ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ขุนศึก ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

วันอาทิตย์ แรม 11 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเส็ง พุทธศักราช 2112 กรุงศรีอยุธยาสูญเสียเอกราชให้แก่กองทัพของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง คนไทยตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงหงสาวดีนานนับสิบปี

ครั้นพระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พระมหาอุป– ราชา มังไชยสิงห์ ขึ้นครองราชย์สืบต่อ ทรงพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง พระองค์ระแวงว่าคนไทยจะก่อกบฏ เพราะสมเด็จพระนเรศวรมหาอุปราชกรุงศรีอยุธยาทรงพระปรีชาสามารถ ดังนั้น เมื่อพระเจ้ากรุงอังวะแข็งเมือง พระเจ้านันทบุเรงจึงสบโอกาสมีรับสั่งให้สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไปปราบ พร้อมกันนั้นพระองค์ได้เตรียมแผนลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไว้ที่เมืองแครง

ooooooo

รอบค่ายพักสมเด็จพระนเรศวร ขณะทหารเดินรักษาเวรยามอย่างเข้มงวด พลันมีลูกดอกอาบยาพิษพุ่งเข้าปักคอ ล้มลงขาดใจตายทันที ทหารอีกคนเห็นเพื่อนตายก็ตกใจ แต่ไม่ทันทำอะไรก็ถูกมือสังหารหงสาแทงด้านหลัง ขาดใจตายไปอีกคน

มือสังหาร 5-6 คนลอบเข้ากระโจมของสมเด็จพระนเรศวรไป มันตลบมุ้งขึ้น แล้วฟันดาบลง แต่คนที่นอนอยู่ไวกว่า พลิกตัวใช้ปืนยิงสวนจนมันกระเด็นออกไปตายคาที่ พวกที่เหลือตกใจ ตาเหลือกลาน มองคนที่อยู่บนเตียง แท้จริงเป็นพระราชมนูที่ปลอมตัวมานอนแทน อึดใจนั้นทหารจำนวนมากถืออาวุธครบมือกรูกันเข้ามาในกระโจม

“วางอาวุธเสีย แล้วกูจะไว้ชีวิตพวกมึง” เสียงพระราชมนูกร้าว

พวกมือสังหารไม่ฟัง ทหารทั้งสองฝ่ายจึงตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด พลันมือสังหาร 2-3 แหวกวงล้อม ออกไป มันตรงเข้าหาสมเด็จพระนเรศวรเงื้อดาบฟันสุดแรงเกิด หมายปลงพระชนม์ แต่ชะตามันขาด พระองค์ดำทรงชักดาบฟันสวน ดาบมารมือสังหารบังเกิดสะเก็ดไฟแปลบปลาบ หักสะบั้น มันตายคาที่

มือสังหารคนที่ถูกจับได้คนหนึ่ง ตวัดดาบปาดคอตัวเอง พวกที่เหลือเห็นดังนั้น ก็ทำดุจเดียวกันจนสิ้น

“เป็นไปตามคำเตือนของพระยาเกียรติ พระยาราม แลมหาเถระคันฉ่องทุกประการ ย่อมประจักษ์แจ้งแล้วว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงหมายจะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพี่” พระเอกาทศรถกราบทูล

“เรายกทัพมาตีกรุงอังวะโดยสัตย์ พระเจ้าหงสาวดีกลับประพฤติพาลต่อเรา...” สมเด็จพระนเรศวรตรัสด้วยน้ำเสียงโกรธจัดปาดาบในมือปักพื้นดินอย่างแรง

หลังเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ สมเด็จพระนเรศวรทรงหลั่งอุทกธาราจากสุวรรณภิงคารลงสู่พื้นดินประกาศอิสรภาพให้ชาติไทยไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาอีกต่อไป ทหารส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ ราวกับแผ่นดินจะถล่ม

ooooooo

ข่าวสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพกระจายไปทั่วพันอินนำเรื่องมาคุยกับมั่นช่างตีเหล็กฝีมือดี เสมาลูกชายตีดาบอยู่ใกล้ๆได้ฟังก็ฮึกเหิมกระหน่ำตีเหล็ก ด้วยเลือดลมพลุ่งพล่านจนดาบหัก พันอินหันไปมองพลางแล้วเอ่ยถามมั่น ว่าหนุ่มผู้นี้เป็นใคร มั่นว่าเสมาเป็นลูกชายเขาเอง ส่งไปอยู่กับพระครูขุนวัดพุทไธสวรรย์ แต่เล็ก เพิ่งจะกลับมา

เมื่อพันอินถามเสมาว่าได้วิชาอะไรติดตัวมาบ้าง เสมาว่าได้หัดดาบสองมือมาหลายปี หมายมั่นจะเป็นทหาร พันอินถูกใจนัก รับปากจะช่วยฝากให้

“ถ้ากระนั้น ฉันขอยกอ้ายเสมาให้เป็นลูกท่านพัน แล้วต่อไปจะเป็นลูกศึกลูกเมืองประการใดก็ตามแต่ ขออุปการะไปเถิด”

“ได้ซีพี่มั่น ฉันชอบใจอ้ายลูกคนนี้อยู่แล้ว ทั้งรูปร่าง น้ำใจ สำนักเรียน ก็ได้ลักษณะพร้อม ภายหน้าต้องได้เป็นขุนศึกขุนพลเป็นแน่”

เสมากลับมาบอกข่าวดีกับแม่และน้องสาวที่บ้าน ครั้งถึงบ้านเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินหันหลังดูโน่นดูนี่อยู่ที่หน้าเรือนก็เข้าใจว่าเป็นจำเรียงน้องสาวจึงเข้าไปเรียก เมื่อเธอหันมาถึงกับตะลึงในความสง่าจนตาค้าง

“ฉันไม่ใช่จำเรียงดอกจ้ะ จำเรียงกับแม่จะเอาส้มสูกลูกไม้ให้ฉันอยู่ ฉันก็เลยมาเดินรอ” เรไรส่งยิ้มหวานบาดใจ

เสมาตั้งสติได้รีบยกขอนไม้มาปัดฝุ่นจะให้นั่ง พอดีบุญเรือนกับจำเรียงถือชะลอมผลไม้เข้ามาเห็น บุญเรือนตวาดเสมา เพราะคิดว่าลูกชายทำอะไรล่วงเกิน

จำเรียงรีบสำทับ “นี่ท่านหญิงเรไร นายของข้า พี่ประพฤติหยาบคายกระไรไปบ้าง กราบขมาท่านประเดี๋ยวนี้เลย”

เสมาตกใจ จะก้มลงกราบจริงๆ เรไรร้องห้ามพลางอธิบายว่า เสมาแค่ยกขอนไม้มาให้เธอนั่งเท่านั้น จำเรียงกลัวพี่ชายจะทำขายหน้ารีบตัดบทพาเรไรไปส่งที่ท่าน้ำเพื่อนั่งเรือกลับบ้าน

เรไรหันมายิ้มให้เสมาเป็นเชิงลา แล้วเดินจากไปเสมามองตามพลางรำพึงชื่อแม่หญิงคนงาม

ooooooo

เช้าวันใหม่ พันอินพาเสมาไปกราบขุนรามเดชะที่เรือน เพื่อฝากให้เป็นทหาร ขุนรามเดชะรู้จากพันอินว่าเสมาเป็นศิษย์สำนักพุทไธสวรรย์ก็อยากเห็นฝีมือจึงเรียกให้ขันมาช่วยทดสอบ

ขันอิจฉาที่เสมาเป็นศิษย์สำนักดังจึงพูดจาดูแคลน หวังให้เสมาอับอาย ยามนั้นเรไรกลับจากทำบุญเดินขึ้นเรือนมา พร้อมด้วยพิณและเหล่าข้าทาส ขุนรามเดชะเรียกให้ลูกสาวไหว้พันอิน พันอินจึงแนะนำให้เรไรรู้จักกับเสมาในฐานะลูกบุญธรรม หญิงสาวอึ้งไปนิด แล้วรีบยกมือไหว้ เสมามองเรไรนิ่งไม่วางตา ขันเหลือบมองคนทั้งคู่ด้วยตาเปี่ยมไฟริษยา

ขุนรามเดชะนำทุกคนมาที่ลานฝึกดาบหน้าเรือน เพื่อดูขันประลองดาบกับเสมา เรไรกับเหล่าทาสออกมายืนดูอยู่บนเรือน ขันทำปากดีท้าให้เสมาเข้ารุกก่อน เสมาหาประมาทไม่ เขาคุกเข่าไหว้ขอขมาขันแล้วลุกขึ้นเตรียมพร้อม

ขันควงดาบสองมือจู่โจมหมายประกาศชื่อ เสมาตั้งรับหวังดูชั้นเชิง ทำให้ขันได้ใจ คิดว่าเสมาสู้ไม่ได้จึงร่ายเพลงดาบเข้าฟันเสมาอย่างหนักหน่วง ครั้นเสมาอ่านทางออกแล้ว จึงสวนกลับและเป็นฝ่ายรุกจนขันเกือบสิ้นลายครูดาบ แต่เสมาไม่อยากให้ขันต้องเสียหน้า จึงพลิกเอาตัวบังสายตาคนอื่นไว้ แล้วใช้ดาบมือซ้ายกดดาบของขันไว้ ก่อนจะใช้สันของดาบมือขวาฟันกระแทกลงจนดาบตนและขันหักพร้อมกัน แล้วรีบคุกเข่าลงไหว้คู่ต่อสู้ ทำเหมือนว่าไม่มีใครแพ้ชนะเพราะดาบหักเสียก่อน แต่ขุนรามเดชะดูออกเขานึกชมเสมาที่ทั้งเก่งและมีน้ำใจไม่หักหน้าคนอื่น

ขันสงบสติอารมณ์แล้วพาเสมาเข้ากราบขุนรามเดชะพลางเอ่ย “พระคุณจะได้ทหารดีไว้รับใช้ราชการขอรับ ทั้งไหวพริบแลฝีมือก็นับว่าเจนชำนาญอยู่ เรี่ยวแรงยิ่งดีมากขอรับ”

“ดีแล้วๆ ต่อไปเราก็มาเป็นทหารขององค์สมเด็จพระนเรศด้วยกันเถิดนะ หลานเอ๋ย” ขุนรามเดชะหัวเราะร่วน

“ขอบพระคุณขอรับ ข้าพระเจ้าจะตั้งใจรับราชการ ไม่ให้เสื่อมเสียมาถึงพ่อพันอินแลพระคุณเลยขอรับ” เสมาก้มลงกราบด้วยความดีใจ ส่วนขันก้มหน้าแต่แอบขบกรามจนนูนนึกเขม่นๆเสมาอยู่ลึกๆ ผิดกับเรไรที่ยืนมองเสมาด้วยสายตาชื่นชม

ooooooo

เสมาดีใจที่ได้เป็นทหาร เจอใครก็บอกไปตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงหน้าแผงขายเหล็กและมีดพร้าของเอื้อยแตง

สาวเจ้าสวนมาอย่างไม่เกรงใจว่า ทุกคนเขารู้กันทั่วแล้ว ทำให้เสมาบ่นว่า เอื้อยแตงชอบขัดคอมาตั้งแต่เล็กจนโตไม่เบื่อบ้างเลย ครั้นเอื้อยแตงทำท่าจะตอบโต้ คู่ปรับก็เดินหนีไปช่วยแต้มพ่อของสาวน้อยแบกเศษเหล็กแล้ว

แต้มยินดีกับเสมาที่จะได้เป็นทหารเพราะคงสมใจมั่น แล้วล้อว่า ป่านนี้บุญเรือนคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ เพราะไม่อยากให้ลูกชายเป็นทหาร เสมาฟังแล้วแปลกใจ เขากลับไปถามความจริงกับพ่อและแม่

มั่นพาลูกชายเข้าไปคุยกันในห้องพระแล้วบอกเล่าเรื่องราวในอดีตว่า ปู่ของเสมาคือ ขันชำนะพลแสน ทหารกล้าของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แต่พอปู่สิ้นบ้านช่องก็ถูกข้าศึกทำลาย ญาติพี่น้องก็แตกกระสานซ่านเซ็น

พ่อมั่นมีเพียงวิชาติดตัวแค่การตีเหล็กจึงหมดปัญญาที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของปู่คืนมา จึงหวังพึ่งเสมาให้ทำหน้าที่แทน และที่บุญเรือนไม่อยากให้เสมาเป็นทหารก็เพราะญาติพี่น้องตายในสงครามจนหมด ทำให้นางต้องระหกระเหินลำบากลำบนอยู่หลายปี จึงกลัวว่าลูกชายจะมีอันเป็นไปอีกคน

เสมาพยักหน้ารับช้าๆ รู้สึกเห็นใจแม่ เขาออกไปคุยกับบุญเรือนที่ศาลาริมคลอง หวังให้แม่คลายกังวล เพราะถึงอย่างไรเขาก็ต้องเป็นทหารให้ได้ บุญเรือนเจ็บใจไล่ตะเพิดลูกแล้วน้ำตาคลอ

ooooooo

ค่ำวันเดียวกันนั้น ขันฝึกซ้อมดาบสองมือกับพวกทาสชายอยู่ที่ลานกว้างหน้าเรือนด้วยความหงุดหงิดเพราะเจ็บใจที่แพ้เสมา ดวงแขออกมายืนดูพี่ชายแล้วหันมาฟ้องแม่ว่าค่ำมืดแล้ว ทำไมพี่ขันยังไม่หยุดซ้อมอีก

“ช่างพ่อขันเถิดดวงแข ประเดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดเอง” อำพันว่า แล้วหันไปพูดกับชดลูกหนี้ที่จะมาขอยืมเงินเพิ่ม ว่านางคงให้ไม่ได้ เพราะชดเอาแต่เล่นถั่วเล่นโปไม่ยอมทำกิน ชดไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้จึงคลานหลบออกไป

ดวงแขมองตามพลางเปรยกับแม่ว่า พรุ่งนี้เธอนัดกับเรไรว่าจะไปทำบุญที่วัดด้วยกันและจะชวนขัน แต่ดูท่าคงจะคลาดกันอีกแล้ว

“พลาดมื้อนี้ก็ยังมีมื้อหน้า หากพ่อขันออกศึกได้ยศศักดิ์เมื่อใด มีรึ ออกขุนรามเดชะจะรังเกียจ ลูกอย่ากังวลไปเลย” อำพันยิ้มมั่นใจ แต่ดวงแขทำท่าหนักใจ เพราะพี่ชายไม่ได้อย่างใจเลย

ooooooo

เช้าวันใหม่ เรไรพร้อมทาสหญิงชาย และดวงแขกับเหล่าบริวารต่างนั่งเรือออกไปทำบุญที่วัด ระหว่างทาง เรือของดวงแขก็ถูกชดกับพวกดักปล้น

ดวงแขพลัดตกนํ้าและเกือบจมนํ้าตาย เพราะว่ายนํ้าไม่เป็น แต่โชคดีที่เอื้อยแตงกับเสมาพายเรือบรรทุกเศษเหล็กผ่านมาพบ เสมาลงไปช่วยดวงแขขึ้นมาบนฝั่ง และจัดการกับชดและพวกหนีกระเจิงไป

เรไรที่อยู่บนเรืออีกลำเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด สั่งให้ทาสเข้าช่วย แต่เอื้อยแตงลากเสมาลงเรือหายไปเสียแล้ว เพราะเธอไม่ชอบมีความกับผู้ใด เรไรแอบเศร้า เข้าใจว่า เอื้อยแตงกับเสมาเป็นคู่รักกัน ขณะที่ดวงแขแอบปลื้มนํ้าใจชายหนุ่ม และนึกเสียดายที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครอยู่ที่ไหน

เช้าวันต่อมา เสมาไปที่บ้านของขุนรามเดชะ เพื่อขอรับชุดทหาร เขาพบเรไรกำลังเก็บดอกจำปีใส่ขันเงิน ใบเล็กๆ แต่เผลอทำหลุดมือ จึงรีบเอื้อมมือไปรองรับ พลางเอ่ยขอดอกจำปี เรไรเขินอายแต่ทำวางท่า บอกว่าอยากได้ก็จะให้ แล้วถามถึงธุระของชายหนุ่ม เสมาว่าตนมารับเครื่องทหาร แต่มาเร็วไป

“เห็นประตูเรือนเปิดอยู่เลยเข้ามา ก็เลยรับดอกจำปีพลัดมือได้” เสมาส่งสายตากรุ้มกริ่ม

“พูดเองเล่าความเอง ไม่ได้ความเลย แต่เอาเถิด เมื่อมาหาพ่อก็ขอเชิญบนเรือน พ่อไปราชการแต่เช้ามืด สักครู่คงกลับ” เรไรปั้นหน้านิ่งเดินเชิดนำเสมาเข้าข้างในบ้าน แล้วแอบอมยิ้มปลื้มอยู่ในที

เสมาตามเรไรเข้ามาในเรือนและชวนพูดคุย แต่ไม่ทันไร ขันก็ถือชุดทหารเดินเข้ามา เขาไม่พอใจที่เห็นเสมายืนมองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่ม จึงพาลหาเรื่องและพูดดูถูกไปถึงพระครูขุนวัดพุทไธสวรรย์อาจารย์ของเสมา

เสมาไม่พอใจจะเข้าไปเอาเรื่องขัน แต่บุญเรือนกับจำเรียงเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน เพราะจะมารับของฝากจากเรไรไปให้บัวเผื่อนเพื่อนชาววัง เรไรเชิญทั้งคู่ขึ้นมาบนบ้านแล้วแนะนำให้รู้จักกับขัน

ขันเหล่มองจำเรียงอย่างมีแผน เมื่อรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของเสมา

ooooooo

เสมาเดินเลี่ยงไปลองชุดทหารที่หลังบ้าน  สม-บุญทาสของขุนรามเดชะแอบตามไปเตือนเสมาให้ระวังตัวเพราะขันผูกใจเจ็บเรื่องที่แพ้เสมาเมื่อวันก่อน เสมาซาบซึ้งขอเป็นเพื่อนตายกับสมบุญ และรับปากจะช่วยสอนเพลงดาบให้สมบุญไว้สร้างความชอบในยามออกศึกและจะได้ไถ่ถอนตัวเองให้เป็นไท

สมบุญดีใจจะกราบเสมาแต่เขาห้ามไว้ แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปดูแม่กับน้องที่ยังคุยอยู่กับขัน

เสมาหอบห่อผ้ากลับขึ้นมาบนเรือน พบขันกำลัง ประจบบุญเรือน แถมยังเกี้ยวจำเรียงด้วยการจับปลายสไบ ขึ้นจูบ เสมาฉุนขาดเข้าไปเอาเรื่อง เรไรที่เตรียมของอยู่ในบ้านได้ยินเสียงเอะอะจึงออกมาดู ขันรีบฟ้องว่าเสมาทำโอหังใส่ตน

“โอหังรึ นายหมู่สัพยอกน้องข้า หากเป็นน้องหญิงของนายหมู่แล้ว ข้าสัพยอกเช่นนี้มั่งจะว่ากระไร” เสมาสวนทำให้ขันโมโห ท้าให้เสมาสู้ ทหารใหม่รับคำ

สองหนุ่มเดินออกไปที่ลานฝึกดาบหน้าเรือนแล้วเข้าประลองฝีมือกันอีกครั้ง ขันเห็นเสมากำลังโกรธก็ยิ่ง ยั่วยุหวังให้ขาดสติเพื่อที่ตนจะได้ชนะ แต่สุดท้ายเสมาก็พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้อีกครั้ง เขาจ่อปลายดาบเข้าที่คอหอยขัน ขันตกใจหน้าซีดเผือด พอดีขุนรามเดชะกลับมา

สองหนุ่มถูกเรียกไปไต่สวน ขุนรามเดชะตำหนิเสมาที่ ผิดกฎ เพราะบังอาจตอบโต้ขันที่มียศสูงกว่า เสมาพยายามอธิบายความจำเป็น แต่ขุนรามเดชะไม่รับฟังเพราะกฎต้องเป็นกฎ

“ข้าพระเจ้าไม่รู้วิถีทหาร หากเป็นนายแล้ว จะกระทำบัดสี ยํ่ายีผู้เป็นลูกหมู่อย่างไรก็ได้งั้นรึขอรับ” เสมาเอ่ย

“อ้ายเสมา นี่มึงกล้าย้อนกูรึ” ขุนรามเดชะโมโห

ขันได้ทีรีบใส่ไฟ จนขุนรามเดชะเข้าใจเสมาผิด สั่งให้สมบุญคุมตัวเสมาไปโบยด้วยเชือกหนังสิบสองที แล้วจำตรวนไว้ที่เรือนแถวท้ายหอ

สมบุญหน้าเสียรีบพาเสมาออกไปก่อนที่จะโดนเพิ่มโทษอีก ขันมองตามแล้วส่งยิ้มเยาะอย่างสาแก่ใจ

ooooooo

เสมาถูกพาตัวมาที่หน้าเรือนเพื่อรับโทษโบย สมบุญ เข้ามาไหว้ขอขมาที่ต้องโบยตามคำสั่ง แต่ยังไม่ทัน ได้ลงมือ ขันก็ตามออกมาแล้วขอโบยเสมาให้หายแค้น

เสมาขบกรามแน่นยอมรับชะตากรรม เรไรแอบมองเสมาด้วยความสงสารแต่ช่วยอะไรไม่ได้

หลังรับโทษโบย สมบุญก็พาเสมาตีตรวน เข้ากรงขัง ด้วยไมตรีเขาแอบส่งยาใส่แผลให้ ระหว่างนั้น เสมาบ่น น้อยใจที่ขุนรามเดชะเข้าข้างขัน สมบุญว่าเป็นเพราะพ่อของขันกับขุนรามเดชะเป็นเพื่อนแก้วเกลอเก่ากัน แถมที่บ้านของขันก็รวยมากจนท่านขุนต้องเกรงใจ

“มิน่าเล่า เอาเถิด ถือว่าข้าโง่เองจะโทษใคร หากอ้ายขันมันไม่ระรานข้าอีก ก็ให้ยุติแต่เพียงนี้ แต่ถ้ามันยังประพฤติพาลข่มเหงข้า ครั้งหน้า ข้าจะให้มันเจ็บยิ่งกว่าที่ข้าได้รับ” เสมาประกาศก้อง

ooooooo

กลางดึกคืนนั้น เรไรแอบเอาข้าวมาให้เสมาโดยมีพิณเป็นคนดูต้นทางให้ เสมาซึ้งใจยิ่งนัก เขานึกถึงดอกจำปีขึ้นมาได้จึงรีบหยิบออกมาดูก็พบว่ามันถูกทับจนบี้แบนหมดแล้ว

เรไรยิ้มเอียงอายที่เสมาเก็บดอกจำปีไว้ แต่เมื่อได้สติก็แกล้งเปรย “จะเก็บไว้บูชาสิ่งไรกันเล่าเสมา หรือจะแกล้งเก็บไว้เสนออวดว่าเป็นคนช่างเก็บ”

“อ้ายเสมารักดอกไม้หอม แลก็ขอแม่หญิงแล้ว เผอิญลืมเก็บ ใส่กระเป๋าตอนรบกันนายหมู่ เสียดายนัก”

เรไรยิ้มเขินอาย ยามนั้นสมบุญวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่า ให้เรไรรีบไป เพราะมีคนมาตอนนี้พิณรับหน้าอยู่เสมานึกห่วงเร่งให้เรไรกลับขึ้นเรือน แม่หญิงเก็บข้าวของเดินตามสมบุญออกไป พ่อหนุ่มมองตามด้วยความห่วงใย

หญิงคนงามเดินอมยิ้มเอียงอายกลับเข้ามาในห้อง เธอทิ้งตัวลงนั่งที่เตียงพลางครุ่นคิดเรื่องเสมาอย่างวาบหวามใจ เช่นเดียวกับเสมาที่เห็นแต่ภาพเรไรลอยอยู่ในหัวตลอดเวลา เขาไม่อาจข่มตานอนได้จึงใช้กำลังง้างปลอกเหล็กที่พันธนาการตนออก แล้วแอบย่องขึ้นเรือนมาหาเรไร

เรไรเพิ่งล้มตัวนอน ได้ยินเสียงเคาะประตู เข้าใจว่าเป็นพิณจึงลุกไปเปิด แต่ต้องตะลึงเพราะคนที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นเสมา เรไรตั้งสติได้รีบถามเสมาว่า ต้องการอะไร เพราะกลัวมีคนมาเห็น

“เมตตาอีกครั้งเถิดแม่หญิงเอ๋ย จะเป็นหมากหรือยาสูบก็ได้ รับอาหารแล้วก็นึกอยากสูบหรือเคี้ยวหมากจริงๆ” เสมา หาข้ออ้าง แต่พอเห็นเรไรมองด้วยสายตาจับผิดก็รีบหลบตา

เรไรสั่งให้ไปรอที่หอนั่งก่อนเพราะจะช่วยจัดหาหมากพลูและยาสูบให้ เสมารีบเดินเลี่ยงไปด้วยความดีใจเรไรมองตามแล้วก็ยิ้มขำๆ เพราะรู้ทัน

ครู่ต่อมา เรไรนำหมากพลูกับยาสูบ พร้อมกับชุดไฟออกมาให้ เสมาแกล้งทำชุดไฟตก แม่หญิงไม่รู้ทันช่วย ควานหาในความมืด หนุ่มเจ้าเล่ห์แกล้งคลำถูกมือ แม่หญิงเขินอายดุให้เสมาปล่อยมือ เสมาเสียดายแต่จำต้องทำตาม แล้วแอบเอาชุดไฟที่หาเจอตั้งนานแล้ว มาวางไว้ข้างตัวเรไร

เรไรคลำเจอก็นึกเอะใจเพราะหาตั้งนานแต่ไม่มาพบ เธอหันมามองเสมาด้วยสายตาเอาเรื่อง เสมาหน้าเสียกลัวเรไรโกรธรีบออกตัว “ฟังคำก่อนเถิดนะแม่หญิง อย่าเพิ่งถือเคืองแก่ข้าเลย ข้าพระเจ้านี้ต้องขังทั้งปวดเมื่อยเป็นที่ยิ่ง เมื่อได้เมตตาแม่ ได้หมากแล้วต้องเร่งกลับ ก็อาลัยนัก จึงใคร่จะยืดเพลาพักพอสบาย ไปอีกเพียงครู่หนึ่ง”

“อ้อ เพียงประสงค์เท่านั้น ก็จะบอกกันเสียแต่โดยตรงมิได้หรือ เจ้าเล่ห์นักหนา แต่เพียงการเท่านี้ก็ ต้องวางหมากกลแล้วยังจะมีกลใดอีกเล่า”

“สิ้นกลแล้วแม่ อ้ายเสมายอมแพ้ปัญญาแม่หญิง จงอภัยเถิด เมตตาพอให้พักได้สบาย อีกสักครู่เดียวก็จะต้องเข้าตรวนแล้ว” เสมาเอาหมากขึ้นมาเคี้ยวแล้ว มองเรไรด้วยสายตารักใคร่เสน่หา

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขุนรามเดชะนั่งคุยอยู่กับพันอินเรื่องเสมาอยู่ที่โถงหน้าบ้านว่า ที่ตนสั่งขังเสมาก็เพราะต้องการเตือนสติ ไม่ให้กระด้างกระเดื่องต่อผู้ใหญ่ มิได้มีอคติแต่อย่างใด

พันอินเบาใจฝากฝังให้ขุนรามเดชะช่วยสั่งสอนด้วย ขุนรามเดชะรับปากแล้วซักต่อเรื่องหงสา ว่าจะยกทัพมาเมื่อใด พันอินว่าคงไม่เกินแล้งให้เตรียมทหารไว้ให้พร้อม ท่านขุนฟังแล้วหนักใจ เพราะขันเพิ่งได้รับคำสั่งให้ย้ายหน้าที่จึงขาดครูฝึก จังหวะนั้นเองสมบุญพาตัวเสมาขึ้นมาบนเรือน ขุนรามเดชะฉุกคิดได้เอ่ยถามเสมาว่า นอนคุกแล้วรู้สึกเป็นเช่นไร นึกโกรธเขาบ้างไหม

“สบายดีขอรับพระคุณ พระคุณมีบุญคุณกับอ้ายเสมานัก อ้ายเสมาจะกล้าโกรธเคืองพระคุณได้อย่างไรกันขอรับ”

“จริงดั่งปากก็ดีนัก เพราะข้าจะมอบหมายหน้าที่ครูฝึกทหารใหม่ให้เอ็ง ขอเอ็งจงตั้งใจทำเถิด” ขุนราม–เดชะเอ่ย

เสมาดีใจ แต่ก็อดถามไม่ได้ว่าหมู่ขันไปไหนเหตุใดถึงไม่เป็นครูฝึก พันอินว่า ขันย้ายไปทำหน้าที่อื่นแล้ว พลางกำชับให้เสมาตั้งใจทำหน้าที่ให้ดี

“ขอรับพ่อพันอิน อ้ายเสมาจะไม่ทำให้พ่อพันอินกับพระคุณผิดหวังเลยขอรับ” เสมาก้มลงกราบผู้ใหญ่ทั้งสองไม่ทันเห็นเรไรที่แอบฟังอยู่ เธอปลาบปลื้มไปกับความก้าวหน้าของคนต้องใจ

ooooooo

ท้องพระโรงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรงตวาดใส่พระมหาอุปราชมาที่ลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรไม่สำเร็จ

พระมหาอุปราชขอโอกาสแก้ตัว ขอกรีธาทัพเหยียบแผ่นดินกรุงอโยธยาให้ราบเป็นหน้ากลอง แต่พระเจ้านันทบุเรงประมาทว่า ไทยอ่อนแอ มีกำลังทัพน้อยกว่าหงสาวดีมาก จึงรับสั่งให้พระยาพสิมซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าอา ยกทัพสามหมื่นเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ทางด่านพระเจดีย์สามองค์และให้พระเจ้าเชียงใหม่ มังนรธาช่อ ซึ่งเป็นพระราชอนุชา ยกทัพพลหนึ่งแสน บุกเข้าตีพร้อมกับหวังยึดอโยธยาให้กลับมาเป็นเมืองขึ้นดังเก่าก่อน

ooooooo

สองเดือนต่อมา พระยาพิชัยสงครามมาพบขุนรามเดชะเพื่อสอบถามเรื่องกำลังพล เพราะเกรงว่าจะไม่พอใช้สอยยามศึก ขุนรามเดชะรีบให้คำมั่นว่า ตนกำลังเร่งฝึกซ้อมทหารอย่างหนัก มั่นใจว่าได้ทันตามกำหนดแน่ แล้วหันไปเรียกเสมาที่คุมทหารใหม่ฝึกฝนอยู่ในลาน ให้หาคนมาประลองฝีมือให้พระยาพิชัยสงครามได้ประจักษ์

เสมาเรียกสมบุญออกมาซ้อมดาบให้ท่านออกญาดูแต่ท่านติงว่าซ้อมกันเองจะเห็นฝีมือชัดได้อย่างไร แล้วหันไปสั่งหมื่นหาญที่ติดตามมาลงไปประลองฝีมือกับสมบุญแทนเสมา

สมบุญเข้าไปคุกเข่าไหว้ขอขมาหมื่นหาญ ก่อนจะหยิบดาบลุกขึ้นสู้ ทั้งสองเข้าประลองกันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ แม้ว่าสมบุญจะด้อยประสบการณ์ แต่เพลงดาบที่เสมาสอนเหนือกว่าทำให้คู่คี่กํ้ากึ่งกันมาก

ขุนรามเดชะและพระยาพิชัยเห็นทหารใหม่สู้กับทหารเจนศึกได้อย่างสูสีก็ยิ้มพอใจ เช่นเดียวกับเสมาที่เห็นสมบุญผู้เป็นทั้งเพื่อน น้อง และลูกศิษย์มีฝีมือก้าวหน้ามากก็ยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ

การประลองจบลง สมบุญแอบมาคุยฟุ้งกับเสมาด้วยความดีใจว่า ถ้าฝึกต่ออีกสักสองปีเขาคงได้เป็นทหารเอกเป็นแน่ เสมานึกขำล้อกลับว่า ถ้าเป็นดังนั้นจริงตนก็คงได้เป็นแม่ทัพไปแล้ว

“พี่เสมา ช่างค่อนว่าข้านัก” สมบุญบ่นเบาๆ แล้วเหลือบไปเห็นเสมาเหม่อมองไปทางห้องของเรไรจึงแกล้งเปรยว่า แม่หญิงเรไรไม่ได้ออกจากวังแค่สองเดือนแต่ชั่งยาวนานเหมือนแรมปีทีเดียว เสมาอึ้งที่สมบุญรู้ทันความคิดรีบเดินเลี่ยงไปด้วยความเขินอาย

ooooooo

เรไรนั่งร้อยมาลัยอยู่ในตำหนัก ขณะหยิบดอกจำปีขึ้นมาจะร้อยพวง พลันนึกถึงเสมา พอเหมาะดวงแขกับบัวเผื่อนเข้ามาทัก แม่หญิงรีบเก็บอาการ บัวเผื่อนล้อว่า พักนี้หน้าตามีสง่าราศี เห็นทีจะมีลาภลอย เรไรอมยิ้มขำ ไม่เข้าใจ

บัวเผื่อนส่งยิ้มหวานหันไปพยักพเยิดกับดวงแข ดวงแขเข้ามานั่งข้างๆเรไรพร้อมกับหยิบกำไลทองลวดลายสวยงามออกมาส่งให้ บอกว่าเป็นของกำนัลจากขัน เรไรรับมาดูแล้วส่งคืนพลางตัดบทว่า คงรับไว้ไม่ได้เพราะไม่อยากถูกติฉินนินทา ดวงแขหน้าเจื่อนถามว่าติฉินนินทาเรื่องอะไร

“ว่างๆ แม่ดวงแขลองไปที่ท้ายตำหนักดูเถิดจ้ะ แล้วจะเข้าใจเอง หรือไม่ก็ถามแม่บัวเผื่อนดู ในตำหนักนี้ ไม่มีกระไรที่แม่บัวเผื่อนไม่รู้ดอก” เรไรหันมาเหน็บบัวเผื่อน

บัวเผื่อนทิ้งค้อนแต่ไม่เถียง ขณะที่ดวงแขนั่งอึ้ง ไม่เข้าใจว่ามีอะไรกันแน่ เธอตัดสินใจออกไปดูที่ท้ายตำหนัก ก็พบขันกำลังใส่กำไลเงินให้จำเรียงด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม

จำเรียงเห็นดวงแขเดินหน้าเครียดมาก็รีบขอตัว ดวงแขเข้ามาต่อว่าพี่ชาย แต่ขันสวนว่า เกิดเป็นชายจะมีสักกี่คนที่มีเมียเดียว

“น้องรู้ แต่เรไรจะยอมหรือไม่ ก็สุดปัญญาน้องจะคาดเดาได้” ดวงแขหยิบกำไลทองคืนให้ขัน

ขันโกรธมากและพาลโทษว่าที่เรไรไม่รับกำไลของตนก็เพราะสมัครใจกับอ้ายช่างเหล็กนั่นมากกว่า

“เสียทีเป็นลูกชาติลูกตระกูล ไม่รักศักดิ์ศรี” ขันดึงกำไลจากดวงแขเดินหงุดหงิดออกไป

ooooooo

ข่าวเมืองพสิมกับเมืองเชียงใหม่เรียกระดมไพร่พลเพื่อแต่งทัพมาบุกอโยธยาล่วงรู้มาถึงสมเด็จพระนเรศวร เหล่าขุนนางที่เกี่ยวข้องถูกเรียกมาหารือเพื่อหาทางรับศึก

สมเด็จพระเอกาทศรถมองแผนที่เบื้องหน้า พลางอธิบายว่า ศึกครั้งนี้หงสาคงคิดจะบุกตีทั้งทางบกและทางเหนือพร้อมกัน เพื่อให้พะว้าพะวัง แต่หากมิใช่มีแค่สองทัพ อโยธยาก็จะยิ่งคับขัน

“จะมาสักกี่ทัพ เมื่อเราประกาศอิสรภาพแล้วก็ต้องสู้กันจนกว่าจะสิ้นไทย ที่จะกลับไปเป็นเมืองขึ้นหงสาวดีอีกเห็นทีจะไม่มี” สมเด็จพระนเรศวรลุกขึ้นประกาศ

สมเด็จพระมหาธรรมราชารีบเสริม “องค์ดำตรัสถูกแล้ว หากคราวนี้เราแพ้ ไทยจะมิมีแผ่นดินให้หยัดยืนอีกต่อไป มิสู้ตายเสียดีกว่า สั่งการลงไป งานพระราชพิธีลอยพระประทีปแลกระทงโคมไฟปีนี้ ให้จัดเอิกเกริกกว่าทุกปี เฉลิมฉลองกันให้ทั่วทั้งพระนครแลหัวเมือง เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ไพร่ฟ้า ก่อนรับศึกหงสา”

ooooooo

มั่นรู้ข่าวศึกหงสาก็เร่งตีดาบให้ลูกชายใช้ออกศึก เสร็จแล้วนำไปให้พระครูขุนทำพิธีปลุกเสก เพื่อความเป็นสิริมงคล สิ้นพิธีพระครูขุนนำดาบพร้อมฝักคู่หนึ่งมายื่นให้เสมา

“ดาบคู่นี้ พ่อเอ็งเขาตั้งใจตีให้เอ็งไว้ใช้ออกศึก ข้าก็ทำพิธีปลุกเสกให้แล้ว ให้ชื่อมันว่าดาบแสนศึกพ่ายเอ็งจงใช้มันฉลองคุณบ้านเมืองสืบไปเถิด”

“ดาบแสนศึกพ่าย ชื่อเป็นมงคลนักขอรับหลวงพ่อ” เสมารับดาบขึ้นมาจบ

มั่นส่งยิ้มบางๆ เอ่ยกับลูกชาย “ข้าไม่มีวิชาความรู้ แลสมบัติพัสถานกระไรจะให้เอ็ง มีแต่ดาบคู่นี้เท่านั้น หวังว่ามันจะช่วยคุ้มครองเอ็งให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง เสมาเอ๋ย”

“ขอบพระคุณมากจ้ะพ่อ แต่ถึงไม่มีดาบ พรของพ่อก็เป็นมงคลกับเสมา มากกว่าสิ่งใดแล้ว” เสมาก้มลงกราบพ่อ

มั่นและพระครูขุน ยิ้มด้วยความปลื้มใจที่เสมาอ่อนน้อม รู้จักกตัญญูแล้วพลันชะงักเพราะชาวบ้านวิ่งมาบอกว่า พวกนักเลงดีจากบ้านเหนือกับบ้านใต้กำลังตีกันในวัด ขอให้หลวงตาออกไปห้าม

เสมาถือดาบแสนศึกพ่าย ออกไปจัดการกับพวกนักเลง พระครูขุนกับมั่นรีบตามออกไป เห็นเสมาไล่พวกนักเลงไปได้ด้วยฝีมือ และดาบนั้นก็คมกริบเป็นยอดอาวุธคุณภาพดีก็นึกภูมิใจ

เสมาเดินถือดาบคู่แสนศึกพ่ายเดินมาหามั่นชวนกลับบ้านพร้อมกัน มั่นถือโอกาสเตือนลูกชายเรื่องเรไรเพราะไม่อยากเห็นลูกเนรคุณขุนรามเดชะ เสมาตกใจมากที่พ่อรู้เรื่องนี้ เขารีบกลับไปถามแม่ว่าพ่อรู้เรื่องเรไรได้อย่างไร

“ข้านี่ล่ะโว้ยที่ฟ้องพ่อเอ็ง คนเรากินบนเรือนอย่าขี้รดบนหลังคา ออกขุนท่านเมตตาเอ็งให้เป็นครูฝึก ควรรึที่เอ็งจะคิดชั่วกับลูกท่าน” บุญเรือนยืนด่าเสมาอยู่บนเรือนมีจำเรียงคอยเป็นลูกคู่เพราะเชื่อคำยุยงของขัน

เสมาไม่พอใจสวนกลับน้องเรื่องขันเพราะรู้ดีว่า

ที่ขันมาชอบจำเรียงก็เพราะคิดจะล้างแค้นตน

“แม่ พี่เสมาเอาใหญ่แล้ว ตัวเองผิดก็ไม่ยอมรับผิด แล้วยังพาลว่าร้ายฉันกับหัวหมู่อีก” จำเรียงฟ้อง เป็นเหตุให้เสมาโดนบุญเรือนตะเพิดออกไป

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน   เรไรเดินเข้ามาในตำหนัก เห็นบัวเผื่อนและนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังสุมหัวนินทากัน แล้วลอบมองมาที่เธอก็นึกแปลกใจจึงเข้าไปถามบัวเผื่อนว่าเกิดอะไรขึ้น บัวเผื่อนส่งยิ้มเย้ยเอ่ยเป็นนัยๆ

ว่า เรไรกำลังจะทิ้งวังไปเป็นแม่ค้าขายเหล็กที่ตลาดเพราะมีใจให้ช่างตีเหล็กชื่อเสมา

เรไรตกใจมาก ไม่คิดว่าจะถูกนินทาขนาดนี้ เธอไปปรึกษาดวงแขและขู่ว่าจะฟ้องเสด็จให้เอาเรื่องคนที่ปล่อยข่าว ดวงแขหน้าเสีย เพราะรู้ดีแก่ใจว่าคนให้ข่าวก็คือขัน เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเร่งให้เรไรรีบกลับบ้านอ้างว่าหากโพล้เพล้แล้วจะเดินทางลำบาก เรไรถอนใจ ฝากให้ดวงแขช่วยหาตัวปล่อยข่าว แล้วลงเรือที่มารอรับ ดวงแขมองตามหมายมั่นจะกลับไปจัดการกับพี่ชายตัวดี

ในตอนเย็น ขณะเสมาคุมทหารฝึกซ้อมอาวุธ หันมาเห็นพิณกับทาสอีกลุ่มลงไปรอรับเรไรที่ท่าน้ำก็รีบตามหวังจะได้พูดจาให้หายคิดถึง แต่กลับถูกสาวเจ้าทิ้งค้อนใส่ แล้วเดินหนีขึ้นเรือนไป เสมายืนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ร้อนถึงสมบุญต้องช่วยไปสืบข่าวจากพิณ จึงได้รู้ว่าต้นเหตุแห่งความหมางเมินในครั้งนี้คือข่าวลือจากในวัง เสมาเป็นห่วงเรไรมาก ไม่อยากให้เธอมัวหมองเพราะเขา สมบุญแนะนำว่า ทางที่ดีเสมาไม่ควรพบหน้าแม่หญิงเรไรอีก เพราะหากเรื่องรู้ถึงหูท่านขุน เสมาก็คงถูกลงโทษอีก และบางทีแม่หญิงเรไรก็อาจต้องรับโทษทัณฑ์ไปด้วย

เสมาคิดหนักด้วยห่วงเรไร ค่ำวันนั้นจึงแอบย่องเข้าไปในห้องแม่หญิง นำดอกจำปีไปวางบนหมอน ครั้นเจ้าของหมอนเห็นเข้าก็เข้าใจความหมาย

ooooooo

อรุณรุ่งวันใหม่ เรไรเข้ามาเก็บดอกมะลิในสวน ตั้งใจจะร้อยมาลัยถวายพระ เสมาแอบมาคุยด้วยเพราะอยากจะขอขมาที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องมัวหมอง

“ไม่ต้องขอขมาดอก แค่อยู่ห่างฉันไว้ จะได้ไม่ต้องมีใครนินทาให้เสื่อมเสียอีก ฉันก็พอใจแล้ว” เรไรตอบห้วนๆ เสมาน้อยใจตัดพ้อว่าตนเกิดมาเป็นช่างตีเหล็กต่ำต้อย แค่คิดก็ทำให้แม่หญิงเสื่อมเสียแล้ว และหากเลือกเกิดได้ก็อยากเกิดในตระกูลสูง จะได้เป็นหน้าเป็นตาแก่แม่หญิง

เรไรหน้าเสีย รู้สึกว่าทำเกินไป จึงรีบออกตัว

“ไม่มีผู้ใดเลือกเกิดได้ดอกเสมา แต่หากมีสติปัญญาแลความเพียร ก็จะสร้างศักดิ์ฐานะแก่ตนเองได้ไม่ใช่รึ จะกลัวไปไยว่าสู้ผู้อื่นไม่ได้”

เสมาดีใจมาก รู้ว่าเรไรให้โอกาสแล้วจึงรีบรับปาก “คำสอนของแม่หญิง อ้ายเสมาจะจำไว้ขึ้นใจ หากไม่ตาย เสียก่อน ศักดิ์ฐานะใดที่เสมาได้มี ก็จะเอามากองต่อหน้าแม่หญิงให้จงได้”

“ฉันไม่อยากได้ของของใคร พ่อเสมาจะกระทำสิ่งใดก็ทำเพื่อตัวเองเถิด ไม่ต้องเผื่อแผ่ถึงฉันดอก” เรไรจะเดินหนี

“ประเดี๋ยวแม่หญิง เสมามีเรื่องจะขอแม่หญิงสักข้อ อีกไม่นาน เสมาจะไปศึก งานกระทงโคมไฟปีนี้ แม่หญิง เมตตาลอยกระทงของแม่หญิงมาให้เสมาเก็บไว้เป็นมงคลสักหน่อยเถิด” เสมาส่งสายตาออดอ้อน

“กระทงโคมไฟมีมากมายนัก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกระทงของฉัน”

“ทุกปี บรรดาชาววังมักลอยกระทงโคมไฟที่หน้าวัดพุทไธสวรรย์ เสมาจะดักรออยู่ที่นั่น ส่วนข้อที่จะแยกแยะว่ากระทงใดเป็นของแม่หญิงได้นั้น ขอปัญญาแม่หญิงช่วยเสมาสักครั้งเถิด” เสมามองเรไรพร้อมยิ้มให้ อย่างมีความหวัง

“พูดเอาแต่ได้” เรไรค้อนใส่แล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี

ooooooo

ก่อนคืนลอยกระทงโคมไฟ ดวงแขกลับมาบอก กับพี่ชายว่า เรไรจะตามขบวนสมเด็จพระเจ้าหลานเธอไปลอยกระทงโคมไฟ  นางจะใส่สไบสีแดง พลางนัด แนะให้ขันจับตาดูไว้ ถ้าอยากลอยกระทงโคมไฟคู่กัน

ขันกระหยิ่มยิ้มย่องหมายมั่นจะลอยกระทงกับเรไรให้ได้ ดวงแขนึกขึ้นได้ ติงพี่ชายเรื่องพูดให้ร้ายเรไรจน ถูกนินทาไปทั่ววัง ขันรีบเอาใจรับปากว่าจะไม่ทำอีกแล้ว

บ่ายวันต่อมา เรไรบรรจงจัดแต่งกระทงเป็นรูปปราสาทราชวังสวยงาม โดยใช้ดอกจำปีร้อยต่อกันทำใบ เสมาของปราสาท เพื่อบอกใบ้ให้เสมารู้ บัวเผื่อนผ่านมาเห็นก็ร้องทักตามประสาคนปากมาก  เรไรนึกระแวงกลัวบัวเผื่อนจะจับได้เรื่องเสมา จึงออกตัวว่าจะไปอาบน้ำอาบท่าให้คลายร้อนเสียหน่อย แล้วถือกระทงเดินเลี่ยงไปทันที
บัวเผื่อนมองตาม สงสัยว่าเรไรมีอะไรปิดบังตนอยู่

ในตอนคํ่า เสมาแต่งตัวดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เดินลงจากเรือนของตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อจะไปรอเก็บกระทงของเรไร แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเอื้อยแตงและสมบุญยืนถือกระทงรออยู่หน้าเรือนคนละมุม เพราะทั้งสองตั้งใจมาชวนเสมาไปลอยกระทงด้วยกัน แต่ทั้งสองยืนเขม่นกันเอง โต้เถียงกันอยู่ จนเสมาเห็นเข้าก็นึกรำคาญ เดินหนีออกไป

ooooooo

ริมแม่นํ้ามีการเล่นสักวา เพลงยาวของหนุ่มสาว ท่ามกลางผู้คนคับคั่ง ดวงแขในชุดสไบสีชมพู เดินตรวจงานอยู่รอบๆ เธอได้พบกับเสมาที่แอบหนีเอื้อย-แตงกับสมบุญมาที่ริมนํ้า

ดวงแขดีใจที่ได้พบกับเสมาอีก แต่จำต้องเก็บอาการไว้เพราะเป็นหญิง แค่คุยกันได้ไม่กี่คำ ก็ได้ยินเสียงฆ้องดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกฤกษ์การลอยกระทง ดวงแขจึงขอตัว

เสมาเอ่ยถามดวงแขว่า ขบวนใดเป็นของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ดวงแขชะงักไปนิดก่อนตอบว่า นางข้าหลวงในขบวนจะใส่สไบสีแดง แล้วดักคอว่า “พ่อถามเช่นนี้ จะดักเจอใครรึ”

“เปล่า เปล่าดอกจ้ะ เอ่อ แม่หญิงจะไปที่ท่านํ้าใช่หรือไม่ ให้ฉันไปด้วยคนนะ” เสมาส่งยิ้มเขินๆ ดวงแขหน้าเคืองๆเล็กน้อยแต่ก็ไม่ว่าอะไร เดินนำเสมาออกไป

ครั้นมาถึงท่านํ้า จำเรียงยืนคุยอยู่กับเพื่อนเห็นพี่ชายเดินมากับดวงแขก็ปรี่เข้ามาโวยวาย คิดว่าเสมาจะก่อเรื่องอีก เพราะดวงแขเป็นน้องของขัน เสมาอึ้งไปนิดแล้วส่งยิ้มบางๆ ก่อนบอกกับดวงแข “ที่แท้เป็นเช่นนี้ แม่หญิงวางใจเถิด อ้ายเสมาผิดใจกับหมู่ขันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากพาลพาโลมาที่แม่หญิงแล้ว ก็หาใช่วิสัยชายชาติทหารไม่...ขอบคุณนํ้าใจที่ให้ข้าร่วมทางมา” เสมาก้มหน้าเดินเลี่ยงไป

จำเรียงค้อนตามพี่ชายไปเล็กน้อย ส่วนดวงแขแอบชะเง้อมองตาม นึกชื่นชมในความเป็นลูกผู้ชายของทหารใหม่

ooooooo

เรไรถือกระทงมากับบัวเผื่อนและนางข้าหลวงคนอื่นๆ ขันเดินถือกระทงของตนเข้ามาหาเรไร แต่ผัวเผื่อนหันไปเห็นเสียก่อนจึงเอ่ยแซวแล้วเอ่ยชวนขันมาลอยกระทงด้วย หวังเปิดทางให้ ขันยิ้มรับแล้วเข้าไปเปรยกับเรไรว่าไม่รู้กระทงของตนจะมีโอกาสได้ลอยคู่กับกระทงของเรไรหรือไม่

“ได้สิจ๊ะหัวหมู่ ถ้าหัวหมู่ขึ้นเรือมากับพวกฉันได้ เราก็คงได้ลอยกระทงร่วมกัน” เรไรตอบยิ้มๆ

“เรือของฝ่ายใน ฉันจะขึ้นได้อย่างไรกัน ได้โดนตัดหัวตามกฎปะไร แม่หญิงลอยกระทงโคมไฟกับฉันที่นี่ไม่ได้รึ” ขันอ้อนวอน แต่เรไรยืนกรานจะไปลอยกระทงที่กลางแม่นํ้า

ขันนึกฉุนแล้วเหลือบไปเห็นใบเสมาบนกระทงของเรไรก็พอรู้ว่าเธอต้องการสื่อถึงใครจึงต่อว่า “เสียที เป็นบุตรขุนนํ้าขุนนาง กลับใฝ่ใจด้วยอ้ายช่างเหล็กสกุลตํ่า ช่างไม่รักศักดิ์ศรีเสียบ้างเลย อยากให้ออกขุนรามเดชะมาเห็นนัก”

“หัวหมู่ก็ไปบอกพ่อฉันเถิด ฉันหากลัวไม่ ฉันไม่ได้ทำเรื่องบัดสี เรื่องจะกลัวคำเท็จเป็นไม่มี หรือจะยันกันต่อหน้านายของหัวหมู่ก็ได้ จะได้รู้กันไปว่าชายชาติทหาร พอเกี้ยวพาราสีผู้หญิงไม่ได้แล้ว เป็นเยี่ยงไร” เรไรจ้องหน้าขันแล้วสะบัดหน้าเดินเลี่ยงไป

ขันขบกรามแน่นก่อนคำรามชื่อเสมาออกมาด้วยความเจ็บใจสุดๆ

ooooooo

ท่านํ้าวัดพุทไธสวรรย์ กระทงนับพันใบลอยมาเป็นสาย แสงไฟระยิบระยับดูสวยงามจับใจ เสมายืนชะเง้อมองหาเรไร ครั้นเรือลำใหญ่พายเข้ามา เห็นเหล่านางในล้วนห่มสไบสีแดง เสมาเพ่งมองเห็นเรไรไม่ถนัดนัก จึงตั้งจิตอธิษฐาน

“แม่พระคงคาอันศักดิ์สิทธิ์จงเป็นพยาน หาก

ข้าพระเจ้าอ้ายเสมา มีวาสนาได้เป็นขุนศึกขุนพล คู่ควรกับแม่หญิงเรไรแล้วไซร้ ขอให้ข้าพระเจ้าเก็บกระทงโคมไฟของแม่หญิงได้ด้วยเถิด”

ส่วนเรไรที่อยู่บนเรือ เธอมองหาเสมาที่บนฝั่งแต่ก็มองไม่เห็นเช่นกัน บัวเผื่อนเฝ้าจับตามองแล้วเอ่ยถามเรไรว่ามองหาใคร เรไรปั้นยิ้มกลบเกลื่อน บัวเผื่อน เร่งให้ลอยกระทงโคมไฟก่อนจะเลยฤกษ์

เรไรแอบหยิบหมากพลู ยาสูบ ออกจากชายพก ใส่ลงในกระทงของตน แล้วจบหัวอธิษฐานก่อนจะลอยกระทงลงแม่นํ้า พลางเฝ้าสังเกตแสงไฟจากธูปเทียนบนกระทง ว่าจะลอยไปถึงฝั่งให้เสมาเก็บได้หรือไม่หนอ

เสมายืนรออยู่ เห็นดอกจำปีที่ทำเป็นใบเสมาบนกระทงก็รู้ทันทีว่าเป็นของใคร เขาก้มลงเก็บแล้วหยิบหมากพลูและยาสูบที่เรไรใส่ไว้ขึ้นแนบอก ชูกระทงขึ้นจบเหนือหัวเพื่ออธิษฐานร่วมกับเรไร แล้วลอยกระทงไป

เสมาลุกขึ้นยืนมองเรไร แม้จะมองเห็นหน้ากันไม่ชัด แต่ทั้งคู่ก็รับรู้ความรู้สึกของกันและกันเป็นอย่างดี

ooooooo

ตอนที่ 2

พระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ และเหล่าขุนนางประชุมเครียดในท้องพระโรงเรื่องพระเจ้านันทบุเรง ส่งทัพพระยา-พสิมแลพระเจ้าเชียงใหม่ บุกตีเป็นสองทางดังคาด

พระมหาธรรมราชาเห็นควรใช้ชัยภูมิของพระนครเป็นที่ตั้งรับเหมือนที่ผ่านมา แต่สมเด็จพระเอกาทศรถเสนอว่าควรยกทัพออกไปรับศึกนอกเมือง

“ลูกเห็นด้วยกับองค์ขาว พระยาพสิมแม้จะเจนศึก แต่พระอุปนิสัยชอบดูแคลนคนแลนิยมเอาหน้า ย่อมกระทำการประมาทได้โดยง่าย ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่ แม้จะทรงเป็นนักปกครองที่สามารถ แต่หาใช่นักรบที่เก่งกาจไม่ ถึงจะมีพลเรือนแสน ก็ไม่น่าวิตกพระพุทธเจ้าข้า” สมเด็จพระนเรศวรกราบทูล

ทุกคนในที่ประชุมเห็นดีด้วย แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่สมเด็จพระนเรศวรทรงคาดการณ์ไว้ กองทัพของพระยาพสิมมาถึงก่อนกองทัพของพระเจ้าเชียงใหม่และบุกเข้าตีเมืองสุพรรณบุรี แต่ถูกพระยาจักรีต้านทานเอาไว้ได้ ทำให้สูญเสียไพร่พลมากมาย ก่อนจะถูกทัพของพระพิชัยสงครามและเจ้าพระยาสุโขทัยตามตี จนพ่ายแพ้กลับไป

ข่าวศึกเงียบหายไป ทำให้สมบุญเริ่มเกียจคร้านไม่ยอมฝึกปรือฝีมือต่อ เพราะคิดว่าคงไม่ได้ออกศึกแล้ว แต่เสมาเตือนมิให้ประมาทไป พลันมีเสียงตีเกราะเคาะไม้เพื่อเรียกระดมพลดังขึ้น ทั้งสองรีบไปที่เรือนขุนรามเดชะ เห็นเจ้าของเรือนยืนหน้าเครียดประกาศก้องว่า ทัพของพระเจ้าเชียงใหม่กำลังบุกลงมาแต่หัวเมืองฝ่ายเหนือ เป็นทีของทุกคนที่จะได้ออกรบทัพพระเจ้าเชียงใหม่ และหากแม้นไล่ทัพข้าศึกกลับไปไม่ได้ ก็จงเอาแผ่นดินกลบหน้าแทน

สมบุญกับพวกทหารส่งเสียงเฮลั่น พร้อมทำศึก ขณะที่เสมายิ้มรับอย่างฮึกเหิมเพราะจะได้แสดงฝีมือ

ooooooo

เวลาต่อมา เสมาก้มลงกราบเท้าพ่อเพื่อขอพรก่อนออกศึก มั่นอวยพรให้ลูกชายปลอดภัยกลับมา จำเรียงที่นั่งอยู่ด้วยอวยพรให้พี่ชายโชคดีมีชัยมียศศักดิ์สมใจ

“ขอบน้ำใจเอ็งจำเรียง แต่ยศศักดิ์ของข้า หากมีก็เพื่อคนอื่น หาใช่เพื่อตัวข้าเองไม่ ตัวข้าขอเพียงได้ออกศึก ฉลองคุณบ้านเมืองก็เป็นที่สุดแล้ว” เสมาตอบยิ้มๆพลางชะเง้อมองหาแม่

มั่นรู้ใจบอกว่า คงรออยู่ในครัว เสมารับคำเดินเข้าไปหาบุญเรือน เห็นนางนั่งสะอึกสะอื้น พ่อหนุ่มหน้าเสียคลานเข้าไปจะกราบเท้าขอพรจากแม่ เพื่อเป็นมงคล บุญเรือนสะอื้นฮักๆตัดพ้อว่า พรของตนคงจะเป็นมงคลแก่ใครในเมื่อตัวเองยังไม่ได้ในสิ่งที่หวังเลย เพราะไม่อยากให้ลูกไปเป็นทหาร

เสมาหน้าเสียรู้สึกผิดรีบกราบขอโทษแม่แล้วจะเดินออก บุญเรือนอดไม่ได้หันมาสั่งลูกชายว่า ต้องปลอดภัยกลับมา เสมาโผเข้ากอดแม่ด้วยความรัก บุญเรือนลูบหัวลูกชายด้วยความรักและห่วงใยสุดๆ

ขณะที่เสมาร่ำลาทุกคนเพื่อจะไปออกศึก ขันกลับทุ่มเวลาให้กับการซ้อมดาบ เพราะหวังจะหักเสมาในศึกครั้งนี้เพื่อมิให้กลับมาสู้หน้าแม่หญิงเรไรได้อีก ดวงแขแอบดูพี่ชายอย่างหวั่นวิตก

เช้าวันใหม่ กองทัพไทยเตรียมเคลื่อนพล เหล่าพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนฝูงออกมายืนรอส่งทหารกล้าอยู่หน้าวัง รวมทั้งแม่หญิงเรไรที่มาส่งขุนรามเดชะ และมิลืมจะส่งผ่านความห่วงใยมาทางรอยยิ้มให้เสมาที่ยืนมองอยู่ เช่นเดียวกับดวงแขและเอื้อยแตงที่พยายามจะบอกให้เสมารู้ว่า พวกเธอก็มาส่งเสมาเช่นกัน แต่เสมากลับมองไม่เห็น แล้วความเดือดดาลก็บังเกิดขึ้นในใจ เมื่อเสมาเห็นจำเรียงยืนร้องเรียกชื่อขันพลางโบกมือให้ทำประหนึ่งแม่หญิงมาส่งคนรัก

ขันได้ทีรีบโบกมือตอบจำเรียงพลางส่งยิ้มเย้ยมาที่เสมา

ooooooo

ทหารพม่าของพระเจ้าเชียงใหม่ นำโดย ไชกะ-ยอสู และนันทะกะยอสู สองแม่ทัพกำลังเข้าไล่ฆ่าชาวบ้านอย่างทารุณเพื่อปล้นเสบียงและของมีค่า จากนั้นก็เผาหมู่บ้าน หวังให้กองทัพไทยรู้ว่าผู้ที่กำแหงต่อกรกับทัพพระเจ้าหงสาแลพระเจ้าเชียงใหม่จะมีจุดจบเช่นไร

พระราชมนูตั้งค่ายอยู่ที่บางเกี่ยวหญ้าร้อนใจยิ่งนัก เพราะมีกำลังน้อยกว่าพม่าหลายเท่า ท่านเรียกให้ขุนรามเดชะนำทหารฝีมือดีเข้าหารือว่าจะจัดการกับศึกครั้งนี้อย่างไร ขุนรามเดชะพาเสมากับขันไปด้วยแล้วเสนอให้แต่งทัพเป็นกองโจร คอยดักตีทัพพม่า และใช้ความชำนาญด้านชัยภูมิล่าถอยอย่างรวดเร็ว

“คำออกขุนต้องใจข้าพระเจ้านัก พวกข้าศึกมันส่งทหารออกปล้นสะดม บ้านใดขัดขืน มันก็ฆ่าแล้วเผาจนสิ้น บ้านใดยอมแพ้ มันก็กวาดต้อนไปเป็นเชลย ควรแล้วที่เราจะลอบโจมตีให้มันหวาดหวั่นเป็นการแก้คืนบ้าง”

เสมาได้โอกาสยกมือไหว้พระราชมนูขออาสาคุมทัพออกดักตีพวกพม่าเอง ขันได้ฟังก็อาสาบ้างด้วยเกรงว่าเสมาจะได้ความดีความชอบ พระราชมนูตบเข่าฉาดถูกใจที่ทหารแย่งกันออกศึก จึงหันมาถามขุนรามเดชะว่าเห็นควรเช่นไร

ขุนรามเดชะหน้าเครียดเอ่ยว่า ขันกับเสมามีเรื่องผิดใจกันอยู่จึงเกิดชิงดีชิงเด่นกัน เกรงว่าหากให้ทั้งคู่ไปออกศึกจะเสียการใหญ่

“อาญาทัพของสมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าท่านเด็ดขาดนัก ข้าพระเจ้าเชื่อว่ามันไม่กล้า” พระราชมนูเสียงกร้าวหันไปพูดกับเสมาและขัน “ข้าจะให้ทหารพวกเอ็งคนละร้อย ยกไปกระทำการดูให้รู้ฝีมือกัน”

“ขอบพระคุณขอรับ ท่านแม่ทัพ” เสมากับขันไหว้พระราชมนูพร้อมกัน แล้วเหล่มองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ooooooo

บ่ายวันนั้น ขันและเสมานำกำลังซุ่มโจมตีทหารพม่าที่กวาดต้อนชาวบ้านที่จับมาได้เพื่อจะนำไปเป็นทาส สองหนุ่มพร้อมเหล่าทหารเข้าโรมรันกับศัตรู ทหารพม่าไม่ทันได้ตั้งตัวจึงพ่ายแพ้ยับเยิน

พระราชมนูพอใจกับผลงานมาก เช่นเดียวกับขุนรามเดชะที่เข้ามาตบไหล่ชมเสมาไม่ขาดปาก เพราะทหารที่ไปกับเสมาไม่มีใครเสียเลือดเนื้อกลับมาสักคน ผิดกับขันที่พาทหารไปบาดเจ็บเสียหลายคน เพราะขาดความรอบคอบ ขันยืนแอบเสมาด้วยความริษยาและอาฆาตจับใจ

ขณะที่ขันและเสมากำลังเต็มตื้นกับคำชม เรไรกลับต้องทุกข์หนัก เพราะอำพันมาพูดทาบทามเธอให้ขันและดูท่าลำภูก็จะเห็นชอบด้วย แม่หญิงเรไรรอจนอำพันลา

กลับไปแล้วจึงเข้ามาบอกกับแม่ว่า เธอมิอาจทำใจรักใคร่ชอบพอหมู่ขันได้เพราะเขามีจำเรียงอยู่แล้ว

“แม่จำเรียงนางข้าหลวงที่มีหน้าที่รับใช้ลูกในตำหนักน่ะรึ ไม่จริงกระมัง ถึงแม่จำเรียงแม้จะสะสวย แต่ศักดิ์ตระกูลแลฐานะ มิสมกับพ่อขันแม้แต่น้อย แล้วพ่อขันจะไปชอบพอได้อย่างไรกัน”



“หากแม่ไม่เชื่อ แม่ไปถวายเพลกับลูกที่วัดซีจ๊ะ แล้วแม่จะได้ถามกับจำเรียงเอง” เรไรส่งยิ้มแอบหวังว่าถ้าแม่รู้ความจริงแล้วจะไม่บังคับใจตน

ooooooo

วันต่อมา ลำภูตามเรไรมาทำบุญที่วัดและสอบถาม จำเรียงเรื่องขัน จำเรียงทำเขินอายบ่ายเบี่ยง แต่เมื่อเรไรถามถึงกำไลเงินที่ขันให้ว่าเป็นของหมั้นหรืออย่างไร เธอก็รีบอธิบายว่าเป็นแค่ของให้ไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น

เรไรยิ้มพอใจที่หลอกถามได้ตามแผน แต่ลำภูหน้าเครียดขึ้นมาทันที

บ่ายแก่วันเดียวกัน สมบุญออกมาสืบความเคลื่อนไหวของพวกพม่า เขาพบพวกมันพาช้างม้าจำนวนมากมากินหญ้ากินน้ำอยู่ในทุ่งด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้มีการระวังป้องกันแม้แต่น้อย ก็นึกแปลกใจรีบกลับไปรายงานพระราชมนู

พระราชมนูมั่นใจว่าต้องเป็นแผนของพวกพม่าแน่ จึงเรียกทุกคนเข้าประชุมวางแผน ขันอาสาไปจัดการกับพวกพม่าหวังเอาหน้า พระราชมนูฟังพลางอมยิ้มไม่เอ่ยอะไร ขุนรามเดชะจึงต้องอธิบายว่า ที่ข้าศึกทำเยี่ยงนี้ เพราะหวังจะล่อให้ออกปล้นแล้วซุ่มโจมตีตลบหลัง ขันหน้าเสียเมื่อรู้ตัวว่าอาสาผิดจังหวะ

“แต่ข้าก็ยังจะจัดทหารออกปล้นมันอยู่ดี มีใครจะอาสาบ้าง” พระราชมนูมองหน้าเหล่าทหารกล้า

เสมารีบพนมมือขอรับอาสาพลางเปรยว่า พระราชมนูคงหมายซ้อนกลเป็นแน่ พระราชมนูหัวเราะชอบใจหันมาชมเสมากับขุนรามเดชะว่า มีปัญญาไม่แพ้ฝีมือ ต้องเอาไว้ใช้ต่อไป

ขุนรามเดชะยิ้มหน้าบานบอกกับเสมา “แต่กลศึกครานี้ จัดทหารให้เอ็งได้ไม่เกินห้าร้อย แต่อ้ายข้าศึกมีเรือนพันเรือนหมื่น ถ้าทัพข้าแลทัพของท่านแม่ทัพเข้ามิทันศึก เอ็งจะมิพาพลไปตายเสียหมดรึ”

“ไม่ดอกขอรับ หากพวกมันมีทัพซุ่มมากกว่าหนึ่งทัพคงจะยกแล่นตามไป ข้าพระเจ้าจึงจะรบล่อแต่ใกล้ป่า พอหลีกหลบคอยทัพของพระคุณได้ ตามกลศึกพังภูผาขอรับ” เสมาเอ่ยชื่อกลศึกกลหนึ่งที่ตามตำราพิชัยสงครามของไทยมีไว้ใช้ต่อสู้กับศัตรูที่มีกำลังมากกว่าเป็นจำนวนมาก

พระราชมนูได้ยินก็ตบเข่าฉาด ถูกใจบอกกับ

ขุนรามเดชะว่าศึกคราวนี้ชนะแน่ ขุนรามเดชะยิ้มพอใจที่ได้หน้าต่อหน้าแม่ทัพ ผิดกับขันที่แอบมองเสมาด้วยสายตาริษยาเต็มเปี่ยม

ooooooo

ลำภูไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้ขันมาเป็นเขย นางพยายามเกลี้ยกล่อมให้เรไรยอมรับว่าเป็นธรรมดาที่ชายมีหลายเมีย แต่ขอแค่เรไรเป็นเมียเอกก็พอ เรไรหน้าเครียดแย้งว่า ที่เรือนของเรามิมีเรื่องร้อนใจเหมือนเรือนอื่นก็เพราะพ่อมีแม่เพียงคนเดียวมิใช่หรือ

ลำภูอึกอักไปเล็กน้อยก่อนจะอ้างต่อว่า ที่ขันเกี้ยวพาราสีจำเรียงอาจเพราะต้องการแกล้งเสมาก็เป็นได้ เพราะนางรู้มาว่าทั้งสองไม่ถูกกัน แต่เรไรก็หาเหตุผลมาอ้างอีกจนนางพูดไม่ออกจึงต้องตัดบท

“แม่จนแก่คารมลูกแล้วแม่เรไร เอาเถิดลูกไม่ชอบพอพ่อขัน แม่ก็จะไม่บังคับใจ แต่หวังว่าลูกจะได้คู่ดีกว่าพ่อขัน มิใช่ได้เพียงแค่ช่างตีเหล็กหน้าตลาด แม่อยากให้ลูกรับรักพ่อขันเสีย ก็ด้วยกลัวเหตุนี้ ลูกคงไม่ลืมกระมังว่าตนเองมีชาติตระกูลอย่างไร”

“ลูกไม่ลืมดอกจ้ะแม่ แม่วางใจเถิด ลูกไม่เคยตกปากรับคำใดกับเสมา หรือทำกระไรให้มัวหมองมาถึงพ่อแม่ จะมีก็แต่เสมาที่สัญญากับลูกว่าจะแสวงหายศศักดิ์ให้เสมอด้วยหน้าตาลูกให้จงได้”

“ได้เช่นนั้นก็ดี แต่ข้อที่จะแสวงหายศศักดิ์ให้เสมอด้วยลูกนั้น เห็นทีจะคุยโวเสียมากกว่ากระมัง เพราะแม่ยังไม่เคยเห็นทหารเลวคนใดจำเริญขึ้นเป็นถึงขุนศึกขุนพลมาก่อนเลย” ลำภูยิ้มหยัน

เรไรหนักใจดูท่าความรักของตนกับเสมาท่าจะมีแต่อุปสรรคเสียแล้ว

ค่ำวันเดียวกัน สมบุญวิ่งมาที่กระโจมเสมาด้วยข้องใจเรื่องกลศึกพังภูผา เสมานิ่งอึ้งนึกถึงคำสอนของพระครูขุนรู้ที่ว่า “กลศึกพังภูผานี้สำคัญนัก หากใช้เหมาะควรแก่เพลา แม้นพลน้อยก็อาจชนะทัพหมื่น เอ็งต้องจำให้ขึ้นใจนา แม้ฝีมือดาบอาจให้เอ็งเป็นยอดขุนศึกได้ แต่ความรู้ในตำรับพิชัยสงคราม อาจให้เอ็งเป็นแม่ทัพคุมพลเรือนแสนได้ จำไว้นะอ้ายเสมา”

“ขอรับ อ้ายเสมาจะจำไว้ มิเพียงแต่กลศึกพังภูผา แม้นกลศึกอื่นแลข้อความในตำรับพิชัยสงคราม อ้ายเสมาก็จักจำให้ขึ้นใจแลศึกษาให้แตกฉานขอรับ” เสมาพนมมือรับ จดจำทุกสิ่งที่พระครูสอนได้จนหมด

แล้วเสมาก็หันมาถ่ายทอดบทกลอนที่กล่าวถึงกลศึกต่างๆในตำราพิชัยสงครามให้สมบุญฟัง แต่สมบุญไม่เข้าใจอะไรเลย เสมาถอนใจเอ่ยว่า “ข้าสั่ง เอ็งก็ทำเถิด อย่าคิดให้เกินปัญญาเลย เหนื่อยทั้งเอ็ง ทั้งข้าเสียเปล่า”

“ประเดี๋ยวพี่เสมา ข้าไม่ปัญญาทึบเพียงนั้นดอก แต่คิดเชื่องช้าไปหน่อย พี่เสมา” สมบุญตื๊อไม่เลิก

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมา นำขัน สมบุญ และเหล่าทหารมาซุ่มรอเล่นงานพวกพม่าที่พาช้างม้ามากินหญ้า กินน้ำ ขันไม่พอใจที่ต้องฟังคำสั่งเสมากำลังจึงท้าว่า ถ้าเสมามีฝีมือจริงก็ให้นำทหารหนึ่งร้อยออกไปล่อพวกพม่า ส่วนอีกสี่ร้อยตนจะคุมไว้เองแล้ว สมบุญไม่พอใจจะเอาเรื่องขัน เพราะพระราชมนูให้สิทธิขาดกับเสมา แต่เสมารีบดึงไว้แล้วท้ากลับ

“เพลานี้เป็นยามศึก หากนายหมู่อยากประชันกับข้า เราก็มาหาผลแพ้ชนะกันด้วยหัวข้าศึกเป็นไร”

ขันมองหน้าเสมานิ่งก่อนรับคำท้า เสมาจึงเอ่ยต่อ “กระนั้นเราแบ่งพลคนละกึ่งหนึ่ง ข้าจะเป็นตัวล่อ นายหมู่ทำตามแผนการเถิด เสร็จศึกแล้วค่อยมานับหัวข้าศึกกัน” ขาดคำเสมา สมบุญ และทหารอีกกลุ่มหนึ่งก็แยกตัวออกไป

ขันมองตามแล้วยิ้มร้ายๆอย่างมีแผน เขาเฝ้ารอจนเสมานำกำลังเข้าโจมตีพวกพม่า แล้วทหารพม่าอีกกองที่ซุ่มอยู่ก็ยกเข้ามาช่วยพวก ทำให้เสมากับพวกตกอยู่ในวงล้อม

ทหารนายหนึ่งที่อยู่กับขันเห็นท่าไม่ดีเตือนให้ขันไปช่วยพวกเสมาก่อนที่จะตายกันหมด แต่กลับโดนตวาด

“เอ็งไม่ได้ยินที่ท่านแม่ทัพบอกดอกรึ แผนศึกครานี้ จำต้องมีตัวล่อ เสี่ยงตาย อ้ายเสมามันอาสาเอง หากตายขึ้นมาจะโทษใครได้เล่าวะ หรือมึงอยากตายประเดี๋ยวนี้ ทัพนี้กูเป็นคนสั่ง หากใครบังอาจขัดคำกู กูจะตัดหัวให้สิ้น” ขันชักดาบขึ้นขู่

ทหารหน้าเสียไม่กล้าขัดคำสั่ง ขันยิ้มสะใจมองการต่อสู้ของเสมา เกิดความมั่นใจว่า คราวนี้เสมาไม่รอดแน่

ฝ่ายเสมาเมื่อรู้ตัวว่าขันไม่มาช่วยแน่ จึงตะโกนสั่งลูกน้องให้ตามตนมา แล้วเข้าชิงช้างม้าของข้าศึกมาเป็นพาหนะทุ่นแรง จัดการกับพวกพม่า ทำให้กองทัพพม่าที่ยกมาช่วยต้องปั่นป่วน

สมบุญเห็นดังนั้นก็ชวนเสมาหนีเพื่อเปิดทางให้ทัพหลวงมาจัดการ

“เอ็งหนีไปตามชายป่า ล่อให้พวกมันแล่นตาม จักได้เปิดทางให้ทัพหลวงตีตลบหลังพวกมัน” เสมาสั่งการ

สมบุญรับคำแล้วตะโกนสั่งทหาร “รีบทะลวงออกไป ตามกูกับพี่เสมามา”

เสมาขยับจะนำออกไป แต่ต้องชะงักเพราะหันไปเห็นทัพของขันถูกทัพพม่าอีกกองรุมตีอยู่ เขาเรียกให้สมบุญดู สมบุญยิ้มสะใจบอกว่าสมน้ำหน้า แล้วเร่งให้เสมาทำตามแผน แต่เสมาว่าให้สมบุญรีบพาทหารออกไปเปิดทางให้ทัพหลวงก่อน เพราะตนจะไปช่วยขันกับพวกทหารแล้วควบม้าออกไป สมบุญมองตามอย่างเจ็บใจ

ooooooo

อีกมุมหนึ่งในป่า ไชกะยอสู ตั้งทัพไว้รอหนุนเสริมทัพของนันทะกะยอสูอยู่กลางทุ่ง ทหารพม่าคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า  บัดเดี๋ยวนี้ทัพของท่านนันทะกะยอสูได้เข้ารบด้วยทัพอโยธยาแล้ว

“พวกมันกินเหยื่อล่อง่ายดายปานนี้ คราครั้งนี้ แม้ทัพมันไม่แตกยับ ก็ต้องไม่กล้าแต่งกองโจรมาปล้นชิงพวกเราอีกเป็นแน่ ทัพพวกมันมีพลเท่าใด”

“คะเนด้วยตา ไม่น่าเกินห้าร้อยขอรับ”

“พวกมันมาปล้นชิงช้างม้า เหตุใดจัดทัพมาน้อยนัก แย่ล่ะ รีบกลับเข้าค่ายประเดี๋ยวนี้” ไชกะยอสูฉุกคิดได้ แต่ช้าไปเสียแล้ว เพราะพระราชมนูและขุนรามเดชะ นำทัพไทยโจมตีจากทางด้านหลังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ทัพพม่าแตกพ่ายไม่เป็นขบวนอย่างง่ายดาย

ด้านขันกับทหารที่กำลังสู้ตายอยู่กับทัพของ

นันทะกะยอสู พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากเสมาที่ฝ่าวงล้อมเข้ามา นันทะกะยอสูเจ็บใจที่ทหารของตนทำ อะไรเสมาไม่ได้ จึงชักปืนพกที่เอวออกมายิงใส่ แต่เสมาหลบได้ทัน เขารีบลงจากหลังม้าแล้วควงดาบสองมือไล่ฆ่าพวกทหารพม่า

ขันเห็นว่ารอดตายจึงปากดีทวงสัญญา “ไหนเล่าหัวข้าศึก หรือลืมคำท้าเสียแล้ว”

“ข้าได้จนนับไม่ไหวแล้ว ขาดแต่หัวแม่ทัพพวกมัน ข้าจะไปตัดโยนมาให้นายหมู่กราบประเดี๋ยวนี้” เสมาชี้ไปที่นันทะกะยอสู

“ชะ อ้ายเสมา คุยโตไปแล้วเอ็ง”

“นายหมู่ไม่เชื่อก็คอยดูเถิด ขอเพียงนายหมู่ไม่ฟันข้าข้างหลัง เรื่องแต่เพียงนี้หาเกินกำลังอ้ายเสมาไม่” เสมาบุกตะลุยไปที่นันทะกะยอสู

เป็นจังหวะเดียวกับที่นายกองพม่าก็เข้ามารายงานเจ้านายว่า ทัพของท่านไชกะยอสูถูกตีตลบหลังแตกพ่ายไปแล้ว และทัพหลวงกำลังมุ่งมาทางนี้ นันทะกะยอสูตกใจมากตะโกนสั่งถอยทัพเสียงดังลั่น พวกทหารพม่าตกใจเริ่มสู้พลางถอยพลาง

เสมาสู้กับพวกที่เข้ามารุมและเด็ดหัวนายกองได้หลายคน ขันฉวยโอกาสเข้าหยิบผ้าโพกหัวของนายกองไปเก็บไว้ พร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วปล่อยให้เสมาสู้ต่อไปโดยไม่รู้ว่าตนแย่งความชอบไปแล้ว

ooooooo

ทัพไทยเอาชนะทัพของพระเจ้าเชียงใหม่ ที่นำโดยนันทะกะยอสูและไชกะยอสูได้อย่างงดงาม แม้จะมีกำลังทัพน้อยกว่าคู่ต่อสู้มากมายนัก พระเจ้าเชียงใหม่มังนรธาช่อ ทรงเห็นว่าทัพไทยกำลังฮึกเหิม หากทำการรบตอนนี้อาจจะพ่ายแพ้ได้ จึงทรงยกทัพกลับเชียงใหม่ไปในที่สุด นับว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกที่มีต่อผู้รุกราน หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงเป็นต้นมา

เสมาก้มลงกราบแทบเท้ามั่นและบุญเรือน ทั้งคู่ลูบหัวลูกด้วยความดีใจที่ปลอดภัยกลับมา เสมาคุยว่าถ้าไม่ตายเสียก่อน เขาอาจจะได้หัวพันหัวหมื่น หรือมีวาสนาได้เป็นถึงขุนเหมือนปู่ก็เป็นได้ จำเรียงออกได้ยินก็หัวเราะขำ บอกกับพี่ชาย “กระไรกันพี่เสมา เพิ่งได้เป็นหัวหมู่ชั่วครู่ชั่วยามก็เพ้ออยากเป็นขุนแล้วรึ พูดให้เห็นเป็นขำ ดูลุงพันอินเถิด ฉันเห็นเป็นหัวพันมานับสิบปี ยังไม่ได้ขึ้นเป็นหมื่นเลย”

“เพิ่งปะหน้ากัน ก็ขัดข้าเลยนะนังจำเรียง แล้วนั่นเอ็งไปที่ใดมารึ แต่งตัวเสียสวยเชียว”

“ฉันก็ไปเยี่ยมเยือนพี่หมู่ เอ่อ พี่พันฤทธิ์รณรบมาน่ะซี” จำเรียงเอียงอาย

เสมาแปลกใจถามว่าใครคือ พันฤทธิ์รณรบ บุญเรือนยิ้มแย้มหน้าบานตอบแทนลูกสาวว่า หมู่ขันไปศึกมาคราวนี้ทำความชอบไว้มากนัก จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นพันฤทธิ์รณรบ

เสมาอึ้งเกิดคำถามในใจ ว่าขันทำผลงานน้อยกว่าตนตั้งเยอะ แต่ทำไมได้ตำแหน่งสูงกว่า

ส่วนขันกำลังคุยโม้ให้ดวงแขและอำพันฟังว่า ออกศึกครานี้ตนตัดหัวนายกองข้าศึกเสียหลายคน แล้วนำผ้าโพกหัวของพวกมันมายืนยัน จึงได้ความชอบเลื่อนขึ้นเป็นหัวพัน มีศักดินาถึงสองร้อยไร่

อำพันชื่นชมในความกล้าหาญของลูกชาย ขณะที่ดวงแขเปรยว่า พี่ชายออกศึกไม่กี่คราก็ได้เป็นหัวพัน มีศักดินา วันหน้าต้องกินตำแหน่งถึงออกหลวงไม่ต่างจากพ่อเป็นแน่

ขันหัวเราะชอบใจคุยว่าตนหมายสูงกว่านั้น เพราะสักวันจะต้องเป็นพระยา นำศักดิ์แลความมั่งมีมาสู่แม่กับน้องให้ได้ แล้วเข้ามาประจบอำพันอ้อนให้ไปสู่ขอเรไรตามสัญญา อำพันหน้าเจื่อนโยนให้ดวงแขช่วยเจรจาแทน

ดวงแขชวนพี่ชายออกไปคุยที่ศาลาท่าน้ำ เธอบอกว่าเรไรบ่ายเบี่ยงและยกเอาเรื่องจำเรียงมาเป็นข้ออ้างซึ่งเธอก็เห็นใจเพื่อนรักที่ต้องลดตัวไปแข่งกับบ่าวไพร่อย่างจำเรียง

ขันเถียงไม่ออกพาลว่า แท้จริงแล้วเรไรมีใจให้เสมาจึงปฏิเสธตน แล้วก่นด่าว่า กลของตนไม่เป็นผลเช่นนั้น เสมาคงกลายเป็นผีเฝ้าทุ่งบางเกี่ยวหญ้าไปแล้ว

ดวงแขตกใจมากไม่คิดว่าขันจะคิดร้ายเสมาในศึกครานี้ เธอรำพึงออกมาว่า บุญแท้ที่เสมาไม่ตาย ขันได้ฟังก็ตวาดลั่นที่น้องสาวเป็นห่วงเสมา ดวงแขรีบออกตัว

“มิใช่ดอก น้องห่วงพี่ขันต่างหาก หากความนี้รู้ถึงผู้อื่น พี่ขันมิต้องโทษถึงตายรึ”

จังหวะนั้นทาสหญิงของดวงแข พายเรือมาจอดเทียบที่บันไดของศาลาพอดี เธอรีบขอตัวอ้างว่าจะต้องไปเลือกผ้าผ่อนท่อนสไบแล้วรีบเลี่ยงลงเรือออกไป ทิ้งให้ขันขบกรามแน่น เพราะยังแค้นเสมาไม่หาย

ooooooo

นางทาสคนหนึ่งได้รับมอบหมายจากลำภูให้แอบติดตามเรไรมาที่ตลาด เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องเสียหาย ไม่นานนักมันก็เห็นแม่หญิงเรไรยืนคุยอยู่กับเสมาอยู่ที่มุมปลอดคนท้ายตลาด

ส่วนเรไรที่ไม่รู้ตัว เธออธิบายให้เสมาฟังว่า ผ้าโพกหัวของพวกพม่ารามัญเป็นตัวบอกตำแหน่งแลชั้นยศ หากผู้ใดได้ผ้าโพกหัวไปยืนยัน ก็เหมือนได้หัวข้าศึกไป

“พ่อยังบ่นเสียดายนัก ที่เสมาไม่ได้เก็บผ้าไปแม้แต่ผืนเดียว ต่างกับพ่อขันพันฤทธิ์ที่ได้ผ้าโพกหัวไปมากโข ล้วนเป็นชั้นนายหมู่นายกองทั้งสิ้น จึงได้ตำแหน่งหัวพันเป็นบำเหน็จศึกครั้งนี้”

“มิน่าเล่า อ้ายขันจึงได้ความชอบมากกว่า ช่างโง่เขลานัก อ้ายเสมาเอ๋ย ธรรมเนียมเพียงนี้ยังไม่รู้ ยังคิดจะแสวงหาความชอบให้คนเขาเยาะเอา” เสมาถอนใจเฮือก

“อย่าโทษว่าตัวเองเลย ผิดครานี้ถือเป็นค่าครูเถิด จะว่าไปออกศึกคราแรกได้เลื่อนเป็นนายหมู่ก็ถือว่าดีแล้ว”

“ดีแล้ว แต่หาทันใจเสมาไม่ เพราะเสมาอยากเป็นหัวพันหัวหมื่น เพื่อคู่ควรด้วยแม่หญิงโดยเร็ว จะได้ มีวาสนาเห็นหน้าแม่หญิงทุกเมื่อเชื่อวัน แม่หญิงรู้หรือไม่ ไปศึกครานี้ เสมาทุกข์นักที่ไม่ได้เห็นหน้าแม่หญิง มีเพียงหมากคำกับดอกจำปีที่แม่หญิงให้ไว้ดูต่างหน้า ให้คลายคิดถึงเพียงนั้น” เสมาส่งสายตาเชื่อมพร้อมหยิบถุงผ้าที่ห้อยคอออกมา

เรไรเห็นถุงผ้า ก็ปลาบปลื้มซาบซึ้งใจ ทาสนางนั้นจับตามองเรไรกับเสมาอย่างเก็บข้อมูลทุกอิริยาบถ

ครั้นเรไรจากไป เสมากลับมาที่ท่าเรือเพื่อจะกลับบ้าน นางทาสแอบติดตามไปอีก มันเห็นเสมาหยุดคุยกับดวงแขที่กำลังก้าวขึ้นจากเรือ แต่เรือโคลง ทำให้เธอเซจะล้ม เสมารีบเข้าไปจับแขนไว้ แล้วดึงเข้ามากอดไม่ให้เธอพลัดตกน้ำ

ดวงแขอึ้งอยู่ในอ้อมกอดเสมาทั้งอาย ทั้งมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก นางทาสเห็นเต็มๆตา รีบมองด้วยความสนใจหวังเก็บรายละเอียดทุกเม็ด เสมาเห็นดวงแขปลอดภัยแล้ว ก็ปล่อยตัวออก แต่ดวงแขก็เขินอายไม่กล้าสบตา

เสมาไม่คิดอะไร เข้าไปช่วยพวกทาสของดวงแขผูกเรือ แล้วนั่งเรือกลับบ้าน นางทาสรีบกลับไปรายงานลำภู

ลำภูโวยลั่นด้วยความเข้าใจผิด สั่งกำชับนางทาสอย่าให้เรื่องนี้หลุดจากปากเป็นอันขาด เพราะกลัวดวงแขจะเสียชื่อ ขุนรามเดชะที่นั่งเคี้ยวหมากอยู่ข้างๆแปลกใจหันมาถามเมียว่า ถ้าเสมาจะรักชอบกับแม่ดวงแข ก็หาใช่กงการกระไรของลำภู เหตุใดถึงต้องมาเดือดร้อนใจด้วย

ลำภูสวนว่าเป็นเพราะเสมาตระกูลต่ำต้อยไม่คู่ควรกับดวงแข ขุนรามเดชะรีบขัด

“ตระกูลมันต่ำจริง แต่ฝีมือดาบมันเป็นเลิศ ยากจะหาใครเปรียบกับมัน ปัญญาแลน้ำใจมันก็ดีอยูู่ หากอ้ายเสมาได้สังกัดมูลนายที่ดี ไม่แน่ว่า สิบ ยี่สิบปีข้างหน้า อาจจะได้กินตำแหน่งถึงขุนเชียวนา”

“นี่ท่านขุนยืนข้างมันรึ งั้นถามหน่อยเถิด หากมิใช่แม่ดวงแขแต่เป็นแม่เรไรลูกเรา ท่านขุนยังจะเห็นดีด้วยหรือไม่” ลำภูหลุดปากออกไป

ขุนรามเดชะอึ้งทั้งโกรธทั้งตกใจ ที่รู้เรื่องเรไรกับเสมา จึงลุกออกไปสั่งการกับทนายหน้าห้องว่า ให้คัดชื่อเสมาออกไม่ต้องส่งขึ้นสังกัดมูลนาย ทนายติงว่าหากทำเช่นนั้น เสมาจักมีแต่บรรดาศักดิ์ แต่หามีศักดินาไม่ และจะเป็นแค่ทหารอาสาได้เบี้ยหวัดแต่ยามศึกสงครามเท่านั้น

“ถูกแล้ว กับอ้ายคนอกตัญญู กินบนเรือนขี้บนหลังคาเช่นมัน ควรแก่การใช้ออกศึกจนตาย แต่หาควรให้สินทรัพย์แลความมั่งมีแก่มัน” ขุนรามเดชะเสียงกร้าว

ooooooo

รุ่งอรุณวันใหม่ เรไรกับดวงแขออกมาใส่บาตรด้วยกันที่ประตูท้ายวัง เสมาที่ดักรออยู่รีบเข้ามาทักเรไร ดวงแขหน้าบึ้งแอบหึงหวงเสมา เสมาส่งยิ้มกรุ้มกริ่มจะขอใส่บาตรกับเรไรด้วย แต่ยังพูดไม่ทันจบ ขันก็ถือดาบเข้ามาไล่ฟันพลางฟ้องเรไรว่า เมื่อบ่ายวานนี้ เสมาบังอาจแตะเนื้อต้องตัวดวงแขต่อหน้าผู้คนที่ท่าน้ำ

เรไรชะงักมองเสมาด้วยความหึงหวง เสมาเห็นสายตาของแม่หญิงก็หน้าเสีย พูดอะไรไม่ถูก ขณะที่ดวงแขหน้าเสียไม่คิดว่าเรื่องเมื่อวานจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้ เธอรีบเข้ามาอธิบายกับพี่ชาย แต่ขันไม่รับฟังจะเอาเรื่องเสมาให้ได้

“ถ้าพี่เชื่อคำบ่าวมากกว่าเชื่อน้องก็ตามใจเถิด แต่หากพี่กับเสมาต้องวิวาทกันเพราะฉัน ฉันจะไปฆ่าตัวตายประเดี๋ยวนี้” ดวงแขปล่อยขัน แล้วรีบเดินเลี่ยงไป

ขันห่วงน้อง กลัวน้องฆ่าตัวตายจริงจึงหันมาอาฆาตเสมาว่า มึงกับกู จักต้องได้เห็นดีกันแล้วรีบเก็บดาบวิ่งตามดวงแขไป เสมาหันมามองเรไรจะอธิบาย แต่เธอชิงตัดบท

“เมื่อบ่ายวาน เพิ่งลาจากกัน ก็ไปแตะเนื้อต้องตัวหญิงอื่นแล้ว ช่างรวดเร็วดีแท้” เรไรเดินกลับเข้าวังไปด้วยสีหน้าท่าทางเย็นชา เสมาหน้าเสียได้แต่มองตาม ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

ส่วนขัน เขาตามดวงแขไม่ทันจึงกลับมาระบายอารมณ์กับลูกน้องที่บ้าน เหล่าลูกน้องทนรองมือรองตีนไม่ไหวเสนอให้ขันดักทำร้ายเสมาหรือไม่ก็ฆ่าเสียให้หายแค้น ขันว่าคงทำไม่ได้เพราะตอนนี้เสมาได้พระราชทานยศทหารแล้ว หากตายก็ต้องมีการไต่สวนและตนก็คงไม่พ้นเพราะเป็นอริกับเสมามาตลอด

“เยี่ยงนั้นพี่พันฤทธิ์ก็ท้าอ้ายเสมาสู้ซีขอรับ หากเป็นการท้าสู้กัน แม้นตายก็เอาผิดไม่ได้นะขอรับ”

“มึงเยาะกูรึ กูแพ้เชิงดาบมันมา มึงก็เห็นอยู่ ยังจะให้กูไปท้ามันสู้อีกรึ”

“มิได้ขอรับ ข้าไม่ได้เยาะพี่พันเลยขอรับ แต่ข้าเห็นว่าฝีมือเชิงดาบฝึกปรือกันได้ อ้ายเสมาเพียงแต่ได้กราบอาจารย์ดี เลยมีเชิงดาบเหนือกว่าพี่ แต่หากพี่ได้อาจารย์ดีบ้าง ต้องชนะมันได้แน่ขอรับ”

ขันนิ่งคิดเห็นด้วยกับที่ลูกน้องพูดเหมือนกัน

ooooooo

เสมาแวะมาทักเอื้อยแตงที่แผงขายเหล็ก ถูกสาวเจ้าทำหมางเมินใส่แถมแขวะไปถึงเรไร ที่เป็นถึงลูกสาวขุนรามเดชะ เสมาสงสัยว่าเอื้อยแตงรู้เรื่องเรไรได้อย่างไร

ยามนั้นสมบุญเดินถือกระจาดใส่มีด ใส่หัวจอบเสียม เข้ามาหาเอื้อยแตง เสมาฉุกคิดได้ว่าใครเป็นคนคาบข่าวมาบอก เขาจะเข้าไปจัดการกับสมบุญ แต่เสียงเอื้อยแตงกรีดร้องดังขึ้นเสียก่อน

สองหนุ่มรีบรุดไปดูเห็นลูกน้องพุฒกำลังจับมือถือแขนลวนลามเอื้อยแตงอยู่ในร้านเหล้า โดยมีพุฒนั่งดื่มเหล้าหัวเราะชอบใจอยู่ เอื้อยแตงร้องให้เสมาช่วย เสมาไม่รอช้าโดดเข้าไปกลางวงช่วยเอื้อยแตงออกมา แล้วเตรียมรับมือกับพุฒและลูกน้อง พุฒประกาศตัวว่าตนเป็นทหารหลวงหวังให้เสมาเกรงกลัว เสมารีบสวนกลับว่าตนก็เป็นทหารหลวงเช่นกันพลางถามกลับว่า พุฒสังกัดกรมกองใด

“ลวนลามหญิงกลางวันแสกๆต่อหน้าคนทั้งตลาด พวกมึงยังกล้าอวดอ้างเป็นทหารหลวงอีกรึ ถุย เป็นชายยังไม่ควรเลย” สมบุญเข้ามาเคียงข้างเสมา

ลูกน้องพุฒจะเข้าไปเอาเรื่องสองหนุ่ม แต่พุฒห้ามไว้ เพราะคงไม่ดีแน่หากมีเรื่องกับทหารด้วยกันกลางตลาด

“มึงชื่อเสมารึอ้ายน้องชาย กู พันจบรณรงค์ วันหน้าคงได้เห็นฝีมือกัน” พุฒเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วเดินออกไป พวกลูกน้องพุฒรีบตามติด พุฒมองมาเสมาและสมบุญด้วยสายตาอาฆาต

ในระหว่างทางพุฒได้เจอกับขันเกลอเก่าที่กำลังเดินหาสำนักดาบฝีมือดีหวังจะได้วิชาไปแก้มือกับเสมา เมื่อพุฒรู้ว่าขันมีศัตรูคนเดียวกับตนก็อาสาหาสำนักดาบให้ แถมยังช่วยคิดแผนสร้างความร้าวฉานให้เรไรกับเสมาด้วยการเข้าเกี้ยวบัวเผื่อนแม่หอกระจายข่าวประจำวัง แล้วแต่งเรื่องหลอกว่า ตนไปเห็นเสมาลวนลามสาวเอื้อยแตงอยู่กลางตลาด

เมื่อบ่ายนี้ บัวเผื่อนตาโตรีบเก็บความแล้วนำไปโพนทะนาต่อให้เพื่อนสาวในวังพร้อมตอกไข่ใส่สี ไม่นานนักเรื่องก็ถึงหูเรไร เธอทนฟังไม่ได้ลุกหนีไป แต่ดวงแขที่นั่งฟังอยู่ด้วยยังข้องใจถามบัวเผื่อนว่าไปรู้เรื่องนี้มาจากใคร บัวเผื่อนว่า พี่พันจบ หรือพันจบรณรงค์เป็นคนบอก

“พี่พุฒน่ะรึ” ดวงแขอมยิ้มด้วยรู้นิสัยพุฒดีจึงมั่นใจว่าเสมาไม่ได้เป็นอย่างที่บัวเผื่อนเล่าแน่ เธอตอกกลับทันที

“ฉันรู้จัก พี่พุฒเป็นเกลอกับพี่ขันมาแต่เล็กแต่น้อย แต่ฉันไม่ได้ปะหน้าเสียหลายปี หากฉันรู้ว่าความนี้มาจากพี่พุฒ ฉันคงสวดมนต์แล้วนอนเสียนานแล้ว ไม่ทน

ฟังดอก” ดวงแขลุกขึ้นเดินเลี่ยงไป

บัวเผื่อนมองตามดวงแขไปด้วยความไม่พอใจที่ขัดคอตน

ooooooo

เช้าวันใหม่ เสมาดักรอเรไรที่ออกมาใส่บาตร หวังปรับความเข้าใจเรื่องดวงแข แต่กลับโดนแม่หญิงพาลใส่เรื่องเอื้อยแตง ทำเอาทหารหนุ่มงง นาทีนั้น

แม่สาวชาววังก็สะบัดหน้าใส่ ก่อนเดินลิ่วๆหนีไป ปล่อยให้เสมามองตามด้วยความอ่อนใจ แล้วรำพันกับตัวเอง

“ผู้หญิงช่างหยั่งใจยากนัก ดั่งเดินดับคบไฟให้ตามรอยโดยแท้”

สายวันเดียวกัน พุฒพาขันมาที่บ้านอาจารย์บ่ายพลางพูดคุยเรื่องแผนยืมปากบัวเผื่อนเล่นงานเสมาให้ฟัง ก่อนจะออกตัวว่า ที่ต้องเกี้ยวบัวเผื่อนก็เพื่อจะร้อยไว้ใช้เท่านั้น ใจจริงยังคงมั่นคงต่อดวงแขไม่เปลี่ยนแปลง แล้วทั้งสองก็เดินมาถึงหน้าเรือนอาจารย์บ่าย เห็นลูกศิษย์มากมายกำลังฝึกซ้อมอยู่ ทั้งกระบี่กระบอง ดาบ มวยไทย แน่นลานไปหมด

ขันดูฝีมือแต่ละคนแล้วก็ยิ้มพอใจ พุฒรีบคุยว่า อาจารย์บ่ายท่านเป็นกองอาทมาตเก่า รุ่นราวคราวเดียวกับพระครูขุนแห่งวัดพุทไธสวรรย์ พระครูของเสมา

“ขอบน้ำใจพันจบยิ่งนัก ที่หาครูดีให้ฉัน ฉันจักเรียนวิชาดาบสองมือให้แก่กล้า ล้างอายอ้ายเสมามันให้จงได้” ขันหัวเราะชอบใจแล้วพลันชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นขุนรามเดชะเดินคุยกับอาจารย์บ่ายลงจากเรือนมา

พุฒมองตามแล้วบอกกับขันว่า ขุนรามเดชะเป็นลูกศิษย์ของครูบ่ายท่านเช่นกัน ขันส่งยิ้มเจ้าเล่ห์นึกได้ว่าถ้าตนเป็นลูกศิษย์อาจารย์บ่าย ก็เท่ากับเป็นศิษย์ผู้น้องของขุนรามเดชะเพิ่มความใกล้ชิดเข้าไปอีกขั้น

ขันไม่รอช้าขอให้พุฒพาเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์บ่าย จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันยุแยงขุนรามเดชะเรื่องเสมา ทำให้ขุนรามเดชะของขึ้นบอกว่าถึงไม่บอกตนก็รู้ว่าเสมามันทำกระไรไว้บ้าง แล้วเดินหน้าบึ้งตึงเลี่ยงออกไป ขันและพุฒหันไปยิ้มให้กันอย่างสมใจ

ooooooo

ในตอนบ่าย บุญเรือนกับจำเรียงเข้ามารุมด่าเสมาเรื่องเรไร ดวงแข และเอื้อยแตง เพราะได้ข้อมูลผิดๆมาจากขัน เสมาน้อยใจที่แม่และน้องสาวเชื่อ

คนอื่นมากกว่าตนจึงหนีมาอยู่กับพันอินที่บ้าน และได้พบกับศรีเมืองลูกบุญธรรมของพันอินที่เข้ามาช่วยจัดที่นอนและดูแลเรื่องอาหารให้

ศรีเมืองเห็นเสมาครั้งแรกก็ตกหลุมรัก เธอคอยเฝ้าดูแลปรนนิบัติเขาไม่ขาด แถมยังตามส่งข้าวส่งน้ำถึงร้านเอื้อยแตงเพราะเสมาไปรับจ้างตีเหล็กที่นั่น เอื้อยแตงไม่พอใจจึงพาลหาเรื่องเสมา แต่เสมาไม่เถียงด้วย เพราะหันไปเห็นเรไรกับนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเลือกซื้อของ

“แม่หญิงเรไร” เสมาร้องเรียกแล้วเดินเข้าไปหา

เอื้อยแตงหูผึ่งทันที มองตามเสมาไป ศรีเมืองถามว่าแม่หญิงเรไรคือใครกัน

“ก็หญิงที่พี่เสมาหมายปองอยู่น่ะซี” เอื้อยแตงตอบแล้วนิ่งอึ้งไปเพราะเห็นหน้าเรไรชัดเจน เธอรำพึงกับตัวเอง “สวยเพียงนี้นี่เอง มิน่าเล่า”

ศรีเมืองจ๋อยเมื่อรู้ว่าเสมามีผู้หญิงที่รักอยู่แล้ว เธอได้แต่มองตามเสมาด้วยสายตาเศร้าๆ

ฝ่ายเรไรเมื่อเห็นเสมาเดินมาหาก็จะเลี่ยงหนี แต่เสมารีบขวางหน้าไว้เพราะอยากรู้ว่าตนทำอะไรผิด แต่เรไรไม่ตอบ เธอจะเดินหนีไปอีกทาง เสมาตกใจรีบคว้ามือเรไรไว้

“โอหังอีกแล้ว หรือต้องให้ฉันกล่าวโทษจนถูกถอดไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างจึงจะสำนึก” เรไรสะบัดมือออก

“เสมาผิดที่มือไว แต่หาใช่จะสบประมาทหมิ่นหรือกำเริบล่วงเกินแม่หญิงไม่  แลนํ้าใจสุจริตของข้าพระเจ้านั้นย่อมประจักษ์แก่แม่หญิงอยู่”

“ฮะ เจ้าเอ๋ย กรากมาจับข้อมือแล้วก็ประสมกล่าวเอาว่านํ้าใจสุจริต แสนขันนักหนา อันกิริยาชอบหาเล็ก

หาน้อยเป็นกำไร เห็นจะเคยตัวมาจากหญิงอื่นกระมัง แต่ฉันหาใช่นางนั่งตลาดอย่างนางเอื้อยแตงไม่ อย่ามาบังอาจล่วงเกินเช่นนี้อีก”

เสมาฟังแล้วงง เพราะเรไรเอ่ยถึงเอื้อยแตงอีกแล้ว เรไรประชดใส่เรื่องพันฤทธิ์ พันจบ เล่าให้เธอและพ่อฟังว่า เสมาไม่รักศักดิ์ศรีถึงกับแย่งหญิงกันกลางตลาด

“ที่แท้เป็นเพราะฝีปากอ้ายขันเองรึ อ้ายขันมันชังข้าพระเจ้า แม่หญิงก็แจ้งใจอยู่ แล้วเหตุใดแม่หญิงยังเชื่อคำมันมากกว่าคำข้าพระเจ้าเล่า แต่เอาเถิด เมื่อแม่หญิงไม่เชื่อนํ้าใจอ้ายเสมาเสียแล้ว ก็ตามใจเถิด แต่ข้อที่อ้ายขันมันใส่ความ ข้าพระเจ้าจะไปแก้ให้พระคุณฟังเอง” เสมาจะเดินเลี่ยงไป

เรไรเห็นเสมาโมโห ก็ชักห่วงจึงรีบปราม “จะไปทำกระไร พ่อท่านกำลังเคือง ประเดี๋ยวก็ต้องโทษอีกดอก”

“อย่าว่าแต่จำคุกใส่ตรวนเหมือนคราวก่อนเลย ต่อให้ตัดหัวเสียบประจาน อ้ายเสมาก็ต้องไป ดีกว่าให้

อ้ายขันมันกล่าวโทษเล่นตามแต่ใจ เหมือนอ้ายเสมาเป็นคนขลาดไม่กล้าสู้คน เลยต้องยอมให้มันอยู่รํ่าไป” เสมาเดินจากไป

เรไรตกใจ ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายเธออดห่วงเสมาไม่ได้

ooooooo

เสมาเดินดุ่มๆมาถึงลานกว้างบ้านขุนรามเดชะ พบสมบุญถูกขันซ้อมสะบักสะบอม แถมพุฒที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆยังด่าลามถึงสำนักอาจารย์ เสมาสุดทนเข้าช่วยสมบุญ แล้วท้าประลองกับขันอีกครั้ง

ทั้งสองประมือกันได้ไม่กี่ยก ขุนรามเดชะก็กลับมา เสมายอมรามือเข้าไปกราบขุนรามเดชะขอให้เอาผิดขันที่เล่นงานสมบุญปางตาย ขุนรามเดชะเห็นสภาพสมบุญก็พูดไม่ออก จำต้องรับปากว่าจะไต่สวนเรื่องนี้เอง แล้วเบี่ยงประเด็นเรียกให้ทาสพาสมบุญไปทำแผล ก่อนหันมาไล่เสมากลับไป แต่เสมายืนกรานจะเอาผิดขันให้ได้ แล้ว พลั้งปากตัดพ้อว่าขุนรามเดชะลำเอียงเข้าขัน

“นี่มึงกล้าด่ากูว่าลำเอียงเชียวรึ อ้ายเสมา”

“ไหนเลยข้าพระเจ้าจะบังอาจด่าพระคุณได้ แต่อ้ายเสมามันน้อยใจนัก ด้วยนิ่งยอมกันมาแล้วก็หลายครั้ง หากจะยอมกันอีกเมื่อนี้เล่า เมื่อหน้ามันก็จักไม่มีสิ้นสุด แม้จะต้องปรึกษาวางโทษประการใด ก็จะไม่ขอ ยอมอีก”

“ไม่ขอยอมอีก แสดงว่าจักท้าทายกันใช่หรือไม่ จะเป็นไรมีเล่าหัวหมู่ เชิญให้พ้นบ้านท่านขุนเสียก่อนเถิด จะได้ซ้อมฝีมือกัน” พุฒและขันเหล่มองกันแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

พิณแอบดูอยู่เห็นท่าไม่ดี รีบหลบไปหานายสาว

ooooooo

ตอนที่ 3

การประลองกำลังจะเริ่ม เสมายืนถือดาบสองมืออยู่กลางลานกว้าง ขันยืนอยู่ข้างพุฒที่ถือกระบี่เตรียมพร้อม ชาวบ้านเข้ามามุงดู เรไรเพิ่งมาถึง เธอมองเสมาด้วยความห่วงใย ไม่คิดว่าการหึงหวงของตนจะเป็นชนวนให้เกิดเรื่อง

ขันกระซิบบอกพุฒว่า เพลงดาบสองมือของเสมาร้ายนัก ให้ท้าประลองด้วยเพลงกระบี่ดีกว่า เพราะเสมาคงไม่ชำนาญ พุฒยิ้มรับมั่นใจว่า เสมาต้องตายคากระบี่ตนก่อนถึงมือขันแน่ คิดพลางหันไปท้าเสมาให้สู้กันด้วยเพลงกระบี่

เสมาว่าตนไม่ได้พกกระบี่มา ขอใช้ดาบมือเดียวแทน พลันขว้างดาบอีกเล่มไปปักต้นไม้ เหลือเพียงดาบเล่มเดียวตั้งท่าเพลงกระบี่

พุฒจู่โจมเข้าหา ขณะเสมาตั้งรับหมายหยั่งท่าทีก่อน ทำให้พุฒย่ามใจรุกเข้าใส่ แต่สุดท้ายก็พลาดถูกเสมาแทงสวนออก ปลายดาบจ่อคอหอยคู่ต่อสู้ พุฒตกใจทำอะไรไม่ถูก เสมาขอให้พุฒยอมแพ้ จะได้คิดบัญชีกับขัน ขณะหันหลังเดินออก พุฒฉวยฟันกระบี่ใส่ทางด้านหลัง

เรไรร้องเตือนให้ระวัง เสมาเบี่ยงตัวหลบได้หวุดหวิด แต่ปลายกระบี่ก็บาดท้ายทอยได้เลือดพอสมควร

“แผลหนึ่งของกู ต้องแลกสักสี่ห้าแผลของมึง” เสมาโถมเข้าใส่พุฒ

พุฒสู้ไม่ได้ถูกเสมาฟันด้วยสันดาบเข้าที่หน้าและลำตัวจนเลือดซึม ขันเห็นดังนั้นก็ใช้ดาบสองมือ โถมฟันใส่เสมาเพื่อช่วยเพื่อน เสมาไม่ทันตั้งตัวถูกฟันที่แขน แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็ตรงไปดึงดาบที่ปักอยู่ที่ต้นไม้ออกมา แล้วลุยใส่ขันแบบไม่ยั้ง แม้ขันจะได้ท่าไม้ตายใหม่มา แต่ก็ถูกเสมาซ้อมสะบักสะบอม สภาพหนักกว่าสมบุญด้วยซ้ำ

ทันใดนั้นเอง ขุนรามเดชะก็คุมทหารแหวกชาวบ้านเข้ามาล้อมเสมาไว้หมายจะเอาผิด เสมาวางดาบเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าขุนรามเดชะแต่ไม่ยอมให้จับไปลงโทษเช่นคราวก่อน

“การนี้ถึงจะแสนผิดร้าย ข้าพระเจ้าก็จำเป็นนัก ต้องกราบลาพระคุณไปตามเรื่องอ้ายเสมาขอคืนแล ถอดถอนตำแหน่งต่อหน้าท่าน แต่นี้อ้ายเสมาไม่ใช่ทหารแล้ว ขอกราบลาพระคุณท่านประเดี๋ยวนี้” เสมาก้มลงกราบ

ขุนรามเดชะมองเสมาด้วยสายตาโกรธเคือง แต่เสมาลาออกแล้วจะจับอีกก็เกินไป ส่วนเรไรน้ำตาคลอเบ้า ทั้งสงสารและรู้สึกผิดที่ตนเป็นต้นเหตุทั้งหมด เธอยืนมองเสมาเดินแหวกทหารและชาวบ้านจากไป

ooooooo

ฝ่ายบุญเรือน เมื่อรู้เรื่องเสมาก็อาละวาดเสียงลั่น หวั่นจะมีความผิดไปด้วย ขณะที่จำเรียงก็เอาแต่ฟูมฟายเป็นห่วงขันที่โดนเสมาทำร้าย มั่นทนไม่ไหวตวาดใส่ลูกเมียที่ห่วงคนอื่นมากกว่าลูกและพี่ชาย เพราะไม่รู้ว่าเสมาไปอยู่ที่ไหน

“ฉันเป็นแม่ มีรึจะไม่ห่วงใย แต่หากเราต้องรับโทษเพราะความหุนหันพลันแล่นของมันจริง พี่ตอบฉันทีรึ ว่าเราสามคนจะทำเยี่ยงไร” บุญเรือนทิ้งค้อน มั่นนั่งเครียดเพราะถ้าต้องรับโทษจริงก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

ในตอนค่ำ ดวงแขมาทำแผลให้ขัน แต่พอได้ยินพี่ชายกล่าวอาฆาตจะเอาผิดเสมาให้ถึงที่สุด ก็รีบปรามว่า ท้าประลองกันเอง จะฟ้องร้องเอาผิดกระไรได้

“ไม่ต้องมาย้อนพี่ คดีเก่าของน้องกับอ้ายเสมา ยังมิได้ชำระกัน อย่านึกว่าพี่จะลืม แต่นี้ต่อไป น้องอย่าข้องเกี่ยวกับอ้ายศัตรูของพี่คนนี้อีก ไม่เช่นนั้น ก็อย่ามานับถือเป็นพี่เป็นน้องกันอีกเลย” ขันเสียงเข้ม

ดวงแขฟังแล้วหนักใจกับเส้นทางรักของตน

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขุนรามเดชะ พันอิน และพระ-พิชัยสงครามกำลังคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเรื่องเสมาอยู่ที่ชานบ้าน ด้วยพระพิชัยสงครามตำหนิขุน-รามเดชะที่จัดการปัญหาไม่เด็ดขาดทำให้เสมาต้องหนีไป ขุนรามเดชะหน้าเสียนึกโกรธเสมาที่ทำให้ตนโดนว่า ฝ่ายพันอินรีบถาม ว่าทำไมพระยาพิชัยถึงอยากได้ตัวเสมานัก

“อีกไม่นานจะมีศึกใหญ่ แล้วฝีมืออ้ายเสมา ก็ประจักษ์แล้วครั้งศึกบางเกี่ยวหญ้า ฉันจึงเสียดายนัก หากต้องขาดคนดีมีฝีมือเยี่ยงมันไป” พระยาพิชัยถอนใจ

ขุนรามเดชะตกใจร้องถามว่า จะมีศึกอีกหรือเพราะพวกข้าศึกเพิ่งแตกพ่ายกลับไปไม่นาน พระพิชัยพยักหน้ารับ

“มีแน่ๆ ออกขุนหงสานั้นยิ่งใหญ่นัก แตกพ่ายไปเพียงครั้ง หาทำให้กำลังลดน้อยถอยลงไปไม่ มีแต่จะบุกกลับมาด้วยกำลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

เวลาเดียวกัน ที่ท้องพระโรงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรงทรงตำหนิพระเจ้าเชียงใหม่ที่พ่ายศึกกลับ พระเจ้าเชียงใหม่ขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

“มันก็ควรจักเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วมิใช่รึ หากเจ้าไม่เฉื่อยช้า ยกทัพไปตามกำหนดให้ทันทัพสมเด็จอา พระยาพสิมรุมตีกระหนาบทั้งสองด้าน มีหรือจะพ่ายแพ้แก่สมเด็จพระนเรศได้” พระเจ้านันทบุเรงเสียงกร้าว

“ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าขอพลห้าหมื่น ไปตั้งทัพ ณ เมืองกำแพงเพชร เพื่อสะสมเสบียงอาหารเกลือ ถ้าสมเด็จอามังนรธาช่อเสียทีอีก จะได้มีกำลังไว้ทำศึกครั้งต่อไปพระพุทธเจ้าข้า” พระมหาอุปราชาขออาสาด้วย

“ชอบแล้ว สมกับที่เจ้าเป็นบุตรเรามังกะยอชวา” พระเจ้านันทบุเรงยิ้มพอใจแล้วหันไปตรัสกับพระเจ้าเชียงใหม่

“เจ้าจงยกพลเชียงใหม่ หนึ่งแสนไปทำศึก หากพ่ายแพ้ก็ไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้า อีกต่อไป”

ooooooo

หลายวันต่อมา เรไร จำเรียง และชบา นางข้าหลวง ช่วยกันแกะสลักขิงดองอยู่ในวัง จำเรียงใจลอยจึงโดนมีดบาดนิ้ว เรไรเข้ามาดูพลางเรียกให้ชบาเอายามาใส่แผล จำเรียงน้ำตาคลอสารภาพกับเรไร ว่าตนคิดถึงพันฤทธิ์ เพราะตั้งแต่ถูกเสมาทำร้ายก็ไม่เคยพบเลย

“ไปเยี่ยมที่เรือน พี่พันฤทธิ์ก็ไม่ยอมให้ขึ้นเรือน คงจะโกรธ เพราะเหตุที่จำเรียงเป็นน้องพี่เสมาเป็นแน่เจ้าค่ะแม่หญิง” จำเรียงปล่อยโฮ

เรไรเห็นใจช่วยปลอบโยนและอาสาจะถามข่าวจากดวงแขให้ จำเรียงสะอึกสะอื้นโทษ ว่าเป็นเพราะเสมาคนเดียวและหากพี่ชายกลับมาตนจะไม่พูดด้วย เรไรตกใจถาม ว่าเสมายังไม่กลับบ้านอีกหรือ แต่พอรู้ตัวก็รีบประชด ว่าคงอยู่ที่บ้านคู่รักชื่อเอื้อยแตง

“เอื้อยแตงไม่ใช่คู่รักของพี่เสมาดอกจ้ะ ถึงคนอื่นจะนินทาอย่างไร ข้อนี้จำเรียงก็หาเชื่อไม่ เพราะเอื้อยแตงเกิดปีเดียวกับจำเรียง เราโตด้วยกันมาแต่เล็กแต่น้อย หากพี่เสมาชอบพอเอื้อยแตงจริง คงผูกข้อไม้ข้อมือไปเสียนานแล้วจ้ะ”

เรไรฟังแล้วอึ้งเกิดคำถามในใจว่า ตนเข้าใจเสมาผิดไปหรือ

เย็นวันนั้นเอง เรไรแสร้งมาหาซื้อของที่ร้านเอื้อยแตง แล้วหลอกถามเรื่องเสมาจึงได้รู้ความจริงว่า คนที่ลวนลามเอื้อยแตงกลางตลาดคือพุฒ

“มีเรื่องเช่นนี้รึ พันจบรณรงค์ถึงกับกล้าลวนลามกลางตลาดเชียวรึ” เรไรตีหน้าขรึมแต่ในใจแอบโล่งอก

“จ้ะ ชาวตลาดละแวกนี้เห็นกันแทบทุกคน อ้ายสมบุญศิษย์พี่เสมาก็เป็นพยานได้จ้ะ” เอื้อยแตงยืนกราน

เรไรไม่รอช้ารีบกลับไปที่เรือน เรียกให้พิณไปตามสมบุญมาสอบถามและได้ความตรงกับเอื้อยแตง แถมสมบุญยังตัดพ้อแทนลูกพี่ว่า ตนได้กราบเรียนให้ขุนรามเดชะทราบความจริงแล้ว แต่ท่านทำเฉยคงเป็นเพราะพันฤทธิ์เป็นบุตรของเกลอเก่า แลมั่งมีกว่าช่างตีเหล็กอย่างเสมา ทำให้น้อยใจถึงกับออกจากทหารไป

“ฉันผิดเอง” เรไรพึมพำ นึกโทษตัวเองที่หูเบา เธอซักสมบุญต่อ เพลานี้เสมาอยู่ไหน

สมบุญมองไปรอบๆแล้วกระซิบบอกเรไรว่า เสมาหลบไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในวิเศษไชยชาญ

ooooooo

เมืองวิเศษไชยชาญ เสมาร่ายรำเพลงดาบอย่างพลิ้วไหว แต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มแข็งดุดันอยู่ต่อหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จนกระทั่งจบกระบวนท่าก็หันไปเห็นพระครูขุนกับหลวงน้ายืนมองด้วยสายตาชื่นชม

เสมาเข้าไปกราบพระภิกษุทั้งสอง พระครูขุนเอ่ยชมฝีมือดาบของเสมา ว่าไม่ผิดกับตนในวัยฉกรรจ์ หลวงน้าบ่นว่าเสียดายฝีมือของเสมานักเพราะน่าจะได้อยู่ฉลองคุณชาติ มิใช่หลบอยู่ในวัดดั่งคนขลาดเช่นนี้

เสมาหน้าเศร้าตัดพ้อว่า ตนทำดีเท่าไหร่ก็สู้พวกประจบสอพลอมิได้

พระครูขุนกับหลวงน้าสบตากัน รู้ว่าเสมาน้อยใจจนไม่อยากรับราชการอีก หลวงน้าจึงออกอุบายถามเสมาว่า เคยได้ยินเรื่องสงครามช้างเผือกหรือไม่ ก่อนพระเจ้าบุเรงนองจะยกทัพมาได้ส่งพระราชสาส์นมายังกรุงอโยธยา

“นี่เป็นเนื้อความในพระราชสาส์น ที่ได้แปลอักขระแลคัดลอกไว้ เอ็งลองอ่านดูเถิด” หลวงน้าหยิบจดหมายใบลานฉบับหนึ่งออกจากย่ามส่งให้

เสมาไหว้ ก่อนจะรับจดหมายใบลานมาด้วยความแปลกใจ ไม่รู้ว่าหลวงน้าต้องการสื่ออะไร

“หม่อมฉันได้ยินข่าวที่เล่าลือไปถึงกรุงหงสาวดีว่าสมเด็จพระเชษฐามีบุญญาธิการมากนัก ทรงมีช้างเผือกเข้ามาสู่พระบารมีมากถึงเจ็ดช้าง แต่ทางกรุงหงสาวดี ยังหามีช้างเผือกสำหรับพระนครไม่ ขอให้สมเด็จพระเชษฐาเห็นแก่ไมตรี ขอประทานช้างเผือกให้แก่ข้าพระเจ้าผู้เป็นอนุชา ไว้เป็นศรีแห่งนครสักสองช้าง ทางพระราชไมตรีทั้งสองพระนครจะได้จำเริญวัฒนาการสืบไป...” เสมาอ่านเสียงดังฟังชัดแล้วเงยหน้าขึ้น

พระครูขุนถามว่า ถ้าเป็นเสมาจะยอมให้ช้างเผือกหรือไม่ เสมาคิดหนักเพราะตอบยากเหลือเกิน พระครูขุนส่งยิ้มพลางอธิบาย “นี่คือพระสติปัญญาของพระเจ้าบุ–เรงนองในครั้งนั้น ฝ่ายขุนนางก็มีทั้งเห็นด้วยแลไม่เห็นด้วยเช่นกัน ที่สุดแล้ว พระมหาจักรพรรดิไม่ทรงยกให้ จนต้องเกิดศึก บรรดาขุนนางต่างโทษว่ากันเองจนแตกสามัคคี ไม่เพียงแต่จะแพ้ศึกครั้งนี้ แต่ยังผลมาถึงการเสียกรุงในกาลต่อมาด้วย”

“ที่ข้ายกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าว ก็หวังเตือนใจเอ็ง ให้เห็นถึงความสามัคคีเป็นที่ตั้ง ข้ารู้ว่าเอ็งท้อใจในราชการ แต่หากเอ็งไม่ละวาง บ้านเมืองก็ต้องขาดคนดีมีฝีมือไปอีกคนหนึ่ง” หลวงน้าสรุป

พระครูขุนหยิบห่อผ้าห่อใหญ่ยื่นให้เสมา “ที่ข้ามาหาเอ็งถึงวิเศษไชยชาญ ก็เพื่อจะเอาของที่เอ็งไปทิ้ง ไว้ให้ข้ามาคืนแก่เอ็ง เอ็งรับไปเถิดอ้ายเสมา รับไปแล้ว จะกระทำการใดต่อก็สุดแต่ใจเอ็ง”

เสมาไหว้ ก่อนจะรับห่อผ้ามาเปิดออก เห็นดาบคู่แสนศึกพ่ายของตน เขาชักดาบออกมาดู สายตาเริ่มเป็นประกายขึ้นเรื่อยๆ เลือดทหารกล้ากรุงศรีฉีดพุ่ง

ooooooo

บ่ายวันต่อมา เสมามากราบขุนฤทธิ์พิชัยที่จวนเพื่อขอสมัครเป็นทหารไปออกรบในกองทะลวงฟัน พลางสารภาพความผิด

“ด้วยข้าพระเจ้าเป็นคนผิดหนีพระนครบาลมาแต่ในกรุง แลขาดเกณฑ์พระราชพิธีท่าน จึงขอสารภาพรับผิดไว้ สิ้นศึกเมื่อใดก็ขอเมตตาพระคุณแม่กองนำเฝ้าท่านแม่ทัพ พอได้เป็นพยานความดีมั่งเถิดขอรับ”

“เท่านั้นเองดอกรึ อย่าวิตกเลย เพราะรักในน้ำใจเอ็งนักที่มาบอกเล่าให้รู้แต่โดยจริง โทษภัยเพียงนี้...” ขุนฤทธิ์พูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงทหารเอะอะมาจากท้ายจวน ว่าอ้ายสินเมามีเรื่องวิวาทอีกแล้ว

“อ้ายสิน” ขุนฤทธิ์โมโหรีบไปดูเหตุการณ์

เสมาลุกตามไปด้วยและได้ประลองทวนกับสินที่คุยโอ่ว่า ทหารทั้งจวนไม่มีใครสู้ตนได้ ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายสินเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เหล่าทหารโห่ร้องดีใจที่มีคนเอาชนะสินได้

ขุนฤทธิ์ยิ้มพอใจ ที่ได้คนดีมีฝีมืออย่างเสมาอยู่ในกองทัพอย่างไม่คาดคิด ส่วนสินเองก็นึกชมน้ำใจเสมาจึงขอเป็นเพื่อนตาย และเรียกเสมาว่าพี่

ขณะที่เสมาได้เกลอเพิ่มอีกคน ขันกับพุฒก็พยายามประจบขุนรามเดชะหวังเป็นคนโปรด วันนี้ขันนำเครื่องลายครามราคาแพงมาเป็นของกำนัลให้ขุนรามเดชะ เรไรที่แอบดูหวั่นใจยิ่งนักด้วยรู้ทันแผนการของทั้งคู่ เธอนึกห่วงเสมา จึงใช้ให้พิณไปตามสมบุญมาพบที่ชานหลังบ้าน เพราะรู้มาว่าสมบุญเตรียมตัวจะไปออกศึกอีกครั้งเพื่อปลดตัวเองเป็นไท

สมบุญเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้าเรไร แม่หญิงคนงามวางแหวนทองเกลี้ยงลงบนฝ่ามือของเขาพลางเอ่ย

“หากไปศึกครานี้ เจ้าเจอหัวหมู่เสมา จงมอบแหวนวงนี้ให้หัวหมู่เถิด”

“ขอรับแม่หญิง แต่กองทัพมีคนมากนัก ทั้งยังแบ่งเป็นหลายกอง ข้าพระเจ้าเกรงว่าจะหาได้เจอพี่เสมาไม่ แลพี่เสมาก็สิ้นอาลัยในยศศักดิ์ อาจไม่อาสาเป็นทหารแล้วกระมังขอรับ”

“หากเรื่องเพียงนี้ทำให้ถอดใจยอมแพ้เสียแล้ว ก็ถือว่าสิ้นวาสนา แต่หากเสมายังใฝ่ใจเป็นทหาร ฉันเชื่อว่าเจ้าต้องได้เจอเป็นแน่ หากได้เจอ เจ้าจงบอกครูเจ้า ว่าฉันรู้เรื่องทั้งปวงแล้ว ต้องขอขมาที่เคยผิดไป แลขออวยชัยให้ชนะข้าศึกกลับคืนสู่อโยธยาอย่างปลอดภัยเถิด”

ooooooo

หลายวันต่อมา เสมาและสินนำทหารไทยเข้าปะทะกับทหารพม่าที่ชายป่าในยามค่ำ พวกพม่าสู้ไม่ไหวหนีตายกันจ้าละหวั่น เสมาชูดาบขึ้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองทหารไทยดังกึกก้อง ก่อนยกกำลังกลับมาที่ค่ายพระศรี อันมีพระศรีวิเศษไชยชาญเป็นแม่ทัพ

พระศรีหัวเราะลั่นเอ่ยชมเสมา ว่าเป็นมงคลแก่กองทัพยิ่งที่ออกศึกคราแรกก็ชนะพวกพม่าได้

“แต่ศึกวันนี้ยังเล็กนักขอรับ ศึกใหญ่ยังรออยู่ที่ปากโมกเป็นแน่ ด้วยทัพของสมเด็จพระราชโอรสตั้งอยู่ ณ ลุมพลี กำลังจะยกขึ้นปากโมก แลทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ก็ใกล้จะถึงปากโมกแล้ว คงจะได้ปะทะกันในวันรุ่ง” ขุนฤทธิ์ติง

“เช่นนั้นทัพพลอาสาของเรา ต้องเข้ายอศึกดูกำลัง อย่าให้อ้ายพวกข้าศึกเข้าปากโมกได้ จนกว่าสมเด็จพระราชโอรสทั้งสองจะเสด็จมาถึง”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าพระเจ้าขอเป็นกองหน้าทะลวงฟัน หากอ้ายเสมาถอยแม้เพียงก้าวเดียว พระคุณโปรดตัดหัวอ้ายเสมาเถิดขอรับ” เสมาพนมมือขออาสา

สินเห็นดังนั้นก็อาสาไปกับเสมาด้วย พระศรีและขุนฤทธิ์ พยักหน้าด้วยความพอใจ

ทุ่งกว้างริมแม่น้ำในยามเช้า เสมากับสินนำทัพอาสาของไทย เข้าตะลุมบอนกับทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ ที่มีสเรนันทสู และพระเจ้าเชียงแสนเป็นแม่ทัพ จนกระทั่ง สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถยกทัพเรือเสด็จมาถึง จึงมีรับสั่งให้ทัพเรือระดมยิงปืนเข้าใส่ทัพของพระเจ้าเชียงแสน ถูกไพร่พลล้มตายลงเป็นอันมาก ข้าศึกจึงได้ยิงตอบโต้มาที่เรือพระที่นั่ง จนสมเด็จพระเอกาทศรถมีรับสั่งให้สอดเรือพระที่นั่งของพระองค์เข้าบังเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรไว้ โดยสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงพระแสงปืนสับนก ถูกนายทัพคนสำคัญของข้าศึกล้มตายลงหลายคน ฝ่ายกองทัพอาสาก็ได้ยกเข้าตีกระหนาบ ทำให้ทัพพระเจ้าเชียงแสนต้องรับศึกหนัก จนต้องพ่ายแพ้ถอยทัพกลับไปในที่สุด

ooooooo

ครั้นเสร็จศึก เจ้าพระยาสุโขทัยนำเสมาเข้าไปกราบขอขมาขุนรามเดชะที่นั่งอยู่ในกระโจม มีพันอิน ขัน และพุฒนั่งอยู่ด้วย

ขุนรามเดชะยังโกรธเสมาอยู่มาก แต่จำต้องยอมอภัย เพราะเกรงใจเจ้าพระยาสุโขทัย ท่านเจ้าพระยายิ้มพอใจหันไปถามขันกับพุฒว่าเห็นเช่นไร ทั้งสองไม่พอใจแต่ ไม่กล้าหือ

“หมดเคราะห์หมดโศกเสียทีลูกเอ๋ย สิ้นศึกแล้ว จักได้กลับกรุงด้วยกับเรา พ่อแม่ของเจ้าคงดีใจนักหนา” พันอินลูบหัวเสมาด้วยความดีใจ เพราะปัญหาทุกอย่างจบลงได้

“ขอบพระคุณมากจ้ะพ่อพันอิน” เสมากราบเท้าพันอิน ขณะที่ขันและพุฒเหล่มองอย่างหมั่นไส้

บ่ายวันเดียวกันนั้น สมบุญที่ติดตามกองทัพขุนรามเดชะมาด้วย นำแหวนของเรไรมามอบให้เสมาพลางถ่ายทอดทุกคำพูดที่แม่หญิงฝากมา

“แม่หญิงเรไร อ้ายเสมาสาบานจะเอาแหวนปากโมกน้อยวงนี้ กลับไปคืนแม่หญิงให้จงได้” เสมาปลาบปลื้มใจ สวมแหวนไว้ที่นิ้วก้อยข้างขวา เพื่อระลึกถึงนาง

สินยืนอยู่ข้างๆกระเซ้าคารมเสมาว่า เจ้าชู้ใช่ย่อยที่ตั้งชื่อแหวนว่าปากโมกน้อย เพราะมาทำศึกที่ปากโมก สมบุญส่งยิ้มกวนๆคุยว่า หากเสมาไม่เจ้าชู้ก็คงมิต้องหนีมาจนตนต้องเอาแหวนมาให้กลางศึกเช่นนี้ดอก

เสมาหน้าบึ้งตึงที่โดนกล่าวหา แต่สมบุญกับสินหาหยุดปากไม่ ทั้งสองรวมหัวกันล้อเรื่องแม่หญิงเรไร จนเสมาโกรธจะเอาดาบเฉือนปากทั้งคู่

“เอ็งสองคนเพิ่งปะหน้ากัน แต่เข้ากันเป็นปี่

เป็นขลุ่ยดีแท้ ไป ไปให้พ้นหน้าข้าประเดี๋ยวนี้ ข้าอยากหลับสักงีบแล้ว” เสมาไล่

สินและสมบุญรู้ทันเดินคุยกันไปอย่างถูกคอ ปล่อยให้เสมามองแหวนของเรไร แล้วก็ยิ้มอย่างสุขใจ

ooooooo

ในตอนค่ำ จำเรียงเดินออกมาส่งเรไรที่หน้าเรือน ด้วยเรไรรู้ข่าวบุญเรือนล้มป่วยจึงแวะมาเยี่ยม แม่จำเรียงปรับทุกข์กับนายหญิงเรื่องขัน ว่ายังไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง เรไรรู้ว่าขันคงไม่จริงใจกับจำเรียงเป็นแน่ จึงแนะให้ตัดใจ แต่จำเรียงแย้งว่า ขันยังห่วงใยตนอยู่ เพราะเมื่อรู้ว่าบุญเรือนป่วยก็ให้ยืมเบี้ยมารักษา

“นี่จำเรียงไปกู้ยืมพันฤทธิ์มารึ” เรไรหน้าเครียด ระแวงว่าขันจะเล่นลูกไม้ จึงพยายามถามแย้งจำเรียงว่า หากขันยังมีน้ำใจอยู่ เหตุใดจึงไม่ให้จำเรียงพบหน้า

“แม่หญิงเรไรเจ้าขา จำเรียงคิดไม่ตก หรือจะเป็นด้วยพี่พันฤทธิ์มีหญิงอื่นเจ้าคะ จึงได้ทำกับจำเรียงเพียงนี้” จำเรียงร้องไห้โฮ ทำให้เรไรหน้าเสียด้วยรู้ดีว่า หญิงอื่นนั้นคือใคร

ค่ำวันเดียวกันที่กระโจมสมเด็จพระนเรศวร เหล่าทหารเอกนั่งประชุมเครียดเตรียมรับศึกพระเจ้าเชียงใหม่ที่ยกพลมาเรือนแสน สมเด็จพระเอกาทศรถวางอุบายให้ เจ้าพระยาสุโขทัย พระราชมนู พระศรีวิเศษไชยชาญและขุนฤทธิ์พิชัยยกพลออกไปยั่วดูเพลาหนึ่ง เพื่อหยั่งกำลังแลอุบายของทัพพม่า

สมเด็จพระนเรศวรเห็นดีด้วยมีรับสั่ง “หากทั้งสี่ไปยั่วข้าศึกออกจากค่าย เป็นสงครามกลางแปลงได้ เราจักเคลื่อนทัพหลวงเข้าหักให้ยับเยินเสียยิ่งกว่าคราก่อน เพื่อมิให้หงสาดูแคลนคนไทยได้อีก”

ooooooo

ขณะที่เสมานำกองทะลวงฟันเข้าต่อกรกับพวกพม่า เรไรที่รออยู่ข้างหลังก็หมั่นทำบุญไหว้พระอธิษฐานจิต ขอให้เสมากลับมาอย่างปลอดภัย

วันหนึ่งเสมาได้มีโอกาสประมือกับสมิงโยคราชทหารเอกของพระเจ้าเชียงใหม่ที่สันทัดดาบสองมือเช่นกัน ทั้งสองฟาดฟันเพลงดาบสองมือเข้าใส่กันอย่างดุเดือด สมเป็นทหารยอดฝีมือด้วยกันทั้งคู่

สมบุญที่เฝ้าสังเกตการณ์เห็นทัพของพระราชมนูรบกับทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านแหตามอุบายของสมเด็จพระเอกาทศรถจึงรีบกลับไปกราบทูล

พระเอกาทศรถพอพระทัย ขอให้สมเด็จพระนเรศวรเร่งยกทัพหลวงขึ้นไปช่วยพระราชมนูกับเจ้าพระยาสุโขทัย แต่สมเด็จพระนเรศวรกลับสั่งการให้สมบุญไปบอกพระราชมนูให้ถอยทัพ เพราะเห็นว่า ถ้ายกทัพไปช่วยอาจเสียไพร่พลจำนวนมาก จึงเห็นควรให้แปรขบวนทัพหลวงไปซุ่มอยู่ที่ป่ากระทุ่มข้างตะวันตก แล้วให้ราชมนูล่าถอยล่อข้าศึกตามมา แล้วให้ทัพหลวงที่ซุ่มอยู่ตีกระหนาบก็จักชำนะได้โดยง่าย

สมเด็จพระเอกาทศรถกับบรรดาทหารเห็นดีด้วย ต่างยอมรับในพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวร

สมบุญควบม้ามาแจ้งพระราชมนูให้ถอยทัพ แต่ท่านเห็นศึกกำลังติดพันและได้เปรียบพวกพม่าจึงยกธงสั่งให้ทหารบุกต่อ ข่าวรู้ไปถึงสมเด็จพระนเรศวร ท่านทรงกริ้วมากสั่งให้จมื่นทิพย์ไปแจ้งพระราชมนูอีกครั้ง และถ้าไม่เชื่อฟังก็ให้ตัดหัวกลับมาโทษฐานขัดคำสั่ง

จมื่นทิพย์ควบม้าออกไป ขันกับพุฒหันมากระซิบกระซาบกันว่า เสียดายนัก ที่มิใช่หัวของอ้ายเสมา ไม่เช่นนั้นจะขันอาสาจมื่นทิพย์ไปจัดการเอง แล้วสองเกลอก็หันมายิ้มให้กันพลางแช่งชักหักกระดูกให้เสมามีอันเป็นไป

ooooooo

เสมากำลังรบกับสมิงโยคราชอย่างดุเดือด ในขณะที่สินและเหล่าทหารไทยก็กำลังสู้รบกับทหารพม่าอย่างหนักเช่นกัน จังหวะหนึ่งเสมากระหน่ำฟันใส่สมิงโยคราชถูกที่ไหล่เลือดอาบและจะตามไปซ้ำ แต่ เหลือบเห็นธงถอยทัพของพระราชมนูโบกสะบัดอยู่จึงตะโกนสั่งลูกน้อง

“ท่านแม่ทัพสั่งถอยแล้ว เร็ว ล่าถอยให้เป็นขบวนอย่าให้แตกฉาน”

พวกทหารไทยงงกันไปหมด แต่เมื่อแม่ทัพสั่งถอยก็ต้องถอย สินเสียดายเข้ามาถามเสมา ว่าเหตุใดต้องถอยด้วย

“เห็นทีจะมีกลศึกเป็นแน่ เอ็งจงคุมไพร่พลให้เร่งล่าถอย อย่าให้เสียขบวนเป็นอันขาด ข้าจะระวังหลังเอง” เสมากำชับ

สินรีบไปจัดการคุมทหารล่าถอยตามที่เสมาสั่ง ทิ้งให้เสมารั้งอยู่เป็นคนสุดท้าย คอยต่อสู้ไม่ให้พวกทหารพม่าตามไปตีทหารไทย

สมิงโยคราชตั้งตัวได้ควบม้าตามไปเอาคืนเสมา เสมาหวิดสิ้นชื่อเพราะตั้งรับไม่ทัน แต่โชคดีที่สินกลับมาช่วย เสมาได้โอกาสกระโดดฟันดาบคู่ลงมาใส่สมิงโยคราช ตายคาหลังม้า

“พี่เสมา เป็นกระไรบ้าง” สินวิ่งเข้ามาหา

“เอ็งย้อนมาช่วยข้าทำกระไร รีบหนีไปประเดี๋ยวนี้” เสมาไล่ แต่สินไม่ฟังขอสู้ตายกับเสมา เพราะเห็นทัพใหญ่ของพระเจ้าเชียงใหม่ยกตามมาถึง มีไพร่พลมากมายเต็มไปหมด สุดลูกหูลูกตา

“ข้ายอมตายดีกว่าถอยแม้เพียงก้าว กูขอเอาเลือดทาแผ่นดินตรงนี้ จารึกไว้ ถึงตัวกูตาย วิญญาณกูจะรักษาแผ่นดินนี้แทนกู” เสมาดึงผ้าออกมาฉีก มัดดาบกับมือให้ติดกัน แล้วหันมาบอกสิน “อ้ายสิน แม้ข้ากับเอ็งไม่ได้เกิดวันเดียวกัน แต่ดูท่าคงต้องตายวันเดียวกันแน่แล้ว”

“จะเป็นกระไรเล่าพี่เสมา ได้ตายร่วมกับพี่ เกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้ว” สินยกทวนขึ้นเตรียมพร้อม

เสมายิ้มรับ ก่อนจะหันไปมองแหวนของเรไรที่นิ้วก้อยข้างขวาของตนพลางรำพึง “แม่หญิง อ้ายเสมาคงไม่มีวาสนาได้คืนแหวนให้แม่หญิงแล้ว” เสมายกแหวนมาจูบเบาๆ แล้วกระชับดาบยืนเคียงข้างสินกะสู้ตาย

ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังขึ้น ทหารข้าศึกที่วิ่งเข้ามา ถูกปืนยิงล้มลงขาดใจตาย แล้วทหารไทยจำนวนมากก็กรูกันออกมาจากที่ซุ่ม พวกเขายิงปืนใส่ทหารพม่าล้มตายมากมาย สร้างความหวาดกลัวจนพวกข้าศึกต้องรีบหนี

“เป็นกลศึกจริงๆ เรารอดแล้วพี่เสมา” สินดีใจ

“อ้ายพวกข้าศึกมันหนีแล้ว ตามตีพวกมัน” เสมาตะโกนลั่นวิ่งนำสินบุกตะลุยข้าศึกอย่างไม่คิดชีวิต

ooooooo

กองทัพไทยซุ่มโจมตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่

จนแตกพ่ายต้องถอยไปถึงเมืองกำแพงเพชร ที่นั่นพระมหาอุปราชาตั้งทัพรออยู่ พระเจ้านันทบุเรงทรงกริ้วพระเจ้าเชียงใหม่นัก ครั้นจะเอาผิดก็เกรงพระเจ้าเชียงใหม่จะกบฏ จึงมีรับสั่งให้เร่งหาเสบียงอาหารจัดส่งมาให้กองทัพของพระองค์ที่จะยกมาตีกรุงศรีอยุธยา

บ่ายวันหนึ่ง พันอินมาพบขุนรามเดชะที่บ้านเพื่อถามข่าวเสมาด้วยรู้ว่า มีการปล่อยทหารหัวเมืองสิ้นแล้ว แต่เสมายังไม่กลับบ้าน จึงเกรงว่า เสมาจะยังกลัวความผิดจึงไม่ยอมกลับบ้าน

ขุนรามเดชะยิ้มๆ ในใจก็อยากให้เป็นอย่างงั้น แต่ก็จำต้องบอกออกไป “ฉันได้กล่าวให้อภัยต่อหน้าท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่แล้ว หากเจ้าเสมายังระแวง ฉันก็จนใจแล้วพี่พันอิน”

พันอินถอนใจหน้าเครียดๆ ไม่รู้จะทำยังไง ทาสหญิงคนหนึ่งเดินขึ้นเรือนมารายงานหาขุนรามเดชะว่า หมื่นศึกอาสามาขอกราบ ขุนรามเดชะแปลกใจ ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน จึงสั่งให้ทาสไปเชิญขึ้นมาพบ แล้วหันมาเปรยกับพันอินว่าใครกัน หมื่นศึกอาสา

เสมาในชุดบรรดาศักดิ์หมื่นเดินขึ้นมาบนเรือน ขุนรามเดชะเห็นก็ชะงัก เสมารีบเข้าไปคุกเข่ากราบเท้าพันอิน พันอินดีใจถามไถ่ที่มาของลูกบุญธรรม

“สมเด็จพระราชโอรสทรงตั้งลูกเป็นหมื่นศึกอาสาแล้วขอรับ ต้องขอขมาที่ให้พ่อพันอินเป็นห่วงลูก แต่เสมาเพิ่งเลิกทัพประเดี๋ยวนี้ เพราะต้องเข้าขบวนถวายตัวขอรับ”

“หมื่นศึกของพ่อเอ๋ย จงสิ้นเคราะห์เถิด แต่นี้ไป ขอจงก้มหน้าประพฤติการอันควรด้วยเกียรติยศ ตำแหน่งขุนอันอยู่เบื้องหน้านี้ จงอย่าประมาทเสีย อุตส่าห์สงวน ตัวให้ถึงแก่ตำแหน่งนั้น พ่อก็ปลื้มใจนัก” พันอินลูบหัวเสมา

“ขอรับ ลูกขอรับพรพ่อพันอิน จำไว้ใส่ใจขอรับ” เสมารับคำแล้วหันไปกราบขอขมาขุนรามเดชะอีกครั้ง ขุนรามเดชะรับไหว้อย่างเสียไม่ได้

ในตอนเย็น เสมาพาเรไรไปไหว้พระที่วัด พลางเล่าเรื่องขุนรามเดชะหายเคืองตนให้ฟัง เรไรหน้าขรึมลง ด้วยรู้นิสัยพ่อดี แต่ไม่กล้าพูด เสมามองเรไรด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ก่อนจะถอดแหวนที่นิ้วก้อยข้างขวาออกมา เอ่ยว่า ในตอนแรกตนตั้งใจจะคืนให้ แต่บัดนี้จะขอเก็บไว้เอง ขอแม่หญิงเรไรเมตตาประทานแหวนน้อยให้เถิด

“คนช่างขอ ดอกจำปีก็แล้ว คำหมากแลยาสูบก็แล้ว ยังจักขอแหวนอีก ช่างโลภไม่รู้จักพอเสียเลยหมื่นศึกอาสา”

“เสมาหาได้โลภอยากได้ของไม่ แต่แหวนนี้เป็นสาเหตุสำคัญให้ข้าพระเจ้าได้ตำแหน่งหมื่นศึกอาสา จึงอยากสวมไว้เพื่อคุ้มเสมายามออกศึก แลเพื่อรำลึกถึงเจ้าของแหวนซึ่งมีอุปการะแก่เสมา ด้วยยศศักดิ์ของเสมานี้ ก็ได้มาเพราะน้ำคำแม่หญิงทั้งสิ้น แม่หญิงบอกเสมาว่า บุรุษในเรือนทาสหรือบ่าวไพร่ราบไพร่เลวก็ตามแต่กรรม ผิว่าบุรุษนั้นจักรุ่งเรืองเป็นหมื่นเป็นขุนเมื่อใด เมื่อนั้นศักดิ์ตระกูลก็จักเฟื่องขึ้น” เสมาจะยื่นไปจับมือเรไร แต่ชะงักไว้เพราะกลัวล่วงเธอ จึงไปจับชายสไบแทน

“เสมาปรารถนาเป็นทหาร อาสาด้วยดวงใจถวายแผ่นดินเป็นกตัญญู แต่ยศศักดิ์ทั้งปวง เสมาถวายแด่แม่หญิงเรไรเพียงผู้เดียว” เสมาสบตาเรไรบอกความในใจ แม่หญิงเขินอายหลบสายตา แต่ในใจมีความสุขที่สุด

ooooooo

สินนั่งกินเหล้าอยู่ในตลาดกับเพื่อนที่มาจากวิเศษไชยชาญ พลันเหลือบเห็นเอื้อยแตงกำลังยืนคุยกับชาวบ้านหญิงคนหนึ่งอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส จึงเกิดรักแรกพบขึ้น

เพลาเดียวกัน เสมากลับมาที่บ้าน หวังแจ้งเรื่องตนได้เป็นหมื่นศึกอาสา แต่พบบุญเรือนนั่งร้องไห้ฟูมฟายว่า จำเรียงจะต้องไปเป็นทาสขัดดอกที่บ้านขัน เพราะไม่มีเงินไปใช้หนี้ เสมาร้อนใจเข้าไปถามความจริงกับจำเรียง แต่กลับโดนพาลใส่ และอ้างว่าเธอไม่รู้จริงๆว่าหนี้ที่ยืมมารักษาแม่จะเพิ่มพูนมากถึงปานนี้ หากรู้ก็คงไม่ทำ

เสมาหน้าเครียดตำหนิจำเรียงที่หลงคารมขัน ไม่ฟังคำเตือนของตน จำเรียงร้องไห้หนักเร่งให้พี่ชายหาเงินไปใช้หนี้ เพราะไม่อยากเป็นทาสขัดดอก เสมาเปรยว่า ตนเป็นแต่ทหารอาสา มียศหมื่นแต่หามีศักดินาไม่ แต่ก็รับปากว่าจะช่วยหาเงินมาใช้หนี้ให้
“แต่ก่อนพี่พันฤทธิ์ดีกับฉันนัก หากมิใช่พี่ผิดใจกับเขา พี่พันฤทธิ์ก็คงไม่ทำกันฉันเช่นนี้ดอก เหตุมันเกิดแต่พี่นั่นแหละ” จำเรียงร้องไห้ฟูมฟายต่ออีก

เสมามองน้องอย่างอ่อนใจ ก่อนนำเบี้ยหวัดที่ได้จากการออกศึกไปมอบให้ดวงแขเพื่อจ่ายดอกเบี้ย ดวงแขเห็นใจรับปากจะช่วยพูดกับขันให้ เสมาซาบซึ้งเอ่ยชมดวงแขว่าน้ำใจงามไม่แพ้รูปกาย ผิดกับพี่ชายยิ่งนัก
ดวงแขยิ้มเอียงอายรีบขอตัว

ในตอนค่ำ ดวงแขเข้าไปคุยกับขันเรื่องเงินที่จำเรียงยืมไป เพราะหวังให้ช่วยผ่อนผันบ้าง แต่ขันไม่ยอมเพราะต้องการจำเรียงมาเป็นทาสเพื่อหยามน้ำหน้าเสมา แถมยังดักคอดวงแขว่า อย่าเห็นผู้อื่นดีกว่าพี่น้องที่คลานตามกันมาทำเอาดวงแขหน้าเจื่อนพูดอะไรไม่ออก

ooooooo

ขันและพุฒต้องการบีบให้จำเรียงมาเป็นทาสขัดดอกเพื่อหยามเสมา จึงวานให้บัวเผื่อนหาทางกลั่นแกล้งจำเรียงจนโดนขับออกจากวังและไม่ได้รับเบี้ยอัฐค่าตอบแทน เรไรผ่านมาเห็นเหตุการณ์ เธอสงสารจำเรียงจึงคิดหาทางช่วย

ด้านเสมา เขามารับจ้างตีเหล็กบ้านเอื้อยแตง เพื่อหาเงินใช้หนี้ สินเห็นเอื้อยแตงก็ดีใจหันมาถามสมบุญว่า หล่อนเป็นใคร เพราะศรรักปักอกเข้าแล้ว สมบุญรีบเตือนเกลอว่า เอื้อยแตงงามก็จริงแต่ปากร้ายนัก

“เช่นนี้สิวะดี ถูกใจข้า” สินตบเข่าฉาด มุ่งมั่นจะได้เอื้อยแตงเป็นเมีย

“หมื่นศึก” พิณเข้ามาเรียกเสมาแล้วกระซิบกระซาบบอกอะไรบางอย่าง

เสมารีบเก็บข้าวของแล้วเดินออกไปทางริมคลอง เห็นเรไรยืนรออยู่ เพราะจะให้ยืมเงินไปใช้หนี้ แต่เขาปฏิเสธ

“แม้นจะลำบากเพียงใด เสมาก็ต้องชดใช้ให้จงได้ แต่เรื่องยืมเงินแม่หญิงนั้น เสมาขอเถิด อ้ายเสมาเป็นชาย หากต้องหยิบยืมเงินของหญิงที่หมายปองมาชดใช้หนี้ของตนแล้ว ศักดิ์ของชายจะมีค่าอันใด”

“หากคิดเช่นนั้นก็ตามใจเถิด แต่ถ้าเสมาจวนตัวก็ขอให้คิดถึงฉันไว้คนแรก”

“แม้นไม่จวนตัว ข้าพระเจ้าก็คิดถึงแม่หญิงนักแท้ที่จริง เสมาเป็นลูกหนี้แม่หญิงนานแล้ว นับแต่วันที่เชิญขอนให้แม่นั่ง อ้ายเสมาก็เป็นหนี้รักแม่หญิง ไม่มีวันไถ่ถอนได้” เสมาจูบชายสไบของเรไร

เรไรเขินอายด้วยความรักนวลสงวนตัว ต้องเบือนหน้าหลบไปทางอื่น

ด้านสินเมื่อรู้ว่าเอื้อยแตงเป็นใครบ้านอยู่ไหนก็รีบไปหา เขาหยิบเอาสีผึ้งขึ้นมาทาปาก แล้วเข้าไปแนะนำตัวกับเอื้อยแตง แต่สาวเจ้านึกรำคาญจึงแกล้งใช้ให้สินไปตามอ้ายดำควายที่เลี้ยงไว้กลับมาที่เรือน

สินเจ็บใจหยิบสีผึ้งขึ้นมาปาทิ้งพลางร้องด่า “ทาแล้วสาวรักสาวหลง พูดเพียงคำแรกก็โดนไล่ไปตามควายแล้ว”

ooooooo

ตอนที่ 4

ขุนรามเดชะนำลำภู เสมา เรไร ขัน พุฒ และบัวเผื่อนเข้ามาไต่สวนในเรือน ด้วยเกรงพวกบ่าวไพร่จะได้ยิน ท่านขุนตำหนิลูกสาวที่ประพฤติชั่ว ทำตามใจตัวเหมือนไพร่สกุลต่ำ เรไรร่ำไห้ไหว้วอนให้พ่อฟังเธออธิบายบ้าง ส่วนเสมาก็เข้ามากราบกรานขอร้องท่านขุนว่าอย่าเชื่อคำมุสาของบัวเผื่อนกับ พุฒ

บัวเผื่อนกับพุฒรีบแก้ต่าง พลางขู่ว่าจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปรายงานเสด็จในวังเพื่อให้ท่านตัดสิน ขุนราม-เดชะกลัวเสียชื่อ บังคับให้เรไรกราบขอขมาบัวเผื่อน ขัน และพุฒ

เรไรจำต้องขอขมาทั้งสามทั้งน้ำตา เสมากำหมัดแน่นสงสารคนรักสุดหัวใจ แต่ขุนรามเดชะหาสนใจไม่ ยังเรียกให้พิณพาตัวเรไรไปจำตรวนล่ามไว้ที่เรือนทาสเพื่อลงโทษ

เสมาทนไม่ไหวคลานเข้าไปขอรับโทษแทน แต่ท่านขุนตวาดไล่สั่งห้ามมาเหยียบเรือนอีก เสมานิ่งงันมองเรไรเดินน้ำตานองหน้าตามพิณลงจากเรือนไป เขาถึงกับน้ำตาคลอเบ้าเพราะเจ็บเสียยิ่งกว่าโดนจำตรวนเอง ขณะที่พุฒและบัวเผื่อนแสยะยิ้มสมน้ำหน้า

ลำภูลงไปดูพิณใส่โซ่ตรวนล่ามเรไรพลางร้องไห้ฟูมฟายสงสารลูก เรไรทั้งเสียใจและน้อยใจตัดพ้อว่าพ่อเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง เธอจึงต้องก้มหน้ารับกรรม ลำภูปาดน้ำตาตำหนิลูกที่ยังไม่สำนึก

เรไรตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยวว่า เธอยอมรับโทษด้วยเป็นคำสั่งของพ่อ แต่หายอมรับว่าประพฤติชั่วไม่

พิณเห็นว่าหมดหน้าที่แล้ว จึงเดินเลี่ยงออกมาร้องไห้ เพราะสงสารเจ้านาย เสมาดักรออยู่ เขาปราดเข้าถามข่าวเรไร พิณหน้าเสียขอร้องให้เสมากลับไปก่อน เพราะกลัวท่านขุนจะออกมาพบ แต่เสมาว่าจะอยู่ชำระความแก่ขันและพุฒ พิณร้องห้ามเกรงจะยิ่งทำให้ท่านขุนโกรธ แล้วพาลไปลงที่แม่หญิงเรไรอีก

เสมายอมรับฟังไม่อยากให้เรไรเดือดร้อน เขาตัดสินใจเดินจากไป

ด้านขัน เขาขอขุนรามเดชะเข้าไปคุยกับเรไรหวังหว่านล้อมให้เธอยอมตกล่องปล่องชิ้นเพื่อแลกกับการไม่ถูกลงโทษ แต่กลับโดนแม่หญิงตอกกลับ

“พันฤทธิ์เอ๋ย ขอบน้ำใจท่านนัก แต่เรไรนี้ได้ชื่อว่าประพฤติน้ำใจชั่ว เกลือกอยู่กับช่างตีดาบ ก็จะขอให้ชั่วไปตลอดเลยตามเลย อย่าได้ทำให้ศักดิ์ท่านต้องเสื่อมเสียด้วยอีกคนหนึ่งเลย”

“แม่หญิงพูดเช่นนี้ยอมรับแล้วใช่หรือไม่ว่ามีใจให้อ้ายช่างตีเหล็ก เอาเถิดแม่หญิง จงคอยดูสืบไปเถิด เพราะข้าพระเจ้าก็จะคอยดูสืบไปเช่นกันว่า ผิดจาก

ข้าพระเจ้าแล้ว ใครจักช่วยแม่หญิงได้”

“เชิญท่านเถิด เราเป็นหญิงแม้จักต้องอยู่ในอำนาจพ่อ แต่น้ำใจเราหาใช่นางทาสไม่ จึงอยากคอยดูสืบไปอีกเหมือนกันว่า บุรุษไหนเล่าที่จักมาชำนะเราด้วยอำนาจบังคับได้ก็ให้รู้ไป” เรไรและขันต่างมองกันด้วยความโกรธเคือง อยากเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้

ในตอนค่ำ เสมานั่งคิดไม่ตกเรื่องเรไรอยู่หน้าบ้านพันอิน สักพักพันอินก็เดินนำสินกับสมบุญเข้ามาปลอบใจ

“ขุนรามเดชะทำเกินไปนัก หากมิใช่มีราชการ พ่อคงไปพูดจาให้ปล่อยแม่เรไรแล้ว หากไม่ยอมคงต้องขาดสหายกันแต่วันนี้สืบไป”

“อย่าเลยจ้ะพ่อพันอิน หากพ่อกับพระคุณต้องบาดหมางกันเพราะฉัน ฉันคงบาปนักหนา เพียงแค่

แม่หญิงเรไรต้องมามัวหมองเพราะความวู่วามของฉันก็ผิดมากแล้ว” เสมารู้สึกผิดพลางเหลือบมองไปทางศรีเมืองที่แอบฟังอยู่ ศรีเมืองรู้ตัวรีบเดินหนี

สินแค้นแทนลูกพี่ เสนอให้ไปชิงตัวเรไร บุญสมรีบปรามเกลอแล้วเปลี่ยนเรื่องบอกทุกคนว่าจวนได้ฤกษ์แล้วให้เตรียมตัวออกเดินทาง เสมาขอเข้าไปหยิบดาบคู่แสนศึกพ่ายในเรือน

ศรีเมืองที่รออยู่เข้ามาขวางเสมาพลางเอ่ยถามประสาซื่อ “ฉันให้ประหลาดใจนัก เหตุใดพี่ยังเพียรฝากรักแม่หญิงเรไรอยู่ได้ ทั้งที่ท่านอาขุนรามเดชะได้แสดงกิริยารังเกียจพี่ถึงเพียงนี้ แล้วพี่ยังจะหาความเดือดร้อนใส่ตัวไปเพื่อกระไร”

“เจ้ายังเด็กนักศรีเมือง มิเข้าใจดอก หากวันใดที่เจ้ารู้แจ้งว่าความรักเป็นเช่นใดแล้ว วันนั้นเจ้าก็จักเข้าใจพี่เอง เพลานี้เจ้ายังไม่รู้ ก็ป่วยการที่พี่จักกล่าว” เสมาส่งยิ้มบางๆ ก่อนเดินเข้าไปหยิบดาบสะพายจากไป

“แล้วผู้ใดว่าฉันไม่รู้เล่า พี่เสมาพี่คงไม่เคยแอบชอบใครแต่ฝ่ายเดียวดอกกระมัง” ศรีเมืองมองตามน้ำตารื้น

ooooooo

เช้าวันใหม่ พิณเข้ามาไขโซ่ตรวนให้เรไรด้วยความดีใจ เพราะขุนรามเดชะสั่งให้ปล่อยตัว เรไรนึกสงสัยว่าเหตุใดพ่อจึงหายโกรธไวนัก แล้วนางก็ได้คำตอบ เมื่อพบอำพันกับขันนั่งรออยู่ในเรือน

อำพันไม่รอช้าเจรจาสู่ขอเรไรให้ขันทันที ขุนราม-เดชะกับลำภูส่งยิ้มให้กันอย่างพอใจ แล้วหันมาถามเรไรว่าเห็นเช่นไร เรไรอึกอักขอเวลาตรองสักสามสี่วัน ขุนราม-เดชะนึกฉุนตวาดใส่ลูกสาว

“ได้ ขอเพลาตรองพ่อก็จักให้ แต่เมื่อตรองวันหนึ่งก็ต้องถูกโบยวันหนึ่ง เป็นเช่นนี้ทุกวัน จะตกลงหรือไม่”

เรไรเกิดทิฐิตอบสวนออกไป “ตกลงเจ้าค่ะ ลูกเห็นควรว่ายุติธรรมดีแล้ว”

ขุนรามเดชะโมโหที่ถูกท้าทาย เรียกให้พิณไปหยิบหวายมาแล้วฟาดลงที่หลังเรไร แม่หญิงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด อำพันและขันหน้าเสีย ขุนรามเดชะจะหวดซ้ำ แต่ลำภูเข้ามากอดบังลูกไว้

อำพันตกใจไม่คิดว่าเรื่องจะเลยเถิดไปขนาดนี้จึงเข้าห้าม ขุนรามเดชะโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ หันมาสั่งพิณให้พาเรไรไปจำตรวนไว้ในเรือนทาสดังเดิม

พิณกับทาสหญิงอีกคนกุลีกุจอประคองเรไรขึ้นมา แม่หญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่วายหันไปมองขันด้วยสายตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ จนขันนึกกลัวไม่กล้าสบตาด้วย

ลำภูตามเอายามาทาแผลให้เรไรทั้งน้ำตา เรไรยืนกรานว่าโดนเฆี่ยนเป็นรอยหวายยังดีกว่าถูกบังคับใจ

“เหตุใดพูดเช่นนี้เล่าแม่เรไร ลูกโดนโบยก็เหมือนหัวใจแม่โดนกรีดให้เป็นแผลไปด้วย แม่ประหลาดใจนัก อ้ายเสมามีกระไรดีกว่าพ่อขัน ลูกถึงได้ยอมเจ็บตัวเพื่อมันถึงเพียงนี้” ลำภูน้ำตาไหลเป็นทาง

แม่หญิงร้องไห้ไม่มีคำอธิบายใดๆ

ในตอนบ่าย พิณนำเรื่องเรไรโดนขุนรามเดชะเฆี่ยนมาบอกกับสมบุญที่บ้านเสมา หวังส่งข่าวให้เสมาหาทางช่วย เอื้อยแตงกับศรีเมืองนั่งฟังอยู่ด้วย ทั้งสองนับถือในความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงของเรไร แล้วติติงขัน

“พันฤทธิ์ผู้นี้ก็ช่างกระไรเลย เพื่อจะได้หญิงมาครองถึงกับดูดายให้ใช้กำลังเฆี่ยนตี อย่าว่าแต่มิสมเป็นทหารเลย มิสมเป็นชายเสียด้วยซ้ำ” สิ้นเสียงศรีเมือง จำเรียงก็เดินออกมาจากห้อง

“เป็นเท็จ เป็นเท็จทั้งสิ้น ฉันไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าพี่พันฤทธิ์จะไปสู่ขอแม่หญิงเรไรโดยใจสมัคร แลถึงกับยอมให้เฆี่ยนตีเพื่อให้ได้แม่หญิงมา ฉันจะไปฟังคำจากปากพี่พันฤทธิ์เอง” จำเรียงเดินฉับๆออกไป

เอื้อยแตงตั้งสติได้ไล่ให้สมบุญตามจำเรียงไป สมบุญวิ่งตามมาดึงจำเรียงไว้ แต่จำเรียงยืนกรานจะไปฟังความจริงจากปากขัน สมบุญจนใจจำต้องแอบพาจำเรียงเข้าไปในเรือนขัน จึงได้ยินขันคุยกับอำพันและดวงแขเรื่องจะไปสู่ขอเรไรอีกรอบ แต่อำพันบ่ายเบี่ยง นางแนะนำให้ลูกชายไปขอจำเรียงมาเป็นแม่ศรีเรือนแทน

“นังจำเรียงรึขอรับ ชาติไพร่ตํ่าสกุลเช่นนั้น จะให้ลูกคว้ามาเป็นศรีเรือนได้เช่นไร ที่ลูกเกี้ยวพาราสีก็เพียงแต่จักหยามนํ้าหน้าอ้ายเสมามันเท่านั้น” ขันตอบเสียงดังฟังชัด

จำเรียงที่แอบฟังอยู่ได้ยินเต็มสองหู นางนํ้าตาร่วงเผาะเสียใจสุดๆ

“เช่นนั้นพี่ขันก็มองหญิงอื่นเถิด อย่างไรเสีย แม่เรไรก็เจ็บทั้งกายแลใจเพราะพี่ คงสิ้นหนทางจะครองคู่กันได้แล้ว” เสียงดวงแขขอร้อง

“พี่ไม่ยอม ถึงอย่างไรพี่ก็ไม่ยอม พี่ปองรักแม่หญิงเรไรมานานปีแล้ว หากมิใช่เพราะอ้ายเสมา แม่หญิงคงรับรักพี่ไปเสียนานแล้ว” ขันมุ่งมั่งจะเอาชนะให้ได้

จำเรียงทนฟังต่อไม่ไหว วิ่งร้องไห้ออกไป สมบุญวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

ดึกแล้ว พันอินเห็นเสมานั่งเหม่อคิดถึงเรไร จึงเข้ามาปลอบใจพร้อมรับปากว่าสิ้นราชการเมื่อใด จักไปออกปากช่วยเรไรออกมาให้ได้ เสมายกมือไหว้พันอิน พลันชะงักเมื่อเห็นสินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่า เจอทัพข้าศึก

เสมากับพันอินเร่งให้สินนำทางไปซุ่มดูลาดเลา เห็นค่ายทหารพม่าจากระยะไกล ใหญ่โตมาก มีกระโจมนับพันหลัง ทหารเดินกันเต็ม จุดคบไฟสว่างไสวเหมือนตอนกลางวันไม่มีผิด พันอินถึงกับรำพึงว่ารบมาจนแก่ไม่เคยเห็นทัพใดใหญ่โตปานนี้มาก่อน ส่วนสมบุญก็หันมาถามเสมาว่า ข้าศึกยกมามากเพียงนี้จะทำเช่นใดดี แต่เสมายังนิ่งขรึม เพราะต้องใช้ความคิดให้รอบคอบที่สุด

ข่าวทัพพม่ารู้ถึงสมเด็จพระนเรศวร ท่านมีรับสั่งให้เจ้าพระยากำแพงเพชรยกทัพออกหยั่งเชิงข้าศึก ณ ทุ่งชายเคือง แลเตรียมทัพให้พร้อม เพื่อรับศึกพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง

ขันกับพุฒถูกเรียกตัวไปออกทัพกับเจ้าพระยากำแพงเพชรด้วย แต่ขันกลัวจะเสียเรไรให้เสมา จึงวางแผนกับพุฒเข้าไปหลอกขุนรามเดชะว่า ในระหว่างที่ตนไปออกศึก กลัวเสมาจะกลับมาสร้างความมัวหมองให้เรไรอีก จึงอยากขอความเมตตาตบแต่งหญิงเรไรไว้พอเป็นพิธีเสียก่อน ครั้นสิ้นศึกเมื่อใด ค่อยส่งเข้าหอตามธรรมเนียม ขุนรามเดชะหลงกลเห็นดีด้วย แต่ติดว่าไม่รู้จะทำอย่างไรให้เรไรยอมรับปาก

“ข้าพระเจ้ามีหนทางขอรับ แต่ไม่ทราบว่าพระคุณจะเห็นดีด้วยหรือไม่” พุฒส่งยิ้มเจ้าเล่ห์บอกแผนการ

สายวันต่อมา เสมาแอบเข้าไปพบเรไรที่เรือนทาส เขาเจ็บปวดใจยิ่งนักเมื่อเห็นรอยหวายบนหลังของเธอ

“เรไรแม่เอ๋ย จงนิ่งเสียเถิด เสมาได้เห็นแม่มื้อนี้แล้วหัวใจสั่นนัก เสียทัพต้องล่าแก่ตองอูร้อยครั้ง มิชํ้าหัวใจเหมือนบัดนี้เลย” เสมาเช็ดนํ้าตาให้เรไรแล้วก้มลงง้างโซ่ตรวนที่ล่ามขาออกพร้อมให้สาบาน

“แม้เสร็จศึกแล้วอ้ายเสมามิได้ความดีมาถวายสมเด็จพระราชโอรสท่าน จนปลดแม่หญิงได้ อ้ายช่างตีเหล็กนี้แหละแม่เอ๋ยจะเชือดคอตัว แต่อรินั้นก็จะประหารเสียมิให้เหลืออยู่ข่มเหงใจแม่หญิง”

“เช่นนั้น ฉันก็จักขอตายด้วยคมมีด ในอโยธยานี้ แม้ฉันมีญาติก็เหมือนไร้แล้ว หากเสมาสิ้นอีก ฉันก็มิสมควรที่จะอยู่”

“แม่หญิง ยอดใจเสมาเอ๋ย” เสมาเข้ามากอดเรไรด้วยความรักเต็มเปี่ยม

พลันมีเสียงก้อนหินปามาที่หน้าต่าง เสมาบอกกับแม่หญิงว่าสินกับสมบุญที่ดูต้นทางเตือนว่ามีคนมา เรไรจึงเร่งให้เสมากลับไป ด้วยกลัวว่าจะมีเรื่องกับขุนรามเดชะอีก

เสมากอดลาเรไรแล้วปีนหน้าต่างหนีไป แต่ไม่ทันพ้นจากเรือนก็ได้ยินขุนรามเดชะ ขัน และพุฒวางแผนมัด มือชกเรไร ด้วยการพาเจ้าพระยาเจ้านายขันมาผูกข้อมือ

ฝ่ายแม่หญิงเรไร เมื่อแยกตัวจากเสมาก็ถูกขุนรามเดชะพาไปพบท่านเจ้าพระยา เพื่อทำพิธีผูกข้อมือ เธอได้แต่นั่งตะลึงไม่รู้จักทำประการใด ขณะที่เสมาซึ่งอยู่ใต้ถุนกับพวกตั้งสติได้ เขาวิ่งนำสองคู่หูไปที่เรือนหลังบ้าน แล้ววางเพลิงเผาเพื่อทำลายพิธี

ขุนรามเดชะโกรธมาก สั่งทาสในเรือนจับตัวคนวางเพลิงมาให้ได้ ขันกวาดตามองไปรอบๆ เห็นเสมา สิน และสมบุญวิ่งหนีออกไป จึงนำพุฒกับทาสจำนวนวิ่งตามไปจับตัว แต่สุดท้ายก็พลาดจับใครไม่ได้สักคน

ooooooo

พิณเข้ามาจัดที่นอนหมอนมุ้งให้เรไร ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะดีใจที่เจ้านายไม่ต้องออกเรือนกับขัน นางเปรยกับเรไรว่าไม่รู้ผู้ใดที่หาญกล้ามาทำการหยามหน้าท่านขุนได้เพียงนี้

“คนบ้าเท่านั้นดอกจ้ะ ถึงวางเพลิงเผาเรือนผู้อื่นเช่นนี้ได้ หากมิใช่คนบ้า ใครเล่าจักคิดทำได้” เรไรยิ้มขำเดาได้ว่าฝีมือเสมาแน่ๆ เธอส่ายหน้าระอากับความ ห่ามของเขา

เช่นเดียวกับเอื้อยแตงที่เพิ่งรู้เรื่องจากสิน เธอปรามไม่ให้สินพูดดังไป เพราะโทษวางเพลิงยามมีศึก ต้องตัดหัวสถานเดียวเท่านั้น แล้วหันมาดุสมบุญที่ไม่ยอมห้ามปรามเสมา

“อย่าด่าว่าอ้ายสินกับอ้ายสมบุญเลยเอื้อยแตง พวกมันทำไปเพราะรักข้า ใจจริงข้าก็ไม่อยากทำดอก แต่มันเข้าตาจนแล้ว หากไม่ทำ แม่หญิงเรไรคงต้องออกเรือนไปกับอ้ายขันเป็นแน่” เสมาออกรับแทน

“ใจพี่จะขาดรอน จึงต้องเสี่ยงอาญาถึงตัดหัว ว่ากระนั้นเถิด” เอื้อยแตงส่งค้อนหมั่นไส้

เวลาเดียวกัน ขันแค้นใจที่ไม่อาจทำอะไรเสมาได้ จึงเร่งให้ดวงแขไปนำตัวจำเรียงมาเป็นทาสขัดดอก ดวงแขจนใจจำต้องพาขันมาที่บ้านเสมา

ส่วนจำเรียง เธอนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับเสมา เพราะเสียใจที่ไม่เชื่อคำพี่ชายจึงต้องเจ็บอายเยี่ยงนี้ แถมยังต้องเป็นหนี้อีกมากโข เสมาปลอบใจน้องสาวพลางรับปากว่าจะช่วยหาเงินมาใช้หนี้

ขาดคำก็ได้ยินเสียขันตะโกนทวงหนี้อยู่หน้าบ้าน เสมาเลือดขึ้นหน้า หยิบดาบคู่มือเดินออกไป จำเรียงเป็นห่วงพี่รีบตามไปด้วย

“ออกมาแล้วรึ ข้านึกว่าเอ็งจะเก่งแต่ลอบกัดเผาเรือนผู้อื่น แต่ไม่กล้าสู้หน้านายเงินเจ้าหนี้เสียอีก” ขันเย้ยหยัน

ดวงแขรีบปรามพี่ชายด้วยกลัวจะมีเรื่อง เธอเข้ามาเจรจาจะขอรับตัวจำเรียงไปเป็นทาส แต่เสมาไม่ยอม เพราะเพิ่งจะส่งดอกเบี้ยไป

ขันโวยวายสั่งให้ลูกน้องไปเอาตัวจำเรียงมา เสมาโมโหชักดาบคู่ออกมาเล่นงานลูกน้องขันกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ขันเห็นดังนั้นก็ยิ่งแค้นชักดาบสองมือออกมา แล้วโหมฟันเข้าใส่เสมาด้วยท่าไม้ตายใหม่ที่เพิ่งเรียนมาแต่ทำอะไรไม่ได้ แถมยังถูกเสมาใช้ดาบชี้ใส่หน้า

“อันเพลงดาบ มิว่าสำนักใด ใครเรียนครบกระบวนก็ใช้ได้ทั้งสิ้น อยู่ที่ผู้ใดจักพลิกแพลงเลือกใช้ได้สูงกว่ากัน แม้เพลงดาบเอ็งจะกล้าแข็ง หาได้ยากในอโยธยา แต่ยังห่างชั้นจากข้าอีกมากนัก”

“เมตตาเถิดหมื่นศึก รู้แพ้ชนะแล้ว อย่าได้เป็นเวรสืบกันไปเลย พ่อจะขอผัดผ่อนต้นเงินไม่ใช่รึ ฉันยอมรับปากแล้ว”ดวงแขเข้ามาขอร้อง

“พันฤทธิ์เป็นนายเงินมิใช่แม่หญิง แล้วแม่หญิงจะรับปากแทนได้รึ”

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

กรีน พลิกบทบาท รับบทสาวใช้สุดแสบ ในละครดราม่าเข้มข้น "กระเช้าสีดา"
21 เม.ย. 2564

02:27 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 07:57 น.