ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

บอดี้การ์ดสาว

SHARE
ตอนที่ 15

มายาวีเข้าใจอนุภัทรผิดที่เห็นใกล้ชิดกับไอริณ เธอประชดเขาด้วยการออกเที่ยวเตร่กลางคืนกับเพื่อนชาย ทำให้อนุภัทรอดหึงหวงไม่ได้ และถึงกับชกต่อยเขาคนนั้นกลางผับโทษฐานทำตัวสนิทสนมมายาวีเกินเหตุ

แต่แล้วอนุภัทรกลับเป็นฝ่ายหน้าแตก เมื่อมายาวีเฉลยว่าเพื่อนชายที่เห็นแท้จริงคือตุ๊ดแต๋ว และเขาก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว...

คืนเดียวกันนี้ ธำรงกลับเข้าบ้านจะเดินผ่านโรงรถเผอิญได้ยินอำพลคุยกับไอศูรย์ด้วยเรื่อง สมชายถูกฆ่าซึ่งไอศูรย์ยอมรับว่าตนเป็นคนส่งสมชายไปฆ่าทิตาเพราะเธอหักหลัง ตามไปช่วยแพรพลอยกับอัมพา แต่สมชายดันพลาดท่าเสียเอง

“แกทำเกินไปแล้วนะ แกจะฆ่าคนเป็นผักปลาอย่างนี้ไม่ได้ ทุกอย่างมันควรจะจบที่เจ้าอิศร์คนเดียว”

“ผมบอกพ่อแล้วไงว่าใครที่มันขวางทางผมก็ต้องกำจัดให้หมด ถ้าเราปล่อยไว้เรื่องไอ้อิศร์มันก็จะแดงออกมาอยู่ดี”

“แล้วแกจะทำยังไงกับไอ้สมชาย”

“ผม บอกตำรวจแล้วว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นตั้งแต่ไอ้อิศร์ตายเราก็เลิกจ้าง มันอาจจะไปทะเลาะกับนักเลงที่ไหนก็ได้ คุณพ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ เรื่องนี้ไม่มีทางมาถึงเรา”

ธำรงแอบฟังและอัดเสียงไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือ รอยยิ้มเขาผุดพรายอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วส่งคลิปนี้เข้ามือถือไอศูรย์ก่อนจะปรากฏตัวหัวเราะเยาะหยันซึ่งหน้า

“ฮ่ะๆๆ ปริศนาก็ไขกระจ่างแล้ว คนที่ทำชั่วร้าย ในบ้านนี้ทั้งหมดก็คือพี่ศูรย์นี่เอง ผมหลงคิดว่าไอ้อิศร์จะมีเอี่ยวด้วย แต่ที่แท้มันก็คือเป้าหมายของพี่กับลุงอำพล ตั้งแต่แรก นี่ใจคอพี่จะฮุบทุกอย่างเอาไว้คนเดียวเลยใช่ไหม ผมถึงติดร่างแหไปด้วย อีกไม่นานก็คงเป็นพ่อผม แล้วเผลอๆ ก็ยายริณน้องสาวพี่เองสินะ”

ไอศูรย์ฟังแล้วผงะแต่ยังไม่ยอมรับ ถามธำรงว่าพูดอะไรตนไม่รู้เรื่อง

“จะ ให้เปิดคลิปให้ฟังอีกรอบไหม เปิดดังๆให้ได้ยินถนัดๆ แต่พี่ไม่ต้องกลัวหรอกนะว่าผมจะปากโป้ง ผมเองก็ไม่ได้รักใคร่ไยดีอะไรไอ้อิศร์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่า...ถ้าจะให้เรื่องนี้รู้กันแค่เราสามคนระหว่างผม พี่ แล้วก็ลุงอำพล

มันก็คงต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนกันหน่อย”

“แกต้องการอะไร”

“มัน ก็อยู่ที่ว่าพี่ต้องการอะไร หุ้นบริษัทส่วนของไอ้อิศร์ หรือว่าบ้านคุณปู่ หรือว่าทั้งสองอย่าง ไม่ว่าพี่จะต้องการอะไร ผมก็อยากได้เท่าๆกัน”

“ไอ้ธำรง แกนี่มัน...”

“ถ้า พี่จะด่าผม มันก็เหมือนพี่ด่าตัวเองเพราะประโยชน์อะไรก็ตามที่พี่จะได้จากการตายของไอ้ อิศร์ ผมจะต้องได้ด้วย ไม่งั้นคลิปนี้อาจจะถูกส่งไปที่ไหนก็ได้”

“แกคิดจะชุบมือเปิบ”

“ก็ ช่วยไม่ได้ที่ผมมาถูกที่ถูกเวลาพอดี ฮ่ะๆๆ พี่เก็บคลิปนั้นไว้ให้ดีล่ะ อย่าให้ใครเห็น แบ่งเค้กกัน เมื่อไหร่ผมจะยกก๊อบปี้ที่เหลือให้”

ธำรง หัวเราะสะใจ เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วจะเดินกลับบ้าน ไอศูรย์โกรธจนตัวสั่น เหลือบไปเห็นจอบใต้ต้นไม้เลยตัดสินใจชั่ววูบคว้ามาฟันเข้ากลางหลังธำรงหลาย ครั้งจนแน่นิ่ง!

“แกมันมาผิดที่ผิดเวลาต่างหาก ไอ้ธำรง!” ไอศูรย์สบถสีหน้าเหี้ยมเกรียม หลังจากนั้นรีบลากศพธำรงขึ้นรถขับออกไป โดยไม่รู้ว่าอริสราตามติดด้วยความ
สงสัย กระทั่งไอศูรย์ฝังศพธำรงริมถนนเปลี่ยว อริสราถึงปรากฏตัว ทั้งคู่มีปากเสียงกันครู่หนึ่งก่อนที่อริสราจะวิ่ง หนีไปสะดุดท่อนไม้ล้มลงสลบเหมือด ไอศูรย์กลัวเธอฟื้นจะแจ้งตำรวจจึงพาไปซ่อนตัวที่บังกะโลแห่งหนึ่ง โดยทิ้งรถธำรงเอาไว้ริมถนน...

เช้าขึ้นอนุภัทรรีบมาบอกอิศร์กับแพรพลอยว่าอริสราหายตัวไป อิศร์ตกใจเพราะเมื่อคืนเพิ่งฝันเห็นปู่มาบอกให้กลับบ้าน

“คุณ ไอริณโทร.มาเล่าให้ฉันฟังว่าไม่มีใครเห็นคุณอริสตั้งแต่เช้า ทั้งที่เมื่อคืนเธอก็ยังอยู่ที่บ้าน แล้วเธอก็ออกไปโดยที่ไม่ได้เอาอะไรไปเลย แม้แต่รถของตัวเองที่แปลกกว่านั้นก็คือนายธำรงก็หายตัวไปด้วย”

“สองคนนี้ไปเกี่ยวข้องกันได้ยังไงคะ”

“ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ที่บ้านโน้นคงจะยุ่งกันใหญ่ ผมว่าจะแวะไปดูเผื่อจะมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม”

“ฉันไปด้วย”

“จะบ้าเหรอคุณอิศร์ โผล่ไปตอนนี้เดี๋ยวก็ยุ่งกันใหญ่”

“แต่ผมนั่งรออย่างนี้ไม่ได้ ผมเป็นห่วงอริส”

ในที่สุด อิศร์กับแพรพลอยปลอมตัวเป็นคนกวาดขยะ ไปป้วนเปี้ยนหน้าบ้านอำพล ส่วนผู้กองอนุภัทรกับตำรวจอีกนายเข้ามาสอบสวนคนในบ้านเรื่องอริสรากับธำรง หายไป เรณูเพิ่งกลับจากปฏิบัติธรรมจึงไม่รู้เห็นอะไร ได้แต่เศร้าใจกับความวุ่นวายภายในบ้าน ส่วนไอศูรย์ไม่อยากเผชิญหน้าตำรวจอยู่แล้วจึงหาทางเลี่ยง บอกว่าจะไปตามหาอริสราเผื่อเธอเคืองตนแล้วหนีออกจากบ้าน

“แล้วทางคุณธำรงล่ะครับ”ตำรวจหันมาตั้งคำถาม กับอำนวย

“ธำรง เพิ่งได้ประกันตัว ผมกลัวมันก่อเรื่องอีกก็เลยคอยโทร.ตามให้มันกลับบ้าน จนครั้งสุดท้ายที่คุยกันเมื่อคืนมันบอกถึงบ้านแล้วกำลังจอดรถ ผมไม่คิดอะไรก็เลยขึ้นไปนอน แต่ตื่นมาตอนเช้าก็ไม่เห็นมันกลับมา ติดต่อไม่ได้”

“ธำรงอาจจะหนีเที่ยวตามประสามันละมั้งอำนวย แต่เรื่องที่อริสหายตัวไปนี่แหละที่น่าสงสัย” อำพลพูดออกมาโดยไม่รู้ว่าการหายตัวไปของอริสราเกี่ยวข้องกับลูกชายจอมโหดของ ตนเองโดยตรง

ไอศูรย์รีบร้อนออกจากบ้านและเกือบเผชิญหน้าอิศร์กับแพรพลอย ที่ปลอมตัวเป็นคนกวาดขยะป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้าน โชคดีที่มายาวีเข้ามาช่วยทันเวลา ทั้งคู่จึงรอดตัวไปได้...

บ่ายวันนี้ เอง ตำรวจพบศพธำรงและรถยนต์แถวบางบัวทอง อำนวยรุดไปดูศพลูกชาย แต่ไอศูรย์ยังไม่ทราบเรื่องเพราะมัวขลุกอยู่กับอริสราที่บังกะโล พยายามกล่อมไม่ให้เธอแจ้งตำรวจ และไม่ต้องกลัวเขา เพราะเขาไม่มีวันฆ่าเธอ

“ไอศูรย์...คุณกำลังทำผิดนะ อย่าทำผิดให้มากไปกว่านี้เลย ปล่อยฉันไปเถอะ”

“ไม่! ผมปล่อยคุณไม่ได้ เพราะคุณจะทิ้งผมไป”

“แต่ถ้าคุณทำอย่างนี้ เราก็ไม่มีวันจะอยู่ด้วยกันได้อีก”

“ได้ สิ เราจะได้อยู่ด้วยกัน แค่คุณรออีกนิดเดียวให้ทุก อย่างเรียบร้อย เมื่อสมบัติของไอ้อิศร์มันถูกแบ่ง ผมจะพาคุณหนีไปจากที่นี่ เราจะไปเริ่มชีวิตใหม่กัน อดทนอีกนิดนะครับอริส อีกนิดเดียว”

อริสราดิ้นรนไม่เล่นด้วย ไอศูรย์จึงมัดมือเท้าและเอาเทปกาวปิดปากเธอไว้เหมือนเดิม...

ทางด้านอิศร์ แพรพลอย และมายาวี พอรู้จากอนุภัทรว่าธำรงตายแล้ว ทุกคนต่างสลดไปตามกัน

“ศพ มีร่องรอยถูกทำร้าย แล้วถูกพาไปฝังไว้ในป่า แล้วก็จอดรถอำพรางไว้ ที่เราตามไปพบเพราะมีชาวบ้านแจ้งว่าตอนกลางดึกที่ผ่านมามีเสียงปืนดังขึ้น บริเวณนั้นหลายนัด”

“คุณธำรงมีพฤติกรรมติดการพนัน อาจจะถูกพวกมาเฟียเจ้าของบ่อนทำร้ายหรือเปล่าคะ”

“ตอนแรกตำรวจก็คิดอย่างนั้นครับ แต่ใกล้ๆกับที่เกิดเหตุเราพบสายรัดเอวที่ดูเหมือนจะมาจากเสื้อคลุมผู้หญิงตก อยู่ด้วย ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร แล้วผู้หญิงคนนั้นหายไปไหน”

“หรือว่าเป็นเรื่องชู้สาว”

“ตำรวจกำลังสืบสวนจากหลายๆทางอยู่”

“แล้วเรื่องคุณอริสล่ะคะ”

“ยัง ไม่มีวี่แววเลยครับ เพราะไม่มีใครรู้เรื่องส่วนตัวของคุณอริส เธอไม่ค่อยสนิทกับคนในบ้าน แต่พูดจริงๆนะ ผมว่าพฤติกรรมของไอศูรย์ก็แปลกๆ ดูเขาไม่ได้ตื่น ตระหนกเท่าไหร่ที่คุณอริสหายตัวไป”

“หรือว่านายไอศูรย์จะพาคุณอริสไป”

“ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าเขาจะทำแบบนั้นทำไม”อนุภัทรจนใจ คนอื่นๆพากันหนักใจ สุดจะคาดเดาเรื่องราว

ooooooo

ตกเย็น  คนอื่นๆในบ้านพากันไปงานศพธำรง แต่อำพลยังรอคอยไอศูรย์และตั้งใจจะตามไปทีหลัง แต่นึกไม่ถึงว่าระหว่างรอนี่เองทำให้เขาได้พบหลักฐานที่เป็นชนวนเหตุให้ธำรงต้องตาย

อำพลพบโทรศัพท์มือถือของธำรงที่สนามหญ้าจึงรู้เห็นคลิปการสนทนาระหว่างตนกับไอศูรย์ คนเป็นพ่อถึงกับจิตตก  ดวงตาแดงก่ำ  สะเทือนใจอย่างที่สุด  คิดไม่ถึงว่าลูกชายจะก่อเรื่องเลวร้ายไม่หยุดหย่อน

ไอศูรย์จำนนด้วยหลักฐาน  นิ่งงันไปครู่หนึ่งเมื่อโดนพ่อตบหน้าทั้งน้ำตาคลอๆ

“แกมันเกินเยียวยาแล้วไอศูรย์  ต่อไปนี้ฉันจะมองหน้าอำนวยมันยังไง”

“ผมจำเป็นต้องทำ  มันรู้ความลับพวกเรา  แล้วคนอย่างไอ้ธำรงมันไม่ซื่อสัตย์  ต่อให้เราปิดปากมันได้  แต่มันก็พร้อมจะแว้งกัดเราทุกเมื่อ ผมไม่มีทางเลือก”

“แล้วอริสล่ะ  ที่หายตัวไปเนี่ยฝีมือแกด้วยหรือเปล่า”

ไอศูรย์ก้มหน้านิ่ง  อำพลใจหายวาบ  ปวดหน้าอกจี๊ดเพราะอารมณ์เครียดถึงขีดสุด

“นี่แก...แก...ทำอะไรอริส บอกฉันซิ แกฆ่าเขาเหรอ”  อำพลตะคอกแล้วตะกายเข้าเขย่าตัวลูกชาย  ก่อนจะปวดจี๊ดจนหมดแรงทรุดลง!

ข่าวการเจ็บป่วยของอำพลรู้ถึงอิศร์ในเวลาต่อมา อิศร์ทราบมาตลอดหลายปีว่าลุงเป็นโรคหัวใจ  แต่ไม่เคยมีอาการหนักแบบนี้มาก่อน  แสดงว่าสถานการณ์ในบ้านไม่ดี

“อาจจะเป็นเรื่องเวรกรรมก็ได้นะคะ  คนที่คิดร้ายกับคุณ สุดท้ายก็หาความสุขไม่ได้ แม้แต่ไอศูรย์เอง ฉันว่าเขาก็คงกระวนกระวายที่คุณอริสหายตัวไป”
แพรพลอยปลอบด้วยเหตุผล  แต่อิศร์กลับพูดจากใจจริงว่าถึงสองคนนั้นจะร้ายกับตนยังไง  เขาก็เป็นลุงเป็นพี่ชายของตน ตนสมน้ำหน้าพวกเขาไม่ลงจริงๆ

“ฉันเชื่อแล้วว่าคุณแค้นใครไม่เป็น”

“จะหาว่าผมโลกสวยล่ะสิ”

“ใช่ คุณมันโลกสวย แต่โลกของคุณก็เลยน่าอยู่กว่าโลกของฉัน ฉันภูมิใจในตัวคุณนะคะ สมแล้วที่คุณปู่คุณอยากให้คุณเป็นผู้นำของเดชโชดม  ท่านคงเห็นเนื้อแท้ที่ดีงามของคุณมาตั้งแต่เด็ก”

“คงเป็นเพราะท่านสอนผมมาดี  บางทีที่ท่านมาเตือนให้ผมกลับไป ท่านอาจจะรู้ว่ามันถึงเวลาแล้ว”

หลังจากพูดคุยกับแพรพลอยในค่ำนั้นแล้ว  รุ่งขึ้นอิศร์ตัดสินใจไปปรากฏตัวที่บริษัทพร้อมมายาวี  เป็นเวลาที่ไอศูรย์กำลังเรียกร้องต่อที่ประชุมขอรับตำแหน่งรักษาการแทนอำพลที่ป่วยกะทันหัน

เมื่ออิศร์ปรากฏตัว  ไอศูรย์ถึงกับตะลึงตาค้างเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเขาตายแล้ว  ขณะที่ผู้ถือหุ้นก็แตกตื่นงุนงง จนกระทั่งได้ฟังมายาวีชี้แจงก็พากันหายข้องใจ

“เรื่องที่คุณอิศร์หายตัวไป  จริงๆแล้วคุณอิศร์ไปรักษาตัวอยู่ค่ะ  แต่เพื่อความปลอดภัยก็เลยต้องปิดข่าวไว้ก่อน”

“ครับ  ผมต้องหลบไปอยู่เซฟเฮาส์  แต่ก็คอยติดตามข่าวคราวทางบ้านตลอดนะครับ  จนกระทั่งรู้ว่าคุณลุงป่วยก็เลยตัดสินใจว่าควรจะกลับมาได้แล้ว”

ไอศูรย์พยายามกลบเกลื่อนอารมณ์ช็อกและพลุ่งพล่าน  อิศร์เห็นแต่ทำเป็นไม่สนใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันว่าคุณอิศร์ควรจะทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งคุณอำพลไปก่อน  ทุกท่านเห็นด้วยไหมคะ” มายาวีสรุป  ทุกคนเออออยิ้มย่องกับอิศร์  ยกเว้นไอศูรย์ที่ก้มหน้าก้มตาอย่างเครียดจัด

กลับมาที่ห้องทำงาน  มายาวียิ้มน้อยยิ้มใหญ่สะใจที่เห็นไอศูรย์หน้าซีดหน้าเสีย  แต่คาดว่าจากนี้ไปเขาคงแค้นอิศร์มากขึ้นกว่าเดิม

“เกิดเขาอาละวาดฆ่านายขึ้นมาแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม นายจะทำยังไง”

“ก็ต้องทำตามแผนที่ไอ้ภัทรมันวางไว้  หลอกล่อพี่ศูรย์ไปติดกับให้เร็วที่สุด”

อิศร์สีหน้าเคร่งเครียดมีแผนบางอย่างในใจ  หลังจากนั้นเขากลับมาที่บ้านในตอนเย็น  ป้าดวงและทุกคนดีใจมาก พูดคุยกันด้วยเรื่องที่เขาหายตัวไป

“ผมจำไม่ได้เลยครับว่าเกิดอะไรขึ้น  รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ที่โรงพยาบาลเพราะมีชาวบ้านมาเจอก็เลยพาไปส่ง โชคดีที่หมอจำได้เพราะผมรับเป็นเจ้าของไข้กรองทอง ก็เลยรีบติดต่ออนุภัทร”

“นี่กรองทองยังไม่ตายเหรอคะ” ไอริณโพล่งขึ้น...

ไอศูรย์นั่งห่างออกมา เงยหน้าขึ้นอย่างลืมตัว

“กรองทองแค่ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง แต่โดยรวมปลอดภัยดี  อีกไม่นานคงจะฟื้น  ผมก็เลยทำเรื่องย้ายกรองทองมารักษาตัวต่อที่กรุงเทพฯ จะได้หายเร็วๆ”

ไอศูรย์ซ่อนสีหน้าตกใจ  แล้วเดินกระวนกระวายเข้าไปภายในห้องที่อำพลนอนพักผ่อนอยู่  เล่าเรื่องที่เพิ่งรู้ว่ากรองทองกำลังจะฟื้น  มันต้องเปิดโปงเราแน่

“แกจะทำอะไรอีกศูรย์ พ่อขอล่ะ อย่าทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้เลย”

“แต่ถ้าผมหยุดตอนนี้  เราสองคนก็ต้องเข้าคุก”

“แล้วหนูอริสล่ะ  แกยังไม่ได้บอกพ่อเลยว่าเกิดอะไรขึ้น”

“อริสปลอดภัยดีครับ  ผมไม่มีทางทำร้ายเธอ”

“แล้วแกจะทำยังไง  ยิ่งดิ้นหนีไปเรื่อยๆ แกกับอริสก็ไม่มีทางที่จะได้อยู่ด้วยกัน”

“เมื่อทุกอย่างจบลง  ผมจะพาอริสไปจากที่นี่ เราจะทิ้งเรื่องทั้งหมดไว้ข้างหลัง  แล้วจะไม่มีใครพูดถึงมันอีก” ไอศูรย์พูดอย่างเยือกเย็น ตัดสินใจแน่วแน่ อำพลได้แต่อึ้งไปอย่างกลัดกลุ้ม

ooooooo

ตกกลางคืน ไอศูรย์ตั้งใจไปฆ่าปิดปากกรองทองที่โรงพยาบาล โดยไม่รู้ว่าอนุภัทรซ้อนแผนเอาไว้แล้ว ด้วยการให้แพรพลอยปลอมตัวเข้ามานอนบนเตียงแทนกรองทอง

แต่แผนของอนุภัทรก็ไม่สามารถรวบตัวไอศูรย์เอาไว้ได้ แถมมายาวียังต้องมาบาดเจ็บข้อเท้าแพลงเพราะโดนไอศูรย์กระชากเป็นตัวประกันก่อนจะผลักเธอล้มถลาลงกับพื้นแล้วขึ้นรถขับหนีหายไปในความมืด

ไอศูรย์เร่งรีบมาที่บังกะโลหวังพาอริสราหนีไป ด้วยกัน แต่ต้องพบกับความว่างเปล่าเพราะเธอกระเสือกกระสนออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นเขาจึงร้อนรนกลับมาที่บ้านเพราะคิดว่าเธอน่าจะมาที่นี่ แต่กลายเป็นว่าเจอทิตามารอคิดบัญชีที่เขาส่งคนไปฆ่าเธอเมื่อคราวก่อน

ขณะทิตากับไอศูรย์ต่อสู้กัน...อิศร์กำลังคุยโทร– ศัพท์กับแพรพลอยที่โทร.มาแจ้งว่าไอศูรย์หนีรอดไปได้

“เราสงสัยว่าเขาจะกลับไปที่บ้าน ตอนนี้ตำรวจกำลังมุ่งหน้าไป...บอกทุกคนที่บ้านนั้นให้ระวังตัวด้วย คุณไอศูรย์คงกำลังจนตรอก”

“คนอื่นๆไปงานศพพี่ธำรงกันหมดครับ มีแค่ลุงอำพลที่พักผ่อนอยู่ข้างบน”

ทันใดนั้นเสียงปืนดังเปรี้ยง! อิศร์ตกใจรีบวางสายจากแพรพลอยแล้ววิ่งไปทางบ้านอำพล เห็นทิตาเอาสายยางรัดคอไอศูรย์ที่ตะเกียกตะกายจะคว้าปืนที่หล่นอยู่เบื้องหน้า

“ตายซะเถอะ! สันดานคนอย่างแกฆ่าได้แม้กระทั่งสายเลือดเดียวกัน เลวยิ่งกว่าเลว นรกเปิดประตูรอแกอยู่แล้วไอ้ไอศูรย์”

อำพลออกมาเห็นอีกคน เขายอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อไม่ให้ทิตาฆ่าลูกชาย ขณะที่อิศร์ก็พยายามขอร้องไอศูรย์ให้ยุติแล้วมอบตัว แต่ไม่มีใครฟังใครทั้งนั้น ทิตาจะแทงไอศูรย์แต่อำพลพุ่งเข้ามารับคมมีดแทน พร้อมกันนี้เธอก็โดนไอศูรย์ยิงตาย ก่อนที่เขาจะหนีไปเพราะได้ยินเสียงไซเรนรถตำรวจดังลั่นมา

เรณูกับไอริณขวัญเสียอย่างหนักหลังทราบข่าว พอเห็นหลักฐานความร้ายกาจของลูกชายและสามีจากโทรศัพท์มือถือธำรงที่อนุภัทรเอามายืนยันก็ยิ่งเสียใจถึงกับร้องไห้โฮ ส่วนอริสราที่หนีกลับมาบ้านในตอนเช้าก็อยู่ในอาการหวาดผวา บอกทุกคนว่าไอศูรย์จับตัวเธอไป เขาทำได้ทุกอย่าง เขาไม่ใช่คน!

เรณูพูดอะไรไม่ออก นอกจากคร่ำครวญอยากรู้ว่าไอศูรย์หนีเตลิดไปไหน อนุภัทรครุ่นคิดไม่นานก็พูดโพล่งว่าตนพอจะมีหนทางให้ไอศูรย์ยอมปรากฏตัวแล้ว...

วันเดียวกัน อิศร์ไปหาแพรพลอยที่มูลนิธิของอัมพา พูดคุยกันเรื่องการตายของทิตาหรือกระต่ายด้วยความเศร้าสลด แพรพลอยรู้สึกผิดแต่อัมพาปลอบว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ แพรทำดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยการตายของกระต่ายก็ทำให้ปัญหาทุกอย่างเคลียร์จนหมด แพรไม่ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ต้องหาอีกแล้ว

“แล้วอย่างนี้มิสเตอร์ลีจะตามแพรกลับไปทำงานอีกหรือเปล่า” กรณ์สงสัย

“ไม่ได้แล้วล่ะครับ เขาไล่คุณแพรออกเอง คุณห้ามกลับไปอีกนะ ไม่งั้นผมโกรธจริงๆด้วย”

“ก็ดีเหมือนกัน แพรไม่ต้องไปฝืนใจหรอกพวกเราหาที่อยู่ใหม่กันได้”

อิศร์ชะงัก ถามกรณ์ว่าทำไมต้องหาที่อยู่ใหม่... หลังฟังเรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน อิศร์งอนถึงกับเดินหน้ามุ่ยหนีออกมานอกบ้าน แพรพลอยตามมาขอโทษก็ยังไม่หายงอน แถมบ่นอุบว่ามีอะไรไม่เคยบอกตนเลย เห็นตนเป็นคนอื่นคนไกลอยู่ได้ ถ้าบอกเรื่องโดนไล่ที่ตั้งแต่แรกเราก็ไม่ต้องผิดใจกัน ตนหาทางแก้ปัญหาให้ได้ง่ายนิดเดียว

“ด้วยเงินของคุณใช่ไหมล่ะ ฉันถึงไม่อยากพูดไงฉัน...”

“เกรงใจ...คุณแพร เราผ่านอะไรด้วยกันมาขนาดนี้ ผมขอซื้อได้ไหมไอ้คำว่าเกรงใจเนี่ย”

“ก็ยังคิดจะใช้เงินอยู่ดี”

“ถ้าไม่ให้ซื้อด้วยเงินแล้วจะให้ซื้อด้วยอะไร จะให้ซื้อด้วยหัวใจของผมก็ได้ แต่คุณจะรับหรือเปล่าล่ะ ตอบให้ชื่นใจหน่อยสิครับ คุณจะรับหัวใจผมหรือเปล่า ถ้าคุณตอบมาคำเดียวว่าไม่ ผมจะไม่เซ้าซี้อีก แล้วผมก็จะเลิกกวนใจคุณ เพราะผมถือว่าคุณคงลำบากใจที่จะเกี่ยวข้องกับผม แต่ถ้าคุณตอบรับ เราก็จะเลิกพูดเรื่องความเกรงใจเลิกพูดปัญหาของคุณ ปัญหาของผม เพราะต่อไปนี้จะมีแต่ปัญหาของเรา”

แพรพลอยก้มหน้านิ่งขวยเขิน อิศร์รุกเร่งด้วยการเชยคางเธออย่างเบามือ

“ตอบเถอะครับ ผมรับได้ทั้งสองคำตอบ ผมจะซื้อความเกรงใจของคุณด้วยหัวใจผมได้หรือเปล่า”

“ฉันไม่มีทอนนะคะ”

“ผมไม่รับเงินทอน ผมให้หมดเลย” อิศร์กระดี๊– กระด๊าคว้าตัวเธอมากอดแล้วอุ้มหมุนไปมาด้วยความ ดีใจสุดๆ

ทางด้านมายาวียังกระเง้ากระงอดไม่อยากเจอหน้าอนุภัทร แต่เพราะเธอบาดเจ็บขาแพลงทำให้หนีเขาไปไหนไม่ได้ แต่ไม่วายพูดพาดพิงถึงบุคคลที่สาม ซึ่งอนุภัทรทราบดีว่าหมายถึงไอริณ เลยยิ่งกระเซ้าเย้าแหย่เธอเล่นอย่างอารมณ์ดี

เช้าวันใหม่ อิศร์ทำตามแผนของอนุภัทรที่ให้ลงข่าวงานศพอำพลในหนังสือพิมพ์เพื่อให้ไอศูรย์ยอมปรากฏตัว แล้วจัดฉากที่บ้านให้สมจริง โดยเตี๊ยมกับทุกคนไว้เป็นอย่างดี แต่คนที่ต้องเสี่ยงมากกว่าใครก็คืออริสรา ซึ่งทุกคนเชื่อว่าไอศูรย์รักเธอมาก  เขาไม่มีวันทำร้ายเธอแน่ และเธอยังมีตำรวจคอยระวังภัยให้อีกด้วย

ไอศูรย์เห็นข่าวแล้วมาปรากฏตัวที่บ้านจริงดังคาด และเมื่อมีโอกาสเข้าใกล้อริสราก็ฉวยโอกาสฉุดกระชากลากเธอขึ้นรถหนีไป อริสราแม้จะรู้แผนทั้งหมดแต่ก็ยังอดหวาดกลัวไม่ได้ ร่ำร้องไปตลอดทางจนอีกฝ่ายโมโห กระทืบคันเร่งพุ่งไปแรงเท่าอารมณ์ กระทั่งไปเจอด่านตำรวจที่พวกอิศร์ประสานมาก่อนหน้านี้ จึงตัดสิน ใจจอดรถแล้วกระชากอริสราวิ่งไปในป่าข้างทาง

อิศร์ แพรพลอย อนุภัทร และมายาวีตามมาสมทบตำรวจที่กำลังไล่กวดไอศูรย์ ทุกคนพยายามหว่านล้อมต่างๆนานาแต่ไอศูรย์ไม่สนใจ ยังคงลากอริสราต่อไปพร้อมกับยิงปืนใส่เป็นระยะ จนกระสุนนัดหนึ่งโดนอนุภัทรล้มลง มายาวีถึงกับกรีดร้องด้วยความตกใจ

เมื่อแผนการไม่เป็นไปอย่างที่คิด แพรพลอยจึงตัดสินใจแลกตัวประกัน “คุณไอศูรย์...ทางรอดทางเดียวของคุณคือไปกับฉัน คุณลากคุณอริสไปอย่างนี้เรื่อยๆไม่ได้หรอก คุณอริสไม่แข็งแรงจะทำให้คุณหนีลำบาก”

“ฉันปล่อยอริสไป ฉันก็ไม่เหลือใคร ไอ้อิศร์มันก็ให้เจ้าหน้าที่ฆ่าฉัน มันต้องฆ่าฉันแน่ๆ”

“ถ้าคุณมีฉัน คุณอิศร์ไม่ฆ่าคุณหรอกค่ะ”

“หมายความว่ายังไง”

“ปล่อยคุณอริสไป ฉันยอมเป็นตัวประกันให้คุณเอง คุณจะได้หนีไปได้”

อริสรามองแพรพลอยอย่างคาดไม่ถึง ไอศูรย์เริ่มสับสนลังเลใจ แต่เมื่อจวนตัวเพราะตำรวจเข้ามาใกล้ทุกทีก็ตัดสินใจกระชากแพรพลอยเข้ามาแล้วผลักอริสราออกไป จากนั้นต่อรองกับอิศร์และตำรวจห้ามเข้ามา ไม่งั้นตัวประกันตาย

อิศร์ไม่ฟังเพราะเป็นห่วงแพรพลอย พุ่งเข้าใส่ไอศูรย์เพื่อแย่งปืนจนในที่สุดแพรพลอยหลุดออกมา

แต่เขาถูกจับเป็นตัวประกันแทน อริสราเห็นไอศูรย์เอาปืนจ่อหัวอิศร์ก็ร้องลั่น วิงวอนทั้งน้ำตา แต่ไอศูรย์ไม่ฟัง กระทั่งได้ยินเธอบอกว่าเธอท้อง ที่ขอร้องก็เพื่อลูก

ไม่ใช่เพื่ออิศร์

ไอศูรย์ลังเล หวนนึกถึงวันที่ขืนใจอริสรา แต่ยังไงก็ไม่ยอมปล่อยอิศร์เพราะจนตรอก

“เอาอย่างนี้นะไอศูรย์ คุณปล่อยอิศร์ แล้วฉัน สัญญาว่าจะไปกับคุณ จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ที่มีแต่เราสามคน คุณต้องการอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ ฉันจะไปกับคุณ ฉันยอมแล้ว”

“คุณจะทำอย่างนั้นได้เหรออริส คุณเกลียดผม คุณหาทางไปจากผมตลอดเวลา แต่คุณยอมกล้ำกลืนจะอยู่กับผมเพื่อช่วยไอ้อิศร์”

“ฉันยอมทำทุกอย่าง เพียงแต่คุณอย่าทำร้ายอิศร์...ฉันจะยอม”

“คุณยอม...ยอมไปอยู่กับผมเพื่อมัน คุณรักผมบ้างไหมอริส”

“ฉันจะบอก แต่คุณต้องปล่อยอิศร์ก่อน”

ไอศูรย์รู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้ราบคาบ หมดสิ้นทุกอย่าง พูดอย่างช้ำใจว่า

“ผมรู้...คุณเกลียดผม แต่คุณก็พร้อมที่จะฝืนใจอยู่กับผู้ชายที่คุณเกลียด เพียงเพื่อที่จะให้มันปลอดภัย ผมรู้แล้วว่าผมสู้มันไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะทำยังไงผมก็สู้มันไม่ได้ คุณเอามันคืนไปเถอะ ผมยอมแพ้แล้ว ในเมื่อผมไม่มีวันได้หัวใจคุณไปด้วย ผมก็จะไป...ไปตามทางของผมคนเดียว”

พูดขาดคำ ไอศูรย์ระเบิดหัวตัวเองด้วยปืนในมืออย่างรวดเร็วโดยที่ใครก็ห้ามไม่ทัน จบชีวิตหนีความผิดไปอย่างสยดสยอง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของทุกคนที่ตกใจคาดไม่ถึง!
ด้านอำพลที่ถูกทิตาแทงแต่ไม่ตาย เขาสำนึกผิดขอโทษอำนวยที่ไอศูรย์ฆ่าธำรง ก่อนจะฝากฝังให้ดูแลลูกและภรรยาของตน เพราะตนต้องไปรับโทษทัณฑ์คดีวางแผนฆ่าอิศร์หลายครั้งหลายหน ฝ่ายอนุภัทรที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บก็มีมายาวีเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด และสุดท้ายสองคนก็ลงเอยกันได้ด้วยดี ไม่ต้องเป็นคู่หมั้นปลอมๆอีกต่อไป

เมื่อคู่ของเพื่อนรักสมหวัง อิศร์ก็อยากมีวันดีๆแบบนั้นบ้าง จึงวางแผนยกขบวนขันหมากไปสู่ขอแพรพลอยในเช้าตรู่วันหนึ่ง โดยมีอำนวยและเรณูเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายชาย แต่กลายเป็นว่าต้องผิดหวังถูกสาวเจ้าปฏิเสธ ด้วยเหตุผลเห็นแก่อริสราที่รักอิศร์มาก

สองคนเจรจากันในบ้านตามลำพังโดยไม่รู้ว่าอริสราแอบฟังอยู่เงียบๆ

“คุณอริสเธอตัวคนเดียว แล้วก็กำลังจะมีลูก ถ้าคุณปุบปับตัดสินใจแต่งงานกับฉัน คุณคิดบ้างหรือเปล่าว่าเธอจะรู้สึกยังไง เธอเสียสามีไปคนนึงแล้ว ถ้าเธอต้องเสียคุณ...”

“คุณแพร คุณคิดมากไปแล้วนะ”

“ฉันต้องคิดมากค่ะ เพราะฉันเป็นคนใช้ชีวิตแบบยึดหลักเหตุผล ฉันไม่ได้ทำอะไรไปตามอารมณ์หรือความคึกคะนอง คุณพาขบวนของคุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ ให้เวลาฉันคิดมากกว่านี้ แล้วก็ให้เวลาตัวคุณเองด้วย บางทีเมื่อหน้าที่ใหม่ของคุณเริ่มต้น คุณอาจจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นก็ได้ว่าคุณต้องการอะไรและใครกันแน่”

อิศร์จนด้วยเหตุผล เดินคอตกออกมายังขบวนขันหมาก โดยไม่เห็นอริสราเดินเข้าไปหาแพรพลอย

“คุณแพร...ฉันได้ยินทุกอย่างหมดแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่คิดถึงความรู้สึกของฉัน แต่เรื่องของฉันกับอิศร์มันคงไม่มีทางจะเริ่มต้นได้หรอกค่ะ ที่จริงฉันควรจะยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้มานานแล้ว แต่ฉันก็ปฏิเสธมันมาตลอด จนกระทั่งเมื่อคุณทั้งสองคนตามไปช่วยเหลือฉัน คุณอาสาจะเป็นตัวประกันของไอศูรย์แทนฉัน ในวินาทีที่คุณสองคนพยายามปกป้องกันและกันจากไอศูรย์ มันทำให้ละอายใจ แล้วก็เพิ่งสำนึกในตอนนั้นว่าฉันควรจะยอมแพ้ เช่นเดียวกับที่ไอศูรย์ยอมแพ้...วันนี้ฉันกำลังจะมีลูกกับไอศูรย์อีกครั้ง และอิศร์ก็จะเป็นได้เพียงอาของแกเท่านั้น ฉันอยากให้ลูกมีพ่อเพียงคนเดียว แม้เขาสองคนจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก คุณไม่ต้องห่วงความรู้สึกฉันหรอกค่ะ ทำตามใจที่คุณต้องการดีกว่า”

“แต่แพรคิดว่า...”

“คุณแพรคะ ถ้าคุณรักอิศร์ก็อย่าทำให้เขาต้องเสียใจเลยนะคะ อิศร์เป็นคนดีเกินกว่าที่จะต้องมาผิดหวังซ้ำซากเพราะผู้หญิงที่เขารัก ให้ฉันเป็นคนสุดท้ายที่ทำร้ายเขาเถอะค่ะ”

แพรพลอยยอมจำนนในที่สุด เธอออกมาถามอิศร์ที่กำลังเตรียมตัวยกขบวนกลับบ้านว่า ฤกษ์กี่โมง ยังทันหรือเปล่า อิศร์ยิ้มร่าตอบรับว่าทันแน่นอน ดังนั้นพิธีหมั้นจึงเริ่มขึ้นด้วยความยินดีของทุกคน

เสร็จพิธี...อิศร์จูงมือแพรพลอยออกมาหวานกันสองคน ฝ่ายชายพูดถึงแหวนที่สวมนิ้วให้เธอว่าเคยคะยั้นคะยอให้ลองใส่แล้วเกือบจะถอดไม่ออก ก็เลยคิดว่ามันคงอยากมาอยู่กับเธอตั้งแต่ตอนนั้น

“ฉันจำได้ค่ะ แล้วฉันก็รู้มาตั้งนานแล้วว่าคุณซื้อมา”

“อ้าว...รู้ได้ไง”

“คุณเอาติดตัวไปตอนที่ถูกมิสเตอร์ลีจับไปซ้อม”

“โธ่...อย่างนี้ก็ไม่เซอร์ไพรส์น่ะสิ”

“แค่นี้ยังเซอร์ไพรส์ไม่พออีกหรือไงคะ”

“เตรียมใจไว้ได้เลยนะคุณแพร แต่งงานกับผมไปคุณต้องเซอร์ไพรส์บ่อยแน่ เพราะผมชอบเรื่องตื่นเต้น”

“คงไม่มีอะไรตื่นเต้นมากเท่าที่ผ่านมาแล้วมั้งคะ ชีวิตคุณคงจะสงบสุขเสียที”

พูดไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงดังปังติดกันหลายครั้งเหมือนเสียงปืน แพรพลอยรีบปกป้องอิศร์ด้วยสัญชาตญาณบอดี้การ์ด เธอชักปืนออกมาจากชุดไทยที่สวมใส่ ทำเอาอิศร์ถึงกับทึ่งจัด แล้วเสียงนั้นก็เป็นเพียงประทัดที่เปี๊ยกกับเพื่อนๆจุดเล่นกัน

“โอ้โห...นี่ขนาดชุดแบบนี้คุณยังเหน็บปืนได้อีก เหรอ” ว่าแล้วอิศร์ดึงปืนมาเก็บ “ต่อไปนี้คุณไม่ต้องใช้แล้วนะผมขอปลดคุณจากตำแหน่งบอดี้การ์ดให้เป็นแค่ภรรยานายอิศร์ เดชโชดม มีหน้าที่คุ้มครองหัวใจของผมคนเดียวเท่านั้น”

แพรพลอยยิ้มเขินก่อนพยักหน้ายินยอม อิศร์มีความสุขสุดๆ บรรจงจุมพิตเธออย่างนุ่มนวล ดูดดื่ม...

ooooooo

–อวสาน–

ตอนที่ 14

อิศร์บุกเข้ามาในห้องพักแพรพลอยและเกิดมีปากเสียงกันเพราะเห็นเธอดูข่าวการตายของสุนทรในทีวี ด้วยเข้าใจว่าเป็นฝีมือของเธอที่ต้องการฆ่าเขาตามคำสั่งมิสเตอร์ลี แต่สุนทรต้องมารับเคราะห์แทน

แพรพลอยโกรธแต่ไม่อยากตอบโต้อะไร ได้แต่ไล่อิศร์ออกจากห้องแต่เขาไม่ยอม แถมยังหยิบปืนมาท้าให้เธอยิงเขาจะได้ตายสมใจเสียที ไม่ต้องเสียเวลาวางแผนอีก แล้วก็ไม่ต้องทำให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เดือดร้อนไปด้วย

“มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้วนะคุณอิศร์ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรที่คุณพูด เรื่องสุนทรถูกยิงก็ไม่เกี่ยวกับฉัน”

“อย่ามาแก้ตัวดีกว่า ผมรู้แล้วว่ามิสเตอร์ลีจ้างคุณมาเพื่อให้จัดการผม ที่สุนทรต้องโดนเก็บไปด้วยก็เพราะเขารู้ความลับนี้”

“เพ้อเจ้อใหญ่แล้วคุณอิศร์ ออกไปนะ”

“ผมมาให้คุณฆ่า เพราะหัวใจผมมันตายไปแล้วหลังจากที่คุณไปจากผม ถ้าคุณต้องการจะทำให้ผมตายไปด้วย ผมก็จะไม่ขัดขืน ขออย่างเดียวให้คุณเป็นคนลงมือ ไม่ใช่ลูกน้องของคุณ เอาสิ ยิงผมเลย...หรือคุณกลัวว่ามันจะไม่แนบเนียน งั้นผมช่วยคิดให้ คุณเอาไปบอกใครๆก็ได้ว่าผมจะมาปล้ำคุณ คุณก็เลยต้องป้องกันตัว ดีไหมล่ะ หรือต้องให้ผมแสดงไปตามบทด้วย คุณถึงจะอิน”

อิศร์บ้าดีเดือดโถมตัวเข้ากอดจูบซุกไซ้แพรพลอย แต่เธอดิ้นขัดขืนจนมือปัดปืนตกลงพื้นลั่นเปรี้ยง โชคดีที่ไม่โดนใคร แต่อิศร์ก็ชะงักและได้สติ รู้สึกเสียใจเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ

“คุณกลับไปได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจเรียก รปภ.มาลากคุณไปโรงพัก คุณคงไม่อยากให้บริษัทคุณต้องเสียชื่อหรอกนะ”

“ทำไมคุณไม่ทำ ทำไมคุณไม่ฆ่าผม”

“คนอย่างคุณ ฆ่าไปก็ตายเปล่า ออกไป!”

อิศร์ถูกเธอผลักออกจากห้องแล้วปิดประตูใส่หน้าดังปัง...ต่างคนต่างเศร้าสะเทือนใจ

รุ่งขึ้น อำพลกับไอริณตกใจหลังทราบข่าวสุนทร ต่างจากไอศูรย์ที่ดูนิ่งไม่สนใจ นี่เองทำให้อำพลสงสัยลากตัวลูกชายมาคาดคั้นจนได้ความจริง

“แล้วทำไมไม่เล่าให้ฉันฟังว่าสุนทรมันโดนลูกหลงไปด้วย”

“ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่สำคัญ”

“มันเป็นลูกน้องเก่าของฉัน เป็นคนที่ฉันไว้ใจที่สุด ทำไมมันจะไม่สำคัญ”

“ก็แค่หมารับใช้ตัวหนึ่ง”

“ไอศูรย์...แกต้องหัดเห็นคุณค่าของคนอื่นบ้าง ที่เรามาถึงวันนี้ได้ก็เพราะมีคนอย่างสุนทรคอยเป็นมือเป็นเท้าให้”

“เอาเถอะ คุณพ่อจะยกย่องมันยังไงก็เรื่องของคุณพ่อแล้วกันครับ เผอิญผมไม่ซาบซึ้งด้วย คุณพ่ออย่าลืมนะว่าไอ้สุนทรมันทำอะไรกับผมเอาไว้”

ไอศูรย์กระแทกเสียงแล้วผละไป ทิ้งอำพลยืนหน้าเคร่งอย่างหนักใจ ส่วนอริสราเพิ่งทราบข่าวสุนทร และพอค่ำนั้นไปร่วมงานศพพร้อมครอบครัวอำพลแล้วรู้ว่ากรองทองโดนรถชนอาการสาหัสก็ตกใจยิ่งกว่า เพราะก่อนหน้านี้เธอหวังว่าจะขอความร่วมมือกรองทองเพื่อหย่ากับไอศูรย์

แพรพลอยตั้งใจมาเคารพศพสุนทรแต่เจออิศร์หน้าศาลา ทั้งคู่มีปากเสียงกันอีกก่อนที่อำพลจะออกมาขัดจังหวะและอนุญาตให้แพรพลอยเข้าไปได้ แต่อิศร์ก็ยังตามประกบและพูดจากระแนะกระแหนเธออีกจนได้

“คุณคงกินไม่ได้นอนไม่หลับสินะ ถึงต้องมาไหว้ขออโหสิคนตาย”

“ฉันขออโหสิเขาในสิ่งที่ฉันเคยทำ แต่ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด ฉันไม่ได้ทำอะไรเขา ถ้าคุณคิดว่าฉันโกหก คุณก็แจ้งตำรวจจับฉันสิ”

“คุณก็รู้ว่าผมทำไม่ได้ ผมไม่โหดเหี้ยมพอที่จะทำร้ายคุณ ไม่เหมือนที่คุณทำกับผม”

แพรพลอยมองอิศร์อย่างน้อยใจ รำพึงออกมาแผ่วเบาว่าสักวันหนึ่งเขาจะเข้าใจ...แล้วลุกหนีไปดื้อๆ อิศร์มองตามอย่างทั้งรักทั้งแค้น ไอริณจับตามองอยู่เหมือนกัน เดินมาบ่นกับอิศร์ว่า

“แพรพลอยนี่ยังไงนะ ออกไปอยู่กับศัตรูแล้วก็ยังกลับมาวุ่นวายกับเราอยู่ได้ ผู้หญิงคนนี้ต้องการอะไร”

“พี่จะให้คนคอยดูไว้ไม่ให้เขากลับมาอีก เพราะไม่รู้ว่ามิสเตอร์ลีส่งมาสอดแนมอะไรหรือเปล่า”

“ดีค่ะ ตอนนี้ไว้ใจใครไม่ได้จริงๆ พี่อิศร์ก็ระวังตัวนะคะ”

อิศร์พยักหน้า พลันโทรศัพท์ดังขึ้น เขากดรับแล้วบอกไอริณว่ามีเรื่องด่วนต้องรีบไป ไอศูรย์สังเกตอยู่ตลอด แอบยิ้มชั่วร้ายเพราะรู้ว่าทิตากำลังรอเล่นงานอิศร์อยู่

ทิตาในชุดคล้ายแพรพลอยขับมอเตอร์ไซค์ตามอิศร์ไป เธอจงใจทำให้เขารู้ตัวและเข้าใจว่าเป็นแพรพลอย ซึ่งก็สมใจเพราะอิศร์คิดอย่างนั้นจริงๆ แต่เพราะต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อดูอาการกรองทองที่ได้รับแจ้งว่ารู้สึกตัวแล้ว เขาจึงเร่งเครื่องขึ้นอีกโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นแผนของไอศูรย์นั่นเอง

ทิตาและลูกน้องลงมือกับอิศร์อย่างใจเย็นด้วยการตามประกบแล้วยิงล้อยางจนรถของเขาเสียหลักไถลลงไหล่ทางที่เต็มไปด้วยน้ำมัน จากนั้นเธอจุดไฟแช็กขว้างเข้าใส่รถจนไฟลุกพรึบก่อนจะระเบิดตูม แล้วยืนมองผลงานตัวเองอย่างสาสมใจ โดยไม่รู้ว่าอิศร์กระโดดออกจากรถได้อย่างฉิวเฉียด

แพรพลอยทราบข่าวกลางดึก เธอตกใจมากรีบติดต่อมายาวีกับอนุภัทรแล้วพากันไปยังที่เกิดเหตุ ช่วยกันค้นหาศพอิศร์แต่ไม่พบ แพรพลอยเสียใจอย่างสุดซึ้ง สติแตกตีอกชกตัวทั้งน้ำตาเพราะเข้าใจว่าอิศร์ตายแล้ว อริสราก็เป็นอีกคนที่รับไม่ได้ เธอกรีดร้องจนเป็นลม...แต่คนที่สมใจคือไอศูรย์ เขายินดีที่กำจัดอิศร์ได้เสียที ถึงกับชวนอำพลดื่มไวน์ฉลอง ไอริณมารู้เห็นโดยบังเอิญ ยืนตะลึงครู่หนึ่งก่อนจะพรวดพราดเข้ามาคาดคั้นพี่ชายจนกลายเป็นทะเลาะกันเอ็ดอึง

“พี่ศูรย์...พี่คิดอะไรของพี่ นี่มันฆ่าคนตายนะพี่มันผิดกฎหมาย”

“แล้วแกจะไปบอกใครทำไม แกก็รู้ว่าฉันกับมันเป็นศัตรูกัน ไม่มีมันสักคนหนึ่งอริสจะได้เลิกคิดทิ้งฉัน แล้วสมบัติมันก็ต้องตกเป็นของเรา”

“แสดงว่าคุณพ่อก็รู้เห็นเป็นใจด้วยงั้นเหรอคะ”

อำพลหน้าซีดละอายใจ ไม่กล้ายอมรับ แต่ไอริณยิ่งเดาออก

“คุณพ่อ...ริณยอมหุบปากเงียบตอนที่รู้ว่าคุณพ่อกับพี่ศูรย์เล่นไม่ซื่อแอบยักยอกเงินบริษัท แต่นี่คุณพ่อกับพี่ศูรย์ร่วมมือกันฆ่าพี่อิศร์ เขาเป็นพี่ชายคนหนึ่งของริณเหมือนกันนะคะ”

“มันไม่ใช่ลูกพ่อแม่เดียวกับเรา มันไม่ใช่พี่น้องฉัน”

“พี่ศูรย์...พี่นี่มันอสูรชัดๆ”

ไอศูรย์โกรธจัดตบหน้าน้องสาวดังฉาดโดยที่อำพลก็ห้ามไม่ทัน

“แกจำไว้...ฉันคือพี่ชายของแก ไม่ใช่ไอ้ลูกกำพร้าที่คุณปู่เลี้ยงมาอย่างลำเอียงนั่น แกต้องเคารพฉัน หรือแกคิดจะปากโป้ง...ฮึ” ไอศูรย์เงื้อมืออีกแต่อำพลเข้าขัดขวาง สั่งเฉียบว่าห้ามทำอะไรน้อง

ไอริณมองทั้งคู่อย่างผิดหวังเสียใจ วิ่งน้ำตานองหน้าขึ้นห้องนอนร้องไห้ตัวโยน สักครู่อำพลตามเข้ามา

“คุณพ่อ...บอกริณสิคะว่าคุณพ่อไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับพี่ศูรย์ คุณพ่อไม่ได้รู้เรื่องนี้”

อำพลก้มหน้านิ่งพูดไม่ออก เท่ากับยอมรับโดยดุษณี ทำให้ไอริณยิ่งเสียใจ

“แสดงว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพี่อิศร์ มีคุณพ่อกับพี่ศูรย์อยู่เบื้องหลังมาตลอด”

“พ่อทำเพื่อทุกคนนะ คุณปู่ของริณไม่ยุติธรรม”

“แล้วพี่อิศร์จำเป็นต้องรับเคราะห์ด้วยเหรอคะ มันไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง หุ้นบริษัทเขาก็ยกให้เราตั้งเยอะ”

“แต่มันก็ยังมีอำนาจบริหารอยู่  ถ้ามันได้เป็นใหญ่  เดชโชดมกรุ๊ปอาจจะไปไม่รอด  เพราะมันยังขาดประสบการณ์  พ่อยอมให้บริษัทที่พ่อดูแลมาพังลงไม่ได้”

“ริณเชื่อว่าคุณพ่อมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้  แต่คุณพ่อไม่ทำ  คุณพ่อปล่อยให้พี่ศูรย์เอาความหึงหวงมาครอบงำ  เพราะถ้า พี่ศูรย์กำจัดพี่อิศร์ได้ คุณพ่อก็จะพลอยได้ผลประโยชน์ ไปด้วย คุณพ่อรู้สึกผิดบาปน้อยลงไหมล่ะคะ  ที่ปล่อยให้ ลูกชายฆ่าหลานชายตัวเอง”

ไอริณจ้องหน้าพ่อแล้วร้องไห้  อำพลถูกแทงใจดำ  ค่อยๆหันหลังกลับลงมาข้างล่าง  เจอไอศูรย์กำลังมึนไวน์  และตั้งคำถามชวนโมโห

“เป็นยังไงครับคุณพ่อ  นังน้องไม่รักดี มันยังจะปากโป้ง หรือเปล่า ผมจะได้เก็บมันอีกคน”

“แกอย่าพูดบ้าๆนะไอศูรย์”

“พูดเล่นน่า” ไอศูรย์ย้ิมกรึ่ม  อำพลส่ายหน้าเหนื่อยใจ จะเดินออกไปแต่ต้องชะงักกับคำพูดประโยคต่อไปของลูกชาย  “ไม่มาฉลองหน่อยเหรอครับคุณพ่อ  เนื่องในโอกาสที่ศัตรู ของผมมันหายไปจากโลกพร้อมกันตั้งสามคน”

ไอศูรย์ดื่มหมดแก้วแล้วหัวเราะครื้นเครง  อำพล สังหรณ์ใจเดินออกมาสำรวจรถไอศูรยที่คลุมผ้าไว้  เห็น รอยบุบแล้วตัวชาวาบอย่างไม่คาดคิด

“พ่อไม่ควรออกมาหาคำตอบด้วยตัวเองเลย  ถาม ผมก็หมดเรื่อง” 

อำพลหันขวับมองลูกชาย “แก... แกขับรถชนกรองทอง”

“ผมกะชนมันทั้งพ่อทั้งลูก  แต่ไอ้สุนทรรอดไปได้  แต่มันก็หนีไม่พ้นลูกปืน  สะใจชะมัดที่เห็นสีหน้าจนตรอก ของมัน”

“นี่แกเป็นคนฆ่าสุนทรเองเหรอ”

“สามนัดระยะเผาขน...แบบนี้”  ไอศูรย์ทำท่ายิงให้ ดูอย่างสะใจ อำพลแทบล้มทั้งยืน หลงคิดว่าลูกชายแค่สั่งการ แต่กลายเป็นว่าลงมือด้วยตัวเอง

“แกทำได้ยังไง  สุนทรมันเป็นลูกน้องที่ดีที่สุด ของฉัน  กรองทองมันก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย”

“มันสองพ่อลูกกุมความลับของผมไว้ แถมนัง กรองทองมันอาจจะทำให้อริสเอาไปอ้างฟ้องหย่าผมได้  ผมก็ต้องปิดปากมัน”  ไอศูรย์ยิ้มเหี้ยมเกรียม  อำพลเครียดจัด  ไม่นึกว่าลูกชายจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้...

วันเดียวกัน  อนุภัทรรีบร้อนไปพบหมอหลังได้รับ การติดต่อจากโรงพยาบาลที่อิศร์รักษาตัวอยู่  หมอบอกว่า อาการโดยรวมปกติดี เขาโชคดีมากที่ดีดตัวเองออก จากรถได้ทันเวลา  แถมยังตกลงในพุ่มไม้พอดี  เลยมีแค่ รอยบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆ  ไม่มีบาดแผลไฟไหม้  อีกไม่กี่ ชั่วโมงก็จะรู้สึกตัว

“แต่ผมคงต้องรบกวนให้โรงพยาบาลปิดเรื่องของอิศร์ไว้ก่อนนะครับ  เพี่อความปลอดภัยของเขา”

หมอพยักหน้าเข้าใจ...แต่ในขณะเดียวกัน  ไอริณ ที่เข้าใจว่าอิศร์ตายแล้วด้วยแผนการของไอศูรย์  เธอรู้สึกผิด แต่ไม่กล้าพูดเรื่องนี้กับใคร  ส่ิงเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือ ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา  ส่วนอริสราถึงแม้ไม่ปักใจ เชื่อแต่ก็อดเศร้าโศกเสียใจไม่ได้  ส่วนแพรพลอยเพ่ิงถูก ตำรวจจับกุมในข้อหาฆาตกรรมอิศร์  เพราะพยานเห็นเธอ ไปที่งานศพสุนทรแล้วโต้เถียงกับอิศร์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

ทนายของมายาวีพยายามยื่นประกันตัวแต่ตำรวจไม่ยอม  เพราะคดีนี้เป็นคดีใหญ่  และตอนนี้ก็กำลังออกหมาย จับมิสเตอร์ลีเหมือนกัน  เมื่อไอศูรย์ทราบเรื่องก็ได้ทีโยน ความผิดให้แพรพลอยเต็มๆ

“ตอนนี้ตำรวจจับตัวแพรพลอยไปแล้วเพราะสงสัย ว่าจะรับคำสั่งจากมิสเตอร์ลีมาเก็บนายอิศร์”

“หนูแพรน่ะเหรอ จะเป็นไปได้ยังไงกัน”

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ครับอา  ก็ไอ้มิสเตอร์ลีต้อง การฆ่าอิศร์  มันถึงดึงแพรพลอยไปเพื่อวางแผนเข้าถึง ตัวอิศร์ไงล่ะ”

อำนวยน่ิงไป  ไอริณสะบัดหน้าพรืดอย่างไม่เชื่อ  ขณะที่อริสราท้วงขึ้นว่าอิศร์ตายจริงหรือเปล่าเรายังไม่รู้

“จนป่านนี้คุณยังจะละเมอเพ้อพกว่ามันยังมีชีวิต อยู่อีกเหรออริส  ตี่นได้แล้ว  ชีวิตเราทุกคนในบ้านนี้ต้อง ดำเนินต่อไป ไม่ใช่เวลามาเศร้าโศก”

ไอริณทนฟังไม่ไหวลุกพรวด  แล้วตอบประชดพี่ชาย ที่อยากรู้ว่าจะรีบไปไหน “ก็ไปดำเนินชีวิตต่อไงล่ะคะเดี๋ยว ชีวิตริณจะกลับสู่สภาพปกติไม่เร็วทันใจพี่”

ไอศูรย์ไม่พอใจจะเล่นงานไอริณโทษฐานอวดดี  แต่ต้องชะงักเพราะอำพลตวาดปราม ได้แต่มองตามน้องสาว เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ...ป้าดวงเหนื่อยใจ   ถามความเห็น เรื่องงานศพอิศร์จะทำยังไง  พออำนวยหยิบยกคำพูดอำพล ที่ว่าตำรวจยังไม่เจอศพอิศร์มาแย้ง ไอศูรย์ถึงกับแสดง ท่าทีฉุนเฉียว

“ก็ผมบอกแล้วไงว่ามันตายไปแล้ว มันอาจจะถูก ระเบิดชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนหาไม่เจอก็ได้”

“ทำไมคุณถึงแน่ใจขนาดนั้น” 

อริสราโพล่งขึ้นมาจนไอศูรย์อึ้ง  อำพลเห็นท่าไม่ดี รีบตัดบทบอกป้าดวงให้รอไปสักหน่อย  อีกสองวันตำรวจ คงยืนยันได้...ไอศูรย์หงุดหงิดที่ทุกคนยังไม่เชื่อว่าอิศร์ตาย แล้ว  เห็นอริสราขึ้นมาบนห้องร่ำไห้อาลัยอิศร์ก็ย่ิงโมโห

“คุณยังเล่นบทโศกไม่เลิกอีกเหรอ  ผมอยากจะ รู้จริงๆว่าผัวตัวเองตายบ้าง คุณจะเสียใจเท่านี้ไหม”

“ถ้าอยากรู้คุณตายซะทีสิ”

ไอศูรย์เจ็บจี๊ดกระชากแขนภรรยาอย่างแรง  “คุณรู้ ตัวหรือเปล่าว่าตอนนี้คุณไม่ได้อยู่ในฐานะที่เป็นต่อผมอีก แล้ว  เพราะตอนนี้ไอ้อิศร์มันก็ไม่อยู่แล้ว  คุณไม่มีเหตุผล ต้องทิ้งผมไปอีกแล้ว”

“คุณคิดว่าอิศร์เป็นเหตุผลเดียวที่ฉันจะทิ้งคุณงั้น เหรอ คุณนี่มันโง่สิ้นดี ฉันอยากไปจากคุณก็เพราะว่าฉัน ไม่ได้รักคุณ ต่อให้ไม่มีอิศร์ ฉันก็ไม่อยากอยู่กับคุณ”

“แต่คุณต้องอยู่  คุณจะไปไหนได้  พ่อ ญาติพี่น้อง คุณก็ไม่มี  จะมีผู้ชายซักกี่คนที่มันอยากได้แม่ม่ายที่เหลือ แต่ตัว คุณเป็นเมียผมแล้วก็ต้องเป็นตลอดไปชั่วชีวิต”

อริสราเจ็บใจ  ตบตีไอศูรย์แต่ถูกเขารวบตัวเข้ามา กอดปล้ำย่ำยีโดยที่เธอไม่เต็มใจ    

ooooooo

อิศร์ฟื้นในวันถัดมา  เขาเล่าเหตุการณ์เฉียดตายให้ อนุภัทรฟังพร้อมกับระบุว่าคนร้ายคือแพรพลอย แต่อนุภัทร ไม่เชื่อเพราะมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าแพรพลอยไม่มีทาง ทำร้ายอิศร์

“ใช่ค่ะ  เพราะคนที่ทำร้ายคุณอิศร์อยู่ใกล้ตัวมากกว่า นั้น”  กรองทองปรากฏตัวในชุดคนไข้  เธอเล่าความจริง ทั้งหมดที่อำพลกับไอศูรย์วางแผนฆ่าอิศร์มาตลอด “พวก เขาอยากได้สมบัติของคุณอิศร์  แล้วคุณไอศูรย์ก็กลัวคุณ อริสจะทิ้งเขาไป  พ่อรู้เห็นทุกอย่าง  ตอนนี้พ่อถึงรับกรรม อย่างสาสม กรองทองเองก็ต้องรับผิดชอบที่ปกปิด เรื่องนี้เอาไว้”

อย่างนี้นี่เอง  คุณแพรถึงบอกว่ามิสเตอร์ลีไม่น่า จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

“คุณแพรบอกแกเหรอ” 

“ใช่...นี่แหละคือเหตุผลที่คุณแพรทิ้งแกไปทำงานที่นั่น  เธอต้องการสืบว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังแผนการฆ่าแก  คุณแพรสืบมาตลอดจนล่าสุดที่คุยกับฉัน  เธอบอกว่านักฆ่า หญิงที่ตามฆ่าแกแอบพบกับนายสมชายบอดี้การ์ดคนใหม่ของแกที่พี่ชายกับลุงส่งมาอารักขา ทั้งหมดมันวนกลับมา เจอกันอย่างนี้เอง”

ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วอิศร์ถึงกับอึ้งงัน...เสียงโทรศัพท์อนุภัทรดัง  เห็นชื่อโชว์ว่ามายาวีก็แตกตื่น  เร่งสองคนตรง หน้าให้หลบไปก่อนเพราะยังต้องปิดเรื่องอิศร์เป็นความลับ  แต่พออิศร์แอบได้ยินมายาวีเข้ามาส่งข่าวอนุภัทรว่าแพรพลอย ถูกตำรวจจับ  ก็ปรากฏตัวออกมาด้วยความตกใจ

มายาวีงอนที่พวกเขาจงใจปิดบัง  แต่เดี๋ยวเดียวก็ ใจอ่อน  ยอมรับฟังเหตุผลที่ว่าอนุภัทรยังไม่อยากให้เรื่อง แพร่งพรายออกไปเพื่อความปลอดภัยของอิศร์กับกรองทอง

“ตอนนี้คดีของแกถูกโอนไปที่หน่วยฉันแล้วล่ะ  เพราะเป็นคดีใหญ่  พรุ่งนี้ตำรวจจะส่งตัวคุณแพรไปให้ เจ้าหน้าที่สอบสวน”

กรองทองขอร้องผู้กองให้ช่วยแพรพลอยเพราะเธอ ไม่เกี่ยวกับคดีนี้  แต่อนุภัทรแบ่งรับแบ่งสู้ว่าตนคงทำอะไร ไม่ได้มากเพราะรู้จักกัน  มันผิดวินัย  อิศร์เลยพูดโพล่งว่า ตนจะไปปรากฏตัวเพื่อล้างผิดให้แพรพลอย

“ไม่ได้นะ  ถ้าแกโผล่ไปตอนนี้นายไอศูรย์มันรู้ว่า แกยังไม่ตาย แกก็โดนตามล่าอีกแน่”

“ฉันไม่สน  ฉันต้องปกป้องคุณแพรบ้าง”

“อย่าเพิ่งวู่วามน่าอิศร์ ถ้าคุณแพรบริสุทธิ์ซะอย่าง ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้หรอก  หน้าที่ของแกตอนนี้คือระวัง ตัวเองให้ปลอดภัย  เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณแพรพยายาม ทำเพื่อแกมาตลอด”

คำพูดของอนุภัทรทำให้อิศร์นิ่งไปอย่างได้คิด หลังจากนั้นเขายอมไปซ่อนตัวที่บ้านของพ่อมายาวีแถวชานเมืองพร้อมด้วยกรองทอง แต่ยังไม่วายบ่นอุบว่าไม่อยากนั่งจับเจ่าอยู่อย่างนี้ทั้งที่แพรพลอยกำลังเดือดร้อน

“ฉันอยากเจอคุณแพร ฉันคิดถึง เป็นห่วง อยากขอโทษด้วย”

“อยากหลายอย่างไปแล้ว เก็บไว้ก่อน” มายาวีตัดบทจนอิศร์หน้ามุ่ย แต่อีกครู่ค่อยยิ้มออกเมื่ออนุภัทรบอกว่า “เอางี้...ถ้าแกอยากเจอจริงๆฉันจะให้แกไปเจอ แต่แกต้องระวังตัวอย่าให้ใครเห็นว่าเป็นแกเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้ว่าพวกนายไอศูรย์จับตามองอยู่หรือเปล่า อย่าลืมว่าพวกเรายังไม่เจอศพแก”

ooooooo

ทิตาทวงเงินค่าจ้างจากไอศูรย์เพราะมั่นใจว่าอิศร์ตายแล้ว ไอศูรย์เองก็เชื่ออย่างนั้นแต่ยังเล่นแง่ไม่ยอมจ่ายให้ทั้งหมดเพราะงานยังไม่เสร็จ

“ตอนนี้คดีไอ้อิศร์มันกลายเป็นคดีใหญ่ไปแล้ว จะต้องมีการสอบสวนอย่างหนักแน่ ถ้าตำรวจเจอพิรุธแพรพลอยมันอาจจะหลุด แล้วทุกอย่างมันก็จะย้อนมาหาฉัน พรุ่งนี้จะมีการนำส่งตัวแพรพลอยไปหน่วยสืบสวน เธอต้องตามไปปิดปากมันในฐานะคนของมิสเตอร์ลี”

ทิตาพูดไม่ออก จำต้องดำเนินการตามคำสั่งไอศูรย์อีกครั้งโดยมีสมชายร่วมทีมในครั้งนี้ แต่กระนั้นงานก็ไม่สำเร็จอยู่ดี เพราะอิศร์พรางตัวมาช่วยแพรพลอยได้ทันท่วงที เมื่อไอศูรย์ทราบเรื่องก็หัวเสียหนัก เรียกทิตากับสมชายมาพบที่บ้านแล้วเอะอะโวยวายด่าทอก่อนจะสั่งการให้ไปตามล่าเอาศพแพรพลอยมาให้ได้ ถ้าไม่สำเร็จก็อย่าหวังว่าจะได้เงินค้าจ้างส่วนที่เหลือ

หลังจากทิตาและสมชายกลับไปแล้ว อำพลเรียกไอศูรย์ต่อว่า “นี่แกถึงขั้นพามันเข้ามาในบ้านเลยเหรอ ประเจิดประเจ้อเกินไปแล้วนะ”

“ใครมันจะมาทำอะไรล่ะครับคุณพ่อ นี่มันบ้านเราเองแท้ๆ”

“แต่ถึงยังไงมันก็ไม่ควร...พางูเห่าเข้าบ้านสักวันมันจะแว้งกัดเอา”

“ไอ้งูเห่าพวกนี้ผมเลี้ยงไว้ฉกศัตรู มันหมดประโยชน์เมื่อไรก็จะเด็ดหัวมันทิ้งให้หมด” ไอศูรย์ยิ้มเหี้ยมแล้วเดินออกไป อำพลถอนใจหนักหน่วง รู้สึกควบคุมไอศูรย์ยากขึ้นทุกวัน

ด้านแพรพลอยที่เพิ่งเห็นชัดๆว่าคนที่ช่วยเหลือเธอจนรอดพ้นเงื้อมมือทิตากับสมชายมาได้แท้จริงเขาคืออิศร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าเขาอาจเสียชีวิตคาซากรถที่ระเบิดไปแล้ว...ด้วยความดีใจทำให้เธอกลั้นน้ำตาไม่อยู่และยอมให้เขาดึงตัวไปกอดด้วยความเต็มใจ พร้อมกับรำพึงรำพันขอโทษที่ปล่อยให้เขาเข้าใจผิดมาตลอด

“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ ผมมันวู่วามไม่ยอมใช้สติคิด”

“ใครเจอแบบคุณก็ต้องผิดหวังทั้งนั้น แล้วฉันก็ต้องการให้คุณผิดหวังในตัวฉันด้วยการตัดขาดกับฉัน ไม่งั้นแผนของฉันคงไม่สำเร็จ”

“แต่ผมว่าคุณก็ยังเล่นบทร้ายไม่แนบเนียน ผมถึงตัดคุณไม่ขาดสักที”

“เพราะคุณมันจอมตื๊อต่างหากล่ะ”

“แต่ผมก็ตื๊อสำเร็จ เมย์บอกว่าตอนที่รู้ว่าผมตาย คุณ ร้องไห้หนักมาก แทบจะยืนไม่อยู่ แถมยังกินไม่ได้นอนไม่หลับ”

“ไม่ใช่สักหน่อย”

“ไม่เอาน่าคุณแพร คุณปฏิเสธตอนนี้ก็สายไปแล้ว สายตาของคุณตอนที่เห็นผมมันโกหกไม่ได้หรอก ผมไม่อยากให้มีเรื่องอะไรมาทำให้เราสองคนเข้าใจผิดกันอีก เพราะถ้าเราไม่มีโอกาสเหมือนคราวนี้ เราคงจะเสียใจไปตลอดชีวิตนะครับ คุณแพรครับ สัญญาได้ไหมว่าเราจะไม่มีเรื่องอะไรปิดบังกันอีก”

“ค่ะ ต่อไปนี้เราจะไม่ปิดบังกันอีก ถ้าเราสองคนรอดกลับไปได้นะ”

ได้แน่นอน...อิศร์พาแพรพลอยไปที่บ้านชานเมืองและได้พูดคุยกับอนุภัทรกับมายาวี ทุกคนหารือกันอย่างเคร่งเครียดเพราะการที่อิศร์ทำแบบนี้อาจทำให้ตำรวจเข้าใจว่าแพรพลอยพยายามหนีคดี

“งั้นแพรจะไปมอบตัว”

“ไม่ได้นะคุณแพร ถ้ากลับไปตอนนี้แล้วพวกพี่ศูรย์รอเล่นงานอยู่ล่ะ พี่ศูรย์ทำถึงขนาดนี้ไม่มีทางถอยกลับง่ายๆ จนกว่าจะกำจัดเราทั้งคู่”

“แต่คุณแพรอยู่อย่างนี้ไม่ได้นะ” มายาวีท้วงขึ้น

“งั้นก็ให้ไอ้ภัทรหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์คุณแพรให้ได้ก่อนสิ ไม่มีใครเป็นพยานได้เลยหรือไงว่าพวกมันจงใจจะฆ่าคุณแพร ยังไงฉันก็ไม่ปล่อยให้คุณแพรไปเสี่ยง... ภัทร แกให้ฉันมาอยู่ที่นี่เพื่อความปลอดภัยของฉัน แล้ว ไม่นึกถึงความปลอดภัยของคุณแพรบ้างเหรอวะ”

อนุภัทรนิ่งงัน คิดไม่ออกว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี

ooooooo

เช้าวันใหม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นเดชโชดมกรุ๊ป ไอศูรย์ถือโอกาสนี้พูดเรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ โดยผู้ที่เหมาะสมคืออำพลพ่อของตน แม้ตำรวจยังไม่พบศพอิศร์แต่ก็ผ่านมาสี่วันแล้ว ผู้ถือหุ้นทุกคนจึงไม่มีใครคัดค้านหากอำพลจะดำรงตำแหน่งนี้

แทนที่อำพลจะยินดีปรีดา เขากลับนิ่งขรึมขณะอยู่ด้วยกันตามลำพังกับไอศูรย์ในห้องทำงาน

“ยินดีด้วยนะครับพ่อ กับตำแหน่งกรรมการใหญ่อย่างเป็นทางการ ผมพาพ่อมาส่งถึงเส้นชัยจนได้ อย่าลืมขึ้นเงินเดือนให้ผมล่ะ”

“แต่ระหว่างเส้นทางของแกมันแลกกับชีวิตคนมากี่คนแล้วล่ะศูรย์ พ่อชักไม่แน่ใจว่ามันคุ้ม”

“จะคิดมากทำไมล่ะครับ ใครตายก็ตายไปสิ แต่เรายังอยู่ซะอย่าง”

“ที่เรายังอยู่ตอนนี้ก็เพราะความจริงข้างนอกนั่นมันยังไม่ถูกขุดคุ้ย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่...”

“ไม่มีวันนั้นหรอกครับพ่อ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาขุดคุ้ย ความจริงจะต้องตายไปพร้อมกับนังแพรพลอย” ไอศูรย์เบรกพ่อด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดน่ากลัว

หลังจากนั้นไอศูรย์นัดพบทิตาอีกครั้ง วางแผน ให้เธอจับตัวอัมพามาเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้แพรพลอยปรากฏตัว แต่ทิตาปฏิเสธเสียงแข็งเพราะมีเหตุผลส่วน ตัว หน้าที่นี้จึงตกไปอยู่ที่สมชาย

เหตุผลของทิตาก็คืออัมพาเป็นผู้มีพระคุณ แม้ เธอจะเคยอยู่ในบ้านโอบไอรักไม่นาน  แต่อัมพาก็รักและดูแลเธออย่างดีไม่ต่างจากเด็กคนอื่นๆ ดังนั้นเธอจึงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้อัมพาต้องตกอยู่ในอันตราย

ทิตาตามไปขัดขวางการทำงานของสมชายและสามารถช่วยอัมพาเอาไว้ได้ แต่ไม่ยอมเผยตัว รีบหนีไปทั้งที่บาดเจ็บ เมื่อแพรพลอยทราบเรื่องนี้จากมายาวีก็ตกใจและเป็นห่วงอัมพา อยากจะไปหาแต่มายาวีไม่ยอม

“อย่าเพิ่งเลยนะคะ ตอนนี้คุณแพรยังถือเป็นผู้ ต้องหาอยู่ ถ้าเกิดมีคนพบเข้าหรือคนอื่นรู้ว่าคุณแพรไปที่มูลนิธิ คุณป้ากับทุกคนอาจจะเดือดร้อนไปด้วย”
“แต่แม่แพรกำลังตกอยู่ในอันตราย”

“ขอเมย์ปรึกษากับผู้กองภัทรก่อนนะคะว่าเราควรทำยังไงกันดี บางทีเมย์อาจจะส่งคนไปคุ้มกันที่มูลนิธิให้ได้ค่ะ”

แพรพลอยนิ่งไปอย่างจำยอม ขณะเดียวกันนั้นอนุภัทรกำลังพูดคุยกับไอริณที่ตั้งใจมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม อยากรู้ว่าโทษหนักหนาสาหัสแค่ไหน อนุภัทรฟังแล้วเอะใจว่าเธอหมายถึงใคร จึงซักไซ้จนอีกฝ่ายถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้นตันใจในความอำมหิตโหดเหี้ยมของพี่ชาย

มายาวีมาเห็นภาพอนุภัทรปลอบโยนไอริณอย่าง ใกล้ชิด ทำให้น้อยใจและเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ถอยกลับออกไปเงียบๆ

บ่ายวันเดียวกัน สมชายลงมือซ้ำอีกครั้ง  ดักจับ อัมพาขึ้นรถตู้มาคุมขังไว้ที่โกดังร้างแล้วส่งแฟกซ์รูปอัมพา ถูกมัดมือเท้าเข้าไปที่มูลนิธิ...กรณ์ตกใจมากรีบส่งข่าวอนุภัทรและแน่นอนว่าแพรพลอยกับอิศร์ก็ต้องรู้ ทุกคนหารือกันอยู่นานก่อนจะตามไปช่วยอัมพา แต่มีข้อแม้ว่าอิศร์ห้ามเผยตัวเพราะกลัวไอศูรย์จะรู้ว่าเขายังไม่ตาย

อิศร์ใส่หน้ากากพรางหน้าตาก่อนเข้าไปช่วยอัมพา โดยต่อสู้กับสมชายด้วยปืนและมือเปล่าอย่างคล่องแคล่ว มีลูกล่อลูกชนมากขึ้น ไม่อ่อนแอเหมือนแต่ก่อน ส่วน แพรพลอยสู้กับไอศูรย์อยู่อีกด้าน ไอศูรย์ใส่ไอ้โม่ง แต่ทิตาที่สะกดรอยตามมาก็รู้ทัน

ไอศูรย์ตั้งใจฆ่าแพรพลอยแต่ทิตาขัดขวางและ ไล่ล่ากันไป ก่อนที่ไอศูรย์จะยิงเฉี่ยวแขนทิตาแล้วหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย

หลังเหตุการณ์สงบลง พวกแพรพลอยพาอัมพามาที่บ้านชานเมือง กรณ์ตามมาสมทบทีหลังและร่วมรับฟังเรื่องกระต่ายหรือทิตาที่มีส่วนช่วยเหลืออัมพาให้ปลอดภัย แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

“แสดงว่าถ้าเรากล่อมให้ยายกระต่ายอะไรนี่มอบตัวได้ คุณแพรก็จะพ้นข้อหาใช่ไหม” มายาวีตั้งคำถาม

“ใช่...ถ้าเขายอมรับสารภาพแล้วก็เปิดเผยรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”

“แต่แพรไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมหรอกค่ะผู้กอง บางทีกระต่ายอาจจะทำไปเพราะต้องการช่วยแม่คนเดียว เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับแพร”

“ทำไมแพรถึงคิดอย่างนั้นล่ะลูก” อัมพาถามเสียงอ่อน

“เพราะเขารู้ว่าแพรเป็นใครตั้งแต่แรกค่ะ แต่เขาก็ยังพยายามจะฆ่าแพร”

ทุกคนนิ่งไปอย่างกังวล ทันใดโทรศัพท์อนุภัทรดังขึ้น...มายาวีได้ยินเสียงอนุภัทรรับสายเรียกชื่อไอริณก็ขุ่นมัวขึ้นมา แต่หารู้ไม่ว่าเขามีธุระส่วนตัวให้อีกฝ่ายช่วยค้นหาหลักฐานที่จะเอาผิดไอศูรย์ให้อยู่หมัด เพราะไอริณเองก็ไม่อยากให้พี่ชายทำผิดมากไปกว่านี้

ไอริณแอบเข้ามาในห้องไอศูรย์เพื่อรื้อค้นหาปืนแต่ไม่เจอ...คนที่มาเจอกลายเป็นอริสรา แต่เธอเก็บเงียบเอาไว้โดยไม่ปริปากบอกใคร

ด้านแพรพลอยที่ต้องการเจรจากับทิตาอีกสักครั้ง เธอมุ่งหน้าไปบ้านป้าของทิตา โดยไม่รู้ว่าสมชายก็กำลังตามล่าเด็ดหัวทิตาตามคำสั่งไอศูรย์อยู่

ทิตาไม่ยอมปรากฏตัวมาพูดคุย แพรพลอยจึง ทำทีล่าถอยไปก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาเพื่อเผชิญหน้ากันให้ได้ แต่กลายเป็นว่าขณะย้อนกลับมาเห็นทิตากำลังถูกพวกสมชายไล่ล่า จึงเข้าช่วยเหลือ แต่ทิตาก็เก่งกาจเอาตัวรอด แล้วฆ่าสมชายกับลูกน้องตายเรียบ แถมยังทำท่าจะฆ่าแพรพลอยอีกคนถ้ายังไม่เลิกตอแย

“กระต่าย ฉันอยากให้เธอมอบตัว ถ้าเธอรับผิดตอนนี้ โทษหนักจะได้เบาลง”

“ส่วนเธอก็จะได้แฮปปี้เอนดิ้งมีความสุข เหมือนที่เธอเคยเป็นมาตลอดชีวิตสินะ ขอโทษ ฉันไม่มีน้ำใจขนาดนั้นหรอก ฉันเดินมาไกลเกินกว่าที่จะถอยกลับไปทำความดีแล้ว”

“แต่เธอช่วยแม่ไว้”

“เพราะครูมีบุญคุณกับฉัน ครูพยายามชุบชีวิตใหม่ให้ฉัน ถึงฉันจะไม่ต้องการชีวิตแบบนั้น แต่ฉันก็ไม่เคยลืมความหวังดีของครู ตอนนี้ฉันเลือกเส้นทางของฉันได้แล้ว แล้วฉันก็เต็มใจที่จะเดินไปบนเส้นทางสายนี้ต่อไปสิ่งเดียวที่จะหยุดฉันได้ก็คือความตายแบบที่ฉันมอบให้คนอื่น”

“ไม่นะกระต่าย...”

“ไปจากที่นี่ซะ กลับไปสู้ในแบบของเธอ ถ้าเธอเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตัวเอง ในที่สุดแล้วเธอก็จะพ้นจากปัญหาทั้งหมดนี้ได้ เพราะโลกนี้มันอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ใครทำดีก็จะได้ดี ทำชั่วก็จะได้ชั่ว...ลาก่อน”

ทิตาพูดทิ้งท้ายแล้ววิ่งหนีหายไปในพริบตา ทิ้ง

แพรพลอยยืนหน้าเศร้า ทั้งเป็นห่วงทิตาและเสียดายที่หว่านล้อมไม่สำเร็จ

ooooooo

ตอนที่ 13

แพรพลอยย้อนกลับมาที่บ้านป้าของกระต่ายหรือทิตาอีกครั้งหลังเกิดเหตุแก๊สระเบิดไฟไหม้ แต่ไม่นึกว่าจะเจออนุภัทรที่นี่ด้วย

การพบกันครั้งนี้ทำให้แพรพลอยยอมเผยข้อมูลของเพื่อนวัยเด็กที่ชื่อกระต่าย

“กระต่ายเป็นเพื่อนที่มูลนิธิของฉัน เขาหนีออกจากบ้านกว่าสิบปีแล้ว พบกันอีกทีเขาก็กลายเป็นคนที่พยายามตามฆ่าคุณอิศร์ ฉันไม่แน่ใจว่าใครกันแน่คือคนที่บงการเรื่องนี้ แต่ที่แน่ๆคงไม่ใช่มิสเตอร์ลี เพราะวันนี้กระต่ายพยายามฆ่าฉันด้วยเหมือนกัน”

“นี่ใช่ไหมครับคือเหตุผลที่คุณมาทำงานกับมิสเตอร์ลี ผมไม่เชื่อตั้งแต่แรกว่าคุณจะกล้าทิ้งนายอิศร์ไปง่ายๆ”

“มีทั้งเหตุผลนี้และเหตุผลอื่นค่ะ แต่ผู้กองอย่าเพิ่งบอกใครนะคะ งานของฉันยังไม่จบ ถ้ามีใครรู้เจตนาของฉัน คุณอิศร์อาจจะไม่ปลอดภัย”

“คุณยังห่วงนายอิศร์อยู่จริงๆด้วย...ตกลงครับ”

แยกจากแพรพลอยมาแล้ว อนุภัทรกลับมาที่บ้านอิศร์ เจอมายาวีกำลังเทศนาอิศร์ที่กินเหล้าเมามายไม่ยอมไปทำงาน แต่ห้ามเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟัง เธอเลยแย่งแก้วเหล้ามาดื่มประชด อนุภัทรเห็นแล้วเหนื่อยใจแทน ตัดสินใจลากเพื่อนรักเข้าไปในห้องน้ำ เปิดน้ำราดรดเนื้อตัวจนเปียกโชกแล้วสั่งสอน

“ฟังนะไอ้อิศร์ ถ้าเป็นคนอื่นแกจะทำตัวตกต่ำยังไงฉันไม่สนหรอก แต่นี่แกเป็นเพื่อนรักฉัน ฉันนิ่งเฉยไม่ได้ ฉันรู้ว่าแกเสียใจเรื่องคุณแพร แต่แกอย่าลืมสิว่ายังมีคนอื่นที่เขารักและเป็นห่วงแกอยู่ แกทำแบบนี้ก็เท่ากับทำร้ายคนที่รักแกด้วย ชีวิตแกไม่ได้มีแต่คุณแพรนะโว้ย แกยังมีครอบครัว มีงานที่ต้องรับผิดชอบ”

อิศร์หยุดดิ้นรนขัดขืน มายาวียืนมองอย่างพอใจ แล้วยิ่งชอบใจเมื่ออิศร์เรียกบุญเกิดมาเอาขวดเหล้าไปทิ้งทั้งหมด

“ต้องอย่างนี้สิวะเพื่อน”

“แกพูดถูก ฉันเอาแต่นึกถึงคนอื่นจนไม่นึกถึงตัวเอง ไม่นึกถึงคนที่ยังรักฉัน ต่อไปนี้ฉันจะเข้มแข็งกว่านี้”

เมื่ออิศร์มุ่งมั่นขึ้นมาใหม่ อำพลกับไอศูรย์รู้เข้าก็เป็นเดือดเป็นแค้น ไม่ต้องการให้อิศร์ได้รับความไว้วางใจจากผู้ถือหุ้นข้ามหน้าข้ามตาตัวเอง ไอศูรย์คิดกำจัดญาติผู้น้องด้วยการทำเป็นหวังดีหาคนมาเป็นบอดี้การ์ด แต่ความจริงตั้งใจให้หมอนี่ร่วมมือกับทิตาต่างหาก

“ฉันเห็นว่าช่วงนี้นายไม่มีบอดี้การ์ดก็เลยหามาให้ สมชายเคยเป็นผู้ติดตามนักการเมืองดังๆมาแล้วเหมือนกัน ฝีมือดีไม่แพ้แพรพลอยหรอก”

“ที่จริงผมไปไหนมาไหนตามลำพังก็ง่ายดีนะครับ”

“อย่าประมาทเลยอิศร์ ถ้าคนที่ไม่หวังดีมันรู้ว่าแพรพลอยไม่ได้ทำงานกับแก มันต้องยิ่งหมายหัวแกแน่ๆ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจพี่ศูรย์กับคุณลุงแล้วกันครับ”

อำพลกับไอศูรย์ยิ้มให้กันอย่างพอใจ สมชายยืนนิ่งท่าทางนอบน้อมแต่ดูลึกลับ

ooooooo

สายวันเดียวกัน อนุภัทรแวะมาเอาเอกสารที่บรรเลงฝากไว้ที่บ้านและทราบจากสาวใช้ว่ามายาวีไม่ไปทำงาน เขาขึ้นไปดูเธอบนห้อง ปรากฏว่าเธอปากบวมแดงมีผื่นตามตัว ทีแรกนึกว่าเป็นอีสุกอีใส ที่ไหนได้เธอสารภาพว่าแพ้แอลกอฮอล์

“ฉันไม่น่าแย่งนายอิศร์ดื่มเลย อร่อยก็ไม่อร่อย แถมผื่นขึ้นทั้งตัว เข็ดจนตาย...ฉันคงน่าเกลียดมากสินะ”

“ไม่มากหรอก ยังไงคุณก็ยังสวยอยู่” อนุภัทรพูดยิ้มๆ มายาวีสบตาแล้วแอบเขิน “ถ้าคุณไม่เชื่อ ผมจะถ่ายรูปนี้ไปลงเฟซบุ๊กแล้วแท็กให้คนอื่นมาดู”

“จะบ้าเหรอ ไม่เอานะ ลบเดี๋ยวนี้” มายาวีแย่งโทรศัพท์แต่อนุภัทรไม่ให้ เลยกลายเป็นยื้อยุดกอดปล้ำล้มไปบนเตียงด้วยกัน ทั้งคู่ชะงักมองหน้า เพราะอารมณ์วาบหวามใกล้ชิด แต่ต้องผละออกจากกันเมื่อได้ยินเสียงกระแอม

อิศร์นั่นเอง...เขายืนกอดอกอมยิ้มมองทั้งคู่อย่างรู้ทัน “มัวแต่จู๋จี๋กันนี่เอง เลขาฉันถึงไม่ไปทำงาน”

ขณะนั้นที่หน้าบ้าน แพรพลอยขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด เธอตั้งใจมาเยี่ยมมายาวีแต่สายตาเหลือบไปเห็นสมชายที่โรงรถ สมชายกำลังคุยโทรศัพท์รายงานไอศูรย์ และเดินเรื่อยออกไปทางสวน เด็ดดึงดอกไม้เล่นประสาคนมือบอน

แพรพลอยไม่ชอบใจเดินเข้ามาห้ามแต่อีกฝ่ายไม่ฟังจนกลายเป็นมีปากเสียงกัน และเกือบลงมือลงไม้ถ้าพวกมายาวีไม่ออกมาห้าม

“ตกลงผู้ชายคนนี้เป็นใครคะ” แพรพลอยตั้งคำถาม

“บอดี้การ์ดคนใหม่ของผมเอง ชื่อสมชาย ผมเพิ่งตัดสินใจจ้างมาทำงาน ต่อไปนี้คงต้องระวังตัวมากขึ้นเพราะ ศัตรูคงจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม”

ตอนที่ 12

เพราะโดนไล่ที่กะทันหันทำให้อัมพาต้องวิ่งเต้นหาบ้านเช่าโดยเร็ว แต่ไม่ว่าจะตระเวนไปกี่แห่งก็ยังตกลงกันไม่ได้ ซ้ำเป็นลมหน้ามืดท่ามกลางแดดเปรี้ยง โชคดีมีคนรู้จักมาเห็นจึงรีบพาไปส่งบ้าน

กรณ์ดูแลอัมพาด้วยความเป็นห่วงแต่ไม่ยอมบอกแพรพลอยที่แวะมาเยี่ยมว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่รับฟังเรื่องที่แพรพลอยเล่าอย่างประหลาดใจว่าตนเจอคนรู้จักเคยอยู่บ้านเดียวกับเรา ซึ่งเธอมีรอยแผลเป็นบนแผ่นหลัง แต่แพรพลอยไม่ได้ระบุว่าเธอคือนักฆ่าที่ต้องการชีวิตอิศร์

ขณะเดียวกัน ตำรวจกำลังตามคดีคนร้ายลอบเข้ามาแฮ็กข้อมูลของอิศร์และฆ่า รปภ. ปรากฏว่าขณะตำรวจเข้ามาเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุพบบัตรพนักงานของใครบางคนและคาดว่าน่าจะเป็นของคนร้ายที่ทำ หล่นไว้

อิศร์ตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นบัตรพนักงานของธำรงที่ตำรวจเก็บได้ หลังจากนั้นพาตำรวจมาที่บ้าน สมาชิกทุกคนอยู่พร้อมหน้ายกเว้นธำรงเพียงคนเดียว

“ตั้งแต่ธำรงถูกพักงานไปก็ไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไรในบริษัทอีก แต่บัตรพนักงานของเขายังสามารถใช้รูดผ่านขึ้นมาบนชั้นผู้บริหารได้ครับ” อำพลให้ข้อมูล

“แสดงว่าบัตรอาจจะถูกคนร้ายขโมยไป”

“ขโมยหรือว่าขายให้คนอื่นเอาไปใช้กันแน่” ไอศูรย์พูดสวนขึ้นมาจนอิศร์ชะงัก ส่วนอำนวยไม่ชอบใจนัก ถามไอศูรย์พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง “คุณอาคงไม่รู้ว่าลูกชายของคุณอากำลังติดการพนันงอมแงม ผมรู้แล้วก็มีหลักฐานด้วย ต้องขอบใจยายริณที่ช่วยเป็นหูเป็นตา”

“อะไรกันน่ะริณ ลูกไปเอามาจากไหน” เรณูสงสัย

“ริณเห็นพี่ธำรงจะขโมยของเก่าคุณปู่ในบ้านพี่อิศร์ไปขายค่ะ พี่ไอศูรย์ก็เลยสืบจนรู้ว่าพี่ธำรงไปเล่นที่บ่อนไหน ถ้าคุณอาไม่เชื่อจะตามไปดูก็ได้ ตอนนี้มันก็คงหมกตัวอยู่ที่นั่น”

อำนวยหน้าเสียเพราะไม่รู้มาก่อน แต่ก็เชื่อว่าเป็นไปได้เนื่องจากรู้นิสัยลูกชายดี

“แล้วเรื่องนี้มันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องเมื่อวานล่ะครับ” อิศร์ข้องใจ

“ธำรงอาจจะขายบัตรนี้ให้มิสเตอร์ลีเพื่อเปิดช่องให้เข้าโจรกรรมบริษัทของเรา คิดดูสิว่าโรเจอร์ ลี จะได้ประโยชน์แค่ไหนถ้าขโมยข้อมูลเราไปได้”

ธำรงกำลังจะเดินเข้ามาถึงกับชะงัก ได้ยินเสียงดังมาจากห้องรับแขก

“ก็จริงนะครับ เพราะธำรงก็เคยทำแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตอนที่ไปฮั้วประมูลกับเสี่ยทรงยศ”

“คราวนี้มันอาจจะทำเพราะแค้นใจที่ตัวเองโดนลงโทษ ก็เลย...” ไอศูรย์พูดไม่ทันจบ ธำรงผลุนผลันเข้ามาโวยวายเสียก่อน

“พูดอะไรของแกไอศูรย์ แกจะใส่ความอะไรฉัน”

ไอศูรย์ไม่ยี่หระ ยิ้มอย่างใจเย็นก่อนบอกตำรวจให้สอบสวนกันเอาเองว่าธำรงร่วมมือกับมิสเตอร์ลีจริงหรือเปล่า

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ฉันไม่รู้เรื่อง”

“แล้วนี่มันของของแกใช่ไหม มันไปอยู่ในมือคนร้ายที่ปล้นบริษัทเราได้ยังไง แกบอกฉันมาซิ” อำนวยชูซองใส่บัตรพนักงานให้ลูกชายดูเต็มๆตา

“ผมไม่รู้...ไม่เกี่ยวกับผมนะ พวกแกใส่ร้ายฉันใช่ไหม ไอ้อิศร์ ไอ้ไอศูรย์”

ธำรงถลันเข้าไปจะเล่นงานอิศร์กับไอศูรย์ แต่ตำรวจสองนายช่วยกันดึงตัวไว้

“ขอเชิญไปให้ปากคำที่โรงพักดีกว่าครับคุณธำรง”

“เฮ้ย...ปล่อย ฉันไม่ไป” ธำรงดิ้นสะบัดแต่ตำรวจยึดแขนไว้แน่น

ธำรงเอะอะโวยวายขณะถูกตำรวจคุมตัวออกมาที่รถ อิศร์ยืนมองอยู่ไกลๆด้วยสายตาหดหู่ใจ ป้าดวงเดินเข้ามายืนข้างๆ แตะแขนเขาอย่างเป็นห่วง

“ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมพี่ธำรงถึงทำผิดซ้ำอีก ทำไมถึงทำร้ายครอบครัวเดียวกันได้”

“เพราะความโลภไงคะ”

“แต่ผมก็ให้ทุกอย่างที่เขาต้องการแล้ว มันยังไม่มากพออีกเหรอครับ”

“ในหัวใจของคนโลภไม่มีคำว่าพอหรอกค่ะ ต่อให้คุณอิศร์ยกทุกอย่างให้เขาจนหมดตัว เขาก็จะเรียกร้องเอาอีก เพราะเคยตัวว่าได้อะไรมาง่ายๆ คนแบบนี้ต้องให้คนอื่นหยุดเขา เพราะเขาหยุดตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ”

อิศร์มองธำรงที่นั่งรถตำรวจออกไปอย่างเศร้าสลด ตรงข้ามกับอำพลและไอศูรย์อย่างสิ้นเชิง สองพ่อลูกกำลังยิ้มร่าอารมณ์ดี

“แกก็แน่เหมือนกันนี่ไอศูรย์ ทำให้ไอ้ธำรงมันเป็นแพะไปพร้อมกับมิสเตอร์ลี”

“งานนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว ต่อไปคุณพ่อก็คอยดูความพินาศของไอ้อิศร์แล้วกันครับ”

ไอศูรย์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เลขาของมิสเตอร์ลีก็ได้รับอีเมล์แปลกๆ แจ้งว่ามาจากบริษัทเดชโชดมกรุ๊ป

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา” มิสเตอร์ลีซักถามเลขาอย่างงงๆ

“ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่เห็นมีข้อมูลที่ท่านอยากจะทราบ”

เลขาวางแฟ้มที่ปร๊ินต์ข้อมูลจากอีเมล์ลงบนโต๊ะตรงหน้าเจ้านาย มิสเตอร์ลีหยิบมาเปิดอ่านครู่เดียวก็ ขมวดคิ้วแล้วค่อยคลายลงอย่างสมใจกับอะไรบางอย่าง

ooooooo

ที่บ้านโอบไอรัก...แพรพลอยทราบเรื่องเดือดร้อนของอัมพาโดยบังเอิญจากกระดาษประกาศไล่ที่ที่เปี๊ยกและเพื่อนเอามาพับจรวดเล่น

เมื่อคาดคั้นจนได้ความจริงจากปากอัมพา เธอจึงอาสาไปคุยกับมิสเตอร์ลีที่กว้านซื้อที่ดินแถวนี้จากคุณนายเนื้อทองเพื่อสร้างคอนโดฯ

ทางด้านมายาวีที่กลายเป็นคู่หมั้นของผู้กองอนุภัทรไปแล้ว วันนี้เธอนัดเพื่อนๆกินข้าว แต่ไม่คิดว่าจะโดนเพื่อนซักถามถึงคู่หมั้น แถมพวกเธอยังคะยั้น– คะยอให้มายาวีเอาอกเอาใจเขาบ้าง ประสาคู่หมั้นที่ดี

มายาวีเก็บคำพูดของเพื่อนมาคิด ในที่สุดเธอตัดสินใจทำอาหารญี่ปุ่นไปให้อนุภัทรถึงที่ทำงาน พร้อมกันนั้นก็แต่งตัวคิกขุสวยงามตามแบบฉบับสาวญี่ปุ่นอีกด้วย แต่ผู้กองเห็นแล้วอดขำไม่ได้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น จะแต่งแฟนซีไปงานที่ไหน

“ไม่ได้ไปงานไหนหรอก แค่อยากสร้างบรรยากาศ ฉันเอาเบนโตะมาฝากคุณ ฝีมือฉันเองเลยนะ ชิมให้หน่อยสิ”

“ได้...เดี๋ยวจะลองชิมดู ขอผมทำงานก่อน”

“ก็ทำไปกินไปสิคะ ฉันจะได้รู้ว่าอร่อยหรือเปล่า”

“มือไม่ว่าง ผมต้องพิมพ์งาน”

“งั้นฉันป้อน...อ้าปากสิคะ”

อนุภัทรอ้าปากรับอาหารแล้วพิมพ์งานต่อเหมือนไม่ได้ใส่ใจ แต่มายาวีดีใจรีบคีบอาหารจะป้อนอีก แต่ดันพลาดทำข้าวปั้นชิ้นใหญ่หล่นบนเอกสารจนอนุภัทรร้องขึ้นด้วยความตกใจ เพราะมันคือเอกสารสำคัญถึงท่านอธิบดี

มายาวีหน้าจ๋อย รีบขอโทษ แต่อีกฝ่ายอารมณ์เสียเสียแล้วก็เลยพูดจาไม่ระวังปาก ทำให้หญิงสาวอดน้อยใจไม่ได้ พูดเสียงอ่อยว่า

“ฉันแค่อยากทำหน้าที่คู่หมั้น เดี๋ยวคนจะหาว่าเราไม่เนียน”

“โธ่เอ๊ย ไม่มีใครสนใจหรอกคุณ หมั้นกันแล้วเรื่องมันก็จบแล้ว แล้วคุณจะไปคิดมากทำไม เราหมั้นกันก็แค่ในนามเท่านั้นแหละ”

“ใช่สิ ฉันลืมไป เราแค่หมั้นกันในนาม” มายาวีน้อยใจจนน้ำตาซึม เก็บอาหารใส่กล่องแล้วลุกขึ้นเดินออกไปทันที อนุภัทรรีบวิ่งตามมาดักหน้า

“คุณร้องไห้ทำไม”

มายาวีไม่ตอบ สะอื้นเบาๆแล้วหันหน้าหนี

“หรือว่าร้องเพราะผมไม่กินข้าวกล่องนี่ ผมกินให้ก็ได้ เดี๋ยวกินให้หมดเลย”

“ไม่ต้อง”

“ทำไมล่ะ ก็ผมจะกินให้คุณจะได้หยุดร้อง”

ทั้งคู่แย่งกล่องอาหารกันครู่หนึ่งก่อนที่มันจะหลุดมือหล่นกระจาย มายาวียิ่งเสียใจ โกรธมากกว่าเดิม

“คุณมันไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย” เธอพูดใส่หน้าเขาแล้ววิ่งหนีออกไป ทิ้งอนุภัทรยืนงง ยังไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด

ooooooo

แพรพลอยอึดอัดไม่สบายใจหลังจากเจรจากับมิสเตอร์ลีเพื่อช่วยเหลืออัมพาไม่ให้ถูกไล่ที่อยู่อาศัย เพราะมิสเตอร์ลียื่นเงื่อนไขอันน่าหนักใจให้เธอมาทำงานกับเขาแทนการอยู่กับอิศร์

หากเธอไม่ตกลงอัมพาและเด็กๆต้องเดือดร้อนแน่ แต่ถ้าเธอทิ้งอิศร์ไปก็เท่ากับต้องไปอยู่กับศัตรูทางธุรกิจของเขา และตลอดเวลาที่ผ่านมาอิศร์ก็ดีแสนดีกับเธออย่างมากจนยากที่จะตัดสินใจ

แพรพลอยคิดหนักแต่ไม่ยอมเล่าเรื่องนี้กับใคร เธอคิดอ่านด้วยตัวเองจนได้คำตอบและไปตอบมิสเตอร์ลีแต่ก็ยังไม่แพร่งพรายให้ใครรู้อยู่ดี จนกระทั่งถึงวันงานเปิดตัวโครงการกรีนซิตี้ของอิศร์ซึ่งเขาคาดหวังจะเซอร์ไพรส์ แพรพลอยด้วยแหวนที่แอบซื้อไว้ แต่กลายเป็นว่าต้องมาตกใจแทบช็อกเมื่อรู้เห็นด้วยตาตัวเองว่าเธอย้ายไปทำงานกับมิสเตอร์ลีเสียแล้ว

ที่หนักกว่านั้นคือมิสเตอร์ลีชิงเปิดตัวโครงการใหม่ทำนองเดียวกับของอิศร์ เชื่อว่าเป็นการแฮ็กข้อมูลอย่างแน่นอน นี่เองทำให้อิศร์เดือดดาลเป็นที่สุด บุกไปต่อว่ามิสเตอร์ลีและทวงแพรพลอยคืนจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถูกลูกน้องมิสเตอร์ลีขับไล่โดยที่แพร– พลอยก็อยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่กล้าช่วยเหลือ ได้แต่บอกให้เขากลับไป เธอขอโทษที่ไม่ได้แจ้งลาออกกับเขาอย่างเป็นทางการ เพราะเพิ่งตัดสินใจเมื่อคืนนี้แล้วก็ถูกเรียกตัวมาเลย

อิศร์ไม่ยอมกลับแถมปรี่เข้าไปจับมือแพรพลอยอย่างเว้าวอน “คุณล้อผมเล่นใช่ไหม ไม่เอานะคุณแพร ผมไม่สนุกด้วยนะ เรากลับกันเถอะ”

“ไม่ค่ะ ฉันกลับไปไม่ได้”

“ทำไม”

“เพราะฉันตกลงรับงานนี้แล้ว ฉันต้องอยู่ที่นี่กับนายจ้างของฉัน”

“แล้วผมล่ะ”

“ฉันขอลาออก แล้วก็ขอไม่รับเงินเดือนงวดสุดท้าย”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น คุณไม่พอใจอะไรผม เราคุยกันได้นะคุณแพร หรือว่ามันบังคับคุณ คุณบอกผมมาสิ ผมจะจัดการมันให้”

“ไม่มีใครบังคับใจใครทั้งนั้น แพรพลอยตัดสินใจมาทำงานกับผมเอง” มิสเตอร์ลียิ้มยียวน อิศร์ฉุนจัดตวาดกลับว่าตนไม่เชื่อ “ท่าทางคุณจะเป็นคนเข้าใจอะไรยากนะ แบบนี้ละมั้งแพรพลอยถึงได้เบื่อ”

“แกมีแผนอะไร บอกฉันมานะโว้ย แกเอาตัวแพรพลอยมาทำไม”

“คุณอิศร์” แพรพลอยพยายามห้ามแต่อิศร์กลับฉวยแขนเธอไว้แน่น

“คุณกลับไปกับผม คุณต้องกลับแพรพลอย ผมไม่ยอมให้คุณอยู่ที่นี่”

อิศร์ฉุดแขนแพรพลอย บอดี้การ์ดสามคนของมิสเตอร์ลีเข้ามาดึงเธอออก แล้วยืนขวางเอาไว้ อิศร์เจ็บใจ กวาดตามองมิสเตอร์ลีที่ยืนกอดอกอย่างใจเย็น

“แก...ไอ้โรเจอร์ ลี ไอ้หมาจิ้งจอก” อิศร์ไม่ด่าอย่างเดียวแต่ตั้งท่าจะชกมิสเตอร์ลี แต่ช้ากว่าบอดี้การ์ดที่เข้าชาร์จแล้วอัดโครมจนเขาล้มลง และอาจจะโดนกระทืบซ้ำถ้ามิสเตอร์ลีไม่ห้ามเสียก่อน

“พอแล้ว เอาตัวลงไป แล้วให้พวกข้างล่างระวังไว้ อย่าให้ขึ้นมาได้อีก”

บอดี้การ์ดหิ้วปีกอิศร์ที่จุกจนหมดฤทธิ์ออกไป แพรพลอยมองตามด้วยความสงสาร...แต่สำหรับอำพลกับไอศูรย์พอรู้จากมายาวีว่าอิศร์หายตัวไปและติดต่อไม่ได้ ก็กระหยิ่มยิ้มย่องกันใหญ่

“หรือว่ามันจะไปโดดตึกตาย นี่ผมก็เพิ่งรู้ว่านอกจากมิสเตอร์ลีจะเอาข้อมูลที่เราส่งให้ไปใช้ทำโครงการตัวเอง มันยังซื้อตัวนังแพรพลอยไปเป็นบอดี้การ์ดด้วย ไอ้อิศร์เสียสองเด้งเลย”

“ดูเหมือนอะไรๆจะเป็นใจให้เรานะ”

สองพ่อลูกยิ้มให้กันอย่างสมหวัง ฝ่ายมายาวีที่ไม่รู้ว่าสองพ่อลูกคุยอะไรกันลับหลังกำลังเดินหน้ายุ่งออกไปหาอนุภัทรที่รีบร้อนเข้ามาพอดี

“ผู้กองเจอนายอิศร์หรือเปล่า”

“ผมไปที่บริษัทมิสเตอร์ลี รปภ.บอกว่ามันไปที่นั่นจริง แต่ถูกไล่ออกไปแล้ว”

“แล้วเขาหายไปไหนเนี่ย ยุ่งกันใหญ่แล้ว”

“เราแยกกันหาดีกว่า คุณไปที่บริษัทนะ ผมจะไปดูมันที่บ้าน”

สองคนแยกย้ายกันอย่างเร่งรีบ โดยไม่รู้ว่าเวลานั้นอิศร์ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวบริษัทมิสเตอร์ลี แล้วฉวยโอกาสช่วงที่แพรพลอยติดตามมิสเตอร์ลีกับบอดี้การ์ดอีกสามคนออกมาที่ลานจอดรถวิ่งเข้าไปฉุดเธอขึ้นรถแล้วขับพรวดออกไปทันที มิสเตอร์ลีโกรธมากที่โดนลูบคมรีบขึ้นรถของตนพร้อมสั่งลูกน้องให้ตามอิศร์ไป

แพรพลอยคาดไม่ถึงว่าอิศร์จะบ้าบิ่นขนาดนี้ เธอพยายามเปิดประตูรถแต่ติดล็อก จึงหันมาโวยวาย “คุณบ้าไปแล้วหรือไง จอดรถเดี๋ยวนี้นะ”

“ใช่ ผมมันบ้าไปแล้ว บ้าเพราะหลงเชื่อใจคุณ”

“ปล่อยฉันลงนะ คุณกำลังหาเรื่องใส่ตัว”

“ผมไม่กลัว มันจะทำอะไรผมก็เอาเลย...มาเลย”

อิศร์พูดไม่ทันขาดคำก็มีเสียงดังเปรี้ยงมาจากข้างหลัง เขาตกใจรีบกดศีรษะแพรพลอยหลบแล้วพยายามขับรถส่ายไปมาหนีคมกระสุนที่ยิงอยู่เป็นระยะ

“คุณอิศร์ คุณต้องจอดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นคุณเดือดร้อนแน่”

“นี่คุณห่วงผมหรือว่าคุณกำลังขู่ผมอยู่”

แพรพลอยอึ้ง ไม่กล้าบอกว่าห่วง อิศร์เสียงอ่อนลงอย่างอ้อนวอน

“ทำไมล่ะคุณแพร มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา ทำไมอยู่ๆคุณถึงได้เปลี่ยนไป คุณไปจากผมยังไม่พอ คุณยังไปอยู่ร่วมกับศัตรูที่ได้ชื่อมันพยายามฆ่าผม”

เสียงปืนดังไล่หลังมาอีกชุด แพรพลอยเห็นท่าไม่ดีกลัวอิศร์จะโดนมิสเตอร์ลีเล่นงานถึงตาย เธอตัดสินใจคว้าพวงมาลัยรถ สั่งให้จอดเดี๋ยวนี้ แต่อิศร์ไม่ฟัง ในที่สุดรถเสียการทรงตัวพุ่งออกนอกเลน อิศร์เลยต้องเหยียบเบรกตัวโก่ง ส่วนรถมิสเตอร์ลีแล่นมาจอดจ่อด้านหลัง พวกบอดี้การ์ดรีบลงมาเปิดประตูรถฝั่งอิศร์แล้วยกปืนขึ้นเล็งพร้อมตะคอกดุดันให้เขาลงมาเดี๋ยวนี้

แพรพลอยใจคอไม่ดีแต่ยังเฉยไว้ จนกระทั่งพวกมิสเตอร์ลีเอาตัวอิศร์ไปที่โกดังร้างชานเมือง เธอยิ่งต้องตามเข้ามาสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด อิศร์ถูกบอดี้การ์ดของมิสเตอร์ลีเหวี่ยงไปกับพื้นอย่างไม่ปรานี

“แกจะทำอะไรฉัน”

“ปกตินายท่านไม่ชอบให้ใช้กำลัง แต่ท่าทางแกมันพูดดีๆไม่รู้เรื่อง”

“ต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ”

บอดี้การ์ดสองคนผลัดกันตะบันหน้าอิศร์หลายที แพรพลอยเครียดจัดแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะมิสเตอร์ลียืนมองอยู่ใกล้ๆ อิศร์หมดทางสู้ ถูกซ้อมสะบักสะบอมแต่ยังพยายามขอร้องมิสเตอร์ลีด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพราะความเจ็บปวด

“แกจะทำอะไรฉันก็ได้ แต่ฉันขอ...ขอแพรพลอยคืน”

“ยังไม่เข็ดใช่ไหม” บอดี้การ์ดโวยวายแล้วอัดอิศร์ซ้ำอีกหลายทีจนแพรพลอยโพล่งขึ้นอย่างทนไม่ได้

“พอเถอะ นายคงไม่อยากทำให้เขาตายหรอก เดี๋ยวจะเดือดร้อนไปกันใหญ่”

บอดี้การ์ดทั้งสองมองหน้ากันอย่างลังเลก่อนตัดสินใจปล่อยอิศร์เป็นอิสระ แต่สภาพของเขาก็บอบช้ำแทบลุกไม่ขึ้น...

พวกมิสเตอร์ลีเดินออกไปขึ้นรถ แพรพลอยสงสารอิศร์เหลือเกิน แต่ต้องตัดใจเดินตามพวกเขาไป ทิ้งอิศร์นอน ครวญครางอยู่ตรงนั้นอย่างเดียวดาย...

ด้านอนุภัทรกับมายาวีที่ติดต่ออิศร์ไม่ได้ ทั้งคู่มารวมตัวกันที่บ้านด้วยความหนักใจ ป้าดวงก็เป็นห่วงอิศร์ไม่น้อยไปกว่ากัน บ่นแล้วบ่นอีกว่าเกิดอะไรขึ้น มืดค่ำทำไมอิศร์ยังไม่กลับมา แถมแพรพลอยก็หายตัวไปด้วย

“เราก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”

“วันนี้เป็นวันสำคัญของคุณอิศร์แท้ๆ ทำไมถึงเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนี้”

“ใจเย็นๆนะครับป้า บางทีอิศร์อาจจะเครียดเลยหลบไปตั้งหลัก ผมว่ายังไงมันก็ต้องกลับมา มันต้องรู้ว่าพวกเราทุกคนเป็นห่วง” อนุภัทรปลอบใจ แต่ป้าดวงก็ยังกระสับกระส่ายอยู่ดี

ooooooo

ตอนที่ 11

เมื่อได้พบคณะของท่านบรรเลงแล้ว แพรพลอยกับอิศร์ร่วมทีมออกตามหามายาวีและอนุภัทรไปตามเกาะต่างๆ ที่สุดก็เจอทั้งคู่ที่เกาะร้างในสภาพโอบประคองกันแนบชิด นักข่าวที่ติดตามรัฐมนตรีบรรเลงมาด้วยก็เลยได้ภาพเด็ดไปเขียนข่าวซุบซิบจนสร้างความเสียหายให้ฝ่ายหญิง

ส่วนอิศร์กับแพรพลอยที่ไม่ได้เดินทางกลับพร้อมคณะของบรรเลง อิศร์ตั้งใจให้หญิงสาวพาไปยังบ้านหลังเก่าที่เคยอยู่ในวัยเด็ก เพื่อรำลึกความทรงจำขณะมีความสุขอยู่กับพ่อแม่ แล้วพาเธอกลับกรุงเทพฯอย่างปลอดภัย และเมื่อรับรู้ข่าวซุบซิบระหว่างมายาวีกับอนุภัทรในเชิงชู้สาว ทั้งคู่ก็อดหนักใจแทนพวกเขาไม่ได้

มายาวีเก็บตัวเงียบไม่ออกจากบ้านเพราะมีนักข่าวจ้องจะสัมภาษณ์ แต่หลายวันเข้าก็อึดอัดรำคาญจนต้องหาทางหนีไปหลบอยู่บ้านเพื่อน ขณะเดียวกันไอริณที่ปิ๊งอนุภัทรก็เป็นเดือดเป็นแค้นกับข่าวนี้ถึงขนาดบุกมาคาดคั้นความจริงจากเจ้าตัว

อนุภัทรไม่ตอบอะไรทั้งนั้นแถมยังลุกหนีไปดื้อๆ ทิ้งไอริณเต้นแร้งเต้นกาไล่ตามไม่ทัน...อนุภัทรหลบไปคุยกับบรรเลงด้วยสีหน้าท่าทีกลัดกลุ้ม ขณะที่บรรเลงก็ไม่รู้จะทำยังไงที่ผู้คนเข้าใจผิดกันใหญ่โต ขนาดให้ลงแก้ข่าวแล้วก็ยังไม่เชื่อ อยากจะเชื่อแต่เรื่องเสียๆหายๆ

“ผมต้องขอโทษท่านด้วยครับ”“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก เป็นคราวเคราะห์ของยายเมย์เอง รอดตายมาได้แต่ก็ต้องเสียชื่อ”

ฟังบรรเลงพูดแล้วอนุภัทรยิ่งไม่สบายใจ มาบ่นกับอิศร์และแพรพลอยว่าเกรงใจท่านบรรเลง ข่าวเขียนกันไปใหญ่โตว่าตนหวังตกถังข้าวสาร ทั้งที่เรื่องแบบนี้ไม่เคย อยู่ในหัวของตนเลย อิศร์เข้าใจความรู้สึกเพื่อน แล้วก็มั่นใจด้วยว่ามายาวีคงจะอาการหนักถึงได้เก็บตัวเงียบแบบนี้

ooooooo

ทิตาทำงานพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไอศูรย์เดือดดาลบุกมาถึงที่พักของเธอเพื่อทวงเงินค่าจ้างคืน แต่เธอไม่ให้จึงมีปากเสียงกันครู่หนึ่งก่อนที่ไอศูรย์จะใช้กำลังปลุกปล้ำเธอแต่ไม่สำเร็จ แถมยังถูกเธอกรีดหน้าด้วยมีดจนเลือดซึม

“ถ้าไม่อยากอายุสั้นอย่าคิดทำอะไรโง่ๆอย่างนี้อีก...จำไว้”

ทิตาสำทับแล้วผลุนผลันออกไปพร้อมกระเป๋าสัมภาระ ไอศูรย์เจ็บใจกลับมาบ้านให้สุนทรช่วยทำแผลพร้อมกำชับว่าถ้าใครถามก็บอกว่าตนเดินชนกระจก

“คราวหลังคุณศูรย์อย่าไปยุ่งกับทิตาเลยนะครับ มีอะไรสั่งผ่านผมไปดีกว่า”

“ฉันไม่อยากได้ผู้หญิงคนนี้แล้ว แกหาคนอื่นมาลงมือเถอะ ไม่เห็นจะได้เรื่อง”

“แต่ทิตาเก่งจริงนะครับ ผมรับรอง”

“ถ้ามันเก่งจริงไอ้อิศร์ลงหลุมไปนานแล้ว” สุนทรนิ่งไม่ตอบโต้ เก็บอุปกรณ์ทำแผลแล้วไปบอกกรองทองให้เตรียมกับแกล้ม คุณไอศูรย์จะกินเหล้าที่นี่

“แล้วทำไมเขาต้องมากินที่นี่ด้วยล่ะพ่อ ทำไมไม่กินที่บ้าน”

“เขามีธุระจะคุยกับพ่อ”

“ธุระฆ่าคุณอิศร์ใช่ไหมพ่อ”

สุนทรชะงักไปนิดก่อนตำหนิลูกสาวว่าพูดจาเหลวไหล แต่กรองทองก็ยังคาดคั้นต่อไปว่าที่คุณอิศร์เกือบตายที่กระบี่คงจะเป็นฝีมือของเขา

“กรอง...พ่อบอกให้เลิกพูดเรื่องนี้ เตรียมกับแกล้มเสร็จแล้วก็รีบเอาออกไป”

กรองทองหน้างอ ยกจานกับแกล้มไปวางบนโต๊ะตรงหน้าไอศูรย์อย่างกระแทกกระทั้นแล้วเดินหนีทันทีที่เห็นสุนทรตามเข้ามา ไอศูรย์ไม่ได้ใส่ใจเธอ เรียกสุนทรมาสั่งให้ทำตามที่ตนบอก ไปหาคนใหม่มาจัดการอิศร์ เพราะทิตาท่าทางจะไม่ได้เรื่อง ขืนพลาดบ่อยๆอิศร์คงรู้ตัวเข้าสักวัน

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับ ถึงจะจัดการคุณอิศร์ไม่สำเร็จ แต่ทิตาก็วางระเบิดเอาไว้ตามที่คุณศูรย์สั่งทุกอย่าง” สุนทรพูดอย่างมีเลศนัย ไอศูรย์นิ่งไปนิดก่อนจะค่อยๆยิ้มออกมา

ที่แท้ทิตาวางแผนโยนความผิดให้มิสเตอร์ลีตามเกมของไอศูรย์...ตำรวจพบอักษรภาษาจีนที่หัวไหล่ศพลูกน้องของทิตา และอักษรแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของแก๊งมาเฟียฮ่องกงซึ่งมีความเกี่ยวพันอย่างลับๆกับมิสเตอร์โรเจอร์ ลี

อนุภัทร อิศร์ และแพรพลอยรับรู้ข้อมูลนี้จากตำรวจเจ้าของคดีด้วยความประหลาดใจ หรือว่ามิสเตอร์ลีจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายที่ตามฆ่าอิศร์หลายครั้งแล้ว ดังนั้นเพื่อให้ตัวเองไม่เป็นภาระบอดี้การ์ดสาวจนเกินไป อิศร์จึงตั้งใจฝึกฝนวิชาหมัดมวยไว้ป้องกันตัวเอง โดยมีแพรพลอยเป็นผู้ฝึกสอน

แน่นอนว่าการฝึกย่อมมีพลาดพลั้งบาดเจ็บบ้างเป็นธรรมดา แต่อริสรารู้เห็นแล้วทำเป็นเรื่องใหญ่จะให้อิศร์หยุดพักทำแผล แพรพลอยแอบหึงจึงขอตัวไปวิ่งออกกำลังกายคนเดียว แต่สักครู่อิศร์ก็หนีอริสราตามมาจนได้ แถมยังมีโอกาสโชว์ฝีมือช่วยจับโจรปล้นร้านทองที่บังอาจเอาปืนปลอมมาเป็นอาวุธ

นอกจากมุ่งมั่นเรื่องส่วนตัวแล้วอิศร์ยังต้องเข้าไปทำงานที่บริษัท อำพลกับไอศูรย์วางแผนให้อิศร์ดูแย่ในสายตาผู้ถือหุ้นด้วยการเสนอในที่ประชุมว่าที่ผ่านมาบริษัทเสียความเชื่อมั่นจากคดีทุจริต ปลายปีนี้เราควรจะมีโปรเจกต์ใหญ่เพื่อดึงความสนใจของลูกค้าและนักลงทุนกลับมา

ไอศูรย์สนับสนุนไอเดียพ่อ เขาเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเราไม่ควรอยู่เฉย ไม่งั้นคู่แข่งอย่างโรเจอร์ ลี จะนำหน้าเราออกไปเรื่อยๆ อิศร์เห็นด้วยกับสองพ่อลูก เช่นเดียวกับ ผู้ถือหุ้นท่านอื่นๆ แต่พวกเขาก็ยังอยากฟังไอเดียจากคนรุ่นใหม่อย่างอิศร์บ้าง

เหตุนี้เองทำให้อิศร์ต้องไปคิดเป็นการบ้านเพื่อพิสูจน์กึ๋นตัวเองเพราะอำพลเอ่ยปากคาดหวังไว้กลางที่ประชุมแล้วว่าพวกเราทุกคนจะรอฟัง แพรพลอยอยากช่วยอิศร์แต่ก็คิดไม่ออกเหมือนกัน ได้แต่ปลอบให้เขาใจเย็น ค่อยๆคิดอย่าไปเครียดเดี๋ยวจะกลายเป็นกดดันตัวเอง

“เย็นนี้ฉันจะไปกินข้าวกับแม่ คุณจะไปด้วยไหม เผื่อได้เล่นกับเด็กๆ แล้วจะหายเครียด”

ตอนที่ 10

คืนแรกที่กระบี่...แพรพลอยสะดุ้งตื่นร้องเอะอะโวยวายหลังฝันถึงเหตุการณ์พ่อแม่ถูกคนร้ายฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม แต่เธอไม่ยอมพูดอะไรเมื่ออิศร์มาเคาะห้องซักถามด้วยความเป็นห่วง

แม้แพรพลอยไม่เล่ารายละเอียด บอกแค่ว่าฝันร้าย อิศร์ก็ห่วงจนไม่เป็นอันนอน ลุกขึ้นมาร้องรำทำเพลงเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากเธอถึงจะเบาใจ ยอมแยกย้ายไปนอนในที่สุด

เช้าขึ้นทั้งสี่คนเตรียมตัวออกไปดำน้ำดูปะการังโดยไม่รู้ว่าภัยกำลังจะมาถึงตัวด้วยน้ำมือทิตาที่รับงานมาจากไอศูรย์ ส่วนอำพลเพิ่งรู้จากสุนทรว่าวันก่อนไอศูรย์มาขอที่อยู่ทิตาไป และตอนนี้สุนทรก็ติดต่อทิตาไม่ได้ ทั้งคู่จึงสงสัยว่าเธอน่าจะรับงานโดยตรงจากไอศูรย์ไปฆ่าอิศร์

กรองทองได้ยินบทสนทนาของอำพลกับสุนทรโดยบังเอิญ เธอตกใจมากไม่อยากเชื่อว่าอำพลกับไอศูรย์วางแผนฆ่าอิศร์ แถมพ่อของเธอก็รู้เห็นด้วย เมื่อเห็นพ่อเตรียมตัวออกจากบ้าน เธอจึงร้อนรนเข้าขวางและคาดคั้นว่าจะไปไหน

“ไปธุระให้นาย แกถามทำไม มีอะไรก็ไปทำสิ”

“ไม่นะ กรองไม่ให้พ่อไป”

“อะไรของแกยายกรอง ปล่อยพ่อ”

“พ่อจะไปฆ่าคุณอิศร์ใช่ไหม”

“แกเอาอะไรมาพูด”

“ก็กรองได้ยินพ่อพูดกับคุณผู้ชายว่าพวกเขาจะฆ่าคุณอิศร์ ทำไมล่ะพ่อ โกรธแค้นอะไรกันนักหนาถึงต้องฆ่าแกงกัน”

“มันเป็นเรื่องของเจ้านาย”

“แสดงว่าเป็นเรื่องจริง...ไม่นะพ่อ พ่ออย่าทำอะไรคุณอิศร์นะ คุณอิศร์เป็นคนดี เธอไม่เคยคิดร้ายกับใครเลย พ่อก็รู้”

“พ่อรู้ แต่พ่อตัดสินใจแทนนายไม่ได้”

“แต่กรองไม่ให้พ่อทำ”

“พ่อไม่ได้เป็นคนลงมือหรอก มีหน้าที่ก็แค่รับคำสั่งนายเท่านั้น”

“งั้นใครลงมือ กรองจะไปหยุดมัน กรองจะแจ้งตำรวจ”

“กรอง! ครอบครัวของนายมีบุญคุณล้นหัวเราพ่อลูก แกอย่าได้แม้แต่จะคิดทำอย่างนั้นเป็นอันขาด”

“แต่สิ่งที่พวกเขาทำมันผิด”

“ถ้าแกไม่อยากให้พ่อเดือดร้อนไปด้วย แกก็ต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะตอนนี้พ่อมาไกลเกินว่าจะถอยกลับแล้ว”

สุนทรตัดบทแล้วเดินออกไป กรองทองยืนน้ำตาไหลร้าวรานใจ เป็นห่วงพ่อบังเกิดเกล้าและอิศร์ผู้ชายที่เธอหลงรัก

ooooooo

ทิตากับลูกน้องเฝ้าติดตามจับตาพวกอิศร์ทุกระยะตั้งแต่กลางวันยันค่ำก่อนจะลงมือในขณะที่พวกเขากำลังปิ้งย่างอาหารกินกันริมหาด

ทั้งสี่คนเฮฮาปาร์ตี้กันได้ไม่นานก็มีอันต้องระเห็จไปขึ้นเรือเร็วหนีคนร้าย ถึงกระนั้นก็ยังถูกไล่ล่าท่ามกลางความมืด กระทั่งเรือถูกพวกทิตายิงจนระเบิดทำให้ทั้ง สี่คนสูญหายกันไปไม่เห็นแม้แต่ศพ

ทิตาไม่แน่ใจว่าพวกอิศร์ตายแล้ว เธอต้องการค้นหาให้เจอศพแต่ลูกน้องมั่นใจว่าพวกนั้นตายแน่ กอปรกับมีเรือชาวประมงผ่านมา เธอกับลูกน้องเลยต้องล่าถอยไปจากตรงนั้น ส่วนอิศร์กับแพรพลอยที่พลัดตกน้ำมาด้วยกันได้รับความช่วยเหลือจากชาวประมง ขณะที่มายาวีกับอนุภัทรลอยคอไปถึงเกาะร้างไม่ห่างจากที่เกิดเหตุนัก

เช้าขึ้น แพรพลอยลืมตาตื่นและพบว่าตัวเองนอนอยู่ในบ้านไม้ ส่วนอิศร์ยังสลบไสลอยู่คนละมุม เนื้อตัวทั้งคู่ระบมไปด้วยรอยแผลฟกช้ำจากเหตุการณ์เมื่อคืน ครั้นเธอปลุกเขาตื่นขึ้นมา เขาทำท่าตกใจและงุนงง

“นี่เราอยู่ที่ไหนกัน”

“ผมก็ไม่รู้ ผมจำได้แต่ว่าเรือเราถูกยิง แล้วก็ระเบิดตูม หรือว่าคนร้ายมันจะจับตัวเรามา รีบไปเถอะ...โอ๊ย!”

อิศร์ร้องลั่นขึ้นมาอีก เพราะผลุนผลันลุกขึ้นจนเจ็บแผล

“ค่อยๆสิคุณ เดี๋ยวแผลก็ฉีก ฉันว่าไม่ใช่หรอก ถ้าเราโดนจับมามันจะทำแผลให้คุณทำไม”

“มันอาจจะเรียกค่าไถ่พวกเรา”

ทันใดประตูบ้านเปิดออก ลุงกับป้าโผล่หน้าเข้ามา อิศร์กระโดดเหยงรีบผลักแพรพลอยไปด้านหลังอย่างระมัดระวังตัว

“เฮ้ย อย่าเข้ามานะ ฉันสู้ตายนะโว้ย”

“อะไรกันพ่อหนุ่ม หายดีแล้วเหรอถึงลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกาน่ะ”

อิศร์ชะงัก สังเกตว่าลุงกับป้าดูใจดี ไม่น่าจะใช่คนร้าย

“โล่งอกที่หนูสองคนฟื้นกันแล้วทั้งคู่ ลุงกับป้าว่าจะไปตามหมอที่อนามัยพอดี”

“คุณลุงกับคุณป้าเป็นใครคะ”

“เออ คงยังงงๆอยู่สินะ เมื่อคืนพวกหาปลาเขาไปเจอคุณสองคนลอยคออยู่ เห็นว่าเรือแตก จำได้ไหม”

อิศร์กับแพรพลอยมองหน้ากันไปมา ลุงกับป้าเลยตัดบทให้ไปคุยกันต่อที่วงข้าว...อิศร์กินข้าวอย่างหิวโหย โดยมีแพรพลอยคอยสะกิดเตือนไม่ให้มูมมามน่าเกลียด แต่ลุงกับป้ามองอย่างเอ็นดู

“แถวนี้มีไม่กี่เกาะที่มีคนอยู่ คุณสองคนโชคดีมากที่มีคนไปเจอเข้า”

“แล้วคนที่ไปพบ...เจอแค่พวกเราสองคนเหรอคะ”

“ทำไมเหรอ ยังมีใครอีก”

“เพื่อนของผมครับ อีกสองคน ตกเรือหายไป”

“ไม่มีนะ ไอ้ดำกับไอ้แดงบอกว่าเจอคุณสองคนเกาะทุ่นเรือสลบอยู่ ไม่เห็นมีคนอื่น อ้อ มีเรือลำนึงมาวนอยู่ใกล้ๆ แล้วก็แล่นหายไป”

“ถ้าอย่างนั้นเราขอยืมโทรศัพท์ได้ไหมคะ หนูเป็นห่วงเพื่อน”

“เกาะนี้ไม่มีโทรศัพท์หรอกจ้ะ ต้องนั่งเรือไปอีกที่ แต่ตอนนี้ออกไปไม่ได้หรอกนะ พายุกำลังจะเข้า”

แพรพลอยอึ้ง สบตาอิศร์อย่างกังวล แล้วบ่นลับหลังลุงกับป้าว่าเราจะทำยังไงกันดี เธอเป็นห่วงมายาวีกับอนุภัทร

“ผมว่าเขาสองคนก็คงเป็นห่วงเราเหมือนกัน ถ้าเขายังไม่ตายนะ”

“พูดอะไรอย่างนั้น...ปากเสีย”

อิศร์ตบปากตัวเองแล้วเดินตามเธอไปที่ชายหาด แพรพลอยมองท้องฟ้ามืดครึ้มอย่างไม่สบายใจ

“เราออกไปไม่ได้ แต่ถ้าติดต่อคนบนฝั่งได้ก็ยังพอจะช่วยตามหาพวกเขาได้บ้าง รอคอยอยู่แบบนี้ฉันใจไม่ดีเลย”

เวลาเดียวกันนั้น อนุภัทรกับมายาวีเดินเซซังไปตามชายหาดเกาะร้างซึ่งแดดร้อนจัดจนมายาวีเริ่มอ่อนแรง ร้องโอดโอยว่าจะเดินไปถึงไหน ตนเหนื่อยแล้ว

“ก็เดินหาคนช่วยเราไง เผื่อจะมีคนอยู่ที่นี่...มีใครอยู่ไหม ช่วยพวกเราด้วยครับ...คุณก็ตะโกนสิ”

“ฉันตะโกนมาตั้งแต่เช้าจนไม่มีเสียงแล้ว น้ำก็ยังไม่ได้กินซักหยด”

“งั้นก็อดทนอีกนิดนะ ถ้าเจอชาวบ้านผมจะขอน้ำให้...มีใครอยู่บนเกาะนี้ไหม ช่วยผมด้วยครับ”

อนุภัทรเดินป้องปากตะโกน มายาวีเดินตามหลัง แต่เริ่มโงนเงนแล้วล้มฟุบเป็นลมไปในที่สุด...

วันเวลาเดียวกันที่กรุงเทพฯ อริสราตามมาเซ้าซี้ป้าดวงอยากรู้ว่าอิศร์ไปไหนทำไมยังไม่กลับมาสักที ป้าดวงลังเลจะตอบดีหรือไม่ ก็พอดีไอศูรย์โผล่เข้ามาถามภรรยาด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“คุณจะตามไปหรือไง”

ป้าดวงเห็นท่าไม่ดีรีบหลบฉากไป อริสราชักสีหน้าใส่สามี

“ใช่...ฉันก็อยากจะไปพักผ่อนเหมือนกัน เบื่อบ้านนี้”

“แต่การที่อิศร์ไม่บอกใคร ก็แปลว่ามันไม่อยากให้ใครบางคนตามไป”

“คนบางคนที่ว่าก็คือคนโมโหร้ายไร้เหตุผลอย่างคุณนั่นแหละ ที่ทำให้อิศร์ไม่อยากอยู่บ้านนี้”

“งั้นก็ดี ให้มันไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมาอีกเลย ผมจะมีความสุขมาก ฮ่าๆๆ”

ไอศูรย์หัวเราะเสียงต่ำกวนประสาท ลำพองใจว่าคราวนี้อิศร์ตายแน่!

ooooooo

ตอนที่ 9

เมื่อถูกธำรงแฉซึ่งหน้าทำให้ไอศูรย์กระวน กระวายไม่สบายใจ เร่งรัดพ่อให้รีบทำลายหลักฐานทั้งหมดก่อนที่เรื่องจะโยงมาถึงเรา

“แกไม่ได้ยินหรือไงว่าไอ้ธำรงมันมีหลักฐาน เราทำอะไรไม่ได้แล้ว”

“มันอาจจะบลัฟเราก็ได้ ผมว่าเราควรจะทำอะไรซักอย่างดีกว่าอยู่เฉยๆแบบนี้ ถ้าไอ้อิศร์มันเชื่อไอ้ธำรงเราก็จบ ทุกอย่างพังหมด ผมจะไปที่บริษัท”

ไอศูรย์ผลุนผลันจะออกไป แต่เรณูกับไอริณสวนเข้ามาก็เลยชะงัก

“แสดงว่ามันเป็นเรื่องจริง คุณกับไอศูรย์ร่วมมือกันโกงบริษัท คุณกล้าทำได้ยังไงคะคุณอำพล”

อำพลไม่ตอบแถมหันหน้าหนีภรรยา ทำให้ลูกสาวยิ่งมั่นใจ

“คุณปู่ระแคะระคายเรื่องนี้ใช่ไหมคะ ถึงได้ยกสมบัติส่วนใหญ่ให้พี่อิศร์หมด เพราะพี่อิศร์คงไม่มีปัญญากอบโกยผลประโยชน์เหมือนพ่อกับพี่ศูรย์ทำ”

“ไอริณ! มันจะมากไปแล้ว แกคิดว่าพวกฉันทำเพื่อตัวเองหรือไง ไอ้ธำรงมันพูดถูก ที่แกนั่งนอนกินสุขสบายก็เพราะสิ่งที่พวกฉันทำนี่แหละ”

อริสราลงบันไดมาได้ยินเสียงเอะอะ ค่อยๆเดินมายืนแอบฟังอยู่หน้าห้อง

“อย่าเอาความโลภของตัวเองมาอ้างนะ คุณก็รู้ว่าฉันกับลูกไม่ใช่ไม่เคยผ่านความลำบากมาก่อน”

“ใช่สิ เพราะเราเคยลำบากจนต้องซมซานมาของานคุณพ่อกับไอ้อำนาจ ฉันถึงจะไม่ยอมกลับไปเป็นอย่างนั้นอีก ฉันทุ่มเททำงานให้คุณพ่อมากกว่าใคร ฉันก็ต้องได้รับผลตอบแทนมากที่สุด”

“แต่มันเป็นวิธีสกปรก เป็นเงินสกปรก”

“ก็เงินสกปรกนี่แหละที่ซื้อข้าวซื้อน้ำให้เธอกิน ถ้าไม่พอใจเธอก็ออกไปจากบ้านนี้ได้เลย”

“คุณพ่อใจเย็นๆสิคะ” ไอริณเริ่มหน้าเสีย

“ถ้าแกอยากจะกินอุดมคติเหมือนแม่ของแกก็ตามใจ ฉันจะสั่งตัดเงินเดือนแกตั้งแต่พรุ่งนี้”

“ว้ายคุณพ่อ เดี๋ยวก่อนสิคะ” ไอริณตกใจวิ่งตามอำพลออกไป ส่วนไอศูรย์หันขวับมาโวยวายใส่เรณู

“คุณแม่ก็เห็นว่าผมกับคุณพ่อทำงานหนักมาตลอด ขณะที่ไอ้อิศร์มันเอาแต่สำราญอยู่เมืองนอกจนคุณปู่เสีย แล้วจะให้มันมาชุบมือเปิบโดยที่เราไม่ได้อะไรเลยเหรอครับ”

“แต่มันไม่ถูกต้อง”

“มันไม่ถูกต้องตั้งแต่คุณปู่รักมันมากกว่าลูกหลานทุกคนแล้ว คุณปู่ไม่ยุติธรรมเอง ช่วยไม่ได้”

ไอศูรย์ผลุนผลันออกไปอีกคน เรณูถอนใจกลุ้ม อริสราที่แอบอยู่แถวนั้นรีบเดินไปอีกทาง ตั้งใจไปหาอิศร์แต่เจอไอริณสกัดขัดขวางอย่างรู้ทัน

“แอบฟังเรื่องทั้งหมดแล้วจะคาบไปฟ้องพี่อิศร์ล่ะสิ เลิกทำตัวเป็นนกสองหัวได้แล้วพี่อริส ละอายใจซะบ้าง”

“แล้วพี่ชายกับพ่อคุณล่ะ ไม่ละอายใจบ้างหรือไง ทำแบบนี้เขาเรียกว่าลักกินขโมยกิน”

“ปากดีนัก” ไอริณเงื้อมือหรา

“เอาสิ ตบฉันเลย แต่คุณคงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น แค่ฉันบอกไอศูรย์คำเดียวว่าคุณทำร้ายฉัน บ้านนี้มันจะยิ่งลุกเป็นไฟกว่าเดิม”

ไอริณชะงัก กลัวฤทธิ์ไอศูรย์เลยไม่กล้า อริสรายิ้มสะใจแล้วเดินตรงไปบ้านอิศร์และพยายามเซ้าซี้ป้าดวงว่ามืดค่ำป่านนี้แล้วอิศร์ออกไปไหน

“ป้าไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”

“อริสเป็นห่วงอิศร์เหมือนกันนะคะป้าดวง เขาเป็นยังไงบ้าง เครียดหรือเปล่า”

“ก็คงทุกข์ใจมากล่ะค่ะ แต่คุณแพรพลอยดูแลอยู่ คุณอริสกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ คุณอิศร์เธอสั่งไว้แล้วว่าคืนนี้อาจจะไม่กลับมานอนที่บ้าน”

“หมายความว่ายังไงคะ อิศร์จะไม่กลับมานอนบ้าน แล้วเขาจะไปค้างที่ไหน”

“ก็คงไปนอนกกกับบอดี้การ์ดให้หายกลุ้มใจละมั้ง” เสียงไอศูรย์ดังขึ้นข้างหลัง อริสราหันขวับไปก็เห็นสีหน้าเยาะหยันสะใจของเขา เธอไม่อยากต่อปากต่อคำจึงเลี่ยงกลับบ้านแต่ไอศูรย์ยังตามมากระชากแขนเธออย่างเอาเรื่อง

“อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ พวกคุณมันสกปรก ฉ้อโกงได้แม้กระทั่งญาติพี่น้องตัวเอง”

“เพราะเรื่องนี้เองคุณถึงแล่นไปโอ๋มัน ไม่ดูสังขารตัวเอง หายป่วยแล้วหรือไง”

“ฉันห่วงอิศร์มากกว่าตัวฉันเอง ตอนนี้เขาคงเสียใจมากที่ได้เห็นธาตุของลุงกับพี่ชายที่เขาเคารพว่าที่แท้แล้วก็เป็นพวกโลภมาก ไว้ใจไม่ได้”

“คุณไม่มีสิทธิ์มารังเกียจสิ่งที่ผมทำ ในเมื่อคุณก็ได้ผลประโยชน์นั้นด้วย เงินที่พ่อแม่คุณเอาไปรักษาหน้าตัวเองไม่ให้ต้องกลายเป็นคนล้มละลายมันก็เงินสกปรกก้อนนี้แหละ”

“ถ้าฉันรู้ซักนิด ฉันจะไม่ยอมให้พ่อแม่รับความช่วยเหลือจากคุณ”

“ทำอย่างกับคุณจะห้ามได้ พ่อกับแม่คุณอยากขายคุณให้ผมจนตัวสั่น...ยังไงเราสองคนก็หนีกันไม่พ้น รู้ไว้ซะด้วย”

“คุณมันน่าขยะแขยงขึ้นทุกวัน” อริสราตวาดใส่หน้าแล้วผลุนผลันขึ้นห้อง ทิ้งให้ไอศูรย์ยืนอึ้งอย่างเจ็บปวด...เมื่อไหร่เธอถึงจะรักเขาเสียที!

ooooooo

อิศร์หลบความวุ่นวายภายในครอบครัวไปค้างคืนที่บ้านโอบไอรักโดยมีแพรพลอยอยู่เคียงข้าง รวมทั้งกรณ์และน้องๆอีกหลายคนต่างก็ให้กำลังใจและยินดีต้อนรับเขาทุกเมื่อ

การมาครั้งนี้ของอิศร์นึกไม่ถึงว่าจะทำให้เขาได้คิดเรื่องการทำงานและต้องการประสานรอยร้าวในครอบครัวให้กลับมาสมัครสมานสามัคคีกันเหมือนตอนที่ปู่ของเขายังมีชีวิตอยู่

เพียงเช้าวันรุ่งขึ้นที่อิศร์กลับไปบ้านตัวเอง อำพลกับไอศูรย์ก็ถูกเชิญมาพบ สองพ่อลูกพอจะรู้ว่าอิศร์เรียกไปทำไม เพราะอำพลเพิ่งได้รับรายงานจากเลขาว่าเมื่อเช้าอิศร์มาขอเอกสารเกี่ยวกับบริษัทคู่ค้าของตนไปทั้งหมด ไอศูรย์เลยมั่นใจว่าคราวนี้โดนมันเล่นงานแน่

เมื่อญาติทุกคนมากันพร้อมหน้าภายในห้องรับแขก อำพลรีบออกตัวอย่างว้าวุ่นใจทั้งๆที่อิศร์ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ

“อิศร์...ให้ลุงอธิบายก่อนนะ ลุงอธิบายได้”

“ไม่จำเป็นหรอกครับคุณลุง เอกสารทั้งหมดที่ผมได้รับเมื่อเช้ามันเคลียร์ทุกอย่างชัดเจนแล้ว ผมคงต้องขอยกเลิกสัญญากับบริษัททั้งหมดที่มีชื่อคุณลุงกับพี่ไอศูรย์ไปเกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจในบริษัทอีก”

อำพลกับไอศูรย์หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ธำรงชำเลืองมองยิ้มๆอย่างสะใจ

“ส่วนเรื่องพี่ธำรง ผมจะเสนอให้ที่ประชุมถอนตัวออกจากทุกโครงการเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เราคงต้องเคลียร์ตัวเองก่อนถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ พี่คงต้องถูกพักงานอย่างไม่มีกำหนด แต่จะยังได้รับเงินเดือนจากผม ส่วนเรื่องคดีก็คงต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ทนายเราจะช่วยดูแลเต็มที่”

“ขอบใจมากนะอิศร์” อำนวยพยักหน้าส่งสัญญาณให้ธำรงขอบใจอิศร์ ธำรงเลยต้องพูดอย่างฝืนใจ แต่สำหรับไอศูรย์นั้นยืนมองด้วยความหมั่นไส้ แล้วตั้งใจประชดอิศร์ว่ามีคำสั่งให้รับทราบแค่นี้ใช่ไหม

“ยังเหลืออีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องหุ้น” อิศร์เว้นจังหวะ มองทุกคนอย่างชั่งใจครั้งสุดท้าย “ผมจะโอนหุ้นส่วนหนึ่งของผมให้กับพวกเราทุกคนเป็นจำนวนเท่าๆกัน”

ทุกคนฮือฮาแปลกใจ แพรพลอยยืนอยู่ห่างๆกับป้าดวงมองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึง

“เพื่อตัดปัญหาเรื่องความไม่ยุติธรรมที่ทำให้หลายคนไม่พอใจคุณปู่ และผมคิดว่าเมื่อพวกเรามีสิทธิ์ในบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน ก็คงจะทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใสและจริงใจมากขึ้นเพื่อให้เดชโชดมกรุ๊ปก้าวหน้า ทุกคนเห็นว่ายังไงครับ”

อำพลกับไอศูรย์หัวใจพองโต แต่อำนวยมีสีหน้าไม่สบายใจ ท้วงหลานชายว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ อะไรที่ปู่มอบให้ก็ควรเป็นของอิศร์

“โธ่คุณพ่อ อิศร์อุตส่าห์มีน้ำใจ เดี๋ยวมันเสียกำลังใจหมด ดีมากอิศร์ ว่าง่ายอย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าน้องพี่”

ธำรงตบไหล่อิศร์อย่างสนิทสนม พอใจที่ได้ส่วนแบ่งเพิ่ม อำพลกับไอศูรย์ดีใจแต่เก็บอาการมิดชิดแล้วพาครอบครัวกลับบ้านอย่างโล่งอก แต่พอได้ยินไอริณพูดตอกย้ำความผิดขึ้นมาก็โมโหฉุนเฉียว

“เป็นอันว่าจบลงด้วยดีแฮปปี้เอนดิ้งแล้วนะคะ เราไม่เสียอะไร แถมยังได้หุ้นเพิ่ม คุณพ่อกับพี่ศูรย์ก็อย่ามุบมิบทำอะไรอีกก็แล้วกันนะคะ เดี๋ยวพี่อิศร์จะเปลี่ยนใจ”

“นี่แกเป็นแม่ฉันตั้งแต่เมื่อไรฮึยายริณ” อำพลตวาดใส่

“ริณก็แค่เตือน ไม่อยากให้เราต้องมาทะเลาะกันเพราะผลประโยชน์ ยังไงเราก็นามสกุลเดียวกัน”

“พวกฉันรู้ว่าควรจะทำอะไร แกไม่ต้องมาสอน” ไอศูรย์ผลักไอริณออกจากห้องแล้วปิดประตูก่อนหันมาถามอำพลที่นั่งนิ่งเหมือนใช้ความคิด “พ่อคิดอะไรอยู่ครับ”

“พ่อไม่นึกว่าอิศร์มันจะใจปํ้าขนาดนี้ ไม่เอาเรื่องเราสองคน แถมยังยกหุ้นให้”

“มันก็คงคิดว่าเราหิวเงินเหมือนไอ้ธำรงไงครับ แต่มันไม่ได้จะถอนตัวจากการบริหารบริษัท เราอาจจะได้ ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น แต่อำนาจก็ยังเป็นของมันอยู่ดี”

“แกคิดอย่างนั้นเหรอ”

“ไอ้อิศร์มันฉลาด เล่นบทพระเอกซื้อใจคน เพราะมันรู้ว่ามันมีแต่ได้กับได้ ยังไงเราก็ยังเป็นเบี้ยล่างมันอยู่”

ไอศูรย์เสี้ยม เพราะรู้ว่าอำพลเริ่มใจอ่อนลงเมื่อได้ผลประโยชน์มากขึ้น...ขณะเดียวกันที่บ้านอิศร์ ป้าดวงกำลังบ่นคุณหนูของตนที่นั่งเซ็นเอกสารเรื่องโอนหุ้น โดยมีแพรพลอยยืนมองด้วยความรู้สึกเดียวกับป้าดวง

“โธ่เอ๊ยคุณอิศร์ ทำตัวเป็นพระเวสสันดรไปได้ อยู่ๆ ก็ยกโน่นยกนี่ให้คนอื่นเขา ไม่กลัวลำบากบ้างหรือไงคะ”

“ป้าครับ...ผมไม่ได้หมดเนื้อหมดตัวซักหน่อย ก็แค่แบ่งสันปันส่วนให้ยุติธรรมมากขึ้นเท่านั้น บ้านเราจะได้สงบสุข”

“แต่คุณแก้ปัญหาง่ายไปหรือเปล่า คนที่ทำผิดไม่ถูกลงโทษ แล้วเขาจะสำนึกได้ยังไง”

“ผมรู้ว่าเขาทำผิดเพราะต้องการอะไร ถ้าเราให้สิ่งที่เขาต้องการ เขาก็คงไม่ทำผิดซ้ำสองอีก”

“ความโลภของคนมันไม่มีจุดสิ้นสุดหรอกนะคุณอิศร์ คุณให้เขาวันนี้ เขาก็จะต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ”

“ผมก็จะให้เขาอีกเท่าที่ผมให้ได้ เพราะเขาคือครอบครัวของผม ถ้าผมอิ่ม เขาก็ควรจะอิ่มเหมือนกัน เอาน่า ถ้าผมให้จนหมดตัวเหมือนพระเวสสันดรจริง เดี๋ยว เราค่อยหิ้วกระเป๋าไปขออาศัยมูลนิธิคุณแพรเนอะป้าเนอะ”

“พูดเป็นเล่นไปได้คุณอิศร์นี่” ป้าดวงตีแขนอิศร์เบาๆ แพรพลอยส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขาเพราะสังหรณ์ใจบางอย่าง...

เช้าวันถัดมา อนุภัทรยื่นจดหมายลาออกให้บรรเลงถึงห้องทำงาน...หลังจากอ่านคำอธิบาย บรรเลงเกิดข้อสงสัย ถามผู้กองว่าเราปิดคดีนี้เรียบร้อยแล้วทำไมถึงต้องลาออก

“เพราะแผนการของผมทำให้เกิดเรื่องบานปลายจนมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต ผมต้องการแสดงความรับผิดชอบครับ”

“ผมอ่านรายงานของคุณแล้ว เข้าใจว่ามันเป็นเหตุ สุดวิสัย บอกมาเถอะว่ามีเหตุผลอะไรกันแน่ เราพูดกันได้ทุกเรื่อง”

“ยังไงผมก็ต้องแสดงความรับผิดชอบที่ทำให้คุณมายาวีตกอยู่ในอันตรายครับ”

“อ้อ เรื่องนั้นเอง”

“มันเป็นความสะเพร่าของผมเองครับ ผมไม่ควรเอาเธอมาเกี่ยวข้องกับงานนี้”

“ผมก็บ่นยายเมย์ไปหลายกระบุงเหมือนกัน แต่เมย์เป็นคนดื้อ ยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ คงคิดแบบเด็กๆว่านี่เป็นเกมสนุกๆ ก็เลยเสนอตัวช่วยคุณ”

“เสนอตัวเหรอครับ”

“ยายเมย์บอกว่าเขาอาสาปลอมตัวไปเป็นแคดดี้ให้คุณ ทั้งที่คุณมีแผนจะใช้ตำรวจนอกเครื่องแบบสวมรอยเข้าไป เขาบอกว่าตัวเองเหมาะสมกว่า เพราะเป็นโปรกอล์ฟ รู้เรื่องศัพท์เทคนิคอะไรดีกว่าคนของคุณ แต่ก็นั่นแหละ ที่พลาดไม่ใช่เรื่องกอล์ฟ แต่ดันพลาดตอนแอบถ่ายรูปหลักฐานนี่แหละ”

“คุณเมย์พูดอย่างนั้นเหรอครับ” อนุภัทรทำหน้าประหลาดที่มายาวีทึกทักรับผิดชอบเองหมด แล้วอีกครู่ต่อมาเขาก็มุ่งหน้าไปหาเธอที่บ้านพร้อมขนมหนึ่งถุงเป็นของฝาก และเอ่ยปากขอโทษที่ไม่ได้มาเยี่ยมให้เร็วกว่านี้

“รู้ตัวเหมือนกันเหรอ ฉันนึกว่าคุณจะลืมไปแล้วว่ายังมีฉันอยู่บนโลก” มายาวีประชดอย่างงอนๆ

“โธ่...ใครจะลืมคุณได้ ผมไม่กล้ามาเพราะคิดว่าคุณคงจะโกรธที่ผมทำให้คุณถูกจับตัวไป วันนี้ผมก็เลยเข้าไปขอลาออกกับคุณพ่อของคุณ”

“ตาบ้า! ฉันไม่ได้โกรธ อย่าลาออกเชียวนะ” เธอเผลอโวยวายเป็นห่วง อนุภัทรอมยิ้มรู้ทันแต่ยังอยากแกล้ง

“ท่านไม่ให้ผมออกเพราะคุณออกรับแทนผมไปหมดแล้วว่าเป็นคนเสนอตัวทำงานเสี่ยงนี้เอง คุณทำอย่างนั้นทำไม ผมควรจะต้องรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดเองนะ”

มายาวีเฉไฉไม่กล้ายอมรับว่าเป็นห่วงเขา บอกว่าตนผิดเองที่ทำงานพลาดเลยไม่อยากให้เขาเดือดร้อน เดี๋ยวจะตกงาน พออนุภัทรคาดคั้นว่าทำไมถึงไม่อยากให้ตนตกงาน เธอก็อึกอักไม่กล้าสบตา แล้วเดินเลี่ยงออกไปเมื่อเขารับสายอิศร์ที่โทร.เข้ามาพอดี

ตอนที่ 8

ที่แท้ทิตาก็เคยอยู่ในชายคาบ้านโอบไอรักมาก่อน แต่ตอนนั้นเธอยังเด็กและเข้ามาอยู่ได้ไม่นานเท่าแพรพลอยก็มีเหตุให้หนีออกจากบ้านไปและไม่มีใครทราบข่าวคราวอีกเลย

ครอบครัวทิตาแตกแยก พ่อแม่ไม่สนใจดูแลลูก เอามาทิ้งไว้ให้ป้าเลี้ยงในสลัม แต่ป้าของเธอติดเหล้าและทุบตีทารุณเธอบ่อยๆ ครั้งหนึ่งตอนเธอแปดขวบอัมพามาเจอเข้าจึงพามาเลี้ยงดูและให้การศึกษาเหมือนกับพวกแพรพลอย แต่เพราะนิสัยก้าวร้าวและเข้ากับใครไม่ได้แถมยังตอบโต้คนที่ชอบแกล้งเธอด้วยวิธีรุนแรง จึงถูกอัมพาลงโทษด้วยไม้เรียว ก่อนจะหนีหายไปจากบ้านตั้งแต่วันนั้น

ทิตาทบทวนเหตุการณ์ในอดีตอย่างขมขื่น แต่แล้วรีบสลัดมันทิ้งเมื่อสุนทรติดต่อมาพูดทำนองว่าควรจัดการแพรพลอยด้วยเพราะฝีมือเธอเก่งกาจอาจเป็นตัวขัดขวางงานสำคัญที่ต้องกำจัดอิศร์ เหตุนี้เองทำให้ทิตาปลอมตัวเป็นพยาบาลเพื่อไปฆ่าแพรพลอยที่ยังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล แต่งานไม่สำเร็จแถมทิตายังโดนแพรพลอยใช้มีดปอกผลไม้แทงเฉี่ยวเข้าที่เอวจนต้องหลบหนีออกมาด้วยความอาฆาตแค้น

หลังเหตุการณ์สงบลง แพรพลอยบังเอิญเห็นอริสรามาหาหมอที่แผนกสูตินรีเวช แต่พอเธอจะเข้าไปทัก

อริสรากลับลุกลี้ลุกลนเดินหนีไปชวนให้สงสัย จนกระทั่งเธอได้กลับมาอยู่ในบ้านอิศร์อีกครั้งหลังจากหายเป็นปกติ จึงทำท่าชวนอิศร์ไปเยี่ยมหลังได้ข่าวจากกรองทองว่าอริสราไม่ค่อยสบาย แต่อีกฝ่ายก็หลบหน้าหลบตาเพราะไม่อยากให้อิศร์รู้ว่าตัวเองท้อง

ด้านอนุภัทรยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของธำรงอย่างกระชั้นชิด โดยได้รับความร่วมมือจากมายาวีจนล่วงรู้ว่าธำรงทุจริตจริง โดยทำตัวเป็นนกสองหัวนำเอกสารประมูลงานก่อสร้างของบริษัทเดชโชดมมาให้เสี่ยทรงยศ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวประสานยัดใต้โต๊ะอธิบดีเกรียงไกรหวังรับเงินสองต่อ

เมื่อแน่ใจเช่นนี้แล้วอนุภัทรจึงให้มายาวีปลอมตัวเป็นแคดดี้เข้าไปตีซี้ทรงยศและเกรียงไกรที่สนามกอล์ฟเพื่ออัดเทปการสนทนาเรื่องการทุจริตไว้เป็นหลักฐานมัดตัว ปรากฏว่ามายาวีเกือบทำสำเร็จถ้าทรงยศไม่ไหวตัวเสียก่อน  แล้วโปะยาสลบเอาตัวเธอไปขังไว้ในที่แห่งหนึ่ง โดยที่อนุภัทรก็อยู่ในสนามกอล์ฟแต่ไม่รู้เห็น

เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาก็ตกใจและปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีใครจ้างมาสอดแนม ฝ่ายอนุภัทรที่ตามหาเธอไม่พบก็เริ่มร้อนใจเพราะใกล้ค่ำแล้ว จึงปรึกษาแพรพลอยกับอิศร์ก่อนจะแอบสะกดรอยตามธำรงที่รีบร้อนออกจากบ้านอย่างมีพิุรธ

ธำรงได้รับการติดต่อจากทรงยศว่าจับผู้หญิงคนหนึ่งได้  ซึ่งเธอยอมรับว่าเป็นสายตำรวจและยังอ้างว่าเป็นลูกสาวรัฐมนตรีบรรเลง เมื่อเขาเดินทางไปถึงพบว่าเป็นเรื่องจริงก็เลยถูกทรงยศกับเกรียงไกรต่อว่า

“นี่รู้จักกันเหรอ หรือว่าคุณกำลังวางแผนจะหักหลังพวกผม”

“ไม่ใช่นะเสี่ย ท่านอธิบดี ผมไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น แต่เนี่ยคุณมายาวีลูกสาวท่านบรรเลงจริงๆ ผมรู้จัก”

“ไม่จริง อย่ามาล้อผมเล่นนะ”

“นั่นสิ ลูกสาวท่านบรรเลงมาเกี่ยวอะไรกับพวกเรา”

“เกี่ยวสิ ก็ฝ่ายสืบสวนพิเศษกำลังจับตามองพวกคุณอยู่ เพราะพวกคุณร่วมมือกันฮั้วการประมูลโครงการของรัฐ หลักฐานอยู่ในมือตำรวจแล้ว ที่ฉันนี่เป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น”

คราวนี้ทั้งสามคนผงะ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“ฉันจะเตือนพวกคุณนะ ยอมมอบตัวซะดีๆ อย่าให้บานปลายไปกว่านี้ แล้วก็อย่าคิดฆ่าปิดปากฉันด้วย เพราะคงมีคนรู้แล้วว่าฉันหายตัวไป”

“แสดงว่าคุณร่วมมือกับตำรวจมาตลอดงั้นเหรอ”

“ใช่ พวกคุณไม่รอดหรอก ปล่อยฉันไปซะก่อนที่จะเดือดร้อน”

“ไม่! ฉันไม่ยอมโว้ย” ทรงยศตรงเข้ากระชากมายาวีเข้าไปในห้อง ธำรงตามมาขอร้องให้ใจเย็น แต่ทรงยศ กลับตวาดใส่อย่างฉุนเฉียว “ถ้าพวกคุณจะอยู่เฉยๆรอให้ตำรวจมันมาจับก็ตามใจ แต่ผมไม่เอาด้วย”

“แล้วเสี่ยจะทำอะไร”

“นังนั่นมันเป็นลูกรัฐมนตรีจริงๆใช่ไหม ผมก็จะเรียกค่าไถ่มัน”

“เสี่ย!! เรื่องใหญ่นะ”

“บอกแล้วไง ถ้าคุณไม่เอาด้วยก็อยู่รอตำรวจมันมาจับที่นี่...คิดดูให้ดีนะคุณธำรง ท่านอธิบดี ตอนนี้เรามีทางเลือกอะไรอีก นอกจากรีดเอาเงินของพ่อนังนั่นแล้วก็หนีออกนอกประเทศ”

ธำรงกับเกรียงไกรคล้อยตามในที่สุด แต่พอธำรงโทร.ไปที่บ้านท่านบรรเลงปรากฏว่าไม่มีใครรับสาย ทรงยศ ก็เลยวางแผนจะตัดนิ้วมายาวีส่งไปขู่ แต่ธำรงไม่เห็นด้วยพยายามทัดทานและขอลองติดต่อไปใหม่

ทันใดนั้นเองมีเสียงเหมือนคนบุกเข้ามาชั้นล่าง ตามด้วยเสียงไซเรนรถตำรวจ พวกทรงยศแตกตื่นและรีบหนีเอาตัวรอดโดยจะใช้มายาวีเป็นตัวประกันแต่ไม่สำเร็จเพราะแพรพลอยบุกเข้ามาช่วยทัน ขณะที่พวกตำรวจก็ล้อมรอบบ้านไว้หมดแล้ว

ทรงยศ เกรียงไกร และธำรงวิ่งพล่านมาเจออิศร์หน้าบ้าน ส่วนแพรพลอยกับมายาวีตามออกมาทีหลัง เธอพยายามกล่อมทั้งสามคนให้มอบตัวแต่ไม่เป็นผล ทรงยศดิ้นรนขัดขืนและคว้าอิศร์เป็นตัวประกันใช้ปืนจี้ให้ขึ้นรถกระบะของตำรวจพาตนออกไป ทิ้งอีกสองคนถูกตำรวจกรูเข้ามาจับได้โดยละม่อม

ก่อนที่อิศร์จะออกรถเพราะโดนทรงยศจ่อปืนบังคับ แพรพลอยตัดสินใจกระโดดขึ้นกระบะท้ายได้ทันท่วงที ทรงยศเห็นดังนั้นก็กระชากพวงมาลัยรถอย่างแรงเพื่อให้แพรพลอยทรงตัวไม่อยู่ จากนั้นเหยียบเบรกกะทันหันจนเธอเสียหลักตกลงไปจากรถ

อิศร์ตกใจมากรีบลงจากรถวิ่งไปหาแพรพลอยประคองเธอลุกขึ้นแต่ท่าทางจะไม่ทันเพราะทรงยศเร่งเครื่องกระหึ่มเตรียมจะพุ่งเข้าใส่ทั้งคู่อย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็น

นาทีนั้นเอง แพรพลอยกัดฟันลุกขึ้นเล็งปืนยิงเปรี้ยงเข้าแสกหน้าทรงยศจนฟุบคาพวงมาลัย แต่รถที่เร่งเครื่องไว้ยังคงวิ่งฉิวไปกระแทกต้นไม้ดังโครม ส่วนอิศร์กระชากแพรพลอยกลิ้งหลบลงข้างทางได้อย่างฉิวเฉียด

ooooooo

เช้าวันถัดมา อำนวยโกรธจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ทั้งด่าและทุบตีธำรงต่อหน้าอิศร์กับป้าดวง

“ไอ้ธำรง แกทำอย่างนี้ได้ยังไง ฉันไม่เคยสั่งสอนให้แกหากินแบบชั่วๆอย่างนี้”

“โอ๊ยพ่อ...ผมเจ็บ”

“คอยดูนะ ฉันจะไม่ช่วยแกเรื่องคดี จะปล่อยให้ติดคุกให้เข็ด ไอ้ลูกเวร”

“ก็ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่รู้เรื่องลักพาตัวคุณเมย์ พวกมันวางแผนกันเอง”

อำพลพาครอบครัวเข้ามาสมทบ แล้วดุด่าธำรงซ้ำอย่างเดือดดาล

“แต่เรื่องที่โกงเงินบริษัทแกก็ต้องรับผิดชอบ รู้ไหมว่าเราเสียหายเท่าไหร่ที่ต้องถอนตัวออกจากการประมูล”

“ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง เอาแต่ประโยชน์ตัวเอง แกไม่ต้องโอดครวญที่โดนแค่นี้มันยังน้อยไป” ไอศูรย์ซ้ำเติมแล้วตรงเขาตบหัวธำรง แต่เกือบจะโดนอีกฝ่ายชกคืนถ้าทุกคนไม่ห้ามไว้

“พอเถอะครับทุกคน...ผมอยากรู้ว่าพี่ธำรงทำอย่างนี้มากี่ครั้งแล้ว”

“ก็คงตั้งแต่แรกนั่นแหละค่ะพี่อิศร์...พี่ธำรงมีประวัติเรื่องกะล่อนปลิ้นปล้อนอยู่แล้ว สมัยเรียนก็โดนจับเรื่องลอกข้อสอบมาไม่รู้กี่คน”

“หุบปากนังไอริณ แกมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันหรอก”

ไอริณฮึดฮัดจะด่ากลับแต่เรณูปรามไว้ ส่วนธำรงกวาดตารอบตัวก่อนจะพูดโพล่งอย่างไม่แคร์ใครหน้าไหน

“คนที่นี่ไม่ได้ดีไปกว่าฉันซักคน เลิกสร้างภาพกันได้แล้ว”

“แกพูดอะไรของแก” อำนวยส่งสายตาคาดคั้นลูกชาย

แพรพลอยอยู่หน้าบ้านได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินไปถามกรองทองที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ว่ามีอะไรกัน?

“คนในบ้านกำลังทะเลาะกันใหญ่แล้วค่ะ เรื่องคุณธำรง”

แพรพลอยสีหน้าไม่สู้ดี เดินเข้ามาเห็นธำรงกำลัง เผชิญหน้ากับญาติพี่น้อง พร้อมกับโวยวายอย่างคนจนตรอก

“ผมไม่ใช่คนเดียวที่โกงบริษัท ถ้าจะด่าผมว่าเลวก็ควรจะด่าตัวเองกันด้วย”

“แกหมายถึงใคร” ไอศูรย์เริ่มร้อนตัว

“อย่านึกว่าผมไม่รู้เรื่องที่พี่กับลุงอำพลทำ แอบไปถือหุ้นบริษัทเครื่องจักร เอาของไร้คุณภาพมาขายให้บริษัท ชาร์จค่าซ่อมค่าอะไหล่แพงๆเข้ากระเป๋าตัวเอง แล้วยังเอาพวกพ้องมาเป็นซัพพลายเออร์กินเปอร์เซ็นต์เป็นล้านๆ”

ทุกคนตกตะลึง อำพลกับไอศูรย์อึ้งเถียงไม่ออกเพราะไม่ทันตั้งตัว ส่วนเรณูหน้าเสียหันไปถามสามีเสียงแผ่วว่าจริงหรือ?

“ก็ต้องจริงสิครับ ไม่งั้นคุณป้ากับยายริณจะสุขสบายอย่างนี้เหรอ งานการไม่ต้องทำ ใช้เงินไปวันๆ ทั้งที่ในบ้านมีคนทำมาหากินแค่สองคน ผมไม่โทษลุงกับพี่ศูรย์หรอก ทุกอย่างมันเป็นความผิดของแก...ไอ้อิศร์”

“ผมเกี่ยวอะไรด้วย”

“ก็เพราะคุณปู่รักแกมากกว่าใคร มีสมบัติเท่าไหร่ก็ประเคนให้แกหมด ทั้งที่แกไม่ต้องออกแรงทำอะไรสักอย่าง พวกฉันทำงานงกๆ ได้ส่วนแบ่งแค่หยิบมือ ถึงต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างนี้ไง”

“ไอ้ธำรง! แกทำชั่วแล้วจะพาลโทษคนอื่นอย่างนี้ไม่ได้” อำนวยตวาดลูกชาย

“มันเป็นเรื่องจริง พวกเราทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมดว่าคุณปู่ไม่ยุติธรรม ไม่เชื่อถามยายริณก็ได้...บอกมาสิว่าแกไม่ได้คิดอย่างฉัน”

ตอนที่ 7

อิศร์ติดต่อแพรพลอยว่าอยากได้บอดี้การ์ดแต่พอเธอพาไปให้เลือกถึงบริษัทเขากลับไม่สนใจใครสักคน แม้ว่าทุกคนจะโชว์ฝีไม้ลายมือเก่งกาจแค่ไหนก็ตาม...

ด้านมายาวีที่พาอนุภัทรหลบเลี่ยงสายตาอำพลกับสุนทรมาได้...เธอมีความคิดอยากแกล้งอีตาผู้กองขึ้นมาก็เลยไม่ยอมจอดรถให้เขาออกจากกระโปรงท้าย ขับต่อไปจนกระทั่งถึงบ้านตัวเอง ปรากฏว่าอนุภัทรหายใจแทบไม่ออกแล้วเอาคืนเธอด้วยการแสร้งหมดสติ เหตุนี้ เองทำให้เธอตกใจถึงกับจะช่วยผายปอดให้เพราะกลัวเขาตาย แต่พอรู้ว่าโดนหลอกก็เลยกระเง้ากระงอดทะเลาะกันอีกตามเคย

อิศร์ยังคงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของแพรพลอยแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นบอดี้การ์ดให้ตนแล้วก็ตาม พอรู้ว่าเธอรับงานอารักขาภริยาบรรดาผู้นำต่างชาติที่เดินทางไปประชุมนานาชาติที่เขาใหญ่ เขาจึงไม่รอช้าที่จะตามเธอไป แต่แล้วอิศร์เกือบเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ซึ่งเป็นโรงแรมของเดชโชดมกรุ๊ป เพราะมีนักฆ่าสาวนามทิตาซึ่งรับงานมาเอาชีวิตนายถวิล ส.ส.ท้องถิ่นที่อิศร์ขอแลกห้องพักเพราะอยากอยู่ใกล้ห้องแพรพลอย

ทิตาเกือบฆ่าผิดคนเพราะไม่รู้ว่าถวิลเปลี่ยนห้องพัก เธอต่อสู้กับอิศร์ครู่หนึ่งก่อนจะหนีรอดไปได้แต่เมื่อจวนตัวก็ทิ้งหลักฐานไว้ในพุ่มไม้ สลัดคราบตัวเองเป็นผู้ใช้บริการโรงแรมตามปกติ เมื่อแพรพลอยทราบว่าอิศร์โดนทำร้ายจึงค้นหาหลักฐานจนมาเจอเข็มขัดกับชุดสีดำซึ่งอิศร์จำได้ว่าเป็นของคนร้ายและน่าจะเป็นผู้หญิง

อิศร์กำชับดนัยผู้จัดการโรงแรมอย่าให้เรื่องนี้ถึงตำรวจเพราะห่วงความปลอดภัยของแขกสำคัญที่มาประชุม เขามั่นใจว่าคนร้ายต้องการฆ่าตนไม่ใช่คนอื่น แต่กลายเป็นว่าอิศร์เข้าใจผิดอย่างแรง ทิตาลงมืออีกครั้งในห้องสปาใช้เข็มฉีดยาพิษปักคอถวิลดับดิ้นสิ้นใจแล้วหลบหนีการตามล่าของแพรพลอย

สองสาวสู้กันทั้งมือเปล่าและปืนทำให้แขกอื่นพากันตกใจทั้งโรงแรม...ในที่สุดทิตาหลบหนีไปได้โดยที่ไม่มีใครเห็นโฉมหน้าแท้จริงของเธอ แล้วค่ำนั้นเองข่าวการตายของถวิลก็ถูกเผยแพร่ทางจอโทรทัศน์ อำพลและสมาชิกในครอบครัวเห็นข่าวก็ตกใจเพราะทราบก่อนหน้านี้ว่าอิศร์อยู่ที่โรงแรมนั้น

เรณูกับไอริณเป็นห่วงอิศร์ ตรงข้ามกับไอศูรย์และอำพลที่สะใจ ถ้าอิศร์เป็นอะไรไปก็ยิ่งดี แล้วพอทราบจากสุนทรว่าคนลงมือฆ่าถวิลคือนักฆ่าฝีมือฉกาจซึ่งสุนทรกำลังจะติดต่อมาแก้มือแทนคนของตนที่ทำงานพลาดมาหลายหน สองพ่อลูกก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง คาดว่าอิศร์คงลอยนวลได้อีกไม่นาน

ฝ่ายอริสราเที่ยวตามหาอิศร์ตั้งแต่เมื่อวาน เกิดมีปากเสียงกับมายาวีที่ไม่ยอมบอกว่าอิศร์ไปไหน จนตัวเองหน้ามืดเป็นลมผสมมีอาการอาเจียน ต้องล่าถอยกลับมาพักผ่อนที่บ้าน กรองทองเห็นอาการเหล่านี้ก็อดเตือนเธอไม่ได้ว่าน่าจะไปหาหมอตรวจดูให้แน่ใจว่าท้องหรือเปล่า อริสราตกใจมาก ไม่เคยเอะใจมาก่อน แล้วกำชับกรองทองห้ามพูดเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น

อนุภัทรได้รับมอบหมายให้ติดตามคดีนายถวิล ขณะที่เขาไปถึงเป็นเวลาที่อิศร์จะพาแพรพลอยกลับกรุงเทพฯ ทั้งสามจึงรอกลับพร้อมกันหลังจากอนุภัทรดำเนินการเรื่องคดีกับทางตำรวจท้องถิ่น แต่ยังไม่ทันออกเดินทางกรณ์โทร.หาแพรพลอยบอกเล่าเรื่องราวที่คุณนายเนื้อทองเจ้าของที่ดินที่อัมพาเช่าทำมูลนิธิบ้านโอบไอรักมาทวงเงินค่าเช่าที่ติดค้างหลายเดือนและยื่นคำขาดให้ย้ายออกโดยเร็ว

คุณนายเนื้อทองเอาจริงจนอัมพาต้องพาเด็กๆไปอาศัยบ้านมายาวี เมื่อแพรพลอยรีบเดินทางกลับมาพร้อมอิศร์และอนุภัทร จึงยกโขยงกันไปเจรจากับคุณนายเนื้อทองถึงบ้าน ปรากฏว่าคุณนายนั่งเต๊ะท่าพูดอย่างไม่แคร์ว่า

“ฉันมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้เพราะทุกบ้านในซอยนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของฉัน”

“ฉันทราบค่ะ แต่อยากให้คุณนายเห็นใจพวกเราบ้าง แม่ของฉันไม่ได้ทำธุรกิจการค้า เปิดบ้านที่นั่นเป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเด็กๆ เราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะ...”

“ฉันก็บอกไปแล้วไงว่าถ้าไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นซะ ฉันให้เวลาเก็บของอีกสองวัน  ไม่งั้นจะเผาทิ้งให้หมด”

“มากไปแล้วมั้งคุณนาย” อิศร์ลุกพรวดอย่างเหลืออด

“แล้วจะทำไม อ๋อ ที่แห่กันมาที่บ้านฉันเนี่ย คิดจะข่มขู่กันใช่ไหม ได้...ฉันจะเรียกตำรวจมาจัดการเดี๋ยวนี้เลย”

“ใจเย็นๆก่อนนะครับ ผมเป็นตำรวจ”

“งั้นก็พาพวกของคุณออกไป ฉันไม่เจรจาด้วยแล้ว”

อนุภัทรพูดไม่ออก อิศร์เห็นความยโสของคุณนายเนื้อทองแล้วแทบเก็บอารมณ์ไม่อยู่ หันไปถามอัมพาว่าค้างค่าเช่าไว้เท่าไหร่ อัมพาอึกอักไม่อยากตอบ คุณนายเลยพูดเองว่าสองแสนห้า กรณ์ท้วงทันทีว่าเป็นไปได้ยังไง

“ดอกเบี้ยมันก็ทบต้นไปตามเวลาที่พวกแกเบี้ยวฉันน่ะสิ”

“เอาล่ะ ผมจะเขียนเช็คให้ห้าแสน ถือเป็นค่าเช่าล่วงหน้าตลอดทั้งปีนี้ด้วย”

ทุกคนตกใจ คุณนายเนื้อทองอ้าปากหวอ ไม่คิดว่าอิศร์จะตัดสินใจขนาดนั้น

“แล้วหวังว่าคุณป้ากับเด็กๆในมูลนิธิจะไม่มีคนไปรบกวนอีก”

เป็นอันว่าเสร็จเรื่อง คณะของอัมพาพาเด็กๆกลับบ้านโอบไอรักในคืนนั้นเลย อัมพาซาบซึ้งน้ำใจอิศร์ พูดอย่างเกรงใจว่า

“พวกเราทำให้คุณอิศร์ลำบากอีกแล้ว”

“อย่าคิดมากสิครับ เรื่องแค่นี้ผมช่วยได้สบายมาก”

“ถ้ามีอะไรที่พวกเราจะช่วยคุณอิศร์ได้บ้าง ก็บอกมาได้ตรงๆเลยนะครับ ผมยินดี” ว่าแล้วกรณ์สะกิดแพรพลอยให้พูดอะไรบ้าง

“ขอบคุณนะคะ รบกวนคุณเมย์ช่วยร่างสัญญากู้ยืมให้แพรด้วยนะคะ”

“ร่างสัญญา ร่างทำไมคะ” มายาวีทำหน้างง

“เงินก้อนนี้แพรจะขอกู้จากคุณอิศร์แล้วจะทยอยใช้ให้ค่ะ”

“เฮ้อ...คุณก็ยังรังเกียจน้ำใจผมเหมือนเดิม...ทำไมวะไอ้ภัทร ฉันมันดูเป็นคนทำบุญหวังผลมากนักเหรอวะ... เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าคุณจะถือว่าเป็นการกู้ยืมก็ตามใจ แต่ไม่ต้องถึงขนาดทำสัญญาหรอก เพราะผมจำทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเราสองคนได้”

“ไม่เอาน่าอิศร์ แกอย่าดราม่า คุณแพรก็แค่ขำๆ” อนุภัทรปลอบใจ แต่อิศร์สวนทันควันว่าตนเหนื่อย เลยไม่ค่อยขำ...จากนั้นยกมือไหว้อัมพาแล้วเดินงอนตุ๊บป่องออกไป

ooooooo

เมื่ออิศร์กลับมาถึงบ้าน ญาติๆเข้ามาสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เขาใหญ่ อิศร์บอกว่าไม่มีใครบาดเจ็บแต่ตำรวจขอเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ เลยต้องปิดโรงแรมไปอีกสองวัน

“สองวันก็ขาดทุนเป็นสิบล้านน่ะสิ แกนี่มันตัวซวยแท้ๆไอ้อิศร์เอ๊ย ไปที่ไหนก็ทำให้เกิดเรื่องที่นั่น อย่างนี้เหรอจะมาเป็นซีอีโอ”

“ความผิดของพี่อิศร์ที่ไหนกัน อ่านข่าวบ้างไหมเนี่ยพี่ธำรง พูดจาเพ้อเจ้อ” ไอริณท้วงเสียงแข็งจนธำรงไม่พอใจเตรียมจะสวน แต่เรณูตัดบทขึ้นเสียก่อน

“พูดกับพี่เขาดีๆหน่อยสิริณ...ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วนะอิศร์ เรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงแรมน่ะช่างมันเถอะ มันเป็นเหตุสุดวิสัย”

“ครับ...ผมจะเรียกประชุมฝ่ายการตลาดพรุ่งนี้ หาวิธีเรียกความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในโรงแรมกลับมาครับ”

“ดี...ลุงชอบ ต้องอย่างนี้สิ มีปัญหาก็ต้องคิดหาทางแก้ ไม่ใช่ตีโพยตีพายเป็นเจ๊กตื่นไฟ” อำนวยให้กำลังใจหลานชายเต็มที่ แต่ธำรงกลับชักสีหน้าหมั่นไส้

“คุณอิศร์หิวไหมคะ ป้าดวงสั่งให้กรองเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว ทานเลยไหมคะ”

อิศร์พยักหน้า เดินตามกรองทองออกไปจากตรงนั้น...ขณะเดียวกัน อำพลและไอศูรย์กำลังเจรจากับสุนทรเรื่องจ้างทิตาฆ่าอิศร์ ซึ่งสุนทรนำข้อมูลของอิศร์ไปให้เธอแล้ว และเธอกำลังวางแผนจัดการอยู่

“ท่าทางจะลีลาเยอะนะ อย่าให้ฉันกับพ่อผิดหวังซ้ำซากก็แล้วกัน” ไอศูรย์ปรามาสจนสุนทรก้มหน้าไม่กล้าสบตา...

คืนเดียวกัน ทิตานำข้อมูลประวัติของอิศร์ที่ได้จากสุนทรออกมาดูครู่หนึ่งก็จำได้ว่าเขาคือผู้ชายที่เธอเกือบจะฆ่าเพราะความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนายถวิล

“ทำไมถึงบังเอิญขนาดนี้นายอิศร์ เดชโชดม” ทิตาพึมพำแล้วหันไปเปิดคอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูลของอิศร์อย่างละเอียดทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และเรื่องหัวใจ...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น อนุภัทรกลับมาเป็นคนสวนที่บ้านอิศร์เหมือนเดิม อำนวยเห็นเข้าก็วานให้มาตัดแต่งพุ่มไม้หน้าบ้าน พอเสร็จงานนี้เขายังอาสาล้างรถให้ธำรงอีกด้วย

ตอนที่ 6

แพรพลอยไปหลบอยู่ที่บ้านโอบไอรักของอัมพา โดยให้ทุกคนช่วยกันปิดบังเพราะทราบดีว่าอิศร์ต้องมาที่นี่แน่...

ไม่ทันไรอิศร์มาจริงๆ อัมพากับกรณ์รับหน้าและทำตามคำขอของแพรพลอยอย่างแนบเนียนจนชายหนุ่มเกรงใจไม่กล้าเซ้าซี้ ต้องถอยกลับไปด้วยความห่อเหี่ยวผิดหวัง

กรณ์ไม่ค่อยชอบวิธีของแพรพลอยก็เลยตำหนิที่เธอทำให้ตนกับแม่อัมพาต้องโกหก แพรพลอยทราบดีว่าไม่ควรแต่ที่ทำไปก็เพราะเธอยังไม่อยากเจออิศร์

“ที่จริงคุณอิศร์ก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่อยากให้แพรอยู่กับเขาต่อไป”

“เจตนาดีแต่วิธีการไม่ดี...แพรไม่ชอบโดนหลอก”

“แต่ถ้าคุณอิศร์พูดกับแพรตรงๆว่าอยากให้แพรดูแลเขาต่อไปอย่างไม่มีกำหนด แพรจะยอมหรือเปล่าล่ะ”

“ไม่”

“เห็นไหมล่ะ คุณอิศร์ถึงต้องใช้วิธีนี้ไง”

“กรณ์ไม่เข้าใจ ชีวิตคุณอิศร์กำลังจะกลับสู่สภาวะปกติ เขาไม่ต้องมีฉันก็ได้”

“แต่เขาก็อยากจะมีแพรอยู่ข้างๆ เพราะอะไรแพรก็รู้ดี”

แพรพลอยหลบสายตา ทราบดีว่าอิศร์รู้สึกยังไง แต่ตัวเองยังไม่อยากเปิดใจ

“ทำไมล่ะแพร คุณอิศร์ก็ไม่ใช่ว่าเลวร้าย ทั้งฉันทั้งแม่ แล้วก็เด็กๆทุกคนก็ชอบคุณอิศร์หมด ทำไมแพรถึงพยายามหนีจากเขา”

“เพราะว่าแพรเป็นแค่บอดี้การ์ด ส่วนเขาคือนักธุรกิจระดับพันล้านน่ะสิ” พูดแล้วแพรพลอยเดินหน้าขรึมเลี่ยงไป กรณ์มองตามอย่างเข้าใจความรู้สึกเธอ

ooooooo

คืนนี้แพรพลอยกลับไปนอนคอนโดแล้วเจอดี ถูกอิศร์ก่อกวนด้วยการตะโกนจากชั้นล่างตัดพ้อต่อว่าราวกับเป็นแฟนกัน เท่านั้นยังไม่พอเขายังไปยืมโทรโข่งจาก รปภ.มาส่งเสียงประจานเธอด้วย

“ลงมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะคุณแพร คุณจะทิ้งผมอย่างนี้ไม่ได้”

“คุณอิศร์ จะบ้าหรือไง ไปให้พ้นนะ”

“ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าคุณไม่กลับไปอยู่กับผม”

“นี่...เงียบนะ เดี๋ยวคนเข้าใจผิด”

“ดี ให้เขารู้กันให้ทั่วเลยว่าคุณเป็นผู้หญิงเบื่อง่ายหน่ายเร็ว ทิ้งผมเหมือนกระดาษทิชชู พ่อแม่พี่น้องครับ ออกมาดูเลยครับ มาดูให้เต็มตาว่าผู้หญิงใจร้ายหน้าตาเป็นแบบนี้ อยู่ห้อง...ห้อง 333 ออกมาดูเลยครับพ่อแม่พี่น้อง”

ผู้คนห้องอื่นโผล่หน้าออกมาที่ระเบียงทันที อิศร์ยิ่งได้ใจป่าวประกาศต่อไปราวกับตัวเองเป็นต่อ

“เป็นไงล่ะ เห็นไหม มีแต่คนอยากเห็นหน้าคุณ กลับไปกับผมซะ ไม่งั้นคุณต้องโดนประณามจนอยู่ไม่ได้แน่ จริงไหมครับพี่น้อง”

“โอ๊ย...รำคาญ ฉันออกมาดูหน้าแกต่างหาก โวยวายอยู่ได้ ไปไหนก็ไปไป๊”

อิศร์สะดุ้งโหยงแล้วโดนข้าวของขว้างปาใส่จนโดดเหย็ง แถมด้วยน้ำสาดโครมลงมาหัวหูเปียกโชก เลยถูกแพรพลอยสมน้ำหน้า แต่ก็ยังไม่ลดละเลิกไป ดอดปีนขึ้นมาถึงห้องแพรพลอยจนโดนเธอจับทุ่มลงบนเตียง แต่กลายเป็นว่าเขาชอบใจได้นอนเตียงนุ่มๆของเธอ

แพรพลอยระอาในความหน้าด้านของเขา แต่ยังไงเธอก็ยืนยันไม่กลับไปเป็นบอดี้การ์ดให้คนที่เห็นเธอเป็นตัวตลก

“ผมไม่เคยเห็นคุณเป็นตัวตลกเลยนะคุณแพร เพราะผมจริงจังกับคุณต่างหาก ถึงได้หาทางเอาตัวคุณไว้กับผมตลอดไป ให้โอกาสผมเถอะครับ ผมสัญญาว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก”

“มันจะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ เพราะเราจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีก ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ฉันส่งโปรไฟล์บอดี้การ์ดคนอื่นไปให้คุณเลือกแล้ว เช็กเมล์ดูได้”

“ไม่...ผมไม่เลือก แล้วผมก็จะไม่ไปจากที่นี่ด้วย ผมจะนั่งตื๊อนอนตื๊ออยู่ที่นี่แหละ จนกว่าคุณจะใจอ่อน”

“ตกลงเราพูดกันดีๆไม่รู้เรื่องใช่ไหม”

“เอาไว้พรุ่งนี้เช้าแล้วกัน ผมง่วงแล้ว”

อิศร์อ้าปากหาวแล้วหลับตาพริ้มแต่ไม่ช้าก็ลืมตาโพลงด้วยความตกใจกลัวเข็มขัดในมือแพรพลอย...สองคนสู้กันไปเถียงกันมาจนล้มไปกอดรัดฟัดจูบกันบนเตียง

ในที่สุดแพรพลอยก็ต้องพึ่งตำรวจ เธอโทร.แจ้ง ความทำให้อิศร์ถูกจับไปขังข้อหาบุกรุกบ้านคนอื่นยามวิกาลและมีอาการคลุ้มคลั่งเหมือนคนเมา เมื่อมายาวีทราบเรื่องก็รีบเดินทางมาประกันตัว โดยมีบรรเลงกับอนุภัทรตามมาด้วย แพรพลอยเกรงใจท่านรัฐมนตรีบรรเลง ขอโทษขอโพยท่านที่ต้องเดือดร้อนไปด้วย

“มีอะไรค่อยๆพูดค่อยๆจากันนะหนูแพร ฉันว่าอิศร์คงไม่ได้คิดจะทำอันตรายหนูหรอก”

“แพรก็แค่อยากสั่งสอนให้เขาสำนึกตัวค่ะ ว่าไม่ควรไปวุ่นวายที่นั่น”

“หนูจะไม่กลับไปทำงานให้นายอิศร์แล้วจริงๆ ใช่ไหม”

“แพรไม่ค่อยถนัดคุ้มครองนักธุรกิจ บางทีอาจจะมีคนที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่าค่ะ”

“หนูแพรให้เหตุผลเหมือนกับตอนที่ไม่ยอมกลับไปทำงานกับฉัน”

“ไม่เหมือนค่ะท่าน แพรลาออกจากท่านเพราะความผิดพลาดที่แพรก่อ แต่กรณีของคุณอิศร์ แพร ยอมรับงานนี้เพราะคุณเมย์ ทั้งที่แพรไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ดีตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่แพรควรจะกลับไปทำสิ่งที่ถนัดเสียที”

บรรเลงพยักหน้ารับฟังและไม่เซ้าซี้ต่อ...เมื่อร้อยเวรพาอิศร์ออกมาจากห้องขัง แทนที่อิศร์จะสงบปากสงบคำ กลับทำกร่างขอฟ้องกลับแพรพลอยข้อหาใช้กำลังข่มขู่ทำร้าย ซึ่งตนมีหลักฐานเป็นรอยฟกช้ำดำเขียวที่ก้น แถมยังรอยจูบที่ปากอีกด้วย

ทุกคนได้ยินแล้วเหวอกันไปหมด...แพรพลอยทั้งโกรธทั้งอายจนไม่กล้าสู้สายตาใคร

“ถ้าคุณจะให้เรื่องนี้จบง่ายๆล่ะก็ คุณต้องกลับไปทำงานชดใช้ให้ผม”

อิศร์ลากแขนแพรพลอย อนุภัทรปรามแต่เขาไม่สน พยายามจะลากเธอไปด้วยอาการเด็กดื้อเอาแต่ใจ

“เลิกทำตัวเป็นเด็กๆได้แล้วคุณอิศร์ ฉันลาออกก็เพราะนิสัยแบบนี้ของคุณ เพราะฉะนั้นฉันจะไม่กลับไปอีก ฉันขอร้องนะคะ ขอให้เราเลิกแล้วต่อกันด้วยดี อย่าให้เราต้องเกลียดกันเลย”
แพรพลอยพูดจบก็สะบัดตัวเดินหนี อิศร์เศร้ารู้ว่าบังคับเธอไม่ได้จริงๆ อนุภัทรสงสารเพื่อน ปลอบใจขณะพากลับมาส่งที่บ้านว่าทำใจเสียเถอะ แพรพลอยคงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว

“ฉันไม่นึกเลยว่าเรื่องเล็กๆที่ทำลงไปจะทำให้คุณแพรรู้สึกติดลบกับฉันขนาดนี้ ไม่หน้าเล้ยไอ้อิศร์เอ๊ย ถ้าคุณแพรเกลียดฉันขึ้นมาจริงๆ ฉันคงทนไม่ได้ว่ะ”

อนุภัทรกำลังจะปลอบต่อ แต่เห็นกรองทองเอาน้ำมาเสิร์ฟก็รีบทรุดตัวลงนั่งไม่ยืนค้ำหัวอิศร์ กรองทองตั้งใจมาสืบเรื่องราวตามคำสั่งอริสรา พอรู้ว่าแพรพลอยไปจากอิศร์แน่ ทั้งกรองทองและอริสราต่างก็ยินดี

อริสราจงใจเยาะเย้ยแพรพลอยแต่ทำทีโทร.ไปขอบคุณและขอให้เธอเลือกบอดี้การ์ดมือดีส่งมาทำหน้าที่แทน...ไอศูรย์ผ่านมาได้ยินเลยเป็นเรื่อง เขาหาว่าเธอเจ้ากี้ เจ้าการผลักดันอิศร์ขึ้นเป็นเจ้าของเดชโชดมกรุ๊ป

“หรือที่ฉันพูดมันไม่จริง อิศร์เป็นคนสำคัญที่สุดในบริษัทตอนนี้ เขาควรจะมีทีมอารักขาเก่งๆ ไม่ใช่ผู้หญิงกะโหลกกะลาแบบนั้น”

“นี่ถ้าคุณฟิตซักหน่อย ผมว่าก็คงจะวิ่งแร่ไป อารักขามันแทนยายแพรพลอยแล้วสินะ”

“ก็ดีเหมือนกันนะ เพราะฉันแน่ใจว่ายอมตายเพื่ออิศร์ได้”

“แต่มันคงไม่เห็นคุณอยู่ในสายตาหรอก เพราะคนอย่างคุณแค่จะช่วยเหลือตัวเองยังไม่มีปัญญาเลย”

ไอศูรย์กระชากอริสรามากอดจูบ โดยไม่สนเสียงร้องและท่าทีผลักไสอย่างรังเกียจของเธอ

ooooooo

วันรุ่งขึ้นมีประชุมอีกครั้งที่บริษัท อริสราเป็นตัวตั้งตัวตีเสนอให้อิศร์มีบอดี้การ์ดคอยคุ้มครองเพราะวงการธุรกิจสมัยนี้ประมาทไม่ได้

ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่อิศร์ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าตนยังไม่ได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและถ้าจะมีบอดี้การ์ดตนก็ไม่ต้องการใคร นอกจากแพรพลอยคนเดียวเท่านั้น

ตอนที่ 5

สาเหตุที่อิศร์เข้ามาที่บริษัทก็เพราะเป็นความ ต้องการของอนุภัทรที่ตั้งใจสืบค้นข้อมูลการทุจริตของธำรง และการมาของอิศร์ไม่ได้มาคนเดียว มีทั้งมายาวี แพรพลอย และอนุภัทรที่ยังคงสภาพคนสวนอย่างเดิม

อำพลกับไอศูรย์รีบมารับหน้า อิศร์พลางชวนพูดคุยด้วยดีเพราะยังไม่รู้ว่าอิศร์จะมาทำงาน พอได้ยินเขาบอกว่าตนไม่ได้มาเที่ยวชมบริษัทแต่จะมาทำงาน สองพ่อลูกถึงกับชะงัก สบตากันอย่างกังวล

“อิศร์อยู่ว่างๆจนเบื่อแล้ วน่ะค่ะ เขาก็เลยอยากจะลองมาทำงานออฟฟิศดู เมย์ก็เบื่อเหมือนกัน ก็เลยตามมาสมัครเป็นผู้ช่วยอิศร์ เราจะใช้ห้องไหนได้คะ”

“แต่แกเคยบอกว่าไม่ชอบงานบริหารนี่ มันหนักนะอิศร์ ที่จริงฉันกับคุณพ่อก็ดูแลเดชโชดมกรุ๊ปให้แกมาตลอด หรือว่ามีปัญหาอะไร”

“ไม่มีครับ ผมก็แค่อยากทำงาน ขอลองดูสักวันสองวันนะครับ”

อำ พลกับไอศูรย์มองหน้ากันเลิ่กลั่กอีกรอบ ไม่รู้จะกันท่าอิศร์ยังไง แพรพลอยจับสังเกตท่าทีพิรุธของทั้งสองคน ระหว่างนั้นมายาวีเดินไปที่ห้องทำงานกว้างใหญ่แล้วทำท่าจะเข้าไปแต่ไอศูรย์ ชิงห้ามเสียงหลงพร้อมกับเอาตัวเข้าขวาง เพราะข้างในมีเอกสารหลักฐานมุบมิบเงินบริษัทฝีมือของตน

“นี่มันห้องผม”

“อ้าว เหรอคะ แหม...แต่ห้องกว้างดีจัง ตกแต่งดีด้วย ยกให้อิศร์ไม่ได้เหรอคะคุณไอศูรย์ เพราะเท่าที่เมย์รู้ อิศร์น่าจะสำคัญที่สุดในบริษัทนี้”

“ใครจะสำคัญมาจากไหนผมไม่สน แต่นี่คือห้องทำงานส่วนตัวของผม...ออกไป” ไอศูรย์ทำท่าจะขย้ำมายาวีจนแพรพลอยต้องเข้ามาช่วยกัน บอกว่าค่อยๆ พูดกันไม่ดีกว่าเหรอ ไอศูรย์จะหันไปพาลใส่แพรพลอยอีกคน แต่อำพลตัดบทเสียก่อน

“ห้องไอศูรย์มีเอกสารเรื่องงานเยอะ มันจะใช้เวลานานในการขนย้าย แล้วถ้าเกิดสูญหายไปจะยิ่งลำบาก เอาอย่างนี้ดีกว่า...ถ้าอิศร์อยากจะมาทำงานจริงๆ  ลุงจะให้เขาจัดห้องให้ใหม่”

อีกครู่ต่อมา มายาวีเดินนำหน้าอิศร์กับแพรพลอยเข้ามาสำรวจในห้องทำงานใหม่ด้วยสีหน้าพอใจ

“ก็โอเคนะ แต่หมั่นไส้อีตาไอศูรย์พี่ชายเธอนะอิศร์ แค่แหย่เล่นนิดหน่อย ไม่รู้จะโกรธอะไรกันนักหนา”

“เธอก็รู้ว่าพี่ไอศูรย์เป็นคนยังไง เขาคงไม่ได้คิดว่าเธอแหย่เล่นหรอก”

“ก็แล้วจะหวงทำไมกับแค่ห้องทำงาน ทำอย่างกับซ่อนอะไรไว้”

“แพร ก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ ท่าทางของคุณอำพลกับคุณไอศูรย์เหมือนตกใจที่เห็นคุณอิศร์มาที่นี่ แล้วก็ไม่อยากให้คุณอยู่ที่นี่ด้วย มีอะไรหรือเปล่า”

“พวกคุณคิดมาก ไปแล้ว ไม่มีอะไรหรอก พี่ศูรย์กับลุงอำพลคงเซอร์ไพรส์ที่ผมนึกอยากทำงานขึ้นมา เพราะผมมันขี้เกียจ เรียนก็ไม่ได้เรื่อง ต้องเข็นตั้งนานกว่าจะจบปริญญา แล้วดันอยากจะมาเป็นผู้บริหาร นี่ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้ภัทร ผมก็คงไม่มาหรอก”

“เอ๊ะ พูดถึงนายผู้กองตัวดี ทำอะไรอยู่ทำไมยังไม่ขึ้นมาอีก”

ที่แท้ อนุภัทรกำลังจับผิดรุจีเลขาของอำพลที่พยายามสอดแนมอยู่หน้าห้อง เมื่อโดนเขาทักถาม รุจีก็อ้อมแอ้มว่าจะมาถามคุณอิศร์ว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า จะได้จัดหาให้ แต่อิศร์บอกผ่านอนุภัทรมาว่าไม่เป็นไร ถ้าอยากได้อะไรจะให้เลขาของตนจัดการเอง

เมื่อรุจีกลับไปรายงานอำพล ว่าอิศร์ให้มายาวีเป็นเลขาส่วนตัวและให้ตนจัดโต๊ะทำงานให้เธอหน้าห้องด้วย อำพลไม่สบายใจที่อิศร์เอาจริง ขณะที่ไอศูรย์พูดดูถูกมายาวีว่าก็แค่ลูกรัฐมนตรีสมองกลวง

“ไม่เอาน่าศูรย์ หนูเมย์เขาก็จบเมืองนอกเมืองนามา คงจะมีความรู้บ้างแหละน่า”

“ก็ความรู้ระดับเดียวกับไอ้อิศร์มั้งครับ ปริญญาห้องแถว”

“ไม่ดีเหรอ คนโง่กับคนโง่มาอยู่ด้วยกัน ไอ้อิศร์มันอยากทำอะไรก็ให้มันทำไป เพราะยังไงก็ไม่มีทางตามทันเรา”

ฟัง พ่อแล้วไอศูรย์เริ่มสบายใจขึ้นมาเพราะคิดว่ามายาวีไม่มีพิษสง แต่หารู้ไม่ว่าเห็นเธอโก๊ะๆอย่างนั้นแต่เวลาเอาจริงเอาจังเธอก็ไม่ใช่เล่น เหมือนกัน เธอทำการบ้านมาอย่างดีด้วยการนำข้อมูลของเดชโชดมมาให้อิศร์อ่าน เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของอะไรบ้าง แต่อิศร์เห็นเอกสารกองโตก็ทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วโบ้ยให้แพรพลอยอ่านแทนแล้ว ค่อยเล่าให้ตนฟัง

“เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ ฉันเป็นบอดี้การ์ดไม่ใช่เลขาคุณ แล้วอีกอย่างคุณควรจะเรียนรู้งานด้วยตัวเอง”

“ผมไม่อยากเรียนรู้งานซะหน่อย ผมมาที่นี่ก็เพราะไอ้ภัทร...แกจะทำอะไรก็รีบๆทำสิวะ เสร็จงานแกฉันจะได้กลับไปอยู่บ้านเฉยๆ”

อิศร์พูดจบก็เอนหลังเปิดคอมพิวเตอร์เล่นอินเตอร์เน็ต เลยโดนแพรพลอยตำหนิว่าไม่คิดจะทำตัวให้เป็นประโยชน์เลยหรือไง

“ก็นี่ไง ผมยินดีช่วยไอ้ภัทรเต็มที่ แกจะให้ฉันช่วยอะไรก็ว่ามา อยากจะเรียกดูเอกสารหลักฐานอะไร เดี๋ยวฉันจัดการให้”

“พี่ชายแกคงไม่เก็บหลักฐานไว้ให้เรียกดูง่ายๆหรอก ฉันคงต้องไปค้นหาเอง”

“ที่ไหน”

“ห้องทำงาน ฉันได้ยินว่านายธำรงไปจีนตั้งแต่เช้า วันนี้โอกาสเหมาะที่สุด”

หลัง จากนั้นไม่นาน อิศร์กับแพรพลอยเดินขึ้นมาที่ชั้นของอำนวย เหลือบมองห้องธำรงที่ติดกับห้องอำนวยก่อนเดินตรงเข้าไปบอกเลขาว่าต้องการพบ ลุงอำนวย...

อำนวยแสดงความยินดีอย่างจริงใจที่อิศร์จะเข้ามาทำงาน ขณะที่แพรพลอยก็คอยกระตุ้นอิศร์ให้เรียนรู้งานเพื่อถ่วงเวลาให้อนุภัทรกับ มายาวีได้เข้าไปค้นหาหลักฐานทุจริตในห้องทำงานธำรง และเพื่อไม่ให้ใครสงสัย มายาวีปลอมตัวเป็นแม่บ้านเข้าไปดูดฝุ่นในห้องทำงานธำรง แล้วคอยเป็นหูเป็นตาสอดส่องไม่ให้ใครเข้ามาขัดขวางอนุภัทรที่ตั้งหน้าตั้งตา ค้นหาหลักฐาน แต่แล้วไอศูรย์พรวดพราดเข้ามา นับว่าโชคดีที่อนุภัทรซ่อนตัวใต้โต๊ะได้ทัน แต่มายาวีหลบไม่ทันจึงต้องเผชิญหน้ากับไอศูรย์

มายาวีมีผ้าคาดปาก ค่อนข้างใหญ่ป้องกันฝุ่นทำให้ไอศูรย์จำเธอไม่ได้ ครั้นเห็นเธอมีพิรุธก็ตั้งใจจะดึงผ้านั้นออกแต่พอดีอำพลโทร.มาเร่งให้เขา เข้าประชุม มายาวีก็เลยรอดตัวไปอย่างใจหายใจคว่ำ

อำนวยพาอิศร์ไปดู ร้านรวงภายในห้างสรรพสินค้าของเดชโชดมโดยมีแพรพลอยตามติดในฐานะบอดี้การ์ด การมาครั้งนี้นึกไม่ถึงว่าจะเจออริสราที่มาเดินช็อปปิ้ง พอรู้ว่าอิศร์จะเข้ามาดูแลงานในบริษัท เธอดีใจมากและถือโอกาสออดอ้อนเขาให้ช่วยเลือกชุดจะใส่ไปงานแต่งญาติ อิศร์อึดอัดอยากปฏิเสธแต่ไม่สำเร็จ ก็เลยรั้งเอาแพรพลอยมาเป็นตัวช่วย

ปรากฏ ว่าอริสราเซ็งจัดเพราะบังเอิญมีคุณป้าคนหนึ่งต้องการซื้อชุดราตรีฝากลูกสาว จึงวานให้แพรพลอยทดลองใส่ให้ดู นี่เองทำให้อิศร์ชื่นชมแพรพลอยออกนอก หน้า แต่ไม่ยักกะชมอริสราที่เปลี่ยนหลายชุดออกมาให้ดู

อริสราพยายามจะรั้ง อิศร์ไปเลือกชุดร้านอื่นแต่พอดีอำนวยโทร.มาตาม  เขาก็เลยมีข้ออ้างไม่ไปกับเธอ แพรพลอยเพิ่งออกจากห้องลองเสื้อเห็นเธอเดินหน้าบูดบึ้งจากไปก็สงสัยว่าเป็น อะไร

“คงจะกลัวรัศมีความสวยของคุณน่ะ” อิศร์ตอบยิ้มๆ แต่พอเห็นแพรพลอยหน้าหงิกใส่ก็รีบกลับคำ “ผมพูดเล่น อริสเขาอยากไปเดินช็อปปิ้งต่อ”

“นึกว่าเธอโกรธอะไรฉันซะอีก”

“ผมไม่เห็นคุณทำอะไรนี่ นอกจากสวยกว่า”

“คุณอิศร์!”

“ผม พูดจริงนะ คุณแต่งตัวแบบนั้นแล้วดูดีมาก น่าจะใส่บ่อยๆ ผมชอบ...ว่าแต่ผมเป็นนายจ้างคุณนี่นา ผมควรจะเลือกเครื่องแบบให้บอดี้การ์ดใส่ได้ไม่ใช่เหรอ”

“คุณจะให้ฉันแต่งตัวอย่างนั้นแล้วคอยตามคุ้มครองคุณน่ะเหรอ บ้าไปแล้ว”

“ก็ผมชอบนี่” อิศร์พูดพลางส่งสายตาวิบวับ

“แต่ ฉันไม่ชอบ ฉันแต่งตัวแบบนี้จนชินแล้ว อย่าให้ฉันเปลี่ยนเลยค่ะ เปลี่ยนบอดี้การ์ดง่ายกว่า” แพรพลอยมองค้อนแล้วเดินหนีไป อิศร์ยิ้มกริ่มเดินตามหลัง...

เย็นนั้นหัวข้อการสนทนาของครอบครัวอำ พลไม่พ้นเรื่องที่อิศร์ไปทำงานในบริษัท เรณูกับไอริณรับรู้และอดแปลกใจไม่ได้ ขณะที่ไอศูรย์พูดอย่างไม่ชอบใจว่า

“ไม่รู้ ว่าใครไปปลุกผีมันขึ้นมา อยู่ๆถึงอยากจะทำตัวเป็นเจ้าของบริษัท แต่ผมกับพ่อยังไม่กล้าให้มันทำอะไรหรอก อิศร์มันโง่จะตาย โง่กว่าไอ้ธำรงอีก”

“แต่พี่อิศร์ก็เหมือนเป็นเจ้าของบริษัทนะคะ เพราะเขาถือหุ้นใหญ่”

“ถือ แต่หุ้น ไม่มีอำนาจ ไม่มีสมอง ก็เหมือนหุ่นไล่กาในบริษัท คนอย่างเจ้าอิศร์มันไม่จริงจังหรอก เห่อเป็นพักๆ เดี๋ยวก็เบื่อ สุดท้ายพ่อนี่แหละก็ต้องบริหารเดชโชดมแทนมันต่อไป”

“นี่ผมก็รออยู่ อยากให้เลือกกรรมการผู้จัดการแทนคุณปู่เสียที คุณพ่อจะได้ไม่ต้องมีคำว่ารักษาการนำหน้า”

“งั้นประชุมผู้ถือหุ้นพรุ่งนี้แกก็เสนอสิ”

ไอศูรย์ ยิ้มรับแทนคำตอบ...อริสรายืนฟังอยู่มุมหนึ่ง สีหน้าครุ่นคิดแล้วตัดสินใจไปหาอิศร์แต่ถูกป้าดวงขัดขวางว่าอิศร์เข้านอน แล้วเพราะวันนี้เหนื่อยมาก

“ถ้าอย่างงั้นฝากป้าดวงบอกอิศร์ด้วยนะคะ ว่าพรุ่งนี้เขาต้องไปถึงบริษัทภายในเก้าโมงครึ่ง เพราะมีประชุมผู้ถือหุ้น”

ป้า ดวงท่าทีตื่นเต้น แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบมาปลุกอิศร์แต่ไม่ได้ผลจนต้องตามแพรพลอยมาช่วย และได้มายาวีอีกคนมาช่วยกระตุ้น แต่กว่าจะสำเร็จทุกขั้นตอนตั้งแต่อาบน้ำแต่งตัวก็เล่นเอาทุกคนส่ายหัวไปตามๆ กัน

ในห้องประชุมผู้ถือหุ้น ไอศูรย์ทำอย่างที่อำพลกรุยทางไว้เมื่อวานจริงๆ เขาเสนอให้ทุกคนแต่งตั้งอำพลขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่แทนคุณปู่ที่ เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่อริสรายกมือคัดค้านในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ทำเอาสองพ่อลูกจ้องเธอเป็นตาเดียว

“อริสกราบขออภัยนะคะคุณพ่อ แต่เพื่อความเหมาะสมอริสคิดว่าเราไม่ควรจะรีบร้อน การแต่งตั้งกรรมการคนใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ควรจะให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นทุกคนควรมีสิทธิ์ได้ใช้เวลาพิจารณาให้ถี่ถ้วน แล้วอีกอย่างในวันนี้สมาชิกก็ยังไม่ครบองค์ประชุม เพราะยังขาดคนที่สำคัญที่สุด”

“ใครเหรอ” ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งถามขึ้นมา

“คุณอิศร์ เดชโชดมค่ะ”

“หลานชายคนเล็กของคุณเดช”

“ใช่ ค่ะ คุณอิศร์เป็นเจ้าของหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของเดชโชดมกรุ๊ป เท่ากับว่าเขาคือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัท ดิฉันว่าการโหวตเลือกตำแหน่งสำคัญแบบนี้ไม่มีคุณอิศร์รู้เห็นคงไม่เหมาะ”

“แต่นายอิศร์มันไม่สนใจงานบริษัท คุณจะลากมันมาเกี่ยวทำไม” ไอศูรย์เสียงเขียวใส่ภรรยา

“เมื่อวานคุณอิศร์มาทำงานไม่ใช่เหรอคะ”

ผู้ถือหุ้นทุกคนชะงัก เริ่มคุยกันฮือฮา อริสรายิ้มสะใจ

“ดิฉันเข้าใจว่าคุณไอศูรย์คงยังไม่ได้เรียนให้ทุกท่านทราบว่าคุณอิศร์เริ่มงานที่บริษัทแล้วตั้งแต่เมื่อวาน”

ไอศูรย์มองอริสราอย่างเดือดดาล รู้แล้วว่าเธอคิดจะย้อนเกล็ดตนอย่างเจ็บแสบ

“แต่วันนี้นายอิศร์คงไม่มาหรอกครับ ผมว่าเรายกวาระนี้ออกไปก่อนก็แล้วกัน”

ขาดคำของอำพล...มายาวีเปิดประตูเข้ามาพร้อมส่งเสียงให้ทุกคนรู้ว่า “คุณอิศร์มาแล้วค่ะ”

อำพลกับไอศูรย์หน้าเจื่อน จ้องมองอิศร์ที่ก้าวเข้ามายกมือไหว้ผู้ถือหุ้นอย่างนอบน้อม...

ทันทีที่เสร็จจากการประชุม ไอศูรย์ลากอริสราเข้ามาในห้องทำงานของตน โดยมีอำพลเดินตามมายืนฟังเงียบๆ ท่าทางข่มอารมณ์เต็มที่

“คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง ฉีกหน้าผมจนไม่มีชิ้นดี”

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง”

“ผลประโยชน์ของไอ้อิศร์มันต่างหาก”

“ก็ทั้งคู่ ของฉันกับอิศร์”

“อริสรา! คุณนี่มัน...”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด สิ่งที่ฉันพูดมันเป็นความจริงทุกอย่าง อิศร์ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แต่คุณกำลังจะทำเหมือนไม่เห็นหัวเขา มันไม่ถูกต้อง”

“ไอ้อิศร์มันคงไม่แคร์หรอกว่าผมจะเห็นหัวหรือไม่ ตราบใดที่มันมีเงินใช้อู้ฟู่มันก็อยู่ของมันได้ แต่คุณ...คุณกำลังลากมันเข้ามาทำให้บริษัทนี้ปั่นป่วน”

“ที่ประชุมตกลงให้โอกาสอิศร์ 3 เดือน คุณก็ควรจะให้โอกาสเขานะคะ บางทีบริษัทนี้อาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้”

อำพลเหลืออดหยิบแฟ้มขว้างไปเฉียดลูกสะใภ้ “มันจะมากไปแล้วนะอริสรา เธอคิดว่าเธอเล่นอยู่กับใคร”

อริสรานิ่งอึ้งตกใจ เพราะไม่เคยเห็นอำพลเกรี้ยวกราดใส่มาก่อน

“ฉันไม่สนว่าเธอกับไอ้ศูรย์จะมีปัญหาอะไรกัน แต่ทำอย่างนี้มันมากเกินไป ถ้าไม่เห็นแก่หน้าฉันที่เป็นพ่อผัวเธอ ก็ขอให้จำใส่สมองไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ไอ้อิศร์มันขึ้นมาเป็นใหญ่ที่นี่ เธอก็จะไม่ได้เสวยสุขอย่างที่เคยเหมือนกัน”

อำพลผลุนผลันออกจากห้องไป อริสรามองตาม ใจหายใจคว่ำ ไม่เข้าใจว่าอำพลหมายถึงอะไร

ooooooo

เพราะไม่ได้ตั้งใจมาทำงานตั้งแต่แรก เมื่อโดนมายาวีกับแพรพลอยบังคับอิศร์จึงปฏิเสธหัวชนฝา แต่แพรพลอยก็ยังไม่ถอดใจคะยั้นคะยอต่อไปด้วยเหตุผลที่อิศร์ได้คิดและยอมรับในที่สุด

แพรพลอยชักจูงอิศร์ด้วยการยกคุณปู่ของเขาเป็นตัวอย่าง ท่านกับพ่อของเขาช่วยกันสร้างบริษัทขึ้นมาและคงหวังว่าเขาจะบริหารงานต่อไปทำให้พวกท่านถึงแม้ล่วงลับไปแล้วได้ภาคภูมิใจ

ไอศูรย์ไม่พอใจอย่างมากที่อิศร์จริงจัง ขณะที่ธำรงก็เริ่มระวังตัวและเร่งมือเรื่องการประมูลงานให้ลุล่วงโดยเร็วก่อนที่อิศร์จะจับได้ โดยไม่รู้ว่าอนุภัทรคอยจับตาจากกล้องสอดแนมที่แอบติดไว้ทั้งนอกและในบ้าน

อิศร์เริ่มมาเรียนรู้งานที่บริษัทโดยมีแพรพลอยกับมายาวีให้กำลังใจอย่างเต็มที่และคอยตามประกบเขาทุกฝีก้าว โดยเฉพาะมายาวีที่ช่วยได้มากในฐานะเลขาส่วนตัว ส่วนแพรพลอยคอยดูอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆในฐานะบอดี้การ์ด

นอกจากเรียนรู้งานแล้วอิศร์ยังต้องออกงานสังคมและสัมภาษณ์นิตยสารหลายเล่มด้วยความเห็นชอบของมายาวีที่ต้องการเปิดตัวอิศร์ในฐานะเจ้าของเดชโชดมกรุ๊ป อริสราติดตามความเคลื่อนไหวของอิศร์และถึงกับยิ้มหน้าบานด้วยความยินดี เหตุนี้เองทำให้ไอศูรย์ยิ่งชิงชังอาฆาตอิศร์จนไม่อยากให้มีชีวิตอยู่

เมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาสองสัปดาห์ตามที่ตกลงเป็นบอดี้การ์ดให้อิศร์ แพรพลอยจึงเกริ่นกับอนุภัทรโดยไม่รู้ว่ามายาวีบังเอิญได้ยินแล้วนำไปเล่าต่อให้อิศร์ฟัง ก่อนจะช่วยกันคิดอ่านว่าทำอย่างไรดีแพรพลอยถึงจะไม่ลาออก

มายาวีวางแผนสร้างสถานการณ์ให้อิศร์ถูกปองร้ายโดยดึงเอาอนุภัทรร่วมขบวนการโดยที่เขาไม่รู้ตัว หวังให้แพรพลอยเป็นห่วงอิศร์จนต้องอยู่เป็นบอดี้การ์ดต่อไป โดยแผนการเริ่มจากมายาวีให้บุญเกิดในคราบคนร้ายไล่ยิงอิศร์ที่นั่งรถไปกับแพรพลอย ส่วนตัวเธอกับอนุภัทรนั่งรถอีกคนตามดูผลงาน

แพรพลอยคุ้มครองป้องภัยให้อิศร์อย่างไม่คิดชีวิต ขณะที่อิศร์เองก็หวาดเสียวแทบช็อก แต่แล้วยิ่งซีดหนักเมื่อแพรพลอยจับตัวคนร้ายได้และพบว่าเขาคือนายบุญเกิดคนขับรถประจำบ้านอิศร์นั่นเอง

แผนแตกดังโพละ!! แพรพลอยโกรธมากถึงกับไม่มองหน้าใครทั้งนั้น และดึงดันไม่ยอมเป็นบอดี้การ์ดให้อิศร์อีกต่อไป แม้มายาวีชี้แจงว่าเป็นแผนของตนไม่เกี่ยวกับอิศร์ เธอก็ไม่ฟัง เพราะมายาวีเคยทำอย่างนี้มาแล้วครั้งหนึ่งคราววันเกิดของท่านบรรเลง

แพรพลอยหลบทุกคนเข้าห้องแล้วเก็บสัมภาระกลับออกมาบอกอิศร์ด้วยสีหน้าเย็นชา

“ฉันขอยกเลิกสัญญาจ้างก่อนกำหนด แล้วจะให้บริษัทจัดส่งบอดี้การ์ดคนอื่นมาให้”

“คุณแพร มีอะไรค่อยๆพูดกันนะคะ”

“แพรจริงจังกับงานมากแค่ไหนคุณเมย์น่าจะทราบดี คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว ลาก่อนค่ะ”

แพรพลอยก้าวเดินออกไป อิศร์ไม่รู้จะทำยังไง เลยกระโจนกอดเอวเธอไว้ดื้อๆ

“ไม่! ผมไม่ให้คุณไป”

“คุณอิศร์ ปล่อยฉันนะ”

“ผมไม่ปล่อยหรอก คุณจะไปจากผมไม่ได้นะ”

“ฉันบอกให้ปล่อย”

อนุภัทรทำท่าจะปรามอิศร์แต่โดนเขาตวาดไม่ ให้ยุ่ง นี่เป็นเรื่องของเขากับแพรพลอย คนอื่นไม่เกี่ยว ไอริณกับกรองทองได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน

“ว้ายตายแล้ว...พี่อิศร์ทำอะไรคะ” ไอริณถามหน้าตาตื่น

แพรพลอยอับอายพยายามสะบัดอิศร์ออกแต่ไม่ได้ผลก็เลยต้องขู่ “อย่าบังคับให้ฉันทำอะไรรุนแรงนะ”

“เอาเลย คุณจะทำอะไรกับผมก็เอาเลย ผมยอมทั้งนั้น แต่ขออย่างเดียวนะครับคุณแพรอย่าไปจากผม”

ถ้อยคำของอิศร์ทำเอาไอริณเหวอ ขณะที่กรองทองตกใจ ไม่คิดว่าอิศร์จะแคร์แพรพลอยมากขนาดนี้

“คุณไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ยังไงฉันก็จะไม่อยู่ที่นี่อีก ปล่อยนะ”

อิศร์ไม่ปล่อยแถมยังกอดแพรพลอยแน่นขึ้น หญิงสาวจึงใช้ไม้ตายถองเข้าเต็มรักแล้วพลิกตัวหันมาเงื้อหมัดจะชก แต่ต้องชะงักเมื่อไอริณวิ่งถลาเข้ามาขวาง

“อย่านะ แกอย่าทำอะไรพี่ชายฉันนะ นังกรอง... โทรศัพท์แจ้งตำรวจเลย พี่อิศร์ถูกทำร้ายร่างกาย”

กรองทองงกๆเงิ่นๆไม่กล้า ไอริณเข้าประคองอิศร์อย่างห่วงใย

“ฉันไม่บังอาจทำอะไรพี่ชายคุณหรอก เขาพูดไม่รู้เรื่อง”

“แกจะลาออกใช่ไหม ไปเลย ไปให้พ้นจากบ้านนี้ แล้วไม่ต้องกลับมาอีก ไป๊!” ไอริณคว้ากระเป๋าของแพรพลอยโยนลงไปชั้นล่างโดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของอิศร์ เช่นเดียวกับแพรพลอยที่รีบลงบันไดไม่ฟังคำทัดทานจากใครทั้งนั้น

แพรพลอยหิ้วกระเป๋าเดินลิ่วออกมาหน้าบ้าน อนุภัทรตามมาเจรจาด้วยความเข้าใจ บอกเธอว่าถ้าจะไปจริงๆตนอาสาขับรถไปส่ง

“แพรเรียกแท็กซี่ไปเองได้ค่ะ ผู้กองอยู่ดูแลคุณอิศร์เถอะค่ะ”

“นายมิตร! ยืนบื้ออยู่ทำไม ทำไมไม่ไปรั้งคุณแพรไว้” เสียงมายาวีแปร๋นขึ้น

“รั้งไปก็เท่านั้น คุณแพรไม่เปลี่ยนใจหรอก ดู ที่คุณกับไอ้อิศร์ทำไว้สิ ไม่ใช่เพราะแผนบ้าๆที่จะรั้งเธอไว้ตั้งแต่แรกเหรอ คุณแพรถึงได้โกรธขนาดนี้”

“หน็อยแน่ะ ถ้านายฉลาดนักวันหลังก็มาช่วยฉันคิดสิ ตาบ้า!”

อนุภัทรไม่สนใจจะฟัง เดินส่ายหน้าหนีไป ทิ้งมายาวียืนถอนใจอย่างสุดเซ็ง ส่วนในบ้านไอริณกำลังปลอบใจอิศร์และสัญญาจะให้พ่อหาบอดี้การ์ดคนใหม่มาให้

“ไม่...พี่ไม่ต้องการ พี่ต้องการคุณแพรคนเดียว”

“วุ้ย...ทำอย่างกับมันเป็นคนรักพี่อิศร์อย่างนั้นแหละ ก็แค่ รปภ.ส่วนตัว”

“ริณจะคิดยังไงก็ช่าง แต่สำหรับพี่เธอเป็นมากกว่านั้น”

กรองทองที่หลงรักอิศร์อยู่แอบใจวูบ เมื่อคิดว่าอิศร์น่าจะหลงรักแพรพลอยเข้าแล้ว...

เมื่ออำพลทราบเรื่องจากลูกสาวก็ยิ้มย่อง บอก ไอศูรย์ว่าตนจะสั่งสุนทรให้จัดหาลูกน้องมาเป็นบอดี้– การ์ดคอยประกบอิศร์ มันไปไหนทำอะไรจะได้อยู่ในสายตาเรา

“แสดงว่าเราจะปล่อยให้มันลอยชายไปเรื่อยๆงั้นเหรอครับพ่อ”

“ทำไงได้ ก็ถ้าที่ประชุมบอร์ดเลือกมันเป็นประธานบริษัทคนใหม่ เราก็ต้องใจเย็นรอเวลาแซะขาเก้าอี้มัน”

“ชาติไหนล่ะครับพ่อกว่ามันจะตกเก้าอี้ ผมว่าเราน่าจะใช้โอกาสตอนที่มันยังเคว้งคว้างไม่มีคนประกบให้เป็นประโยชน์ไม่ดีกว่าเหรอ”

“แกคิดอะไร”

ไอศูรย์ไม่ตอบแต่มีรังสีอำมหิตเปล่งประกายออกมาทางแววตา!

ooooooo

ตอนที่ 4

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แพรพลอยไม่สบายใจที่สร้างปัญหาตั้งแต่วันแรก เธอขอโทษอิศร์และป้าดวง แต่มายาวีรีบบอกเพื่อไม่ให้เธอเป็นกังวล

“อย่าคิดมากค่ะคุณแพร ทุกคนที่นี่รวมถึงเมย์รู้จักน้องสาวนายอิศร์ดี เตรียมตัวไว้แล้วกันค่ะคุณแพรจะต้องเจออีกเยอะ”

แพรพลอยนิ่งเงียบแต่ลึกๆไม่ได้อยากมีเรื่องกับใคร จากนั้นป้าดวงชวนเธอขึ้นไปดูห้องพัก อนุภัทรจะลุกตามแต่มายาวีกระตุกกระเป๋าเตือนว่าห้องของเขาอยู่หลังบ้านและอย่าลืมว่าเขาชื่อนายมิตรเป็นแค่คนสวน

ห้องหับที่ป้าดวงจัดไว้ให้แพรพลอยหรูหรามีเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แพรพลอยบอกว่าเกินความจำเป็น ความจริงให้เธออยู่ตึกเล็กข้างหลังก็ได้

ทันใดประตูเชื่อมตรงระเบียงเปิดออก อิศร์โผล่เข้ามาหน้าระรื่น “ไม่ได้หรอกคุณ แล้วใครจะคุ้มครองผมล่ะ”

“คุณเข้ามาในห้องฉันง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ”

“ผมจัดให้คุณอยู่ห้องติดกับผมเอง มีอะไรจะได้เข้าหา...เอ๊ย...เรียกหาง่ายๆ”

แพรพลอยมองเขาอย่างไม่ไว้ใจแล้วคว้ากระเป๋าจากมือป้าดวงหิ้วออกไป อิศร์กับป้าดวงตกใจรีบเดินตามถามว่าจะไปไหน?

“ฉันจะทำงานให้คุณได้ยังไง ถ้าตัวเองยังไม่ปลอดภัย”

“โธ่คุณ...คุณคิดอะไร คิดว่าผมจะปล้ำคุณงั้นเหรอ”

แพรพลอยสะอึกโดนจี้ใจดำ ป้าดวงมองออกรีบรับรองแข็งขันว่าอิศร์ไม่ใช่พวกเจ้าชู้อันธพาลแบบนั้นหรอก

“คุณเองก็ซัดผมหมอบมาตั้งหลายครั้งแล้ว จะกลัวอะไร อีกอย่างผมไม่ชอบฝืนใจใคร ถ้าเต็มใจก็อีกเรื่อง”

แพรพลอยรู้สึกอายที่ตัวเองระแวงไม่เป็นเรื่อง ยอมวางกระเป๋าก่อนเดินออกไปที่ระเบียงสำรวจประตูว่าล็อกได้ไหมแล้วเดินเข้ามาในห้องอิศร์โดยมีเจ้าของห้องเดินตามหลัง

“แน่ะ...นี่คุณข้ามาในห้องผมเองนะ”

แพรพลอยไม่สนใจ มองซ้ายขวาเดินไปเปิดลิ้นชักเก็บของค้นหากุญแจแต่ไม่เจอจึงไม่แบมือขอจากอิศร์

“เอากุญแจระเบียงมาให้ฉัน ถ้าคุณจะให้ฉันอยู่ที่นี่ คุณต้องห้ามออกไปที่ระเบียงนั่น แล้วก็ห้ามปีนข้ามมาห้องฉันเด็ดขาด เดี๋ยวฉันจะให้ป้าดวงเอาต้นตะบองเพชรสูงๆมาตั้งขวางไว้”

“นอยด์มากไปหรือเปล่า”

“เราจะติดต่อกันได้ทางประตูหน้าห้องเท่านั้น...เอามา”

อิศร์เซ็งและพูดจาโยกโย้ไปมาจนแพรพลอยต้องเข้าแย่งกุญแจก่อนจะกลายเป็นกอดเขาโดยไม่รู้ตัว

“เอามาเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันลาออกจริงๆด้วย”

“คุณแน่ใจนะ”

“แน่ใจสิ ฉันไม่ได้เป็นคนพิศวาสอยากทำงานกับคุณนะ อย่าลืม”

“แต่คุณก็พิศวาสพอที่จะกอดผม” เธอชะงัก เหลือบมองเห็นหน้าอิศร์อยู่ใกล้แค่คืบ “ยอมรับเถอะว่า...”

แพรพลอยสุดทนพลิกตัวจับอิศร์ทุ่มลงบนเตียงแต่เพราะเขาเกาะแน่นก็เลยเซลงไปด้วยกัน

“คุณก็รู้ว่าฉันทำอะไรได้แค่ไหน ถ้ายังคิดจะยั่วโมโหฉันล่ะก็ ไม่ต้องรอให้คนปองร้ายคุณหรอก เพราะฉันนี่แหละจะ...”

“ว้าย...พี่อิศร์!” เสียงไอริณดังขึ้นตรงประตูหน้าห้องทำให้ทั้งคู่ชะงักรีบผละออกจากกัน

“ริณมีอะไรเหรอ”

“ริณแค่จะแวะมาถามว่าอาการบาดเจ็บพี่อิศร์เป็นยังไงบ้าง แต่เล่นกอดปล้ำกับบอดี้การ์ดแบบนี้คงแข็งแรงดีแล้วสินะคะ”

อิศร์กับแพรพลอยหน้าเจื่อนใส่กัน ส่วนไอริณลั้นลากลับไปเล่าให้คนในบ้านฟังอย่างคะนองปาก

“ที่แท้ยายนั่นไม่ใช่บอดี้การ์ดอะไรของพี่อิศร์หรอกค่ะ ริณเปิดเข้าไปเห็นกับตาว่านอนกอดกันกลมอยู่บนเตียง ยังไม่ทันจะข้ามคืนก็เก็บอาการไม่อยู่กัน
ซะแล้ว”

อริสราชะงักกึก มือกำช้อนกินข้าวแน่นโดยไม่รู้ตัว ไอศูรย์เห็นแล้วสะใจรีบผสมโรง

“พี่ก็ว่าอย่างนั้นแหละ ผู้หญิงตัวเล็กๆจะมาปกป้องไอ้อิศร์ได้ยังไง ที่แท้ก็แค่นางบำเรอ”

“ดีเหมือนกัน พี่อิศร์เอาผู้หญิงมาอยู่ด้วย คนแถวนี้จะได้ไม่ต้องหาเรื่องไปปรนนิบัติ”

ไอริณปรายตามองพี่สะใภ้ อริสราไม่พอใจแต่ไม่พูดอะไรนอกจากลุกออกจากโต๊ะอาหารไปเงียบๆ โดยมีสายตาเยาะหยันของสามีมองตามที่เห็นเธอผิดหวัง
ขณะเดียวกัน แพรพลอยกำลังต่อว่าอิศร์อย่างหงุดหงิดว่าเพราะเขาคนเดียวทำให้ตนถูกเข้าใจผิด ป่านนี้ญาติของเขาคงเอาตนไปพูดเสียๆหายๆ อิศร์กลับทำทะเล้นถามว่ากอดกับเจ้าของบ้านมันเสียหายตรงไหน แต่พอเห็นหญิงสาวทำท่าถกแขนเสื้อก็รีบยกมือยอมแพ้

“โอเคๆ เสียหายก็ได้ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ริณฟังเอง”

แพรพลอยมองค้อนแล้วเปิดกระเป๋าหยิบเสื้อผ้าใส่ตู้ อิศร์กวาดตามองรอบห้องก่อนถามอย่างเอาใจ

“ข้าวของในห้องนี้ครบหรือเปล่า มีอะไรที่คุณต้องการอีกไหม บอกผมได้นะ เดี๋ยวจะให้คนเอามาให้ หรือไม่ชอบเฟอร์นิเจอร์อันไหนก็บอกมาผมจะเปลี่ยนให้”

“ไม่จำเป็นหรอก อย่าลืมว่าฉันจะอยู่ที่นี่แค่สองอาทิตย์”

“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“ดูเหมือนคุณจะอยากให้มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเองเหลือเกินนะ”

“ถ้ามันทำให้คุณอยู่ที่นี่นานๆ ผมก็ยอมเสี่ยงนะ ยังไงคุณก็ต้องช่วยผมอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ รื้อกระเป๋าเสร็จแล้วผมจะพาคุณไปหาคุณปู่”

อีกครู่ต่อมา อิศร์ก็พาเธอมายืนอยู่ต่อหน้ารูปขนาดเท่าตัวจริงของนายเดชที่ห้องโถง

“นี่คือคุณปู่ของผม...คุณเดช เดชโชดม ผมกับปู่สนิทกันมากเพราะพ่อผมทำงานใกล้ชิดกับคุณปู่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ คุณปู่เป็นคนเลี้ยงผม”

“ท่านดูเป็นคนใจดีนะคะ”

“ท่านใจดีเวลาที่ควรใจดี และดุเวลาที่ควรเข้มงวด แต่ผมก็ไม่เคยโดนปู่ตีนะ ถึงผมจะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยเอาไหน เรียนไม่เก่งเหมือนพี่ไอศูรย์ คงเป็นเพราะท่านสงสารที่ผมเป็นกำพร้า”

แพรพลอยเหลือบมองอิศร์ เพิ่งรู้ว่าเขาก็มีอะไรคล้ายตน “เด็กกำพร้ามักจะน่าสงสารในสายตาคนอื่น”

อิศร์หันมาสบตาแพรพลอย ต่างมองกันนิ่งเหมือนว่าในที่สุดทั้งสองก็พบอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกัน

“คุณปู่ครับ ผมพาสมาชิกใหม่ของบ้านเรามาแนะนำให้รู้จัก นี่คุณแพรพลอย เธอจะมาดูแลผม คุณปู่อนุญาตนะครับ”

แพรพลอยขำท่าทางของอิศร์แต่พยายามเก๊กใส่เบือนหน้าหนี และยอมยกมือไหว้เมื่อถูกเขากระตุ้นว่าคุณปู่อนุญาตแล้ว จากนั้นทั้งคู่ออกมาที่ห้องรับแขกเจอกรองทองที่ตั้งใจมาขอบคุณแพรพลอยสำหรับการช่วยเหลือให้เธอพ้นจากความเอาแต่ใจของไอริณ

“กรองขอบคุณคุณแพรมากนะคะ ที่ช่วยกรองไว้”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ฉันเองก็ต้องขอโทษที่ทำให้เรื่องบานปลาย”

“ไม่หรอกค่ะ คุณริณเจอต่างหูแล้วก็คงไม่มายุ่งอะไรกับกรอง วันนี้กรองก็เลยว่าจะมาช่วยป้าดวงทำกับข้าวเลี้ยงต้อนรับคุณอิศร์”

“เลี้ยงต้อนรับอีกแล้วเหรอ” อิศร์ทำหน้างงๆ

“กลับจากโรงพยาบาลไงคะ แล้วก็ต้อนรับคุณแพรด้วย คุณแพรอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ เพราะของคุณอิศร์กรองจำได้อยู่แล้ว”

“อะไรก็ได้จ้ะ ฉันกินง่าย”

“ใกล้สอบปริญญาโทแล้วกรองไม่ต้องไปเตรียมอ่านหนังสือเหรอ ถึงจะมาช่วยป้าดวงเข้าครัว”

“คุณอิศร์จำได้ด้วยเหรอคะว่ากรองจะสอบ”

“ก็กรองยังจำได้ว่าฉันชอบอะไร แล้วทำไมฉันจะจำเรื่องของกรองไม่ได้”

กรองทองยิ้มเขิน ก้มหน้างุด หัวใจเบ่งบานกับเรื่องเล็กๆน้อยๆที่อิศร์ทำดีใส่ แพรพลอยหันมองอิศร์อย่างจับสังเกตว่าคิดยังไงกับกรองทองกันแน่

ส่วนที่เรือนคนงาน  มายาวียังเจ้ากี้เจ้าการกับอนุภัทรเพื่อนสนิทอิศร์ที่ต้องปลอมตัวมาเป็นคนสวน

“อยู่ที่นี่จะทำอะไรก็ระวังตัวหน่อยแล้วกันนะ คนทำงานจะอยู่ร่วมกันที่ตึกนี้หมด ยกเว้นสุนทรกับลูกสาว”

“พ่อลูกเมื่อกี้น่ะเหรอ”

“ใช่ สุนทรเป็นคนเก่าคนแก่ของคุณลุงอำพล คุณอย่าไปยุ่งกับแกมาก เพราะแกไม่ชอบสุงสิงกับใคร...นี่คุณไม่รู้อะไรเลยเหรอ ไหนว่าเป็นเพื่อนอิศร์ แอบอ้างหรือเปล่า”

“ผมสนิทกับอิศร์ที่โรงเรียน ไม่ค่อยได้มาบ้านนี้ อีกอย่างผมไม่ได้สอดรู้สอดเห็นเหมือนคุณ”

อนุภัทรเดินหนีเข้าห้อง มายาวีค้อนคอแทบเคล็ดแต่ยังไม่ลดละเดินตามเข้ามามองข้าวของที่เขารื้อออกจากกระเป๋ามีทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ถามว่าขนมาเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ

“อุปกรณ์ทำงานของผม จำเป็นต้องใช้”

เธอเข้ามาใกล้หยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูด้วยความสงสัยถามว่ามันคืออะไร พอได้ยินว่าเครื่องดักฟังถึงร้องอ๋อ บอกว่าเคยเห็นแต่ในหนัง แล้วหยิบกล้องปากกามาพิจารณา อนุภัทรกลัวพังก็เลยดึงกลับพร้อมเตือนเธอว่าอย่าซน

“แหม...ขอดูหน่อยทำเป็นหวงไปได้” มายาวีแย่งของกลับมา โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่าเบญสาวใช้เดินลั้นลาผ่านมา ได้ยินเสียงคนคุยกันก็ชะงัก
“ขอเปิดดูหน่อยน่า”

“นี่มันของส่วนตัวผม”

“แค่ดูเฉยๆ ไม่สึกหรอหรอกน่า”

“ห้ามจับนะ เดี๋ยวผมใช้งานไม่ได้”

เบญอ้าปากค้าง คิดเตลิดเปิดเปิงเข้าใจผิด พอชะโงกหน้ามองเข้ามาเห็นมายาวีนั่งใกล้ชิดแทบเกยตักอนุภัทรก็ยิ่งปักใจ...เท่านั้นเองเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นเม้าท์กลางวงข้าว สุนทรเดินผ่านมาได้ยินถึงกับหูผึ่ง

“เมื่อกี้ฉันเห็นคุณเมย์ไปขลุกอยู่กับคนสวนใหม่ในห้อง ดูอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ บัดสีบัดเถลิง”

“แกยังไม่เห็น แล้วรู้ได้ยังไงว่าบัดสี” บุญเกิดท้วงขึ้น

“แหม...ก็ท่าทางมันบอก งุบงิบกันสองคน ฉันว่าเขาสองคนต้องไม่ใช่แค่เจ้านายลูกน้องธรรมดาแน่ๆ”

สุนทรสีหน้าสงสัยแล้วเอาสิ่งที่ได้ยินไปรายงานอำพลที่ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน

“ดีแล้ว...จับตามันไว้ ฉันก็สงสัยเหมือนกันที่อยู่ๆอิศร์มันเอาคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้านทีเดียวสองคน ถ้ามีอะไรน่าสงสัยรีบบอกฉัน”

สุนทรรับปากแล้วผละไปตามกรองทองที่บ้านอิศร์ให้กลับบ้าน ไม่ยอมให้ร่วมโต๊ะอาหารแม้ว่าอิศร์อนุญาตเพราะเห็นเธอเป็นเหมือนญาติ การกระทำของสุนทรทำให้อนุภัทรถึงกับเอ่ยปากว่านายคนนี้ดูไม่ค่อยเป็นมิตรเอาเสียเลย

“แกระวังตัวไว้หน่อยก็แล้วกัน แต่ถ้าไม่ไปวุ่นวายกับบ้านลุงอำพลก็คงไม่มีอะไรหรอก”

“อย่าไปถือสาสุนทรเลยนะคะ เขาเป็นคนแบบนี้แหละค่ะ ทานต่อดีกว่า” ป้าดวงตัดบทอย่างเกรงใจแขก

ฝ่ายสุนทรที่ลากกรองทองออกไปอย่างไม่เกรงใจใครทั้งนั้น พอพ้นบ้านอิศร์ก็คาดคั้นลูกสาวว่าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงต้องไปร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกเขา

“ก็คุณอิศร์เชิญนี่จ๊ะ เชิญนายมิตรคนสวนใหม่ด้วย พ่อก็เห็น”

“ทำไมคุณอิศร์ต้องทำขนาดนั้นด้วย หรือว่าไอ้คนสวนนี่มันมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น”

“กรองไม่รู้จ้ะ” ก้มหน้างุดเดินกลับบ้าน ขณะที่สุนทรหันมองไปทางบ้านอิศร์ด้วยความสงสัย

ooooooo

รุ่งขึ้นแพรพลอยตื่นแต่เช้าลงมาวิ่งออกกำลังกายและเจอเรณูโดยบังเอิญ ทั้งคู่ทักทายกันด้วยดี โดยเฉพาะแพรพลอยนั้นอ่อนน้อมจนอีกฝ่ายรู้สึกเอ็นดู

หลังจากวิ่งอยู่พักหนึ่ง แพรพลอยก็ไปเปลี่ยนชุดทะมัดทะแมงมาเล่นโยคะแถวสระน้ำ อิศร์เพิ่งตื่นยืนมองจากบนห้อง ในมือมีกุญแจสำรองที่แพรพลอยไม่รู้

แพรพลอยเพลิดเพลินกับโยคะได้ครู่เดียวก็มีเหตุให้เธอต้องหยุดชะงัก ไอริณวางอำนาจเข้ามาออกคำสั่งให้เบญสาวใช้เอาข้าวของบนเก้าอี้ริมสระน้ำของแพรพลอยไปทิ้ง เพราะที่นี่เป็นสระว่ายน้ำของเจ้านาย พวกคนงานในบ้านไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวาย

เบญเดินตัวลีบเข้ามาฝืนยิ้มให้แพรพลอยอย่างเกรงใจ หญิงสาวไม่ว่าอะไรแต่รีบม้วนเสื่อโยคะและเก็บแก้วน้ำกับผ้าเช็ดหน้าบนเก้าอี้เตรียมจะกลับ  ไอริณสบโอกาสแกล้งยื่นขาไปขัด ทำให้แพรพลอยสะดุดถลาเกือบล้มถ้าไม่จับบันไดขอบสระได้เสียก่อน

เมื่อโดนแกล้งซึ่งหน้ามีหรือแพรพลอยจะปล่อยผ่าน เธอคว้าแขนไอริณที่ยิ้มเยาะแล้วจะเดินหนี ไอริณโกรธมากดิ้นรนและพยายามจะเหวี่ยงแพรพลอยลงน้ำ แต่กลับเป็นฝ่ายโดนผลักเสียหลักถลาลงไปในสระเสียเอง

“แก...นังบ้า! แกแกล้งผลักฉัน”

“ฉันไม่ได้แกล้ง แต่ฉันผลักจริง”

“อีบ้า! คอยดูนะฉันจะฟ้องพ่อ แกเตรียมเก็บเสื้อผ้าออกไปจากบ้านนี้ได้เลย”

“คุณจะไปฟ้องว่าอะไร ฟ้องว่าแกล้งผลักฉันตกน้ำไม่เสร็จ ตัวเองก็เลยหล่นลงสระเองงั้นเหรอ”

ไอริณแค้นจัดรีบปีนขึ้นจากสระเพื่อตบตีแพรพลอย แต่ต้องชะงักอย่างไม่กล้าเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย

“อย่านะ คุณตบฉันไปแล้วสองครั้ง ถ้าฉันโดนครั้งที่สาม ฉันก็จะตบคุณสามครั้งซ้อนเหมือนกัน”

“พี่อิศร์จะต้องรู้เรื่องความอวดดีของแก”

“พี่รู้แล้ว” อิศร์ส่งเสียงเข้ามา ไอริณหันขวับไปชิงฟ้องก่อน

“พี่อิศร์ต้องจัดการมันให้ริณนะคะ มันผลักริณตกน้ำแล้วยังจองหองกับริณด้วย”

“พี่จะลงโทษเขาแน่ถ้าเขาทำอย่างที่ริณว่า แต่ที่พี่เห็นริณหาเรื่องคุณแพรก่อน พี่เห็นตั้งแต่ริณเอาขาขัดคุณแพรให้หกล้มแล้วนะ ริณไม่ควรจะทำแบบนั้น”

ไอริณชะงักหน้าเสีย ขณะที่แพรพลอยแอบยิ้มโล่งใจที่อิศร์ยุติธรรม

“คุณแพรเป็นคนของพี่ มีสิทธิ์ที่จะอยู่ตรงไหนก็ได้ในบ้านหลังนี้ ถ้าริณรับกฎของพี่ไม่ได้ก็ควรจะต่างคนต่างอยู่จะได้ไม่มีเรื่องกัน”

“พี่อิศร์ไม่ให้ริณมาเหยียบบ้านพี่งั้นเหรอคะ ริณจะจำไว้ว่าพี่เห็นมันดีกว่าน้อง” พูดจบก็สะบัดหน้าเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว อิศร์มองตามแล้วถอนใจ ก่อนจะหันมาสบตาแพรพลอย...

ไอริณกลับไปฟ้องอำพลพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับเด็ก ไอศูรย์เห็นแล้วรำคาญ อบรมน้องสาวว่าอย่าทำตัวเป็นเด็กโดนแย่งของเล่น

“พี่อิศร์เคยรักริณ ตามใจริณ แต่อยู่ๆก็เปลี่ยนไปเพราะนังแพรพลอยนั่น”

อริสราเดินลงมาจากชั้นบนได้ยินชื่อแพรพลอยก็เงี่ยหูฟังอย่างสนใจ

“พ่อคิดดูนะคะ พี่อิศร์พูดออกมาได้เต็มปากว่านังแพรพลอยเป็นคนของเขา มันมีสิทธิ์ทุกอย่างในบ้านหลังนั้น แบบนี้มันหมายความว่ายังไง”

“อิศร์มันจริงจังขนาดนั้นเชียวเหรอ แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ใช่บอดี้การ์ดจริงๆน่ะสิ”

“เอาเถอะน่า อิศร์จะคว้าใครมาเป็นเมียก็เป็นสิทธิ์ของมัน แกไม่ดีใจหรือไงที่มันจะมีผู้หญิงเป็นตัวเป็นตน”

“ดีใจสิครับพ่อ ดีใจมาก”

ไอศูรย์ยิ้มกระหยิ่ม แต่อริสรายืนสีหน้าหวาดระแวง ไม่อยากให้ผู้หญิงคนไหนใกล้ชิดอิศร์ พอเดินออกไปเห็นอิศร์กับแพรพลอยเล่นโยคะด้วยกันก็ยิ่งไม่สบายใจ

ส่วนธำรงลูกชายคนเดียวของอำนวยอยู่ที่บ้านของตนแต่กำลังลุกลี้ลุกลนเพราะโดนเจ้าหนี้โทร.ทวงเงิน ก็เลยจะขโมยพระพุทธรูปของพ่อ อนุภัทรในคราบคนสวนคอยจับตาโดยทำทีปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อติดกรงนกที่ซ่อนกล้องสอดแนมเอาไว้ แต่แล้วมายาวีเข้ามาจุ้นจ้านทำให้แผนเกือบแตก แถมตัวเขาเองก็หล่นตุ๊บลงมาจุกแอ่กโคนต้นไม้

ธำรงหวาดระแวงรีบวางพระแล้วผลุนผลันออกมาคาดคั้นคนสวนอย่างเอาเรื่อง “แกปีนขึ้นไปทำไมบนต้นไม้ แกคิดจะสอดแนมอะไรพวกฉัน บอกมานะโว้ย”

“เปล่านะครับ ผมเปล่า” อนุภัทรปฏิเสธพลางมองมายาวีอย่างกล่าวโทษ ทำให้เธอยิ่งหน้าเสีย ขอร้องธำรงใจเย็นๆ แต่ธำรงดึงดันจะเอาเรื่องนายมิตรให้ได้ถ้าอำนวยไม่เข้ามาอธิบายความ

“พ่อเป็นคนสั่งนายมิตรเอง พ่อเรียกนายมิตรมาช่วยติดบ้านนกไว้บนต้นไม้ มันจะได้ไม่ไปทำรังบนเสาไฟฟ้า แกมีปัญหาอะไร”

“ก็ผมคิดว่ามันมาสอดแนมเตรียมวางแผนขโมยของ”

“เปล่านะครับ ผมไม่เห็นคุณธำรงด้วยซ้ำ”

“คุณธำรงคงเข้าใจผิดไปนะคะ นายมิตรไม่ได้มีพฤติกรรมลักขโมยหรอกค่ะ เขาซื่อสัตย์ไว้ใจได้ เมย์รับรอง”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็สบายใจครับ แต่แกไม่ต้องปีนต้นไม้แล้ววันนี้ ไปล้างรถให้ฉันดีกว่า เดี๋ยวฉันให้ค่าจ้าง...ตามมา”

ธำรงยักคิ้วหลิ่วตาแล้วลุกนำไปสั่งงานนายมิตรที่เดินตามหลังมาเพื่อที่ตนเองจะได้มีเวลาขโมยพระของพ่อต่อ...ขณะอนุภัทรล้างรถ มายาวียังมาป้วนเปี้ยนเลยโดนเขาบ่นอย่างเคืองๆ

“เกือบไปแล้วไหมล่ะ นี่ถ้าผมโดนสั่งห้ามไม่ให้มาที่บ้านนี้ งานคงพังไม่เป็นท่าแน่”

“ฉันขอโทษ ให้ฉันช่วยคุณล้างรถเป็นการชดเชยก็ได้นะ”

“คุณจะบ้าเหรอ อยู่ๆลูกสาวรัฐมนตรีมาช่วยคนงานล้างรถเนี่ยนะ”

“งั้นฉันขึ้นไปติดบ้านนกให้เอาไหม”

“ไม่ต้อง”

“ก็ฉันอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์”

“คุณจะมีประโยชน์มากที่สุดเวลาไม่ทำอะไรเลย”

มายาวีเท้าเอวหมั่นไส้ เหลือบเห็นธำรงยืนมองมาก็รีบเล่นละครจิกใช้อนุภัทร

“นี่ เช็ดตรงนี้ให้มันสะอาดหน่อยสิ ไม่ใช่เอาน้ำราดๆแล้วก็ไป สอนตั้งหลายครั้งแล้วไม่รู้จักจำนะนายมิตร”

อนุภัทรงง แต่พอมองไปเห็นธำรงยืนอยู่ก็เข้าใจ ไม่ปริปากว่าอะไรเธอสักคำ มายาวีเลยได้ใจเสียงเขียวใส่เขาอีกหลายคำ

“ฉันต้องคงคอยตามกำกับนายทำงานต่อไปเรื่อยๆ ไม่งั้นคงเสียชื่อฉันกับคุณพ่อหมด ไม่ได้เรื่อง”

อนุภัทรกัดฟันกรอด ครั้นเห็นธำรงหันกลับเข้าบ้านไปแล้วก็เอาคืนมายาวีด้วยการฉีดน้ำใส่จนเธอเปียกปอน ทางด้านอิศร์กับแพรพลอยที่เล่นโยคะกันอยู่ริมสระ อิศร์นึกสนุกแกล้งแหย่เธออยู่เรื่อย ที่สุดเลยโดนเธอผลักตกน้ำ แต่เขายังแกล้งเป็นตะคริวจนเธอหลงกลลงมาช่วยเหลือ นี่เองเป็นเหตุให้เธอโมโหถึงกับจับเขากดน้ำจนสำลักหน้าตาตื่น

อริสราเห็นเหตุการณ์โดยตลอด สายตาเธอหึงหวงอย่างเห็นได้ชัด แต่เลือกที่จะไม่เข้าไปขัดขวาง แล้วนำยาแก้แพ้มาให้อิศร์ถึงในห้อง ให้กินกันเอาไว้ก่อนจะเป็นหวัดเพราะสำลักน้ำเข้าไปเยอะ

“คุณเห็นเหรอครับ”

“อริสเดินผ่านมาน่ะค่ะ เห็นคุณกำลังเล่นน้ำกับคุณแพรอยู่ เลยไม่อยากเข้าไปรบกวน”

“ขอบคุณนะครับ” อิศร์รับยาและแก้วน้ำมา

“ว่าแต่คุณแพรเธอพักที่ไหนเหรอคะ”

“ห้องข้างๆนี้แหละครับ”

อริสราหน้าเสียแต่รีบพูดกลบเกลื่อน “แหม...ต้องอยู่ใกล้กันตลอดเลยเหรอคะ ในบ้านคงไม่มีใครมาทำอะไรอิศร์หรอกมั้ง”

“ผมอยากให้คุณแพรอยู่สบายๆน่ะ”

“แต่คนอาจจะคิดไม่ดีได้นะคะ แค่นี้อริสก็ได้ยินคนในบ้านอริสพูดถึงคุณแพรไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อริสสงสารเธอ อิศร์เปลี่ยนบอดี้การ์ดเป็นผู้ชายไม่ดีกว่าเหรอจะได้ไม่มีปัญหา” พอเห็นอิศร์อึ้งไป เธอรีบออกตัว “คืออริสเห็นใจคุณแพรในฐานะผู้หญิงด้วยกันน่ะค่ะ เธอกำลังถูกมองว่าอิศร์เอามาทำหน้าที่อื่น ไม่ใช่จ้างมาคุ้มครอง”

“แต่ผมไว้ใจคุณแพร เพราะที่ผ่านมาเวลาเกิดเรื่องอะไรกับผม คุณแพรนี่แหละที่ช่วยผมไว้ทุกครั้ง”

อริสราเจื่อนจ๋อย รู้ว่ากล่อมอิศร์ไม่สำเร็จแน่ ทำทีเป็นฝืนยิ้มพูดแก้เก้อว่าตนคงคิดมากไปเอง

“ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง”

“มันเป็นสิ่งเดียวที่อริสสามารถทำให้คุณได้ไม่ใช่เหรอคะ” อริสราสบตาเรียกร้องความสงสาร พอเห็นเขาจามก็ถือโอกาสถึงเนื้อถึงตัวแตะหน้าอย่างห่วงใย “อิศร์ตัวร้อนนะคะ เดี๋ยวอริสไปเอายาแก้ไข้มาให้กินดีกว่า”

แพรพลอยมองจากประตูระเบียงเห็นภาพนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ บ่นพึมพำตำหนิอิศร์ว่าตกลงจะหว่านเสน่ห์ผู้หญิงในบ้านนี้หมดเลยหรือไง?

อริสราเลือกที่จะไม่ขอยาแก้หวัดจากป้าดวงเพราะทราบดีว่าจะโดนแย่งหน้าที่ เธอกลับไปเอายาที่บ้านแต่ก็ไม่รอดสายตาไอศูรย์

“คุณไม่ได้ป่วย แต่มาเอายาไปให้คนอื่น ไอ้อิศร์ใช่ไหม มันเป็นอะไรอีกล่ะ เมื่อไหร่มันจะตายซักที”

“เขาคงจะอยู่รอให้คุณเลิกกับฉันก่อนมั้งคะ”

ไอศูรย์กระชากแขนอริสราบีบด้วยความโมโห “นี่คุณยังเพ้อถึงวันที่คุณกับมันจะได้ร่วมหอลงโรงกันอีกเหรอ จะหน้ามืดตามัวไปถึงไหน ไม่เห็นหรือว่าไอ้อิศร์ไม่ว่างสำหรับคุณแล้ว มันควงยายมายาวีตอนกลางวัน พอตกกลางคืนก็นอนกกนังบอดี้การ์ด ผมถามจริงๆคุณจะแทรกไปอยู่ตรงไหนในชีวิตของมัน”

อริสราสะอึกที่โดนจี้ใจดำ เจ็บปวดกว่าโดนบีบแขน แต่ก็ฮึดสู้ต่อปากต่อคำ “ปล่อยฉันได้หรือยัง อิศร์เขาไม่สบาย เขารอฉันอยู่”

“ปล่อยให้มันตายไป เพราะคุณต้องไปกับผม”

ไอศูรย์ลากอริสราไปขึ้นรถทั้งที่เธอพยายามขัดขืน แพรพลอยยืนมองจากบ้านอิศร์รีบชี้ชวนให้มายาวีดู แต่เธอเห็นแล้วกลับบอกว่าเป็นเรื่องปกติของผัวเมียคู่นี้

“เพราะคุณอิศร์ใช่ไหมคะ”

มายาวีลังเลเล็กน้อยก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องราวในอดีตของทั้งคู่

“เท่าที่เมย์รู้ อิศร์กับคุณอริสราคบกันมาตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายรับรู้ จนกระทั่งอิศร์ไปเรียนต่อเมืองนอกถึงได้เลิกกัน”

“เพราะอะไรคะ”

“เพราะพ่อแม่ของคุณอริสรายกเธอให้คุณไอศูรย์แลกกับการล้างหนี้ธุรกิจของครอบครัว ตอนนั้นอิศร์เสียใจมากนะคะ ไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่พักหนึ่ง”

“พอกลับมาอยู่เมืองไทย เขาก็เลยพยายามทวงคุณอริสคืน”

“อุ๊ย ไม่ใช่ค่ะ อิศร์ไม่เคยคิดอย่างนั้น หลังจากที่เฮิร์ตอยู่เกือบปี เขาก็ทำใจได้ ถึงได้กลับเมืองไทย แต่ก็ไม่ได้คิดจะมาชิงนางกับใครนะคะ เพราะเขาถือว่าคุณอริสเป็นพี่สะใภ้ไปแล้ว และคุณไอศูรย์ก็รักคุณอริสมาก... อิศร์รักครอบครัวมากค่ะ เพราะว่าเขาไม่มีพ่อแม่ มีแค่คุณปู่แล้วก็ญาติๆรอบตัว อิศร์พูดเสมอว่าถึงไม่มีคุณปู่ที่เป็นเสาหลักของตระกูลแล้ว เขาก็จะพยายามทำให้คนในบ้านเดชโชดมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ใช่บ้านแตกสาแหรกขาดเหมือนพี่น้องบางบ้าน เพราะฉะนั้นอะไรที่อิศร์ทำเพื่อประคับประคองความสุขคนในบ้านได้ เขาก็จะทำ”

“แต่เท่าที่แพรเห็น ดูเหมือนว่า...”

“คุณอริสคือคนที่ไม่ยอมจบค่ะ แต่ก็โทษเธอไม่ได้ เพราะคุณไอศูรย์ไม่ใช่คนที่เธอเลือก แต่ที่เมย์ไม่สบายใจก็คือคุณไอศูรย์เป็นคนโมโหร้าย เมย์กลัวว่าถ้าเรื่องนี้ยังคาราคาซังไปเรื่อยๆบ้านนี้ก็คงหาความสงบสุขไม่ได้”

แพรพลอยนิ่งคิดรวบรวมข้อมูลหลายอย่างเข้าด้วยกันก่อนตั้งคำถาม “คุณเมย์คิดว่าคุณไอศูรย์โมโหร้ายพอที่จะคิดไม่ดีกับคุณอิศร์หรือเปล่า”

“คงไม่หรอกค่ะ ยังไงก็พี่น้องสายเลือดเดียวกันคงไม่ถึงขนาดฆ่ากันเพราะผู้หญิงคนเดียวหรอกมั้งคะ”

แพรพลอยพยักหน้าคล้อยตาม...ไล่ความคิดนั้นออกไปจากสมอง

ooooooo

ไอศูรย์ขับรถด้วยความเร็วโดยไม่ยอมบอกอริสราว่าจะพาไปไหน เอาแต่ประชดประชันที่เธอห่วงใยอิศร์ ซึ่งอย่าหวังว่าเขาจะปล่อยให้เธอกลับไปพะเน้าพะนอมัน

ตอนที่ 3

คืนวันถัดมา อนุภัทรชวนอิศร์ไปที่ผับและพูดคุยคดีทุจริตที่กำลังจับตาเป็นพิเศษ หลังสืบทราบว่าธำรงญาติผู้พี่ของอิศร์น่าจะมีส่วนพัวพัน แต่อิศร์ฟังแล้วมีท่าทีไม่ค่อยเชื่อ

เผอิญคืนนี้ที่ผับมีปาร์ตี้ใส่หน้ากาก สองหนุ่มเลย ต้องตามน้ำ เช่นเดียวกับแพรพลอยที่โดนกรณ์คะยั้นคะยอให้มาเป็นเพื่อน เหตุนี้เองจึงไม่รู้ว่าใครเป็นใครภายใต้ หน้ากากหลากหลายแบบ กรณ์ตั้งใจมาเก็บข้อมูลเพื่อ ไปทำสกู๊ปข่าวการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยเฉพาะ ในหมู่ไฮโซที่มีวิธีซื้อขายกันแปลกๆ

มุมหนึ่งในผับ อนุภัทรกำลังเปิดรูปถ่ายในไอแพดให้อิศร์ดูพร้อมกับยืนยันว่าชายสองคนที่ธำรงนัดเจอ คนหนึ่งเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่ร่วมยื่นซองประมูลงานสร้างอาคารเรียน ส่วนอีกคนเป็นอธิบดีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ โปรเจกต์นี้เดชโชดมกรุ๊ปเข้าร่วมประมูลด้วย แต่ที่ตนแปลกใจก็คือญาติของอิศร์นัดพบกับคู่แข่งพร้อมๆกับคนของฝ่ายรัฐ

“แกสงสัยอะไร”

“ฉันสงสัยว่าถ้านายธำรงไม่ได้นัดเจรจาเพื่อฮั้วให้บริษัทของแกชนะประมูล ก็อาจจะเป็นตัวกลางให้บริษัทคู่แข่งได้งานนี้ ส่วนตัวเองก็รับค่าคอมมิชชั่นไปก้อนใหญ่”

“ฉันไม่อยากเชื่อว่าพี่ธำรงจะทำอย่างนั้น”

“ฉันก็เหมือนกัน ถึงต้องสืบให้เคลียร์ แล้วแกก็ต้องร่วมมือกับฉันด้วย”

“แกคิดจะทำอะไร”

“ให้ฉันเข้าไปอยู่ในบ้านแกสักพัก”

อิศร์นิ่งไปนิดก่อนตอบตกลง “ก็ได้ แต่ยังไงฉันก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่าพี่ธำรงจะกล้าทำ ฉันถือว่านี่จะเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา”

“เดี๋ยวเราก็จะได้รู้ ฉันจะกลับล่ะ แต่แกอยู่ไปก่อนแล้วกัน ฉันรู้ว่าแกชอบที่นี่ ตามสบายนะเพื่อน”

อิศร์อมยิ้มที่เพื่อนรู้ใจ แล้วหันมองบรรยากาศ ครึกครื้นก่อนลุกเดินโยกตัวเข้าไปอย่างอารมณ์ดี แต่แล้วไม่คาดคิดว่าเขาจะเจอแจ็กพอตเพราะความเข้าใจผิดของชายนักเที่ยวคนหนึ่งที่มากับแฟนจนเกิดมีเรื่องราวชกต่อยกันทำให้อิศร์ต้องหนีกลับออกมา แต่ก็ยังมาโดนสามคนร้ายแทงจนเลือดสาดแถมมันยังจะซ้ำอีกทีโดยอิศร์ได้ยินมันพูดกันว่าลูกพี่สั่งให้เก็บเขาด้วยมีด

ขณะที่คนร้ายกำลังจะกะซวกอิศร์ให้ตาย โชคดีแพรพลอยกับกรณ์เข้ามาช่วยเหลือจนคนร้ายพากันหลบหนีไป ส่วนอิศร์ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ไม่นานนักอนุภัทรก็มาพร้อมป้าดวงเป็นเวลาที่อิศร์ออกจากห้องฉุกเฉินพอดี หมอบอกว่าคนเจ็บปลอดภัยแล้ว มีบาดแผลถูกแทงที่ชายโครงไม่ลึกมากแต่ยังไม่รู้สึกตัว

อนุภัทรละสายตาจากอิศร์หันไปถามแพรพลอยว่ามาได้ยังไง หญิงสาวทำหน้างงที่เขารู้จักชื่อเธอ แต่ไม่ทันพูดอะไร หมอบอกเสียก่อนว่าสองคนนี้พาคนเจ็บมา ป้าดวงเลยหันมาขอบใจแพรพลอยกับกรณ์เป็นการใหญ่

หลังจากนั้นไม่นานแพรพลอยก็หายข้องใจว่าอนุภัทรรู้จักชื่อเธอได้ยังไง อิศร์นั่นเองที่เป็นคนบอก แล้วอนุภัทรก็ซักถามข้อมูลจากเธอและกรณ์ที่พบเห็นเหตุการณ์ก่อนพาอิศร์มาส่งโรงพยาบาลเพื่อตามสืบคดีความต่อไป ระหว่างนี้เองป้าดวงมาบอกว่าตนต้องกลับไปเอาเสื้อผ้ามานอนเฝ้าอิศร์ อนุภัทรจึงอาสาพาไป โดยได้กรณ์รับปากจะอยู่ดูอิศร์ให้ แพรพลอยเลยต้องอยู่กับกรณ์ด้วย

ที่แท้ผู้บงการก็คือไอศูรย์นั่นเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนักเที่ยวในผับที่มีเรื่องกับอิศร์ก่อนหน้านั้น ไอศูรย์จ้างชายสามคนไปฆ่าอิศร์แต่งานไม่สำเร็จแถมพวกมันยังโทร.มาทวงเงิน อำพลผ่านมาได้ยินไม่ถนัดแต่ก็รู้สึกว่าลูกชายมีพิรุธชอบกล จนกระทั่งเช้าอำนวยมาบอกว่าอิศร์ถูกแทงบาดเจ็บอยู่โรงพยาบาล อำพลจึงจับตาไอศูรย์เป็นพิเศษ และในที่สุดก็รู้ความจริง เขาโกรธจัดถึงกับตบหน้าลูกชายขณะต่อว่าคนร้ายที่ยังโทร.มาทวงเงินค่าจ้างอีก

“นี่แกเกลียดไอ้อิศร์ขนาดสั่งคนไปฆ่ามันเชียวเหรอ ยังไงมันก็เป็นน้องแกนะ”

“พ่อก็รู้ว่าผมไม่เคยเห็นมันเป็นน้อง มันแย่งชิงทุกอย่างไปจากผม ตั้งแต่ความรักของคุณปู่ ข้าวของเงินทองที่ผมควรจะได้ แล้วตอนนี้มันก็กำลังจะเอาอริสไปจากผม ผมจะไม่ยอมให้มันชนะผมอีกแล้ว”

“แล้วเป็นยังไง คนของแกทำงานไม่สำเร็จ ทีนี้ไอ้อิศร์มันคงลุกขึ้นมาตามสืบสนุกล่ะว่าใครเล่นงานมัน ทำอะไรไม่รู้จักปรึกษากันก่อน ไอ้ลูกโง่!”

อำพลผลักลูกชายอย่างแรงด้วยความโมโห ไอศูรย์อึ้งแต่ยังรั้นว่าเรื่องนี้ตนจัดการเองได้

“ไม่ต้อง! แกไม่ต้องจัดการอะไรอีกแล้ว นี่คือ คำสั่ง ฉันจะไม่ยอมให้ความสิ้นคิดของแกมาทำให้ฉันเดือดร้อนไปด้วย ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปเยี่ยมมันที่โรงพยาบาลกับฉัน”

ไอศูรย์ไม่อยากไปแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อ ได้แต่หงุดหงิดโกรธอิศร์เข้าไปใหญ่ แต่แล้วต้องหัวเสียหนักขึ้นอีกเมื่อรู้ว่าอริสรารีบไปก่อนโดยไม่รอคนในครอบครัว แถมยังแสดงความห่วงใยออกนอกหน้าด้วยการแย่งป้าดวงป้อนอาหารให้อิศร์

เมื่อไอศูรย์เริ่มอาละวาดอริสรา อำนวยจึงลากธำรงกลับเพราะไม่อยากดูศึกชิงนาง ส่วนไอริณก็ซักถามอิศร์ถึงที่มาที่ไปว่าทำไมถึงโดนแทง ขณะที่อำพลอยากรู้ว่าอิศร์จำหน้าคนร้ายได้หรือเปล่า

“มันมืดครับ ผมไม่เห็นอะไรเลย รู้แต่พวกมันมากันสามคน”

อำพลสบตาไอศูรย์อย่างโล่งใจก่อนเปรยเนียนๆ “อย่างนี้ตำรวจก็คงทำอะไรไม่ได้ล่ะสิ”

“เดี๋ยวตำรวจคงมาสอบปากคำคุณอิศร์ค่ะ ตอนนี้คงกำลังคุยกับพยานอยู่”

คำพูดของป้าดวงทำให้ไอศูรย์ตกใจอุทานอย่างลืมตัวว่ามีพยานด้วยเหรอ อำพลรีบส่งสายตาปรามลูกชายให้เฉยไว้ พอป้าดวงจะพูดเรื่องพยาน อิศร์ไม่อยากลากแพรพลอยมายุ่งจึงเบรกแกด้วยการแทรกขึ้นว่าตนง่วงแล้ว วานป้าปรับเตียงให้ที

เมื่อพากันออกมาจากห้อง อำพลลากไอศูรย์ไปดุด้วยความโมโห “เห็นไหมว่าเรื่องมันไม่จบง่ายๆ ถ้ามีพยานรู้เห็นจริงๆ แกซวยแน่”

“พ่อจะช่วยผมหรือเปล่า ถ้าไม่ช่วยก็หยุดซ้ำเติมผม”

“จะให้ช่วยอะไร ตามปิดปากพยานให้แกเหรอมันเป็นใครฉันยังไม่รู้เลย ในเมื่อแกผูกเองก็แก้เองแล้วกัน”

อำพลเดินออกไปอย่างหัวเสีย ไอศูรย์สีหน้าเคร่ง เครียด พูดพึมพำมั่นใจว่าอิศร์ทำอะไรตนไม่ได้แน่ ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์ออกมา โทร.หาใครบางคน ก่อนจะเดินตรงไปหาอริสราที่เตรียมตัวกลับ แล้วบังคับให้กลับพร้อมกัน แต่เธอไม่ยอมเลยมีปากเสียง

แพรพลอยนั่งรถมากับมายาวีเห็นสองคนนั้นยื้อยุดกันก็แปลกใจ พูดขึ้นอย่างจำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนอิศร์ มายาวีรีบบอกว่าไม่ใช่ หล่อนเป็นพี่สะใภ้

“อ้าว...ก็ฉันเห็นเขาสองคน...”

“เรื่องมันยาวค่ะ เอาไว้ว่างๆเมย์จะเล่าให้ฟังแต่เมย์ยืนยันตรงนี้ว่าคุณอริสมีสามีแล้ว ผู้ชายคนนั้นแหละค่ะสามีเธอ ชื่อไอศูรย์”

แพรพลอยนิ่งเงียบทั้งที่ยังสงสัย...อนุภัทรมาถึงไล่เลี่ยกัน ทั้งหมดจะขึ้นไปที่ห้องอิศร์ พอดีเจอป้าดวงลงมาหาข้าวกิน อนุภัทรจึงอาสาพาไป แต่มายาวีพยายามตัดหน้าเพื่อเอาชนะอนุภัทรทุกเรื่อง

สรุปว่าทั้งคู่ไปกับป้าดวงแล้วฝากแพรพลอยไปอยู่เฝ้าอิศร์ก่อน ชายหนุ่มดีใจได้ทีออดอ้อนหญิงสาวแถมจับมือถือแขนจนเธอไม่พอใจแขวะเข้าให้

“สงสัยเพราะเมื่อคืนคุณมัวแต่จับอะไรๆของใครซะเพลินแบบนี้มั้ง ถึงได้โดนแทงเอา”

“จริงด้วยสิ ป้าดวงบอกว่าคุณเป็นคนช่วยผมไว้”

“ฉันบังเอิญอยู่ที่นั่นตอนคุณก่อเรื่องในผับพอดีแต่ไม่รู้ว่าเป็นคุณ จนออกมาเจอพวกมันซ้อมคุณที่หน้าผับ”

“คุณคิดว่าคนที่แทงผมคือพวกเดียวกับในผับเหรอ”

“ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นพวกไหนล่ะ หรือว่าคุณไปมีเรื่องกับกลุ่มอื่นอีก”

“โธ่คุณ เห็นผมเป็นนักเลงไปได้”

อิศร์หน้าม่อย ก้มลงลูบแผลตัวเอง แพรพลอยอดสงสารไม่ได้ บอกว่าอีกเดี๋ยวผู้กองอนุภัทรจะขึ้นสอบปากคำ...แต่ยังไม่ทันมีใครขึ้นมา ก็มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเข้ามาบอกว่าหมอเชิญคนไข้ไปเอกซเรย์ช่องท้อง

ที่แท้มันคือคนร้ายที่ไอศูรย์จ้างมาฆ่าอิศร์...กว่าแพรพลอยจะรู้ตัวอิศร์ก็เกือบแย่ เธอกับอนุภัทรช่วยกันสกัดจนเกิดการยิงปะทะกันลั่นโรงพยาบาล ผลปรากฏว่าคนร้ายตายหนึ่ง อีกหนึ่งถูกจับได้ ขณะที่อิศร์ปลอดภัย ส่วนมายาวีที่ตั้งใจช่วยอิศร์แต่เพราะความใจร้อนเกือบทำเสียเรื่องเลยโดนอนุภัทรตำหนิยกใหญ่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวทางจอทีวี อำพลเห็นแล้วสังหรณ์ใจว่าเป็นฝีมือลูกชายจึงมาถามดักคอจนได้ความจริง...คราวนี้อำพลโกรธหนักกว่าเดิม ขย้ำคอไอศูรย์เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

“บอกฉันมาให้หมดว่าแกทำอะไรลงไปบ้าง บอกมาให้หมด”

ไอศูรย์เลิ่กลั่กทั้งกลัวทั้งเครียด แต่ในที่สุดก็เผยความอ่อนแอออกมา ยกมือขึ้นไหว้สั่นเทา

“พ่อต้องช่วยผม ไอ้คนที่โดนตำรวจจับมันขู่ว่าถ้ามันติดคุก มันจะลากผมไปด้วย ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”

อำพลยิ่งโกรธเงื้อมือขึ้นอยากจะทุบ แต่เพราะความเป็นพ่อก็ทำไม่ลง ได้แต่ทิ้งแขนลงอย่างฉุนจัด

“พ่อครับ ช่วยผมด้วย ผมรับปากว่าผมจะไม่ขัดคำสั่งพ่ออีกแล้ว”

“เรียกสุนทรมาพบฉัน แล้วแกจะไปไหนก็ไป”

ไอศูรย์รับคำแล้วลนลานออกไปอย่างเคร่งเครียด ด้านอริสราที่ทราบข่าวก็รีบไปโรงพยาบาลแต่ไม่พบอิศร์ ซักถามเจ้าหน้าที่ก็ได้ความแค่ว่ามีคนมารับเขาไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว

อนุภัทรกับป้าดวงพาอิศร์ไปอาศัยที่บ้านโอบไอรักของอัมพา ทุกคนต้อนรับด้วยความเต็มใจแต่อิศร์ออกจะเกรงใจจนอัมพาต้องเอ่ยปาก

“อย่าเกรงใจเลยค่ะ มีอะไรช่วยได้เราก็ยินดี ว่าแต่คุณอิศร์พอจะอยู่ได้ไหมคะ”

“อยู่ไม่ได้ก็ต้องอยู่ล่ะครับ ผมไม่อยากให้อิศร์กลับบ้านคืนนี้ ยังไม่ปลอดภัย”

“นี่มันเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ป้าดวงวิตกกังวล

“เรายังไม่รู้ว่าคนร้ายมีแค่สองคนหรือมากกว่านั้นค่ะ พวกมันอาจจะวางแผนทำอะไรอีกในคืนนี้เพราะงานยังไม่สำเร็จ”

“แต่ไม่ต้องห่วงนะครับป้า ตำรวจเค้นข้อมูลจากไอ้คนที่ถูกจับได้แน่ๆ”

“งั้นคุณจะมัวพูดอยู่ทำไมล่ะ กลับไปทำงานสิ อิศร์จะได้ปลอดภัย” พูดจบมายาวีก็เข้ามาแย่งอนุภัทร ประคองอิศร์นั่งลงบนเตียง อนุภัทรเอือมความเจ้ากี้เจ้าการของหล่อน เลยเดินตามแพรพลอยออกไปหน้าบ้าน

“คุณแพรจะขึ้นไปพักผ่อนก็ได้นะครับ ไม่ต้องห่วงผม”

“ฉันยังไม่เหนื่อยค่ะ ยังทำอะไรได้อีกเยอะ”

“ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น เห็นคนตกตึกตายต่อหน้าต่อตา ป่านนี้คงนอนคลุมโปงหรือไม่ก็สวดมนต์อยู่บนห้อง คุณแพรกำลังใจดีมากนะครับ”

แพรพลอยยิ้มตอบแต่แฝงรอยขมขื่นเมื่อนึกถึงวันที่พ่อแม่ตาย “ฉันเคยเห็นอะไรที่แย่กว่านี้อีกค่ะ”

“ไม่น่าเชื่อว่างานบอดี้การ์ดจะเสี่ยงอันตราย ขนาดนั้น”

“ฉันทำงานกับคนที่ถูกปองร้ายเยอะมั้งคะ ก็เลยเสี่ยงกว่าบอดี้การ์ดคนอื่น”

“หรืออีกนัยหนึ่ง คุณแพรก็คงเป็นคนเก่งมาก จนพวกคนสำคัญต้องการตัว”

อนุภัทรยิ้มชื่นชม ส่งสายตามีไมตรีให้อย่างไม่ปิดบัง พลันโทรศัพท์เขาดังขึ้น บรรเลงโทร.มาถามหาลูกสาว ผู้กองหนุ่มเลยต้องขอตัวพาคุณหนูจอมป่วนไปส่งบ้าน

เมื่ออนุภัทรไปส่งมายาวีถึงบ้านก็ถูกเธอไล่กลับเพราะหมดหน้าที่แล้ว แต่เขาบอกว่าเสียใจ พ่อของเธอให้เขารอพบอยู่ที่นี่ ท่านกำลังเดินทางมาจากกระทรวง

“อะไรกัน เย็นแล้วยังจะคุยเรื่องงานกันอีกเหรอ”

“ท่านต้องการทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่าย”

“อ๋อ เรื่องนั้นฉันเล่าให้คุณพ่อฟังได้ คุณไม่ต้องลำบากหรอก”

“ท่านคงอยากฟังจากปากของผม ไม่ใช่จากคนที่พยายามป่วนสถานการณ์จนบานปลาย”

อนุภัทรยิ้มเยาะแล้วจะเดินเข้าบ้านแต่มายาวีรีบดักหน้า พูดเสียงเขียวว่าตนทำตัวมีประโยชน์ช่วยประสาน รปภ.ให้จะมาว่าตนป่วนได้ยังไง

“แล้วที่คุณทะเล่อทะล่าเข้าไปจนคนร้ายรู้ตัว กราดยิงไปทั่วโรงพยาบาลล่ะ ท่านควรรู้เรื่องนี้จะได้หาวิธีป้องกันไม่ให้คุณเข้าไปขัดขวางการทำงานของตำรวจอีก”

อนุภัทรเดินหนีเข้าบ้านไป มายาวีจะตามแต่ได้ยินเสียงรถก็ชะงัก...อริสรานั่นเอง เธอมาถามหาอิศร์และพอไม่ได้คำตอบชัดเจนก็หงุดหงิดเดินตามมายาวีเข้าไปในบ้าน ร้องเรียกอิศร์ลั่นไปหมด อนุภัทรไม่อยากถูกซักไซ้ไล่เรียงอีกคนเลยยืนหลบอยู่มุมหนึ่ง

“นี่คุณ...ก็ฉันบอกแล้วไงว่าอิศร์ไม่ได้อยู่ที่นี่”

“งั้นเขาไปไหน ทำไมถึงไม่กลับบ้าน”

“เขาไปอยู่ในที่ปลอดภัย”

“ที่ปลอดภัย? โรงพยาบาลก็พูดแบบนี้ แล้วยังจะคุณอีกคน ใจคอจะไม่ให้ฉันรู้เลยหรือไงว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันเป็นห่วงเขานะ”

“แล้วทำไมคุณต้องเป็นห่วงเขามากมายขนาดนั้นล่ะคะ อิศร์มีคนเป็นห่วงมากพออยู่แล้ว เก็บความห่วงใยของคุณไว้ให้สามีคุณไม่ดีกว่าเหรอ”

“คุณมายาวี!” อริสราเสียงเขียวไม่พอใจ แต่อีกฝ่ายยังพูดต่อไปอย่างไม่แคร์

“ฉันต้องพูดเพราะไอ้ความเป็นห่วงพร่ำเพรื่อของคุณมันจะทำให้อิศร์เดือดร้อนเข้าสักวัน”

“ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูด”

“งั้นให้สามีคุณอธิบายให้ฟังดีไหมคะ” มายาวีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาไอศูรย์ให้มารับภรรยา อริสราถึงกับหน้าซีดเผือด ผลุนผลันออกจากบ้านไปในที่สุด

อนุภัทรได้ยินหมดทุกคำ เดินออกมากระเซ้ามายาวีว่า “แรงนะเนี่ย”

“ที่จริงฉันก็เห็นใจคุณอริสนะ ไม่ใช่ความผิดของเธอที่ยังรักอิศร์อยู่ แต่ความรักของเธอมีแต่จะทำให้อิศร์เดือดร้อน”

“ใช่ คุณอริสไม่ได้ผิดอะไร เธอเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดด้วยซ้ำ”

มายาวีพยักหน้าเห็นด้วย แล้วยังเผลอตัวไปครู่หนึ่งยอมรับว่าเรื่องนี้เราเห็นตรงกัน ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองไม่ควรญาติดีกับนายคนนี้ เลยเดินหน้าง้ำหนีไป...

ฝ่ายอิศร์ที่ได้เข้ามานอนห้องกรณ์ เขาบ่นร้อนและเว้าวอนให้แพรพลอยช่วยเช็ดตัว อ้างว่าคนป่วยต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เธอเลยไม่กล้าปฏิเสธ ทำไปด้วยอาการขวยเขินเมินไม่มองจนผ้าเช็ดตัวเกือบเข้าปากเขา

ค่ำคืนเดียวกัน สุนทรรับคำสั่งมาจากอำพลให้ส่งคนไปฆ่าปิดปากคนร้ายที่โดนจับขังในสถานีตำรวจ เมื่องานสำเร็จอำพลจึงให้ค่าตอบแทนมาก้อนโต สุนทรไม่สบายใจเพราะรู้ว่านี่คือการทำบาปใหญ่หลวงแต่ก็จนใจเพราะอำพลคือผู้มีพระคุณ

สุนทรนำเงินก้อนนั้นมาให้กรองทองเป็นค่าเทอมเรียนปริญญาโทแต่ไม่ยอมบอกที่มาของเงินเมื่อถูกลูกสาวซักถาม ได้แต่บอกลูกให้ตั้งใจเรียน เรียนสูงๆจะได้มีงานดีๆทำ ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อ แล้วพรุ่งนี้จัดสำรับใส่บาตรให้พ่อด้วย พ่อจะทำบุญ...

ooooooo

กลางดึกคืนนั้นเอง อนุภัทรมาแจ้งข่าวแพรพลอยกับอิศร์ว่าคนร้ายที่โดนจับถูกแทงตาย ร้อยเวรที่สถานีตำรวจบอกว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกับขี้ยาในห้องขังด้วยกัน

“ทำไมบังเอิญอย่างนี้วะ มันพยายามฆ่าฉัน แต่ดันตายเองทั้งคู่”

“แค่เรื่องชกต่อยกันในผับไม่น่าบานปลายมาถึงขนาดนี้เลย”

“ผมว่าอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ไอ้อิศร์ไปมีเรื่องในผับเลยด้วยซ้ำครับคุณแพร”

“แกหมายความว่าไง”

“จากการสอบพยานในผับ ทุกคนยืนยันว่าหลังจากที่แกหนีออกมา คู่กรณีของแกมีเรื่องชกต่อยกับดีเจอยู่บนเวที”

อิศร์คิดตามแล้วนึกได้ว่าตอนตัวเองโดนแทงได้ยินคนร้ายพูดว่าลูกพี่สั่งให้เก็บมันด้วยมีด แสดงว่ามีคนจงใจฆ่าตน และตามรูปการณ์แล้วไม่น่าใช่คู่กรณีในผับ แต่ตนก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร

“แล้วพวกผู้หญิงที่คุณทิ้งๆขว้างๆล่ะ”

“โหย...ไม่มีหรอกครับ ใครจะอาฆาตผมขนาดนั้น...ผมหมายถึงผมไม่เคยทำร้ายจิตใจใครเลยนะ”

“งั้นคุณก็อาจจะให้ความหวังไปทั่ว จนมีใครซักคนแค้นคุณขึ้นมา”

“โธ่คุณแพร เห็นผมเป็นเสือผู้หญิงไปได้ ไม่มีจริงๆ ไม่เชื่อคุณถามเมย์ก็ได้ว่าผมเคยมีประวัติแบบนั้นไหม”

แพรพลอยมองอิศร์อย่างไม่ค่อยเชื่อ เพราะคิดว่าเขารนหาที่ให้อันตรายมาถึงตัวเอง

“ยังไงฉันก็อยากให้แกลองไปคิดดูนะอิศร์ ว่าแกมีปัญหากับใครบางหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”

อิศร์สีหน้าไม่ดี เริ่มกังวลใจ เพราะชีวิตที่ผ่านมาใสสะอาดราบรื่นมาตลอด ไม่เคยสร้างศัตรูที่ไหน...แล้วเช้าวันต่อมาเมื่อมายาวีทราบเรื่องว่าอิศร์ถูกปองร้ายก็ตกใจ เธอขอร้องแพรพลอยมาเป็นบอดี้การ์ดให้อิศร์แต่ถูกปฏิเสธ แม้กรณ์ที่เป็นเพื่อนสนิทก็ช่วยกล่อมไม่สำเร็จ แต่แล้วอัมพาช่วยอีกแรงก็ทำให้แพรพลอยใจอ่อน แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะทำงานให้เขาแค่สองสัปดาห์เท่านั้นระหว่างนี้เขาต้องให้ความร่วมมือกับตำรวจจับคนร้ายให้ได้ แล้วถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะปกติ

อิศร์ตกลงโดยดี ยิ้มมีความสุขจะมีแพรพลอยอยู่ใกล้ชิด ด้านมายาวีก็เตรียมจัดการให้อนุภัทรเข้าไปอยู่ที่บ้านอิศร์ในฐานะคนสวนเพื่อความปลอดภัยของอิศร์อีกชั้นหนึ่ง โดยเธอเปลี่ยนทั้งทรงผมและเสื้อผ้าให้เขาเพื่อความแนบเนียน ก่อนทั้งหมดจะพาอิศร์กลับไปบ้านแล้วแจ้งให้สมาชิกในครอบครัวเดชโชดมมารับทราบ

ขณะที่อิศร์พูดคุยกับญาติๆ แพรพลอยขอตัวไปเดินสำรวจอาณาบริเวณบ้านทั้งสามหลัง กระทั่งไปเจอไอริณกำลังอาละวาดเล่นงานกรองทองที่เข้าใจว่าขโมยต่างหูไป ซึ่งวิธีลงโทษของเธอโหดมากถึงกับจะเอาเตารีดร้อนๆนาบหน้ากัน แพรพลอยทนดูไม่ได้เข้าช่วยเหลือเลยโดนไอริณตบและด่าดังลั่น แถมยังจะเอาเตารีดฟาดหน้าถ้าสุนทรไม่เข้ามาขวางเสียก่อน

ไอริณพาลโกรธสุนทรที่ปกป้องคนนอก เลยตวัดเตารีดเข้าที่หัวไหล่สุนทรจนปวดแสบปวดร้อน แต่พอรู้ว่าตัวเองเข้าใจกรองทองผิดหลังจากเรณูเอาต่างหูที่เก็บไว้มาคืนก็หน้าม้านไปเล็กน้อย

“แม่เห็นมันตกอยู่ในอ่างล้างหน้า กลัวจะร่วงหายก็เลยเก็บไว้ให้ ทีหลังมีอะไรก็ถามก่อนสิ”

“ก็ริณไม่รู้นี่”

ทุกคนส่ายหัวกับความใจร้อนของไอริณ แพรพลอยสบตาทุกคนอย่างเกรงใจ เอ่ยปากขอโทษที่ตนเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย อริสรามองเธออย่างไม่วางใจ พอรู้ว่าเธอมาเป็นบอดี้การ์ดให้อิศร์ก็ยิ่งระแวง แต่สำหรับไอศูรย์กลับหัวเราะร่าเมื่อเดินออกจากบ้านมาพร้อมอำพล

“ไอ้อิศร์มันขี้ขลาดนะครับพ่อ หลบใต้กระโปรงผู้หญิง น่าสมเพช”

“แต่ก็แสดงว่ามันเริ่มระวังตัว แกอย่าคิดทำอะไรบ้าๆอีกก็แล้วกัน”

“นี่พ่ออย่าบอกนะว่าพ่อกลัวบอดี้การ์ดของไอ้อิศร์ ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างนั้นถ้าคิดจะฆ่าไอ้อิศร์อีกล่ะก็ ยายนั่นไม่ครณามือผมหรอก”

“ไอศูรย์! ฉันสั่งห้ามแกแล้วนะ”

“แค่แหย่เล่นเฉยๆน่าพ่อ ผมไม่ทำอะไรมันหรอก” พูดไปแล้วแต่พอลับหลังพ่อก็เปลี่ยนสีหน้าท่าทีเป็นเหี้ยมเกรียมเพราะความชิงชังอิศร์ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจเหมือนเดิม

“แกอย่ารนหาที่ขึ้นมาอีกก็แล้วกัน ไอ้อิศร์!”

ooooooo

ตอนที่ 2

แพรพลอยเข้าโรงหนังไปเจออิศร์นั่งอยู่ก่อนแล้ว เธอไม่รู้ว่ามายาวีชวนเขามาด้วย ครั้นจะเลี่ยงหนีก็ดูน่าเกลียดเกินไปจำต้องปล่อยเลยตามเลย แต่ระหว่างนี้อิศร์ก็คอยป่วนก่อกวนเธออยู่เรื่อย ทำให้การดูหนังครั้งนี้มีแต่ความเซ็งและรำคาญ

ด้านมายาวีที่ออกมาตามหาโทรศัพท์มือถือแถวที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าเจออนุภัทรกำลังจะเอามันไปซ่อมแต่เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาขโมย ก็เลยทุ่มเถียงกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายหน้าแตก อับอายที่ตัวเองโวยวายซะเยอะแยะ ยืนอึ้งมองตามอนุภัทรที่เดินส่ายหน้าระอาบ่นอุบออกไป

“ผู้หญิงอะไร โวยวายชะมัด ถ้าต้องเจอกันทุกวันมีหวังประสาทกินตาย”

หลังจากสร้างวีรกรรมหน้าแตกให้ตัวเองแล้วมายาวีเลยไม่มีอารมณ์จะดูหนัง เธอโทร.บอกอิศร์ก่อนกลับไป แพรพลอยเลยต้องดูหนังกับอิศร์สองต่อสอง และมีบางช่วงที่เธอกลัวผีถึงขนาดเผลอซบเขาแถมจิกแขนเข้าให้ด้วย นี่เองจึงเป็นเหตุให้อิศร์ได้โอกาสโอดโอยก่อนจะขอให้เธอเลี้ยงข้าวเป็นการขอโทษหลังออกจากโรงหนัง

แพรพลอยทำตามคำขอ เธอสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะและจ่ายเงินให้เสร็จสรรพแต่ไม่อยู่กินด้วย พอดีกับที่กรณ์โทร.มาบอกว่าแม่อัมพาไม่สบาย เธอจึงรีบบึ่งรถไปโรงพยาบาล

อัมพาไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เวียนหัวแล้วฟุบหมดสติขณะสอนหนังสือเด็กๆ แต่กรณ์เป็นห่วงจึงพาอัมพามาให้หมอตรวจเช็กอาการเพื่อความสบายใจ

ขณะเดียวกันที่บ้านอำพล...สองพ่อลูกกำลังเตรียมตัวเดินทางไปประชุมงานที่ฮ่องกงสามวัน ไอศูรย์ซึ่งระแวงภรรยาจะใกล้ชิดอิศร์ในยามที่ตนไม่อยู่จึงบังคับให้เธอเดินทางไปด้วยกัน แต่อริสราดึงดันไม่ยอมและเอาตั๋วเครื่องบินทิ้งลงชักโครกอย่างไม่สนใจไยดี ทำให้ไอศูรย์ไม่พอใจทะเลาะกันลั่นบ้านสร้างความเอือมระอาให้เรณูที่ไม่รู้จะแก้ปัญหาระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ยังไงดี

ในที่สุดไอศูรย์ก็ต้องเดินทางสองคนกับอำพล โดยฝากฝังสุนทรคนสนิทของอำพลให้คอยจับตาสังเกตพฤติกรรมของอริสราแทน แต่สุนทรไม่ทันปฏิบัติหน้าที่นี้เพราะต้องขับรถไปส่งสองพ่อลูกที่สนามบิน อริสราก็มุ่งหน้ามาบ้านอิศร์ที่อยู่ในรั้วเดียวกัน เธอยังรักเขาเต็มหัวใจ อยากเจอและพูดคุยกับเขาอยู่เสมอ พอรู้จากป้าดวงว่าอิศร์ไม่อยู่ออกไปดูหนังกับเพื่อนก็ซักไซ้ราวกับเป็นภรรยา อยากรู้ว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย

ป้าดวงไม่ตอบแต่มองด้วยสายตาตำหนิ อริสราเลยเก้อไป แต่ยังไม่ยอมกลับ เดินมานั่งรออิศร์ในห้องรับแขกอยู่จนถึงค่ำ พอเขากลับมาก็ออดอ้อนชวนกินข้าว แต่อิศร์ปฏิเสธเพราะกินอิ่มมาแล้ว

อริสราไม่ยอมแพ้ ตื๊อหนักจนอิศร์ต้องนั่งร่วมโต๊ะเป็นเพื่อนคุย เธอเล่าเรื่องไอศูรย์กับอำพลไปฮ่องกงก่อนจะวกมาชวนเขาไปทำบุญให้พ่อแม่ที่วัดวันพรุ่งนี้ อิศร์อึดอัดเพราะไม่อยากสร้างปัญหา แต่พอเธอออดอ้อนอ้างว่าแขนยังไม่หายเจ็บขับรถเองไม่ไหว ชายหนุ่มก็จำใจตอบรับ

หลังจากเธอกลับบ้านไปแล้ว ป้าดวงรู้เรื่องก็เลยพร่ำบ่นกับอิศร์ว่าอริสราชอบหาเรื่องให้พี่น้องตีกันเสียจริง

“ไม่มีอะไรหรอกครับป้า ผมรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”

“ป้ากลัวคุณจะใจอ่อน ที่จริงคุณอริสแกก็น่าสงสารนะคะ ป้าดูออกว่าแกไม่ได้มีความสุขกับชีวิตคู่นักหรอก แต่ในเมื่อแต่งงานแต่งการไปแล้วก็ต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่คอยวิ่งหาคุณอยู่เรื่อย”

“อริสคงจะเหงาน่ะครับ”

“บ้านนั้นก็มีทั้งคุณเรณู ทั้งคุณไอริณ เธอไม่เอาใครเลยมากกว่า วิ่งหาแต่คุณ”

“แต่ไม่ว่าจะยังไง เรื่องของผมกับอริสก็เป็นแค่อดีตครับป้า ผมมีแต่ความหวังดีให้เขาในฐานะเพื่อนเท่านั้นเอง แล้วถ้าเพื่อนไม่มีน้ำใจเพื่อนมันก็คงไม่ถูกต้องจริงไหมครับ”

ป้าดวงนิ่งเงียบ ทั้งที่ใจยังกังวลไม่อยากเห็นอิศร์ข้องเกี่ยวกับอริสรา

ooooooo

สายวันต่อมา แพรพลอยกับอิศร์เจอกันโดยบังเอิญอีกครั้งที่วัดแถวบ้านโอบไอรักของอัมพา อิศร์ขับรถพาอริสรามาทำบุญตามที่รับปากไว้เมื่อคืน แต่ยังไม่ถึงวัดเกิดอุบัติเหตุรถของเขาเฉี่ยวเด็กชายเปี๊ยกที่ขโมยรองเท้าจากคนในวัดวิ่งพรวดออกมา

อิศร์เบรกรถตัวโก่งแล้วลงมาดู พร้อมกันนั้นเจ้าของรองเท้าก็วิ่งหน้าตื่นมาดุด่าเปี๊ยกและจะเอาเงินเพราะรองเท้าของเธอพังเสียหาย แพรพลอยเข้ามาได้ยินจึงจะควักเงินจ่ายให้เพราะเปี๊ยกคือเด็กในบ้านโอบ

ไอรักซึ่งเธอรักเหมือนน้อง แต่อิศร์รีบออกตัวว่าตนจ่ายเองดีกว่า ตนเป็นคนขับรถเฉี่ยวเด็ก แล้วก็ทับรองเท้าของพี่เขาเสียหาย

หลังจากเคลียร์กับเจ้าของรองเท้าเสร็จแล้ว  อิศร์ยังพาเปี๊ยกไปทำแผลที่โรงพยาบาลโดยมีอริสรามาด้วย ส่วนแพรพลอยนั้นต้องมาอยู่แล้วเพราะเป็นห่วงเปี๊ยก แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจออัมพาที่ยังรอดูอาการอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน

อิศร์สงสัยเมื่อได้ยินแพรพลอยกับเปี๊ยกเรียก

อัมพาว่าแม่ แถมยังมีกรณ์อีกคนที่พยุงอัมพามา แพรพลอยไม่อยากเล่าเรื่องส่วนตัวของตนมากนักจึงตัดบทบอกลาแล้วพาเปี๊ยกกลับไปส่งบ้าน ฝ่ายอริสราที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอด รู้สึกได้ว่าอิศร์กับแพรพลอยคุ้นเคยกัน เมื่อพากันกลับมาที่วัดจึงถามเขาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

“อ๋อ เป็นเพื่อนของเพื่อนน่ะครับ”

“เหรอคะ แต่อริสเห็นเขากับอิศร์คุยกันท่าทางสนิทสนมจัง”

อิศร์ชะงัก เหลือบมองหน้าจนเธอรู้สึกตัวว่าละลาบละล้วงเกินไป เลยแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนพูดแก้เก้อ

“ปกติอริสรู้จักเพื่อนอิศร์ทุกคน แต่คนนี้อริสไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ก็เลยแปลกใจน่ะค่ะ”

“บางทีผมก็มีโลกส่วนตัวที่อริสเข้าไม่ถึงเหมือนกัน ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ”

อิศร์ยิ้มปลอบใจแต่แฝงความหมายที่ทำให้อริสราหน้าเจื่อนไม่กล้าถามต่อ

“วันนี้เราคงเลี้ยงเพลไม่ทันแล้ว อริสอยากทำอะไรครับ”

“ไปปล่อยปลากันดีกว่าค่ะ”

ครู่ต่อมา สองคนพากันไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำวัด อริสราพยายามรื้อฟื้นความหลัง  ถามอิศร์ว่าจำได้ไหมก่อนเขาไปเมืองนอกเราเคยมาทำบุญที่นี่ด้วยกัน

“ก็พอจำได้ครับ”

“ตอนนั้นอิศร์ซื้อลูกเต่ามาเต็มถุงเลย บอกว่าจะมาปล่อยเอาเคล็ดให้ความรักของเรายืนยาวเหมือนกับอายุขัยของลูกเต่า...อิศร์คิดว่าตอนนี้พวกมันจะยังอยู่ในที่นี่นี้ไหมคะ” อริสราเอามือวักน้ำก่อนพูดต่อ “เผื่อว่าพวกมันเห็นเรา มันจะขึ้นมา”

“พวกมันคงไม่อยู่แล้วล่ะ หรือถึงยังอยู่ก็คงจำเราไม่ได้ เพราะทั้งคุณและผมต่างก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

อริสราหน้าเศร้า น้ำตาพานจะหยดกับคำพูดไร้เยื่อใยของเขา

“เราสองคนเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

อิศร์หันหน้ามาสบตาอริสรา เห็นแววตาเศร้าเว้าวอนก็ได้แต่สงสาร เพราะรู้ว่าเธอต้องการจะรื้อฟื้นถ่านไฟเก่า แต่ตัวเองทำไม่ได้เพราะไม่อยากทำผิดต่อไอศูรย์และคำสอนของปู่ เลยปลอบใจเธอว่า

“เปลี่ยนไปในทางที่ดีไงครับ ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ส่วนอริสก็มีครอบครัวที่ดี มีสามีที่ดี บางทีอาจจะเป็นเพราะผลบุญที่เราเคยทำกันไว้ก็ได้”

อิศร์ตัดบทสนทนาด้วยการหยิบถุงปลามาแกะ อริสราหน้าเศร้าไม่กล้าเซ้าซี้ต่ออีก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาปล่อยปลา โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนแอบบันทึกภาพนั้นด้วยกล้องอยู่มุมหนึ่ง จนกระทั่งออกจากวัดอิศร์สังเกตเห็นมีรถขับตาม แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นคนของไอศูรย์แน่ ซึ่งเขาไม่อยากมีปัญหากับคนในครอบครัวจึงโกหกอริสราว่ามีคนร้ายสะกดรอยตาม และเพื่อความปลอดภัยเธอต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้าน

อิศร์เลี้ยวรถเข้ามาจอดในปั๊มแล้วจะเรียกแท็กซี่ให้อริสรา แต่ระหว่างนั้นเจอแพรพลอยขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาเติมน้ำมัน อิศร์เลยรั้งแพรพลอยไว้แล้วรีบส่ง

อริสราขึ้นแท็กซี่โดยที่นักสืบของไอศูรย์ไม่รู้เห็น จากนั้นอิศร์ขอความร่วมมือจากแพรพลอยให้แสดงตัวเป็นแฟนเพื่อตบตานักสืบ

แพรพลอยฝืนใจแทบแย่ แต่อิศร์ชอบใจและฉวยโอกาสใกล้ชิดเพราะลึกๆแอบชื่นชมประทับใจหญิงสาวอยู่เป็นทุน ที่สุดนักสืบก็จากไปเมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่อิศร์อี๋อ๋อไม่ใช่อริสรา

ooooooo

ที่บ้านโอบไอรัก เปี๊ยกถูกอัมพาทำโทษด้วยไม้เรียวที่ริอ่านเป็นขโมยจนเป็นเหตุให้ตัวเองถูกรถเฉี่ยวบาดเจ็บฟกช้ำ

เปี๊ยกสำนึกผิดกราบขอโทษอัมพา และเข้าใจดีว่าแม่ต้องการให้ตนเป็นคนดี จึงรับปากว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว แพรพลอยกลับมาเห็นจึงปลอบทั้งแม่และน้อง ก่อนจะเอาบัตรงานเลี้ยงประมูลของเก่าที่พรรคของรัฐมนตรีบรรเลงให้อัมพา ท่านเชิญไปและจะมอบทุนการศึกษาให้เด็กๆ

ค่ำคืนงานวันประมูลของเก่า แน่นอนว่าอิศร์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมายาวีลูกสาวของบรรเลงต้องมาร่วมงาน แถมพ่วงด้วยเรณูกับไอริณ และอริสรา งานดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยมีแพรพลอยและบอดี้การ์ดอีกจำนวนหนึ่งดูแลความเรียบร้อย แต่ไม่มีใครรู้ว่าทางตำรวจได้ส่งผู้กองอนุภัทรและลูกน้องมาด้วยเหมือนกัน เนื่องจากมีข่าวระแคะระคายว่าจะมีการโจรกรรมของเก่ามากมูลค่า

แล้วก็จริงดังสายข่าวแจ้งมา...มีคนร้ายสามสี่คนเข้ามาปล้นของประมูลจนเกิดปะทะกับตำรวจและพวกแพรพลอย แต่คนร้ายทำไม่สำเร็จแถมถูกจับตัวได้ ส่วนอัมพาที่ถูกจับเป็นตัวประกันก็ปลอดภัย แต่บรรเลงถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล

หลังจากทำแผลให้บรรเลงแล้ว หมอบอกทุกคนที่รุมล้อมให้สบายใจได้ว่าแผลไม่ร้ายแรง โชคดีที่กระสุนเฉี่ยวแขนไปไม่โดนอวัยวะสำคัญ

“โธ่คุณหมอ แค่เฉี่ยวเมย์ก็หัวใจจะวายแล้ว ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรขึ้นมา เมย์คง...โอ๊ยไม่เอา ไม่อยากนึก”

“พ่อไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วใช่ไหมหมอ”

“ถ้าไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนก็น่าจะได้ครับ” พูดจบหมอเดินนำพยาบาลออกไป แพรพลอยขยับเข้ามาใกล้บรรเลง

“ขอโทษที่มาช้าค่ะท่าน แพรไปตามเรื่องที่สถานีตำรวจมา”

“ตกลงคนร้ายเป็นใคร”

“คนของท่านดำรงค่ะ”

“คุณอาดำรงเลขาพรรคน่ะเหรอ” มายาวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ

แพรพลอยพยักหน้าก่อนรายงานต่อไป “คนร้ายซัดทอดว่าท่านดำรงร่วมมือกับพวกค้าของเก่าผิดกฎหมาย เปิดให้เข้ามาปล้นของไปขายต่างประเทศค่ะ”

“ที่แท้ก็เกลือเป็นหนอน พวกมันถึงผ่านระบบรักษาความปลอดภัยมาได้ ฉันเองก็ได้ยินมานานเหมือนกันว่าดำรงพัวพันกับเรื่องนี้ แต่ไม่นึกว่าจะอุกอาจ”

“คุณพ่ออย่าเพิ่งคิดอะไรเลยค่ะ นอนพักดีกว่า จะได้หาย” มายาวีกุลีกุจอประคองพ่อลงนอน

“เดี๋ยวแพรจะไปส่งคุณเมย์ที่บ้านนะคะ”

“ไม่ค่ะ คืนนี้เมย์จะเป็นบอดี้การ์ดเฝ้าคุณพ่อเอง ไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นอีก คุณแพรกลับไปพักผ่อนดีกว่าค่ะ”

แพรพลอยฟังแล้วรู้สึกผิดที่ตัวเองทำหน้าที่ไม่ดีพอ ได้แต่พยักหน้ารับคำ...อีกมุมหนึ่งในโรงพยาบาล อิศร์กับอนุภัทรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทยืนคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อิศร์ชื่นชมแพรพลอยเก่งมาก เธอคนเดียวยิงโจรคว่ำไปสามคน อนุภัทรเคยเห็นมาดบู๊ของเธอมาก่อนหน้านี้แล้วจึงผสมโรงเออออ

“ใช่...เธอเก่งมาก ฉันยังนึกว่าจะจีบ...”

อิศร์ตกใจรีบแทรกอย่างลืมตัว “เฮ้ย จีบเลยเหรอ”

“จีบมาเป็นตำรวจเว้ย”

“อ๋อ แล้วไป”

“แล้วทำไมแกต้องตกใจด้วย”

“ก็นึกว่าแกจะจีบไปเป็นอย่างอื่น ฉันแค่อยากเตือนไว้ว่าเจ๊แกไม่ธรรมดา พกปืนเหมือนพกกระเป๋าตังค์ แถมยังมือไวใจเร็ว แตะนิดโดนหน่อยเป็นจับทุ่ม จับตีเข่า”

“แกไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

อิศร์อึกอักไม่กล้าสารภาพว่าเคยลองดีกับแพรพลอยมาหลายครั้ง ได้แต่บอกว่าเคยฟังเรื่องราวของเธอจากมายาวี

“อ้อ ยายไฮโซตัวยุ่งนั่นน่ะเหรอ นึกแล้วขนลุก ฉันไปล่ะ ไม่อยากเจอหน้า”

อนุภัทรรีบเดินออกไป อิศร์มองตามไม่เข้าใจว่าเพื่อนรักกับมายาวีมีเรื่องอะไรกันนักหนา

ooooooo

ภายในห้องพักวีไอพี มายาวีนั่งข้างเตียงกุมมือพ่อด้วยความเป็นห่วง แล้วหันไปถามแพรพลอยที่นั่งอยู่มุมหนึ่งว่าป้าอัมพาเป็นยังไงบ้าง

“ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อย แพรให้กรณ์ พากลับบ้านไปแล้ว”

“หนูแพรก็น่าจะกลับไปพักเหมือนกันนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะท่าน แพรอยากอยู่ดูแลท่านมากกว่า”

“ข้างนอกนั่นเจ้าหน้าที่คงมาเฝ้าเต็มไปหมดแล้วล่ะ ไม่มีใครกล้าเข้ามาก่อเหตุซ้ำหรอก ไปพักเถอะหนูแพร”

“ไปเถอะค่ะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเมย์จะรีบติดต่อหาคุณแพรแน่นอน”

แพรพลอยไม่กล้าดึงดัน ลากลับไปทั้งที่ยังห่วงสองพ่อลูก...ด้านอิศร์ก็กลับบ้านแล้วเหมือนกัน ทันทีที่เขาจอดรถ ก็เห็นอริสราวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา

“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ”

“ยังค่ะ อริสกังวลเรื่องที่งานเลี้ยงมากกว่า มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”

“คุณลุงบรรเลงบาดเจ็บเล็กน้อย นอกนั้นไม่มีอะไรครับ”

“อริสใจไม่ดีเลย จะนอนก็นอนไม่หลับ ยิ่งอยู่คนเดียวในห้องยิ่งกลัว”

“ให้เบญขึ้นไปนอนเป็นเพื่อนไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่อิศร์นั่งคุยเป็นเพื่อนอริสซักพักก็พอ ยังไม่ง่วงใช่ไหมคะ”

อิศร์อึดอัดใจ...ความจริงอยากนอนแล้วแต่ไม่กล้าปฏิเสธ เดินนำเธอไปที่สนาม...ไอริณยืนมองจากหน้าต่างบ้านด้วยความหมั่นไส้พี่สะใภ้ เรณูเดินมาหยุดข้างหลังลูกสาว ถามว่ายืนทำอะไรดึกดื่นแล้วไม่นอน

“ดูพี่สะใภ้ริณกำลังทำงามหน้าอยู่น่ะสิคะ”

เรณูขยับไปชะเง้อมองแล้วหันกลับมา “เขาก็แค่คุยกันเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อซักหน่อย”

“แม่จะรอให้พี่อริสสวมเขาให้พี่ศูรย์จะจะก่อนหรือไงคะ ถึงจะขัดขวางเขาสองคน”

“ก็แม่ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไร เราก็เหมือนกัน อย่าเอาไฟร้อนๆมาโยนใส่บ้านหน่อยเลย แค่นี้ก็ร้อนพอแล้ว ไปนอนซะ”

เรณูบ่นแล้วเดินแยกไป ไอริณสะบัดหน้าอย่างขัดใจ พึมพำว่าเรื่องอะไรจะปล่อยให้คนเลวลอยนวล...พูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปอิศร์กับอริสราไว้

ooooooo

แพรพลอยกลับเข้าห้องพักในคอนโดฯด้วยท่าทีเหนื่อยล้า เปิดทีวีเห็นข่าวจากงานเลี้ยงก็ยิ่งหดหู่รู้สึกผิด

“ความคืบหน้าเหตุยิงถล่มงานเลี้ยงของพรรคธรรมนำไทย ทำให้นายบรรเลง ศรัทธาสิทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมได้รับบาดเจ็บ แต่ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว ส่วนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานแล้วเข้าจับกุมนายดำรง พงศ์ธนะเสถียร เลขาธิการพรรค ในฐานะผู้บงการ...”

ภาพสุดท้ายในจอทีวีที่แพรพลอยเห็นคือมายาวีประคองบรรเลงที่เลือดเต็มแขนออกมา...เธอยิ่งรู้สึกผิดเป็นทวีคูณที่เห็นมายาวีสะอึกสะอื้นเป็นห่วงพ่อ เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดกับตัวเองมาแล้วในอดีต

ตอนนั้นแพรพลอยยังเด็กและมีครบทั้งพ่อแม่ แต่เพราะมีคนร้ายเข้ามายิงพวกท่านตายแล้วยังเผาบ้านต่อหน้าต่อตาโดยที่เธอทำอะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงกลายเป็นเด็กกำพร้า...

แพรพลอยหยิบรูปถ่ายพ่อแม่ที่ยังเก็บเอาไว้ออกมาและพูดกับรูปอย่างเศร้าสะเทือนใจ “แพรเคยทำผิดที่ช่วยพ่อกับแม่ไว้ไม่ได้ มาวันนี้แพรก็ทำผิดซ้ำสองอีกที่ทำให้เจ้านายของตัวเองบาดเจ็บ”

หลังจากพักผ่อนอยู่ที่นี่จนถึงเช้า...วันรุ่งขึ้นแพร-พลอยกลับไปที่บ้านโอบไอรัก ช่วยงานอัมพาด้วยความเต็มใจ แต่วันนี้เธอไม่ค่อยมีสมาธิ แม้แต่ร้อยด้ายก็ไม่สำเร็จ เลยบ่นออกมาอย่างท้อแท้

“แพรนี่ไม่ได้เรื่องเลย แค่ร้อยด้ายยังไม่เข้า งานก็พลาด”

“ยอมแพ้อะไรง่ายๆอีกแล้ว เอามานี่” อัมพารับเข็มมาร้อยด้ายพลางพร่ำสอน “อย่าไปคิดมากเลยลูก ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิด ท่านบรรเลงก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไม่ใช่เหรอ”

“แต่หน้าที่ของแพรคือต้องไม่ให้ท่านเป็นอะไรเลยนะคะ”

“คนเรามันผิดพลาดกัน แพรเองก็มัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าจะโทษ แพรโทษแม่ดีกว่าที่เป็นภาระให้แพรทำงานพลาด”

“ไม่ใช่ความผิดของแม่นี่คะ”

“ถ้าแพรไม่อยากแบ่งความผิดให้แม่ แพรก็โยนทิ้งไปให้หมด อย่าแบกทุกข์ไว้ในใจ แม่เห็นแล้วแม่ก็ทุกข์ไปด้วย รู้ไหม”

แพรพลอยฟังแล้วอึ้งพูดไม่ออก ขยับตัวเข้ากอดอ้อนอัมพาเหมือนเด็กๆ

ooooooo

แพรพลอยเข้าโรงหนังไปเจออิศร์นั่งอยู่ก่อนแล้ว เธอไม่รู้ว่ามายาวีชวนเขามาด้วย ครั้นจะเลี่ยงหนีก็ดูน่าเกลียดเกินไปจำต้องปล่อยเลยตามเลย แต่ระหว่างนี้อิศร์ก็คอยป่วนก่อกวนเธออยู่เรื่อย ทำให้การดูหนังครั้งนี้มีแต่ความเซ็งและรำคาญ

ด้านมายาวีที่ออกมาตา มหาโทรศัพท์มือถือแถวที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าเจออนุภัทรกำลังจะเอามันไปซ่อมแต่เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาขโมย ก็เลยทุ่มเถียงกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายหน้าแตก อับอายที่ตัวเองโวยวายซะเยอะแยะ ยืนอึ้งมองตามอนุภัทรที่เดินส่ายหน้าระอาบ่นอุบออกไป

“ผู้หญิงอะไร โวยวายชะมัด ถ้าต้องเจอกันทุกวันมีหวังประสาทกินตาย”

หลัง จากสร้างวีรกรรมหน้าแตกให้ตัวเองแล้วมายาวีเลยไม่มีอารมณ์จะดูหนัง เธอโทร.บอกอิศร์ก่อนกลับไป แพรพลอยเลยต้องดูหนังกับอิศร์สองต่อสอง และมีบางช่วงที่เธอกลัวผีถึงขนาดเผลอซบเขาแถมจิกแขนเข้าให้ด้วย นี่เองจึงเป็นเหตุให้อิศร์ได้โอกาสโอดโอยก่อนจะขอให้เธอเลี้ยงข้าวเป็นการ ขอโทษหลังออกจากโรงหนัง

แพรพลอยทำตามคำขอ เธอสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะและจ่ายเงินให้เสร็จสรรพแต่ไม่อยู่กินด้วย พอดีกับที่กรณ์โทร.มาบอกว่าแม่อัมพาไม่สบาย เธอจึงรีบบึ่งรถไปโรงพยาบาล

อัมพาไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เวียนหัวแล้วฟุบหมดสติขณะสอนหนังสือเด็กๆ แต่กรณ์เป็นห่วงจึงพาอัมพามาให้หมอตรวจเช็กอาการเพื่อความสบายใจ

ขณะ เดียวกันที่บ้านอำพล...สองพ่อลูกกำลังเตรียมตัวเดินทางไปประชุมงานที่ฮ่องกง สามวัน ไอศูรย์ซึ่งระแวงภรรยาจะใกล้ชิดอิศร์ในยามที่ตนไม่อยู่จึงบังคับให้เธอเดิน ทางไปด้วยกัน แต่อริสราดึงดันไม่ยอมและเอาตั๋วเครื่องบินทิ้งลงชักโครกอย่างไม่สนใจไยดี ทำให้ไอศูรย์ไม่พอใจทะเลาะกันลั่นบ้านสร้างความเอือมระอาให้เรณูที่ไม่รู้จะ แก้ปัญหาระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ยังไงดี

ในที่สุดไอศูรย์ก็ต้องเดิน ทางสองคนกับอำพล โดยฝากฝังสุนทรคนสนิทของอำพลให้คอยจับตาสังเกตพฤติกรรมของอริสราแทน แต่สุนทรไม่ทันปฏิบัติหน้าที่นี้เพราะต้องขับรถไปส่งสองพ่อลูกที่สนามบิน อริสราก็มุ่งหน้ามาบ้านอิศร์ที่อยู่ในรั้วเดียวกัน เธอยังรักเขาเต็มหัวใจ อยากเจอและพูดคุยกับเขาอยู่เสมอ พอรู้จากป้าดวงว่าอิศร์ไม่อยู่ออกไปดูหนังกับเพื่อนก็ซักไซ้ราวกับเป็นภรรยา อยากรู้ว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย

ป้าดวงไม่ตอบแต่มองด้วยสายตา ตำหนิ อริสราเลยเก้อไป แต่ยังไม่ยอมกลับ เดินมานั่งรออิศร์ในห้องรับแขกอยู่จนถึงค่ำ พอเขากลับมาก็ออดอ้อนชวนกินข้าว แต่อิศร์ปฏิเสธเพราะกินอิ่มมาแล้ว

อริสราไม่ยอมแพ้ ตื๊อหนักจนอิศร์ต้องนั่งร่วมโต๊ะเป็นเพื่อนคุย เธอเล่าเรื่องไอศูรย์กับอำพลไปฮ่องกงก่อนจะวกมาชวนเขาไปทำบุญให้พ่อแม่ที่ วัดวันพรุ่งนี้ อิศร์อึดอัดเพราะไม่อยากสร้างปัญหา แต่พอเธอออดอ้อนอ้างว่าแขนยังไม่หายเจ็บขับรถเองไม่ไหว ชายหนุ่มก็จำใจตอบรับ

หลังจากเธอกลับบ้านไปแล้ว ป้าดวงรู้เรื่องก็เลยพร่ำบ่นกับอิศร์ว่าอริสราชอบหาเรื่องให้พี่น้องตีกันเสียจริง

“ไม่มีอะไรหรอกครับป้า ผมรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”

“ป้า กลัวคุณจะใจอ่อน ที่จริงคุณอริสแกก็น่าสงสารนะคะ ป้าดูออกว่าแกไม่ได้มีความสุขกับชีวิตคู่นักหรอก แต่ในเมื่อแต่งงานแต่งการไปแล้วก็ต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่คอยวิ่งหาคุณอยู่เรื่อย”

“อริสคงจะเหงาน่ะครับ”

“บ้านนั้นก็มีทั้งคุณเรณู ทั้งคุณไอริณ เธอไม่เอาใครเลยมากกว่า วิ่งหาแต่คุณ”

“แต่ ไม่ว่าจะยังไง เรื่องของผมกับอริสก็เป็นแค่อดีตครับป้า ผมมีแต่ความหวังดีให้เขาในฐานะเพื่อนเท่านั้นเอง แล้วถ้าเพื่อนไม่มีน้ำใจเพื่อนมันก็คงไม่ถูกต้องจริงไหมครับ”

ป้าดวงนิ่งเงียบ ทั้งที่ใจยังกังวลไม่อยากเห็นอิศร์ข้องเกี่ยวกับอริสรา

ooooooo

สาย วันต่อมา แพรพลอยกับอิศร์เจอกันโดยบังเอิญอีกครั้งที่วัดแถวบ้านโอบไอรักของอัมพา อิศร์ขับรถพาอริสรามาทำบุญตามที่รับปากไว้เมื่อคืน แต่ยังไม่ถึงวัดเกิดอุบัติเหตุรถของเขาเฉี่ยวเด็กชายเปี๊ยกที่ขโมยรองเท้า จากคนในวัดวิ่งพรวดออกมา

อิศร์เบรกรถตัวโก่งแล้วลงมาดู พร้อมกันนั้นเจ้าของรองเท้าก็วิ่งหน้าตื่นมาดุด่าเปี๊ยกและจะเอาเงินเพราะ รองเท้าของเธอพังเสียหาย แพรพลอยเข้ามาได้ยินจึงจะควักเงินจ่ายให้เพราะเปี๊ยกคือเด็กในบ้านโอบ

ไอรักซึ่งเธอรักเหมือนน้อง แต่อิศร์รีบออกตัวว่าตนจ่ายเองดีกว่า ตนเป็นคนขับรถเฉี่ยวเด็ก แล้วก็ทับรองเท้าของพี่เขาเสียหาย

หลัง จากเคลียร์กับเจ้าของรองเท้าเสร็จแล้ว  อิศร์ยังพาเปี๊ยกไปทำแผลที่โรงพยาบาลโดยมีอริสรามาด้วย ส่วนแพรพลอยนั้นต้องมาอยู่แล้วเพราะเป็นห่วงเปี๊ยก แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจออัมพาที่ยังรอดูอาการอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน

อิศร์สงสัยเมื่อได้ยินแพรพลอยกับเปี๊ยกเรียก

อัมพา ว่าแม่ แถมยังมีกรณ์อีกคนที่พยุงอัมพามา แพรพลอยไม่อยากเล่าเรื่องส่วนตัวของตนมากนักจึงตัดบทบอกลาแล้วพาเปี๊ยกกลับ ไปส่งบ้าน ฝ่ายอริสราที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอด รู้สึกได้ว่าอิศร์กับแพรพลอยคุ้นเคยกัน เมื่อพากันกลับมาที่วัดจึงถามเขาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

“อ๋อ เป็นเพื่อนของเพื่อนน่ะครับ”

“เหรอคะ แต่อริสเห็นเขากับอิศร์คุยกันท่าทางสนิทสนมจัง”

อิศร์ชะงัก เหลือบมองหน้าจนเธอรู้สึกตัวว่าละลาบละล้วงเกินไป เลยแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนพูดแก้เก้อ

“ปกติอริสรู้จักเพื่อนอิศร์ทุกคน แต่คนนี้อริสไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ก็เลยแปลกใจน่ะค่ะ”

“บางทีผมก็มีโลกส่วนตัวที่อริสเข้าไม่ถึงเหมือนกัน ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ”

อิศร์ยิ้มปลอบใจแต่แฝงความหมายที่ทำให้อริสราหน้าเจื่อนไม่กล้าถามต่อ

“วันนี้เราคงเลี้ยงเพลไม่ทันแล้ว อริสอยากทำอะไรครับ”

“ไปปล่อยปลากันดีกว่าค่ะ”

ครู่ ต่อมา สองคนพากันไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำวัด อริสราพยายามรื้อฟื้นความหลัง  ถามอิศร์ว่าจำได้ไหมก่อนเขาไปเมืองนอกเราเคยมาทำบุญที่นี่ด้วยกัน

“ก็พอจำได้ครับ”

“ตอน นั้นอิศร์ซื้อลูกเต่ามาเต็มถุงเลย บอกว่าจะมาปล่อยเอาเคล็ดให้ความรักของเรายืนยาวเหมือนกับอายุขัยของลูก เต่า...อิศร์คิดว่าตอนนี้พวกมันจะยังอยู่ในที่นี่นี้ไหมคะ” อริสราเอามือวักน้ำก่อนพูดต่อ “เผื่อว่าพวกมันเห็นเรา มันจะขึ้นมา”

“พวกมันคงไม่อยู่แล้วล่ะ หรือถึงยังอยู่ก็คงจำเราไม่ได้ เพราะทั้งคุณและผมต่างก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

อริสราหน้าเศร้า น้ำตาพานจะหยดกับคำพูดไร้เยื่อใยของเขา

“เราสองคนเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

อิศร์ หันหน้ามาสบตาอริสรา เห็นแววตาเศร้าเว้าวอนก็ได้แต่สงสาร เพราะรู้ว่าเธอต้องการจะรื้อฟื้นถ่านไฟเก่า แต่ตัวเองทำไม่ได้เพราะไม่อยากทำผิดต่อไอศูรย์และคำสอนของปู่ เลยปลอบใจเธอว่า

“เปลี่ยนไปในทางที่ดีไงครับ ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ส่วนอริสก็มีครอบครัวที่ดี มีสามีที่ดี บางทีอาจจะเป็นเพราะผลบุญที่เราเคยทำกันไว้ก็ได้”

อิศร์ตัดบทสนทนา ด้วยการหยิบถุงปลามาแกะ อริสราหน้าเศร้าไม่กล้าเซ้าซี้ต่ออีก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาปล่อยปลา โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนแอบบันทึกภาพนั้นด้วยกล้องอยู่มุมหนึ่ง จนกระทั่งออกจากวัดอิศร์สังเกตเห็นมีรถขับตาม แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นคนของไอศูรย์แน่ ซึ่งเขาไม่อยากมีปัญหากับคนในครอบครัวจึงโกหกอริสราว่ามีคนร้ายสะกดรอยตาม และเพื่อความปลอดภัยเธอต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้าน

อิศร์เลี้ยวรถเข้ามา จอดในปั๊มแล้วจะเรียกแท็กซี่ให้อริสรา แต่ระหว่างนั้นเจอแพรพลอยขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาเติมน้ำมัน อิศร์เลยรั้งแพรพลอยไว้แล้วรีบส่ง

อริสราขึ้นแท็กซี่โดยที่นักสืบของไอศูรย์ไม่รู้เห็น จากนั้นอิศร์ขอความร่วมมือจากแพรพลอยให้แสดงตัวเป็นแฟนเพื่อตบตานักสืบ

แพร พลอยฝืนใจแทบแย่ แต่อิศร์ชอบใจและฉวยโอกาสใกล้ชิดเพราะลึกๆแอบชื่นชมประทับใจหญิงสาวอยู่เป็น ทุน ที่สุดนักสืบก็จากไปเมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่อิศร์อี๋อ๋อไม่ใช่อริสรา

ooooooo

ที่บ้านโอบไอรัก เปี๊ยกถูกอัมพาทำโทษด้วยไม้เรียวที่ริอ่านเป็นขโมยจนเป็นเหตุให้ตัวเองถูกรถเฉี่ยวบาดเจ็บฟกช้ำ

เปี๊ยก สำนึกผิดกราบขอโทษอัมพา และเข้าใจดีว่าแม่ต้องการให้ตนเป็นคนดี จึงรับปากว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว แพรพลอยกลับมาเห็นจึงปลอบทั้งแม่และน้อง ก่อนจะเอาบัตรงานเลี้ยงประมูลของเก่าที่พรรคของรัฐมนตรีบรรเลงให้อัมพา ท่านเชิญไปและจะมอบทุนการศึกษาให้เด็กๆ

ค่ำคืนงานวันประมูลของเก่า แน่นอนว่าอิศร์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมายาวีลูกสาวของบรรเลงต้องมาร่วมงาน แถมพ่วงด้วยเรณูกับไอริณ และอริสรา งานดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยมีแพรพลอยและบอดี้การ์ดอีกจำนวนหนึ่งดูแลความ เรียบร้อย แต่ไม่มีใครรู้ว่าทางตำรวจได้ส่งผู้กองอนุภัทรและลูกน้องมาด้วยเหมือนกัน เนื่องจากมีข่าวระแคะระคายว่าจะมีการโจรกรรมของเก่ามากมูลค่า

แล้วก็ จริงดังสายข่าวแจ้งมา...มีคนร้ายสามสี่คนเข้ามาปล้นของประมูลจนเกิดปะทะกับ ตำรวจและพวกแพรพลอย แต่คนร้ายทำไม่สำเร็จแถมถูกจับตัวได้ ส่วนอัมพาที่ถูกจับเป็นตัวประกันก็ปลอดภัย แต่บรรเลงถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล

หลังจากทำแผลให้บรรเลงแล้ว หมอบอกทุกคนที่รุมล้อมให้สบายใจได้ว่าแผลไม่ร้ายแรง โชคดีที่กระสุนเฉี่ยวแขนไปไม่โดนอวัยวะสำคัญ

“โธ่คุณหมอ แค่เฉี่ยวเมย์ก็หัวใจจะวายแล้ว ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรขึ้นมา เมย์คง...โอ๊ยไม่เอา ไม่อยากนึก”

“พ่อไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วใช่ไหมหมอ”

“ถ้าไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนก็น่าจะได้ครับ” พูดจบหมอเดินนำพยาบาลออกไป แพรพลอยขยับเข้ามาใกล้บรรเลง

“ขอโทษที่มาช้าค่ะท่าน แพรไปตามเรื่องที่สถานีตำรวจมา”

“ตกลงคนร้ายเป็นใคร”

“คนของท่านดำรงค่ะ”

“คุณอาดำรงเลขาพรรคน่ะเหรอ” มายาวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ

แพรพลอยพยักหน้าก่อนรายงานต่อไป “คนร้ายซัดทอดว่าท่านดำรงร่วมมือกับพวกค้าของเก่าผิดกฎหมาย เปิดให้เข้ามาปล้นของไปขายต่างประเทศค่ะ”

“ที่แท้ ก็เกลือเป็นหนอน พวกมันถึงผ่านระบบรักษาความปลอดภัยมาได้ ฉันเองก็ได้ยินมานานเหมือนกันว่าดำรงพัวพันกับเรื่องนี้ แต่ไม่นึกว่าจะอุกอาจ”

“คุณพ่ออย่าเพิ่งคิดอะไรเลยค่ะ นอนพักดีกว่า จะได้หาย” มายาวีกุลีกุจอประคองพ่อลงนอน

“เดี๋ยวแพรจะไปส่งคุณเมย์ที่บ้านนะคะ”

“ไม่ค่ะ คืนนี้เมย์จะเป็นบอดี้การ์ดเฝ้าคุณพ่อเอง ไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นอีก คุณแพรกลับไปพักผ่อนดีกว่าค่ะ”

แพร พลอยฟังแล้วรู้สึกผิดที่ตัวเองทำหน้าที่ไม่ดีพอ ได้แต่พยักหน้ารับคำ...อีกมุมหนึ่งในโรงพยาบาล อิศร์กับอนุภัทรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทยืนคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อิศร์ชื่นชมแพรพลอยเก่งมาก เธอคนเดียวยิงโจรคว่ำไปสามคน อนุภัทรเคยเห็นมาดบู๊ของเธอมาก่อนหน้านี้แล้วจึงผสมโรงเออออ

“ใช่...เธอเก่งมาก ฉันยังนึกว่าจะจีบ...”

อิศร์ตกใจรีบแทรกอย่างลืมตัว “เฮ้ย จีบเลยเหรอ”

“จีบมาเป็นตำรวจเว้ย”

“อ๋อ แล้วไป”

“แล้วทำไมแกต้องตกใจด้วย”

“ก็ นึกว่าแกจะจีบไปเป็นอย่างอื่น ฉันแค่อยากเตือนไว้ว่าเจ๊แกไม่ธรรมดา พกปืนเหมือนพกกระเป๋าตังค์ แถมยังมือไวใจเร็ว แตะนิดโดนหน่อยเป็นจับทุ่ม จับตีเข่า”

“แกไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

อิศร์อึกอักไม่กล้าสารภาพว่าเคยลองดีกับแพรพลอยมาหลายครั้ง ได้แต่บอกว่าเคยฟังเรื่องราวของเธอจากมายาวี

“อ้อ ยายไฮโซตัวยุ่งนั่นน่ะเหรอ นึกแล้วขนลุก ฉันไปล่ะ ไม่อยากเจอหน้า”

อนุภัทรรีบเดินออกไป อิศร์มองตามไม่เข้าใจว่าเพื่อนรักกับมายาวีมีเรื่องอะไรกันนักหนา

ooooooo

ภายในห้องพักวีไอพี มายาวีนั่งข้างเตียงกุมมือพ่อด้วยความเป็นห่วง แล้วหันไปถามแพรพลอยที่นั่งอยู่มุมหนึ่งว่าป้าอัมพาเป็นยังไงบ้าง

“ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อย แพรให้กรณ์ พากลับบ้านไปแล้ว”

“หนูแพรก็น่าจะกลับไปพักเหมือนกันนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะท่าน แพรอยากอยู่ดูแลท่านมากกว่า”

“ข้างนอกนั่นเจ้าหน้าที่คงมาเฝ้าเต็มไปหมดแล้วล่ะ ไม่มีใครกล้าเข้ามาก่อเหตุซ้ำหรอก ไปพักเถอะหนูแพร”

“ไปเถอะค่ะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเมย์จะรีบติดต่อหาคุณแพรแน่นอน”

แพร พลอยไม่กล้าดึงดัน ลากลับไปทั้งที่ยังห่วงสองพ่อลูก...ด้านอิศร์ก็กลับบ้านแล้วเหมือนกัน ทันทีที่เขาจอดรถ ก็เห็นอริสราวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา

“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ”

“ยังค่ะ อริสกังวลเรื่องที่งานเลี้ยงมากกว่า มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”

“คุณลุงบรรเลงบาดเจ็บเล็กน้อย นอกนั้นไม่มีอะไรครับ”

“อริสใจไม่ดีเลย จะนอนก็นอนไม่หลับ ยิ่งอยู่คนเดียวในห้องยิ่งกลัว”

“ให้เบญขึ้นไปนอนเป็นเพื่อนไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่อิศร์นั่งคุยเป็นเพื่อนอริสซักพักก็พอ ยังไม่ง่วงใช่ไหมคะ”

อิศร์ อึดอัดใจ...ความจริงอยากนอนแล้วแต่ไม่กล้าปฏิเสธ เดินนำเธอไปที่สนาม...ไอริณยืนมองจากหน้าต่างบ้านด้วยความหมั่นไส้พี่สะใภ้ เรณูเดินมาหยุดข้างหลังลูกสาว ถามว่ายืนทำอะไรดึกดื่นแล้วไม่นอน

“ดูพี่สะใภ้ริณกำลังทำงามหน้าอยู่น่ะสิคะ”

เรณูขยับไปชะเง้อมองแล้วหันกลับมา “เขาก็แค่คุยกันเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อซักหน่อย”

“แม่จะรอให้พี่อริสสวมเขาให้พี่ศูรย์จะจะก่อนหรือไงคะ ถึงจะขัดขวางเขาสองคน”

“ก็แม่ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไร เราก็เหมือนกัน อย่าเอาไฟร้อนๆมาโยนใส่บ้านหน่อยเลย แค่นี้ก็ร้อนพอแล้ว ไปนอนซะ”

เรณู บ่นแล้วเดินแยกไป ไอริณสะบัดหน้าอย่างขัดใจ พึมพำว่าเรื่องอะไรจะปล่อยให้คนเลวลอยนวล...พูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือมา ถ่ายรูปอิศร์กับอริสราไว้

ooooooo

แพรพลอยกลับเข้าห้องพักในคอนโดฯด้วยท่าทีเหนื่อยล้า เปิดทีวีเห็นข่าวจากงานเลี้ยงก็ยิ่งหดหู่รู้สึกผิด

“ความ คืบหน้าเหตุยิงถล่มงานเลี้ยงของพรรคธรรมนำไทย ทำให้นายบรรเลง ศรัทธาสิทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมได้รับบาดเจ็บ แต่ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว ส่วนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานแล้วเข้าจับกุมนายดำรง พงศ์ธนะเสถียร เลขาธิการพรรค ในฐานะผู้บงการ...”

ภาพสุดท้ายในจอ ทีวีที่แพรพลอยเห็นคือมายาวีประคองบรรเลงที่เลือดเต็มแขนออกมา...เธอยิ่ง รู้สึกผิดเป็นทวีคูณที่เห็นมายาวีสะอึกสะอื้นเป็นห่วงพ่อ เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดกับตัวเองมาแล้วในอดีต

ตอนนั้นแพร พลอยยังเด็กและมีครบทั้งพ่อแม่ แต่เพราะมีคนร้ายเข้ามายิงพวกท่านตายแล้วยังเผาบ้านต่อหน้าต่อตาโดยที่เธอทำ อะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงกลายเป็นเด็กกำพร้า...

แพรพลอย หยิบรูปถ่ายพ่อแม่ที่ยังเก็บเอาไว้ออกมาและพูดกับรูปอย่างเศร้าสะเทือนใจ “แพรเคยทำผิดที่ช่วยพ่อกับแม่ไว้ไม่ได้ มาวันนี้แพรก็ทำผิดซ้ำสองอีกที่ทำให้เจ้านายของตัวเองบาดเจ็บ”

หลัง จากพักผ่อนอยู่ที่นี่จนถึงเช้า...วันรุ่งขึ้นแพร-พลอยกลับไปที่บ้านโอบไอรัก ช่วยงานอัมพาด้วยความเต็มใจ แต่วันนี้เธอไม่ค่อยมีสมาธิ แม้แต่ร้อยด้ายก็ไม่สำเร็จ เลยบ่นออกมาอย่างท้อแท้

“แพรนี่ไม่ได้เรื่องเลย แค่ร้อยด้ายยังไม่เข้า งานก็พลาด”

“ยอม แพ้อะไรง่ายๆอีกแล้ว เอามานี่” อัมพารับเข็มมาร้อยด้ายพลางพร่ำสอน “อย่าไปคิดมากเลยลูก ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิด ท่านบรรเลงก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไม่ใช่เหรอ”

“แต่หน้าที่ของแพรคือต้องไม่ให้ท่านเป็นอะไรเลยนะคะ”

“คนเรามันผิดพลาดกัน แพรเองก็มัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าจะโทษ แพรโทษแม่ดีกว่าที่เป็นภาระให้แพรทำงานพลาด”

“ไม่ใช่ความผิดของแม่นี่คะ”

“ถ้าแพรไม่อยากแบ่งความผิดให้แม่ แพรก็โยนทิ้งไปให้หมด อย่าแบกทุกข์ไว้ในใจ แม่เห็นแล้วแม่ก็ทุกข์ไปด้วย รู้ไหม”

แพรพลอยฟังแล้วอึ้งพูดไม่ออก ขยับตัวเข้ากอดอ้อนอัมพาเหมือนเด็กๆ

ooooooo

ไอศูรย์เป็นเดือดเป็นแค้นหลังเห็นรูปถ่ายอริสรากับอิศร์ใกล้ชิดกันจนต้องกลับจากฮ่องกงก่อนกำหนดหนึ่งวันโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของอำพล
พอ ถึงบ้านไม่เห็นภรรยา ไอศูรย์ก็ยิ่งบ้า ตามมาเอาเรื่องสุนทรที่เรือนคนใช้โทษฐานไม่คอยเป็นหูเป็นตาตามคำสั่ง กรองทองเห็นพ่อโดนไอศูรย์ต่อยปากแตกก็เข้าขวางเลยโดนลูกหลงไปด้วยอีกคน

ทาง ด้านแพรพลอยที่ทำหน้าที่บกพร่องจนบรรเลงได้รับบาดเจ็บก็รู้สึกผิดคิดมากถึง ขนาดมาขอลาออก แม้บรรเลงกับมายาวีอ้อนวอนยังไงก็ไม่เป็นผล ส่วนอิศร์ช่วยกล่อมอีกแรงก็ไม่สำเร็จเช่นกัน ได้แต่บอกสองพ่อลูกให้หาบอดี้การ์ดคนใหม่ เอาแบบเก่งๆ แพงๆไปเลย แพรพลอยจะได้รู้ว่าพวกเขาไม่ง้อคนเล่นตัว

“แต่เมย์กับคุณพ่อชอบคุณ แพร ทำงานดีไว้ใจได้ หาคนใหม่ก็คงไม่ได้อย่างนี้อีกแล้ว อีกอย่างเราก็ไม่ได้อยู่กันแบบเจ้านายลูกน้อง แต่เราเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน”

“เขาคงไม่คิดแบบเมย์มั้ง ไม่งั้นคงไม่ทิ้งครอบครัวไปง่ายๆหรอก”

“เราจะลองพูดกับบริษัทของคุณแพรดีไหมคะ ให้เธอกลับมา”

“หนู แพรเป็นคนเด็ดขาด ลงว่าเขาตัดสินใจไปแล้วคงจะเปลี่ยนใจยาก ดีไม่ดีจะเข้าใจว่าเราใช้อำนาจบังคับนะลูก พ่อว่าถ้าเขาจะกลับมาก็ให้มาด้วยใจดีกว่า ไม่งั้นเราจะยิ่งมองหน้ากันไม่ติด”

“ก็เมย์เสียดายนี่นา” มายาวีพูดหน้าเศร้า บรรเลงถอนใจกลุ้ม อิศร์มองทั้งสองอย่างรู้สึกเห็นใจ หลังจากนั้นเขาตัดสินใจตามแพรพลอยไปถึงบ้านโอบไอรักเพื่อใช้ความพยายาม เกลี้ยกล่อมอีกครั้ง โดยได้ความร่วมมือจากเด็กๆ รวมทั้งอัมพา แต่ทว่าผลที่ออกมาก็ยังเหมือนเดิม

แพรพลอยใจแข็งมาก ยืนยันเหตุผลเดิมที่ตัวเองบกพร่องจนอัมพาไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ อิศร์จึงกลับออกมาด้วยความผิดหวัง แล้วมุ่งหน้าไปพบมายาวีที่ร้านอาหารตามนัด แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจอไอศูรย์กับอริสราที่นี่ด้วย

ไอศูรย์บังคับภรรยา มาทั้งที่ตัวเองต้องคุยงานกับลูกค้า เพราะไม่ต้องการให้เธอคลาดสายตา แต่อริสราอยากหนีสามีอยู่แล้ว พอเห็นอิศร์กับมายาวีจะกลับจึงลุกพรวดตามออกไปหน้าร้านแล้วขอติดรถกลับด้วย มายาวีซึ่งรู้เรื่องราวในอดีตระหว่างอิศร์กับอริสรา จึงช่วยขัดขวางเพราะไม่ต้องการให้อิศร์พัวพันกับอดีตคนรักที่กลายมาเป็นพี่ สะใภ้เสียแล้ว

มายาวีเจ้าเล่ห์แสนกลจนสามารถสลัดอริสราออกจากอิศร์ ได้ไม่ยาก แล้วต่างคนต่างกลับเพราะมายาวีต้องไปเอาเอกสารที่กระทรวงให้พ่อ ส่วนอิศร์กลับเข้าบ้านเพื่อพักผ่อนหลังเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่ไม่เป็นอย่างตั้งใจเพราะกลับมาได้ยินไอศูรย์กับอริสราทะเลาะกันใหญ่โต

ด้าน มายาวีที่ตั้งใจไปเอาแฟ้มงานให้พ่อ ไม่คิดว่าจะเจออนุภัทรที่ต้องมาเอาเอกสารเรื่องคดีความตามคำสั่งเจ้านาย ทั้งคู่มีปากเสียงกันอีกเพราะยังขุ่นเคืองใจเรื่องที่ผ่านมา นี่เองเป็นเหตุให้เสียเวลาจนค่ำมืดและกลับออกไปไม่ได้เพราะ รปภ.ปิดล็อกกุญแจประตูโดยไม่รู้ว่ายังมีคนอยู่ในห้องทำงานของรัฐมนตรีบรรเลง

อนุ ภัทรได้โอกาสกลั่นแกล้งมายาวีให้ปีนออกไปทางฝ้าเพดาน ขณะที่ตัวเองแอบโทร.หา รปภ.ให้มา เปิดประตูแล้วเดินลอยนวลออกไปอย่างสบายใจเฉิบ ต่างจากมายาวีที่ต้องคลานมาตามเพดานฝ้าอย่างทุลักทุเล และเมื่อรู้ว่าตัวเองโดนหลอก หญิงสาวถึงกับปรี๊ดแตก แต่อนุภัทรก็ไม่สะทกสะท้าน

ส่วนที่บ้านอำพล...ไอศูรย์กำลังต่อว่าอริสราทำให้เขาอับอายขายหน้า ที่ลุกหนีลูกค้าในร้านอาหารเพียงเพราะต้องการไปหาอิศร์

“ฉันก็ไม่อยากจะฉีกหน้าคุณต่อหน้าแขก แต่คุณเป็นคนลากฉันไปพบพวกเขา”

“ก็ใครมันจะไปคิดว่าคุณจะเสียมารยาททิ้งแขกวิ่งตามชู้ไปอย่างนั้นล่ะ หน้าไม่อาย”

“คำก็ชู้สองคำก็ชู้ อิศร์เขาเป็นน้องคุณนะ!”

“แต่มันกำลังจะเป็นชู้กับเมียผม”

“งั้นก็หย่าให้ฉันสิ เขาจะไม่ต้องเป็น”

อริ สราสะบัดแขนออกแล้วเดินหนีขึ้นชั้นบนโดยไม่สนเสียงตะโกนเรียกอย่างเจ็บแค้น ของสามี เรณูอยู่อีกทางตกใจเสียงลูกชายรีบเดินมาถามว่ามีอะไรกัน

“เขาท้าผมหย่า”

“แม่บอกแล้วให้คุยกันดีๆก่อน ใช้อารมณ์กันทั้งคู่ ปัญหามันก็ไม่จบหรอก”

“อริสไม่ได้ปฏิเสธด้วยซ้ำ เรื่องที่ไปไหนมาไหนกับไอ้อิศร์”

“ก็มันเป็นเรื่องจริง แม่ก็รู้เห็นตลอด แต่ของแบบนี้มันเจตนานะลูก เท่าที่แม่ดูก็ไม่เห็นว่าอิศร์เขาจะ...”

“แม่ไม่ต้องพูดดีกว่า ยังไงแม่ก็เห็นลูกสะใภ้กับหลานชายดีเลิศประเสริฐศรีอยู่แล้วนี่”

เรณูถอนใจ พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ “แม่รักลูกนะ นี่แม่พยายามจะช่วย”

“ไม่มี ใครช่วยอะไรผมได้หรอก ผมจะจัดการปัญหานี้เอง” ไอศูรย์พูดจบก็ฮึดฮัดขึ้นห้อง เรณูส่ายหน้ากลัดกลุ้ม แล้วตัดสินใจไปคุยกับอิศร์ที่บ้าน

“ผมนึกแล้วว่ามันต้องกลายเป็นเรื่อง แต่จริงๆมันไม่มีอะไรเลยนะครับคุณป้า ผมแค่พาอริสไปทำบุญให้คุณพ่อคุณแม่เขาเท่านั้น”

“ป้ารู้จ้ะ แล้วป้าก็พยายามอธิบายให้ศูรย์เข้าใจแล้ว”

“แต่พี่ศูรย์ไม่เชื่อ...คุณป้าจะให้ผมทำยังไงครับ ให้ผมไปคุยกับพี่ศูรย์ไหม”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ อิศร์ก็รู้ว่าศูรย์เขาเป็นคนยังไง ป้าว่าทางออกที่ดีที่สุดก็คืออิศร์พยายามอย่าไปวุ่นวายกับหนูอริสเลยนะจ๊ะ”

อิศร์สบตากับเรณูกลุ้มๆ ไม่รู้จะบอกยังไงว่าอริสรามายุ่งกับตนเอง พอป้าดวงรู้เรื่องหลังจากเรณูกลับไปแล้ว ก็อดบ่นกับอิศร์ไม่ได้

“เฮ้อ...แทนที่ คุณเรณูจะกำราบลูกชายกับลูกสะใภ้ ดันมาพูดเหมือนคุณอิศร์เป็นคนผิด ทั้งๆที่คุณอริสนั่นแหละหาเรื่องมายุ่งกับคุณอิศร์เองแท้ๆ”

“คุณป้าก็คงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”

“ก็เลี้ยงลูกกันผิดๆมาแต่แรกแล้วไงคะ ให้ท้ายจนเป็นเทวดา ถึงคุมคุณไอศูรย์ไม่อยู่ กลายเป็นคุณอิศร์เดือดร้อน”

“ไม่เดือดร้อนหรอกครับป้า ก็แค่ต้องระวังตัวมากขึ้นเท่านั้นเอง”

“ป้าว่าคุณอิศร์รีบหาแฟนเถอะค่ะ”

อิศร์สะดุ้ง ถามป้าดวงว่าเอาอย่างงั้นเลยเหรอ?

“ป้า พูดจริงๆนะ ถ้าคุณมีแฟนไปซะ คุณไอศูรย์ก็จะได้สบายใจ คุณอริสก็คงไม่กล้ามาวุ่นวายกับคุณ ว่าแต่คุณไม่มีใครที่พอจะรักชอบสักคนเลยหรือไงคะ ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้”

อิศร์ สะดุ้งอีกรอบ ยิ้มเรี่ยราดไม่รู้จะพูดยังไงดี แล้วค่ำนั้นเองก็มีเหตุให้อิศร์ต้องออกไปที่บ้านโอบไอรักอีก เพราะเปี๊ยกส่งข้อความมาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากแพรพลอยทำเกมในแท็บเล็ตที่อิศร์เพิ่งเอามาแจกเมื่อเช้าหายไปหมด

หลัง จากแก้ปัญหาให้เปี๊ยกได้แล้ว อิศร์ถือโอกาสกล่อมแพรพลอยอีกครั้งให้กลับไปทำงานกับบรรเลง แต่กลายเป็นว่าสร้างความหงุดหงิดให้หญิงสาวจนแทบโวยออกมา

“ฉันถามจริงๆ คุณเป็นอะไรนักหนากับการที่ฉันจะทำหรือไม่ทำงานให้ท่านบรรเลงเนี่ย”

“ก็ผมอยากให้คุณลุงบรรเลงมีคนเก่งๆดูแล”

“ตอน นี้ท่านได้บอดี้การ์ดคนใหม่แล้ว เจ้านายฉันเพิ่งโทร.มาบอก เป็นผู้ชาย ผ่านการฝึกมาจากเมืองนอก เคยเป็นการ์ดให้นักการเมืองฝรั่งมาหลายคน รับรองได้ว่าฝีมือดี ทีนี้เลิกเซ้าซี้ฉันได้หรือยัง”

“แล้วคุณจะทำอะไรต่อ กลับมาสอนเด็กๆที่นี่ตลอดไปเหรอ”

“ฉันจะช่วยแม่ดูแลน้องๆสักพักจนกว่าจะมีงานใหม่ที่น่าสนใจ แล้วถึงจะกลับไปทำ”

“ให้ผมช่วยหาไหม ผมรู้จักกับพวกวีไอพีหลายคนนะ”

“อย่า เลย ฉันชอบเป็นบอดี้การ์ดให้คนที่จำเป็นต้องมีบอดี้การ์ดจริงๆ ไม่ได้อยากเป็นแค่เครื่องประดับให้ไฮโซไว้อวดใครต่อใครว่ามีปัญญาจ้างผู้ ติดตาม”

แพรพลอยพูดจบก็ลุกหนีมาบอกลาอัมพาเพื่อกลับไปนอนคอนโดฯเพราะ พรุ่งนี้มีงานต้องสะสาง อิศร์เห็นว่าดึกแล้วจึงขับรถตามไปส่ง ระหว่างทางเกือบประสบอุบัติเหตุเพราะมีรถคนขี้เมาสวนมา แต่แพรพลอยก็ปลอดภัย เพราะอิศร์ช่วยไว้

ถึงหน้าตึกคอนโดฯ อิศร์พูดโน่นนี่อยากจะแวะกินกาแฟสักแก้วแต่แพรพลอยปฏิเสธ อ้างว่าเหนื่อยและอยากนอน เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน

“แสดงว่าผมมาส่งคุณได้อีกเหรอ”

แพร พลอยอึ้ง รู้ตัวว่าพลาดไปเลยตีหน้าเฉยเมย “ถ้าฉันยังไม่ย้ายคอนโดฯหนีคุณไปซะก่อนก็คงมีโอกาส มั้ง...อ้อ แล้วอย่าบอกแม่เรื่องที่ฉันเกือบเกิดอุบัติเหตุ วันนี้นะ”

“ก็ได้ แต่คราวหลังก็อย่าเสี่ยงแบบนั้นอีก คุณไม่จำเป็นต้องทำกับผมเหมือนเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่อยากอยู่ใกล้ ผมแค่พยายามจะเป็นเพื่อนกับคุณเท่านั้น”

แพรพลอยไม่พูดอะไรอีก ได้แต่คิดในใจว่าหมอนี่พิลึกคน ทำไมถึงอยากเป็นเพื่อนกับตน

ooooooo

อิศร์ กลับเข้าบ้านยังได้ยินเสียงไอศูรย์กับอริสราทะเลาะกันแว่วมา เขาอยากจะไปอธิบายให้ไอศูรย์เลิกบ้าแต่ป้าดวงโผล่ออกมาดักหน้าเสียก่อน

“คุณอิศร์คะ เข้าบ้านเถอะค่ะ”

อิศร์สบตาป้าดวงอย่างกังวล แล้วมองไปทางบ้านอำพลอีก ป้าดวงพูดอย่างรู้ใจ

“ยิ่งคุณอิศร์เข้าไปเกี่ยวข้อง ปัญหามันก็จะยืดเยื้อ คุณไอศูรย์เธอรักเมีย โกรธแค่ไหนก็ทำร้ายคุณอริสไม่ลงหรอกค่ะ”

อิศร์คิดตามอย่างเห็นด้วย เดินตามป้าดวงกลับเข้าบ้าน แต่ไม่วายมองไปที่บ้านอำพลอีกครั้ง...

หลัง จากทะเลาะกันยกใหญ่ สุดท้ายสองผัวเมียก็จบลงที่เตียงนอนทั้งที่อริสราไม่เต็มใจ เมื่อไอศูรย์หลับไปแล้วเธอจึงขนเสื้อผ้าข้าวของย้ายไปห้องรับรองแขก กระทั่งเช้าไอศูรย์ตื่นขึ้นมารู้เห็น เลยมีปากเสียงกันอีก

“คุณกำลังจะทำอะไรอริส”

“ตั้งแต่นี้ต่อไปฉันจะนอนที่ห้องนี้”

“ทำไม”

“เพราะฉันไม่มีความสุขที่จะอยู่ใกล้คุณ”

ไอศูรย์ หน้าเสีย เห็นอริสรามองด้วยสายตาชิงชังก็รีบอ่อนลง “อริส...ถ้าเป็นเรื่องเมื่อคืนผมขอโทษ คุณอยากให้ผมชดใช้ยังไงบอกมาเถอะ อย่าทำอย่างนี้เลยนะครับ”

“อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ ฉันรังเกียจคุณ...ออกไป!”

อริ สราผลักเขาออกจากห้องแล้วปิดประตูใส่หน้าดังปัง ไอศูรย์ผลุนผลันกลับเข้ามาในห้องนอนตัวเนื้อสั่นด้วยความโมโหและเสียใจ มองตู้เสื้อผ้าที่เปิดทิ้งไว้ เหลือแต่ความวางเปล่าแล้วลุกพรวดไปกระชากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง ปรากฏว่าข้าวของไม่มีเหลือสักชิ้น เขายิ่งโมโหคำรามด้วยความเจ็บแค้นใจ

“ไอ้อิศร์!! เพราะแกคนเดียวทำให้อริสเป็นอย่างนี้”

ooooooo

ตอนที่ 1

อาณาเขตกว้างใหญ่ของตระกูล “เดชโชดม” มีบ้านสามหลังในรั้วเดียวกันและเป็นที่อยู่อาศัยของสามพี่น้องลูกชายของนายเดชซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว...

เมื่อบิดาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ และต่อมาอำนาจน้องชายคนสุดท้องก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต วันนี้ ที่บ้านเดชโชดมจึงมีการเปิดพินัยกรรมของนายเดชโดยทนายประจำตระกูล

สมาชิกในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้ายกเว้นอิศร์ลูกชายคนเดียวของอำนาจและเป็นหลานชายคนเล็กของตระกูล...อิศร์ไปเรียนหนังสือที่เมืองนอกเสียนาน เมื่อกลับมาจึงอาศัยในบ้านหลังใหญ่ของคุณปู่ที่ยกให้อำนาจแต่เพียงผู้เดียว โดยพี่อีกสองคนคืออำพลและอำนวยก็มีบ้านอยู่ในรั้วเดียวกัน

ทนายเริ่มอ่านพินัยกรรมโดยไม่ทันสังเกตว่าสมาชิกขาดหายไปคนหนึ่ง...

“พินัยกรรมของคุณเดช เดชโชดม ที่ผมจะอ่านต่อไปนี้เป็นฉบับล่าสุด ได้ระบุให้มีการแบ่งทรัพย์สินดังต่อไปนี้...คุณอำพล เดชโชดม และ คุณอำนวย เดชโชดม บุตรทั้งสองจะได้รับกรรมสิทธิ์ในบ้านที่พักอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ที่ดินที่ผ่านการตีราคาแล้วมูลค่าคนละ 50 ล้านบาทโดยประมาณ และหุ้นของเดชโชดมกรุ๊ปในส่วนของคุณเดชอีกคนละ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหลานทั้งสี่คน คุณไอศูรย์ คุณไอริณ คุณธำรง และคุณอิศร์...”

ทนายเว้นวรรคพลางกราดสายตามองไล่ไปทางไอศูรย์ ไอริณ ธำรง แล้วทำหน้าแปลกใจเมื่อไม่เห็นอิศร์หลานชายคนโปรดของนายเดช

“คุณอิศร์ไม่อยู่นี่ครับ”

ทุกคนในห้องเหมือนนึกได้ หันมองหากันเลิ่กลั่ก อำพลขมวดคิ้วจ้องป้าดวงคนรับใช้เก่าแก่ ถามว่าอิศร์หายไปไหน ป้าดวงถึงกับอึกอักไม่รู้จะตอบยังไงดี

เวลานั้น อิศร์อยู่ที่สนามแข่งมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์ไบค์ บรรยากาศสุดคึกคักเพราะรอบสนามคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งทีมงานและกองเชียร์ อิศร์กำลังขี่มอเตอร์ไซค์วอร์มอัพก่อนแข่งจึงไม่ได้รับสายจากป้าดวงที่เพียรโทร.หาอยู่หลายครั้ง

ป้าดวงเริ่มกดโทรศัพท์มือไม้สั่นเพราะอำพลเอะอะไม่พอใจอิศร์ที่ติดต่อไม่ได้เสียที เช่นเดียวกับธำรงลูกชายคนเดียวของอำนวยก็ออกอาการหงุดหงิดงุ่นง่านเพราะอยากรู้มรดกส่วนของตน

“อิศร์มันไม่รู้หรือไงว่าวันนี้เป็นวันเปิดพินัยกรรมคุณปู่ นี่ถ้ามันไม่อยู่ผมก็ไม่ต้องรู้กันพอดีว่าคุณปู่จะให้อะไร”

“เงียบเถอะน่าธำรง” อำนวยเสียงเขียวใส่ลูกชาย

เรณู...ภรรยาของอำพลมองปฏิกิริยาของคนโน้นคนนี้ก่อนถามป้าดวงว่าอิศร์รู้เรื่องเปิดพินัยกรรมหรือเปล่า

“รู้ค่ะ แต่คุณอิศร์เธอ...” ป้าดวงกำลังจะขยายความต่อไปว่าอิศร์ไม่สนใจแต่ปลายสายมีคนกดรับพอดี จึงรีบบอกทุกคนว่าโทร.ติดแล้ว

อิศร์รับโทรศัพท์มือถือของตนจากเจ้าหน้าที่สนามแข่งคนหนึ่งที่วิ่งเอามาส่งให้ถึงขอบสนามแล้วสนทนากับป้าดวงอย่างอารมณ์ดี

“ว่าไงครับป้าดวง โทร.มาลุ้นผลการแข่งขันล่ะสิ คนอย่างอิศร์ เดชโชดม ยังไงก็แชมป์อยู่แล้วครับ ป้าดวงเอาไปคุยทั่วบ้านได้เลยครับ”

ป้าดวงกดเปิดเสียงอิศร์ให้ทุกคนได้ยินและมองบรรดาเจ้านายอย่างไม่สบายใจก่อนตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ คือตอนนี้ทุกคนกำลังรอคุณอยู่”

“เรื่องเปิดพินัยกรรมคุณปู่ใช่ไหม บอกแล้วไงว่าผมไม่อยากฟัง”

“มีชื่อคุณอิศร์ด้วยนะคะ”

“มีก็มีไปสิ ผมไม่อยากได้อะไรของคุณปู่อีกแล้ว บอกคุณทนายได้เลยว่าไม่ต้องรอ...แค่นี้นะครับป้า ผมต้องไปเตรียมตัวแข่งแล้ว”

อิศร์กดตัดสายรวดเร็วจนป้าดวงเรียกไม่ทัน ไอศูรย์ลูกชายคนโตของอำพลชักสีหน้าอย่างรำคาญก่อนพูดโพล่งแสดงความหงุดหงิดเอาแต่ใจตัวเอง

“สรุปว่ามันไม่มา งั้นอ่านต่อเถอะครับคุณทนาย”

“จะอ่านโดยที่ไม่รออิศร์เหรอคะ”

อริสราแย้งขึ้นมาอย่างลืมตัว ไอศูรย์ตวัดสายตามองภรรยาด้วยอารมณ์หึงหวง เพราะเธอคืออดีตคนรักของอิศร์ที่ตัวเองแย่งชิงมา

“คุณไม่ได้ยินหรือไงอริส อิศร์มันบอกเองว่าไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ สมบัติมันคงเยอะ”

ไอริณปรายตามองพี่สะใภ้อย่างหมั่นไส้แล้วผสมโรงกับพี่ชาย “ริณเห็นด้วยกับพี่ศูรย์ พี่อิศร์ไม่ขัดข้องที่จะให้เราเปิดพินัยกรรมก็อ่านต่อให้จบสิคะ”

ทนายมองหน้าทุกคนแล้วลอบถอนใจเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงอ่านพินัยกรรมต่อไป

ooooooo

ที่สนามแข่งรถ...รัฐมนตรีบรรเลงมาถึงพร้อมบอดี้การ์ดสาวสวยนามแพรพลอย บรรเลงมาในฐานะผู้มอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ และงานนี้เขาก็มาแบบเงียบๆ ไม่ต้องการผู้ติดตามให้เอิกเกริก มีเพียงแพรพลอยและบอดี้การ์ดหนุ่มอีกสองคนเท่านั้น

แพรพลอยให้สองหนุ่มลูกทีมดูแลบรรเลงแถวห้องรับรอง ส่วนตัวเธอเดินออกไปสำรวจด้านนอกและพบเด็กชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนมอซอนำเครื่องดื่มหลากสีมาขาย เมื่อทราบว่าเป็นเด็กกำพร้าหญิงสาวยิ่งสงสาร อุดหนุนน้ำถึงสองแก้ว แต่ในระหว่างที่เด็กล้วงกระเป๋ากางเกงหาเงินทอนแล้วพลั้งเผลอทำแก้วน้ำที่เหลือในมือเอียงไปหกใส่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ใกล้ๆเป็นเรื่องทันที...เพราะเจ้าของออกจากห้องน้ำมาเห็นพอดี!

ชายหนุ่มปรี่เข้ามาโวยวายกระชากไหล่เด็กจนเซเกือบล้ม แถมยังดุเสียงดังทั้งๆที่เด็กรีบพนมมือขอโทษ

“ทำอะไร รถเปียกหมดแล้ว” อิศร์ปรี่เข้ามาดูรถอย่างหวงๆ แล้วเอะอะจนเด็กตกใจแทบร้องไห้ “นี่ถ้าน้ำเข้าเครื่องยนต์จนรถพี่มีปัญหาน้องจะว่ายังไง ทำไมไม่ระวังเลย ผู้ปกครองอยู่ไหนทำไมปล่อยให้มาเพ่นพ่านแถวนี้”

เด็กชายหน้าซีดอย่างกลัวจัด แพรพลอยทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นเสียงขุ่น “ใจเย็นๆได้ไหมคุณ ก็ลองสตาร์ตรถดูก่อนสิว่ามันเป็นอะไรหรือเปล่า”

อิศร์ชะงักมองหน้าหญิงสาว เพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอถือแก้วน้ำอยู่ “อ๋อ...ที่แท้ก็เพราะมีคนซื้อมักง่ายอยู่แถวนี้นี่เอง ถ้ารถผมพังจนแข่งไม่ได้คุณจะรับผิดชอบยังไง”

“ฉันถึงบอกให้คุณลองสตาร์ตดูก่อน”

“ไม่ต้องมาสั่งผม” อิศร์ตะคอกฉุนๆ ลองเสียบกุญแจบิดทีเดียวเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ทีนี้จะเลิกตีโพยตีพายได้หรือยัง”

อิศร์ตวัดสายตามองแพรพลอย รู้ว่าตัวเองโวยวายเกินไป แต่ไม่อยากเสียฟอร์มเลยแถกไปอีก “เครื่องยนต์ติด แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีปัญหาตอนแข่ง”

“คุณกำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองตอนที่แข่งแพ้มากกว่ามั้ง”

“นี่คุณ!” เขาชี้หน้าเธออย่างไม่พอใจ แต่เธอไม่สนใจ เดินโอบเด็กผละไปอีกทาง พลางปลอบโยนว่าไม่ต้องกลัว แถมใจดีไม่เอาเงินทอน เด็กเลยยิ้มแป้นไหว้ขอบคุณแล้ววิ่งแจ้นออกไป

แพรพลอยมองตามแล้วอดสะท้อนใจนึกถึงตัวเองไม่ได้ เพราะเธอเองก็กำพร้าพ่อแม่ อาศัยอยู่กับผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งมาตั้งแต่เล็กจนโต...แต่แล้วพอเธอหันหลังกลับก็เกือบชนชายหนุ่มเจ้าของมอเตอร์ไซค์คันงามที่ถลันเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทีโมโหไม่หาย

“เรายังพูดกันไม่จบ”

“มีอะไรต้องพูดกันอีกล่ะ รถคุณก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่”

“คุณดูถูกผม”

“เรื่องที่ว่าคุณจะแพ้น่ะเหรอ ก็มันจริง มืออาชีพเขาไม่เตรียมหาข้ออ้างไว้ให้ตัวเองตอนที่ล้มเหลวหรอก มีแต่พวกขี้แพ้ที่ทำอย่างนั้น”

“คุณนี่ปากดีมากเลยนะ ตอนเด็กๆพ่อกับแม่เอามีดโกนคลุกข้าวให้กินหรือไง”

แพรพลอยหน้าถอดสีไปนิดเมื่อได้ยินคำว่าพ่อแม่ แต่ก็สงบใจไม่ตอบโต้ หันหลังจะเดินหนี

“เดี๋ยวสิ จะหนีอีกแล้วเหรอ” อิศร์คว้าแขนแพรพลอยอย่างลืมตัว แต่โดนเธอหมุนตัวกลับจับล็อกแขนบิดอย่างแรงจนร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ “โอ๊ย...ปล่อยผมเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวแขนผมหัก”

“ไม่ดีเหรอ คุณจะได้มีข้ออ้างตอนที่แข่งแล้วแพ้ไง”

“ปล่อย...โอ๊ย!”

“จำไว้ว่าอย่าแตะต้องตัวฉันอีก”

เมื่อเป็นอิสระ อิศร์จับแขนตัวเองป้อยๆ เตรียมจะโวยใส่หญิงสาว แต่บรรเลงเดินเข้ามาพอดี อิศร์ยกมือสวัสดีพร้อมเรียกเขาว่าลุง ทำให้แพรพลอยหน้าเจื่อนไปนิด

“เห็นทีมงานบอกว่าอิศร์ลงแข่งด้วย ก็เลยจะไปอวยพร แล้วนี่มายืนคุยอะไรกัน รู้จักหนูแพรด้วยเหรอ”

อิศร์มองแพรพลอย แต่เธอหลบตาไม่ตอบอะไรเพราะเกรงใจบรรเลง

“อ๋อ เพิ่งรู้จักกันครับคุณลุง...คุณชื่อแพรเหรอ แล้วก็ไม่แนะนำตัวตั้งแต่แรก” อิศร์ยิ้มกริ่ม หันไปพูดกับบรรเลง “พอดีคุณแพรเธอออกไปเชียร์ผมที่ริมสนามมาน่ะครับ แล้วก็อยากจะขอลายเซ็นเป็นที่ระลึก ผมก็เลยตามมาเซ็นให้”

แพรพลอยเหวอ ถลึงตาใส่อิศร์ที่โกหกหน้าตาเฉย ขณะที่บรรเลงทำหน้าแปลกใจ เปรยขึ้นยิ้มๆ

“หนูแพรเป็นแฟนคลับนายอิศร์หรอกเหรอเนี่ย”

แพรพลอยอ้าปากจะอธิบาย แต่อิศร์พูดสวนขึ้นก่อน พร้อมกับมองหญิงสาวทั่วตัวด้วยสายตาเจ้าชู้

“ตกลงว่าจะให้เซ็นตรงไหนดีครับ”

บอดี้การ์ดสาวสวยอยากจะตอบโต้แต่ก็ไม่กล้า เลยแกล้งยิ้มแล้วกำหมัดตั้งขึ้นตรงหน้า “เซ็นตรงนี้ดีไหมคะ”

“คุณอิศร์คะ ถึงเวลาแล้วค่ะ” เสียงทีมงานดังเข้ามาทำให้อิศร์จำต้องผละ แต่ไม่วายยั่วแพรพลอยว่า เดี๋ยวค่อยมาเซ็น...

บรรเลงยิ้มบางๆ ตรงกันข้ามกับแพรพลอยที่แอบหน้าตูมหมั่นไส้นายคนนี้เสียจริง

เมื่อเดินตามกันกลับเข้ามาในห้องรับรอง บรรเลงถามแพรพลอยเชิงหยอกเย้าว่า “ตกลงหนูตามไปขอลายเซ็นนายอิศร์มาจริงๆเหรอ”

“เปล่านะคะท่าน แพรไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนั้นมาก่อนด้วยซ้ำ เขามากวนประสาทแพรน่ะค่ะ”

“ฉันก็ว่าแล้ว นายอิศร์เขาก็เป็นอย่างนี้แหละ ชอบตอแยกับสาวๆ หนูแพรคงจะสวยถูกใจ”

แพรพลอยเบะปาก รู้สึกแย่กับนายคนนี้มากขึ้น เผลอพึมพำว่าพวกเพลย์บอยไฮโซ แต่พอบรรเลงถามว่าพูดอะไร เธอก็รีบส่ายหน้า แล้วขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์ที่มีเสียงเรียกเข้ามาพอดี

กรณ์นั่นเองที่โทร.มา เขาเติบโตมากับแพรพลอยที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ทั้งคู่จึงเป็นเพื่อนสนิทกัน และเป็นธรรมดาที่กรณ์มักโทร.หาแพรพลอยเพื่อเตือนเรื่องงานที่เธอทำอยู่ เพราะเป็นงานค่อนข้างเสี่ยงอันตราย แต่ทุกครั้งแพรพลอยก็บอกเขาว่าไม่ต้องห่วง คนอย่างเธอไม่ยอมให้ใครทำเจ็บตัวง่ายๆหรอก

ooooooo

หลังฟังทนายอ่านพินัยกรรมแจกแจงทรัพย์สินในส่วนของตน ธำรงรับไม่ได้ถึงกับลุกขึ้นโวยวายทันควัน

“อะไรกัน ผมได้สมบัติแค่นี้เหรอ...ไม่จริง... พินัยกรรมปลอมหรือเปล่า”

“ระวังคำพูดหน่อยเจ้าธำรง คุณทนายก็บอกแล้วว่าพินัยกรรมตรงกันกับฉบับที่พยานถืออยู่”

“แต่มันไม่ยุติธรรมนี่ครับลุง ทำไมพี่ศูรย์ได้เยอะกว่าผม เราก็เป็นหลานเท่าๆกัน”

ไอศูรย์ถูกพาดพิงแต่ยังคงวางเฉยไม่สนใจถ้อยคำกระทบกระเทียบของธำรง ตรงกันข้ามกับไอริณที่คันปากอยากเย้ยจนอดไม่ไหว

“ก็คุณปู่แบ่งสมบัติให้ตามความสามารถ ใครทำประโยชน์ให้ตระกูลได้มากก็ได้ไปมาก ใครที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ก็ได้ไปเท่าที่เหมาะสม”

“งั้นเธอก็ไม่ควรจะได้ซักบาทเดียวยายริณ เพราะเธอมันดีแต่ทำตัวไร้ประโยชน์ไปวันๆ”

“พี่ธำรง! พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง”

ไอริณปรี๊ดแตกหน้าตาเอาเรื่อง เรณูเกรงใจแขกจึงปรามลูกสาว แต่ท่าทางจะไม่ได้ผลเพราะธำรงยังคงต่อปากต่อคำไม่หยุดหย่อน

“หรือไม่จริง วันๆฉันไม่เห็นเธอทำงานทำการดีแต่แต่งตัวสวยๆร่อนไปร่อนมาตามงานอีเวนต์”

“ก็เพราะริณรู้ตัวว่าไม่มีความสามารถไง ถึงไม่อยากจะตะเกียกตะกายไปรับตำแหน่งในบริษัท ไม่เหมือนคนบางคนไปทำงานทุกวันแต่ก็ได้แค่ไปนั่งเฉยๆ เพราะไม่มีใครไว้ใจให้รับผิดชอบงาน”

“ปากดีนักนะแก”

ธำรงทะยานเข้าใส่ไอริณแต่อำนวยดึงไว้ ขณะที่ไอริณกลัวซะที่ไหน ทำหน้าตาท้าทายธำรงแบบไม่เกรงใจใคร จนเรณูต้องดึงตัวให้นั่งลง

“จะกัดกันอีกนานไหม” ไอศูรย์ตวาดขึ้นมาจนไอริณกับธำรงหยุดกึก อำนวยถือโอกาสลากลูกชายออกไปจากห้อง ไอศูรย์ส่ายหน้าเอือมระอาแล้วหันมาขอโทษทนาย ก่อนที่อริสราจะถามต่อไปว่าอิศร์ได้อะไรบ้าง

คำถามของอริสราบวกกับสีหน้าจดจ่อรอฟังทนายทำให้ไอศูรย์ตวัดสายตามองเธอด้วยอารมณ์คุกรุ่นมากขึ้น

“คุณอิศร์ เดชโชดม จะได้รับส่วนแบ่งของคุณอำนาจ เดชโชดม ที่เสียชีวิตไปแล้ว และรายการทรัพย์สินเพิ่มเติมดังต่อไปนี้...”

สองพ่อลูกอำพลกับไอศูรย์มองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึงเมื่อได้ยินว่าอิศร์ได้ทรัพย์สินมากกว่าคนอื่น โดยเฉพาะไอศูรย์ในฐานะหลานชายคนโตของตระกูลถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะไม่ต้องการเสียเปรียบหลานชายคนเล็กอย่างอิศร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

ooooooo

อิศร์ลบคำสบประมาทของแพรพลอยจนได้เป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ และหลังรับถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีบรรเลง อิศร์ก็เปิดแชมเปญฉลองทันทีเลย โดยแกล้งเขย่าขวดแรงๆแล้วเปิดให้พุ่งเข้าใส่แพรพลอยที่เดินเข้ามาพอดี

หญิงสาวตกใจและเดือดดาลเป็นที่สุดแต่ไม่กล้าต่อว่าหรือเอาเรื่องอิศร์เพราะเกรงใจบรรเลงอีกตามเคย ขณะที่บรรเลงก็รีบออกตัวกับเธอว่าอย่าถือสาคนขี้เล่นอย่างอิศร์เลย เขาคงจะแหย่เธอเล่นเท่านั้นเอง

“ท่านกับนายคนนั้นรู้จักกันดีเหรอคะ”

“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ อิศร์เป็นเพื่อนของยายเมย์สมัยอยู่เมืองนอก หนูไปล้างตัวเถอะ ฉันจะรอ”

บรรเลงเข้าไปนั่งรอในห้องรับรอง ส่วนแพรพลอยแยกไปล้างเสื้อที่เลอะแชมเปญในห้องน้ำ พอกลับออกมาก็เห็นแก้วแชมเปญยื่นมาตรงหน้า  ก่อนที่อิศร์จะโผล่เข้ามายิ้มเผล่

“ดื่มเป็นเกียรติให้ผมหน่อยนะครับ”

“คุณต้องการอะไรอีก ที่เสื้อผ้าฉันเลอะเทอะนี่คือการเอาคืนก็ถือว่าเราหายกันแล้ว”

“ผมไม่ได้อยากเอาคืน แค่อยากให้คุณร่วมฉลองด้วย ก็คุณดูถูกว่าผมเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ต้องเตรียมหาข้ออ้างให้ตัวเองตอนที่แข่งไม่ชนะ”

“โอเค คุณเก่ง พอใจแล้วใช่ไหม”

“เอาน่าคุณ เราอย่าเขม่นกันเลย ยังไงเราก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ผูกมิตรกันไว้ดีกว่า ที่จริงผมต้องขอบคุณคุณด้วยนะ เพราะคำสบประมาทของคุณทำให้ผมมุ่งมั่นกว่าเดิม แบบว่าผมอยากเห็นคุณหน้าแตก ฮ่ะๆๆ” เขาหัวเราะร่วน แต่พอเห็นหญิงสาววางหน้าเฉยก็หยุดหัวเราะแล้วอ้อนต่อ “คิดซะว่าคุณช่วยผมคว้าแชมป์ก็ได้ หรือจะให้ผมพาไปเลี้ยงก็ยินดี นะๆๆ ดีกันนะ”

แพรพลอยมองอิศร์อย่างใช้ความคิด แล้วคลี่ยิ้มให้ก่อนจะรับแก้วมาแต่ไม่ดื่ม เอาคืนด้วยการเทแชมเปญใส่เขาจนเสื้อเปียก อิศร์ไม่พอใจแต่ไม่กล้าหือเพราะกลัวโดนเธอลงมือลงไม้ให้เจ็บตัว

“โอเค ผมไม่ตอแยคุณก็ได้ เอาเป็นว่าเลิกแล้วต่อกันนะ ผมไม่อยากถูกคุณดักซ้อม”

“ขอให้นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันจริงๆก็แล้วกัน” แพรพลอยหันกลับ ทันใดนั้นได้ยินเสียงบรรเลงเอะอะขอความช่วยเหลือ บอดี้การ์ดสาววิ่งพรวดไปทันทีโดยมีอิศร์วิ่งไล่หลัง

คนร้ายสองคนจับบรรเลงขึ้นรถตู้ขับออกไปโดยที่แพรพลอยช่วยไม่ทัน แต่เธอยังพยายามจะติดตามด้วยการใช้มอเตอร์ไซค์ของอิศร์เป็นพาหนะ โดยบอกเขาว่าเธอเป็นบอดี้การ์ดของบรรเลง อิศร์ไม่ให้ยืมรถแต่เป็นคนขับให้เธอซ้อนท้ายขับเคี่ยวกับรถคนร้ายไปอย่างกระชั้นชิด

แพรพลอยพยายามยิงล้อรถเพื่อให้ยางแตกแต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งขับตามกันเข้าไปในหมู่บ้านที่บรรเลงอยู่ ทำให้อิศร์เริ่มเอะใจเพราะรู้จักมักคุ้นที่นี่เป็นอย่างดี

ที่แท้เหตุการณ์ระทึกใจที่เกิดขึ้นเป็นการเซอร์ไพรส์วันเกิดให้บรรเลงด้วยฝีมือของลูกสาวจอมซ่านั่นเอง

ปีนี้มายาวีจัดหนักจนบิดาตกใจแทบจะเป็นลม พอโดนบ่นเธอก็ออดอ้อนจนบิดาใจอ่อนอีกเหมือนเคย แต่สำหรับแพรพลอยนั้นเธอนิ่งขรึมไม่พูดไม่จาแถมเดินหนีออกนอกบ้านอย่างเคืองๆ มายาวีมองออกหน้าจ๋อยไปเหมือนกันก่อนจะตามมาโอบเอวประจบ

“อย่าโกรธเมย์เลยนะคุณแพร เมย์ก็แค่อยากคิดอะไรสนุกๆให้คุณพ่อ คราวหลังเมย์จะเตี๊ยมกับคุณแพรก่อนนะคะ”

“แพรรู้ว่าคุณเมย์ชอบคิดอะไรสนุกๆให้ท่านทำ แต่วิธีนี้มันอันตรายนะคะ เพราะว่าหน้าที่ของแพรคือปกป้องท่าน ถ้าวันนี้เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาพวกเราคงเสียใจกันหมด”

“เมย์ขอโทษค่ะ เมย์ลืมคิดไป หายโกรธนะคะ”

มายาวีทั้งกอดทั้งซบแพรพลอย ครู่หนึ่งอีกฝ่ายก็ใจอ่อน ถามว่าผู้ช่วยของตนอยู่ที่ไหน มายาวีนึกได้บอกว่าตนให้เพื่อนสองคนจัดการโปะยาสลบ ป่านนี้น่าจะฟื้นแล้ว เดี๋ยวตนให้คนไปรับกลับมา

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ส่งพวกเขากลับบ้านไปเลยเถอะ เพราะว่าคงทำงานให้ท่านไม่ได้อีกแล้ว”

“อ้าว...ทำไมล่ะคะ”

“มันเป็นกฎของบริษัทค่ะ บอดี้การ์ดทุกคนที่ได้รับการว่าจ้างต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อให้ผู้ว่าจ้างได้รับความปลอดภัยและสะดวกสบาย แต่วันนี้พวกเขาล้มเหลว”

“แต่เมย์บอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องเล่นๆนี่คะ”

“การเล่นอะไรที่เลยเถิดไม่ได้ทำให้คนเดือดร้อนแค่คนเดียวหรอกค่ะ”

“อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้ดีกว่า คุณแพรยังเหนื่อยอยู่ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะค่ะ เดี๋ยวจะได้เวลาเป่าเค้กแล้ว” มายาวีเปลี่ยนเรื่องแล้วโอบเอวแพรพลอยเดินออกไปโดยไม่เห็นอิศร์ยืนมองอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้างงงวย...ท่าทีออดอ้อนกระหนุงกระหนิงของมายาวีทำให้เขายิ่งสงสัยเป็นทวีคูณว่าเธอเปลี่ยนรสนิยมตั้งแต่เมื่อไหร่

ooooooo

ค่ำนี้ที่บ้านอำพล...ไอศูรย์อาละวาดปาแก้วเหล้าแตกกระจายเพราะโมโหไม่หายเรื่องที่ทนายเปิดพินัยกรรมแล้วอิศร์ได้สมบัติมากกว่าลูกหลานคนอื่น อำพลเข้าใจความรู้สึกลูกชายแต่ไม่อยากให้คิดมาก ใจเย็นไว้ก่อนดีกว่า

“ใครจะเย็นลงในเมื่อพินัยกรรมมันออกมาแบบนี้ คุณปู่ทำอย่างนี้ได้ยังไง ทำไมต้องให้ไอ้อิศร์มันได้อะไรมากกว่าคนอื่นๆด้วย”

“อิศร์เขาได้ส่วนของคุณอาอำนาจ ที่มากกว่าคนอื่นหน่อยก็แค่หุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ของคุณปู่” เรณูเอ่ยขึ้นมาเพื่อปลอบใจลูกชายแต่กลับถูกอำพลตวาดสวนจนเธอหน้าเสีย

“เงียบไปเลยเรณู เธอเป็นแค่แม่บ้านจะไปรู้อะไร หุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ตอนนี้ถ้าขายมันก็ได้ร้อยล้าน ถ้าไม่ขายมันก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเดชโชดม ไอศูรย์มันโวยวายก็ถูกแล้ว อย่าอวดฉลาด”

เรณูก้มหน้านิ่งไม่กล้าพูดอะไรอีก แต่ไอริณแสดงความเห็นกึ่งประชดประชันพี่ชายขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

“พี่อิศร์กำพร้าตั้งแต่เด็ก คุณปู่ท่านเลยถือว่าตัวเองเป็นผู้ปกครอง ถึงได้แบ่งมรดกให้อีกเป็นร้อยล้านก็เท่านั้นเอง ยังไม่ชินกับความลำเอียงของท่านอีกเหรอคะ”

“แต่คุณปู่ไม่อยู่แล้ว บ้านนี้มันต้องกลับสู่ความยุติธรรมสักที”

“แล้วพี่ศูรย์จะทำอะไรได้ พินัยกรรมก็เขียนเอาไว้แล้ว ยังไงทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามนั้น”

“โธ่โว้ย!” ไอศูรย์ระเบิดเสียงแล้วสาดเหล้าเข้าปากก่อนปาแก้วลงพื้นระบายอารมณ์ แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปบนชั้นสองเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้

ภายในห้องนอน อริสรากำลังดูอัลบั้มรูปถ่ายเก่าๆ ของตัวเองกับอิศร์ตอนที่คบหาดูใจกันอยู่ จนกระทั่งอิศร์ไปเรียนเมืองนอกก็ยังคงติดต่อกัน ก่อนที่อริสราต้องมาแต่งงานกับไอศูรย์เมื่อสองสามปีก่อนทั้งที่ไม่ได้เต็มใจ

เมื่อไอศูรย์เปิดประตูเข้ามาในสภาพมึนเมา อริสรารีบเก็บรูปใส่อัลบั้มทันที ท่าทางเธอมีพิรุธจนสามีตะคอกถามว่าเห็นหน้าผัวทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย

“ก็คุณทำเสียงดัง” อริสรากลบเกลื่อนแล้วหยิบอัลบั้มลุกหนี แต่ไอศูรย์ดึงมือเธอไว้

“จะไปไหนเล่า รำลึกความหลังเสร็จแล้วเหรอ คุณคงนึกเสียดายอยู่สินะอริสรา ที่คุณต้องมาเป็นเมียผมเสียก่อน เลยชวดได้เป็นคุณนายพันล้านของไอ้อิศร์”

“อย่ามาหาเรื่องฉันได้ไหม คุณเมาแล้วก็ไปนอนซะ”

“เสียใจด้วยนะที่ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ ต่อให้คุณนั่งดูรูปจนทะลุคุณก็ยังต้องอยู่กับผม ไม่มีวันจะได้ไปเสวยสุขกับไอ้อิศร์เป็นอันขาด” ไอศูรย์พูดจบก็ดึงรูปจากอัลบั้มออกมาขยำแล้วฉีกทิ้งและไม่ยอมให้อริสราแย่งคืน

“หยุดนะ คุณจะทำอะไร”

“ผมจะทำให้คุณกลับมาอยู่ในโลกของความจริงไงเล่า”

“ไม่! เอาคืนมานะ เอาของฉันคืนมา”

ไอศูรย์ฉีกทั้งรูปทั้งอัลบั้มขาดรุ่งริ่งแล้วโยนทิ้งไม่ไยดี อริสราร้องไห้โฮ ด่าและทุบตีเขาพัลวัน ที่สุดเธอถูกเขาผลักเซไปกระแทกมุมเตียงเจ็บแขนจนสีหน้าเหยเก ไอศูรย์เห็นดังนั้นก็ได้สติขยับเข้าหาพร้อมเอ่ยปากขอโทษแต่เธอปัดมือเขาออกแล้วจ้องอย่างชิงชังก่อนวิ่งออกจากห้อง ทิ้งให้ไอศูรย์มองตามอย่างรู้สึกผิดที่ทำเธอเจ็บตัว

ooooooo

แพรพลอยถูกมายาวีบังคับให้เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ลงมาร่วมงานวันเกิดบรรเลงแถมยังคะยั้นคะยอให้อยู่จนถึงตอนตัดเค้ก โดยให้อิศร์คอยเทกแคร์เธอแทน เพราะตัวเองต้องไปต้อนรับแขกกับบิดา

เมื่อได้ยินมายาวีย้ำว่าแพรพลอยเป็นคนสำคัญมากสำหรับตน อิศร์ยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่ว่าสองคนนี้เป็นแฟนกัน พออยู่กันตามลำพังเขาก็เลยเย้าแหย่แพร–พลอยอย่างสนุกปาก

“ที่แท้เราก็คนกันเอง ผมอิศร์ครับ...อิศร์ เดชโชดม เป็นเพื่อนกับเมย์”

“ฉันทราบ”

“แต่ผมไม่ยักรู้นะว่าเมย์เขา...เปลี่ยนไป”

แพรพลอยทำหน้างงว่าหมอนี่พูดอะไร แต่ไม่อยากคุยด้วยเลยเดินหนีไปแถวสระน้ำ อิศร์ยิ้มกริ่มเดินตามมาตอแยอีก

“นี่เมย์คงชวนคุณมาทำงานให้คุณลุงล่ะสิ ผมก็ว่าอยู่แล้วว่าทำไมคุณลุงถึงใช้บอดี้การ์ดผู้หญิง ที่แท้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล”

แพรพลอยยิ่งงงกับสิ่งที่อิศร์พูด แต่เพราะความถือตัวเลยไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย

“นี่คุณจะไม่คุยกับผมหน่อยเหรอ ยังไงเราก็คงต้องวนเวียนเจอกันอีกบ่อยๆนะ มาถึงขั้นนี้แล้วยังไงเราก็หนีกันไม่พ้นหรอกน่า ผมเป็นเพื่อนเมย์ก็เหมือนเพื่อนคุณ ส่วนคุณเป็นแฟนเมย์ก็เหมือนแฟนผม...เอ๊ะ...ไม่ใช่สิ”

“คุณว่าอะไรนะ”

“อ๋อ เปล่าๆ ผมหมายถึงคุณเป็นแฟนเมย์ก็คือแฟนเมย์ ไม่เกี่ยวกับผม”

“ฉันกับคุณเมย์เนี่ยนะ ใครบอกคุณ”

“เมื่อกี้เมย์ก็บอกเองว่าคุณเป็นคนสำคัญของเขาแล้วผมก็แอบเห็นคุณสองคนเดินกอดกันด้วย...ไม่ต้องอายหรอกน่า เดี๋ยวนี้โลกมันเปิดกว้าง ใครจะรักกับใครก็ได้ไม่มีเส้นแบ่งทางเพศ ผมก็อยากเห็นเมย์มีแฟนมาตั้งนานแล้ว”

“คุณนี่มัน...” แพรพลอยถอนใจส่ายหน้าแล้วเดินหนี อิศร์ถลาตามแถมเรียกเธอว่าเพื่อนเขยอีกต่างหาก คราวนี้เลยโดนเธอจัดหนักจับทุ่มลงสระน้ำจนมายาวีต้องวิ่งเข้ามาช่วยเหลือพาเขามาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วให้แม่บ้านเอาชุดของเขาไปซักอบรีด

ระหว่างรอเสื้อผ้า อิศร์นั่งเช็ดผมและบ่นอุบอย่างหงุดหงิด โดยมีมายาวีนั่งหัวเราะอยู่ใกล้ๆ

“วันนี้มันวันสงกรานต์หรือไงวะเนี่ย เปียกตั้งแต่เช้ายันเย็น...แล้วนั่นเธอจะขำอะไรนักหนายายเมย์”

“ขำเธอน่ะสิ เล่นกับใครไม่เล่น ดันไปลองของกับคุณแพร”

“ก็ไม่รู้นี่ เห็นท่าทางดูแมนๆ แถมเธอยังไปกอดเอวจี๋จ๋าด้วย ก็นึกว่ากิ๊กกัน”

“จะบ้าเหรอ ฉันยังชอบผู้ชายย่ะ คุณแพรเข้ามาทำงานกับคุณพ่อก่อนฉันกลับเมืองไทยอีก เธอเก่งมากนะ เคยดูแลคนสำคัญมาหลายคน ทั้งคนไทยแล้วก็ต่างชาติ ถือว่าเป็นบอดี้การ์ดแถวหน้าเลยก็ว่าได้”

“ถึงว่าเจอผู้ชายปุ๊บก็จับทุ่ม ถ้าเก่งขนาดนั้นฉันว่าต้องไม่ใช่ผู้หญิงแท้แน่ๆ”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เธอลองพิสูจน์ดูสิอิศร์”

อิศร์ส่ายหน้าทำท่ากลัวๆ จากนั้นอีกครู่หนึ่งแม่บ้านก็เอาเสื้อผ้ามาให้ อิศร์จึงถือขึ้นไปเปลี่ยนบนห้องมายาวี แต่ยังไม่ทันเสร็จดี แพรพลอยโผล่ออกมาจากห้องน้ำเลยเกิดการเข้าใจผิดกันอีก

สองฝ่ายทุ่มเถียงกันไปมาแล้วเดินสะดุดฉุดกันเสียหลักล้มไปบนเตียงนอน อิศร์เลยโดนแพรพลอยทุบน่วมไปทั้งตัวก่อนที่มายาวีจะวิ่งขึ้นมาห้ามทัพ แล้วสอบสวนจนได้ความว่าเป็นการเข้าใจผิดกัน

“สรุปว่าก็ไม่ได้ตั้งใจกันทั้งสองฝ่าย งั้นดีกันนะคะ” มายาวีจับมือทั้งสองคนมากุมกันแถมยังวานอิศร์ไปส่งแพรพลอยกลับบ้านอ้างว่าดึกแล้ว

“ไม่ต้องลังเลหรอกคุณ ผมยอมเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างวันหนึ่ง แต่คราวนี้คุณไม่ต้องเอาปืนมาโชว์แล้วนะผมกลัว”

แพรพลอยจำใจซ้อนมอเตอร์ไซค์อิศร์เพื่อไปเอารถตัวเองที่จอดไว้ในที่ทำงานของรัฐมนตรีบรรเลง ระหว่างทางรถติดไฟแดงแพรพลอยเห็นเด็กขายพวงมาลัยจึงเรียกมาเหมาแล้วให้เด็กรีบกลับบ้าน อิศร์เห็นมุมอ่อนโยนของเธอก็อดยิ้มไม่ได้ ถามว่าทำไมใจดีกับเด็กพวกนี้จัง เมื่อตอนกลางวันก็ซื้อน้ำที่เด็กเอามาขาย

เธอสงวนคำตอบและบอกให้เขากลับไป จากตรงนี้อีกนิดเดียวก็ถึงกระทรวงเดี๋ยวเธอเดินไปเอง

“ไม่ดีมั้ง คุณเป็นผู้หญิง”

“ฉันเป็นผู้หญิงที่มีปืน กลับบ้านไปเถอะค่ะ ฉันรู้ว่าคุณเองก็เหนื่อยเหมือนกัน ราตรีสวัสดิ์นะคะ”

แพรพลอยออกเดิน อิศร์ตะโกนถามว่าเราจะเจอกันอีกไหม แต่เธอเดินลิ่วไม่หันกลับมาตอบ

แพรพลอยไปเอารถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองที่กระทรวงแล้วกลับเข้าบ้านโอบไอรักของอัมพาซึ่งเลี้ยงดูเด็กกำพร้าหลายวัย มีทั้งเด็กเล็กจนถึงหนุ่มสาววัยทำงานอย่างกรณ์และแพรพลอย

ด้านอิศร์ก็กลับบ้านด้วยมอเตอร์ไซค์คันเก่งและพบอริสรานั่งรอเขาอยู่ที่สนามเพื่อถามถึงผลการแข่งขันในวันนี้ แต่แล้วไอศูรย์ที่คอยจับตามองรีบเข้ามาแทรก เล่าเรื่องเปิดพินัยกรรมที่อิศร์ได้สมบัติมากกว่าใครก่อนเยาะหยันว่าตนไม่สนใจเพราะตนได้ของที่มีค่าที่สุดมาอยู่ในมือตั้งนานแล้ว นั่นก็คืออริสรา

อริสรามองไอศูรย์อย่างไม่พอใจ  รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงสิ่งของที่เขามีไว้เพื่อโอ้อวด  จึงตัดใจกลับเข้าบ้านพร้อมสามีเพราะไม่ต้องการทำร้ายอิศร์ซ้ำลงไปอีก  แต่ไอศูรย์ก็ยังแขวะเธอทำนองว่าเป็นชู้กับอิศร์

“อย่ามาพูดจาสกปรกนะไอศูรย์ ฉันกับอิศร์ไม่ได้เป็นชู้กัน เรื่องของเราจบไปตั้งนานแล้ว”

“ก็ถ้าผมไม่คุมคุณไว้ทุกฝีเก้า มันก็คงไม่จบง่ายๆ เพราะคุณคงไม่ยอมให้จบ”

“ถ้ารู้อย่างนั้นก็ปล่อยฉันไปสิ”

“ไม่มีวัน คุณเป็นสมบัติของผม”

“ขอบคุณที่ย้ำให้ฉันรู้ว่าในสายตาของคุณ ฉันก็เป็นแค่สิ่งของ คุณครอบครองไว้เพื่อแสดงชัยชนะของตัวเองเท่านั้น”

ไอศูรย์ชะงัก เพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดจารุนแรง  เพราะความจริงเขารักเธอมาก...อริสราสะบัดมือจากไอศูรย์แล้วเดินกลั้นน้ำตาขึ้นไปร้องไห้ในห้องนอน หวนนึกถึงความหลังที่จำเป็นต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเพราะพ่อของเธอบังคับ เนื่องจากทางครอบครัวถูกฟ้องล้มละลายสิ้นเนื้อ ประดาตัว

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้อิศร์เจ็บปวดไม่น้อยที่ถูกญาติผู้พี่แย่งคนรัก แต่เพราะคำสอนของปู่ทำให้เขาหายเศร้า

“จำคำปู่ไว้นะอิศร์ การอยากได้ของของคนอื่นมีแต่จะทำให้เรารุ่มร้อน  ตอนที่ยังไม่ได้มาเราก็รุ่มร้อนคิดหาวิธีช่วงชิง แต่เมื่อได้ครอบครองแล้วเราก็จะยิ่งรุ่มร้อนระแวงว่ามันจะหลุดมือไปอีก ก็เหมือนกับที่ไอศูรย์รู้สึกอยู่ตอนนี้ เจ้าต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่าเราไม่มีวันได้ทุกอย่างที่ตัวเองต้องการแต่โลกนี้จะจัดสรรสิ่งที่เหมาะสมให้แต่ละคนเสมอ”

อิศร์เก็บรูปแต่งงานระหว่างอริสรากับไอศูรย์เข้าลิ้นชักแล้วกลับลงมาที่ห้องรับแขก เจอลุงอำพลนำโฉนดที่ดินกับเอกสารหุ้นของบริษัทมาให้ตามพินัยกรรม

“นอกจากบ้านหลังนี้ก็มีที่ดินที่ปราณบุรีกับประจวบ แล้วก็หุ้นของเดชโชดม ลองเอาข้อมูลบริษัทไปอ่านดูถ้าสงสัยอะไรก็ถามลุงได้”

อิศร์เปิดแฟ้มดูผ่านๆแบบขอไปที อำพลจับสังเกตแล้วอธิบายต่อเมื่อหลานชายบอกว่าตนคงอ่านไม่รู้เรื่อง

“ยังไงก็ต้องอ่าน เพราะตอนนี้เท่ากับแกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท มีอำนาจตัดสินใจมากกว่าใคร”

“ผมจำเป็นต้องตัดสินใจอะไรด้วยเหรอครับ”

“ก็เวลาที่บริษัทมีโปรเจกต์ก่อสร้างใหญ่ๆ หรือประชุมแผนงานประจำไตรมาส เราก็ต้องขอความเห็นจากแก”

“ลุงจัดการกันเองดีกว่า ถ้าให้ผมไปวุ่นวาย เดี๋ยวบริษัทจะเสียหาย”

อำพลแกล้งค้านอิศร์ว่าพูดอะไรอย่างนั้น ของแบบนี้เรียนรู้กันได้

“แต่บริษัทอยู่ในมือคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว

ทั้งลุง...ลุงอำนวย พี่ไอศูรย์  พี่ธำรง คนไม่มีหัวธุรกิจอย่างผมจะเป็นภาระให้คนอื่นซะเปล่าๆ”

อำพลแอบดีใจและย้ำถามจนแน่ใจว่าอิศร์ไม่ยอมไปทำงานที่บริษัท เมื่อไอศูรย์ทราบเรื่องเลยตีปีกเริงร่าว่าค่อยยังชั่วหน่อย เราพ่อลูกจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลบเกลื่อนหลักฐานในบริษัทที่ทำมิชอบเอาไว้

ฝ่ายป้าดวงคนรับใช้เก่าแก่พอรู้ว่าอิศร์ปฏิเสธงานที่บริษัทไปแล้วก็ไม่เห็นด้วย  เพราะบริษัทนี้พ่อของเขาบุกเบิกมากับคุณปู่ ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเข้าไปดูแล

“แต่ผมไม่เก่งเหมือนพ่อ ปล่อยให้ลุงอำพลดูแลไปดีกว่า”

“แต่คนเราเกิดมาก็ต้องทำงานนะคะคุณอิศร์”

“เอาไว้ผมจะหาอะไรที่เหมาะกับตัวเองทำ ระหว่างนี้ป้าก็เลี้ยงผมไปก่อนนะครับ” อิศร์พูดจบก็ทิ้งตัวลงนอนหนุนตักป้าดวงอย่างอ้อนๆ

“ยังไงป้าก็ต้องดูแลคุณไปจนตายอยู่แล้วล่ะค่ะ แต่วันหนึ่งคุณเองก็ต้องมีครอบครัว ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกนะคะที่อยากจะอยู่กับผู้ชายที่สนุกสนานไปวันๆ โดยไม่มีเป้าหมายในชีวิต”

“เอาไว้ให้เจอผู้หญิงคนนั้นก่อนก็แล้วกันครับ เธออาจจะมาพร้อมกับเป้าหมายของผมก็ได้”

ชายหนุ่มยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วหลับตาพริ้ม ป้าดวงอ่อนใจแต่ก็อดเอ็นดูอิศร์ไม่ได้

ooooooo

วันรุ่งขึ้น มายาวีนัดอิศร์ดูหนังแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดแก่แพรพลอยที่ต้องมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัว โดยมายาวีมาถึงก่อนแล้วแพรพลอยตามมาทีหลัง

ขณะที่มายาวีมาถึงห้างสรรพสินค้าเธอนึกอยากกินผลไม้จึงเดินตรงไปยังรถเข็นโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนขายคือผู้กองอนุภัทรที่กำลังวางแผนจับคนร้ายค้ายาเสพติด นี่เองเป็นเหตุให้เธอทำแผนของตำรวจเสียหายแถมเธอยังโดนคนร้ายจับเป็นตัวประกันจนวุ่นวายไปหมด และตัวเองเกือบได้รับอันตรายถ้าแพรพลอยมาช่วยไว้ไม่ทัน

หลังเหตุการณ์สงบลงและคนร้ายถูกตำรวจควบคุมตัวได้ ผู้กองอนุภัทรรีบเดินเข้ามาหาแพรพลอย

“คุณเป็นยังไงบ้างครับ จะไปโรงพยาบาลไหม”

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ”

“ขอบคุณนะครับที่ช่วยผมจับคนร้าย”

“ฉันไม่ได้ช่วยคุณ แต่ฉันช่วยเจ้านายฉัน”

“เจ้านาย? ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ”

“ฉันเป็นบอดี้การ์ดของเธอค่ะ”

อนุภัทรยิ่งทึ่ง ประทับใจในตัวแพรพลอยมากขึ้นอีก “อย่างนี้นี่เอง ผมก็แปลกใจว่าทำไมคุณถึงสู้กับผู้ชายอกสามศอกได้ขนาดนั้น สนใจจะมารับราชการด้วยกันไหมครับ ผมว่าน่าจะดีกว่าคอยเดินตามผู้หญิงคนนั้น”

“ผู้หญิงคนไหนเหรอ”

เสียงแหลมๆของมายาวีดังขึ้นทำให้ผู้กองหนุ่มหันขวับไปมอง สีหน้าเธอไม่สบอารมณ์อย่างแรงเพราะก่อนหน้านี้ทะเลาะกับเขามาแล้วยกหนึ่ง

“ก็ผู้หญิงอย่างคุณไง  ที่เกือบทำให้งานตำรวจเสียหาย”

“คุณต่างหากที่เกือบจะทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างฉันเดือดร้อน แล้วคุณดูนี่ กระเป๋าฉันราคาตั้งหลายหมื่น กลายเป็นเศษหนังไปแล้วเพราะลูกปืนของคุณ”

“มันเป็นอุบัติเหตุ”

“ทำงานชุ่ยๆ แล้วอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ”

“ผมไม่เคยทำงานชุ่ย ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามแผน ถ้าไม่มีคุณมาเอะอะจนคนร้ายรู้ตัว มันก็จะไม่เกิดเรื่อง แบบนี้ขึ้น”

“อ๋อ สรุปว่าฉันรนหาที่ให้ตัวเองเกือบถูกยิง”

“รู้ตัวก็ดีแล้ว” อนุภัทรสีหน้าสุดเซ็ง แล้วเดินหนีไป มายาวียิ่งปรี๊ดแตก ตะโกนลั่น

“นี่อย่ามาโบ้ยฉันนะ กลับมารับผิดชอบก่อน” ว่าแล้วทำท่าจะตามจี้แต่แพรพลอยรีบดึงเธอไว้

“อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลยค่ะ เดี๋ยวจะโดนหาว่าดู

หมิ่นเจ้าพนักงาน คุณเมย์จะดูหนังไม่ใช่เหรอคะ”

มายาวีชะงักนึกได้ มองตามผู้กองอนุภัทรไปอย่างเจ็บใจ “คอยดูนะ ถ้าเมย์สืบได้ว่าอยู่สังกัดไหนจะร้องเรียนให้ตกงานไปขายผลไม้จริงๆเลย อีตาบ้า”

แพรพลอยพูดไม่ออก ก้าวตามคุณหนูเอาแต่ใจเดินลิ่วเข้าไปในห้าง พอถึงหน้าโรงหนังมายาวีค่อยโล่งใจ รับตั๋วที่จองไว้แล้วเดินออกมาหาแพรพลอย

“ค่อยยังชั่วหน่อยที่ยังไม่โดนแคนเซิล ไม่งั้นนะเมย์จะโกรธนายผู้กองนั่นเป็นร้อยเท่า”

“ไปเถอะค่ะ”

แพรพลอยรับตั๋วแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาปิดเสียง มายาวีจะทำกับของตนบ้างแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

“ตายแล้ว...โทรศัพท์เมย์หายไปไหน หรือว่าจะหล่นตอนที่ถูกโจรมันจับ”

“ลงไปดูไหมคะ”

“หนังจะเข้าแล้ว เมย์ลงไปดูเองดีกว่า เจอกันในโรงนะคะ”

มายาวีรีบวิ่งลงบันไดเลื่อน แพรพลอยจึงถือตั๋วเดินเข้าโรงหนังไป...เวลานั้นอนุภัทรเดินกลับมาที่รถตำรวจซึ่งกำลังเคลียร์พื้นที่ แล้วมีลูกน้องวิ่งตามมาเรียก

“ผู้กองครับ ผมเจอโทรศัพท์เครื่องนี้ตกอยู่ครับ ใช่ของคนร้ายหรือเปล่า”

อนุภัทรรับโทรศัพท์มาดูและนึกถึงตอนที่คนร้ายเหวี่ยงกระเป๋ามายาวีหล่นลงพื้น

“สงสัยจะเป็นของผู้หญิงคนที่เป็นตัวประกัน...แต่มันเปิดไม่ติดแล้วนี่ เดี๋ยวผมเอาไปให้ร้านซ่อมดูจะได้ติดต่อส่งคืนเจ้าของ”

ลูกน้องรับคำแล้วผละไป ส่วนอนุภัทรเดินกลับมาหน้าห้างมองหาร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือ

บอดี้การ์ดสาว เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"ฟิล์ม-เอสเธอร์" พระนางคู่กัด ใน "พายุทราย" เจอหน้าเป็นตบ เอะอะเป็นจูบ

"ฟิล์ม-เอสเธอร์" พระนางคู่กัด ใน "พายุทราย" เจอหน้าเป็นตบ เอะอะเป็นจูบ
9 พ.ค. 2564

03:40 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 เวลา 11:37 น.