ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ครั้นทหารให้สัญญาณเริ่มประลอง เสมาชิงบุกก่อนเพื่อความได้เปรียบ

ขุนจำนงตั้งหลักได้ก็โต้กลับ ทั้งสองบุกเข้าใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไม่นานนักเสมาได้โอกาสปัดทวนของขุนจำนงหลุดมือไป ก่อนจะใช้ปลายทวนชี้หน้าเป็นการแสดงชัยชนะ ท่ามกลางเสียงเงียบกริบ เพราะไม่มีใครคิดว่าตะพุ่นหญ้าช้างจะชนะนายทหารได้

“ไม่ครบยก คัดผ่าน” ทหารประกาศออกมาอย่างงงๆ

เสมาคุกเข่าก้มลงไหว้ขุนจำนงเพื่อขอขมา ท่านขุนแค้นใจนัก ต่อว่าเสมาที่อำพรางฝีมือทำให้ตนประมาท

“แต่แรก ข้าพระเจ้าไม่คิดเอาชำนะ ตั้งใจสู้ให้ครบยกเพื่อเป็นทหารเท่านั้น แต่ขุนท่านลงมือหนักนัก ทำร้ายคนบาดเจ็บหลายคน ข้าพระเจ้าจึงจำต้องสำแดงฝีมือให้ปรากฏไว้ ขอขุนท่านอภัยด้วยเถิด” เสมาไหว้ขมาอีกที ก่อนจะลุกขึ้นเดินเลี่ยงไป ทิ้งให้ขุนจำนงมองตามด้วยความเจ็บแค้น

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพอพระทัยในฝีมือของเสมายิ่งนัก จึงเรียกให้พันจิตตามเสด็จไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศวร เพื่อถวายผลการคัดเลือก

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรได้ฟังเรื่องราวของเสมาแล้ว ก็ตรัสกับพระอนุชา “พี่เคยเห็นดาบสองมือของอ้ายตะพุ่นมาแล้ว แต่ไม่นึกว่าเชิงทวนของมันก็ร้ายกาจไม่เบา มิเสียแรงที่น้องเมตตาช่วยเหลือมัน”

“นั่นเป็นเพราะพระราชมนูทูลเรื่องคราต้องโทษให้ฟัง ข้าพระพุทธเจ้าจึงแน่ใจว่าข่าวที่อ้ายตะพุ่นเสมาเป็นคนอกตัญญูเป็นเพียงเรื่องมุสาเท่านั้น แลอ้ายเสมาต้องไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ได้รับความลำบากยากแค้นไม่น้อย คงได้คิดขึ้นบ้าง ข้าพระพุทธเจ้าจึงเห็นควรที่จักช่วยเหลือสักครา”

“ใต้ฝ่าพระบาท น่าจะบอกข้าพระพุทธเจ้าก่อนว่าเจ้าตะพุ่นเสมาเป็นคนเดียวกับหลวงโจมจัตุรงค์ที่ร่ำลือกัน ข้าพระพุทธเจ้าเผลอเป็นห่วง แลแนะเชิงการต่อสู้ไปไม่น้อย คิดแล้วอายนัก” พันจิตเข้ากราบทูลเสียงอ่อย

“ข้าต้องปิดเจ้าไว้ เพราะอยากดูนํ้าใจอ้ายเสมา แลจักยืมมือมันสั่งสอนเจ้าขุนจำนงสักครา เจ้าขุนจำนงมีฝีมือแลความซื่อสัตย์ แต่หยิ่งยโสนัก ควรที่จักมีคนปราบให้ละพยศเสียบ้าง”

“น้องทำถูกแล้ว ครานี้เราได้คนดีมีฝีมือมาเพิ่มไม่น้อย ควรที่จะให้พระเจ้าแปรได้รู้ฝีมือคนอโยธยาเสียบ้าง”

ooooooo

เรไรรู้จากบัวเผื่อนว่าเสมาได้กลับมาเป็นทหารอีกครั้งก็ดีใจนัก

ดวงแขที่นั่งอยู่ด้วยชักหึง จึงเอ่ยปรามเรไรว่า อย่ามัวแต่หวงศักดิ์ผู้อื่นจนลืมศักดิ์ของตน เพราะอีกไม่นานก็จะออกเรือนกับขันแล้ว จึงไม่อยากให้มีผู้ใดนินทาว่าร้ายเอาได้

เรไรฟังแล้วอึ้งเพราะยังทำใจไม่ได้ที่ต้องแต่งกับขัน

ด้านเสมาเมื่อได้กลับมาเป็นทหารอีกครั้ง จึงมาขอรับดาบคู่ใจที่ฝากไว้กับพันอิน พลางเอ่ยกับพ่อบุญธรรมและศรีเมืองว่า ตนคงเป็นได้แค่ทหารชั้นเลวไม่มียศศักดิ์

“พ่อเองก็ไต่เต้ามาจากนั้นเช่นกัน จนได้เป็นขุนพิมานมงคลเช่นวันนี้ เจ้าเองอย่าได้ท้อใจเลย จงพากเพียรไปเถิด สักวันคงได้ยศศักดิ์กลับคืนมา”

“พระคุณที่พ่อช่วยเหลือแลสอนสั่งลูกนั้น หาที่สุดมิได้แล้ว เสมาหาได้สนใจในยศศักดิ์ไม่ จะขอออกรบเพื่อฉลองคุณชาติแลฉลองคุณของพ่อท่านสืบไป” เสมาเข้ามากราบแทบตักพันอิน

พันอินลูบหัวเสมาด้วยความปลาบปลื้มใจ ขณะที่ ศรีเมืองมองเสมาด้วยความชื่นชมและดีใจกับเขาด้วย

ครู่ต่อมา ศรีเมืองเดินออกมาส่งเสมาที่หน้าเรือน พร้อมกับยื่นแหวนวงน้อยให้

“พ่อท่านได้จากพระธุดงค์เมื่อตอนไปศึกคราแรก ท่านให้ฉันใส่ติดตัวไว้แต่เล็กเพื่อคุ้มครอง ฉันจึงอยากให้พี่ใส่ไว้ จักได้คุ้มครองพี่อีกคน”

“ขอบนํ้าใจเจ้านักแม่ศรีเมือง แม่หญิงเรไรก็เคยถอดแหวนให้พี่เช่นนี้ พี่ยังเก็บไว้เพื่อเป็นมงคลแก่ตัว นึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งต้องมาหมางเมินกันไปเช่นนี้” เสมารับแหวน แล้วก็อดคิดถึงเรื่องในอดีตไม่ได้

ศรีเมืองหน้าสลดแอบน้อยใจเพราะไม่ว่าจะทำอะไร เสมาก็คิดถึงเรไรตลอดเวลา

ส่วนพันอิน ท่านยืนมองทั้งคู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอย่างใช้ความคิด เมื่อศรีเมืองกลับเข้ามา ท่านจึงเอ่ยถามลูกสาวว่ามีใจให้เสมาใช่หรือไม่ ให้ตอบมาตามจริง

ศรีเมืองหน้าขรึมลงยอมรับว่าเธอมีใจให้เสมามานานแล้ว แต่เสมาเห็นเธอเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น

“ถ้ากระนั้นพ่อถามอีกข้อ เหตุที่เสมาลวนลามเจ้าเมื่อหลายปีก่อนเป็นเสมามันเหิมเกริมจนทำชั่ว หรือเจ้าพร้อมใจเอง”

“มิใช่นะจ๊ะ มิใช่ทั้งสองข้อ เรื่องนี้พ่อท่านเข้าใจผิดแต่ต้น พี่เสมาไม่ได้กระทำชั่ว แลลูกก็ไม่ได้ทำเช่นกัน จะให้ลูกไปสาบานที่ใดก็ได้จ้ะ”

“ไม่ต้องสาบานดอก พ่อเชื่อคำเจ้า เพราะเรื่องนี้ พ่อจึงผิดใจกับเสมาเสียนาน พ่อคลายสงสัยแล้ว ไม่มีกระไรแล้วล่ะ เจ้าไปเถิด” พันอินโบกมือไล่

ศรีเมืองเดินเลี่ยงออกไป พันอินแอบมองตามแล้วรำพึงกับตัวเอง “พ่อจะอยู่ดูแลเจ้าได้อีกสักเท่าใดกัน ขอให้พ่อได้ชดเชยเจ้าบ้างเถิดศรีเมือง”

ooooooo

เรไรกับดวงแขมีเหตุให้ต้องลงเรือออกไปช่วยงานบุญที่เรือนคุณหญิงเกื้อด้วยกัน

สองสาวอึดอัดใจยิ่งนัก เมื่อใกล้ถึงฝั่ง ดวงแขทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นก่อนว่า เสร็จศึกเมืองแปรครานี้ เรไรคงได้เป็นพี่สะใภ้แน่ เรไรฉุนขาดตอกกลับว่า นั่นเป็นเพราะอุบายของดวงแข แลที่ดวงแขพาลว่ากระทบเธอเรื่องเสมาก็คงเป็นเพราะยังไม่ได้ใจหนุ่มมาครองเป็นแน่

“แม่เรไรแพ้แล้วควรยอมรับความพ่ายแพ้ อย่าอ้างเช่นนี้เลย ฟังไม่ขึ้นดอก” ดวงแขยิ้มเย้ยเตรียมจะลุกขึ้นท่านํ้า

เรไรโมโหที่ดวงแขไม่ยอมรับความจริง จึงสั่งสอนด้วยการจับเรือโคลงไปมาจนดวงแขพลัดตกนํ้า

ดวงแขตะกุยตะกายเรียกให้คนช่วย เพราะว่ายนํ้าไม่เป็น ทาสชายที่พายเรือให้จะโดดลงไปช่วย แต่เรไรตวาดห้าม ปล่อยให้ดวงแขดำผุดดำว่ายกินนํ้าไปหลายอึก ก่อนจะยื่นมือลงไปจับมาเกาะขอบเรือ พลางเอ่ยเตือนด้วยนํ้าเสียงเย็นชา

“แม่ดวงแขคงนึกไม่ถึงกระมังว่าฉันจะทำเช่นนี้ เพราะเราเป็นมิตรกันมาแต่เล็ก ฉันจึงรู้ดีว่าแม่ว่ายน้ำไม่เป็น ครานี้แม่ดวงแขคงรู้แล้วซี ว่าฉันไม่ได้แพ้ปัญญาแม่ หากแต่การทำร้ายสหายมันง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ เพราะความที่เรารู้จุดอ่อนของอีกฝ่ายดีต่างหาก” เรไรเดินจากไป ไม่สนดวงแขที่มองตามด้วยความโกรธแค้น

ส่วนเสมาต้นเหตุของเรื่อง เขากำลังฝึกซ้อมเพลงดาบอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อเตรียมรับศึกเมืองแปร สักพักพระครูขุนก็เข้ามาคุยด้วย บอกว่าได้ตรวจดวงชะตาให้แล้ว เสมายังไม่พ้นเคราะห์เสียทีเดียว

“เสมาเอ๋ย ไม่มีผู้ใดเป็นผู้ชำนะได้ตลอดดอก เว้นแต่จะชำนะใจตัวเองเท่านั้น จึงจะเป็นชัยชำนะที่แท้จริง เอ็งจงจำคำข้าไว้ว่า เขาสูงก็ยังมีเขาที่สูงกว่า คนดีมี ฝีมือหาได้มีคนเดียวไม่ เอ็งอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด หาไม่แล้ว ศึกนี้เอ็งจะสูญสิ้นทุกอย่าง”

เสมารับคำพลางนิ่งคิดคำที่พระครูบอก และจดจำใส่ใจไว้

ooooooo

กองทัพของพระเจ้าแปร จำนวนห้าหมื่นที่ตั้งอยู่เมืองสังขละ ได้กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยจำนวนมาก

สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพพลหนึ่งแสน บุกเข้าโจมตีกองทัพของพระเจ้าแปร เพื่อขับไล่ให้พ้นเขตแดนและเป็นการกำราบไม่ให้กระทำการเช่นนี้อีกต่อไป

พระเจ้าแปรเริ่มกังวลเพราะไม่รู้จะรับมือสมเด็จพระนเรศวรอย่างไรดี จึงเรียกสมิงมะตะเบิดมาปรึกษา

“เราชอบที่จะบุกโจมตีโดยเร็วพระพุทธเจ้าข้า ด้วยทัพขององค์พระนเรศยังไม่ได้ตั้งมั่น ไพร่พลมิได้พักผ่อนแม้เราจะมีพลน้อยกว่า ก็อาจเอาชำนะได้โดยง่ายพระพุทธเจ้าข้า” ทหารเอกกราบทูลแผนการ

พระเจ้าแปรคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมีสั่งการให้สมิง-มะตะเบิดเป็นทัพหน้ายกพลเข้าตีทัพพระนเรศวรตามแผน

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร เมื่อทรงทราบกลศึกของพระเจ้าแปรแล้วจึงมีรับสั่งให้หลวงรามเดชะและขุนพิมานมงคลยกทัพหน้าออกไปสกัดทัพของข้าศึกไว้มิให้เข้ามาถึงทัพหลวงได้ แล้วมอบหมายให้พระมหาเทพเกณฑ์พลหนึ่งหมื่นยกอ้อมไปท้ายทัพพระเจ้าแปรคอยตีกระหนาบเข้ามา

“รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า” ขุนรามเดชะ พันอินและพระมหาเทพกราบถวายบังคมพร้อมกัน

“พระเจ้าแปรใช้กลศึกโจมตีเราโดยเหนือคาดหมาย เราก็จักใช้กลนี้โจมตีพระเจ้าแปรโดยเหนือคาดหมายเฉกกัน” สมเด็จพระนเรศวรมุ่งมั่นจะสั่งสอนและกำราบพระเจ้าแปรให้จงได้

ooooooo

ณ ทุ่งกว้าง กองทัพหน้าของอโยธยาและพระเจ้าแปรต่างบุกเข้าตีกันอย่างดุเดือด ทัพเมืองแปรนำโดยสมิงมะตะเบิด ส่วนทัพอโยธยานำโดยหลวงรามเดชะ กับพันอิน มีเสมาเป็นทหารอยู่ในความควบคุมของสินและสมบุญ ด้วยตอนนี้ทั้งสองมียศสูงกว่า

ส่วนพระเจ้าแปร สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถต่างนั่งประทับบนหลังม้าอยู่ท่ามกลางกองทัพของตน เพื่อประเมินสถานการณ์ แลรอเวลาเคลื่อนทัพหลวงออกไป

พระเจ้าแปรเห็นสมิงมะตะเบิดควงทวนบุกตะลุยเข้ามาเล่นงานทหารไทยล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ก็พอพระทัยร้องสั่งให้บุกตะลุยเข้าไปถึงองค์พระนเรศวรให้ได้

สมเด็จพระนเรศวรเห็นดังนั้น ทรงหันมาตรัสกับพระอนุชาว่า แม่ทัพพม่าผู้นี้เป็นใครกันเพราะฝีมือร้ายกาจนัก

“ชะรอยจักเป็นสมิงมะตะเบิด ทหารเอกของพระเจ้าแปรพระพุทธเจ้าข้า ฟังว่าเป็นชาวหงสา แต่เข้ามา สวามิภักดิ์ต่อเมืองแปร ด้านฝีมือนั้น ลือเลื่องไปทั่วพุกามประเทศทีเดียว”

“มิน่าเล่า พระเจ้าแปรถึงได้มั่นพระทัย ถึงกับยกทัพมารบกับอโยธยา” สมเด็จพระนเรศวรจับตามองสมิงมะตะเบิดที่ยังคงรุกไล่ทหารไทยไม่หยุด ทำให้ทหารพม่าก็ยิ่งฮึกเหิม บุกตะลุยจนทหารไทยต้องถอยร่น

หลวงรามเดชะกับพันอินเห็นท่าไม่ดี ตะโกนสั่งทหารให้บุกกลับไป อย่าให้ข้าศึกเข้าถึงทัพหลวงได้

เสมา สิน และสมบุญรวมกำลังบุกตะลุยเต็มที่ พุฒ อยากได้ความชอบจึงเข้าไปสู้กับสมิงมะตะเบิด แต่โดนเล่นงานจนแทบกระอักเลือด ขันกับขุนจำนงเข้ามารุมช่วยพุฒเอาไว้ได้ แต่สู้กันไม่นานขันก็โดนชกร่วงไปอีกคน

ขุนจำนงใช้ทวนคู่ใจเข้าต่อสู้กับสมิงมะตะเบิด แต่สมิงมะตะเบิดฝีมือเหนือกว่า จึงปัดทวนในมือท่านขุนร่วงลงพื้น แล้วใช้ตวัดทวนแทงเข้าที่ขา ขณะขยับจะแทงซ้ำหมายเอาชีวิต เสมาใช้ดาบของตนกันไว้เพื่อช่วยชีวิตขุนจำนง ปากตะโกนให้สินกับสมบุญพาท่านขุนออกไป

“เจ้านี่เองทหารไทยตายสิ้นแล้วรึ หรือว่าขยาดฝีมือข้ามิกล้าออกรบ จึงใช้ให้ตะพุ่นเจ้าเอาชีวิตเข้ามาแลก น่าอายนัก” สมิงมะตะเบิดยิ้มเยาะด้วยจำเสมาได้ดี

“อโยธยามีขุนศึกขุนพลมากนัก แต่ฝีมือเช่นเจ้า เพียงแค่ตะพุ่นหญ้าช้างอย่างข้าก็เกินพอแล้ว” เสมาปักดาบคู่แสนศึกพ่ายลงพื้นแล้วหยิบทวนของขุนจำนงขึ้นมาเตรียมต่อสู้

“นั่นอ้ายตะพุ่นเสมาไม่ใช่รึ” สมเด็จพระนเรศวรเรียกพระอนุชา

ทั้งสองพระองค์ทรงทอดพระเนตรการต่อสู้ระหว่างทหารทั้งสองด้วยความสนใจ

เสมากับสมิงมะตะเบิดบุกเข้าใส่กันด้วยเพลงทวนอย่างดุเดือด จนดูไม่ออกว่าฝ่ายไหนจะชนะกันแน่ ทำให้เหล่าทหารที่กำลังต่อสู้พากันชะงักดูเหมือนต้องมนต์สะกด จากที่รบตะลุมบอนกันอยู่ กลับกลายเป็นทุกคนหยุด ดูการต่อสู้ของเสมากับสมิงมะตะเบิดเป็นตาเดียวกัน

พระเจ้าแปรได้เห็นฝีมือเสมาก็ถึงกับออกปากว่า อโยธยาจะมีขุนศึกเช่นนี้ด้วยหรือ แลอึดใจต่อมาทวนของเสมาและสมิงมะตะเบิดก็หักสะบั้นลงพร้อมๆกัน ทั้งสองหันไปคว้าดาบคู่ออกมาฟาดฟันกันต่อ

สมาธิของทั้งคู่จดจ่ออยู่กับการต่อสู้ไม่สนใจสิ่งอื่นใด แต่ทันใดนั้น ดาบของเสมากับดาบของสมิงมะตะเบิดก็ฟันปะทะกันสะเก็ดไฟแลบกระจาย ดาบของสมิง– มะตะเบิดหักสะบั้น ดาบของเสมาเลยฟันเข้ากลางลำตัวจนสมิงมะตะเบิดทรุดล้มลงขาดใจตาย

สินและสมบุญเฮสุดเสียง เช่นเดียวกับบรรดาทหารไทยที่ตะโกนโห่ร้องด้วยความสะใจ แม้แต่ขันกับพุฒยังยืนอึ้งทึ่งในความสามารถของเสมา

พระเจ้าแปรเห็นทหารเอกตายต่อหน้าต่อตาก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก สินกับสมบุญได้โอกาสสั่งทหารไทยบุกเข้าไล่ข้าศึก ทหารไทยฮึกเหิมสุดขีด บุกตะลุยเข้าเล่นงานทหารพม่าที่กำลังขวัญเสียกระเจิงไป

ooooooo

กองทัพกรุงศรีอยุธยา ได้บุกเข้าตีกระหนาบกองทัพแปร ทั้งด้านหน้าด้านหลังจนแตกพ่าย ก่อนที่ทัพของพระมหาเทพ จะตามตีจนกองทัพพระเจ้าแปรต้องถอยหนีพ้นเขตแดนของกรุงศรีอยุธยาไป

หลังจากเสร็จศึก บรรดาหัวเมืองใหญ่น้อย ต่างเกรงขามสมเด็จพระนเรศวรเป็นอย่างมาก จนไม่มีเมืองใดกล้ายกทัพมารุกรานอโยธยาอีก

พระสังกทัต พระมหาอุปราชาแห่งตองอู รู้ข่าวพระเจ้าแปรทำศึกแพ้ก็ชอบใจนักด้วยหวังจะฉวยโอกาสขึ้นเป็นใหญ่เสียเอง จึงวางแผนให้ทหารคนสนิทแอบไปพาตัวนางข้าหลวงของพระสุพรรณกัลยาออกมาจากคุกหลวง เพื่อให้นางกลับไปแจ้งข่าวเรื่องพระพี่นางสุพรรณกัลยากับสมเด็จพระนเรศวร ด้วยมั่นใจว่า หากองค์พระ นเรศวรทรงทราบว่าพระพี่นางของพระองค์มีชะตากรรมเช่นไร ย่อมต้องยกทัพเข้าตีหงสาวดีแน่ และเมื่อถึงเวลานั้นตนก็จะฉวยโอกาสขึ้นเป็นใหญ่โดยไม่ต้องออกแรง

ooooooo

ที่ท้องพระโรง สมเด็จพระนเรศวรทรงเรียกเหล่าทหารมารับการปูนบำเหน็จหลังสิ้นศึก เสมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนแสนศึกพ่าย มีศักดินาตามยศขุน และให้เข้ามารับราชการในวังของสมเด็จพระเอกาทศรถมีตำแหน่งเป็นราชองครักษ์ฝ่ายขวาแห่งวังจันทร์เกษม

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดไม่ได้พระพุทธเจ้าข้าเสมา” เสมาถวายบังคมน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ

สินและสมบุญพลอยดีใจไปกับลูกพี่ด้วย แต่ขันและพุฒเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

ส่วนขุนจำนงได้เลื่อนเป็นหลวงจำนงแล้ว รีบมาขอบใจเสมาที่ช่วยชีวิตตนไว้ และขอขมาที่เคยล่วงเกิน ทำให้ทั้งสองกลายเป็นสหายกัน

เวลาเดียวกัน พระวิสุทธิกษัตรีย์ทรงทราบเรื่องสมเด็จพระสุพรรณกัลยาสิ้นพระชนม์แล้วจากนางข้าหลวงที่พระเจ้าสังกทัตแอบปล่อยตัวมา

“หลังจากที่พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงกระทำยุทธหัตถี จนพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ พระเจ้านันทบุเรงก็ทรงพิโรธอย่างมาก เลยประหารพระสุพรรณกัลยาพร้อมกับพระโอรสและพระธิดาเป็นการล้างแค้นเพคะ”

“เป็นไปได้อย่างไร หลานเราเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระเจ้านันทบุเรงไม่ใช่รึ แล้วจะทรงประหารได้อย่างไร”

“เพลานั้นพระเจ้านันทบุเรงทรงเต็มไปด้วยความแค้น แม้นจะเป็นน้องหรือลูก ก็ไม่สนพระทัยแล้วเพคะ เหล่าขุนนางหงสาวดี หวาดกลัวองค์พระพุทธเจ้าอยู่หัวนัก เกรงจะยกทัพมาล้างแค้น จึงจับหม่อมฉันขังไว้ กว่าจักออกมาเข้าเฝ้าพระองค์ได้จึงเนิ่นช้าถึงเพียงนี้เพคะ” นางข้าหลวงสะอึกสะอื้น

พระวิสุทธิกษัตรีย์เสียพระทัยยิ่ง ถึงกับเป็นลมหมดสติไป เหล่าข้าหลวงตกใจ รีบเข้าดูพระอาการ

สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงทราบว่า พระวิสุทธิกษัตรีย์ประชวรจึงมาเข้าเฝ้า แลได้ทราบข่าวพระพี่นางสุพรรณกัลยาสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระนเรศวรแค้นพระทัยมีรับสั่งจะยกกองทัพไปตีหงสาเพื่อแก้แค้น แต่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงทัดทานด้วยการนี้มีพิรุธหลายประการ จึงต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ

สมเด็จพระนเรศวรทรงคิดทบทวนอยู่พักหนึ่งก็เห็นจริงดังพระอนุชาว่า จึงเห็นควรส่งทัพไปตีเมืองละแวกก่อน เพื่อไม่ให้ละแวกซ้ำเติมเหมือนที่ผ่านมา จากนั้นค่อยผูกสัมพันธ์กับเมืองที่หวังเป็นอิสระจากหงสา จนหงสาโดดเดี่ยวเมื่อใด ก็จะยกทัพไปตีเพื่อทวงความยุติธรรมให้พระพี่นางสุพรรณกัลยาและล้างอายที่เคยเป็นเมืองขึ้น

ooooooo

หนึ่งเดือนผ่านไป ชีวิตความเป็นอยู่ของเสมาและคนในครอบครัวดีขึ้นมาก พวกเขามีบ้านหลังใหญ่ มีบ่าวไพร่คอยรับใช้และมีเรือกสวนไร่นาที่ได้รับพระราชทานอีกมากมาย แต่ในใจของเสมาก็ยังมีเพียงเรไรคนเดียวเท่านั้น และด้วยตำแหน่งใหม่ที่ได้รับทำให้เสมาต้องไปร่วมฝึกทหารกับขุนรามเดชะที่ได้เลื่อนเป็นหลวงรามเดชะที่เรือนด้วย ทำให้ท่านขุนไม่พอใจนัก ด้วยเกรงว่าเสมาจะฉวยโอกาสเข้ามาใกล้ชิดกับเรไรอีก

วันหนึ่ง หลวงรามเดชะต้องไปราชการที่หัวเมือง จึงเรียกลำภูมากำชับว่า อย่าให้เสมามีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเรไรอีก เพราะตอนนี้เสมากินบรรดาศักดิ์ขุน แลยังรับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าอยู่หัวองค์น้อย จึงมีอำนาจบารมีมากนัก ตนกลัวว่าเสมาจะคิดแก้แค้น

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าอ้ายเสมาจักรุ่งเรืองขึ้นมาถึงเพียงนี้ เรากลั่นแกล้งมันมากนัก เพราะเกรงมันจะทำให้ตระกูลเราเสื่อมเสีย แต่มันกลับจำเริญเสียยิ่งกว่าเราผู้สนับสนุนมันเสียอีก” ลำภูถอนใจ

“แต่ถึงอย่างไร กำพืดอ้ายเสมาก็เป็นแค่ช่างตีเหล็ก ฉันทนไม่ได้ดอก หากต้องร่วมวงศ์วานกับมัน” ขุนรามเดชะยืนยันเจตนารมณ์

ด้านดวงแข เมื่อรู้ว่าเสมาต้องไปช่วยฝึกทหารที่บ้านขุนรามเดชะก็นึกระแวง จึงเร่งให้ขันรีบออกเรือนกับเรไร แต่ขันว่าคงต้องรอขุนรามเดชะกลับมาจากราชการก่อน แม่หญิงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ยุให้พี่ชายแอบเข้าหาเรไร เพราะไม่มีสิ่งใดจักน่ารังเกียจเหยียดหยันมากไปกว่าการเป็นหญิงชั่วคบชู้

“หากพี่ขันขลาดเขลาก็ไม่ต้องทำ แต่ภาวนาเอาเองเถิด ว่าแม่เรไรจะเป็นหญิงที่เห็นแก่สัตย์เหนือสิ่งใด” ดวงแขทิ้งท้ายแล้วเดินเชิดออกไป ทิ้งให้ขันนั่งคิดหนักว่าจะทำตามคำแนะนำของน้องสาวดีหรือไม่

ooooooo

จำเรียงอยากให้เสมาตัดใจจากเรไร จึงนัดแนะให้ดวงแขมาทำบุญกับพี่ชายเพื่อช่วยรักษาแผลใจ

ขณะที่มั่นกับพันอินก็เปิดโอกาสให้เสมาได้ใกล้ชิดกับศรีเมือง ส่วนสินและสมบุญไม่ยอมน้อยหน้า จะพาลูกพี่ไปดูตัวสองสาวที่พวกตนไปทาบทามไว้ แถมแต้มยังเสนอหน้าเข้ามาชวนให้เสมาไปเยี่ยมเอื้อยแตงที่เรือนอีก

ทั้งหมดนั้นแย่งกันสาธยายความดีความงามของแม่หญิงตั้งใจหามาเป็นภรรยาของเสมา ด้วยอยากให้เขายอมตัดใจจากเรไร และมีความสุขกับครอบครัวที่สมบูรณ์

เสมาหนักใจกับความหวังดีของคนรอบตัว เพราะไม่มีวันตัดใจจากเรไรได้ จึงเดินหนีไปดูเทือกสวนไร่นา เวลาเดียวกันนั้น เรไรออกมาตามหาเอื้อยแตง เพราะจู่ๆแม่สาวแสบก็โดดหนีจากเรือ ไม่ยอมกลับบ้านพร้อมกัน ด้วยรำคาญที่ถูกหมื่นทะลวงศึกกับพันศรีเทพเกี้ยวพาราสี

“แม่เอื้อยแตง” เรไรตะโกนเรียกพลางมองไปรอบๆ แล้วพลันสะดุ้ง เมื่อเห็นเสมาในสภาพนุ่งโจงกระเบนตัวเดียว โผล่ออกมาจากคูนํ้า

เสมาดีใจที่เจอเรไร จึงรีบเดินขึ้นมาหา แม่หญิงเห็นสภาพเสมาเปลือยเกือบหมดเหลือโจงกระเบนตัวเดียวก็ตกใจ รีบกระโดดข้ามท้องร่องหนีไป เสมาเป็นงงกระโดดตามไปพลางร้องถามว่าเหตุใดต้องหนีตนด้วย

“ยังมีหน้าถามอีกรึ มาอยู่ทำกระไรที่นี่” เรไรทั้งกลัวทั้งอาย

“ข้าพระเจ้ามาเดินดูสวนบำเหน็จ เลยนึกสนุกดำนํ้าหาปลาไปปิ้งกิน เมื่อก่อนที่ข้าพระเจ้าเป็นครูฝึก ก็ทำเช่นนี้แทบทุกวัน คิดแล้วให้คิดถึงเรื่องวันวานนัก”

“แต่เพลานี้ท่านเป็นถึงขุนแสนศึกพ่ายแล้ว มาทำเช่นนี้ได้อย่างไร” เรไรกระโดดข้ามไปท้องร่องอีกฝั่งเพื่อหนีเสมา แต่เสมาก็ตามไม่เลิก แถมยังเผลอคว้าสไบเธอหลุดติดมือมา

เรไรอายสุดๆ เพราะเหลือแต่ผ้าพันกายเท่านั้น เธอรีบวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ เสมาตกใจรีบขอขมาแม่หญิงแล้วจะตามเอาสไบไปคืนให้ แต่ขันเข้ามาเห็นเหตุการณ์ และเข้าใจผิดว่าเสมาลวนลามแม่หญิงเรไร เขาโกรธมากหันไปหยิบไม้สองท่อนมาแทนดาบ ตรงเข้าเล่นงานเสมา

เสมาเห็นจวนตัวจึงใช้สไบของเรไรรับไม้ขันแล้วยันขันตกท้องร่องไป ก่อนวิ่งนำสไบไปคืนให้แม่หญิง

“สไบนี้ช่วยข้าพระเจ้าไว้ ใจจริงอยากเก็บไว้นัก แต่เกรงว่าแม่หญิงจะต้องหลบอยู่หลังต้นไม้ตลอดวัน จึงขอคืนให้แม่หญิงเถิด” เสมาโยนสไบให้เรไรรับแล้วกล่าวคำลา “ไม่มีสไบเป็นอาวุธแล้ว ข้าพระเจ้าต้องขอลาแม่หญิงไปก่อน” เสมาวิ่งหายไป

“อ้ายเสมา มึงอย่าหนี มึงเป็นชายจริง มึงอย่าหนี” ขันตะกายขึ้นจากท้องร่องวิ่งตามเสมาไป แต่ก็พลาดตกร่องนํ้าอีก

เรไรนึกขำสภาพขัน แล้วส่งยิ้มเอียงอายเมื่อเห็นสไบในมือ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 16:05 น.