ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เรไรนั่งพับเพียบร้อยมาลัยดอกจำปีอยู่หน้าเรือน พิณคอยช่วยอยู่ใกล้ๆ นางผู้รับใช้อดใจไม่ได้ จึงเอ่ยถามเจ้านายเรื่องเสมา ด้วยข้องใจว่า ในเมื่อแม่หญิงถอนหมั้นกับหลวงณรงค์แล้ว ก็น่าจักไม่มีกระไรมาขวางทางรักได้อีก แต่เหตุใด เรื่องราวความรักจึงไม่ลงเอ่ยสักที

เรไรชะงักพูดสวนขึ้นมา “พูดมากเสียจริงพิณ ที่แท้ฉันหรือเจ้าผู้ใดเป็นนายเป็นบ่าวกันแน่”

พิณหน้าจ๋อยรีบขอขมานายหญิง เรไรถอนใจพลางเอ่ย “พ่อท่านรังเกียจเสมานัก ด้วยเกิดในตระกูลต่ำ แลฉันเองก็ไม่อยากขัดใจพ่อแม่ท่านอีกแล้ว ที่แล้วมา ฉันทำให้พ่อแม่ท่านทุกข์ใจมามาก จึงไม่อยากกระทำอีก”

“แม่หญิงจึงเลือกที่จักทุกข์ใจแทนน่ะหรือเจ้าคะ” พิณไม่เห็นด้วย นางเงยหน้ามองเจ้านายหวังได้คำอธิบาย แต่เรไรกลับนั่งนิ่งไม่ยอมพูดอะไรอีก เธอน้ำตาคลอก้มหน้าร้อยมาลัยต่อไป แลไม่ทันเห็นหลวงรามเดชะยืนแอบฟังอยู่ ท่านได้ยินเรื่องทั้งหมดก็ไม่สบายใจนัก ที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกทุกข์ใจเพราะทิฐิของตน

คุณหลวงเดินหน้าเครียดออกมาที่ท่าน้ำ พบพระภิกษุรูปหนึ่งยืนอยู่ในศาลา ในขณะที่ลูกศิษย์กำลังวิดน้ำออกมาจากเรือรั่ว หลวงรามเดชะเดินเข้าไปไหว้พระภิกษุพลางสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ท่านพระครูขุนหันมาตอบว่า เรือของตนรั่วจึงต้องอาศัยศาลาท่าน้ำของคุณหลวงสักครู่

“ไม่เป็นกระไรดอกขอรับพระคุณเจ้า พระคุณเจ้าจักอยู่นานเท่าใดก็ได้ขอรับ แต่ดูทีเรือของพระคุณเจ้าต้องซ่อมอีกนาน ถ้าอย่างไร ให้ข้าพระเจ้าไปส่งพระคุณเจ้าก่อนดีหรือไม่ขอรับ เรือซ่อมเสร็จเมื่อใดจึงค่อยพายกลับไป” หลวงรามเดชะอาสา

ท่านพระครูนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบตกลง  และบอกให้ไปส่งที่วัดพุทไธสวรรย์ คุณหลวงชะงักด้วยแปลกใจที่บังเอิญมาเจอพระที่วัดพุทไธสวรรย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสมา

ในระหว่างทางกลับวัด หลวงรามเดชะได้พูดคุยกับท่านพระครูจนได้รู้ว่าท่านคืออาจารย์ของเสมา ส่วนท่านพระครูก็พอจะจับความได้ว่า หลวงรามเดชะกำลังมีเรื่องทุกข์ใจเรื่องลูกสาวกับเสมาจึงเปรยออกไป

“อ้ายเสมาเป็นศิษย์เอกของอาตมา พูดกระไรมากไปก็เหมือนเข้าข้างมัน แต่อาตมาอยากรู้สักข้อ ว่าที่โยมรังเกียจเดียดฉันท์อ้ายเสมาเป็นเพราะชาติกำเนิดของมันกระนั้นหรือ”

“ขอรับ อ้ายเสมาเป็นไพร่ต่ำสกุล แลเคยอยู่ในเรือนของข้าพเจ้าเสมือนหนึ่งข้ารับใช้ แล้ววันหนึ่งจักให้รับเป็นเขย ข้าพระเจ้าก็อายเหลือ ผู้คนคงติฉินนินทา ว่าข้าพเจ้าเห็นแก่ยศศักดิ์ของอ้ายเสมามากกว่าศักดิ์ตระกูลขอรับ”

“ตระกูลของโยมเป็นทหารมาหลายชั่วคน แต่คราเสียกรุง น้องชายโยมต้องไปขายเศษเหล็กไม่ใช่หรือ หากผู้อื่นรังเกียจว่าต่ำสกุลบ้าง โยมจะว่ากระไร”

“หาเหมือนกันไม่ขอรับ พ่อแต้มทำเช่นนั้นเพื่อเลี้ยงชีวิต แต่อย่างไรเสีย บิดาของข้าพเจ้ากับพ่อแต้มก็เป็นขุนทหารมาก่อน”

“แต่อาตมารู้มาว่า ปู่ของอ้ายเสมาเป็นถึงขุนชำนะพลแสนเช่นกัน แต่คราเสียกรุง เจ้ามั่นต้องตีเหล็กเลี้ยงชีวิต อ้ายเสมาจึงเกิดมาเป็นลูกของช่างตีเหล็ก ผิดของอ้ายเสมาคือชาติกำเนิด แล้วมีผู้ใดในแผ่นดินเลือกกำเนิดได้บ้างเล่าโยม หากแต่อ้ายเสมาพากเพียรแลถือกตัญญูจนได้เป็นถึงพระยามหาสงครามเช่นทุกวันนี้ มิควรชื่นชมมากกว่าหรือ”

หลวงรามเดชะอึ้งยอมรับว่าพระครูขุนพูดถูก แต่ก็ ยังตะขิดตะขวงใจจึงอ้างต่อ “แต่หากข้าพระเจ้ายอมยกแม่เรไรให้ ผู้คนจะมิติฉินนินทาว่าหลงยศศักดิ์ของเสมาดอกหรือขอรับ”

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทุกผู้ ยังไม่พ้นคำนินทาไปได้ แล้วโยมเจ้าคุณเป็นผู้ใดกัน จึงจักพ้นปากคน แลโยมจักเห็นแก่คำนินทา สำคัญกว่าความสุขของคนที่โยมรักกระนั้นหรือ”

หลวงรามเดชะคิดตามที่พระครูขุนพูด ก็เริ่มตาสว่างได้คิดอะไรมากขึ้น

ooooooo

สามเดือนต่อมา

พระราชมนูหรือเจ้าพระยามหาเสนาบดีนำพระราชโองการมาแจ้งกับเสมาและทุกคน

“เมื่อได้ทราบความตามที่กราบบังคมทูล จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนางข้าหลวงเรไร บุตรีพระยาศรีพิชัยสงครามกับคุณหญิงลำภู ให้เป็นศรีเรือนแก่พระยามหาสงคราม แลขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงโปรดดลบันดาลให้มีแต่ความสุขความจำเริญ ครองคู่กันเป็นสุขสืบไป รับพระบรมราชโองการ”

“ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระ พุทธเจ้าข้า” เสมาถวายบังคมแล้วยื่นมือไปรับพระบรม ราชโองการ ก่อนจะลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยกับพระราชมนู ว่าดีใจยิ่งนักที่ท่านเมตตาอัญเชิญพระบรมราชโองการมาด้วยตัวเอง

“ฉันจักไม่มาได้อย่างไร ท่านเจ้าคุณศรีพิชัยก็อยู่ในสังกัดฉัน แลตัวท่านเจ้าคุณเองก็เป็นเพื่อนร่วมรบกันมาแต่ก่อน อย่างไรเสียฉันก็ต้องมา”

“ถ้ากระนั้น ขอเรียนเชิญท่านเจ้าพระยาขึ้นบนเรือนก่อนเถิดขอรับ จักได้พูดคุยกันระหว่างรอฤกษ์ยาม” หลวงรามเดชะเชื้อเชิญ

พระราชมนูยิ้มรับ แล้วเดินตามหลวงรามเดชะขึ้นเรือนไป พร้อมกับทุกคน

หลังจากนั้นไม่นาน เสมาและเรไรก็เข้าพิธีแต่งงาน ทุกคนมาร่วมแสดงความยินดีกันพร้อมหน้า ยกเว้นขันและดวงแขที่ยังทำใจไม่ได้และไม่ยอมรับความจริง อำพันน้ำตาคลอเสียใจที่ลูกๆยังไม่สำนึก

ส่วนพันอินที่ป่วยกระเซาะกระแซะมาตลอดก็ยังมีแก่ใจมาร่วมงานด้วย เสมาเข้ามากราบพ่อบุญธรรมด้วยสำนึกในบุญคุณ เพราะหากไม่มีท่านตนก็คงไม่มีวันนี้ พันอินส่งยิ้มบางๆด้วยความสุขใจ ขณะที่ศรีเมืองแอบเศร้า

ooooooo

เรไรในชุดไทยเต็มยศ สวยงามไร้ที่ติ เดินออกมาพร้อมกับจำเรียงและพิณ ทุกคนหันไปมองเป็นตา เดียวโดยเฉพาะเสมาที่ถึงกับตะลึงตาค้างในความสวย

มั่นส่งยิ้มบางๆแล้วเรียกให้ลูกชายไปรับตัวเรไรมานั่งประจำที่เพื่อเริ่ม พิธี เสมาจึงได้สติเดินยิ้มกริ่มเข้าไปหาเรไรทั้งคู่มองตากัน ด้วยความหมายลึกซึ้งแทนคำพูดมากมายที่อยากจะกล่าวต่อกัน

ครั้นได้ฤกษ์ พนักงานใช้ไม้ตีฆ้องเป็นสัญญาณ พราหมณ์หลวงเป่าสังข์เพื่อความเป็นสิริมงคลและแสดงว่าได้ฤกษ์ยามงามดีแล้ว วงมโหรีปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงอันเป็นมงคล พร้อมกับเจ้าพระยามหาเสนาบดี เดินนำหลวงรามเดชะ ลำภู พันอิน มั่น แต้ม และแขกเหรื่อต่างๆมาที่หอนั่งเพื่ออวยพรคู่บ่าวสาว

จากนั้น พระครูขุนและพระสงฆ์จึงสวดให้ศีลให้พรคู่บ่าวสาว โดยมีบาตรน้ำมนต์วางอยู่ตรงหน้า แลเมื่อพระสวดจบก็ถึงเวลาซัดน้ำที่ทุกคนรอคอย

มั่นช่วยยกบาตรน้ำมนต์ให้พระครูขุน ท่านพระเดินมาซัดน้ำมนต์จากบาตรให้พรคู่บ่าวสาว สิน สมบุญ และเหล่าเพื่อนเจ้าบ่าวก็ขยับตัวเบียดเสมา ส่วนจำเรียง เอื้อยแตง ศรีเมือง บัวเผื่อน และเพื่อนเจ้าสาวอื่นๆก็ขยับตัวเบียดเรไร ทั้งสองถูกเบียดมาแนบชิดกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงแลเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

ooooooo

ในตอนค่ำ เรไรเดินมายืนชมพระจันทร์อยู่ริมหน้าต่าง เธอส่งยิ้มปลาบปลื้มใจที่มีวันนี้จนได้ เสมาเข้ามากอดแม่หญิง เรไรเขินอายชี้ชวนให้เสมาดูดวงจันทร์ เพราะคืนนี้ช่างงามนัก เสมาว่าจะงามแค่ไหน ก็สู้แม่หญิงเรไรของเขาไม่ได้

“ท่านเจ้าคุณก็พูดเกินเลยไป หากผู้ใดมาได้ยินเข้า คงน่าอายนัก”

“ต่อหน้าผู้อื่น แม่หญิงจักเรียกฉันว่าท่านเจ้าคุณก็หาเป็นกระไรไม่ แต่ยามอยู่กันสองต่อสอง ฉันขอเถิดแม่หญิงโปรดเรียกเสมาดังเก่า เพราะข้าพระเจ้าคือเสมา ช่างตีเหล็กผู้ใฝ่รักแม่หญิงเรไรผู้สูงศักดิ์ ไม่เคยแปรเปลี่ยน แลยศศักดิ์ของข้าพระเจ้านี้ มีไว้เพื่อแม่หญิงเท่านั้น แต่ใจของข้าพระเจ้า มิเคยปรารถนาสิ่งใด มากไปกว่าหัวใจรักของแม่หญิงเลย”

“คำพูดนี้เสมาพูดกับฉันไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ยังจำได้อีกหรือ”

“ข้าพระเจ้ามีกระไรจะให้แม่หญิงดู” เสมาจูงมือเรไรมานั่งที่เตียง แล้วเดินไปหยิบกล่องใบหนึ่งมาส่งให้

แม่หญิงรับกล่องมาแล้วเปิดออก ข้างในมีทั้งแหวนที่ตนให้เสมาตอนไปศึก ดอกจำปีดอกแรกที่ให้เสมา ซึ่งตอนนี้ก็เหี่ยวจนแทบดูไม่ออกว่าเคยเป็นดอกจำปีมาก่อน แล้วยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เสมาเก็บเอาไว้อย่างดี

“แม่หญิงเห็นแล้ว คงจำได้กระมัง ว่าของแต่ละชิ้นนี้มีที่มาอย่างไรบ้าง”

“เสมาจำได้ แล้วมีหรือที่ฉันจักจำไม่ได้ เสมาเก็บไว้เถิด ของในกล่องนี้มีค่านัก ฉันไม่อยากให้มันหายไป” เรไรน้ำตาคลอด้วยความปลื้มใจ

เสมายิ้มรับพลางดึงตัวเรไรมานั่งกอดข้างๆ ส่งยิ้มมีความสุข “สิบกว่าปีแล้ว นับแต่วันที่ข้าพระเจ้าเชิญขอนให้แม่นั่ง จนถึงวันนี้ ผ่านลำเค็ญมานักหนาแทบเอาชีวิตไม่รอด ด้วยเฝ้าใฝ่รักกันมา ยิ่งกว่าหญิงชายคู่ใดทั้งอโยธยา ชีวิตนี้ข้าพระเจ้าให้แผ่นดิน แต่หัวใจรักนี้ เป็นของแม่หญิงเรไรเท่านั้น”

เรไรซบอกเสมาแล้วกอดเสมาแนบแน่นด้วยความรักที่มีให้ไม่ต่างกัน

ooooooo

3 เดือนต่อมา

เสมาวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในเรือนพันอิน ด้วยศรีเมืองให้คนไปแจ้งว่า พันอินป่วยหนัก อยากพบเสมาเป็นครั้งสุดท้าย

“ท่านพ่อ” เสมาเปิดประตูเข้าห้องนอน เห็นพ่อบุญธรรมนอนป่วยหนักใกล้หมดลมอยู่บนเตียง

พันอินได้ยินเสียงเสมาแต่มองไม่เห็น จึงใช้มือควานหาพลางร้องเรียก เสมาเข้าไปจับมือท่านไว้ พันอินยิ้มดีใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า เสียดายนักที่ไม่ได้เห็นหน้าลูกชาย แต่ยังโชคดีที่ยังมีลมหายใจอยู่รอจนเสมามาถึง

“พ่อท่านเข้มแข็งไว้ขอรับ ข้าพระเจ้าจะหาหมอที่เก่งที่สุดในอโยธยามาช่วยพ่อท่านให้จงได้”

“ไม่ว่าหมอจักเก่งเพียงใดก็เอาชำนะความตายไม่ได้ดอก ฟังพ่อเถิดเสมา พ่อมีเรื่องจะขอร้องเจ้าเป็นคราสุดท้าย”

“พ่อท่านบอกมาเถิด ข้าพระเจ้าจักกระทำตามประสงค์ของพ่อท่านทุกเรื่อง มิมีผัดผ่อนเลย”

“พ่อเป็นห่วงศรีเมืองนัก ขอร้องเจ้าจงรับศรีเมืองเป็นเมียรองจากเรไรเถิด”

“แต่ข้าพระเจ้าไม่เคยคิดกับศรีเมืองเป็นเช่นอื่น นอกจากน้องเลย แลโดยศักดิ์แล้ว ศรีเมืองมิควรเป็นรองหญิงใด”

“พ่อรู้ ว่าเจ้ามีใจเดียวต่อแม่เรไร ใช่ว่าพ่อจักไม่เข้าใจ เสมา เจ้ารู้หรือไม่ว่าพ่อไม่เคยออกเรือนเลย เพราะหญิงเดียวที่พ่อรัก ก็คือแม่แท้ๆของศรีเมือง แต่เพลานั้น พ่อยากจนเหลือ เป็นเพียงทหารไร้ยศศักดิ์ ตายายของศรีเมืองรังเกียจนัก จึงยกแม่ของศรีเมืองให้ผู้อื่น จากนั้น ผ่านไปนานปี พ่อแม่ของศรีเมืองถูกโจรฆ่าตายจนสิ้น เหลือศรีเมืองรอดมาเพียงผู้เดียว พ่อจึงเลี้ยงดูไว้ ครานี้เจ้าคงเข้าใจแล้วกระมัง ว่าเหตุใดพ่อจึงห่วงศรีเมืองนัก” พันอินจับมือเสมาไว้แน่น

เสมาพยักหน้ารับ “ขอรับ ที่แท้ข้าพระเจ้ากับพ่อท่าน ก็มีชะตาคล้ายคลึงกันนัก”

“แต่เจ้ายังโชคดีกว่าพ่อมากนัก เสมา เจ้ารับปากพ่อ รับศรีเมืองเป็นเมียลูกอีกคน แลดูแลปกป้องศรีเมืองได้หรือไม่”

เสมาเห็นพันอินใกล้ตายแล้ว และยิ่งเข้าใจเหตุผลของท่านก็ยิ่งสงสารขึ้นจึงยอมรับปาก

พันอินยิ้มดีใจหมดกังวล ก่อนที่เรี่ยวแรงครั้งสุดท้ายจะหมด มือของท่านที่จับมือเสมาไว้ก็คลายออก แล้วปล่อยตกลงพร้อมๆกับดวงตาที่ปิดสนิท หมดลมหายใจไปในที่สุด

เสมาน้ำตาเอ่อคลอด้วยความเศร้าเสียใจและสำนึกในบุญคุณ เขาก้มลงกราบที่เท้าของพันอินเป็นครั้งสุดท้าย

ooooooo

สายวันใหม่ เสมานำเรื่องที่พันอินขอร้องตนก่อนตายมาปรึกษาเรไร แต่เห็นเธอนั่งรับด้วยสีหน้านิ่งขรึม แล้วก้มร้อยพวงมาลัยต่อไปอย่างเนิบช้าก็ยิ่งเกรงใจ จึงรีบเอ่ย

“พ่อหลวงพิมานก็สิ้นบุญแล้ว หากฉันไม่รับปากก็อกตัญญูนัก แม่หญิงอย่าถือโทษเลย ฉันให้สัตย์ว่าจะให้ศรีเมืองอยู่ที่เรือนเดิม แลเป็นอนุแต่เพียงได้ชื่อเท่านั้น แต่ฉันจักไม่ข้องเกี่ยวแม่ศรีเมืองเป็นอันขาด”

“เหตุใดต้องทำเช่นนั้น เสมาก็รับแม่ศรีเมืองเป็นอนุจริงๆ แลให้ย้ายมาอยู่เรือนเดียวกันเสียก็สิ้นเรื่อง” เรไรเงยหน้ามองเสมาพลางส่งยิ้ม

“แม่หญิงพูดจริงรึ”

“เห็นฉันเป็นคนช่างประชดประชันหรือกระไร ฉันเห็นศรีเมืองมานาน ประจักษ์ในน้ำใจมาหลายครา ว่าแม่ศรีเมืองเป็นคนดี แลมีรักแท้ต่อเสมา ฉันเองก็เอ็นดูประหนึ่งน้อง หากมาเป็นอนุ ฉันก็หารังเกียจไม่”

“แต่แม่หญิงเคยถือสานัก เรื่องชายเจ้าชู้หลายเมียไม่ใช่หรือ”

“แต่ก่อนก็ใช่ แต่หลังจากตรากตรำได้ทุกข์มานาน ฉันเห็นควรว่าต้องแยกแยะ เหตุนี้เกิดจากเสมาขัดพ่อหลวงพิมานไม่ได้ แลเป็นคำขอสุดท้ายก่อนตาย แม่ศรีเมืองเองก็เป็นคนดี แล้วฉันก็จักถือโทษโกรธเคืองได้อย่างไร เอาไว้สิ้นงานศพพ่อหลวงพิมานแล้ว ค่อยพาแม่ศรีเมืองมาหาฉันตามธรรมเนียมเถิด” เรไรส่งยิ้มอย่างเข้าใจ

“ขอบน้ำใจแม่หญิงนัก สมแล้วที่เป็นศรีภรรยาเอกของเสมา แม่ได้ปลดเปลื้องความหนักใจให้เสมาจนสิ้น” เสมาเข้าสวมกอดแม่หญิงอย่างสุดรัก

ครั้นจัดการเรื่องงานศพพันอินเรียบร้อยแล้ว เสมาก็พาศรีเมืองเข้ามาอยู่ในเรือนในฐานะอนุภรรยา เรไรช่วยจัดเตรียมห้องหับและให้การต้อนรับศรีเมืองเป็นอย่างดี แถมให้เรียกเธอว่าพี่ ทำให้เสมาสบายใจยิ่งนักที่เห็นเมียทั้งสองต่างปรองดองกัน

ooooooo

ขณะที่เสมามีความสุขอยู่กับหน้าที่การงานที่เจริญรุ่งเรืองและครอบครัวที่อบอุ่นอยู่นั้น ขันกลับต้องตกต่ำถึงขีดสุดด้วยยังหาเจ้านายเข้าสังกัดไม่ได้

วันหนึ่ง เขารู้ข่าวว่าพิษณุโลกสองแควกำลังฟื้นฟูบ้านเมือง จึงมาชวนพุฒไปเข้าสังกัดพระยาพิษณุโลกด้วยกัน แต่กลับโดนพุฒเหยียดหยาม เพราะพุฒได้เข้าสังกัดทหารล้อมวังของพระพิเดชสงครามมาเกือบเดือนแล้ว

“นี่มึงหลอกกูหรืออ้ายพุฒ กูเห็นมึงเป็นเพื่อนจึงมาชักชวนไปเข้าสังกัดใหม่ แต่มึงมีอยู่แล้วกลับไม่บอกกู แลแล้งน้ำใจหาได้ชักชวนกูไม่ อ้ายเพื่อนชั่ว” ขันโกรธจัด

“มึงอย่ามาใช้คำว่าเพื่อนกับกู มึงเอาน้องสาวมึงมาล่อเพื่อหลอกใช้กู แล้วมึงก็บิดพลิ้วไม่เคยช่วยกูจริง แล้วเหตุใดกูต้องชี้ทางให้มึงกลับมารุ่งเรืองด้วย เฮ้ย ไล่อ้ายทหารไร้สังกัด ผู้นี้ไปให้พ้นเขตบ้านกู อย่าให้มันมาขโมยของได้เชียว” พุฒร้องสั่งลูกน้องที่ติดตามมา แล้วเดินหัวเราะสะใจจากไป

เหล่าทหารชักดาบออกมาเตรียมพร้อม ขันชะงักกึกมองตามพุฒด้วยความเคียดแค้น

ในตอนค่ำ ขันเดินคิดหนักมาที่หน้าเรือน เขาชักดาบคู่มือออกมาด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม เพราะยังตัดสินใจไม่ถูกว่า ว่าจะฆ่าตัวตายให้พ้นความตกต่ำดี หรือเอาดาบไปฆ่าเพื่อนทรยศอย่างพุฒดี

ดวงแขกับอำพันออกมาจากห้องพระมาเห็นเข้าก็ตกใจคิดว่าขันจะฆ่าตัวตาย อำพันรีบเตือนสติลูกชาย เพราะถึงจะเป็นทหารไร้สังกัด แต่ก็ยังมั่งมีศรีสุข ขันว่าตนคุ้นเคยกับอำนาจยศศักดิ์มานานนัก หากต้องอยู่โดยไม่เหลือกระไรเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากเป็นคนครึ่งคน

“แล้วแม่กับน้องเล่า พ่อขันตาย แล้วแม่กับน้องจะอยู่กับผู้ใด” อำพันร้องไห้โฮ

ขันรู้สึกผิดที่ทำให้แม่ต้องร้องไห้ ดวงแขเห็นใจแม่และพี่ชายจึงแนะให้อำพันไปขอความช่วยเหลือจากเสมา

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ขันยอมลดศักดิ์ศรีตามอำพันไปพบเสมาที่เรือน เพื่อขอให้ช่วยฝากฝังขันเป็นราชองครักษ์วังหน้า แต่เสมาชี้แจงว่า ขันไม่ใช่ทหารวังมาแต่ก่อน การย้ายมาเป็นองครักษ์ดูจักไม่งามนัก

“พอเถิดแม่ท่าน ลูกรู้ว่าพระยามหาสงครามคิดเช่นไร ผู้ใดจะอยากช่วยศัตรูกันเล่า เราไม่ควรมาขอความช่วยเหลือให้เค้าเยาะเล่นแต่ต้นแล้ว กลับกันเถิดแม่ท่าน” ขันลุกขึ้นจะกลับเพราะเข้าใจว่าเสมากลั่นแกล้ง

เสมาเรียกขันไว้แล้วอธิบาย “ช้าก่อนเถิดหลวงณรงค์ ฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น ที่ฉันว่าไม่งาม เพราะผู้หวังเป็นราชองครักษ์มีมากนัก หากหลวงณรงค์ท่านได้ตำแหน่งเกินหน้า ย่อมเป็นที่ริษยาแลเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในหมู่ทหารวังได้ เอาเช่นนี้เถิด หลวงณรงค์ไปเป็นทหารรักษาพระราชมณเฑียรแลประตูกำแพงชั้นนอกก่อน หากมีโอกาสเมื่อใด ค่อยย้ายมาเป็นราชองครักษ์ จะได้สิ้นครหา”

“นี่แสดงว่าท่านเจ้าคุณ รับพ่อขันเข้าสังกัดแล้วหรือเจ้าคะ” อำพันดีใจมาก

“หลวงณรงค์มีฝีมือลือเลื่องอยู่แล้ว ข้าพระเจ้าจักไม่รับคนมีฝีมือได้กระไรเล่าขอรับแม่นาย”

“แล้วข้อบาดหมางของเราเล่า” ขันยังไม่อยากเชื่อว่าเสมาจะช่วย

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ฉันไม่ได้ถือสาเอามาเป็นข้อเจ็บแค้นแต่อย่างไร แลไม่มีความสนใจจนลืมเสียด้วยซ้ำ หลวงท่านอย่ากังวลไปเลย ข้ออาฆาตของเราสอง เกิดจากรักหญิงคนเดียวกัน จึงได้ต่อสู้ทำร้ายกัน แต่โดยน้ำใจแล้ว ฉันชอบในฝีมือแลปัญญาของหลวงท่านนัก หากเราแค้นแลแก้แค้นกันอยู่เช่นนี้ ย่อมผูกเวรกันไม่จบสิ้น ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดเลย จงหยุดด้วยการสิ้นพยาบาทกันเสียแต่ตรงนี้เถิด”

“แพ้แล้ว อ้ายขันแพ้จนหมดสิ้นจริงๆ แต่หาได้แพ้ในฝีมือของออกญาท่านไม่ หากแต่แพ้ในน้ำใจของท่าน แลไม่มีวันที่จักคิดเป็นศัตรูกับท่านอีก” ขันยอมยกมือไหว้เสมาจากใจจริง
เสมายิ้มแย้มรับไหว้อย่างให้อภัย อำพันพลอยปลื้มปีติจนน้ำตาคลอเบ้า

ooooooo

ดวงแขยืนรอฟังข่าวพี่ชายอยู่ที่สวนหลังบ้านเสมา เพราะละอายเกินกว่าจะขึ้นไปเจอหน้าเรไร แต่เรไรรู้ว่าดวงแขมาจึงลงมาหาและชวนขึ้นเรือน

ดวงแขถึงกับเครียดเมื่อเห็นเรไร เธอรีบตอบกลับไป “จะให้ขึ้นไปเพื่อให้โดนเย้ยเล่นว่าสิ้นท่าหมดปัญญาแล้ว จึงต้องซมซานมากราบกรานขอร้องกระนั้นหรือ”

“อย่างไรเราก็เป็นเพื่อนกันมาเก่าก่อน จะถืออาฆาตกันไปเพื่อกระไร ต่างอโหสิให้แก่กันเสียเถิด”

“แม่เรไรชำนะแล้ว ก็ย่อมพูดคำว่าอโหสิได้ แต่แม่เรไรก็ไม่ได้วิเศษกว่าฉันสักเท่าใดดอก ออกเรือนกันไม่กี่เดือน ผัวก็มีเมียรอง นี่หรือชายผู้มีหัวใจเดียวของแม่”

“แม่ดวงแขพูดให้ฉันเจ็บช้ำ แล้วตัวเองมีสุขขึ้นกระนั้นหรือ เราอย่าทำร้ายกันเองอีกเลย แม่ดวงแขรู้หรือไม่ว่าทุกคราที่ฉันนึกถึงยามที่เราสองยังเป็นเด็กวิ่งเล่นกัน ฉันเจ็บช้ำมากเพียงไร หรือแม่ดวงแขลืมวันวานสิ้นจากใจหมดแล้ว” เรไรน้ำตาเอ่อ เข้ามาจับมือดวงแข

ดวงแขค่อยๆดึงมือออก แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เพื่อไม่ให้เรไรเห็นน้ำตาที่ท่วมคลอเบ้า เพราะเสียใจไม่แพ้กัน เธอพยายามกลั้นน้ำตา แล้วเอ่ย

“ป่วยการที่จักคิด อย่างไรก็ย้อนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว แต่ฉันก็ขอบน้ำใจแม่เรไรนัก ที่ยังระลึกถึงกันอยู่ ฉันขออวยพรให้แม่เรไรจงจำเริญสุข ด้วยลาภยศยิ่งขึ้นไปเถิด”

เรไรยิ้มดีใจ เพราะดวงแขพูดเช่นนี้ก็แสดงว่าลืมเรื่องร้ายๆไปได้มากแล้ว “ฉันเองก็ขอให้แม่ดวงแขจำเริญสุขขึ้นเช่นกัน แท้จริงแล้ว ยังมีชายอีกมากที่แอบปองรักแม่ดวงแขอยู่ แม่ดวงแขจักไม่ลองชายตามองบ้างเชียวหรือ”

“ฉันขออยู่คนเดียว โดยมีพระบารมีของเสด็จเป็นที่พึ่งเช่นนี้ต่อไปจักดีกว่า ชาตินี้ ฉันไม่ต้องการผู้ใดอีกแล้ว” ดวงแขยกมือท่วมหัว แล้วตัดใจเดินเลี่ยงออกไปโดยไม่สนใจสนทนากับเรไรอีก

เรไรมองตามด้วยความสงสารและเห็นใจ แต่ก็รู้ดีว่าคนอย่างดวงแขเมื่อตัดสินใจแล้วไม่มีทางเปลี่ยนใจเด็ดขาด

ooooooo

สายวันต่อมา...

เสมาพาขันมาฝากฝังกับหลวงนเรนทร์แล้วขอตัวไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่หัวพระองค์น้อย ขันยิ้มรับแล้วออกตรวจตราความเรียบร้อย เขาได้พบกับบัวเผื่อนที่เข้ามาแสดงความยินดีที่ได้กลับมารับราชการอีกครั้ง ขันส่งยิ้มกรุ้มกริ่ม มองบัวเผื่อนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

บัวเผื่อนเองก็มีท่าทีแปลกเปลี่ยน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 15:40 น.