย เพราะรู้ว่าถึงจะมีใจให้เสมายังไง ก็เปลี่ยนใจทหารหนุ่มไม่ได้

ด้านเสมา เขาคุยอยู่กับเรไรที่เตรียมตักบาตรอยู่ที่ศาลาท่านํ้า เรื่องเอื้อยแตงโดนทหารพม่าทำร้าย เรไรโล่งอกที่เอื้อยแตงไม่เป็นอะไรมาก พลางยกมือท่วมหัวบอกว่า พระเสื้อเมืองพระทรงเมืองคุ้มครองโดยแท้ หากไม่เกิดเหตุกับเอื้อยแตง ป่านฉะนี้อโยธยาอาจจะแตกอีกคราก็เป็นได้

เสมาเห็นดีด้วย พลางถามคนรักถึงเรื่องเมื่อคืน ด้วยอยากรู้ว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายนัดตนกันแน่ เรไรยืนยันว่า เธอไม่ได้เขียน

“ฉันถามแม่ดวงแขแล้ว แม่ดวงแขก็ตกใจไม่น้อย คาดว่าบ่าวมันคงรู้เห็นเป็นใจด้วยแม่ท่านเป็นแน่” เรไรตอบประสาซื่อ เสมานิ่ง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แต่ยังคิดไม่ออก

เรไรเห็นพระภิกษุพายเรือใกล้เข้ามา แม่หญิงเร่งให้เสมาจากไป เพราะกลัวแม่จะลงมาเห็น เสมาจำใจลา

ดวงแขยืนแอบดูด้วยความริษยา เธอรีบใช้แผนสองต่อ ด้วยการเข้าไปยุลำภูเรื่องเสมาจะขอพระราชทานเรไร ลำภูฉุนขาดประกาศว่า ต่อให้ดินกลบหน้าก็ไม่มีวันยอมรับช่างตีเหล็กตํ่าสกุลมาเป็นเขย แล้วหันมาคุยกับอำพันว่า หากขันกลับจากศึกละแวกคราวนี้ จะต้องจัดงานแต่งเสียให้เรียบร้อย

อำพันตอบรับด้วยความเต็มใจ เพราะรักเรไรเสมอลูก แต่ถ้าเรไรไม่เต็มใจเธอก็จนปัญญา ลำภูเสียงเข้มยืนยันจะบังคับเรไรให้ยอมออกเรือนกับขันให้จงได้ ดวงแขฟังแล้วแอบยิ้มพอใจ

ooooooo

หลายวันผ่านไป...

ในค่ายพระยาศรีไสยณรงค์ พันอินเดินออกมาเห็นขันและพุฒเลี้ยงเหล้า เลี้ยงอาหารทหารเพื่อฉลองศึกก็ติติง แล้วจะเดินเลี่ยงออกไป แต่ขันเข้ามาดึงไว้ชวนให้มาร่วมวงด้วยกัน พลางว่าแขวะเรื่องเสมาที่ชอบกินบนเรือนขี้บนหลังคา จึงต้องเป็นหมื่นไร้สังกัด และให้พันอินระวังศรีเมืองลูกบุญธรรมให้ดี

พันอินนึกเอะใจ จึงเข้าไปคุยกับขุนรามเดชะในกระโจม ขุนรามเดชะยอมรับว่า ที่เสมาเป็นหัวหมื่นแต่ยังหาสังกัดไม่ได้ เพราะตนไม่ยอมใส่ชื่อเสมาเข้าสังกัดมูลนาย ด้วยต้องการสั่งสอนที่คิดลบหลู่เหิมเกริมหมายปองเรไร

“ฉันรู้ ว่าออกขุนถือยศศักดิ์ แต่เรื่องรักใคร่ใช่จะห้ามกันได้ แลเสมาก็มีความชอบในราชการเป็นหัวหมื่นแล้ว สักวันต้องได้เป็นขุนศึกขุนพลเป็นแน่ แล้วออกขุนจะรังเกียจเดียดฉันท์ไปทำไมกัน” พันอินช่วยแก้ต่าง

“หากมันประพฤติตามธรรมเนียม แลรอวาสนาตัวจนได้เป็นขุนพลแล้ว ฉันก็คงไม่รังเกียจดอก แต่มันกลับลักลอบพบปะแม่เรไรเป็นหลายครา พูดไปก็อับอายนัก เอาเป็นว่าหากอ้ายเสมามันกระทำบัดสีกับแม่ศรีเมืองถึงบนเรือนของพี่พันอินบ้าง พี่พันอินยังจะเลี้ยงมันไว้อีกหรือไม่เล่า” ขุนรามเดชะตอกกลับ

พันอินชะงักเริ่มโน้มเอียงไม่กล้าเข้าข้างเสมาอีก

5 เดือนต่อมา กองทัพหงสาวดีล้อมกรุงศรีอยุธยานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ แถมยังถูกปล้นทัพ รื้อค่ายบ่อยครั้ง จนได้รับความลำบากอย่างยิ่ง แม้กระทั่งค่ายของพระมหาอุปราชาก็ยังต้องแตก ถอยร่นจากขนอน และบางตะนาว ไปอยู่ที่บางกระดาน ทำให้พระเจ้านันทบุเรงทรงท้อพระทัย ยกทัพกลับไปในที่สุด

ครั้นสิ้นศึก ขันได้เลื่อนยศเป็นหมื่นชาญณรงค์ เขาดีใจมากด้วยคิดว่ามียศเท่าเสมาแล้วจึงทำกร่าง แถมคุยโม้กับดวงแข ว่าเสร็จศึกคราวนี้อะไรๆก็ดีแต่น่าเสียดายที่เสมาไม่ตายในศึกด้วย

“แต่มันยังอยู่ก็มีข้อดีเช่นกัน มันจะได้เห็นวาสนาของพี่ เพลานี้พี่เป็นหัวหมื่นเสมอมันแล้ว ไม่นานนัก พี่ต้องอยู่เหนือมันให้จงได้” สีหน้าแววตาขันเต็มไปด้วยเหิมเกริม

ดวงแขไม่สบายใจนัก เพราะแค่เรื่องเรไรตนก็หนักใจพอแล้ว นี่พี่ชายกับเสมายังเป็นศัตรูกันอีก

บ่ายวันเดียวกัน สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถประทับนั่งอยู่ในท้องพระโรง แวดล้อมด้วยขุนนาง อำมาตย์มากมาย เพื่อทำพิธีเลื่อนยศศักดิ์ให้ทหารกล้าทั้งแปดที่ร่วมรบอย่างกล้าหาญและเสมาก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เขาได้เลื่อนยศเป็นขุนศึกไชยชาญ

บัวเผื่อนหูไวตาไวรู้ข่าวนี้ก่อนใคร รีบมาแสดงความยินดีกับเรไร แม่หญิงส่งยิ้มเขินอายออกตัวว่า ถึงเสมาจะได้เป็นขุนแต่พ่อแม่ท่านก็ชังเสมานัก

“ใครหนอจักชังขุนศึกทหารสมเด็จองค์เจ้าฟ้านเรศ ได้ แม้จักมีถือชัง ก็ต้องยอมลงด้วยพระบรมราชโองการเป็นแน่ จริงหรือไม่เล่าแม่เรไร” บัวเผื่อนทำพูดดี แต่ในใจนึกอิจฉา

ooooooo

หน้าวัง...เสมายืนรอฟังข่าวขอประทานเรไรอย่างกระวาย

ระหว่างนั้น พุฒกับขันผ่านมาเห็นจึงเข้ามาเย้ยว่า พวกตนได้เลื่อนยศเป็นหมื่นแล้ว และบังเอิญว่าบัวเผื่อนเดินคุยกับเพื่อนออกมาได้ยิน นางเข้าไปประจบเสมา แล้วตอกกลับขันและพุฒว่า ตอนนี้เสมาได้เลื่อนยศเป็นขุนศึกไชยชาญแล้ว ทำเอาสองเกลอหน้าเสีย

เสมาส่งยิ้มบางๆเอ่ยกับบัวเผื่อน “ขอบนํ้าใจแม่หญิงบัวเผื่อนนัก ในเมื่อแม่หญิงร่วมดีใจกับฉันแล้ว ก็ขอแม่หญิงเอาใจช่วยฉันอีกเรื่องเถิด ฉันเพิ่งขอพระราชทานแม่หญิงเรไรจากสมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าท่าน ป่านฉะนี้แล้ว ยังไม่รู้เป็นประการใดเลย”

“ขอพระราชทานแม่เรไรแล้วรึ ควรแล้ว ศึกหงสาครานี้ท่านขุนมีความชอบนัก เพียงแค่ขอพระราชทานแม่เรไร พระองค์ต้องทรงโปรดเป็นแน่” บัวเผื่อนยิ้มเย้ยมาทางขันกับพุฒ

ทั้งสองขบกรามแน่น แค้นแทบกระอักเลือด รีบเดินหนีไป

ตอนที่ 4

ขุนรามเดชะนำลำภู เสมา เรไร ขัน พุฒ และบัวเผื่อนเข้ามาไต่สวนในเรือน ด้วยเกรงพวกบ่าวไพร่จะได้ยิน ท่านขุนตำหนิลูกสาวที่ประพฤติชั่ว ทำตามใจตัวเหมือนไพร่สกุลต่ำ เรไรร่ำไห้ไหว้วอนให้พ่อฟังเธออธิบายบ้าง ส่วนเสมาก็เข้ามากราบกรานขอร้องท่านขุนว่าอย่าเชื่อคำมุสาของบัวเผื่อนกับ พุฒ

บัวเผื่อนกับพุฒรีบแก้ต่าง พลางขู่ว่าจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปรายงานเสด็จในวังเพื่อให้ท่านตัดสิน ขุนราม-เดชะกลัวเสียชื่อ บังคับให้เรไรกราบขอขมาบัวเผื่อน ขัน และพุฒ

เรไรจำต้องขอขมาทั้งสามทั้งน้ำตา เสมากำหมัดแน่นสงสารคนรักสุดหัวใจ แต่ขุนรามเดชะหาสนใจไม่ ยังเรียกให้พิณพาตัวเรไรไปจำตรวนล่ามไว้ที่เรือนทาสเพื่อลงโทษ

เสมาทนไม่ไหวคลานเข้าไปขอรับโทษแทน แต่ท่านขุนตวาดไล่สั่งห้ามมาเหยียบเรือนอีก เสมานิ่งงันมองเรไรเดินน้ำตานองหน้าตามพิณลงจากเรือนไป เขาถึงกับน้ำตาคลอเบ้าเพราะเจ็บเสียยิ่งกว่าโดนจำตรวนเอง ขณะที่พุฒและบัวเผื่อนแสยะยิ้มสมน้ำหน้า

ลำภูลงไปดูพิณใส่โซ่ตรวนล่ามเรไรพลางร้องไห้ฟูมฟายสงสารลูก เรไรทั้งเสียใจและน้อยใจตัดพ้อว่าพ่อเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง เธอจึงต้องก้มหน้ารับกรรม ลำภูปาดน้ำตาตำหนิลูกที่ยังไม่สำนึก

เรไรตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยวว่า เธอยอมรับโทษด้วยเป็นคำสั่งของพ่อ แต่หายอมรับว่าประพฤติชั่วไม่

พิณเห็นว่าหมดหน้าที่แล้ว จึงเดินเลี่ยงออกมาร้องไห้ เพราะสงสารเจ้านาย เสมาดักรออยู่ เขาปราดเข้าถามข่าวเรไร พิณหน้าเสียขอร้องให้เสมากลับไปก่อน เพราะกลัวท่านขุนจะออกมาพบ แต่เสมาว่าจะอยู่ชำระความแก่ขันและพุฒ พิณร้องห้ามเกรงจะยิ่งทำให้ท่านขุนโกรธ แล้วพาลไปลงที่แม่หญิงเรไรอีก

เสมายอมรับฟังไม่อยากให้เรไรเดือดร้อน เขาตัดสินใจเดินจากไป

ด้านขัน เขาขอขุนรามเดชะเข้าไปคุยกับเรไรหวังหว่านล้อมให้เธอยอมตกล่องปล่องชิ้นเพื่อแลกกับการไม่ถูกลงโทษ แต่กลับโดนแม่หญิงตอกกลับ

“พันฤทธิ์เอ๋ย ขอบน้ำใจท่านนัก แต่เรไรนี้ได้ชื่อว่าประพฤติน้ำใจชั่ว เกลือกอยู่กับช่างตีดาบ ก็จะขอให้ชั่วไปตลอดเลยตามเลย อย่าได้ทำให้ศักดิ์ท่านต้องเสื่อมเสียด้วยอีกคนหนึ่งเลย”

“แม่หญิงพูดเช่นนี้ยอมรับแล้วใช่หรือไม่ว่ามีใจให้อ้ายช่างตีเหล็ก เอาเถิดแม่หญิง จงคอยดูสืบไปเถิด เพราะข้าพระเจ้าก็จะคอยดูสืบไปเช่นกันว่า ผิดจาก

ข้าพระเจ้าแล้ว ใครจักช่วยแม่หญิงได้”

“เชิญท่านเถิด เราเป็นหญิงแม้จักต้องอยู่ในอำนาจพ่อ แต่น้ำใจเราหาใช่นางทาสไม่ จึงอยากคอยดูสืบไปอีกเหมือนกันว่า บุรุษไหนเล่าที่จักมาชำนะเราด้วยอำนาจบังคับได้ก็ให้รู้ไป” เรไรและขันต่างมองกันด้วยความโกรธเคือง อยากเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้

ในตอนค่ำ เสมานั่งคิดไม่ตกเรื่องเรไรอยู่หน้าบ้านพันอิน สักพักพันอินก็เดินนำสินกับสมบุญเข้ามาปลอบใจ

“ขุนรามเดชะทำเกินไปนัก หากมิใช่มีราชการ พ่อคงไปพูดจาให้ปล่อยแม่เรไรแล้ว หากไม่ยอมคงต้องขาดสหายกันแต่วันนี้สืบไป”

“อย่าเลยจ้ะพ่อพันอิน หากพ่อกับพระคุณต้องบาดหมางกันเพราะฉัน ฉันคงบาปนักหนา เพียงแค่

แม่หญิงเรไรต้องมามัวหมองเพราะความวู่วามของฉันก็ผิดมากแล้ว” เสมารู้สึกผิดพลางเหลือบมองไปทางศรีเมืองที่แอบฟังอยู่ ศรีเมืองรู้ตัวรีบเดินหนี

สินแค้นแทนลูกพี่ เสนอให้ไปชิงตัวเรไร บุญสมรีบปรามเกลอแล้วเปลี่ยนเรื่องบอกทุกคนว่าจวนได้ฤกษ์แล้วให้เตรียมตัวออกเดินทาง เสมาขอเข้าไปหยิบดาบคู่แสนศึกพ่ายในเรือน

ศรีเมืองที่รออยู่เข้ามาขวางเสมาพลางเอ่ยถามประสาซื่อ “ฉันให้ประหลาดใจนัก เหตุใดพี่ยังเพียรฝากรักแม่หญิงเรไรอยู่ได้ ทั้งที่ท่านอาขุนรามเดชะได้แสดงกิริยารังเกียจพี่ถึงเพียงนี้ แล้วพี่ยังจะหาความเดือดร้อนใส่ตัวไปเพื่อกระไร”

“เจ้ายังเด็กนักศรีเมือง มิเข้าใจดอก หากวันใดที่เจ้ารู้แจ้งว่าความรักเป็นเช่นใดแล้ว วันนั้นเจ้าก็จักเข้าใจพี่เอง เพลานี้เจ้ายังไม่รู้ ก็ป่วยการที่พี่จักกล่าว” เสมาส่งยิ้มบางๆ ก่อนเดินเข้าไปหยิบดาบสะพายจากไป

“แล้วผู้ใดว่าฉันไม่รู้เล่า พี่เสมาพี่คงไม่เคยแอบชอบใครแต่ฝ่ายเดียวดอกกระมัง” ศรีเมืองมองตามน้ำตารื้น

ooooooo

เช้าวันใหม่ พิณเข้ามาไขโซ่ตรวนให้เรไรด้วยความดีใจ เพราะขุนรามเดชะสั่งให้ปล่อยตัว เรไรนึกสงสัยว่าเหตุใดพ่อจึงหายโกรธไวนัก แล้วนางก็ได้คำตอบ เมื่อพบอำพันกับขันนั่งรออยู่ในเรือน

อำพันไม่รอช้าเจรจาสู่ขอเรไรให้ขันทันที ขุนราม-เดชะกับลำภูส่งยิ้มให้กันอย่างพอใจ แล้วหันมาถามเรไรว่าเห็นเช่นไร เรไรอึกอักขอเวลาตรองสักสามสี่วัน ขุนราม-เดชะนึกฉุนตวาดใส่ลูกสาว

“ได้ ขอเพลาตรองพ่อก็จักให้ แต่เมื่อตรองวันหนึ่งก็ต้องถูกโบยวันหนึ่ง เป็นเช่นนี้ทุกวัน จะตกลงหรือไม่”

เรไรเกิดทิฐิตอบสวนออกไป “ตกลงเจ้าค่ะ ลูกเห็นควรว่ายุติธรรมดีแล้ว”

ขุนรามเดชะโมโหที่ถูกท้าทาย เรียกให้พิณไปหยิบหวายมาแล้วฟาดลงที่หลังเรไร แม่หญิงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด อำพันและขันหน้าเสีย ขุนรามเดชะจะหวดซ้ำ แต่ลำภูเข้ามากอดบังลูกไว้

อำพันตกใจไม่คิดว่าเรื่องจะเลยเถิดไปขนาดนี้จึงเข้าห้าม ขุนรามเดชะโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ หันมาสั่งพิณให้พาเรไรไปจำตรวนไว้ในเรือนทาสดังเดิม

พิณกับทาสหญิงอีกคนกุลีกุจอประคองเรไรขึ้นมา แม่หญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่วายหันไปมองขันด้วยสายตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ จนขันนึกกลัวไม่กล้าสบตาด้วย

ลำภูตามเอายามาทาแผลให้เรไรทั้งน้ำตา เรไรยืนกรานว่าโดนเฆี่ยนเป็นรอยหวายยังดีกว่าถูกบังคับใจ

“เหตุใดพูดเช่นนี้เล่าแม่เรไร ลูกโดนโบยก็เหมือนหัวใจแม่โดนกรีดให้เป็นแผลไปด้วย แม่ประหลาดใจนัก อ้ายเสมามีกระไรดีกว่าพ่อขัน ลูกถึงได้ยอมเจ็บตัวเพื่อมันถึงเพียงนี้” ลำภูน้ำตาไหลเป็นทาง

แม่หญิงร้องไห้ไม่มีคำอธิบายใดๆ

ในตอนบ่าย พิณนำเรื่องเรไรโดนขุนรามเดชะเฆี่ยนมาบอกกับสมบุญที่บ้านเสมา หวังส่งข่าวให้เสมาหาทางช่วย เอื้อยแตงกับศรีเมืองนั่งฟังอยู่ด้วย ทั้งสองนับถือในความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงของเรไร แล้วติติงขัน

“พันฤทธิ์ผู้นี้ก็ช่างกระไรเลย เพื่อจะได้หญิงมาครองถึงกับดูดายให้ใช้กำลังเฆี่ยนตี อย่าว่าแต่มิสมเป็นทหารเลย มิสมเป็นชายเสียด้วยซ้ำ” สิ้นเสียงศรีเมือง จำเรียงก็เดินออกมาจากห้อง

“เป็นเท็จ เป็นเท็จทั้งสิ้น ฉันไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าพี่พันฤทธิ์จะไปสู่ขอแม่หญิงเรไรโดยใจสมัคร แลถึงกับยอมให้เฆี่ยนตีเพื่อให้ได้แม่หญิงมา ฉันจะไปฟังคำจากปากพี่พันฤทธิ์เอง” จำเรียงเดินฉับๆออกไป

เอื้อยแตงตั้งสติได้ไล่ให้สมบุญตามจำเรียงไป สมบุญวิ่งตามมาดึงจำเรียงไว้ แต่จำเรียงยืนกรานจะไปฟังความจริงจากปากขัน สมบุญจนใจจำต้องแอบพาจำเรียงเข้าไปในเรือนขัน จึงได้ยินขันคุยกับอำพันและดวงแขเรื่องจะไปสู่ขอเรไรอีกรอบ แต่อำพันบ่ายเบี่ยง นางแนะนำให้ลูกชายไปขอจำเรียงมาเป็นแม่ศรีเรือนแทน

“นังจำเรียงรึขอรับ ชาติไพร่ตํ่าสกุลเช่นนั้น จะให้ลูกคว้ามาเป็นศรีเรือนได้เช่นไร ที่ลูกเกี้ยวพาราสีก็เพียงแต่จักหยามนํ้าหน้าอ้ายเสมามันเท่านั้น” ขันตอบเสียงดังฟังชัด

จำเรียงที่แอบฟังอยู่ได้ยินเต็มสองหู นางนํ้าตาร่วงเผาะเสียใจสุดๆ

“เช่นนั้นพี่ขันก็มองหญิงอื่นเถิด อย่างไรเสีย แม่เรไรก็เจ็บทั้งกายแลใจเพราะพี่ คงสิ้นหนทางจะครองคู่กันได้แล้ว” เสียงดวงแขขอร้อง

“พี่ไม่ยอม ถึงอย่างไรพี่ก็ไม่ยอม พี่ปองรักแม่หญิงเรไรมานานปีแล้ว หากมิใช่เพราะอ้ายเสมา แม่หญิงคงรับรักพี่ไปเสียนานแล้ว” ขันมุ่งมั่งจะเอาชนะให้ได้

จำเรียงทนฟังต่อไม่ไหว วิ่งร้องไห้ออกไป สมบุญวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

ดึกแล้ว พันอินเห็นเสมานั่งเหม่อคิดถึงเรไร จึงเข้ามาปลอบใจพร้อมรับปากว่าสิ้นราชการเมื่อใด จักไปออกปากช่วยเรไรออกมาให้ได้ เสมายกมือไหว้พันอิน พลันชะงักเมื่อเห็นสินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่า เจอทัพข้าศึก

เสมากับพันอินเร่งให้สินนำทางไปซุ่มดูลาดเลา เห็นค่ายทหารพม่าจากระยะไกล ใหญ่โตมาก มีกระโจมนับพันหลัง ทหารเดินกันเต็ม จุดคบไฟสว่างไสวเหมือนตอนกลางวันไม่มีผิด พันอินถึงกับรำพึงว่ารบมาจนแก่ไม่เคยเห็นทัพใดใหญ่โตปานนี้มาก่อน ส่วนสมบุญก็หันมาถามเสมาว่า ข้าศึกยกมามากเพียงนี้จะทำเช่นใดดี แต่เสมายังนิ่งขรึม เพราะต้องใช้ความคิดให้รอบคอบที่สุด

ข่าวทัพพม่ารู้ถึงสมเด็จพระนเรศวร ท่านมีรับสั่งให้เจ้าพระยากำแพงเพชรยกทัพออกหยั่งเชิงข้าศึก ณ ทุ่งชายเคือง แลเตรียมทัพให้พร้อม เพื่อรับศึกพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง

ขันกับพุฒถูกเรียกตัวไปออกทัพกับเจ้าพระยากำแพงเพชรด้วย แต่ขันกลัวจะเสียเรไรให้เสมา จึงวางแผนกับพุฒเข้าไปหลอกขุนรามเดชะว่า ในระหว่างที่ตนไปออกศึก กลัวเสมาจะกลับมาสร้างความมัวหมองให้เรไรอีก จึงอยากขอความเมตตาตบแต่งหญิงเรไรไว้พอเป็นพิธีเสียก่อน ครั้นสิ้นศึกเมื่อใด ค่อยส่งเข้าหอตามธรรมเนียม ขุนรามเดชะหลงกลเห็นดีด้วย แต่ติดว่าไม่รู้จะทำอย่างไรให้เรไรยอมรับปาก

“ข้าพระเจ้ามีหนทางขอรับ แต่ไม่ทราบว่าพระคุณจะเห็นดีด้วยหรือไม่” พุฒส่งยิ้มเจ้าเล่ห์บอกแผนการ

สายวันต่อมา เสมาแอบเข้าไปพบเรไรที่เรือนทาส เขาเจ็บปวดใจยิ่งนักเมื่อเห็นรอยหวายบนหลังของเธอ

“เรไรแม่เอ๋ย จงนิ่งเสียเถิด เสมาได้เห็นแม่มื้อนี้แล้วหัวใจสั่นนัก เสียทัพต้องล่าแก่ตองอูร้อยครั้ง มิชํ้าหัวใจเหมือนบัดนี้เลย” เสมาเช็ดนํ้าตาให้เรไรแล้วก้มลงง้างโซ่ตรวนที่ล่ามขาออกพร้อมให้สาบาน

“แม้เสร็จศึกแล้วอ้ายเสมามิได้ความดีมาถวายสมเด็จพระราชโอรสท่าน จนปลดแม่หญิงได้ อ้ายช่างตีเหล็กนี้แหละแม่เอ๋ยจะเชือดคอตัว แต่อรินั้นก็จะประหารเสียมิให้เหลืออยู่ข่มเหงใจแม่หญิง”

“เช่นนั้น ฉันก็จักขอตายด้วยคมมีด ในอโยธยานี้ แม้ฉันมีญาติก็เหมือนไร้แล้ว หากเสมาสิ้นอีก ฉันก็มิสมควรที่จะอยู่”

“แม่หญิง ยอดใจเสมาเอ๋ย” เสมาเข้ามากอดเรไรด้วยความรักเต็มเปี่ยม

พลันมีเสียงก้อนหินปามาที่หน้าต่าง เสมาบอกกับแม่หญิงว่าสินกับสมบุญที่ดูต้นทางเตือนว่ามีคนมา เรไรจึงเร่งให้เสมากลับไป ด้วยกลัวว่าจะมีเรื่องกับขุนรามเดชะอีก

เสมากอดลาเรไรแล้วปีนหน้าต่างหนีไป แต่ไม่ทันพ้นจากเรือนก็ได้ยินขุนรามเดชะ ขัน และพุฒวางแผนมัด มือชกเรไร ด้วยการพาเจ้าพระยาเจ้านายขันมาผูกข้อมือ

ฝ่ายแม่หญิงเรไร เมื่อแยกตัวจากเสมาก็ถูกขุนรามเดชะพาไปพบท่านเจ้าพระยา เพื่อทำพิธีผูกข้อมือ เธอได้แต่นั่งตะลึงไม่รู้จักทำประการใด ขณะที่เสมาซึ่งอยู่ใต้ถุนกับพวกตั้งสติได้ เขาวิ่งนำสองคู่หูไปที่เรือนหลังบ้าน แล้ววางเพลิงเผาเพื่อทำลายพิธี

ขุนรามเดชะโกรธมาก สั่งทาสในเรือนจับตัวคนวางเพลิงมาให้ได้ ขันกวาดตามองไปรอบๆ เห็นเสมา สิน และสมบุญวิ่งหนีออกไป จึงนำพุฒกับทาสจำนวนวิ่งตามไปจับตัว แต่สุดท้ายก็พลาดจับใครไม่ได้สักคน

ooooooo

พิณเข้ามาจัดที่นอนหมอนมุ้งให้เรไร ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะดีใจที่เจ้านายไม่ต้องออกเรือนกับขัน นางเปรยกับเรไรว่าไม่รู้ผู้ใดที่หาญกล้ามาทำการหยามหน้าท่านขุนได้เพียงนี้

“คนบ้าเท่านั้นดอกจ้ะ ถึงวางเพลิงเผาเรือนผู้อื่นเช่นนี้ได้ หากมิใช่คนบ้า ใครเล่าจักคิดทำได้” เรไรยิ้มขำเดาได้ว่าฝีมือเสมาแน่ๆ เธอส่ายหน้าระอากับความ ห่ามของเขา

เช่นเดียวกับเอื้อยแตงที่เพิ่งรู้เรื่องจากสิน เธอปรามไม่ให้สินพูดดังไป เพราะโทษวางเพลิงยามมีศึก ต้องตัดหัวสถานเดียวเท่านั้น แล้วหันมาดุสมบุญที่ไม่ยอมห้ามปรามเสมา

“อย่าด่าว่าอ้ายสินกับอ้ายสมบุญเลยเอื้อยแตง พวกมันทำไปเพราะรักข้า ใจจริงข้าก็ไม่อยากทำดอก แต่มันเข้าตาจนแล้ว หากไม่ทำ แม่หญิงเรไรคงต้องออกเรือนไปกับอ้ายขันเป็นแน่” เสมาออกรับแทน

“ใจพี่จะขาดรอน จึงต้องเสี่ยงอาญาถึงตัดหัว ว่ากระนั้นเถิด” เอื้อยแตงส่งค้อนหมั่นไส้

เวลาเดียวกัน ขันแค้นใจที่ไม่อาจทำอะไรเสมาได้ จึงเร่งให้ดวงแขไปนำตัวจำเรียงมาเป็นทาสขัดดอก ดวงแขจนใจจำต้องพาขันมาที่บ้านเสมา

ส่วนจำเรียง เธอนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับเสมา เพราะเสียใจที่ไม่เชื่อคำพี่ชายจึงต้องเจ็บอายเยี่ยงนี้ แถมยังต้องเป็นหนี้อีกมากโข เสมาปลอบใจน้องสาวพลางรับปากว่าจะช่วยหาเงินมาใช้หนี้

ขาดคำก็ได้ยินเสียขันตะโกนทวงหนี้อยู่หน้าบ้าน เสมาเลือดขึ้นหน้า หยิบดาบคู่มือเดินออกไป จำเรียงเป็นห่วงพี่รีบตามไปด้วย

“ออกมาแล้วรึ ข้านึกว่าเอ็งจะเก่งแต่ลอบกัดเผาเรือนผู้อื่น แต่ไม่กล้าสู้หน้านายเงินเจ้าหนี้เสียอีก” ขันเย้ยหยัน

ดวงแขรีบปรามพี่ชายด้วยกลัวจะมีเรื่อง เธอเข้ามาเจรจาจะขอรับตัวจำเรียงไปเป็นทาส แต่เสมาไม่ยอม เพราะเพิ่งจะส่งดอกเบี้ยไป

ขันโวยวายสั่งให้ลูกน้องไปเอาตัวจำเรียงมา เสมาโมโหชักดาบคู่ออกมาเล่นงานลูกน้องขันกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ขันเห็นดังนั้นก็ยิ่งแค้นชักดาบสองมือออกมา แล้วโหมฟันเข้าใส่เสมาด้วยท่าไม้ตายใหม่ที่เพิ่งเรียนมาแต่ทำอะไรไม่ได้ แถมยังถูกเสมาใช้ดาบชี้ใส่หน้า

“อันเพลงดาบ มิว่าสำนักใด ใครเรียนครบกระบวนก็ใช้ได้ทั้งสิ้น อยู่ที่ผู้ใดจักพลิกแพลงเลือกใช้ได้สูงกว่ากัน แม้เพลงดาบเอ็งจะกล้าแข็ง หาได้ยากในอโยธยา แต่ยังห่างชั้นจากข้าอีกมากนัก”

“เมตตาเถิดหมื่นศึก รู้แพ้ชนะแล้ว อย่าได้เป็นเวรสืบกันไปเลย พ่อจะขอผัดผ่อนต้นเงินไม่ใช่รึ ฉันยอมรับปากแล้ว”ดวงแขเข้ามาขอร้อง

“พันฤทธิ์เป็นนายเงินมิใช่แม่หญิง แล้วแม่หญิงจะรับปากแทนได้รึ”

ตอนที่ 3

การประลองกำลังจะเริ่ม เสมายืนถือดาบสองมืออยู่กลางลานกว้าง ขันยืนอยู่ข้างพุฒที่ถือกระบี่เตรียมพร้อม ชาวบ้านเข้ามามุงดู เรไรเพิ่งมาถึง เธอมองเสมาด้วยความห่วงใย ไม่คิดว่าการหึงหวงของตนจะเป็นชนวนให้เกิดเรื่อง

ขันกระซิบบอกพุฒว่า เพลงดาบสองมือของเสมาร้ายนัก ให้ท้าประลองด้วยเพลงกระบี่ดีกว่า เพราะเสมาคงไม่ชำนาญ พุฒยิ้มรับมั่นใจว่า เสมาต้องตายคากระบี่ตนก่อนถึงมือขันแน่ คิดพลางหันไปท้าเสมาให้สู้กันด้วยเพลงกระบี่

เสมาว่าตนไม่ได้พกกระบี่มา ขอใช้ดาบมือเดียวแทน พลันขว้างดาบอีกเล่มไปปักต้นไม้ เหลือเพียงดาบเล่มเดียวตั้งท่าเพลงกระบี่

พุฒจู่โจมเข้าหา ขณะเสมาตั้งรับหมายหยั่งท่าทีก่อน ทำให้พุฒย่ามใจรุกเข้าใส่ แต่สุดท้ายก็พลาดถูกเสมาแทงสวนออก ปลายดาบจ่อคอหอยคู่ต่อสู้ พุฒตกใจทำอะไรไม่ถูก เสมาขอให้พุฒยอมแพ้ จะได้คิดบัญชีกับขัน ขณะหันหลังเดินออก พุฒฉวยฟันกระบี่ใส่ทางด้านหลัง

เรไรร้องเตือนให้ระวัง เสมาเบี่ยงตัวหลบได้หวุดหวิด แต่ปลายกระบี่ก็บาดท้ายทอยได้เลือดพอสมควร

“แผลหนึ่งของกู ต้องแลกสักสี่ห้าแผลของมึง” เสมาโถมเข้าใส่พุฒ

พุฒสู้ไม่ได้ถูกเสมาฟันด้วยสันดาบเข้าที่หน้าและลำตัวจนเลือดซึม ขันเห็นดังนั้นก็ใช้ดาบสองมือ โถมฟันใส่เสมาเพื่อช่วยเพื่อน เสมาไม่ทันตั้งตัวถูกฟันที่แขน แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็ตรงไปดึงดาบที่ปักอยู่ที่ต้นไม้ออกมา แล้วลุยใส่ขันแบบไม่ยั้ง แม้ขันจะได้ท่าไม้ตายใหม่มา แต่ก็ถูกเสมาซ้อมสะบักสะบอม สภาพหนักกว่าสมบุญด้วยซ้ำ

ทันใดนั้นเอง ขุนรามเดชะก็คุมทหารแหวกชาวบ้านเข้ามาล้อมเสมาไว้หมายจะเอาผิด เสมาวางดาบเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าขุนรามเดชะแต่ไม่ยอมให้จับไปลงโทษเช่นคราวก่อน

“การนี้ถึงจะแสนผิดร้าย ข้าพระเจ้าก็จำเป็นนัก ต้องกราบลาพระคุณไปตามเรื่องอ้ายเสมาขอคืนแล ถอดถอนตำแหน่งต่อหน้าท่าน แต่นี้อ้ายเสมาไม่ใช่ทหารแล้ว ขอกราบลาพระคุณท่านประเดี๋ยวนี้” เสมาก้มลงกราบ

ขุนรามเดชะมองเสมาด้วยสายตาโกรธเคือง แต่เสมาลาออกแล้วจะจับอีกก็เกินไป ส่วนเรไรน้ำตาคลอเบ้า ทั้งสงสารและรู้สึกผิดที่ตนเป็นต้นเหตุทั้งหมด เธอยืนมองเสมาเดินแหวกทหารและชาวบ้านจากไป

ooooooo

ฝ่ายบุญเรือน เมื่อรู้เรื่องเสมาก็อาละวาดเสียงลั่น หวั่นจะมีความผิดไปด้วย ขณะที่จำเรียงก็เอาแต่ฟูมฟายเป็นห่วงขันที่โดนเสมาทำร้าย มั่นทนไม่ไหวตวาดใส่ลูกเมียที่ห่วงคนอื่นมากกว่าลูกและพี่ชาย เพราะไม่รู้ว่าเสมาไปอยู่ที่ไหน

“ฉันเป็นแม่ มีรึจะไม่ห่วงใย แต่หากเราต้องรับโทษเพราะความหุนหันพลันแล่นของมันจริง พี่ตอบฉันทีรึ ว่าเราสามคนจะทำเยี่ยงไร” บุญเรือนทิ้งค้อน มั่นนั่งเครียดเพราะถ้าต้องรับโทษจริงก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

ในตอนค่ำ ดวงแขมาทำแผลให้ขัน แต่พอได้ยินพี่ชายกล่าวอาฆาตจะเอาผิดเสมาให้ถึงที่สุด ก็รีบปรามว่า ท้าประลองกันเอง จะฟ้องร้องเอาผิดกระไรได้

“ไม่ต้องมาย้อนพี่ คดีเก่าของน้องกับอ้ายเสมา ยังมิได้ชำระกัน อย่านึกว่าพี่จะลืม แต่นี้ต่อไป น้องอย่าข้องเกี่ยวกับอ้ายศัตรูของพี่คนนี้อีก ไม่เช่นนั้น ก็อย่ามานับถือเป็นพี่เป็นน้องกันอีกเลย” ขันเสียงเข้ม

ดวงแขฟังแล้วหนักใจกับเส้นทางรักของตน

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขุนรามเดชะ พันอิน และพระ-พิชัยสงครามกำลังคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเรื่องเสมาอยู่ที่ชานบ้าน ด้วยพระพิชัยสงครามตำหนิขุน-รามเดชะที่จัดการปัญหาไม่เด็ดขาดทำให้เสมาต้องหนีไป ขุนรามเดชะหน้าเสียนึกโกรธเสมาที่ทำให้ตนโดนว่า ฝ่ายพันอินรีบถาม ว่าทำไมพระยาพิชัยถึงอยากได้ตัวเสมานัก

“อีกไม่นานจะมีศึกใหญ่ แล้วฝีมืออ้ายเสมา ก็ประจักษ์แล้วครั้งศึกบางเกี่ยวหญ้า ฉันจึงเสียดายนัก หากต้องขาดคนดีมีฝีมือเยี่ยงมันไป” พระยาพิชัยถอนใจ

ขุนรามเดชะตกใจร้องถามว่า จะมีศึกอีกหรือเพราะพวกข้าศึกเพิ่งแตกพ่ายกลับไปไม่นาน พระพิชัยพยักหน้ารับ

“มีแน่ๆ ออกขุนหงสานั้นยิ่งใหญ่นัก แตกพ่ายไปเพียงครั้ง หาทำให้กำลังลดน้อยถอยลงไปไม่ มีแต่จะบุกกลับมาด้วยกำลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

เวลาเดียวกัน ที่ท้องพระโรงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรงทรงตำหนิพระเจ้าเชียงใหม่ที่พ่ายศึกกลับ พระเจ้าเชียงใหม่ขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

“มันก็ควรจักเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วมิใช่รึ หากเจ้าไม่เฉื่อยช้า ยกทัพไปตามกำหนดให้ทันทัพสมเด็จอา พระยาพสิมรุมตีกระหนาบทั้งสองด้าน มีหรือจะพ่ายแพ้แก่สมเด็จพระนเรศได้” พระเจ้านันทบุเรงเสียงกร้าว

“ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าขอพลห้าหมื่น ไปตั้งทัพ ณ เมืองกำแพงเพชร เพื่อสะสมเสบียงอาหารเกลือ ถ้าสมเด็จอามังนรธาช่อเสียทีอีก จะได้มีกำลังไว้ทำศึกครั้งต่อไปพระพุทธเจ้าข้า” พระมหาอุปราชาขออาสาด้วย

“ชอบแล้ว สมกับที่เจ้าเป็นบุตรเรามังกะยอชวา” พระเจ้านันทบุเรงยิ้มพอใจแล้วหันไปตรัสกับพระเจ้าเชียงใหม่

“เจ้าจงยกพลเชียงใหม่ หนึ่งแสนไปทำศึก หากพ่ายแพ้ก็ไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้า อีกต่อไป”

ooooooo

หลายวันต่อมา เรไร จำเรียง และชบา นางข้าหลวง ช่วยกันแกะสลักขิงดองอยู่ในวัง จำเรียงใจลอยจึงโดนมีดบาดนิ้ว เรไรเข้ามาดูพลางเรียกให้ชบาเอายามาใส่แผล จำเรียงน้ำตาคลอสารภาพกับเรไร ว่าตนคิดถึงพันฤทธิ์ เพราะตั้งแต่ถูกเสมาทำร้ายก็ไม่เคยพบเลย

“ไปเยี่ยมที่เรือน พี่พันฤทธิ์ก็ไม่ยอมให้ขึ้นเรือน คงจะโกรธ เพราะเหตุที่จำเรียงเป็นน้องพี่เสมาเป็นแน่เจ้าค่ะแม่หญิง” จำเรียงปล่อยโฮ

เรไรเห็นใจช่วยปลอบโยนและอาสาจะถามข่าวจากดวงแขให้ จำเรียงสะอึกสะอื้นโทษ ว่าเป็นเพราะเสมาคนเดียวและหากพี่ชายกลับมาตนจะไม่พูดด้วย เรไรตกใจถาม ว่าเสมายังไม่กลับบ้านอีกหรือ แต่พอรู้ตัวก็รีบประชด ว่าคงอยู่ที่บ้านคู่รักชื่อเอื้อยแตง

“เอื้อยแตงไม่ใช่คู่รักของพี่เสมาดอกจ้ะ ถึงคนอื่นจะนินทาอย่างไร ข้อนี้จำเรียงก็หาเชื่อไม่ เพราะเอื้อยแตงเกิดปีเดียวกับจำเรียง เราโตด้วยกันมาแต่เล็กแต่น้อย หากพี่เสมาชอบพอเอื้อยแตงจริง คงผูกข้อไม้ข้อมือไปเสียนานแล้วจ้ะ”

เรไรฟังแล้วอึ้งเกิดคำถามในใจว่า ตนเข้าใจเสมาผิดไปหรือ

เย็นวันนั้นเอง เรไรแสร้งมาหาซื้อของที่ร้านเอื้อยแตง แล้วหลอกถามเรื่องเสมาจึงได้รู้ความจริงว่า คนที่ลวนลามเอื้อยแตงกลางตลาดคือพุฒ

“มีเรื่องเช่นนี้รึ พันจบรณรงค์ถึงกับกล้าลวนลามกลางตลาดเชียวรึ” เรไรตีหน้าขรึมแต่ในใจแอบโล่งอก

“จ้ะ ชาวตลาดละแวกนี้เห็นกันแทบทุกคน อ้ายสมบุญศิษย์พี่เสมาก็เป็นพยานได้จ้ะ” เอื้อยแตงยืนกราน

เรไรไม่รอช้ารีบกลับไปที่เรือน เรียกให้พิณไปตามสมบุญมาสอบถามและได้ความตรงกับเอื้อยแตง แถมสมบุญยังตัดพ้อแทนลูกพี่ว่า ตนได้กราบเรียนให้ขุนรามเดชะทราบความจริงแล้ว แต่ท่านทำเฉยคงเป็นเพราะพันฤทธิ์เป็นบุตรของเกลอเก่า แลมั่งมีกว่าช่างตีเหล็กอย่างเสมา ทำให้น้อยใจถึงกับออกจากทหารไป

“ฉันผิดเอง” เรไรพึมพำ นึกโทษตัวเองที่หูเบา เธอซักสมบุญต่อ เพลานี้เสมาอยู่ไหน

สมบุญมองไปรอบๆแล้วกระซิบบอกเรไรว่า เสมาหลบไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในวิเศษไชยชาญ

ooooooo

เมืองวิเศษไชยชาญ เสมาร่ายรำเพลงดาบอย่างพลิ้วไหว แต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มแข็งดุดันอยู่ต่อหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จนกระทั่งจบกระบวนท่าก็หันไปเห็นพระครูขุนกับหลวงน้ายืนมองด้วยสายตาชื่นชม

เสมาเข้าไปกราบพระภิกษุทั้งสอง พระครูขุนเอ่ยชมฝีมือดาบของเสมา ว่าไม่ผิดกับตนในวัยฉกรรจ์ หลวงน้าบ่นว่าเสียดายฝีมือของเสมานักเพราะน่าจะได้อยู่ฉลองคุณชาติ มิใช่หลบอยู่ในวัดดั่งคนขลาดเช่นนี้

เสมาหน้าเศร้าตัดพ้อว่า ตนทำดีเท่าไหร่ก็สู้พวกประจบสอพลอมิได้

พระครูขุนกับหลวงน้าสบตากัน รู้ว่าเสมาน้อยใจจนไม่อยากรับราชการอีก หลวงน้าจึงออกอุบายถามเสมาว่า เคยได้ยินเรื่องสงครามช้างเผือกหรือไม่ ก่อนพระเจ้าบุเรงนองจะยกทัพมาได้ส่งพระราชสาส์นมายังกรุงอโยธยา

“นี่เป็นเนื้อความในพระราชสาส์น ที่ได้แปลอักขระแลคัดลอกไว้ เอ็งลองอ่านดูเถิด” หลวงน้าหยิบจดหมายใบลานฉบับหนึ่งออกจากย่ามส่งให้

เสมาไหว้ ก่อนจะรับจดหมายใบลานมาด้วยความแปลกใจ ไม่รู้ว่าหลวงน้าต้องการสื่ออะไร

“หม่อมฉันได้ยินข่าวที่เล่าลือไปถึงกรุงหงสาวดีว่าสมเด็จพระเชษฐามีบุญญาธิการมากนัก ทรงมีช้างเผือกเข้ามาสู่พระบารมีมากถึงเจ็ดช้าง แต่ทางกรุงหงสาวดี ยังหามีช้างเผือกสำหรับพระนครไม่ ขอให้สมเด็จพระเชษฐาเห็นแก่ไมตรี ขอประทานช้างเผือกให้แก่ข้าพระเจ้าผู้เป็นอนุชา ไว้เป็นศรีแห่งนครสักสองช้าง ทางพระราชไมตรีทั้งสองพระนครจะได้จำเริญวัฒนาการสืบไป...” เสมาอ่านเสียงดังฟังชัดแล้วเงยหน้าขึ้น

พระครูขุนถามว่า ถ้าเป็นเสมาจะยอมให้ช้างเผือกหรือไม่ เสมาคิดหนักเพราะตอบยากเหลือเกิน พระครูขุนส่งยิ้มพลางอธิบาย “นี่คือพระสติปัญญาของพระเจ้าบุ–เรงนองในครั้งนั้น ฝ่ายขุนนางก็มีทั้งเห็นด้วยแลไม่เห็นด้วยเช่นกัน ที่สุดแล้ว พระมหาจักรพรรดิไม่ทรงยกให้ จนต้องเกิดศึก บรรดาขุนนางต่างโทษว่ากันเองจนแตกสามัคคี ไม่เพียงแต่จะแพ้ศึกครั้งนี้ แต่ยังผลมาถึงการเสียกรุงในกาลต่อมาด้วย”

“ที่ข้ายกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าว ก็หวังเตือนใจเอ็ง ให้เห็นถึงความสามัคคีเป็นที่ตั้ง ข้ารู้ว่าเอ็งท้อใจในราชการ แต่หากเอ็งไม่ละวาง บ้านเมืองก็ต้องขาดคนดีมีฝีมือไปอีกคนหนึ่ง” หลวงน้าสรุป

พระครูขุนหยิบห่อผ้าห่อใหญ่ยื่นให้เสมา “ที่ข้ามาหาเอ็งถึงวิเศษไชยชาญ ก็เพื่อจะเอาของที่เอ็งไปทิ้ง ไว้ให้ข้ามาคืนแก่เอ็ง เอ็งรับไปเถิดอ้ายเสมา รับไปแล้ว จะกระทำการใดต่อก็สุดแต่ใจเอ็ง”

เสมาไหว้ ก่อนจะรับห่อผ้ามาเปิดออก เห็นดาบคู่แสนศึกพ่ายของตน เขาชักดาบออกมาดู สายตาเริ่มเป็นประกายขึ้นเรื่อยๆ เลือดทหารกล้ากรุงศรีฉีดพุ่ง

ooooooo

บ่ายวันต่อมา เสมามากราบขุนฤทธิ์พิชัยที่จวนเพื่อขอสมัครเป็นทหารไปออกรบในกองทะลวงฟัน พลางสารภาพความผิด

“ด้วยข้าพระเจ้าเป็นคนผิดหนีพระนครบาลมาแต่ในกรุง แลขาดเกณฑ์พระราชพิธีท่าน จึงขอสารภาพรับผิดไว้ สิ้นศึกเมื่อใดก็ขอเมตตาพระคุณแม่กองนำเฝ้าท่านแม่ทัพ พอได้เป็นพยานความดีมั่งเถิดขอรับ”

“เท่านั้นเองดอกรึ อย่าวิตกเลย เพราะรักในน้ำใจเอ็งนักที่มาบอกเล่าให้รู้แต่โดยจริง โทษภัยเพียงนี้...” ขุนฤทธิ์พูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงทหารเอะอะมาจากท้ายจวน ว่าอ้ายสินเมามีเรื่องวิวาทอีกแล้ว

“อ้ายสิน” ขุนฤทธิ์โมโหรีบไปดูเหตุการณ์

เสมาลุกตามไปด้วยและได้ประลองทวนกับสินที่คุยโอ่ว่า ทหารทั้งจวนไม่มีใครสู้ตนได้ ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายสินเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เหล่าทหารโห่ร้องดีใจที่มีคนเอาชนะสินได้

ขุนฤทธิ์ยิ้มพอใจ ที่ได้คนดีมีฝีมืออย่างเสมาอยู่ในกองทัพอย่างไม่คาดคิด ส่วนสินเองก็นึกชมน้ำใจเสมาจึงขอเป็นเพื่อนตาย และเรียกเสมาว่าพี่

ขณะที่เสมาได้เกลอเพิ่มอีกคน ขันกับพุฒก็พยายามประจบขุนรามเดชะหวังเป็นคนโปรด วันนี้ขันนำเครื่องลายครามราคาแพงมาเป็นของกำนัลให้ขุนรามเดชะ เรไรที่แอบดูหวั่นใจยิ่งนักด้วยรู้ทันแผนการของทั้งคู่ เธอนึกห่วงเสมา จึงใช้ให้พิณไปตามสมบุญมาพบที่ชานหลังบ้าน เพราะรู้มาว่าสมบุญเตรียมตัวจะไปออกศึกอีกครั้งเพื่อปลดตัวเองเป็นไท

สมบุญเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้าเรไร แม่หญิงคนงามวางแหวนทองเกลี้ยงลงบนฝ่ามือของเขาพลางเอ่ย

“หากไปศึกครานี้ เจ้าเจอหัวหมู่เสมา จงมอบแหวนวงนี้ให้หัวหมู่เถิด”

“ขอรับแม่หญิง แต่กองทัพมีคนมากนัก ทั้งยังแบ่งเป็นหลายกอง ข้าพระเจ้าเกรงว่าจะหาได้เจอพี่เสมาไม่ แลพี่เสมาก็สิ้นอาลัยในยศศักดิ์ อาจไม่อาสาเป็นทหารแล้วกระมังขอรับ”

“หากเรื่องเพียงนี้ทำให้ถอดใจยอมแพ้เสียแล้ว ก็ถือว่าสิ้นวาสนา แต่หากเสมายังใฝ่ใจเป็นทหาร ฉันเชื่อว่าเจ้าต้องได้เจอเป็นแน่ หากได้เจอ เจ้าจงบอกครูเจ้า ว่าฉันรู้เรื่องทั้งปวงแล้ว ต้องขอขมาที่เคยผิดไป แลขออวยชัยให้ชนะข้าศึกกลับคืนสู่อโยธยาอย่างปลอดภัยเถิด”

ooooooo

หลายวันต่อมา เสมาและสินนำทหารไทยเข้าปะทะกับทหารพม่าที่ชายป่าในยามค่ำ พวกพม่าสู้ไม่ไหวหนีตายกันจ้าละหวั่น เสมาชูดาบขึ้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองทหารไทยดังกึกก้อง ก่อนยกกำลังกลับมาที่ค่ายพระศรี อันมีพระศรีวิเศษไชยชาญเป็นแม่ทัพ

พระศรีหัวเราะลั่นเอ่ยชมเสมา ว่าเป็นมงคลแก่กองทัพยิ่งที่ออกศึกคราแรกก็ชนะพวกพม่าได้

“แต่ศึกวันนี้ยังเล็กนักขอรับ ศึกใหญ่ยังรออยู่ที่ปากโมกเป็นแน่ ด้วยทัพของสมเด็จพระราชโอรสตั้งอยู่ ณ ลุมพลี กำลังจะยกขึ้นปากโมก แลทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ก็ใกล้จะถึงปากโมกแล้ว คงจะได้ปะทะกันในวันรุ่ง” ขุนฤทธิ์ติง

“เช่นนั้นทัพพลอาสาของเรา ต้องเข้ายอศึกดูกำลัง อย่าให้อ้ายพวกข้าศึกเข้าปากโมกได้ จนกว่าสมเด็จพระราชโอรสทั้งสองจะเสด็จมาถึง”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าพระเจ้าขอเป็นกองหน้าทะลวงฟัน หากอ้ายเสมาถอยแม้เพียงก้าวเดียว พระคุณโปรดตัดหัวอ้ายเสมาเถิดขอรับ” เสมาพนมมือขออาสา

สินเห็นดังนั้นก็อาสาไปกับเสมาด้วย พระศรีและขุนฤทธิ์ พยักหน้าด้วยความพอใจ

ทุ่งกว้างริมแม่น้ำในยามเช้า เสมากับสินนำทัพอาสาของไทย เข้าตะลุมบอนกับทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ ที่มีสเรนันทสู และพระเจ้าเชียงแสนเป็นแม่ทัพ จนกระทั่ง สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถยกทัพเรือเสด็จมาถึง จึงมีรับสั่งให้ทัพเรือระดมยิงปืนเข้าใส่ทัพของพระเจ้าเชียงแสน ถูกไพร่พลล้มตายลงเป็นอันมาก ข้าศึกจึงได้ยิงตอบโต้มาที่เรือพระที่นั่ง จนสมเด็จพระเอกาทศรถมีรับสั่งให้สอดเรือพระที่นั่งของพระองค์เข้าบังเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรไว้ โดยสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงพระแสงปืนสับนก ถูกนายทัพคนสำคัญของข้าศึกล้มตายลงหลายคน ฝ่ายกองทัพอาสาก็ได้ยกเข้าตีกระหนาบ ทำให้ทัพพระเจ้าเชียงแสนต้องรับศึกหนัก จนต้องพ่ายแพ้ถอยทัพกลับไปในที่สุด

ooooooo

ครั้นเสร็จศึก เจ้าพระยาสุโขทัยนำเสมาเข้าไปกราบขอขมาขุนรามเดชะที่นั่งอยู่ในกระโจม มีพันอิน ขัน และพุฒนั่งอยู่ด้วย

ขุนรามเดชะยังโกรธเสมาอยู่มาก แต่จำต้องยอมอภัย เพราะเกรงใจเจ้าพระยาสุโขทัย ท่านเจ้าพระยายิ้มพอใจหันไปถามขันกับพุฒว่าเห็นเช่นไร ทั้งสองไม่พอใจแต่ ไม่กล้าหือ

“หมดเคราะห์หมดโศกเสียทีลูกเอ๋ย สิ้นศึกแล้ว จักได้กลับกรุงด้วยกับเรา พ่อแม่ของเจ้าคงดีใจนักหนา” พันอินลูบหัวเสมาด้วยความดีใจ เพราะปัญหาทุกอย่างจบลงได้

“ขอบพระคุณมากจ้ะพ่อพันอิน” เสมากราบเท้าพันอิน ขณะที่ขันและพุฒเหล่มองอย่างหมั่นไส้

บ่ายวันเดียวกันนั้น สมบุญที่ติดตามกองทัพขุนรามเดชะมาด้วย นำแหวนของเรไรมามอบให้เสมาพลางถ่ายทอดทุกคำพูดที่แม่หญิงฝากมา

“แม่หญิงเรไร อ้ายเสมาสาบานจะเอาแหวนปากโมกน้อยวงนี้ กลับไปคืนแม่หญิงให้จงได้” เสมาปลาบปลื้มใจ สวมแหวนไว้ที่นิ้วก้อยข้างขวา เพื่อระลึกถึงนาง

สินยืนอยู่ข้างๆกระเซ้าคารมเสมาว่า เจ้าชู้ใช่ย่อยที่ตั้งชื่อแหวนว่าปากโมกน้อย เพราะมาทำศึกที่ปากโมก สมบุญส่งยิ้มกวนๆคุยว่า หากเสมาไม่เจ้าชู้ก็คงมิต้องหนีมาจนตนต้องเอาแหวนมาให้กลางศึกเช่นนี้ดอก

เสมาหน้าบึ้งตึงที่โดนกล่าวหา แต่สมบุญกับสินหาหยุดปากไม่ ทั้งสองรวมหัวกันล้อเรื่องแม่หญิงเรไร จนเสมาโกรธจะเอาดาบเฉือนปากทั้งคู่

“เอ็งสองคนเพิ่งปะหน้ากัน แต่เข้ากันเป็นปี่

เป็นขลุ่ยดีแท้ ไป ไปให้พ้นหน้าข้าประเดี๋ยวนี้ ข้าอยากหลับสักงีบแล้ว” เสมาไล่

สินและสมบุญรู้ทันเดินคุยกันไปอย่างถูกคอ ปล่อยให้เสมามองแหวนของเรไร แล้วก็ยิ้มอย่างสุขใจ

ooooooo

ในตอนค่ำ จำเรียงเดินออกมาส่งเรไรที่หน้าเรือน ด้วยเรไรรู้ข่าวบุญเรือนล้มป่วยจึงแวะมาเยี่ยม แม่จำเรียงปรับทุกข์กับนายหญิงเรื่องขัน ว่ายังไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง เรไรรู้ว่าขันคงไม่จริงใจกับจำเรียงเป็นแน่ จึงแนะให้ตัดใจ แต่จำเรียงแย้งว่า ขันยังห่วงใยตนอยู่ เพราะเมื่อรู้ว่าบุญเรือนป่วยก็ให้ยืมเบี้ยมารักษา

“นี่จำเรียงไปกู้ยืมพันฤทธิ์มารึ” เรไรหน้าเครียด ระแวงว่าขันจะเล่นลูกไม้ จึงพยายามถามแย้งจำเรียงว่า หากขันยังมีน้ำใจอยู่ เหตุใดจึงไม่ให้จำเรียงพบหน้า

“แม่หญิงเรไรเจ้าขา จำเรียงคิดไม่ตก หรือจะเป็นด้วยพี่พันฤทธิ์มีหญิงอื่นเจ้าคะ จึงได้ทำกับจำเรียงเพียงนี้” จำเรียงร้องไห้โฮ ทำให้เรไรหน้าเสียด้วยรู้ดีว่า หญิงอื่นนั้นคือใคร

ค่ำวันเดียวกันที่กระโจมสมเด็จพระนเรศวร เหล่าทหารเอกนั่งประชุมเครียดเตรียมรับศึกพระเจ้าเชียงใหม่ที่ยกพลมาเรือนแสน สมเด็จพระเอกาทศรถวางอุบายให้ เจ้าพระยาสุโขทัย พระราชมนู พระศรีวิเศษไชยชาญและขุนฤทธิ์พิชัยยกพลออกไปยั่วดูเพลาหนึ่ง เพื่อหยั่งกำลังแลอุบายของทัพพม่า

สมเด็จพระนเรศวรเห็นดีด้วยมีรับสั่ง “หากทั้งสี่ไปยั่วข้าศึกออกจากค่าย เป็นสงครามกลางแปลงได้ เราจักเคลื่อนทัพหลวงเข้าหักให้ยับเยินเสียยิ่งกว่าคราก่อน เพื่อมิให้หงสาดูแคลนคนไทยได้อีก”

ooooooo

ขณะที่เสมานำกองทะลวงฟันเข้าต่อกรกับพวกพม่า เรไรที่รออยู่ข้างหลังก็หมั่นทำบุญไหว้พระอธิษฐานจิต ขอให้เสมากลับมาอย่างปลอดภัย

วันหนึ่งเสมาได้มีโอกาสประมือกับสมิงโยคราชทหารเอกของพระเจ้าเชียงใหม่ที่สันทัดดาบสองมือเช่นกัน ทั้งสองฟาดฟันเพลงดาบสองมือเข้าใส่กันอย่างดุเดือด สมเป็นทหารยอดฝีมือด้วยกันทั้งคู่

สมบุญที่เฝ้าสังเกตการณ์เห็นทัพของพระราชมนูรบกับทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านแหตามอุบายของสมเด็จพระเอกาทศรถจึงรีบกลับไปกราบทูล

พระเอกาทศรถพอพระทัย ขอให้สมเด็จพระนเรศวรเร่งยกทัพหลวงขึ้นไปช่วยพระราชมนูกับเจ้าพระยาสุโขทัย แต่สมเด็จพระนเรศวรกลับสั่งการให้สมบุญไปบอกพระราชมนูให้ถอยทัพ เพราะเห็นว่า ถ้ายกทัพไปช่วยอาจเสียไพร่พลจำนวนมาก จึงเห็นควรให้แปรขบวนทัพหลวงไปซุ่มอยู่ที่ป่ากระทุ่มข้างตะวันตก แล้วให้ราชมนูล่าถอยล่อข้าศึกตามมา แล้วให้ทัพหลวงที่ซุ่มอยู่ตีกระหนาบก็จักชำนะได้โดยง่าย

สมเด็จพระเอกาทศรถกับบรรดาทหารเห็นดีด้วย ต่างยอมรับในพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวร

สมบุญควบม้ามาแจ้งพระราชมนูให้ถอยทัพ แต่ท่านเห็นศึกกำลังติดพันและได้เปรียบพวกพม่าจึงยกธงสั่งให้ทหารบุกต่อ ข่าวรู้ไปถึงสมเด็จพระนเรศวร ท่านทรงกริ้วมากสั่งให้จมื่นทิพย์ไปแจ้งพระราชมนูอีกครั้ง และถ้าไม่เชื่อฟังก็ให้ตัดหัวกลับมาโทษฐานขัดคำสั่ง

จมื่นทิพย์ควบม้าออกไป ขันกับพุฒหันมากระซิบกระซาบกันว่า เสียดายนัก ที่มิใช่หัวของอ้ายเสมา ไม่เช่นนั้นจะขันอาสาจมื่นทิพย์ไปจัดการเอง แล้วสองเกลอก็หันมายิ้มให้กันพลางแช่งชักหักกระดูกให้เสมามีอันเป็นไป

ooooooo

เสมากำลังรบกับสมิงโยคราชอย่างดุเดือด ในขณะที่สินและเหล่าทหารไทยก็กำลังสู้รบกับทหารพม่าอย่างหนักเช่นกัน จังหวะหนึ่งเสมากระหน่ำฟันใส่สมิงโยคราชถูกที่ไหล่เลือดอาบและจะตามไปซ้ำ แต่ เหลือบเห็นธงถอยทัพของพระราชมนูโบกสะบัดอยู่จึงตะโกนสั่งลูกน้อง

“ท่านแม่ทัพสั่งถอยแล้ว เร็ว ล่าถอยให้เป็นขบวนอย่าให้แตกฉาน”

พวกทหารไทยงงกันไปหมด แต่เมื่อแม่ทัพสั่งถอยก็ต้องถอย สินเสียดายเข้ามาถามเสมา ว่าเหตุใดต้องถอยด้วย

“เห็นทีจะมีกลศึกเป็นแน่ เอ็งจงคุมไพร่พลให้เร่งล่าถอย อย่าให้เสียขบวนเป็นอันขาด ข้าจะระวังหลังเอง” เสมากำชับ

สินรีบไปจัดการคุมทหารล่าถอยตามที่เสมาสั่ง ทิ้งให้เสมารั้งอยู่เป็นคนสุดท้าย คอยต่อสู้ไม่ให้พวกทหารพม่าตามไปตีทหารไทย

สมิงโยคราชตั้งตัวได้ควบม้าตามไปเอาคืนเสมา เสมาหวิดสิ้นชื่อเพราะตั้งรับไม่ทัน แต่โชคดีที่สินกลับมาช่วย เสมาได้โอกาสกระโดดฟันดาบคู่ลงมาใส่สมิงโยคราช ตายคาหลังม้า

“พี่เสมา เป็นกระไรบ้าง” สินวิ่งเข้ามาหา

“เอ็งย้อนมาช่วยข้าทำกระไร รีบหนีไปประเดี๋ยวนี้” เสมาไล่ แต่สินไม่ฟังขอสู้ตายกับเสมา เพราะเห็นทัพใหญ่ของพระเจ้าเชียงใหม่ยกตามมาถึง มีไพร่พลมากมายเต็มไปหมด สุดลูกหูลูกตา

“ข้ายอมตายดีกว่าถอยแม้เพียงก้าว กูขอเอาเลือดทาแผ่นดินตรงนี้ จารึกไว้ ถึงตัวกูตาย วิญญาณกูจะรักษาแผ่นดินนี้แทนกู” เสมาดึงผ้าออกมาฉีก มัดดาบกับมือให้ติดกัน แล้วหันมาบอกสิน “อ้ายสิน แม้ข้ากับเอ็งไม่ได้เกิดวันเดียวกัน แต่ดูท่าคงต้องตายวันเดียวกันแน่แล้ว”

“จะเป็นกระไรเล่าพี่เสมา ได้ตายร่วมกับพี่ เกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้ว” สินยกทวนขึ้นเตรียมพร้อม

เสมายิ้มรับ ก่อนจะหันไปมองแหวนของเรไรที่นิ้วก้อยข้างขวาของตนพลางรำพึง “แม่หญิง อ้ายเสมาคงไม่มีวาสนาได้คืนแหวนให้แม่หญิงแล้ว” เสมายกแหวนมาจูบเบาๆ แล้วกระชับดาบยืนเคียงข้างสินกะสู้ตาย

ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังขึ้น ทหารข้าศึกที่วิ่งเข้ามา ถูกปืนยิงล้มลงขาดใจตาย แล้วทหารไทยจำนวนมากก็กรูกันออกมาจากที่ซุ่ม พวกเขายิงปืนใส่ทหารพม่าล้มตายมากมาย สร้างความหวาดกลัวจนพวกข้าศึกต้องรีบหนี

“เป็นกลศึกจริงๆ เรารอดแล้วพี่เสมา” สินดีใจ

“อ้ายพวกข้าศึกมันหนีแล้ว ตามตีพวกมัน” เสมาตะโกนลั่นวิ่งนำสินบุกตะลุยข้าศึกอย่างไม่คิดชีวิต

ooooooo

กองทัพไทยซุ่มโจมตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่

จนแตกพ่ายต้องถอยไปถึงเมืองกำแพงเพชร ที่นั่นพระมหาอุปราชาตั้งทัพรออยู่ พระเจ้านันทบุเรงทรงกริ้วพระเจ้าเชียงใหม่นัก ครั้นจะเอาผิดก็เกรงพระเจ้าเชียงใหม่จะกบฏ จึงมีรับสั่งให้เร่งหาเสบียงอาหารจัดส่งมาให้กองทัพของพระองค์ที่จะยกมาตีกรุงศรีอยุธยา

บ่ายวันหนึ่ง พันอินมาพบขุนรามเดชะที่บ้านเพื่อถามข่าวเสมาด้วยรู้ว่า มีการปล่อยทหารหัวเมืองสิ้นแล้ว แต่เสมายังไม่กลับบ้าน จึงเกรงว่า เสมาจะยังกลัวความผิดจึงไม่ยอมกลับบ้าน

ขุนรามเดชะยิ้มๆ ในใจก็อยากให้เป็นอย่างงั้น แต่ก็จำต้องบอกออกไป “ฉันได้กล่าวให้อภัยต่อหน้าท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่แล้ว หากเจ้าเสมายังระแวง ฉันก็จนใจแล้วพี่พันอิน”

พันอินถอนใจหน้าเครียดๆ ไม่รู้จะทำยังไง ทาสหญิงคนหนึ่งเดินขึ้นเรือนมารายงานหาขุนรามเดชะว่า หมื่นศึกอาสามาขอกราบ ขุนรามเดชะแปลกใจ ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน จึงสั่งให้ทาสไปเชิญขึ้นมาพบ แล้วหันมาเปรยกับพันอินว่าใครกัน หมื่นศึกอาสา

เสมาในชุดบรรดาศักดิ์หมื่นเดินขึ้นมาบนเรือน ขุนรามเดชะเห็นก็ชะงัก เสมารีบเข้าไปคุกเข่ากราบเท้าพันอิน พันอินดีใจถามไถ่ที่มาของลูกบุญธรรม

“สมเด็จพระราชโอรสทรงตั้งลูกเป็นหมื่นศึกอาสาแล้วขอรับ ต้องขอขมาที่ให้พ่อพันอินเป็นห่วงลูก แต่เสมาเพิ่งเลิกทัพประเดี๋ยวนี้ เพราะต้องเข้าขบวนถวายตัวขอรับ”

“หมื่นศึกของพ่อเอ๋ย จงสิ้นเคราะห์เถิด แต่นี้ไป ขอจงก้มหน้าประพฤติการอันควรด้วยเกียรติยศ ตำแหน่งขุนอันอยู่เบื้องหน้านี้ จงอย่าประมาทเสีย อุตส่าห์สงวน ตัวให้ถึงแก่ตำแหน่งนั้น พ่อก็ปลื้มใจนัก” พันอินลูบหัวเสมา

“ขอรับ ลูกขอรับพรพ่อพันอิน จำไว้ใส่ใจขอรับ” เสมารับคำแล้วหันไปกราบขอขมาขุนรามเดชะอีกครั้ง ขุนรามเดชะรับไหว้อย่างเสียไม่ได้

ในตอนเย็น เสมาพาเรไรไปไหว้พระที่วัด พลางเล่าเรื่องขุนรามเดชะหายเคืองตนให้ฟัง เรไรหน้าขรึมลง ด้วยรู้นิสัยพ่อดี แต่ไม่กล้าพูด เสมามองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ก่อนจะถอดแหวนที่นิ้วก้อยข้างขวาออกมา เอ่ยว่า ในตอนแรกตนตั้งใจจะคืนให้ แต่บัดนี้จะขอเก็บไว้เอง ขอแม่หญิงเรไรเมตตาประทานแหวนน้อยให้เถิด

“คนช่างขอ ดอกจำปีก็แล้ว คำหมากแลยาสูบก็แล้ว ยังจักขอแหวนอีก ช่างโลภไม่รู้จักพอเสียเลยหมื่นศึกอาสา”

“เสมาหาได้โลภอยากได้ของไม่ แต่แหวนนี้เป็นสาเหตุสำคัญให้ข้าพระเจ้าได้ตำแหน่งหมื่นศึกอาสา จึงอยากสวมไว้เพื่อคุ้มเสมายามออกศึก แลเพื่อรำลึกถึงเจ้าของแหวนซึ่งมีอุปการะแก่เสมา ด้วยยศศักดิ์ของเสมานี้ ก็ได้มาเพราะน้ำคำแม่หญิงทั้งสิ้น แม่หญิงบอกเสมาว่า บุรุษในเรือนทาสหรือบ่าวไพร่ราบไพร่เลวก็ตามแต่กรรม ผิว่าบุรุษนั้นจักรุ่งเรืองเป็นหมื่นเป็นขุนเมื่อใด เมื่อนั้นศักดิ์ตระกูลก็จักเฟื่องขึ้น” เสมาจะยื่นไปจับมือเรไร แต่ชะงักไว้เพราะกลัวล่วงเธอ จึงไปจับชายสไบแทน

“เสมาปรารถนาเป็นทหาร อาสาด้วยดวงใจถวายแผ่นดินเป็นกตัญญู แต่ยศศักดิ์ทั้งปวง เสมาถวายแด่แม่หญิงเรไรเพียงผู้เดียว” เสมาสบตาเรไรบอกความในใจ แม่หญิงเขินอายหลบสายตา แต่ในใจมีความสุขที่สุด

ooooooo

สินนั่งกินเหล้าอยู่ในตลาดกับเพื่อนที่มาจากวิเศษไชยชาญ พลันเหลือบเห็นเอื้อยแตงกำลังยืนคุยกับชาวบ้านหญิงคนหนึ่งอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส จึงเกิดรักแรกพบขึ้น

เพลาเดียวกัน เสมากลับมาที่บ้าน หวังแจ้งเรื่องตนได้เป็นหมื่นศึกอาสา แต่พบบุญเรือนนั่งร้องไห้ฟูมฟายว่า จำเรียงจะต้องไปเป็นทาสขัดดอกที่บ้านขัน เพราะไม่มีเงินไปใช้หนี้ เสมาร้อนใจเข้าไปถามความจริงกับจำเรียง แต่กลับโดนพาลใส่ และอ้างว่าเธอไม่รู้จริงๆว่าหนี้ที่ยืมมารักษาแม่จะเพิ่มพูนมากถึงปานนี้ หากรู้ก็คงไม่ทำ

เสมาหน้าเครียดตำหนิจำเรียงที่หลงคารมขัน ไม่ฟังคำเตือนของตน จำเรียงร้องไห้หนักเร่งให้พี่ชายหาเงินไปใช้หนี้ เพราะไม่อยากเป็นทาสขัดดอก เสมาเปรยว่า ตนเป็นแต่ทหารอาสา มียศหมื่นแต่หามีศักดินาไม่ แต่ก็รับปากว่าจะช่วยหาเงินมาใช้หนี้ให้
“แต่ก่อนพี่พันฤทธิ์ดีกับฉันนัก หากมิใช่พี่ผิดใจกับเขา พี่พันฤทธิ์ก็คงไม่ทำกันฉันเช่นนี้ดอก เหตุมันเกิดแต่พี่นั่นแหละ” จำเรียงร้องไห้ฟูมฟายต่ออีก

เสมามองน้องอย่างอ่อนใจ ก่อนนำเบี้ยหวัดที่ได้จากการออกศึกไปมอบให้ดวงแขเพื่อจ่ายดอกเบี้ย ดวงแขเห็นใจรับปากจะช่วยพูดกับขันให้ เสมาซาบซึ้งเอ่ยชมดวงแขว่าน้ำใจงามไม่แพ้รูปกาย ผิดกับพี่ชายยิ่งนัก
ดวงแขยิ้มเอียงอายรีบขอตัว

ในตอนค่ำ ดวงแขเข้าไปคุยกับขันเรื่องเงินที่จำเรียงยืมไป เพราะหวังให้ช่วยผ่อนผันบ้าง แต่ขันไม่ยอมเพราะต้องการจำเรียงมาเป็นทาสเพื่อหยามน้ำหน้าเสมา แถมยังดักคอดวงแขว่า อย่าเห็นผู้อื่นดีกว่าพี่น้องที่คลานตามกันมาทำเอาดวงแขหน้าเจื่อนพูดอะไรไม่ออก

ooooooo

ขันและพุฒต้องการบีบให้จำเรียงมาเป็นทาสขัดดอกเพื่อหยามเสมา จึงวานให้บัวเผื่อนหาทางกลั่นแกล้งจำเรียงจนโดนขับออกจากวังและไม่ได้รับเบี้ยอัฐค่าตอบแทน เรไรผ่านมาเห็นเหตุการณ์ เธอสงสารจำเรียงจึงคิดหาทางช่วย

ด้านเสมา เขามารับจ้างตีเหล็กบ้านเอื้อยแตง เพื่อหาเงินใช้หนี้ สินเห็นเอื้อยแตงก็ดีใจหันมาถามสมบุญว่า หล่อนเป็นใคร เพราะศรรักปักอกเข้าแล้ว สมบุญรีบเตือนเกลอว่า เอื้อยแตงงามก็จริงแต่ปากร้ายนัก

“เช่นนี้สิวะดี ถูกใจข้า” สินตบเข่าฉาด มุ่งมั่นจะได้เอื้อยแตงเป็นเมีย

“หมื่นศึก” พิณเข้ามาเรียกเสมาแล้วกระซิบกระซาบบอกอะไรบางอย่าง

เสมารีบเก็บข้าวของแล้วเดินออกไปทางริมคลอง เห็นเรไรยืนรออยู่ เพราะจะให้ยืมเงินไปใช้หนี้ แต่เขาปฏิเสธ

“แม้นจะลำบากเพียงใด เสมาก็ต้องชดใช้ให้จงได้ แต่เรื่องยืมเงินแม่หญิงนั้น เสมาขอเถิด อ้ายเสมาเป็นชาย หากต้องหยิบยืมเงินของหญิงที่หมายปองมาชดใช้หนี้ของตนแล้ว ศักดิ์ของชายจะมีค่าอันใด”

“หากคิดเช่นนั้นก็ตามใจเถิด แต่ถ้าเสมาจวนตัวก็ขอให้คิดถึงฉันไว้คนแรก”

“แม้นไม่จวนตัว ข้าพระเจ้าก็คิดถึงแม่หญิงนักแท้ที่จริง เสมาเป็นลูกหนี้แม่หญิงนานแล้ว นับแต่วันที่เชิญขอนให้แม่นั่ง อ้ายเสมาก็เป็นหนี้รักแม่หญิง ไม่มีวันไถ่ถอนได้” เสมาจูบชายสไบของเรไร

เรไรเขินอายด้วยความรักนวลสงวนตัว ต้องเบือนหน้าหลบไปทางอื่น

ด้านสินเมื่อรู้ว่าเอื้อยแตงเป็นใครบ้านอยู่ไหนก็รีบไปหา เขาหยิบเอาสีผึ้งขึ้นมาทาปาก แล้วเข้าไปแนะนำตัวกับเอื้อยแตง แต่สาวเจ้านึกรำคาญจึงแกล้งใช้ให้สินไปตามอ้ายดำควายที่เลี้ยงไว้กลับมาที่เรือน

สินเจ็บใจหยิบสีผึ้งขึ้นมาปาทิ้งพลางร้องด่า “ทาแล้วสาวรักสาวหลง พูดเพียงคำแรกก็โดนไล่ไปตามควายแล้ว”

ooooooo

ตอนที่ 2

พระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ และเหล่าขุนนางประชุมเครียดในท้องพระโรงเรื่องพระเจ้านันทบุเรง ส่งทัพพระยา-พสิมแลพระเจ้าเชียงใหม่ บุกตีเป็นสองทางดังคาด

พระมหาธรรมราชาเห็นควรใช้ชัยภูมิของพระนครเป็นที่ตั้งรับเหมือนที่ผ่านมา แต่สมเด็จพระเอกาทศรถเสนอว่าควรยกทัพออกไปรับศึกนอกเมือง

“ลูกเห็นด้วยกับองค์ขาว พระยาพสิมแม้จะเจนศึก แต่พระอุปนิสัยชอบดูแคลนคนแลนิยมเอาหน้า ย่อมกระทำการประมาทได้โดยง่าย ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่ แม้จะทรงเป็นนักปกครองที่สามารถ แต่หาใช่นักรบที่เก่งกาจไม่ ถึงจะมีพลเรือนแสน ก็ไม่น่าวิตกพระพุทธเจ้าข้า” สมเด็จพระนเรศวรกราบทูล

ทุกคนในที่ประชุมเห็นดีด้วย แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่สมเด็จพระนเรศวรทรงคาดการณ์ไว้ กองทัพของพระยาพสิมมาถึงก่อนกองทัพของพระเจ้าเชียงใหม่และบุกเข้าตีเมืองสุพรรณบุรี แต่ถูกพระยาจักรีต้านทานเอาไว้ได้ ทำให้สูญเสียไพร่พลมากมาย ก่อนจะถูกทัพของพระพิชัยสงครามและเจ้าพระยาสุโขทัยตามตี จนพ่ายแพ้กลับไป

ข่าวศึกเงียบหายไป ทำให้สมบุญเริ่มเกียจคร้านไม่ยอมฝึกปรือฝีมือต่อ เพราะคิดว่าคงไม่ได้ออกศึกแล้ว แต่เสมาเตือนมิให้ประมาทไป พลันมีเสียงตีเกราะเคาะไม้เพื่อเรียกระดมพลดังขึ้น ทั้งสองรีบไปที่เรือนขุนรามเดชะ เห็นเจ้าของเรือนยืนหน้าเครียดประกาศก้องว่า ทัพของพระเจ้าเชียงใหม่กำลังบุกลงมาแต่หัวเมืองฝ่ายเหนือ เป็นทีของทุกคนที่จะได้ออกรบทัพพระเจ้าเชียงใหม่ และหากแม้นไล่ทัพข้าศึกกลับไปไม่ได้ ก็จงเอาแผ่นดินกลบหน้าแทน

สมบุญกับพวกทหารส่งเสียงเฮลั่น พร้อมทำศึก ขณะที่เสมายิ้มรับอย่างฮึกเหิมเพราะจะได้แสดงฝีมือ

ooooooo

เวลาต่อมา เสมาก้มลงกราบเท้าพ่อเพื่อขอพรก่อนออกศึก มั่นอวยพรให้ลูกชายปลอดภัยกลับมา จำเรียงที่นั่งอยู่ด้วยอวยพรให้พี่ชายโชคดีมีชัยมียศศักดิ์สมใจ

“ขอบน้ำใจเอ็งจำเรียง แต่ยศศักดิ์ของข้า หากมีก็เพื่อคนอื่น หาใช่เพื่อตัวข้าเองไม่ ตัวข้าขอเพียงได้ออกศึก ฉลองคุณบ้านเมืองก็เป็นที่สุดแล้ว” เสมาตอบยิ้มๆพลางชะเง้อมองหาแม่

มั่นรู้ใจบอกว่า คงรออยู่ในครัว เสมารับคำเดินเข้าไปหาบุญเรือน เห็นนางนั่งสะอึกสะอื้น พ่อหนุ่มหน้าเสียคลานเข้าไปจะกราบเท้าขอพรจากแม่ เพื่อเป็นมงคล บุญเรือนสะอื้นฮักๆตัดพ้อว่า พรของตนคงจะเป็นมงคลแก่ใครในเมื่อตัวเองยังไม่ได้ในสิ่งที่หวังเลย เพราะไม่อยากให้ลูกไปเป็นทหาร

เสมาหน้าเสียรู้สึกผิดรีบกราบขอโทษแม่แล้วจะเดินออก บุญเรือนอดไม่ได้หันมาสั่งลูกชายว่า ต้องปลอดภัยกลับมา เสมาโผเข้ากอดแม่ด้วยความรัก บุญเรือนลูบหัวลูกชายด้วยความรักและห่วงใยสุดๆ

ขณะที่เสมาร่ำลาทุกคนเพื่อจะไปออกศึก ขันกลับทุ่มเวลาให้กับการซ้อมดาบ เพราะหวังจะหักเสมาในศึกครั้งนี้เพื่อมิให้กลับมาสู้หน้าแม่หญิงเรไรได้อีก ดวงแขแอบดูพี่ชายอย่างหวั่นวิตก

เช้าวันใหม่ กองทัพไทยเตรียมเคลื่อนพล เหล่าพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนฝูงออกมายืนรอส่งทหารกล้าอยู่หน้าวัง รวมทั้งแม่หญิงเรไรที่มาส่งขุนรามเดชะ และมิลืมจะส่งผ่านความห่วงใยมาทางรอยยิ้มให้เสมาที่ยืนมองอยู่ เช่นเดียวกับดวงแขและเอื้อยแตงที่พยายามจะบอกให้เสมารู้ว่า พวกเธอก็มาส่งเสมาเช่นกัน แต่เสมากลับมองไม่เห็น แล้วความเดือดดาลก็บังเกิดขึ้นในใจ เมื่อเสมาเห็นจำเรียงยืนร้องเรียกชื่อขันพลางโบกมือให้ทำประหนึ่งแม่หญิงมาส่งคนรัก

ขันได้ทีรีบโบกมือตอบจำเรียงพลางส่งยิ้มเย้ยมาที่เสมา

ooooooo

ทหารพม่าของพระเจ้าเชียงใหม่ นำโดย ไชกะ-ยอสู และนันทะกะยอสู สองแม่ทัพกำลังเข้าไล่ฆ่าชาวบ้านอย่างทารุณเพื่อปล้นเสบียงและของมีค่า จากนั้นก็เผาหมู่บ้าน หวังให้กองทัพไทยรู้ว่าผู้ที่กำแหงต่อกรกับทัพพระเจ้าหงสาแลพระเจ้าเชียงใหม่จะมีจุดจบเช่นไร

พระราชมนูตั้งค่ายอยู่ที่บางเกี่ยวหญ้าร้อนใจยิ่งนัก เพราะมีกำลังน้อยกว่าพม่าหลายเท่า ท่านเรียกให้ขุนรามเดชะนำทหารฝีมือดีเข้าหารือว่าจะจัดการกับศึกครั้งนี้อย่างไร ขุนรามเดชะพาเสมากับขันไปด้วยแล้วเสนอให้แต่งทัพเป็นกองโจร คอยดักตีทัพพม่า และใช้ความชำนาญด้านชัยภูมิล่าถอยอย่างรวดเร็ว

“คำออกขุนต้องใจข้าพระเจ้านัก พวกข้าศึกมันส่งทหารออกปล้นสะดม บ้านใดขัดขืน มันก็ฆ่าแล้วเผาจนสิ้น บ้านใดยอมแพ้ มันก็กวาดต้อนไปเป็นเชลย ควรแล้วที่เราจะลอบโจมตีให้มันหวาดหวั่นเป็นการแก้คืนบ้าง”

เสมาได้โอกาสยกมือไหว้พระราชมนูขออาสาคุมทัพออกดักตีพวกพม่าเอง ขันได้ฟังก็อาสาบ้างด้วยเกรงว่าเสมาจะได้ความดีความชอบ พระราชมนูตบเข่าฉาดถูกใจที่ทหารแย่งกันออกศึก จึงหันมาถามขุนรามเดชะว่าเห็นควรเช่นไร

ขุนรามเดชะหน้าเครียดเอ่ยว่า ขันกับเสมามีเรื่องผิดใจกันอยู่จึงเกิดชิงดีชิงเด่นกัน เกรงว่าหากให้ทั้งคู่ไปออกศึกจะเสียการใหญ่

“อาญาทัพของสมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าท่านเด็ดขาดนัก ข้าพระเจ้าเชื่อว่ามันไม่กล้า” พระราชมนูเสียงกร้าวหันไปพูดกับเสมาและขัน “ข้าจะให้ทหารพวกเอ็งคนละร้อย ยกไปกระทำการดูให้รู้ฝีมือกัน”

“ขอบพระคุณขอรับ ท่านแม่ทัพ” เสมากับขันไหว้พระราชมนูพร้อมกัน แล้วเหล่มองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ooooooo

บ่ายวันนั้น ขันและเสมานำกำลังซุ่มโจมตีทหารพม่าที่กวาดต้อนชาวบ้านที่จับมาได้เพื่อจะนำไปเป็นทาส สองหนุ่มพร้อมเหล่าทหารเข้าโรมรันกับศัตรู ทหารพม่าไม่ทันได้ตั้งตัวจึงพ่ายแพ้ยับเยิน

พระราชมนูพอใจกับผลงานมาก เช่นเดียวกับขุนรามเดชะที่เข้ามาตบไหล่ชมเสมาไม่ขาดปาก เพราะทหารที่ไปกับเสมาไม่มีใครเสียเลือดเนื้อกลับมาสักคน ผิดกับขันที่พาทหารไปบาดเจ็บเสียหลายคน เพราะขาดความรอบคอบ ขันยืนแอบเสมาด้วยความริษยาและอาฆาตจับใจ

ขณะที่ขันและเสมากำลังเต็มตื้นกับคำชม เรไรกลับต้องทุกข์หนัก เพราะอำพันมาพูดทาบทามเธอให้ขันและดูท่าลำภูก็จะเห็นชอบด้วย แม่หญิงเรไรรอจนอำพันลา

กลับไปแล้วจึงเข้ามาบอกกับแม่ว่า เธอมิอาจทำใจรักใคร่ชอบพอหมู่ขันได้เพราะเขามีจำเรียงอยู่แล้ว

“แม่จำเรียงนางข้าหลวงที่มีหน้าที่รับใช้ลูกในตำหนักน่ะรึ ไม่จริงกระมัง ถึงแม่จำเรียงแม้จะสะสวย แต่ศักดิ์ตระกูลแลฐานะ มิสมกับพ่อขันแม้แต่น้อย แล้วพ่อขันจะไปชอบพอได้อย่างไรกัน”



“หากแม่ไม่เชื่อ แม่ไปถวายเพลกับลูกที่วัดซีจ๊ะ แล้วแม่จะได้ถามกับจำเรียงเอง” เรไรส่งยิ้มแอบหวังว่าถ้าแม่รู้ความจริงแล้วจะไม่บังคับใจตน

ooooooo

วันต่อมา ลำภูตามเรไรมาทำบุญที่วัดและสอบถาม จำเรียงเรื่องขัน จำเรียงทำเขินอายบ่ายเบี่ยง แต่เมื่อเรไรถามถึงกำไลเงินที่ขันให้ว่าเป็นของหมั้นหรืออย่างไร เธอก็รีบอธิบายว่าเป็นแค่ของให้ไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น

เรไรยิ้มพอใจที่หลอกถามได้ตามแผน แต่ลำภูหน้าเครียดขึ้นมาทันที

บ่ายแก่วันเดียวกัน สมบุญออกมาสืบความเคลื่อนไหวของพวกพม่า เขาพบพวกมันพาช้างม้าจำนวนมากมากินหญ้ากินน้ำอยู่ในทุ่งด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้มีการระวังป้องกันแม้แต่น้อย ก็นึกแปลกใจรีบกลับไปรายงานพระราชมนู

พระราชมนูมั่นใจว่าต้องเป็นแผนของพวกพม่าแน่ จึงเรียกทุกคนเข้าประชุมวางแผน ขันอาสาไปจัดการกับพวกพม่าหวังเอาหน้า พระราชมนูฟังพลางอมยิ้มไม่เอ่ยอะไร ขุนรามเดชะจึงต้องอธิบายว่า ที่ข้าศึกทำเยี่ยงนี้ เพราะหวังจะล่อให้ออกปล้นแล้วซุ่มโจมตีตลบหลัง ขันหน้าเสียเมื่อรู้ตัวว่าอาสาผิดจังหวะ

“แต่ข้าก็ยังจะจัดทหารออกปล้นมันอยู่ดี มีใครจะอาสาบ้าง” พระราชมนูมองหน้าเหล่าทหารกล้า

เสมารีบพนมมือขอรับอาสาพลางเปรยว่า พระราชมนูคงหมายซ้อนกลเป็นแน่ พระราชมนูหัวเราะชอบใจหันมาชมเสมากับขุนรามเดชะว่า มีปัญญาไม่แพ้ฝีมือ ต้องเอาไว้ใช้ต่อไป

ขุนรามเดชะยิ้มหน้าบานบอกกับเสมา “แต่กลศึกครานี้ จัดทหารให้เอ็งได้ไม่เกินห้าร้อย แต่อ้ายข้าศึกมีเรือนพันเรือนหมื่น ถ้าทัพข้าแลทัพของท่านแม่ทัพเข้ามิทันศึก เอ็งจะมิพาพลไปตายเสียหมดรึ”

“ไม่ดอกขอรับ หากพวกมันมีทัพซุ่มมากกว่าหนึ่งทัพคงจะยกแล่นตามไป ข้าพระเจ้าจึงจะรบล่อแต่ใกล้ป่า พอหลีกหลบคอยทัพของพระคุณได้ ตามกลศึกพังภูผาขอรับ” เสมาเอ่ยชื่อกลศึกกลหนึ่งที่ตามตำราพิชัยสงครามของไทยมีไว้ใช้ต่อสู้กับศัตรูที่มีกำลังมากกว่าเป็นจำนวนมาก

พระราชมนูได้ยินก็ตบเข่าฉาด ถูกใจบอกกับ

ขุนรามเดชะว่าศึกคราวนี้ชนะแน่ ขุนรามเดชะยิ้มพอใจที่ได้หน้าต่อหน้าแม่ทัพ ผิดกับขันที่แอบมองเสมาด้วยสายตาริษยาเต็มเปี่ยม

ooooooo

ลำภูไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้ขันมาเป็นเขย นางพยายามเกลี้ยกล่อมให้เรไรยอมรับว่าเป็นธรรมดาที่ชายมีหลายเมีย แต่ขอแค่เรไรเป็นเมียเอกก็พอ เรไรหน้าเครียดแย้งว่า ที่เรือนของเรามิมีเรื่องร้อนใจเหมือนเรือนอื่นก็เพราะพ่อมีแม่เพียงคนเดียวมิใช่หรือ

ลำภูอึกอักไปเล็กน้อยก่อนจะอ้างต่อว่า ที่ขันเกี้ยวพาราสีจำเรียงอาจเพราะต้องการแกล้งเสมาก็เป็นได้ เพราะนางรู้มาว่าทั้งสองไม่ถูกกัน แต่เรไรก็หาเหตุผลมาอ้างอีกจนนางพูดไม่ออกจึงต้องตัดบท

“แม่จนแก่คารมลูกแล้วแม่เรไร เอาเถิดลูกไม่ชอบพอพ่อขัน แม่ก็จะไม่บังคับใจ แต่หวังว่าลูกจะได้คู่ดีกว่าพ่อขัน มิใช่ได้เพียงแค่ช่างตีเหล็กหน้าตลาด แม่อยากให้ลูกรับรักพ่อขันเสีย ก็ด้วยกลัวเหตุนี้ ลูกคงไม่ลืมกระมังว่าตนเองมีชาติตระกูลอย่างไร”

“ลูกไม่ลืมดอกจ้ะแม่ แม่วางใจเถิด ลูกไม่เคยตกปากรับคำใดกับเสมา หรือทำกระไรให้มัวหมองมาถึงพ่อแม่ จะมีก็แต่เสมาที่สัญญากับลูกว่าจะแสวงหายศศักดิ์ให้เสมอด้วยหน้าตาลูกให้จงได้”

“ได้เช่นนั้นก็ดี แต่ข้อที่จะแสวงหายศศักดิ์ให้เสมอด้วยลูกนั้น เห็นทีจะคุยโวเสียมากกว่ากระมัง เพราะแม่ยังไม่เคยเห็นทหารเลวคนใดจำเริญขึ้นเป็นถึงขุนศึกขุนพลมาก่อนเลย” ลำภูยิ้มหยัน

เรไรหนักใจดูท่าความรักของตนกับเสมาท่าจะมีแต่อุปสรรคเสียแล้ว

ค่ำวันเดียวกัน สมบุญวิ่งมาที่กระโจมเสมาด้วยข้องใจเรื่องกลศึกพังภูผา เสมานิ่งอึ้งนึกถึงคำสอนของพระครูขุนรู้ที่ว่า “กลศึกพังภูผานี้สำคัญนัก หากใช้เหมาะควรแก่เพลา แม้นพลน้อยก็อาจชนะทัพหมื่น เอ็งต้องจำให้ขึ้นใจนา แม้ฝีมือดาบอาจให้เอ็งเป็นยอดขุนศึกได้ แต่ความรู้ในตำรับพิชัยสงคราม อาจให้เอ็งเป็นแม่ทัพคุมพลเรือนแสนได้ จำไว้นะอ้ายเสมา”

“ขอรับ อ้ายเสมาจะจำไว้ มิเพียงแต่กลศึกพังภูผา แม้นกลศึกอื่นแลข้อความในตำรับพิชัยสงคราม อ้ายเสมาก็จักจำให้ขึ้นใจแลศึกษาให้แตกฉานขอรับ” เสมาพนมมือรับ จดจำทุกสิ่งที่พระครูสอนได้จนหมด

แล้วเสมาก็หันมาถ่ายทอดบทกลอนที่กล่าวถึงกลศึกต่างๆในตำราพิชัยสงครามให้สมบุญฟัง แต่สมบุญไม่เข้าใจอะไรเลย เสมาถอนใจเอ่ยว่า “ข้าสั่ง เอ็งก็ทำเถิด อย่าคิดให้เกินปัญญาเลย เหนื่อยทั้งเอ็ง ทั้งข้าเสียเปล่า”

“ประเดี๋ยวพี่เสมา ข้าไม่ปัญญาทึบเพียงนั้นดอก แต่คิดเชื่องช้าไปหน่อย พี่เสมา” สมบุญตื๊อไม่เลิก

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมา นำขัน สมบุญ และเหล่าทหารมาซุ่มรอเล่นงานพวกพม่าที่พาช้างม้ามากินหญ้า กินน้ำ ขันไม่พอใจที่ต้องฟังคำสั่งเสมากำลังจึงท้าว่า ถ้าเสมามีฝีมือจริงก็ให้นำทหารหนึ่งร้อยออกไปล่อพวกพม่า ส่วนอีกสี่ร้อยตนจะคุมไว้เองแล้ว สมบุญไม่พอใจจะเอาเรื่องขัน เพราะพระราชมนูให้สิทธิขาดกับเสมา แต่เสมารีบดึงไว้แล้วท้ากลับ

“เพลานี้เป็นยามศึก หากนายหมู่อยากประชันกับข้า เราก็มาหาผลแพ้ชนะกันด้วยหัวข้าศึกเป็นไร”

ขันมองหน้าเสมานิ่งก่อนรับคำท้า เสมาจึงเอ่ยต่อ “กระนั้นเราแบ่งพลคนละกึ่งหนึ่ง ข้าจะเป็นตัวล่อ นายหมู่ทำตามแผนการเถิด เสร็จศึกแล้วค่อยมานับหัวข้าศึกกัน” ขาดคำเสมา สมบุญ และทหารอีกกลุ่มหนึ่งก็แยกตัวออกไป

ขันมองตามแล้วยิ้มร้ายๆอย่างมีแผน เขาเฝ้ารอจนเสมานำกำลังเข้าโจมตีพวกพม่า แล้วทหารพม่าอีกกองที่ซุ่มอยู่ก็ยกเข้ามาช่วยพวก ทำให้เสมากับพวกตกอยู่ในวงล้อม

ทหารนายหนึ่งที่อยู่กับขันเห็นท่าไม่ดีเตือนให้ขันไปช่วยพวกเสมาก่อนที่จะตายกันหมด แต่กลับโดนตวาด

“เอ็งไม่ได้ยินที่ท่านแม่ทัพบอกดอกรึ แผนศึกครานี้ จำต้องมีตัวล่อ เสี่ยงตาย อ้ายเสมามันอาสาเอง หากตายขึ้นมาจะโทษใครได้เล่าวะ หรือมึงอยากตายประเดี๋ยวนี้ ทัพนี้กูเป็นคนสั่ง หากใครบังอาจขัดคำกู กูจะตัดหัวให้สิ้น” ขันชักดาบขึ้นขู่

ทหารหน้าเสียไม่กล้าขัดคำสั่ง ขันยิ้มสะใจมองการต่อสู้ของเสมา เกิดความมั่นใจว่า คราวนี้เสมาไม่รอดแน่

ฝ่ายเสมาเมื่อรู้ตัวว่าขันไม่มาช่วยแน่ จึงตะโกนสั่งลูกน้องให้ตามตนมา แล้วเข้าชิงช้างม้าของข้าศึกมาเป็นพาหนะทุ่นแรง จัดการกับพวกพม่า ทำให้กองทัพพม่าที่ยกมาช่วยต้องปั่นป่วน

สมบุญเห็นดังนั้นก็ชวนเสมาหนีเพื่อเปิดทางให้ทัพหลวงมาจัดการ

“เอ็งหนีไปตามชายป่า ล่อให้พวกมันแล่นตาม จักได้เปิดทางให้ทัพหลวงตีตลบหลังพวกมัน” เสมาสั่งการ

สมบุญรับคำแล้วตะโกนสั่งทหาร “รีบทะลวงออกไป ตามกูกับพี่เสมามา”

เสมาขยับจะนำออกไป แต่ต้องชะงักเพราะหันไปเห็นทัพของขันถูกทัพพม่าอีกกองรุมตีอยู่ เขาเรียกให้สมบุญดู สมบุญยิ้มสะใจบอกว่าสมน้ำหน้า แล้วเร่งให้เสมาทำตามแผน แต่เสมาว่าให้สมบุญรีบพาทหารออกไปเปิดทางให้ทัพหลวงก่อน เพราะตนจะไปช่วยขันกับพวกทหารแล้วควบม้าออกไป สมบุญมองตามอย่างเจ็บใจ

ooooooo

อีกมุมหนึ่งในป่า ไชกะยอสู ตั้งทัพไว้รอหนุนเสริมทัพของนันทะกะยอสูอยู่กลางทุ่ง ทหารพม่าคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า  บัดเดี๋ยวนี้ทัพของท่านนันทะกะยอสูได้เข้ารบด้วยทัพอโยธยาแล้ว

“พวกมันกินเหยื่อล่อง่ายดายปานนี้ คราครั้งนี้ แม้ทัพมันไม่แตกยับ ก็ต้องไม่กล้าแต่งกองโจรมาปล้นชิงพวกเราอีกเป็นแน่ ทัพพวกมันมีพลเท่าใด”

“คะเนด้วยตา ไม่น่าเกินห้าร้อยขอรับ”

“พวกมันมาปล้นชิงช้างม้า เหตุใดจัดทัพมาน้อยนัก แย่ล่ะ รีบกลับเข้าค่ายประเดี๋ยวนี้” ไชกะยอสูฉุกคิดได้ แต่ช้าไปเสียแล้ว เพราะพระราชมนูและขุนรามเดชะ นำทัพไทยโจมตีจากทางด้านหลังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ทัพพม่าแตกพ่ายไม่เป็นขบวนอย่างง่ายดาย

ด้านขันกับทหารที่กำลังสู้ตายอยู่กับทัพของ

นันทะกะยอสู พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากเสมาที่ฝ่าวงล้อมเข้ามา นันทะกะยอสูเจ็บใจที่ทหารของตนทำ อะไรเสมาไม่ได้ จึงชักปืนพกที่เอวออกมายิงใส่ แต่เสมาหลบได้ทัน เขารีบลงจากหลังม้าแล้วควงดาบสองมือไล่ฆ่าพวกทหารพม่า

ขันเห็นว่ารอดตายจึงปากดีทวงสัญญา “ไหนเล่าหัวข้าศึก หรือลืมคำท้าเสียแล้ว”

“ข้าได้จนนับไม่ไหวแล้ว ขาดแต่หัวแม่ทัพพวกมัน ข้าจะไปตัดโยนมาให้นายหมู่กราบประเดี๋ยวนี้” เสมาชี้ไปที่นันทะกะยอสู

“ชะ อ้ายเสมา คุยโตไปแล้วเอ็ง”

“นายหมู่ไม่เชื่อก็คอยดูเถิด ขอเพียงนายหมู่ไม่ฟันข้าข้างหลัง เรื่องแต่เพียงนี้หาเกินกำลังอ้ายเสมาไม่” เสมาบุกตะลุยไปที่นันทะกะยอสู

เป็นจังหวะเดียวกับที่นายกองพม่าก็เข้ามารายงานเจ้านายว่า ทัพของท่านไชกะยอสูถูกตีตลบหลังแตกพ่ายไปแล้ว และทัพหลวงกำลังมุ่งมาทางนี้ นันทะกะยอสูตกใจมากตะโกนสั่งถอยทัพเสียงดังลั่น พวกทหารพม่าตกใจเริ่มสู้พลางถอยพลาง

เสมาสู้กับพวกที่เข้ามารุมและเด็ดหัวนายกองได้หลายคน ขันฉวยโอกาสเข้าหยิบผ้าโพกหัวของนายกองไปเก็บไว้ พร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วปล่อยให้เสมาสู้ต่อไปโดยไม่รู้ว่าตนแย่งความชอบไปแล้ว

ooooooo

ทัพไทยเอาชนะทัพของพระเจ้าเชียงใหม่ ที่นำโดยนันทะกะยอสูและไชกะยอสูได้อย่างงดงาม แม้จะมีกำลังทัพน้อยกว่าคู่ต่อสู้มากมายนัก พระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อ ทรงเห็นว่าทัพไทยกำลังฮึกเหิม หากทำการรบตอนนี้อาจจะพ่ายแพ้ได้ จึงทรงยกทัพกลับเชียงใหม่ไปในที่สุด นับว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกที่มีต่อผู้รุกราน หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงเป็นต้นมา

เสมาก้มลงกราบแทบเท้ามั่นและบุญเรือน ทั้งคู่ลูบหัวลูกด้วยความดีใจที่ปลอดภัยกลับมา เสมาคุยว่าถ้าไม่ตายเสียก่อน เขาอาจจะได้หัวพันหัวหมื่น หรือมีวาสนาได้เป็นถึงขุนเหมือนปู่ก็เป็นได้ จำเรียงออกได้ยินก็หัวเราะขำ บอกกับพี่ชาย “กระไรกันพี่เสมา เพิ่งได้เป็นหัวหมู่ชั่วครู่ชั่วยามก็เพ้ออยากเป็นขุนแล้วรึ พูดให้เห็นเป็นขำ ดูลุงพันอินเถิด ฉันเห็นเป็นหัวพันมานับสิบปี ยังไม่ได้ขึ้นเป็นหมื่นเลย”

“เพิ่งปะหน้ากัน ก็ขัดข้าเลยนะนังจำเรียง แล้วนั่นเอ็งไปที่ใดมารึ แต่งตัวเสียสวยเชียว”

“ฉันก็ไปเยี่ยมเยือนพี่หมู่ เอ่อ พี่พันฤทธิ์รณรบมาน่ะซี” จำเรียงเอียงอาย

เสมาแปลกใจถามว่าใครคือ พันฤทธิ์รณรบ บุญเรือนยิ้มแย้มหน้าบานตอบแทนลูกสาวว่า หมู่ขันไปศึกมาคราวนี้ทำความชอบไว้มากนัก จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นพันฤทธิ์รณรบ

เสมาอึ้งเกิดคำถามในใจ ว่าขันทำผลงานน้อยกว่าตนตั้งเยอะ แต่ทำไมได้ตำแหน่งสูงกว่า

ส่วนขันกำลังคุยโม้ให้ดวงแขและอำพันฟังว่า ออกศึกครานี้ตนตัดหัวนายกองข้าศึกเสียหลายคน แล้วนำผ้าโพกหัวของพวกมันมายืนยัน จึงได้ความชอบเลื่อนขึ้นเป็นหัวพัน มีศักดินาถึงสองร้อยไร่

อำพันชื่นชมในความกล้าหาญของลูกชาย ขณะที่ดวงแขเปรยว่า พี่ชายออกศึกไม่กี่คราก็ได้เป็นหัวพัน มีศักดินา วันหน้าต้องกินตำแหน่งถึงออกหลวงไม่ต่างจากพ่อเป็นแน่

ขันหัวเราะชอบใจคุยว่าตนหมายสูงกว่านั้น เพราะสักวันจะต้องเป็นพระยา นำศักดิ์แลความมั่งมีมาสู่แม่กับน้องให้ได้ แล้วเข้ามาประจบอำพันอ้อนให้ไปสู่ขอเรไรตามสัญญา อำพันหน้าเจื่อนโยนให้ดวงแขช่วยเจรจาแทน

ดวงแขชวนพี่ชายออกไปคุยที่ศาลาท่าน้ำ เธอบอกว่าเรไรบ่ายเบี่ยงและยกเอาเรื่องจำเรียงมาเป็นข้ออ้างซึ่งเธอก็เห็นใจเพื่อนรักที่ต้องลดตัวไปแข่งกับบ่าวไพร่อย่างจำเรียง

ขันเถียงไม่ออกพาลว่า แท้จริงแล้วเรไรมีใจให้เสมาจึงปฏิเสธตน แล้วก่นด่าว่า กลของตนไม่เป็นผลเช่นนั้น เสมาคงกลายเป็นผีเฝ้าทุ่งบางเกี่ยวหญ้าไปแล้ว

ดวงแขตกใจมากไม่คิดว่าขันจะคิดร้ายเสมาในศึกครานี้ เธอรำพึงออกมาว่า บุญแท้ที่เสมาไม่ตาย ขันได้ฟังก็ตวาดลั่นที่น้องสาวเป็นห่วงเสมา ดวงแขรีบออกตัว

“มิใช่ดอก น้องห่วงพี่ขันต่างหาก หากความนี้รู้ถึงผู้อื่น พี่ขันมิต้องโทษถึงตายรึ”

จังหวะนั้นทาสหญิงของดวงแข พายเรือมาจอดเทียบที่บันไดของศาลาพอดี เธอรีบขอตัวอ้างว่าจะต้องไปเลือกผ้าผ่อนท่อนสไบแล้วรีบเลี่ยงลงเรือออกไป ทิ้งให้ขันขบกรามแน่น เพราะยังแค้นเสมาไม่หาย

ooooooo

นางทาสคนหนึ่งได้รับมอบหมายจากลำภูให้แอบติดตามเรไรมาที่ตลาด เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องเสียหาย ไม่นานนักมันก็เห็นแม่หญิงเรไรยืนคุยอยู่กับเสมาอยู่ที่มุมปลอดคนท้ายตลาด

ส่วนเรไรที่ไม่รู้ตัว เธออธิบายให้เสมาฟังว่า ผ้าโพกหัวของพวกพม่ารามัญเป็นตัวบอกตำแหน่งแลชั้นยศ หากผู้ใดได้ผ้าโพกหัวไปยืนยัน ก็เหมือนได้หัวข้าศึกไป

“พ่อยังบ่นเสียดายนัก ที่เสมาไม่ได้เก็บผ้าไปแม้แต่ผืนเดียว ต่างกับพ่อขันพันฤทธิ์ที่ได้ผ้าโพกหัวไปมากโข ล้วนเป็นชั้นนายหมู่นายกองทั้งสิ้น จึงได้ตำแหน่งหัวพันเป็นบำเหน็จศึกครั้งนี้”

“มิน่าเล่า อ้ายขันจึงได้ความชอบมากกว่า ช่างโง่เขลานัก อ้ายเสมาเอ๋ย ธรรมเนียมเพียงนี้ยังไม่รู้ ยังคิดจะแสวงหาความชอบให้คนเขาเยาะเอา” เสมาถอนใจเฮือก

“อย่าโทษว่าตัวเองเลย ผิดครานี้ถือเป็นค่าครูเถิด จะว่าไปออกศึกคราแรกได้เลื่อนเป็นนายหมู่ก็ถือว่าดีแล้ว”

“ดีแล้ว แต่หาทันใจเสมาไม่ เพราะเสมาอยากเป็นหัวพันหัวหมื่น เพื่อคู่ควรด้วยแม่หญิงโดยเร็ว จะได้ มีวาสนาเห็นหน้าแม่หญิงทุกเมื่อเชื่อวัน แม่หญิงรู้หรือไม่ ไปศึกครานี้ เสมาทุกข์นักที่ไม่ได้เห็นหน้าแม่หญิง มีเพียงหมากคำกับดอกจำปีที่แม่หญิงให้ไว้ดูต่างหน้า ให้คลายคิดถึงเพียงนั้น” เสมาส่งสายตาเชื่อมพร้อมหยิบถุงผ้าที่ห้อยคอออกมา

เรไรเห็นถุงผ้า ก็ปลาบปลื้มซาบซึ้งใจ ทาสนางนั้นจับตามองเรไรกับเสมาอย่างเก็บข้อมูลทุกอิริยาบถ

ครั้นเรไรจากไป เสมากลับมาที่ท่าเรือเพื่อจะกลับบ้าน นางทาสแอบติดตามไปอีก มันเห็นเสมาหยุดคุยกับดวงแขที่กำลังก้าวขึ้นจากเรือ แต่เรือโคลง ทำให้เธอเซจะล้ม เสมารีบเข้าไปจับแขนไว้ แล้วดึงเข้ามากอดไม่ให้เธอพลัดตกน้ำ

ดวงแขอึ้งอยู่ในอ้อมกอดเสมาทั้งอาย ทั้งมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก นางทาสเห็นเต็มๆตา รีบมองด้วยความสนใจหวังเก็บรายละเอียดทุกเม็ด เสมาเห็นดวงแขปลอดภัยแล้ว ก็ปล่อยตัวออก แต่ดวงแขก็เขินอายไม่กล้าสบตา

เสมาไม่คิดอะไร เข้าไปช่วยพวกทาสของดวงแขผูกเรือ แล้วนั่งเรือกลับบ้าน นางทาสรีบกลับไปรายงานลำภู

ลำภูโวยลั่นด้วยความเข้าใจผิด สั่งกำชับนางทาสอย่าให้เรื่องนี้หลุดจากปากเป็นอันขาด เพราะกลัวดวงแขจะเสียชื่อ ขุนรามเดชะที่นั่งเคี้ยวหมากอยู่ข้างๆแปลกใจหันมาถามเมียว่า ถ้าเสมาจะรักชอบกับแม่ดวงแข ก็หาใช่กงการกระไรของลำภู เหตุใดถึงต้องมาเดือดร้อนใจด้วย

ลำภูสวนว่าเป็นเพราะเสมาตระกูลต่ำต้อยไม่คู่ควรกับดวงแข ขุนรามเดชะรีบขัด

“ตระกูลมันต่ำจริง แต่ฝีมือดาบมันเป็นเลิศ ยากจะหาใครเปรียบกับมัน ปัญญาแลน้ำใจมันก็ดีอยูู่ หากอ้ายเสมาได้สังกัดมูลนายที่ดี ไม่แน่ว่า สิบ ยี่สิบปีข้างหน้า อาจจะได้กินตำแหน่งถึงขุนเชียวนา”

“นี่ท่านขุนยืนข้างมันรึ งั้นถามหน่อยเถิด หากมิใช่แม่ดวงแขแต่เป็นแม่เรไรลูกเรา ท่านขุนยังจะเห็นดีด้วยหรือไม่” ลำภูหลุดปากออกไป

ขุนรามเดชะอึ้งทั้งโกรธทั้งตกใจ ที่รู้เรื่องเรไรกับเสมา จึงลุกออกไปสั่งการกับทนายหน้าห้องว่า ให้คัดชื่อเสมาออกไม่ต้องส่งขึ้นสังกัดมูลนาย ทนายติงว่าหากทำเช่นนั้น เสมาจักมีแต่บรรดาศักดิ์ แต่หามีศักดินาไม่ และจะเป็นแค่ทหารอาสาได้เบี้ยหวัดแต่ยามศึกสงครามเท่านั้น

“ถูกแล้ว กับอ้ายคนอกตัญญู กินบนเรือนขี้บนหลังคาเช่นมัน ควรแก่การใช้ออกศึกจนตาย แต่หาควรให้สินทรัพย์แลความมั่งมีแก่มัน” ขุนรามเดชะเสียงกร้าว

ooooooo

รุ่งอรุณวันใหม่ เรไรกับดวงแขออกมาใส่บาตรด้วยกันที่ประตูท้ายวัง เสมาที่ดักรออยู่รีบเข้ามาทักเรไร ดวงแขหน้าบึ้งแอบหึงหวงเสมา เสมาส่งยิ้มกรุ้มกริ่มจะขอใส่บาตรกับเรไรด้วย แต่ยังพูดไม่ทันจบ ขันก็ถือดาบเข้ามาไล่ฟันพลางฟ้องเรไรว่า เมื่อบ่ายวานนี้ เสมาบังอาจแตะเนื้อต้องตัวดวงแขต่อหน้าผู้คนที่ท่าน้ำ

เรไรชะงักมองเสมาด้วยความหึงหวง เสมาเห็นสายตาของแม่หญิงก็หน้าเสีย พูดอะไรไม่ถูก ขณะที่ดวงแขหน้าเสียไม่คิดว่าเรื่องเมื่อวานจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้ เธอรีบเข้ามาอธิบายกับพี่ชาย แต่ขันไม่รับฟังจะเอาเรื่องเสมาให้ได้

“ถ้าพี่เชื่อคำบ่าวมากกว่าเชื่อน้องก็ตามใจเถิด แต่หากพี่กับเสมาต้องวิวาทกันเพราะฉัน ฉันจะไปฆ่าตัวตายประเดี๋ยวนี้” ดวงแขปล่อยขัน แล้วรีบเดินเลี่ยงไป

ขันห่วงน้อง กลัวน้องฆ่าตัวตายจริงจึงหันมาอาฆาตเสมาว่า มึงกับกู จักต้องได้เห็นดีกันแล้วรีบเก็บดาบวิ่งตามดวงแขไป เสมาหันมามองเรไรจะอธิบาย แต่เธอชิงตัดบท

“เมื่อบ่ายวาน เพิ่งลาจากกัน ก็ไปแตะเนื้อต้องตัวหญิงอื่นแล้ว ช่างรวดเร็วดีแท้” เรไรเดินกลับเข้าวังไปด้วยสีหน้าท่าทางเย็นชา เสมาหน้าเสียได้แต่มองตาม ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

ส่วนขัน เขาตามดวงแขไม่ทันจึงกลับมาระบายอารมณ์กับลูกน้องที่บ้าน เหล่าลูกน้องทนรองมือรองตีนไม่ไหวเสนอให้ขันดักทำร้ายเสมาหรือไม่ก็ฆ่าเสียให้หายแค้น ขันว่าคงทำไม่ได้เพราะตอนนี้เสมาได้พระราชทานยศทหารแล้ว หากตายก็ต้องมีการไต่สวนและตนก็คงไม่พ้นเพราะเป็นอริกับเสมามาตลอด

“เยี่ยงนั้นพี่พันฤทธิ์ก็ท้าอ้ายเสมาสู้ซีขอรับ หากเป็นการท้าสู้กัน แม้นตายก็เอาผิดไม่ได้นะขอรับ”

“มึงเยาะกูรึ กูแพ้เชิงดาบมันมา มึงก็เห็นอยู่ ยังจะให้กูไปท้ามันสู้อีกรึ”

“มิได้ขอรับ ข้าไม่ได้เยาะพี่พันเลยขอรับ แต่ข้าเห็นว่าฝีมือเชิงดาบฝึกปรือกันได้ อ้ายเสมาเพียงแต่ได้กราบอาจารย์ดี เลยมีเชิงดาบเหนือกว่าพี่ แต่หากพี่ได้อาจารย์ดีบ้าง ต้องชนะมันได้แน่ขอรับ”

ขันนิ่งคิดเห็นด้วยกับที่ลูกน้องพูดเหมือนกัน

ooooooo

เสมาแวะมาทักเอื้อยแตงที่แผงขายเหล็ก ถูกสาวเจ้าทำหมางเมินใส่แถมแขวะไปถึงเรไร ที่เป็นถึงลูกสาวขุนรามเดชะ เสมาสงสัยว่าเอื้อยแตงรู้เรื่องเรไรได้อย่างไร

ยามนั้นสมบุญเดินถือกระจาดใส่มีด ใส่หัวจอบเสียม เข้ามาหาเอื้อยแตง เสมาฉุกคิดได้ว่าใครเป็นคนคาบข่าวมาบอก เขาจะเข้าไปจัดการกับสมบุญ แต่เสียงเอื้อยแตงกรีดร้องดังขึ้นเสียก่อน

สองหนุ่มรีบรุดไปดูเห็นลูกน้องพุฒกำลังจับมือถือแขนลวนลามเอื้อยแตงอยู่ในร้านเหล้า โดยมีพุฒนั่งดื่มเหล้าหัวเราะชอบใจอยู่ เอื้อยแตงร้องให้เสมาช่วย เสมาไม่รอช้าโดดเข้าไปกลางวงช่วยเอื้อยแตงออกมา แล้วเตรียมรับมือกับพุฒและลูกน้อง พุฒประกาศตัวว่าตนเป็นทหารหลวงหวังให้เสมาเกรงกลัว เสมารีบสวนกลับว่าตนก็เป็นทหารหลวงเช่นกันพลางถามกลับว่า พุฒสังกัดกรมกองใด

“ลวนลามหญิงกลางวันแสกๆต่อหน้าคนทั้งตลาด พวกมึงยังกล้าอวดอ้างเป็นทหารหลวงอีกรึ ถุย เป็นชายยังไม่ควรเลย” สมบุญเข้ามาเคียงข้างเสมา

ลูกน้องพุฒจะเข้าไปเอาเรื่องสองหนุ่ม แต่พุฒห้ามไว้ เพราะคงไม่ดีแน่หากมีเรื่องกับทหารด้วยกันกลางตลาด

“มึงชื่อเสมารึอ้ายน้องชาย กู พันจบรณรงค์ วันหน้าคงได้เห็นฝีมือกัน” พุฒเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วเดินออกไป พวกลูกน้องพุฒรีบตามติด พุฒมองมาเสมาและสมบุญด้วยสายตาอาฆาต

ในระหว่างทางพุฒได้เจอกับขันเกลอเก่าที่กำลังเดินหาสำนักดาบฝีมือดีหวังจะได้วิชาไปแก้มือกับเสมา เมื่อพุฒรู้ว่าขันมีศัตรูคนเดียวกับตนก็อาสาหาสำนักดาบให้ แถมยังช่วยคิดแผนสร้างความร้าวฉานให้เรไรกับเสมาด้วยการเข้าเกี้ยวบัวเผื่อนแม่หอกระจายข่าวประจำวัง แล้วแต่งเรื่องหลอกว่า ตนไปเห็นเสมาลวนลามสาวเอื้อยแตงอยู่กลางตลาด

เมื่อบ่ายนี้ บัวเผื่อนตาโตรีบเก็บความแล้วนำไปโพนทะนาต่อให้เพื่อนสาวในวังพร้อมตอกไข่ใส่สี ไม่นานนักเรื่องก็ถึงหูเรไร เธอทนฟังไม่ได้ลุกหนีไป แต่ดวงแขที่นั่งฟังอยู่ด้วยยังข้องใจถามบัวเผื่อนว่าไปรู้เรื่องนี้มาจากใคร บัวเผื่อนว่า พี่พันจบ หรือพันจบรณรงค์เป็นคนบอก

“พี่พุฒน่ะรึ” ดวงแขอมยิ้มด้วยรู้นิสัยพุฒดีจึงมั่นใจว่าเสมาไม่ได้เป็นอย่างที่บัวเผื่อนเล่าแน่ เธอตอกกลับทันที

“ฉันรู้จัก พี่พุฒเป็นเกลอกับพี่ขันมาแต่เล็กแต่น้อย แต่ฉันไม่ได้ปะหน้าเสียหลายปี หากฉันรู้ว่าความนี้มาจากพี่พุฒ ฉันคงสวดมนต์แล้วนอนเสียนานแล้ว ไม่ทน

ฟังดอก” ดวงแขลุกขึ้นเดินเลี่ยงไป

บัวเผื่อนมองตามดวงแขไปด้วยความไม่พอใจที่ขัดคอตน

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมาดักรอเรไรที่ออกมาใส่บาตร หวังปรับความเข้าใจเรื่องดวงแข แต่กลับโดนแม่หญิงพาลใส่เรื่องเอื้อยแตง ทำเอาทหารหนุ่มงง นาทีนั้น

แม่สาวชาววังก็สะบัดหน้าใส่ ก่อนเดินลิ่วๆหนีไป ปล่อยให้เสมามองตามด้วยความอ่อนใจ แล้วรำพันกับตัวเอง

“ผู้หญิงช่างหยั่งใจยากนัก ดั่งเดินดับคบไฟให้ตามรอยโดยแท้”

สายวันเดียวกัน พุฒพาขันมาที่บ้านอาจารย์บ่ายพลางพูดคุยเรื่องแผนยืมปากบัวเผื่อนเล่นงานเสมาให้ฟัง ก่อนจะออกตัวว่า ที่ต้องเกี้ยวบัวเผื่อนก็เพื่อจะร้อยไว้ใช้เท่านั้น ใจจริงยังคงมั่นคงต่อดวงแขไม่เปลี่ยนแปลง แล้วทั้งสองก็เดินมาถึงหน้าเรือนอาจารย์บ่าย เห็นลูกศิษย์มากมายกำลังฝึกซ้อมอยู่ ทั้งกระบี่กระบอง ดาบ มวยไทย แน่นลานไปหมด

ขันดูฝีมือแต่ละคนแล้วก็ยิ้มพอใจ พุฒรีบคุยว่า อาจารย์บ่ายท่านเป็นกองอาทมาตเก่า รุ่นราวคราวเดียวกับพระครูขุนแห่งวัดพุทไธสวรรย์ พระครูของเสมา

“ขอบน้ำใจพันจบยิ่งนัก ที่หาครูดีให้ฉัน ฉันจักเรียนวิชาดาบสองมือให้แก่กล้า ล้างอายอ้ายเสมามันให้จงได้” ขันหัวเราะชอบใจแล้วพลันชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นขุนรามเดชะเดินคุยกับอาจารย์บ่ายลงจากเรือนมา

พุฒมองตามแล้วบอกกับขันว่า ขุนรามเดชะเป็นลูกศิษย์ของครูบ่ายท่านเช่นกัน ขันส่งยิ้มเจ้าเล่ห์นึกได้ว่าถ้าตนเป็นลูกศิษย์อาจารย์บ่าย ก็เท่ากับเป็นศิษย์ผู้น้องของขุนรามเดชะเพิ่มความใกล้ชิดเข้าไปอีกขั้น

ขันไม่รอช้าขอให้พุฒพาเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์บ่าย จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันยุแยงขุนรามเดชะเรื่องเสมา ทำให้ขุนรามเดชะของขึ้นบอกว่าถึงไม่บอกตนก็รู้ว่าเสมามันทำกระไรไว้บ้าง แล้วเดินหน้าบึ้งตึงเลี่ยงออกไป ขันและพุฒหันไปยิ้มให้กันอย่างสมใจ

ooooooo

ในตอนบ่าย บุญเรือนกับจำเรียงเข้ามารุมด่าเสมาเรื่องเรไร ดวงแข และเอื้อยแตง เพราะได้ข้อมูลผิดๆมาจากขัน เสมาน้อยใจที่แม่และน้องสาวเชื่อ

คนอื่นมากกว่าตนจึงหนีมาอยู่กับพันอินที่บ้าน และได้พบกับศรีเมืองลูกบุญธรรมของพันอินที่เข้ามาช่วยจัดที่นอนและดูแลเรื่องอาหารให้

ศรีเมืองเห็นเสมาครั้งแรกก็ตกหลุมรัก เธอคอยเฝ้าดูแลปรนนิบัติเขาไม่ขาด แถมยังตามส่งข้าวส่งน้ำถึงร้านเอื้อยแตงเพราะเสมาไปรับจ้างตีเหล็กที่นั่น เอื้อยแตงไม่พอใจจึงพาลหาเรื่องเสมา แต่เสมาไม่เถียงด้วย เพราะหันไปเห็นเรไรกับนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเลือกซื้อของ

“แม่หญิงเรไร” เสมาร้องเรียกแล้วเดินเข้าไปหา

เอื้อยแตงหูผึ่งทันที มองตามเสมาไป ศรีเมืองถามว่าแม่หญิงเรไรคือใครกัน

“ก็หญิงที่พี่เสมาหมายปองอยู่น่ะซี” เอื้อยแตงตอบแล้วนิ่งอึ้งไปเพราะเห็นหน้าเรไรชัดเจน เธอรำพึงกับตัวเอง “สวยเพียงนี้นี่เอง มิน่าเล่า”

ศรีเมืองจ๋อยเมื่อรู้ว่าเสมามีผู้หญิงที่รักอยู่แล้ว เธอได้แต่มองตามเสมาด้วยสายตาเศร้าๆ

ฝ่ายเรไรเมื่อเห็นเสมาเดินมาหาก็จะเลี่ยงหนี แต่เสมารีบขวางหน้าไว้เพราะอยากรู้ว่าตนทำอะไรผิด แต่เรไรไม่ตอบ เธอจะเดินหนีไปอีกทาง เสมาตกใจรีบคว้ามือเรไรไว้

“โอหังอีกแล้ว หรือต้องให้ฉันกล่าวโทษจนถูกถอดไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างจึงจะสำนึก” เรไรสะบัดมือออก

“เสมาผิดที่มือไว แต่หาใช่จะสบประมาทหมิ่นหรือกำเริบล่วงเกินแม่หญิงไม่  แลนํ้าใจสุจริตของข้าพระเจ้านั้นย่อมประจักษ์แก่แม่หญิงอยู่”

“ฮะ เจ้าเอ๋ย กรากมาจับข้อมือแล้วก็ประสมกล่าวเอาว่านํ้าใจสุจริต แสนขันนักหนา อันกิริยาชอบหาเล็ก

หาน้อยเป็นกำไร เห็นจะเคยตัวมาจากหญิงอื่นกระมัง แต่ฉันหาใช่นางนั่งตลาดอย่างนางเอื้อยแตงไม่ อย่ามาบังอาจล่วงเกินเช่นนี้อีก”

เสมาฟังแล้วงง เพราะเรไรเอ่ยถึงเอื้อยแตงอีกแล้ว เรไรประชดใส่เรื่องพันฤทธิ์ พันจบ เล่าให้เธอและพ่อฟังว่า เสมาไม่รักศักดิ์ศรีถึงกับแย่งหญิงกันกลางตลาด

“ที่แท้เป็นเพราะฝีปากอ้ายขันเองรึ อ้ายขันมันชังข้าพระเจ้า แม่หญิงก็แจ้งใจอยู่ แล้วเหตุใดแม่หญิงยังเชื่อคำมันมากกว่าคำข้าพระเจ้าเล่า แต่เอาเถิด เมื่อแม่หญิงไม่เชื่อนํ้าใจอ้ายเสมาเสียแล้ว ก็ตามใจเถิด แต่ข้อที่อ้ายขันมันใส่ความ ข้าพระเจ้าจะไปแก้ให้พระคุณฟังเอง” เสมาจะเดินเลี่ยงไป

เรไรเห็นเสมาโมโห ก็ชักห่วงจึงรีบปราม “จะไปทำกระไร พ่อท่านกำลังเคือง ประเดี๋ยวก็ต้องโทษอีกดอก”

“อย่าว่าแต่จำคุกใส่ตรวนเหมือนคราวก่อนเลย ต่อให้ตัดหัวเสียบประจาน อ้ายเสมาก็ต้องไป ดีกว่าให้

อ้ายขันมันกล่าวโทษเล่นตามแต่ใจ เหมือนอ้ายเสมาเป็นคนขลาดไม่กล้าสู้คน เลยต้องยอมให้มันอยู่รํ่าไป” เสมาเดินจากไป

เรไรตกใจ ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายเธออดห่วงเสมาไม่ได้

ooooooo

เสมาเดินดุ่มๆมาถึงลานกว้างบ้านขุนรามเดชะ พบสมบุญถูกขันซ้อมสะบักสะบอม แถมพุฒที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆยังด่าลามถึงสำนักอาจารย์ เสมาสุดทนเข้าช่วยสมบุญ แล้วท้าประลองกับขันอีกครั้ง

ทั้งสองประมือกันได้ไม่กี่ยก ขุนรามเดชะก็กลับมา เสมายอมรามือเข้าไปกราบขุนรามเดชะขอให้เอาผิดขันที่เล่นงานสมบุญปางตาย ขุนรามเดชะเห็นสภาพสมบุญก็พูดไม่ออก จำต้องรับปากว่าจะไต่สวนเรื่องนี้เอง แล้วเบี่ยงประเด็นเรียกให้ทาสพาสมบุญไปทำแผล ก่อนหันมาไล่เสมากลับไป แต่เสมายืนกรานจะเอาผิดขันให้ได้ แล้ว พลั้งปากตัดพ้อว่าขุนรามเดชะลำเอียงเข้าขัน

“นี่มึงกล้าด่ากูว่าลำเอียงเชียวรึ อ้ายเสมา”

“ไหนเลยข้าพระเจ้าจะบังอาจด่าพระคุณได้ แต่อ้ายเสมามันน้อยใจนัก ด้วยนิ่งยอมกันมาแล้วก็หลายครั้ง หากจะยอมกันอีกเมื่อนี้เล่า เมื่อหน้ามันก็จักไม่มีสิ้นสุด แม้จะต้องปรึกษาวางโทษประการใด ก็จะไม่ขอ ยอมอีก”

“ไม่ขอยอมอีก แสดงว่าจักท้าทายกันใช่หรือไม่ จะเป็นไรมีเล่าหัวหมู่ เชิญให้พ้นบ้านท่านขุนเสียก่อนเถิด จะได้ซ้อมฝีมือกัน” พุฒและขันเหล่มองกันแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

พิณแอบดูอยู่เห็นท่าไม่ดี รีบหลบไปหานายสาว

ooooooo

ตอนที่ 1

วันอาทิตย์ แรม 11 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเส็ง พุทธศักราช 2112 กรุงศรีอยุธยาสูญเสียเอกราชให้แก่กองทัพของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง คนไทยตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงหงสาวดีนานนับสิบปี

ครั้นพระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พระมหาอุป– ราชา มังไชยสิงห์ ขึ้นครองราชย์สืบต่อ ทรงพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง พระองค์ระแวงว่าคนไทยจะก่อกบฏ เพราะสมเด็จพระนเรศวรมหาอุปราชกรุงศรีอยุธยาทรงพระปรีชาสามารถ ดังนั้น เมื่อพระเจ้ากรุงอังวะแข็งเมือง พระเจ้านันทบุเรงจึงสบโอกาสมีรับสั่งให้สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไปปราบ พร้อมกันนั้นพระองค์ได้เตรียมแผนลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไว้ที่เมืองแครง

ooooooo

รอบค่ายพักสมเด็จพระนเรศวร ขณะทหารเดินรักษาเวรยามอย่างเข้มงวด พลันมีลูกดอกอาบยาพิษพุ่งเข้าปักคอ ล้มลงขาดใจตายทันที ทหารอีกคนเห็นเพื่อนตายก็ตกใจ แต่ไม่ทันทำอะไรก็ถูกมือสังหารหงสาแทงด้านหลัง ขาดใจตายไปอีกคน

มือสังหาร 5-6 คนลอบเข้ากระโจมของสมเด็จพระนเรศวรไป มันตลบมุ้งขึ้น แล้วฟันดาบลง แต่คนที่นอนอยู่ไวกว่า พลิกตัวใช้ปืนยิงสวนจนมันกระเด็นออกไปตายคาที่ พวกที่เหลือตกใจ ตาเหลือกลาน มองคนที่อยู่บนเตียง แท้จริงเป็นพระราชมนูที่ปลอมตัวมานอนแทน อึดใจนั้นทหารจำนวนมากถืออาวุธครบมือกรูกันเข้ามาในกระโจม

“วางอาวุธเสีย แล้วกูจะไว้ชีวิตพวกมึง” เสียงพระราชมนูกร้าว

พวกมือสังหารไม่ฟัง ทหารทั้งสองฝ่ายจึงตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด พลันมือสังหาร 2-3 แหวกวงล้อม ออกไป มันตรงเข้าหาสมเด็จพระนเรศวรเงื้อดาบฟันสุดแรงเกิด หมายปลงพระชนม์ แต่ชะตามันขาด พระองค์ดำทรงชักดาบฟันสวน ดาบมารมือสังหารบังเกิดสะเก็ดไฟแปลบปลาบ หักสะบั้น มันตายคาที่

มือสังหารคนที่ถูกจับได้คนหนึ่ง ตวัดดาบปาดคอตัวเอง พวกที่เหลือเห็นดังนั้น ก็ทำดุจเดียวกันจนสิ้น

“เป็นไปตามคำเตือนของพระยาเกียรติ พระยาราม แลมหาเถระคันฉ่องทุกประการ ย่อมประจักษ์แจ้งแล้วว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงหมายจะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพี่” พระเอกาทศรถกราบทูล

“เรายกทัพมาตีกรุงอังวะโดยสัตย์ พระเจ้าหงสาวดีกลับประพฤติพาลต่อเรา...” สมเด็จพระนเรศวรตรัสด้วยน้ำเสียงโกรธจัดปาดาบในมือปักพื้นดินอย่างแรง

หลังเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ สมเด็จพระนเรศวรทรงหลั่งอุทกธาราจากสุวรรณภิงคารลงสู่พื้นดินประกาศอิสรภาพให้ชาติไทยไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาอีกต่อไป ทหารส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ ราวกับแผ่นดินจะถล่ม

ooooooo

ข่าวสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพกระจายไปทั่วพันอินนำเรื่องมาคุยกับมั่นช่างตีเหล็กฝีมือดี เสมาลูกชายตีดาบอยู่ใกล้ๆได้ฟังก็ฮึกเหิมกระหน่ำตีเหล็ก ด้วยเลือดลมพลุ่งพล่านจนดาบหัก พันอินหันไปมองพลางแล้วเอ่ยถามมั่น ว่าหนุ่มผู้นี้เป็นใคร มั่นว่าเสมาเป็นลูกชายเขาเอง ส่งไปอยู่กับพระครูขุนวัดพุทไธสวรรย์ แต่เล็ก เพิ่งจะกลับมา

เมื่อพันอินถามเสมาว่าได้วิชาอะไรติดตัวมาบ้าง เสมาว่าได้หัดดาบสองมือมาหลายปี หมายมั่นจะเป็นทหาร พันอินถูกใจนัก รับปากจะช่วยฝากให้

“ถ้ากระนั้น ฉันขอยกอ้ายเสมาให้เป็นลูกท่านพัน แล้วต่อไปจะเป็นลูกศึกลูกเมืองประการใดก็ตามแต่ ขออุปการะไปเถิด”

“ได้ซีพี่มั่น ฉันชอบใจอ้ายลูกคนนี้อยู่แล้ว ทั้งรูปร่าง น้ำใจ สำนักเรียน ก็ได้ลักษณะพร้อม ภายหน้าต้องได้เป็นขุนศึกขุนพลเป็นแน่”

เสมากลับมาบอกข่าวดีกับแม่และน้องสาวที่บ้าน ครั้งถึงบ้านเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินหันหลังดูโน่นดูนี่อยู่ที่หน้าเรือนก็เข้าใจว่าเป็นจำเรียงน้องสาวจึงเข้าไปเรียก เมื่อเธอหันมาถึงกับตะลึงในความสง่าจนตาค้าง

“ฉันไม่ใช่จำเรียงดอกจ้ะ จำเรียงกับแม่จะเอาส้มสูกลูกไม้ให้ฉันอยู่ ฉันก็เลยมาเดินรอ” เรไรส่งยิ้มหวานบาดใจ

เสมาตั้งสติได้รีบยกขอนไม้มาปัดฝุ่นจะให้นั่ง พอดีบุญเรือนกับจำเรียงถือชะลอมผลไม้เข้ามาเห็น บุญเรือนตวาดเสมา เพราะคิดว่าลูกชายทำอะไรล่วงเกิน

จำเรียงรีบสำทับ “นี่ท่านหญิงเรไร นายของข้า พี่ประพฤติหยาบคายกระไรไปบ้าง กราบขมาท่านประเดี๋ยวนี้เลย”

เสมาตกใจ จะก้มลงกราบจริงๆ เรไรร้องห้ามพลางอธิบายว่า เสมาแค่ยกขอนไม้มาให้เธอนั่งเท่านั้น จำเรียงกลัวพี่ชายจะทำขายหน้ารีบตัดบทพาเรไรไปส่งที่ท่าน้ำเพื่อนั่งเรือกลับบ้าน

เรไรหันมายิ้มให้เสมาเป็นเชิงลา แล้วเดินจากไปเสมามองตามพลางรำพึงชื่อแม่หญิงคนงาม

ooooooo

เช้าวันใหม่ พันอินพาเสมาไปกราบขุนรามเดชะที่เรือน เพื่อฝากให้เป็นทหาร ขุนรามเดชะรู้จากพันอินว่าเสมาเป็นศิษย์สำนักพุทไธสวรรย์ก็อยากเห็นฝีมือจึงเรียกให้ขันมาช่วยทดสอบ

ขันอิจฉาที่เสมาเป็นศิษย์สำนักดังจึงพูดจาดูแคลน หวังให้เสมาอับอาย ยามนั้นเรไรกลับจากทำบุญเดินขึ้นเรือนมา พร้อมด้วยพิณและเหล่าข้าทาส ขุนรามเดชะเรียกให้ลูกสาวไหว้พันอิน พันอินจึงแนะนำให้เรไรรู้จักกับเสมาในฐานะลูกบุญธรรม หญิงสาวอึ้งไปนิด แล้วรีบยกมือไหว้ เสมามองเรไรนิ่งไม่วางตา ขันเหลือบมองคนทั้งคู่ด้วยตาเปี่ยมไฟริษยา

ขุนรามเดชะนำทุกคนมาที่ลานฝึกดาบหน้าเรือน เพื่อดูขันประลองดาบกับเสมา เรไรกับเหล่าทาสออกมายืนดูอยู่บนเรือน ขันทำปากดีท้าให้เสมาเข้ารุกก่อน เสมาหาประมาทไม่ เขาคุกเข่าไหว้ขอขมาขันแล้วลุกขึ้นเตรียมพร้อม

ขันควงดาบสองมือจู่โจมหมายประกาศชื่อ เสมาตั้งรับหวังดูชั้นเชิง ทำให้ขันได้ใจ คิดว่าเสมาสู้ไม่ได้จึงร่ายเพลงดาบเข้าฟันเสมาอย่างหนักหน่วง ครั้นเสมาอ่านทางออกแล้ว จึงสวนกลับและเป็นฝ่ายรุกจนขันเกือบสิ้นลายครูดาบ แต่เสมาไม่อยากให้ขันต้องเสียหน้า จึงพลิกเอาตัวบังสายตาคนอื่นไว้ แล้วใช้ดาบมือซ้ายกดดาบของขันไว้ ก่อนจะใช้สันของดาบมือขวาฟันกระแทกลงจนดาบตนและขันหักพร้อมกัน แล้วรีบคุกเข่าลงไหว้คู่ต่อสู้ ทำเหมือนว่าไม่มีใครแพ้ชนะเพราะดาบหักเสียก่อน แต่ขุนรามเดชะดูออกเขานึกชมเสมาที่ทั้งเก่งและมีน้ำใจไม่หักหน้าคนอื่น

ขันสงบสติอารมณ์แล้วพาเสมาเข้ากราบขุนรามเดชะพลางเอ่ย “พระคุณจะได้ทหารดีไว้รับใช้ราชการขอรับ ทั้งไหวพริบแลฝีมือก็นับว่าเจนชำนาญอยู่ เรี่ยวแรงยิ่งดีมากขอรับ”

“ดีแล้วๆ ต่อไปเราก็มาเป็นทหารขององค์สมเด็จพระนเรศด้วยกันเถิดนะ หลานเอ๋ย” ขุนรามเดชะหัวเราะร่วน

“ขอบพระคุณขอรับ ข้าพระเจ้าจะตั้งใจรับราชการ ไม่ให้เสื่อมเสียมาถึงพ่อพันอินแลพระคุณเลยขอรับ” เสมาก้มลงกราบด้วยความดีใจ ส่วนขันก้มหน้าแต่แอบขบกรามจนนูนนึกเขม่นๆเสมาอยู่ลึกๆ ผิดกับเรไรที่ยืนมองเสมาด้วยสายตาชื่นชม

ooooooo

เสมาดีใจที่ได้เป็นทหาร เจอใครก็บอกไปตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงหน้าแผงขายเหล็กและมีดพร้าของเอื้อยแตง

สาวเจ้าสวนมาอย่างไม่เกรงใจว่า ทุกคนเขารู้กันทั่วแล้ว ทำให้เสมาบ่นว่า เอื้อยแตงชอบขัดคอมาตั้งแต่เล็กจนโตไม่เบื่อบ้างเลย ครั้นเอื้อยแตงทำท่าจะตอบโต้ คู่ปรับก็เดินหนีไปช่วยแต้มพ่อของสาวน้อยแบกเศษเหล็กแล้ว

แต้มยินดีกับเสมาที่จะได้เป็นทหารเพราะคงสมใจมั่น แล้วล้อว่า ป่านนี้บุญเรือนคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ เพราะไม่อยากให้ลูกชายเป็นทหาร เสมาฟังแล้วแปลกใจ เขากลับไปถามความจริงกับพ่อและแม่

มั่นพาลูกชายเข้าไปคุยกันในห้องพระแล้วบอกเล่าเรื่องราวในอดีตว่า ปู่ของเสมาคือ ขันชำนะพลแสน ทหารกล้าของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แต่พอปู่สิ้นบ้านช่องก็ถูกข้าศึกทำลาย ญาติพี่น้องก็แตกกระสานซ่านเซ็น

พ่อมั่นมีเพียงวิชาติดตัวแค่การตีเหล็กจึงหมดปัญญาที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของปู่คืนมา จึงหวังพึ่งเสมาให้ทำหน้าที่แทน และที่บุญเรือนไม่อยากให้เสมาเป็นทหารก็เพราะญาติพี่น้องตายในสงครามจนหมด ทำให้นางต้องระหกระเหินลำบากลำบนอยู่หลายปี จึงกลัวว่าลูกชายจะมีอันเป็นไปอีกคน

เสมาพยักหน้ารับช้าๆ รู้สึกเห็นใจแม่ เขาออกไปคุยกับบุญเรือนที่ศาลาริมคลอง หวังให้แม่คลายกังวล เพราะถึงอย่างไรเขาก็ต้องเป็นทหารให้ได้ บุญเรือนเจ็บใจไล่ตะเพิดลูกแล้วน้ำตาคลอ

ooooooo

ค่ำวันเดียวกันนั้น ขันฝึกซ้อมดาบสองมือกับพวกทาสชายอยู่ที่ลานกว้างหน้าเรือนด้วยความหงุดหงิดเพราะเจ็บใจที่แพ้เสมา ดวงแขออกมายืนดูพี่ชายแล้วหันมาฟ้องแม่ว่าค่ำมืดแล้ว ทำไมพี่ขันยังไม่หยุดซ้อมอีก

“ช่างพ่อขันเถิดดวงแข ประเดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดเอง” อำพันว่า แล้วหันไปพูดกับชดลูกหนี้ที่จะมาขอยืมเงินเพิ่ม ว่านางคงให้ไม่ได้ เพราะชดเอาแต่เล่นถั่วเล่นโปไม่ยอมทำกิน ชดไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้จึงคลานหลบออกไป

ดวงแขมองตามพลางเปรยกับแม่ว่า พรุ่งนี้เธอนัดกับเรไรว่าจะไปทำบุญที่วัดด้วยกันและจะชวนขัน แต่ดูท่าคงจะคลาดกันอีกแล้ว

“พลาดมื้อนี้ก็ยังมีมื้อหน้า หากพ่อขันออกศึกได้ยศศักดิ์เมื่อใด มีรึ ออกขุนรามเดชะจะรังเกียจ ลูกอย่ากังวลไปเลย” อำพันยิ้มมั่นใจ แต่ดวงแขทำท่าหนักใจ เพราะพี่ชายไม่ได้อย่างใจเลย

ooooooo

เช้าวันใหม่ เรไรพร้อมทาสหญิงชาย และดวงแขกับเหล่าบริวารต่างนั่งเรือออกไปทำบุญที่วัด ระหว่างทาง เรือของดวงแขก็ถูกชดกับพวกดักปล้น

ดวงแขพลัดตกนํ้าและเกือบจมนํ้าตาย เพราะว่ายนํ้าไม่เป็น แต่โชคดีที่เอื้อยแตงกับเสมาพายเรือบรรทุกเศษเหล็กผ่านมาพบ เสมาลงไปช่วยดวงแขขึ้นมาบนฝั่ง และจัดการกับชดและพวกหนีกระเจิงไป

เรไรที่อยู่บนเรืออีกลำเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด สั่งให้ทาสเข้าช่วย แต่เอื้อยแตงลากเสมาลงเรือหายไปเสียแล้ว เพราะเธอไม่ชอบมีความกับผู้ใด เรไรแอบเศร้า เข้าใจว่า เอื้อยแตงกับเสมาเป็นคู่รักกัน ขณะที่ดวงแขแอบปลื้มนํ้าใจชายหนุ่ม และนึกเสียดายที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครอยู่ที่ไหน

เช้าวันต่อมา เสมาไปที่บ้านของขุนรามเดชะ เพื่อขอรับชุดทหาร เขาพบเรไรกำลังเก็บดอกจำปีใส่ขันเงิน ใบเล็กๆ แต่เผลอทำหลุดมือ จึงรีบเอื้อมมือไปรองรับ พลางเอ่ยขอดอกจำปี เรไรเขินอายแต่ทำวางท่า บอกว่าอยากได้ก็จะให้ แล้วถามถึงธุระของชายหนุ่ม เสมาว่าตนมารับเครื่องทหาร แต่มาเร็วไป

“เห็นประตูเรือนเปิดอยู่เลยเข้ามา ก็เลยรับดอกจำปีพลัดมือได้” เสมาส่งสายตากรุ้มกริ่ม

“พูดเองเล่าความเอง ไม่ได้ความเลย แต่เอาเถิด เมื่อมาหาพ่อก็ขอเชิญบนเรือน พ่อไปราชการแต่เช้ามืด สักครู่คงกลับ” เรไรปั้นหน้านิ่งเดินเชิดนำเสมาเข้าข้างในบ้าน แล้วแอบอมยิ้มปลื้มอยู่ในที

เสมาตามเรไรเข้ามาในเรือนและชวนพูดคุย แต่ไม่ทันไร ขันก็ถือชุดทหารเดินเข้ามา เขาไม่พอใจที่เห็นเสมายืนมองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่ม จึงพาลหาเรื่องและพูดดูถูกไปถึงพระครูขุนวัดพุทไธสวรรย์อาจารย์ของเสมา

เสมาไม่พอใจจะเข้าไปเอาเรื่องขัน แต่บุญเรือนกับจำเรียงเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน เพราะจะมารับของฝากจากเรไรไปให้บัวเผื่อนเพื่อนชาววัง เรไรเชิญทั้งคู่ขึ้นมาบนบ้านแล้วแนะนำให้รู้จักกับขัน

ขันเหล่มองจำเรียงอย่างมีแผน เมื่อรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของเสมา

ooooooo

เสมาเดินเลี่ยงไปลองชุดทหารที่หลังบ้าน  สม-บุญทาสของขุนรามเดชะแอบตามไปเตือนเสมาให้ระวังตัวเพราะขันผูกใจเจ็บเรื่องที่แพ้เสมาเมื่อวันก่อน เสมาซาบซึ้งขอเป็นเพื่อนตายกับสมบุญ และรับปากจะช่วยสอนเพลงดาบให้สมบุญไว้สร้างความชอบในยามออกศึกและจะได้ไถ่ถอนตัวเองให้เป็นไท

สมบุญดีใจจะกราบเสมาแต่เขาห้ามไว้ แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปดูแม่กับน้องที่ยังคุยอยู่กับขัน

เสมาหอบห่อผ้ากลับขึ้นมาบนเรือน พบขันกำลัง ประจบบุญเรือน แถมยังเกี้ยวจำเรียงด้วยการจับปลายสไบ ขึ้นจูบ เสมาฉุนขาดเข้าไปเอาเรื่อง เรไรที่เตรียมของอยู่ในบ้านได้ยินเสียงเอะอะจึงออกมาดู ขันรีบฟ้องว่าเสมาทำโอหังใส่ตน

“โอหังรึ นายหมู่สัพยอกน้องข้า หากเป็นน้องหญิงของนายหมู่แล้ว ข้าสัพยอกเช่นนี้มั่งจะว่ากระไร” เสมาสวนทำให้ขันโมโห ท้าให้เสมาสู้ ทหารใหม่รับคำ

สองหนุ่มเดินออกไปที่ลานฝึกดาบหน้าเรือนแล้วเข้าประลองฝีมือกันอีกครั้ง ขันเห็นเสมากำลังโกรธก็ยิ่ง ยั่วยุหวังให้ขาดสติเพื่อที่ตนจะได้ชนะ แต่สุดท้ายเสมาก็พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้อีกครั้ง เขาจ่อปลายดาบเข้าที่คอหอยขัน ขันตกใจหน้าซีดเผือด พอดีขุนรามเดชะกลับมา

สองหนุ่มถูกเรียกไปไต่สวน ขุนรามเดชะตำหนิเสมาที่ ผิดกฎ เพราะบังอาจตอบโต้ขันที่มียศสูงกว่า เสมาพยายามอธิบายความจำเป็น แต่ขุนรามเดชะไม่รับฟังเพราะกฎต้องเป็นกฎ

“ข้าพระเจ้าไม่รู้วิถีทหาร หากเป็นนายแล้ว จะกระทำบัดสี ยํ่ายีผู้เป็นลูกหมู่อย่างไรก็ได้งั้นรึขอรับ” เสมาเอ่ย

“อ้ายเสมา นี่มึงกล้าย้อนกูรึ” ขุนรามเดชะโมโห

ขันได้ทีรีบใส่ไฟ จนขุนรามเดชะเข้าใจเสมาผิด สั่งให้สมบุญคุมตัวเสมาไปโบยด้วยเชือกหนังสิบสองที แล้วจำตรวนไว้ที่เรือนแถวท้ายหอ

สมบุญหน้าเสียรีบพาเสมาออกไปก่อนที่จะโดนเพิ่มโทษอีก ขันมองตามแล้วส่งยิ้มเยาะอย่างสาแก่ใจ

ooooooo

เสมาถูกพาตัวมาที่หน้าเรือนเพื่อรับโทษโบย สมบุญ เข้ามาไหว้ขอขมาที่ต้องโบยตามคำสั่ง แต่ยังไม่ทัน ได้ลงมือ ขันก็ตามออกมาแล้วขอโบยเสมาให้หายแค้น

เสมาขบกรามแน่นยอมรับชะตากรรม เรไรแอบมองเสมาด้วยความสงสารแต่ช่วยอะไรไม่ได้

หลังรับโทษโบย สมบุญก็พาเสมาตีตรวน เข้ากรงขัง ด้วยไมตรีเขาแอบส่งยาใส่แผลให้ ระหว่างนั้น เสมาบ่น น้อยใจที่ขุนรามเดชะเข้าข้างขัน สมบุญว่าเป็นเพราะพ่อของขันกับขุนรามเดชะเป็นเพื่อนแก้วเกลอเก่ากัน แถมที่บ้านของขันก็รวยมากจนท่านขุนต้องเกรงใจ

“มิน่าเล่า เอาเถิด ถือว่าข้าโง่เองจะโทษใคร หากอ้ายขันมันไม่ระรานข้าอีก ก็ให้ยุติแต่เพียงนี้ แต่ถ้ามันยังประพฤติพาลข่มเหงข้า ครั้งหน้า ข้าจะให้มันเจ็บยิ่งกว่าที่ข้าได้รับ” เสมาประกาศก้อง

ooooooo

กลางดึกคืนนั้น เรไรแอบเอาข้าวมาให้เสมาโดยมีพิณเป็นคนดูต้นทางให้ เสมาซึ้งใจยิ่งนัก เขานึกถึงดอกจำปีขึ้นมาได้จึงรีบหยิบออกมาดูก็พบว่ามันถูกทับจนบี้แบนหมดแล้ว

เรไรยิ้มเอียงอายที่เสมาเก็บดอกจำปีไว้ แต่เมื่อได้สติก็แกล้งเปรย “จะเก็บไว้บูชาสิ่งไรกันเล่าเสมา หรือจะแกล้งเก็บไว้เสนออวดว่าเป็นคนช่างเก็บ”

“อ้ายเสมารักดอกไม้หอม แลก็ขอแม่หญิงแล้ว เผอิญลืมเก็บ ใส่กระเป๋าตอนรบกันนายหมู่ เสียดายนัก”

เรไรยิ้มเขินอาย ยามนั้นสมบุญวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่า ให้เรไรรีบไป เพราะมีคนมาตอนนี้พิณรับหน้าอยู่เสมานึกห่วงเร่งให้เรไรกลับขึ้นเรือน แม่หญิงเก็บข้าวของเดินตามสมบุญออกไป พ่อหนุ่มมองตามด้วยความห่วงใย

หญิงคนงามเดินอมยิ้มเอียงอายกลับเข้ามาในห้อง เธอทิ้งตัวลงนั่งที่เตียงพลางครุ่นคิดเรื่องเสมาอย่างวาบหวามใจ เช่นเดียวกับเสมาที่เห็นแต่ภาพเรไรลอยอยู่ในหัวตลอดเวลา เขาไม่อาจข่มตานอนได้จึงใช้กำลังง้างปลอกเหล็กที่พันธนาการตนออก แล้วแอบย่องขึ้นเรือนมาหาเรไร

เรไรเพิ่งล้มตัวนอน ได้ยินเสียงเคาะประตู เข้าใจว่าเป็นพิณจึงลุกไปเปิด แต่ต้องตะลึงเพราะคนที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นเสมา เรไรตั้งสติได้รีบถามเสมาว่า ต้องการอะไร เพราะกลัวมีคนมาเห็น

“เมตตาอีกครั้งเถิดแม่หญิงเอ๋ย จะเป็นหมากหรือยาสูบก็ได้ รับอาหารแล้วก็นึกอยากสูบหรือเคี้ยวหมากจริงๆ” เสมา หาข้ออ้าง แต่พอเห็นเรไรมองด้วยสายตาจับผิดก็รีบหลบตา

เรไรสั่งให้ไปรอที่หอนั่งก่อนเพราะจะช่วยจัดหาหมากพลูและยาสูบให้ เสมารีบเดินเลี่ยงไปด้วยความดีใจเรไรมองตามแล้วก็ยิ้มขำๆ เพราะรู้ทัน

ครู่ต่อมา เรไรนำหมากพลูกับยาสูบ พร้อมกับชุดไฟออกมาให้ เสมาแกล้งทำชุดไฟตก แม่หญิงไม่รู้ทันช่วย ควานหาในความมืด หนุ่มเจ้าเล่ห์แกล้งคลำถูกมือ แม่หญิงเขินอายดุให้เสมาปล่อยมือ เสมาเสียดายแต่จำต้องทำตาม แล้วแอบเอาชุดไฟที่หาเจอตั้งนานแล้ว มาวางไว้ข้างตัวเรไร

เรไรคลำเจอก็นึกเอะใจเพราะหาตั้งนานแต่ไม่มาพบ เธอหันมามองเสมาด้วยสายตาเอาเรื่อง เสมาหน้าเสียกลัวเรไรโกรธรีบออกตัว “ฟังคำก่อนเถิดนะแม่หญิง อย่าเพิ่งถือเคืองแก่ข้าเลย ข้าพระเจ้านี้ต้องขังทั้งปวดเมื่อยเป็นที่ยิ่ง เมื่อได้เมตตาแม่ ได้หมากแล้วต้องเร่งกลับ ก็อาลัยนัก จึงใคร่จะยืดเพลาพักพอสบาย ไปอีกเพียงครู่หนึ่ง”

“อ้อ เพียงประสงค์เท่านั้น ก็จะบอกกันเสียแต่โดยตรงมิได้หรือ เจ้าเล่ห์นักหนา แต่เพียงการเท่านี้ก็ ต้องวางหมากกลแล้วยังจะมีกลใดอีกเล่า”

“สิ้นกลแล้วแม่ อ้ายเสมายอมแพ้ปัญญาแม่หญิง จงอภัยเถิด เมตตาพอให้พักได้สบาย อีกสักครู่เดียวก็จะต้องเข้าตรวนแล้ว” เสมาเอาหมากขึ้นมาเคี้ยวแล้ว มองเรไรด้วยสายตารักใคร่เสน่หา

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขุนรามเดชะนั่งคุยอยู่กับพันอินเรื่องเสมาอยู่ที่โถงหน้าบ้านว่า ที่ตนสั่งขังเสมาก็เพราะต้องการเตือนสติ ไม่ให้กระด้างกระเดื่องต่อผู้ใหญ่ มิได้มีอคติแต่อย่างใด

พันอินเบาใจฝากฝังให้ขุนรามเดชะช่วยสั่งสอนด้วย ขุนรามเดชะรับปากแล้วซักต่อเรื่องหงสา ว่าจะยกทัพมาเมื่อใด พันอินว่าคงไม่เกินแล้งให้เตรียมทหารไว้ให้พร้อม ท่านขุนฟังแล้วหนักใจ เพราะขันเพิ่งได้รับคำสั่งให้ย้ายหน้าที่จึงขาดครูฝึก จังหวะนั้นเองสมบุญพาตัวเสมาขึ้นมาบนเรือน ขุนรามเดชะฉุกคิดได้เอ่ยถามเสมาว่า นอนคุกแล้วรู้สึกเป็นเช่นไร นึกโกรธเขาบ้างไหม

“สบายดีขอรับพระคุณ พระคุณมีบุญคุณกับอ้ายเสมานัก อ้ายเสมาจะกล้าโกรธเคืองพระคุณได้อย่างไรกันขอรับ”

“จริงดั่งปากก็ดีนัก เพราะข้าจะมอบหมายหน้าที่ครูฝึกทหารใหม่ให้เอ็ง ขอเอ็งจงตั้งใจทำเถิด” ขุนราม–เดชะเอ่ย

เสมาดีใจ แต่ก็อดถามไม่ได้ว่าหมู่ขันไปไหนเหตุใดถึงไม่เป็นครูฝึก พันอินว่า ขันย้ายไปทำหน้าที่อื่นแล้ว พลางกำชับให้เสมาตั้งใจทำหน้าที่ให้ดี

“ขอรับพ่อพันอิน อ้ายเสมาจะไม่ทำให้พ่อพันอินกับพระคุณผิดหวังเลยขอรับ” เสมาก้มลงกราบผู้ใหญ่ทั้งสองไม่ทันเห็นเรไรที่แอบฟังอยู่ เธอปลาบปลื้มไปกับความก้าวหน้าของคนต้องใจ

ooooooo

ท้องพระโรงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรงตวาดใส่พระมหาอุปราชมาที่ลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไม่สำเร็จ

พระมหาอุปราชขอโอกาสแก้ตัว ขอกรีธาทัพเหยียบแผ่นดินกรุงอโยธยาให้ราบเป็นหน้ากลอง แต่พระเจ้านันทบุเรงประมาทว่า ไทยอ่อนแอ มีกำลังทัพน้อยกว่าหงสาวดีมาก จึงรับสั่งให้พระยาพสิมซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าอา ยกทัพสามหมื่นเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ทางด่านพระเจดีย์สามองค์และให้พระเจ้าเชียงใหม่ มังนรธาช่อ ซึ่งเป็นพระราชอนุชา ยกทัพพลหนึ่งแสน บุกเข้าตีพร้อมกับหวังยึดอโยธยาให้กลับมาเป็นเมืองขึ้นดังเก่าก่อน

ooooooo

สองเดือนต่อมา พระยาพิชัยสงครามมาพบขุนรามเดชะเพื่อสอบถามเรื่องกำลังพล เพราะเกรงว่าจะไม่พอใช้สอยยามศึก ขุนรามเดชะรีบให้คำมั่นว่า ตนกำลังเร่งฝึกซ้อมทหารอย่างหนัก มั่นใจว่าได้ทันตามกำหนดแน่ แล้วหันไปเรียกเสมาที่คุมทหารใหม่ฝึกฝนอยู่ในลาน ให้หาคนมาประลองฝีมือให้พระยาพิชัยสงครามได้ประจักษ์

เสมาเรียกสมบุญออกมาซ้อมดาบให้ท่านออกญาดูแต่ท่านติงว่าซ้อมกันเองจะเห็นฝีมือชัดได้อย่างไร แล้วหันไปสั่งหมื่นหาญที่ติดตามมาลงไปประลองฝีมือกับสมบุญแทนเสมา

สมบุญเข้าไปคุกเข่าไหว้ขอขมาหมื่นหาญ ก่อนจะหยิบดาบลุกขึ้นสู้ ทั้งสองเข้าประลองกันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ แม้ว่าสมบุญจะด้อยประสบการณ์ แต่เพลงดาบที่เสมาสอนเหนือกว่าทำให้คู่คี่กํ้ากึ่งกันมาก

ขุนรามเดชะและพระยาพิชัยเห็นทหารใหม่สู้กับทหารเจนศึกได้อย่างสูสีก็ยิ้มพอใจ เช่นเดียวกับเสมาที่เห็นสมบุญผู้เป็นทั้งเพื่อน น้อง และลูกศิษย์มีฝีมือก้าวหน้ามากก็ยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ

การประลองจบลง สมบุญแอบมาคุยฟุ้งกับเสมาด้วยความดีใจว่า ถ้าฝึกต่ออีกสักสองปีเขาคงได้เป็นทหารเอกเป็นแน่ เสมานึกขำล้อกลับว่า ถ้าเป็นดังนั้นจริงตนก็คงได้เป็นแม่ทัพไปแล้ว

“พี่เสมา ช่างค่อนว่าข้านัก” สมบุญบ่นเบาๆ แล้วเหลือบไปเห็นเสมาเหม่อมองไปทางห้องของเรไรจึงแกล้งเปรยว่า แม่หญิงเรไรไม่ได้ออกจากวังแค่สองเดือนแต่ชั่งยาวนานเหมือนแรมปีทีเดียว เสมาอึ้งที่สมบุญรู้ทันความคิดรีบเดินเลี่ยงไปด้วยความเขินอาย

ooooooo

เรไรนั่งร้อยมาลัยอยู่ในตำหนัก ขณะหยิบดอกจำปีขึ้นมาจะร้อยพวง พลันนึกถึงเสมา พอเหมาะดวงแขกับบัวเผื่อนเข้ามาทัก แม่หญิงรีบเก็บอาการ บัวเผื่อนล้อว่า พักนี้หน้าตามีสง่าราศี เห็นทีจะมีลาภลอย เรไรอมยิ้มขำ ไม่เข้าใจ

บัวเผื่อนส่งยิ้มหวานหันไปพยักพเยิดกับดวงแข ดวงแขเข้ามานั่งข้างๆเรไรพร้อมกับหยิบกำไลทองลวดลายสวยงามออกมาส่งให้ บอกว่าเป็นของกำนัลจากขัน เรไรรับมาดูแล้วส่งคืนพลางตัดบทว่า คงรับไว้ไม่ได้เพราะไม่อยากถูกติฉินนินทา ดวงแขหน้าเจื่อนถามว่าติฉินนินทาเรื่องอะไร

“ว่างๆ แม่ดวงแขลองไปที่ท้ายตำหนักดูเถิดจ้ะ แล้วจะเข้าใจเอง หรือไม่ก็ถามแม่บัวเผื่อนดู ในตำหนักนี้ ไม่มีกระไรที่แม่บัวเผื่อนไม่รู้ดอก” เรไรหันมาเหน็บบัวเผื่อน

บัวเผื่อนทิ้งค้อนแต่ไม่เถียง ขณะที่ดวงแขนั่งอึ้ง ไม่เข้าใจว่ามีอะไรกันแน่ เธอตัดสินใจออกไปดูที่ท้ายตำหนัก ก็พบขันกำลังใส่กำไลเงินให้จำเรียงด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม

จำเรียงเห็นดวงแขเดินหน้าเครียดมาก็รีบขอตัว ดวงแขเข้ามาต่อว่าพี่ชาย แต่ขันสวนว่า เกิดเป็นชายจะมีสักกี่คนที่มีเมียเดียว

“น้องรู้ แต่เรไรจะยอมหรือไม่ ก็สุดปัญญาน้องจะคาดเดาได้” ดวงแขหยิบกำไลทองคืนให้ขัน

ขันโกรธมากและพาลโทษว่าที่เรไรไม่รับกำไลของตนก็เพราะสมัครใจกับอ้ายช่างเหล็กนั่นมากกว่า

“เสียทีเป็นลูกชาติลูกตระกูล ไม่รักศักดิ์ศรี” ขันดึงกำไลจากดวงแขเดินหงุดหงิดออกไป

ooooooo

ข่าวเมืองพสิมกับเมืองเชียงใหม่เรียกระดมไพร่พลเพื่อแต่งทัพมาบุกอโยธยาล่วงรู้มาถึงสมเด็จพระนเรศวร เหล่าขุนนางที่เกี่ยวข้องถูกเรียกมาหารือเพื่อหาทางรับศึก

สมเด็จพระเอกาทศรถมองแผนที่เบื้องหน้า พลางอธิบายว่า ศึกครั้งนี้หงสาคงคิดจะบุกตีทั้งทางบกและทางเหนือพร้อมกัน เพื่อให้พะว้าพะวัง แต่หากมิใช่มีแค่สองทัพ อโยธยาก็จะยิ่งคับขัน

“จะมาสักกี่ทัพ เมื่อเราประกาศอิสรภาพแล้วก็ต้องสู้กันจนกว่าจะสิ้นไทย ที่จะกลับไปเป็นเมืองขึ้นหงสาวดีอีกเห็นทีจะไม่มี” สมเด็จพระนเรศวรลุกขึ้นประกาศ

สมเด็จพระมหาธรรมราชารีบเสริม “องค์ดำตรัสถูกแล้ว หากคราวนี้เราแพ้ ไทยจะมิมีแผ่นดินให้หยัดยืนอีกต่อไป มิสู้ตายเสียดีกว่า สั่งการลงไป งานพระราชพิธีลอยพระประทีปแลกระทงโคมไฟปีนี้ ให้จัดเอิกเกริกกว่าทุกปี เฉลิมฉลองกันให้ทั่วทั้งพระนครแลหัวเมือง เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ไพร่ฟ้า ก่อนรับศึกหงสา”

ooooooo

มั่นรู้ข่าวศึกหงสาก็เร่งตีดาบให้ลูกชายใช้ออกศึก เสร็จแล้วนำไปให้พระครูขุนทำพิธีปลุกเสก เพื่อความเป็นสิริมงคล สิ้นพิธีพระครูขุนนำดาบพร้อมฝักคู่หนึ่งมายื่นให้เสมา

“ดาบคู่นี้ พ่อเอ็งเขาตั้งใจตีให้เอ็งไว้ใช้ออกศึก ข้าก็ทำพิธีปลุกเสกให้แล้ว ให้ชื่อมันว่าดาบแสนศึกพ่ายเอ็งจงใช้มันฉลองคุณบ้านเมืองสืบไปเถิด”

“ดาบแสนศึกพ่าย ชื่อเป็นมงคลนักขอรับหลวงพ่อ” เสมารับดาบขึ้นมาจบ

มั่นส่งยิ้มบางๆ เอ่ยกับลูกชาย “ข้าไม่มีวิชาความรู้ แลสมบัติพัสถานกระไรจะให้เอ็ง มีแต่ดาบคู่นี้เท่านั้น หวังว่ามันจะช่วยคุ้มครองเอ็งให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง เสมาเอ๋ย”

“ขอบพระคุณมากจ้ะพ่อ แต่ถึงไม่มีดาบ พรของพ่อก็เป็นมงคลกับเสมา มากกว่าสิ่งใดแล้ว” เสมาก้มลงกราบพ่อ

มั่นและพระครูขุน ยิ้มด้วยความปลื้มใจที่เสมาอ่อนน้อม รู้จักกตัญญูแล้วพลันชะงักเพราะชาวบ้านวิ่งมาบอกว่า พวกนักเลงดีจากบ้านเหนือกับบ้านใต้กำลังตีกันในวัด ขอให้หลวงตาออกไปห้าม

เสมาถือดาบแสนศึกพ่าย ออกไปจัดการกับพวกนักเลง พระครูขุนกับมั่นรีบตามออกไป เห็นเสมาไล่พวกนักเลงไปได้ด้วยฝีมือ และดาบนั้นก็คมกริบเป็นยอดอาวุธคุณภาพดีก็นึกภูมิใจ

เสมาเดินถือดาบคู่แสนศึกพ่ายเดินมาหามั่นชวนกลับบ้านพร้อมกัน มั่นถือโอกาสเตือนลูกชายเรื่องเรไรเพราะไม่อยากเห็นลูกเนรคุณขุนรามเดชะ เสมาตกใจมากที่พ่อรู้เรื่องนี้ เขารีบกลับไปถามแม่ว่าพ่อรู้เรื่องเรไรได้อย่างไร

“ข้านี่ล่ะโว้ยที่ฟ้องพ่อเอ็ง คนเรากินบนเรือนอย่าขี้รดบนหลังคา ออกขุนท่านเมตตาเอ็งให้เป็นครูฝึก ควรรึที่เอ็งจะคิดชั่วกับลูกท่าน” บุญเรือนยืนด่าเสมาอยู่บนเรือนมีจำเรียงคอยเป็นลูกคู่เพราะเชื่อคำยุยงของขัน

เสมาไม่พอใจสวนกลับน้องเรื่องขันเพราะรู้ดีว่า

ที่ขันมาชอบจำเรียงก็เพราะคิดจะล้างแค้นตน

“แม่ พี่เสมาเอาใหญ่แล้ว ตัวเองผิดก็ไม่ยอมรับผิด แล้วยังพาลว่าร้ายฉันกับหัวหมู่อีก” จำเรียงฟ้อง เป็นเหตุให้เสมาโดนบุญเรือนตะเพิดออกไป

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน   เรไรเดินเข้ามาในตำหนัก เห็นบัวเผื่อนและนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังสุมหัวนินทากัน แล้วลอบมองมาที่เธอก็นึกแปลกใจจึงเข้าไปถามบัวเผื่อนว่าเกิดอะไรขึ้น บัวเผื่อนส่งยิ้มเย้ยเอ่ยเป็นนัยๆ

ว่า เรไรกำลังจะทิ้งวังไปเป็นแม่ค้าขายเหล็กที่ตลาดเพราะมีใจให้ช่างตีเหล็กชื่อเสมา

เรไรตกใจมาก ไม่คิดว่าจะถูกนินทาขนาดนี้ เธอไปปรึกษาดวงแขและขู่ว่าจะฟ้องเสด็จให้เอาเรื่องคนที่ปล่อยข่าว ดวงแขหน้าเสีย เพราะรู้ดีแก่ใจว่าคนให้ข่าวก็คือขัน เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเร่งให้เรไรรีบกลับบ้านอ้างว่าหากโพล้เพล้แล้วจะเดินทางลำบาก เรไรถอนใจ ฝากให้ดวงแขช่วยหาตัวปล่อยข่าว แล้วลงเรือที่มารอรับ ดวงแขมองตามหมายมั่นจะกลับไปจัดการกับพี่ชายตัวดี

ในตอนเย็น ขณะเสมาคุมทหารฝึกซ้อมอาวุธ หันมาเห็นพิณกับทาสอีกลุ่มลงไปรอรับเรไรที่ท่าน้ำก็รีบตามหวังจะได้พูดจาให้หายคิดถึง แต่กลับถูกสาวเจ้าทิ้งค้อนใส่ แล้วเดินหนีขึ้นเรือนไป เสมายืนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ร้อนถึงสมบุญต้องช่วยไปสืบข่าวจากพิณ จึงได้รู้ว่าต้นเหตุแห่งความหมางเมินในครั้งนี้คือข่าวลือจากในวัง เสมาเป็นห่วงเรไรมาก ไม่อยากให้เธอมัวหมองเพราะเขา สมบุญแนะนำว่า ทางที่ดีเสมาไม่ควรพบหน้าแม่หญิงเรไรอีก เพราะหากเรื่องรู้ถึงหูท่านขุน เสมาก็คงถูกลงโทษอีก และบางทีแม่หญิงเรไรก็อาจต้องรับโทษทัณฑ์ไปด้วย

เสมาคิดหนักด้วยห่วงเรไร ค่ำวันนั้นจึงแอบย่องเข้าไปในห้องแม่หญิง นำดอกจำปีไปวางบนหมอน ครั้นเจ้าของหมอนเห็นเข้าก็เข้าใจความหมาย

ooooooo

อรุณรุ่งวันใหม่ เรไรเข้ามาเก็บดอกมะลิในสวน ตั้งใจจะร้อยมาลัยถวายพระ เสมาแอบมาคุยด้วยเพราะอยากจะขอขมาที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องมัวหมอง

“ไม่ต้องขอขมาดอก แค่อยู่ห่างฉันไว้ จะได้ไม่ต้องมีใครนินทาให้เสื่อมเสียอีก ฉันก็พอใจแล้ว” เรไรตอบห้วนๆ เสมาน้อยใจตัดพ้อว่าตนเกิดมาเป็นช่างตีเหล็กต่ำต้อย แค่คิดก็ทำให้แม่หญิงเสื่อมเสียแล้ว และหากเลือกเกิดได้ก็อยากเกิดในตระกูลสูง จะได้เป็นหน้าเป็นตาแก่แม่หญิง

เรไรหน้าเสีย รู้สึกว่าทำเกินไป จึงรีบออกตัว

“ไม่มีผู้ใดเลือกเกิดได้ดอกเสมา แต่หากมีสติปัญญาแลความเพียร ก็จะสร้างศักดิ์ฐานะแก่ตนเองได้ไม่ใช่รึ จะกลัวไปไยว่าสู้ผู้อื่นไม่ได้”

เสมาดีใจมาก รู้ว่าเรไรให้โอกาสแล้วจึงรีบรับปาก “คำสอนของแม่หญิง อ้ายเสมาจะจำไว้ขึ้นใจ หากไม่ตาย เสียก่อน ศักดิ์ฐานะใดที่เสมาได้มี ก็จะเอามากองต่อหน้าแม่หญิงให้จงได้”

“ฉันไม่อยากได้ของของใคร พ่อเสมาจะกระทำสิ่งใดก็ทำเพื่อตัวเองเถิด ไม่ต้องเผื่อแผ่ถึงฉันดอก” เรไรจะเดินหนี

“ประเดี๋ยวแม่หญิง เสมามีเรื่องจะขอแม่หญิงสักข้อ อีกไม่นาน เสมาจะไปศึก งานกระทงโคมไฟปีนี้ แม่หญิง เมตตาลอยกระทงของแม่หญิงมาให้เสมาเก็บไว้เป็นมงคลสักหน่อยเถิด” เสมาส่งสายตาออดอ้อน

“กระทงโคมไฟมีมากมายนัก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกระทงของฉัน”

“ทุกปี บรรดาชาววังมักลอยกระทงโคมไฟที่หน้าวัดพุทไธสวรรย์ เสมาจะดักรออยู่ที่นั่น ส่วนข้อที่จะแยกแยะว่ากระทงใดเป็นของแม่หญิงได้นั้น ขอปัญญาแม่หญิงช่วยเสมาสักครั้งเถิด” เสมามองเรไรพร้อมยิ้มให้ อย่างมีความหวัง

“พูดเอาแต่ได้” เรไรค้อนใส่แล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี

ooooooo

ก่อนคืนลอยกระทงโคมไฟ ดวงแขกลับมาบอก กับพี่ชายว่า เรไรจะตามขบวนสมเด็จพระเจ้าหลานเธอไปลอยกระทงโคมไฟ  นางจะใส่สไบสีแดง พลางนัด แนะให้ขันจับตาดูไว้ ถ้าอยากลอยกระทงโคมไฟคู่กัน

ขันกระหยิ่มยิ้มย่องหมายมั่นจะลอยกระทงกับเรไรให้ได้ ดวงแขนึกขึ้นได้ ติงพี่ชายเรื่องพูดให้ร้ายเรไรจน ถูกนินทาไปทั่ววัง ขันรีบเอาใจรับปากว่าจะไม่ทำอีกแล้ว

บ่ายวันต่อมา เรไรบรรจงจัดแต่งกระทงเป็นรูปปราสาทราชวังสวยงาม โดยใช้ดอกจำปีร้อยต่อกันทำใบ เสมาของปราสาท เพื่อบอกใบ้ให้เสมารู้ บัวเผื่อนผ่านมาเห็นก็ร้องทักตามประสาคนปากมาก  เรไรนึกระแวงกลัวบัวเผื่อนจะจับได้เรื่องเสมา จึงออกตัวว่าจะไปอาบน้ำอาบท่าให้คลายร้อนเสียหน่อย แล้วถือกระทงเดินเลี่ยงไปทันที
บัวเผื่อนมองตาม สงสัยว่าเรไรมีอะไรปิดบังตนอยู่

ในตอนคํ่า เสมาแต่งตัวดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เดินลงจากเรือนของตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อจะไปรอเก็บกระทงของเรไร แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเอื้อยแตงและสมบุญยืนถือกระทงรออยู่หน้าเรือนคนละมุม เพราะทั้งสองตั้งใจมาชวนเสมาไปลอยกระทงด้วยกัน แต่ทั้งสองยืนเขม่นกันเอง โต้เถียงกันอยู่ จนเสมาเห็นเข้าก็นึกรำคาญ เดินหนีออกไป

ooooooo

ริมแม่นํ้ามีการเล่นสักวา เพลงยาวของหนุ่มสาว ท่ามกลางผู้คนคับคั่ง ดวงแขในชุดสไบสีชมพู เดินตรวจงานอยู่รอบๆ เธอได้พบกับเสมาที่แอบหนีเอื้อย-แตงกับสมบุญมาที่ริมนํ้า

ดวงแขดีใจที่ได้พบกับเสมาอีก แต่จำต้องเก็บอาการไว้เพราะเป็นหญิง แค่คุยกันได้ไม่กี่คำ ก็ได้ยินเสียงฆ้องดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกฤกษ์การลอยกระทง ดวงแขจึงขอตัว

เสมาเอ่ยถามดวงแขว่า ขบวนใดเป็นของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ดวงแขชะงักไปนิดก่อนตอบว่า นางข้าหลวงในขบวนจะใส่สไบสีแดง แล้วดักคอว่า “พ่อถามเช่นนี้ จะดักเจอใครรึ”

“เปล่า เปล่าดอกจ้ะ เอ่อ แม่หญิงจะไปที่ท่านํ้าใช่หรือไม่ ให้ฉันไปด้วยคนนะ” เสมาส่งยิ้มเขินๆ ดวงแขหน้าเคืองๆเล็กน้อยแต่ก็ไม่ว่าอะไร เดินนำเสมาออกไป

ครั้นมาถึงท่านํ้า จำเรียงยืนคุยอยู่กับเพื่อนเห็นพี่ชายเดินมากับดวงแขก็ปรี่เข้ามาโวยวาย คิดว่าเสมาจะก่อเรื่องอีก เพราะดวงแขเป็นน้องของขัน เสมาอึ้งไปนิดแล้วส่งยิ้มบางๆ ก่อนบอกกับดวงแข “ที่แท้เป็นเช่นนี้ แม่หญิงวางใจเถิด อ้ายเสมาผิดใจกับหมู่ขันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากพาลพาโลมาที่แม่หญิงแล้ว ก็หาใช่วิสัยชายชาติทหารไม่...ขอบคุณนํ้าใจที่ให้ข้าร่วมทางมา” เสมาก้มหน้าเดินเลี่ยงไป

จำเรียงค้อนตามพี่ชายไปเล็กน้อย ส่วนดวงแขแอบชะเง้อมองตาม นึกชื่นชมในความเป็นลูกผู้ชายของทหารใหม่

ooooooo

เรไรถือกระทงมากับบัวเผื่อนและนางข้าหลวงคนอื่นๆ ขันเดินถือกระทงของตนเข้ามาหาเรไร แต่ผัวเผื่อนหันไปเห็นเสียก่อนจึงเอ่ยแซวแล้วเอ่ยชวนขันมาลอยกระทงด้วย หวังเปิดทางให้ ขันยิ้มรับแล้วเข้าไปเปรยกับเรไรว่าไม่รู้กระทงของตนจะมีโอกาสได้ลอยคู่กับกระทงของเรไรหรือไม่

“ได้สิจ๊ะหัวหมู่ ถ้าหัวหมู่ขึ้นเรือมากับพวกฉันได้ เราก็คงได้ลอยกระทงร่วมกัน” เรไรตอบยิ้มๆ

“เรือของฝ่ายใน ฉันจะขึ้นได้อย่างไรกัน ได้โดนตัดหัวตามกฎปะไร แม่หญิงลอยกระทงโคมไฟกับฉันที่นี่ไม่ได้รึ” ขันอ้อนวอน แต่เรไรยืนกรานจะไปลอยกระทงที่กลางแม่นํ้า

ขันนึกฉุนแล้วเหลือบไปเห็นใบเสมาบนกระทงของเรไรก็พอรู้ว่าเธอต้องการสื่อถึงใครจึงต่อว่า “เสียที เป็นบุตรขุนนํ้าขุนนาง กลับใฝ่ใจด้วยอ้ายช่างเหล็กสกุลตํ่า ช่างไม่รักศักดิ์ศรีเสียบ้างเลย อยากให้ออกขุนรามเดชะมาเห็นนัก”

“หัวหมู่ก็ไปบอกพ่อฉันเถิด ฉันหากลัวไม่ ฉันไม่ได้ทำเรื่องบัดสี เรื่องจะกลัวคำเท็จเป็นไม่มี หรือจะยันกันต่อหน้านายของหัวหมู่ก็ได้ จะได้รู้กันไปว่าชายชาติทหาร พอเกี้ยวพาราสีผู้หญิงไม่ได้แล้ว เป็นเยี่ยงไร” เรไรจ้องหน้าขันแล้วสะบัดหน้าเดินเลี่ยงไป

ขันขบกรามแน่นก่อนคำรามชื่อเสมาออกมาด้วยความเจ็บใจสุดๆ

ooooooo

ท่านํ้าวัดพุทไธสวรรย์ กระทงนับพันใบลอยมาเป็นสาย แสงไฟระยิบระยับดูสวยงามจับใจ เสมายืนชะเง้อมองหาเรไร ครั้นเรือลำใหญ่พายเข้ามา เห็นเหล่านางในล้วนห่มสไบสีแดง เสมาเพ่งมองเห็นเรไรไม่ถนัดนัก จึงตั้งจิตอธิษฐาน

“แม่พระคงคาอันศักดิ์สิทธิ์จงเป็นพยาน หาก

ข้าพระเจ้าอ้ายเสมา มีวาสนาได้เป็นขุนศึกขุนพล คู่ควรกับแม่หญิงเรไรแล้วไซร้ ขอให้ข้าพระเจ้าเก็บกระทงโคมไฟของแม่หญิงได้ด้วยเถิด”

ส่วนเรไรที่อยู่บนเรือ เธอมองหาเสมาที่บนฝั่งแต่ก็มองไม่เห็นเช่นกัน บัวเผื่อนเฝ้าจับตามองแล้วเอ่ยถามเรไรว่ามองหาใคร เรไรปั้นยิ้มกลบเกลื่อน บัวเผื่อน เร่งให้ลอยกระทงโคมไฟก่อนจะเลยฤกษ์

เรไรแอบหยิบหมากพลู ยาสูบ ออกจากชายพก ใส่ลงในกระทงของตน แล้วจบหัวอธิษฐานก่อนจะลอยกระทงลงแม่นํ้า พลางเฝ้าสังเกตแสงไฟจากธูปเทียนบนกระทง ว่าจะลอยไปถึงฝั่งให้เสมาเก็บได้หรือไม่หนอ

เสมายืนรออยู่ เห็นดอกจำปีที่ทำเป็นใบเสมาบนกระทงก็รู้ทันทีว่าเป็นของใคร เขาก้มลงเก็บแล้วหยิบหมากพลูและยาสูบที่เรไรใส่ไว้ขึ้นแนบอก ชูกระทงขึ้นจบเหนือหัวเพื่ออธิษฐานร่วมกับเรไร แล้วลอยกระทงไป

เสมาลุกขึ้นยืนมองเรไร แม้จะมองเห็นหน้ากันไม่ชัด แต่ทั้งคู่ก็รับรู้ความรู้สึกของกันและกันเป็นอย่างดี

ooooooo

ขุนศึก เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มนต์รักหนองผักกะแยง EP.2 ชมพู่ จัดบททดสอบแรกให้ เขียว เริ่มต้นทำงานในไร่

มนต์รักหนองผักกะแยง EP.2 ชมพู่ จัดบททดสอบแรกให้ เขียว เริ่มต้นทำงานในไร่
14 พ.ค. 2564

13:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 20:10 น.