ตอนที่ 6
นาบุญหยิบผ้ามาส่งให้เธอเช็ดน้ำตาด้วยความสงสาร ถามว่าทำไมไม่ให้บอก “เขา”
รัตตวัลย์ทราบดีว่านาบุญหมายถึงสามีของเธอ...เธอซับน้ำตาและพยายามทำเข้มแข็งทั้งที่แววตาเจ็บช้ำมาก ตอบคำถามของนาบุญด้วยความสะเทือนใจ
“เพราะปารเมศ...เป็นคนที่น่าสงสัยมากที่สุด”
ooooooo
บริเวณชายหาดใกล้บ้านนาบุญ...รัตตวัลย์ปลีกวิเวกไปนั่งคิดหนักอยู่คนเดียว ยิ่งคิดยิ่งเครียดน้ำตาคลอขึ้นมาอีก
นาบุญเดินเข้ามาเงียบๆ ยืนมองเธออยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ หญิงสาวเงยหน้ามองเขาและพยายามกล้ำกลืนความทุกข์ใจ ทั้งที่ไม่ได้ผล
ชายหนุ่มอยากช่วยเหลือจึงเริ่มต้นซักถามเพื่อให้ได้เบาะแสมากที่สุด “ถ้าตัวคุณไม่อยู่ สมบัติทั้งหมดจะอยู่ที่ใคร ไม่ต้องพูดถึงแม่คุณนะ”
“ส่วนของฉัน...ทุกอย่างยกให้มันปูค่ะ”
“แล้วถ้ามันปูไม่อยู่อีกคนล่ะ ใครจะเป็นคนรับ”
รัตตวัลย์ชะงักอย่างไม่อยากนึกถึง แต่สุดท้ายก็พูดตะกุกตะกักออกมา “ก็...เขาสิคะ”
“นอกจากเขายังมีอีกมั้ย ญาติสนิท หรือคนอื่นในบ้าน เมื่อกี้เหมือนมีผู้หญิงอีกสองคนอยู่กับแม่คุณ”
“รสสุคนธ์กับนิ่มค่ะ เป็นญาติห่างๆ คุณแม่รับมาเลี้ยงแต่เด็ก”
“รสสุคนธ์...ชื่อนี้คุ้นๆ”
นาบุญพูดหน้าตายแต่แววตาขบขัน รัตตวัลย์ยิ้มเก้อ บ่นอุบอิบว่ายังจำได้อีก
“ผมไม่ลืมหรอกว่าเคยโดนหลอก”
รัตตวัลย์หลุดยิ้ม บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น เธอเล่าต่อไปว่า “รสคือคนที่โดนยิงตอนถูกจับตัวมา โชคดีนะที่ไม่เป็นอะไร”
“เขาทำงานอะไร”
“ช่วยงานบัญชีที่บริษัทค่ะ นิ่ม...เอ่อ...คันธรส น้องสาวของรสสุคนธ์เป็นพยาบาล คอยดูแลคุณแม่ด้วย แต่สองคนนี่ไม่น่าใช่”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น”
“คุณแม่เลี้ยงสองคนนี่มาเหมือนลูก ให้ทั้งเงิน ทั้งทรัพย์สิน บ้าน อาคารพาณิชย์ แค่ค่าเช่าพวกนี้ เดือนเดือนนึงก็อยู่ได้สบาย แถมยังได้หุ้นของบริษัท ปีนึงได้ปันผลเยอะเหมือนกัน เขาไม่ได้ลำบากจนต้องคิดฆ่าฉันหรอกค่ะ”
“ไม่แน่ บางคนยิ่งมีมากยิ่งโลภ...อย่ารับประกันใครง่ายๆ ผมแค่ไม่อยากให้คุณปักใจเชื่อว่าเป็นใคร หรือไม่เชื่อว่าเป็นใคร โอกาสที่จะเป็นญาติสองคนนี้กับเขามีเท่ากัน ทุกคนจะได้ประโยชน์ถ้าคุณกับมันปูตาย”
“แล้วจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าเป็นฝีมือใคร”
นาบุญสีหน้าเคร่งขรึมนึกเป็นห่วงเธอ แต่ตอบคำถามอย่างมั่นใจว่า “เวลาจะบอกทุกอย่างเอง”
ooooooo
บ่ายนั้นนาบุญมาที่ลานกว้างหน้าบ้านพักคนงาน เขาเรียกคนบนเกาะทั้งหญิงและชายมารวมตัว เด็กอย่างฉลามกับมันปูก็มากับเขาด้วย
โทรโข่งที่ผูกติดกับเสาสูงไว้กลางลานเปิดเสียงเตือนภัย สักครู่ก็เงียบลงเพื่อให้นาบุญที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนพูดอย่างเป็นงานเป็นการ










