ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ดวงแขมาพบขันที่ประตูท้ายวัง เพื่อแจ้งข่าวว่า เสมายังไม่รู้เรื่องขันแอบเข้าหาแม่หญิงเรไร พลางแนะนำให้พี่ชายอยู่เฉยๆอย่าหาเรื่องใส่ตัวอีก

เธอให้รอจนหลวงรามเดชะกลับมา ค่อยเร่งสู่ขอแม่หญิงเพื่อให้เรื่องราวยุติ แต่ขันไม่วางใจกลัวว่าหลวงรามเดชะกับลำภูจะเอาเรื่อง ดวงแขนึกระอาที่พี่ชายไม่ได้ดั่งใจ จึงเสียงดังใส่เพราะรู้ดีว่าท่านอาทั้งสองเกรงเสียหน้ายิ่งกว่าสิ่งใด หาไม่คงรับเสมาเป็นเขยเสียนานแล้ว ขันนิ่งฟังและยอมทำตามคำแนะนำของน้องสาว

เวลาเดียวกัน เอื้อยแตงมารับแต้มที่เมาไม่รู้เรื่องกลับเรือน เสมากับมั่นเดินมาส่งพ่อเฒ่าที่หน้าเรือน ส่วนสินยืนรออยู่ที่หัวบันได แต้มหันมาลามั่น แล้วดึงมือเสมาให้จับมือเอื้อยแตง พลางฝากฝังให้ดูแลลูกสาว เสมาถึงกับหน้าเจื่อนเพราะเกรงใจสินที่มองเขม็งด้วยความหึงหวง

เอื้อยแตงทั้งโกรธทั้งอายตวาดใส่ “พ่อ ถ้าไม่หยุดพูด ฉันจะไม่พาพ่อมาที่เรือนพี่เสมาอีกแล้ว”

“กระไรของมันวะ” แต้มชักฉุนจะต่อว่าลูกสาว แต่มั่นเข้าไกล่เกลี่ยเพราะกลัวเรื่องบานปลาย แล้วเรียกให้สินกับสมบุญไปส่งสองพ่อลูก

“ได้เลยจ้ะ ฉันจะไปส่งให้ถึงเรือนเลย” สินรีบอาสา

เอื้อยแตงหันมาตวาดสินว่า เธอกับพ่อกลับเองได้ไม่ต้องวุ่นวาย สินน้อยใจเดินหน้าจ๋อยออกไป เอื้อยแตงแอบมองตามสินด้วยความรู้สึกผิด

ooooooo

เอื้อยแตงเดินประคองแต้มมาถึงกลางทาง พ่อเฒ่าขอแวะปลดทุกข์ก่อน แต่ยังไม่ทันได้ปลดผ้าขาวม้าที่คาดเอว ก็ร้องลั่นเพราะถูกงูกัด

เอื้อยแตงตกใจทำอะไรไม่ถูก สินที่ตามมาห่างๆรีบเข้ามาช่วย เขาใช้ผ้าขาวม้ามัดเหนือปากแผลไว้ ก่อนจะใช้มือบีบเค้นเลือดที่แผลออกมา จากนั้นก็อุ้มแต้มไปส่งที่เรือนหลวงรามเดชะเพื่อให้เรไรช่วยหาหยูกยามาใส่ เพื่อถอนพิษงู

“ยานี้ชะงัดนัก พอกติดกัน 3 วัน ไม่ว่าพิษงูกระไร ก็หายได้ทั้งสิ้น พิณ ประเดี๋ยวให้บ่าวไพร่ผลัดกันเฝ้าอาแต้มไว้ หากเป็นพิษงู คืนนี้อาแต้มคงได้ไข้เป็นแน่” เรไรหันมากำชับพิณหลังจากใส่ยาให้อา

“ฉันจักเฝ้าพ่อด้วย ประเดี๋ยวแม่พิณช่วยสอนฉัน ว่าต้องทำกระไรบ้าง” เอื้อยแตงขออาสา แล้วหันไปยกมือไหว้เรไร “ขอบพระคุณแม่หญิงนักหากไม่ได้แม่หญิงครานี้ พ่อคงไม่รอดเป็นแน่”

“ไม่ต้องขอบพระคุณฉันดอก อย่างไรอาแต้มก็เป็นอาฉัน ควรที่ฉันต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว หากจักขอบพระคุณ แม่เอื้อยก็ไปขอบพระคุณพันทิพเถิด ถ้าไม่ได้ท่านช่วยไว้ก่อน ถึงยาจะดีเพียงใดก็ช่วยไม่ได้ดอก”

เอื้อยแตงหน้าขรึมลง รู้สึกผิดกับสิน เธอลุกไปขอบคุณชายหนุ่มที่ยังนั่งรออยู่หน้าเรือน จึงได้รู้ว่าเขาแอบตามเธอมาตั้งแต่ออกจากบ้านเสมาแล้ว เอื้อยแตงละอายใจยิ่งนัก บอกกับสินว่า อย่าดีกับเธอเช่นนี้เลย เพราะทำให้เธอยิ่งรู้สึกผิดที่ทำให้คนดีๆอย่างเขาต้องเสียน้ำใจ

สินหน้าสลด ถามเอื้อยแตงว่ายังหวังในตัวพี่เสมาอีกหรือ เพราะตนเชื่อว่า ต่อให้พี่เสมาไม่มีใคร ก็ไม่มีทางรับรักเอื้อยแตงแน่ แม่สาวเอื้อยแตงหงุดหงิดใจยิ่งนัก ขณะที่สินจ้องหน้าสาวนิ่งคิดหาวิธีให้เธอตัดใจ

ooooooo

เช้าวันใหม่ ข้าหลวงคนหนึ่งเข้ามายื่นกำไลกับจดหมายให้ดวงแข บัวเผื่อนยืนอยู่ใกล้ๆอย่างสอดรู้สอดเห็น นางข้าหลวงว่า มีพวกองครักษ์ฝากเธอมาให้แม่หญิง เพราะเกรงผิดกฎฝ่ายใน จึงยืนรออยู่ที่หน้าตำหนัก

ดวงแขยิ้มดีใจเอียงอายถามว่าใครกัน บัวเผื่อนชิงตอบแทนว่าคนที่กล้าฝากของมาให้ดวงแขคงมีแค่คนเดียว แม่หญิงยิ้มพอใจรีบเปิดจดหมายอ่าน พบว่าเป็นกลอนเกี้ยวพาราสี ก็ยิ่งเขินอายหนักขึ้น แลมั่นใจว่าต้องเป็นของเสมาแน่จึงเดินออกไปพบ แล้วพลันชะงัก เมื่อคนที่รออยู่เป็นหมื่นจิตรเสน่หา

“แม่หญิงได้กำไลแลจดหมายของข้าพระเจ้าแล้ว เห็นเป็นเช่นใดหรือ” หมื่นจิตรส่งยิ้มปลื้มเมื่อเห็นดวงแขสวมกำไลที่ตนมอบให้

ดวงแขตะลึง คิดไม่ถึงว่าหมื่นจิตรจะมาจีบ เธอตวาดใส่หมื่นจิตรว่าอย่ามายุ่งกับเธออีก แล้วยัดจดหมายกับกำไลใส่มือคืนให้ ก่อนเดินเชิดออกไป

หมื่นจิตรหน้าเจื่อนเดินคอตกไปปรับทุกข์กับเสมาด้วยไม่เข้าใจว่า เหตุใดดวงแขต้องโกรธเคืองตนขนาดนี้ด้วย

“หมื่นจิตรอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย ฉันบอกแล้ว ว่าแม่หญิงดวงแขเป็นคนไว้ตัวนัก มิใช่จะมีใจให้ผู้ใดโดยง่ายดอก ของใดที่ได้มายาก ย่อมสูงค่าไม่ใช่หรือ” เสมาให้กำลังใจ

หมื่นจิตรคิดตามแล้วยิ้มได้ “จริงดังคำออกขุนท่าน ฉันไม่บังควรท้อใจเลย น่าจะพากเพียรเพื่อให้ได้หญิงเช่นนี้มาเป็นศรีเรือนมากกว่า”

เสมายิ้มรับเอาใจช่วยเพราะตนจะได้หายอึดอัดใจเรื่องดวงแขเสียที แล้วสินก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาตามเสมาบอกว่ามีโจรบุกปล้นเรือนขุนรามเดชะแลพา ตัวแม่หญิงเรไรกับเอื้อยแตงลงเรือหนีไปแล้ว คิดว่าคงไปขึ้นฝั่งที่ท่าตะโก

เสมาตกใจมาก ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกลางวันแสกๆ เขาหันไปหยิบดาบคู่ใจ เร่งควบม้าออกไปตามล่าพวกโจร

ooooooo

เสมาตามมาทันพวกโจรที่ท่าน้ำ เห็นพวกมันคุมตัวผู้หญิงสองคนคลุมหน้าคลุมตาขึ้นมาจากเรือ เอื้อยแตงดิ้นรนจนผ้าคลุมหน้าหลุดออก เธอเห็นเสมายืนอยู่ก็ดีใจร้องให้ช่วย

เสมาชักดาบคู่ออกจากฝัก แล้วกระโจนเข้าใส่พวกโจรคลุมหน้า พวกโจรรู้ว่าสู้ไม่ได้แน่จึงหันไปคว้าตัวเอื้อยแตงมาเป็นตัวประกัน เสมากลัวสองสาวจะเป็นอันตรายจึงต่อรองให้พวกโจรปล่อยแม่หญิงทั้งสองไปก่อน

“เอ็งห่วงใยนังสองคนนี่นัก ดูท่าคงเป็นเมียเอ็งกระมัง เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะปล่อยนังนี่คนใดคนหนึ่ง เอ็งเลือกเอาเถิดว่ารักผู้ใดมากกว่ากัน” โจรตอบด้วยน้ำเสียงแปร่งๆ

เสมาขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ แต่หาช่องว่างเข้าไปช่วยสองสาวไม่ได้จึงถ่วงเวลาร้องถามกลับไป

“เอ็งรักษาสัตย์หรือไม่”

“ถึงข้าเป็นโจร ก็มั่นคงในวาจานัก เอ็งอย่าห่วงเลย เลือกมาเถิดว่าจะช่วยผู้ใด”

เสมาหันไปมองสองสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ใช้ความคิดแล้วชี้ไปที่เอื้อยแตง โจรหัวเราะเอ่ยถามเสมาว่า ที่แท้เขารักนางคนนี้หรือกระไร

“ข้ารักเอื้อยแตงเสมอด้วยน้อง จึงไม่อยากเห็นมันมีภัย แต่ข้ารักแม่หญิงเรไรเสียยิ่งกว่าชีวิตของข้า ข้าไม่อาจให้แม่หญิงละสายตาไปได้ แม้ชั่วอึดใจ หากพวกเอ็งพาแม่หญิงไป ข้าก็จะไปด้วย หากพวกเอ็งทำร้ายแม่หญิง ข้าจะฆ่าพวกเอ็งเสีย แล้วฆ่าตัวตายตาม เพราะหากไม่มีแม่หญิงเรไร ข้าก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้”

ทุกคนพากันอึ้ง เอื้อยแตงน้ำตาคลอเบ้า เมื่อรู้ว่า เสมายังคงรักมั่นต่อเรไรไม่เสื่อมคลาย และเธอเป็นได้แค่น้องสาวเท่านั้น

“เห็นแจ้งแล้วกระมังแม่เอื้อยแตง ฉันพูดผิดหรือไม่ พี่เสมาไม่เคยคิดกับแม่เอื้อยแตงเป็นอื่นดอก” สินเดินออกมาจากที่ซ่อน

เอื้อยแตงร้องไห้โฮเสียใจสุดๆวิ่งหนีออกไป เสมาหันไปทางกลุ่มโจร สมบุญ จำเรียง และทหารในสังกัดสมบุญเปิดผ้าคลุมออก

“นี่มันอะไรกัน” เสมามองทุกคนอย่างเอาเรื่อง

สมบุญ สิน และจำเรียงเข้ามาอธิบายว่า พวกตนจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพื่อให้เอื้อยแตงยอมตัดใจ ให้เจ็บคราเดียวดีกว่าเรื้อรัง เสมาฟังแล้วอึ้งยอมจำนนด้วยเหตุผล

ooooooo

เรไรเดินผ่านมาเห็นเอื้อยแตงนั่งร้องไห้อยู่ในศาลาก็รีบถามว่า เกิดอะไรขึ้น แม่สาวแสบรีบเช็ดน้ำตาพลางปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แต่เรไรไม่เชื่อ เธอเกลี้ยกล่อมให้เอื้อยแตงบอกความจริง เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือ

เอื้อยแตงสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจของเรไร จึงเอ่ยว่าแค่คิดถึงแม่ที่ด่วนสิ้นบุญไปเร็วนัก

“มิน่าเล่า ถ้าแม่เอื้อยแตงคิดถึงท่านอาหญิง วันพรึ่งก็ไปทำบุญให้ท่านอาซี ประเดี๋ยวฉันไปด้วย” เรไรดึงเอื้อยแตงมากอดปลอบใจ

“แม่หญิงมีน้ำใจงาม มีแต่ความเมตตาให้ผู้อื่นอย่างนี้นี่เล่า ถึงมีแต่คนรุมรัก แลไม่อาจตัดใจจากแม่ได้สักคน” เอื้อยแตงลุกหนีออกไปเพราะน้ำตาพานจะไหลออกมาอีก

เวลาเดียวกันนั้น หลวงรามเดชะกลับมาจากหาเสบียงแลตัวยาที่จะใช้ในการศึก ท่านทราบเรื่องขันแอบเข้าหาเรไรจากลำภูก็โกรธมาก จึงให้คนไปตามขันมาต่อว่าและขอเลื่อนงานแต่งออกไปก่อน

ขันตกใจหน้าเสีย ออกตัวว่าที่ทำเช่นนั้นก็เพราะขาดสติที่เห็นเสมาทำบัดสีกับแม่หญิงเรไรก่อน

“วิสัยทหาร เมื่อผิดก็ยอมรับเสีย อย่าดื้อดึงอีกเลย เสร็จศึกครานี้เมื่อใด ค่อยมาว่ากันอีกที” หลวงรามเดชะตัดบทไม่ยอมรับฟังคำแก้ตัวใดๆ

ขันเจ็บใจที่งานแต่งถูกเลื่อนอีก จึงนำเรื่องไปปรึกษากับพุฒ พุฒได้โอกาสต่อรองว่าจะช่วยออกอุบายให้ก็ต่อเมื่อขันยอมยกดวงแขให้ตนก่อน

“นี่ขุนวิเศษฉวยโอกาสหาคุณเข้าตัวรึ ฉันบอกแล้วว่าหากฉันได้ออกเรือนกับแม่หญิงเรไรเมื่อใด จึงจะยกแม่ดวงแขให้ หากขุนวิเศษไม่ช่วยฉัน ก็หาทางเกี้ยวพาราสีแม่ดวงแขเอาเองเถิด”

“ท่านอย่ามาใช้เล่ห์ลิ้นหลอกฉันไว้ใช้หน่อยเลย ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้เท่า ว่าขุนท่านหาได้มีใจอยากได้ฉันเป็นน้องเขยไม่ ไม่เช่นนั้น คงบังคับแม่ดวงแขให้ออกเรือนกับฉันเสียนานแล้ว บอกไว้ก่อนนาออกขุน ว่าหากฉันไม่ได้แม่ดวงแข ก็จะไม่มีแผนการใดหลุดจากปากฉันอีกเป็นแน่”

ขันเห็นพุฒเอาจริง ก็ขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ เพราะระหว่างตนกับพุฒ เมื่อไม่มีผลประโยชน์ร่วมก็ไม่ได้ชอบหน้ากันเท่าไหร่นัก

ooooooo

สายวันต่อมา ภายในท้องพระโรง สมเด็จพระนเรศวรออกว่าราชการ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงประทับนั่งอยู่ห่างออกมาเล็กน้อย มีเสมา พระราชมนู และขุนนางคนอื่นๆเข้าเฝ้ากันพร้อมหน้า

“บัดเดี๋ยวนี้ถึงเพลาแล้ว ที่อโยธยาจะได้แก้คืนแก่เมืองละแวก ศึกครานี้ มิใช่เพื่อศักดิ์ศรีของอโยธยาเท่านั้น แต่ยังเพื่อความมั่นคงของบ้านเมืองสืบไป พระราชมนู ขุนแสนศึกพ่าย ศึกละแวกคราก่อน เจ้าสองนำทัพพ่ายศึก ครานี้จงแก้ตัวอย่าให้พ่ายอีก ข้าจะให้พวกเจ้าเป็นทัพหน้า บุกเข้าตีละแวก” สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่ง

“รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า” พระราชมนูและเสมาถวายบังคมพร้อมกัน จากนั้นเสมาก็เข้ากราบทูลว่า ตนขออยู่กองทะลวงฟัน แลขอเป็นคนแรกที่เข้าต่อสู้กับข้าศึก

สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ หันไปสบตากัน พอใจในความกล้าหาญของเสมา แล้วสมเด็จพระเอกาทศรถก็มีรับสั่งกับเสมา

“เจ้ามีศักดิ์เป็นถึงขุนแล้ว ยังคิดอยู่กองทะลวงฟันย่อมเห็นถึงใจที่หมายจักแก้ตัว เอาเถิด ข้าจะให้ตามที่เจ้าขอ”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้พระพุทธเจ้าข้า” เสมามุ่งมั่นจะล้างอายให้ได้

ooooooo

สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพไพร่พลหนึ่งแสน บุกเข้าตีเมืองละแวก

ทัพของพระองค์ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม จนสามารถล้อมเมืองละแวกไว้ได้ทั้งสี่ทิศ และในที่สุดกองทัพของพระราชมนูก็บุกเข้าสู่เมืองละแวกได้สำเร็จเป็นทัพแรก การตีเมืองละแวกคราวนี้ เป็นการเพิ่มความมั่นคงให้กรุงศรีอยุธยาและทำให้หัวเมืองด้านตะวันออกสงบสุขในที่สุด

6 เดือนต่อมา สมบุญในชุดยศหมื่น เดินขึ้นเรือนเสมา จำเรียงออกมาเห็นก็ดีใจรีบเข้าไปหาคนรัก และพลอยยินดีเมื่อรู้ว่า สมบุญกับสินได้เลื่อนยศเป็นหมื่น ส่วนเสมาได้เป็นจมื่นแสนศึกสะท้านแล้ว พระราชมนูก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าพระยามหาเสนาบดี สมุหพระกลาโหม

“พี่เสมาเป็นถึงจมื่นเชียวรึ เช่นนี้ก็เทียบได้กับเป็นคุณพระน่ะซี เอ่อ แล้วพี่เสมาเล่า เหตุใดยังไม่กลับ” จำเรียงมองหาพี่ชาย

“พระยาศรีไสยณรงค์ก่อกบฏขึ้นที่เมืองตะนาวศรี พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงเสียพระทัยนัก เพราะเป็นทหารตามเสด็จมานานปี จึงมีรับสั่งให้พระพุทธเจ้าอยู่หัววังหน้า ทรงยกทัพไปเกลี้ยกล่อม หากไม่เป็นผลจึงค่อยรบชิงตะนาวศรีกลับมา พี่เสมาต้องตามเสด็จ แต่ฉันต้องนำของแลเชลยศึกกลับอโยธยาก่อน”

จำเรียงพยักหน้ารับแล้วจะเดินเลี่ยงหาสำรับกับข้าวให้สมบุญ แต่ชายหนุ่มเรียกไว้และทำท่าจะดึงเธอเข้ามากอด แต่มั่นตามออกมาพอดี สมบุญถึงกับผงะเพราะหวาดกลัวมั่น ยิ่งกว่าเจอศัตรูเสียอีก

ส่วนสินไปหาเอื้อยแตงที่เรือนหลวงรามเดชะ แต่แต้มขัดขวางไม่ยอมให้พบแถมยังเรียกบ่าวไพร่มาช่วยกันสาดน้ำไล่ จนมีเรื่องทะเลาะกัน

เรไรกับเอื้อยแตงยืนมองเหตุการณ์อยู่บนเรือน เรไรนึกเห็นใจสินจึงช่วยเจรจาขอความเห็นใจจากเอื้อยแตง แม่สาวแสบเขินอาย เพราะเริ่มมีใจให้สินแล้ว แต่แสร้งทำหงุดหงิดกลบความรู้สึกที่แท้จริง

ooooooo

ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ เสมานำตัวพระยาศรีไสยณรงค์เข้ามาในกระโจม เพื่อเข้าเฝ้า พระองค์มีรับสั่งกับพระยาศรีไสยณรงค์ว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้

“พระองค์ทรงมีพระเมตตากับข้าพระพุทธเจ้านัก แต่ถึงข้าพระพุทธเจ้าจะทุรยศ ก็หาใช่ขาดสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไม่ แต่ด้วยเกิดเป็นชาย ย่อมหวังเป็นใหญ่แลสร้างชื่อให้ปรากฏไว้ หาใช่สิ่งผิดไม่”

“ก่อกบฏ ยังไม่ผิดอีกหรือขอรับท่านเจ้าคุณ ท่านพูดเช่นนี้ เหมือนไม่ยอมรับผิด หาใช่วิสัยทหารไม่” พันอินต่อว่าด้วยเหลืออด

“พวกเจ้าจะติกระไรก็ติไปเถิด แต่หากพวกเจ้าเป็นเช่นข้าก็จักเข้าใจเอง ข้าเกิดเป็นชาย มีปัญญาแลฝีมือเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจะเป็นใหญ่ในแว่นแคว้นหนึ่งมิได้”

“ความเป็นใหญ่ของเจ้า มันสำคัญกว่าความกตัญญู กระนั้นหรือ ความเป็นใหญ่ที่ขาดธรรม มีกระไรให้ชื่นชม อย่าว่าแต่เมืองตะนาวศรีเพียงนี้เลย ต่อให้เจ้าได้แผ่นดินกว้างใหญ่เช่นสมเด็จพี่ หรือพระเจ้าชำนะสิบทิศ ก็เป็นเพียงแผ่นดินที่ได้มาเพราะความทุรยศแลเล่ห์กล รังแต่จะมีเสียงสาปแช่งตามมาเท่านั้น แต่หามีศักดิ์ศรีไม่” สมเด็จพระเอกาทศรถเสียงกร้าว

พระยาศรีไสยณรงค์หน้าเจื่อนลง เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัส ล้วนเป็นความจริงที่ตนเถียงไม่ออก

ooooooo

ในตอนค่ำ เสมาออกมาคุยกับพันอินเรื่องรับสั่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ เพราะตรงกับใจเสมานัก

พันอินส่งยิ้มบางๆ พลางสอนลูกบุญธรรมว่า เกิดเป็นผู้คนย่อมหวังความจำเริญรุ่งเรืองกันทั้งสิ้น แต่ก็อย่าให้สิ่งเหล่านี้อยู่เหนือธรรมแลกตัญญูกตเวทีไปได้

“ขอรับพ่อท่าน ข้าพระเจ้าจักจำใส่ใจไว้ไม่ลืมเป็นอันขาด” เสมารับคำแล้วพลันเหลือบเห็นสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จผ่านมา จึงชวนพันอินเข้ารับเสด็จแลขอรับโทษที่ไม่ได้ตามเสด็จถวายรับใช้

“เรื่องเท่านี้ไม่เป็นกระไรดอก เรานอนไม่หลับจึงออกมาเดินเล่น ด้วยสลดใจเรื่องพระยาศรีไสยณรงค์นัก ไม่คิดเลยว่าคนที่ตามเสด็จเรากับสมเด็จพี่มาแต่ครั้งยังเยาว์ต้องมีบั้นปลายเช่นนี้” สมเด็จพระเอกาทศรถหนักพระทัยนัก

ขณะนั่นเอง ทหารกลุ่มหนึ่งเดินคุมตัวกลุ่มเชลยผ่านเข้ามา เชลยคนหนึ่งมองมาที่สมเด็จพระเอกาทศรถด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะเอาตัวกระแทกทหารที่คุมอยู่เสียหลักเซไป แล้วแย่งหอกมาพุ่งใส่พระองค์ เสมาเหลือบเห็นเข้าก่อน จึงเอาตัวเข้าบังไว้ หอกเลยพุ่งปักทรวงอกเต็มๆ

พวกทหารรีบชักดาบฆ่าเชลยศึก แล้วกรูเข้าคุ้มกันพระเอกาทศรถพาเข้ากระโจมไป ส่วนเสมาทรุดลงไปนอนแน่นิ่ง

“เสมา เสมาลูกพ่อ” พันอินเข้าประคอง

ooooooo

ไม่นานนัก ข่าวเสมาต้องอาวุธของศัตรูสิ้นชีพ เพราะปกป้องสมเด็จพระเอกาทศรถก็มาถึงหูบัวเผื่อน นางรีบมาแจ้งกับเรไรถึงเรือน แม่หญิงเรไรตกใจจนสิ้นสติ ทุกคนรีบหาหยูกยามาปฐมพยาบาลกันให้วุ่น

ครั้นได้สติ เรไรก็แอบชวนพิณกับเอื้อยแตงไปตะนาวศรี เพื่อดูให้เห็นกับตาว่าเสมาตายแล้วจริงหรือไม่ แต่เรื่องรู้ถึงหลวงรามเดชะเสียก่อน ท่านเข้ามาต่อว่าลูกสาว

เรไรฟูมฟายขอให้พ่อเห็นใจ “พ่อท่านเจ้าขา หากเสมาตายจริง ก็ขอให้ลูกได้เห็นศพกับตาเถิดเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้น ลูกคงหาเป็นสุขไม่”

“แล้วเจ้าจะให้พ่อตอบหลวงณรงค์ว่ากระไร คู่หมั้นของตนไปดูศพชายอื่นถึงตะนาวศรี ชายใดจักทนได้ เจ้าสิ้นรักพ่อแม่แล้วหรือแม่เรไร ถึงได้กระทำย่ำยีหัวใจพ่อเช่นนี้” หลวงรามเดชะตบอกแล้วเดินหนีไป

เรไรร้องไห้เสียใจ เพราะความรักกับความกตัญญู มักจะสวนทางกันให้ตนต้องเจ็บปวดเสมอ เอื้อยแตงสงสารเรไรจับจิต แต่ก็แอบชื่นชมในความรักของคนทั้งคู่ อย่างสุดหัวใจ

บ่ายวันเดียวกัน พุฒนำข่าวเรื่องเสมาตายแล้วมาบอกกับดวงแขและขัน แต่ดวงแขไม่เชื่อแถมยังตวาดไล่พุฒกลับไป ขันปรามน้องสาวด้วยมีเรื่องต้องหารือกับพุฒต่อ เขาไล่ให้ดวงแขเป็นฝ่ายไปเสียเอง

ดวงแขโกรธที่พี่ชายไม่เข้าข้างจึงสะบัดหน้าเดินหนีไป ขันมองตามแล้วหันมาเปรยกับพุฒ

“บัดเดี๋ยวนี้ อ้ายเสมาก็แพ้บุญเราสองตายไปเสียแล้ว เหตุที่เคยผิดน้ำใจกัน หลวงวิเศษท่านก็ลืมไปเสียเถิด”

“หากฉันไม่ลืม ฉันจะมาแจ้งข่าวอ้ายเสมาถึงเรือนหลวงณรงค์ท่านหรือ เรื่องแม่หญิงดวงแข ฉันรอได้ ขอเพียงหลวงท่านไม่บิดพลิ้วเท่านั้น แต่ที่มาครานี้ ด้วยกิจสำคัญอื่นต่างหาก ด้วยตอนนี้อ้ายเสมาตาย ตำแหน่งราชองครักษ์เอกก็ว่างลง ฉันอยากรับหน้าที่นี้แทน หลวงท่านช่วยฉันได้หรือไม่”

“ฉันสนิทสนมกับเหล่าขุนทหารวังหน้าอยู่หลายคน เหตุใดจักช่วยท่านไม่ได้ แต่เพลานี้ พระราชมนูได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยามหาเสนาบดี สมุหพระกลาโหม กำลังรุ่งเรืองนัก ฉันอยากย้ายไปสังกัดท่าน หลวงวิเศษมีวิธีหรือไม่”

“จะยากกระไร พระรามเดชะเป็นทหารในสังกัดเจ้าพระยาท่าน หากผู้ใดได้เป็นเขยของพระรามเดชะ ย่อมย้ายมาสังกัดท่านเจ้าพระยาได้โดยง่ายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

ขันฉุกคิดขึ้นแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ คิดว่าถ้าตนเร่งรัดแต่งงานกับเรไรก็จะได้ย้ายสังกัดเป็นของแถมด้วย

เมื่อคิดได้ดังนั้น ขันจึงขอให้อำพันช่วยออกหน้าไปกราบขอขมาหลวงรามเดชะและทวงถามเรื่องแต่งงาน หลวงรามเดชะและลำภูหันไปสบตากัน ด้วยกลัวว่าเรไรจะก่อเรื่องอีกจึงรีบตอบรับ

“ฉันย่อมเห็นด้วยกับแม่อำพันอยู่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็พร้อมสิ้น ขาดแต่ฤกษ์ผานาทีเท่านั้น ได้เร็วที่สุดเมื่อใดก็ตามนั้นเถิด”

ขันยิ้มดีใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ooooooo

ในตอนค่ำ อำพันเข้ามาปลอบโยนดวงแขที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้องนอน ด้วยเสียใจเรื่องเสมายังไม่ทันคลาย พุฒก็คิดจะขอพระราชทานเธอกับพระเจ้าอยู่หัว แม่หญิงหันมารำพันกับแม่ว่าอยากตายให้พ้นไปนัก

อำพันร้องห้ามเสียงหลง นางแนะนำลูกว่า สิ่งเดียวที่จักล้มล้างพระบรมราชโองการได้ก็มีแต่พระบรมราชโองการเท่านั้น ดวงแขนิ่งคิดตามที่แม่พูด

ค่ำวันเดียวกัน สินกับสมบุญเดินหน้าเครียดขึ้นมาบนเรือนเพื่อแจ้งข่าวเรื่องเสมากับเอื้อยแตง จำเรียง ศรีเมือง และมั่นที่รออยู่ เพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าเสมาตายแล้วจริงหรือไม่ ด้วยข่าวจากพวกไปส่งเสบียงยังเชื่อถือมิได้

มั่นน้ำตาคลอห่วงลูกชายจับใจ สินกับเอื้อยแตงเข้ามาปลอบใจพลางตัดบทว่า ทางเดียวที่จะรู้ว่าเสมาเป็นหรือตายกันแน่ก็คือต้องรอให้ทัพชัยขององค์พระพุทธเจ้าอยู่หัววังหน้ากลับมาเท่านั้น

“เฮ้อ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดโดยแท้ พี่เสมาจักเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็หารู้ไม่ แล้วฉันยังต้องมีพี่เขยเป็นหลวงณรงค์อีกหรือ” เอื้อยแตงถอนใจเฮือก

“แม่หญิงจักออกเรือนแล้วหรือจ๊ะ จริงซี จักมีเพลาใดเหมาะควรไปกว่านี้อีก เมื่อขาดพี่เสมาเสียคน หลวงณรงค์ก็ไม่ต้องเกรงผู้ใดแล้ว” ศรีเมืองหน้าเสีย

ทุกคนฟังแล้วพลอยเครียดตามไปด้วย เพราะไม่มีเสมาเสียคน ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี

ooooooo

เช้าวันใหม่ พุฒรีบเข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรเพื่อทูลขอพระราชทานดวงแข แต่สมเด็จพระนเรศวรตรัสว่าคงให้ไม่ได้ เพราะพันจิตรเสน่หาหรือขุนนเรนทร์-ภักดีที่คุกเข่าอยู่ข้างๆได้มาขอพระราชทานดวงแขเช่นกัน พระองค์จึงให้ทั้งสองหาทางพิชิตใจหญิงเอาเองเพื่อความยุติธรรม

พุฒชะงักกึกหันไปมองขุนนเรนทร์ภักดีด้วยสายตาเขม่นหมั่นไส้ แต่ท่านขุนกลับส่งยิ้มใจเย็น ทำไม่รู้ไม่ชี้

ครั้นสมเด็จพระนเรศวรเสด็จเข้าวังไปแล้ว ขุนนเรนทร์ภักดีก็ไปพบดวงแขที่ท้ายวัง เพื่อรายงานผลว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน แลหากตนไปช้ากว่านี้อีกนิด องค์พระพุทธเจ้าอยู่หัวจักต้องทรงประทานแม่หญิงให้พุฒเป็นแน่

ดวงแขยิ้มได้เอ่ยขอบคุณท่านขุน แต่เมื่อเห็นเขาส่งสายตากรุ้มกริ่มเตรียมจะเกี้ยวต่อ เธอจึงรีบตัดบท

“นี่ออกขุนคิดฉวยโอกาสรึ อย่าหวังเลย ถึงฉันขัดพระบรมราชโองการไม่ได้ ก็ขอยอมตายเสียดีกว่า ให้เหล่าชายเช่นพวกท่านมาฉกฉวยเอาเช่นนี้”

“มิได้แม่หญิง ข้าพระเจ้าเพียงแต่หยอกเล่นเท่านั้น หาใช่คิดจริงดังนั้นไม่ แม่หญิงอย่าถือโทษโกรธเคืองข้าพระเจ้าเลย” ขุนนเรนทร์รีบออกตัว แต่ดวงแขไม่รับฟัง เธอทิ้งค้อนด้วยความไม่พอใจแล้วเดินหนี

ท่านขุนได้แต่มองตามอย่างอ่อนใจ และไม่ทันเห็นพุฒที่ยืนแอบฟังเรื่องราวอยู่ และรู้แล้วว่า ทั้งหมดเป็นอุบายของดวงแขโดยมีขุนนเรนทร์ซึ่งมาหลงรักให้ความร่วมมือ

พุฒเจ็บใจที่ขุนนเรนทร์เข้ามาเป็นมารหัวใจจึงไปดักเล่นงานที่ท่าน้ำ ท่านขุนสู้พุฒไม่ได้ถูกฟันเข้าตามตัว หลายแผลแต่ไม่ลึกนัก เพราะพุฒต้องการหยามศักดิ์ศรีราชองครักษ์วังหน้ามากกว่าจะให้ตาย

ขุนนเรนทร์เจ็บหนักไม่อาจไปราชการกับสินและสมบุญได้ จึงให้ลูกน้องมาส่งข่าว และบังเอิญว่าลูกน้องอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวานด้วย เขาจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทั้งสองฟัง

สองเกลอเจ็บแค้นแทนท่านขุน สมบุญถึงกับประกาศว่า ต้องมีสักวันที่ตนจะเอาเลือดพุฒออกให้จงได้

“จะต้องรอสักวันทำกระไร คืนนี้เลยเถิด หากแผนข้าสำเร็จ มิเพียงล้างแค้นให้ขุนนเรนทร์ แลแก้มือที่เคยถูกทำร้ายเท่านั้น ยังอาจช่วยแม่หญิงเรไรไม่ให้ต้องออกเรือนกับอ้ายขันด้วย” สินส่งยิ้มมั่นใจกับแผนการ

ooooooo

ค่ำวันต่อมา ศรีเมืองยังคงยืนร้องสะอึกสะอื้นอยู่ที่ชานเรือน ด้วยทั้งห่วงเสมาที่มีข่าวว่าตาย และห่วงพันอินที่ป่านนี้ยังไม่กลับมาจากศึกตะนาวศรี

ทันใดนั้นเองทาสชายที่เดินเวรยามถือคบไฟอยู่ที่หน้าเรือนได้ยินเสียงผิดปกติจึงขู่ตะคอกบอกให้คนร้ายออกมาแล้วพลันชะงักเมื่อเห็นพันอินเดินอมยิ้มนำเสมาเข้ามา

ศรีเมืองดีใจมากรีบเข้าไปหาทั้งคู่ พลางสอบถามเรื่องราว เสมาเล่าว่า ตนต้องอาวุธจริง แต่ไม่ถูกที่สำคัญจึงรอดมาได้ แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดกองเสบียงจึงนำไปลือว่าตนตายไปได้

“ชะรอยว่า คงเป็นช่วงที่พ่อเสมาสลบไปเพราะพิษบาดแผลกระมัง อ้ายพวกนี้จึงสำคัญว่าหนักหนานัก จึงเอาไปลือกันปากต่อปากเข้า จากบาดเจ็บก็กลายเป็นถึงตายไปได้” พันอินออกความเห็น

“พี่เสมาไม่เป็นกระไรก็ดีแล้วจ้ะ เอ่อ นี่พี่ยังไม่ได้กลับเรือนใช่หรือไม่จ๊ะ แต่มีข่าวลือ พ่อลุงมั่นก็เป็นทุกข์นัก ด้วยกลัวว่าพี่จักตายไปเสีย พี่รีบกลับเรือนเถิดจ้ะ พ่อลุงจักได้ดีใจ”

“ขอบน้ำใจเจ้านักศรีเมือง นี่ทุกคนคงเป็นห่วงพี่มากกระมัง เออ แล้วระหว่างที่คนลือว่าพี่ตาย มีเหตุใดเกิดขึ้นที่เรือนพี่หรือไม่”

“ไม่มีจ้ะ หัวหมื่นทั้งสองช่วยเป็นหูเป็นตาให้ ไม่มีผู้ใดกล้าทำกระไรดอก แต่หลวงณรงค์ฉวยโอกาสนี้ สู่ขอแม่หญิงเรไรแล้ว อีกไม่กี่วันก็คงจัดพิธีจ้ะ”

เสมาหน้าเสียทันทีที่รู้เรื่องเพราะในที่สุด วันนี้ก็มาถึงจนได้

ooooooo

ขณะที่เสมาเดินทางกลับเรือน สินกับสมบุญก็ปลอมตัวเป็นโจรไอ้โม่งไปดักทำร้ายพุฒและขันที่เมาหนักจนไม่มีปัญญาป้องกันตัวเอง สินเข้าเล่นงานพุฒเพื่อเอาคืนให้ขุนนเรนทร์ ส่วนสมบุญเข้าจัดการกับขันเพื่อมิให้ไปแต่งงานกับเรไรได้ไม่นานนักพุฒกับขันก็หมดท่านอนเลือดโทรมกายกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นด้วยความเจ็บปวด สมบุญกับสินมองด้วยความสะใจ แล้วอาศัยความมืดหลบหนีไป

ครู่ต่อมา สองคู่หูเดินหัวเราะกลับมาที่หน้าเรือนเสมา เพราะยังขำพุฒกับขันไม่หาย แล้วจู่ๆเสมาก็ถือคบไฟออกมาหาทั้งคู่พลางร้องถามว่าไปทำอะไรมา

สินสะดุ้งเฮือกคิดว่าถูกผีหลอกจะวิ่งหนี แต่สมบุญดึงไว้บอกว่าเป็นพี่เสมา เพราะหากเป็นผีคงไม่มีเงา สินตั้งสติได้ หันกลับไปมองเห็นเสมาถือคบไฟโดยมีเงาบนพื้นจริงก็ส่งยิ้มเขิน

เสมาส่ายหน้าระอากับลูกน้อง แล้วเปิดฉากสอบสวนทั้งสองไปทำอะไรมา สินกับสมบุญสารภาพสิ้น พร้อมยืนยันว่าพวกตนทำไปก็เพื่อแก้แค้นให้ขุนนเรนทร์ แลขัดขวางไม่ให้ขันออกเรือนกับแม่หญิงเรไรเพราะโดนไปครานี้ กว่าขันจักยืนตรงได้ก็แรมเดือนแล้ว

“ข้ากับแม่หญิง อโหสิกันไปนับแต่วันที่ข้าให้พานดอกจำปีในพิธีหมั้นแล้ว ถึงแม่หญิงจักออกเรือน ข้าก็ยุ่งเกี่ยวไม่ได้ดอก” เสมาทำปากแข็ง

สินเบะปากรู้ทันว่าลูกพี่ปากไม่ตรงกับใจ จึงหันไปพยักพเยิดให้สมบุญพูด

สมบุญแนะให้ลูกพี่ไปหาแม่หญิงเรไรก่อน นางคงดีใจที่รู้ว่าเสมายังไม่ตาย และจักได้ไม่ต้องเสียใจแลตรอมใจอยู่แบบนี้

“ยังก่อน ข้าอยากรู้กับตา แจ้งกับใจ ว่าหากข้าตายจริง แม่หญิงเรไรจักคิดเช่นใด” เสมานิ่งคิดแผนการพิสูจน์ใจแม่หญิง

กลางดึกคืนนั้น สินกับสมบุญนำแหวนปากโมกข์น้อยมาฝากให้พิณนำไปคืนเรไร แม่หญิงถึงกับน้ำตาท่วมเมื่อเห็นแหวน เพราะเข้าใจว่าเสมาตายแล้วจริง เอื้อยแตงที่นั่งอยู่ด้วยไม่อยากเชื่อ รีบชวนพิณลุกออกไปสอบถามความจริงกับสินและสมบุญ

“เสมา สุดรักของฉัน ชาตินี้เราสองอาภัพเหลือ แม้มีใจใฝ่รักกันเพียงใด ก็หาสมหวังไม่ มีแต่อุปสรรคขัดขวางอยู่ร่ำไป กรรมเก่าเราคงหนักหนานัก แต่เสมาอย่าได้กังวลเลย อีกไม่ช้านาน ฉันก็จักตามไปอยู่กับเสมาแล้ว” เรไรสะอื้นไห้ทำท่าเหมือนจะคิดสั้น

“อย่าเชียวแม่หญิง” เสมารีบปีนหน้าต่างเข้ามา

เรไรตกใจหันไปมองตามเสียง  เห็นเสมายืนอยู่ตรงหน้าต่างก็ฉุกคิดได้ เธอหันมาตัดพ้อเสมาที่หลอกกัน แต่ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเสมาดึงเข้าไปกอด

“ข้าพระเจ้าขอขมาเถิดแม่หญิง ข้าพระเจ้าเพียงแต่อยากรู้ว่าใจเราสองจักตรงกันหรือไม่ บัดนี้ ข้าพระเจ้าก็ประจักษ์แล้วว่าใจเราไม่ผิดกัน แต่ขอเถิด แม่หญิงอย่าได้คิดฆ่าตัวตายให้เป็นบาปติดตัวเลย”

“ผู้ใดว่าฉันจะฆ่าตัวตายเล่า ฉันหมายถึง ฉันคงตรอมใจจนตาย หาได้ฆ่าตัวตายไม่”

เสมาอึ้งไปนิดที่เข้าใจผิด แต่ก็ยังยืนยันว่าถึงอย่างไร ตนกับแม่หญิงก็ยังมีใจตรงกันอยู่ดี

“แต่ฉันกำลังจะออกเรือนกับหลวงณรงค์แล้ว แม้หัวใจจักคิดเช่นใด ก็หาช่วยกระไรได้ไม่”

“การภายหน้า ก็สุดที่ข้าพระเจ้าจักหยั่งรู้ได้ แต่ภายในสองสามเดือนนี้แม่หญิงยังไม่ต้องออกเรือนดอก” เสมาส่งยิ้มสบายใจ ผิดกับเรไรที่ยังงงไม่หายด้วยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับขัน

ooooooo

เช้าวันใหม่ ขันนอนร้องโอดโอยให้อำพันกับเหล่าทาสช่วยกันทำแผลอยู่บนเรือน แต่ยังไม่วายปากดีขู่จะตามไปเอาเรื่องคนที่ทำร้ายตนให้ถึงที่สุด ดวงแขสงสารพี่ชายนัก แต่ก็นึกเสียดายที่คนร้ายไม่ฆ่าพุฒให้ตาย

เวลาเดียวกัน เสมานำของฝากจากตะนาวศรีมาให้บัวเผื่อนกับเหล่านางข้าหลวงในวังตามธรรมเนียม เพราะราชองครักษ์กับข้าหลวงฝ่ายในเป็นเหมือนดั่งทองเนื้อเดียวกัน

บัวเผื่อนส่งยิ้มปลื้มชวนเสมาพูดคุยอย่างเป็นกันเอง แต่ไม่นานนัก สินก็เดินหน้าบอกบุญไม่รับเข้ามาหาเสมาพลางฟ้องว่า ถูกเอื้อยแตงด่าเรื่องเมื่อคืน ด้วยน้อยใจนักเพราะทำอะไรก็ไม่เคยดีในสายตาแม่เอื้อยแตงเลย

บัวเผื่อนได้ฟังก็อาสาจะหาสาวๆชาววังมาช่วยดามอกให้ เผื่อสินจะเปลี่ยนใจจากเอื้อยแตงได้ แต่สินกลับเดินหนีไปหน้าตาเฉย

บัวเผื่อนมองตามด้วยความงง ไม่เข้าใจว่าสินเป็นอะไร เสมาจึงต้องอธิบายว่า สินใฝ่รักเอื้อยแตงมานานนัก แต่เอื้อยแตงไม่เคยเห็นค่า สินจึงน้อยใจ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 15:08 น.