ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

บอดี้การ์ดสาว

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

บอดี้การ์ดสาว ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

อาณาเขตกว้างใหญ่ของตระกูล “เดชโชดม” มีบ้านสามหลังในรั้วเดียวกันและเป็นที่อยู่อาศัยของสามพี่น้องลูกชายของนายเดชซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว...

เมื่อบิดาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ และต่อมาอำนาจน้องชายคนสุดท้องก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต วันนี้ ที่บ้านเดชโชดมจึงมีการเปิดพินัยกรรมของนายเดชโดยทนายประจำตระกูล

สมาชิกในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้ายกเว้นอิศร์ลูกชายคนเดียวของอำนาจและเป็นหลานชายคนเล็กของตระกูล...อิศร์ไปเรียนหนังสือที่เมืองนอกเสียนาน เมื่อกลับมาจึงอาศัยในบ้านหลังใหญ่ของคุณปู่ที่ยกให้อำนาจแต่เพียงผู้เดียว โดยพี่อีกสองคนคืออำพลและอำนวยก็มีบ้านอยู่ในรั้วเดียวกัน

ทนายเริ่มอ่านพินัยกรรมโดยไม่ทันสังเกตว่าสมาชิกขาดหายไปคนหนึ่ง...

“พินัยกรรมของคุณเดช เดชโชดม ที่ผมจะอ่านต่อไปนี้เป็นฉบับล่าสุด ได้ระบุให้มีการแบ่งทรัพย์สินดังต่อไปนี้...คุณอำพล เดชโชดม และ คุณอำนวย เดชโชดม บุตรทั้งสองจะได้รับกรรมสิทธิ์ในบ้านที่พักอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ที่ดินที่ผ่านการตีราคาแล้วมูลค่าคนละ 50 ล้านบาทโดยประมาณ และหุ้นของเดชโชดมกรุ๊ปในส่วนของคุณเดชอีกคนละ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหลานทั้งสี่คน คุณไอศูรย์ คุณไอริณ คุณธำรง และคุณอิศร์...”

ทนายเว้นวรรคพลางกราดสายตามองไล่ไปทางไอศูรย์ ไอริณ ธำรง แล้วทำหน้าแปลกใจเมื่อไม่เห็นอิศร์หลานชายคนโปรดของนายเดช

“คุณอิศร์ไม่อยู่นี่ครับ”

ทุกคนในห้องเหมือนนึกได้ หันมองหากันเลิ่กลั่ก อำพลขมวดคิ้วจ้องป้าดวงคนรับใช้เก่าแก่ ถามว่าอิศร์หายไปไหน ป้าดวงถึงกับอึกอักไม่รู้จะตอบยังไงดี

เวลานั้น อิศร์อยู่ที่สนามแข่งมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์ไบค์ บรรยากาศสุดคึกคักเพราะรอบสนามคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งทีมงานและกองเชียร์ อิศร์กำลังขี่มอเตอร์ไซค์วอร์มอัพก่อนแข่งจึงไม่ได้รับสายจากป้าดวงที่เพียรโทร.หาอยู่หลายครั้ง

ป้าดวงเริ่มกดโทรศัพท์มือไม้สั่นเพราะอำพลเอะอะไม่พอใจอิศร์ที่ติดต่อไม่ได้เสียที เช่นเดียวกับธำรงลูกชายคนเดียวของอำนวยก็ออกอาการหงุดหงิดงุ่นง่านเพราะอยากรู้มรดกส่วนของตน

“อิศร์มันไม่รู้หรือไงว่าวันนี้เป็นวันเปิดพินัยกรรมคุณปู่ นี่ถ้ามันไม่อยู่ผมก็ไม่ต้องรู้กันพอดีว่าคุณปู่จะให้อะไร”

“เงียบเถอะน่าธำรง” อำนวยเสียงเขียวใส่ลูกชาย

เรณู...ภรรยาของอำพลมองปฏิกิริยาของคนโน้นคนนี้ก่อนถามป้าดวงว่าอิศร์รู้เรื่องเปิดพินัยกรรมหรือเปล่า

“รู้ค่ะ แต่คุณอิศร์เธอ...” ป้าดวงกำลังจะขยายความต่อไปว่าอิศร์ไม่สนใจแต่ปลายสายมีคนกดรับพอดี จึงรีบบอกทุกคนว่าโทร.ติดแล้ว

อิศร์รับโทรศัพท์มือถือของตนจากเจ้าหน้าที่สนามแข่งคนหนึ่งที่วิ่งเอามาส่งให้ถึงขอบสนามแล้วสนทนากับป้าดวงอย่างอารมณ์ดี

“ว่าไงครับป้าดวง โทร.มาลุ้นผลการแข่งขันล่ะสิ คนอย่างอิศร์ เดชโชดม ยังไงก็แชมป์อยู่แล้วครับ ป้าดวงเอาไปคุยทั่วบ้านได้เลยครับ”

ป้าดวงกดเปิดเสียงอิศร์ให้ทุกคนได้ยินและมองบรรดาเจ้านายอย่างไม่สบายใจก่อนตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ คือตอนนี้ทุกคนกำลังรอคุณอยู่”

“เรื่องเปิดพินัยกรรมคุณปู่ใช่ไหม บอกแล้วไงว่าผมไม่อยากฟัง”

“มีชื่อคุณอิศร์ด้วยนะคะ”

“มีก็มีไปสิ ผมไม่อยากได้อะไรของคุณปู่อีกแล้ว บอกคุณทนายได้เลยว่าไม่ต้องรอ...แค่นี้นะครับป้า ผมต้องไปเตรียมตัวแข่งแล้ว”

อิศร์กดตัดสายรวดเร็วจนป้าดวงเรียกไม่ทัน ไอศูรย์ลูกชายคนโตของอำพลชักสีหน้าอย่างรำคาญก่อนพูดโพล่งแสดงความหงุดหงิดเอาแต่ใจตัวเอง

“สรุปว่ามันไม่มา งั้นอ่านต่อเถอะครับคุณทนาย”

“จะอ่านโดยที่ไม่รออิศร์เหรอคะ”

อริสราแย้งขึ้นมาอย่างลืมตัว ไอศูรย์ตวัดสายตามองภรรยาด้วยอารมณ์หึงหวง เพราะเธอคืออดีตคนรักของอิศร์ที่ตัวเองแย่งชิงมา

“คุณไม่ได้ยินหรือไงอริส อิศร์มันบอกเองว่าไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ สมบัติมันคงเยอะ”

ไอริณปรายตามองพี่สะใภ้อย่างหมั่นไส้แล้วผสมโรงกับพี่ชาย “ริณเห็นด้วยกับพี่ศูรย์ พี่อิศร์ไม่ขัดข้องที่จะให้เราเปิดพินัยกรรมก็อ่านต่อให้จบสิคะ”

ทนายมองหน้าทุกคนแล้วลอบถอนใจเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงอ่านพินัยกรรมต่อไป

ooooooo

ที่สนามแข่งรถ...รัฐมนตรีบรรเลงมาถึงพร้อมบอดี้การ์ดสาวสวยนามแพรพลอย บรรเลงมาในฐานะผู้มอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ และงานนี้เขาก็มาแบบเงียบๆ ไม่ต้องการผู้ติดตามให้เอิกเกริก มีเพียงแพรพลอยและบอดี้การ์ดหนุ่มอีกสองคนเท่านั้น

แพรพลอยให้สองหนุ่มลูกทีมดูแลบรรเลงแถวห้องรับรอง ส่วนตัวเธอเดินออกไปสำรวจด้านนอกและพบเด็กชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนมอซอนำเครื่องดื่มหลากสีมาขาย เมื่อทราบว่าเป็นเด็กกำพร้าหญิงสาวยิ่งสงสาร อุดหนุนน้ำถึงสองแก้ว แต่ในระหว่างที่เด็กล้วงกระเป๋ากางเกงหาเงินทอนแล้วพลั้งเผลอทำแก้วน้ำที่เหลือในมือเอียงไปหกใส่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ใกล้ๆเป็นเรื่องทันที...เพราะเจ้าของออกจากห้องน้ำมาเห็นพอดี!

ชายหนุ่มปรี่เข้ามาโวยวายกระชากไหล่เด็กจนเซเกือบล้ม แถมยังดุเสียงดังทั้งๆที่เด็กรีบพนมมือขอโทษ

“ทำอะไร รถเปียกหมดแล้ว” อิศร์ปรี่เข้ามาดูรถอย่างหวงๆ แล้วเอะอะจนเด็กตกใจแทบร้องไห้ “นี่ถ้าน้ำเข้าเครื่องยนต์จนรถพี่มีปัญหาน้องจะว่ายังไง ทำไมไม่ระวังเลย ผู้ปกครองอยู่ไหนทำไมปล่อยให้มาเพ่นพ่านแถวนี้”

เด็กชายหน้าซีดอย่างกลัวจัด แพรพลอยทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นเสียงขุ่น “ใจเย็นๆได้ไหมคุณ ก็ลองสตาร์ตรถดูก่อนสิว่ามันเป็นอะไรหรือเปล่า”

อิศร์ชะงักมองหน้าหญิงสาว เพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอถือแก้วน้ำอยู่ “อ๋อ...ที่แท้ก็เพราะมีคนซื้อมักง่ายอยู่แถวนี้นี่เอง ถ้ารถผมพังจนแข่งไม่ได้คุณจะรับผิดชอบยังไง”

“ฉันถึงบอกให้คุณลองสตาร์ตดูก่อน”

“ไม่ต้องมาสั่งผม” อิศร์ตะคอกฉุนๆ ลองเสียบกุญแจบิดทีเดียวเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ทีนี้จะเลิกตีโพยตีพายได้หรือยัง”

อิศร์ตวัดสายตามองแพรพลอย รู้ว่าตัวเองโวยวายเกินไป แต่ไม่อยากเสียฟอร์มเลยแถกไปอีก “เครื่องยนต์ติด แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีปัญหาตอนแข่ง”

“คุณกำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองตอนที่แข่งแพ้มากกว่ามั้ง”

“นี่คุณ!” เขาชี้หน้าเธออย่างไม่พอใจ แต่เธอไม่สนใจ เดินโอบเด็กผละไปอีกทาง พลางปลอบโยนว่าไม่ต้องกลัว แถมใจดีไม่เอาเงินทอน เด็กเลยยิ้มแป้นไหว้ขอบคุณแล้ววิ่งแจ้นออกไป

แพรพลอยมองตามแล้วอดสะท้อนใจนึกถึงตัวเองไม่ได้ เพราะเธอเองก็กำพร้าพ่อแม่ อาศัยอยู่กับผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งมาตั้งแต่เล็กจนโต...แต่แล้วพอเธอหันหลังกลับก็เกือบชนชายหนุ่มเจ้าของมอเตอร์ไซค์คันงามที่ถลันเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทีโมโหไม่หาย

“เรายังพูดกันไม่จบ”

“มีอะไรต้องพูดกันอีกล่ะ รถคุณก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่”

“คุณดูถูกผม”

“เรื่องที่ว่าคุณจะแพ้น่ะเหรอ ก็มันจริง มืออาชีพเขาไม่เตรียมหาข้ออ้างไว้ให้ตัวเองตอนที่ล้มเหลวหรอก มีแต่พวกขี้แพ้ที่ทำอย่างนั้น”

“คุณนี่ปากดีมากเลยนะ ตอนเด็กๆพ่อกับแม่เอามีดโกนคลุกข้าวให้กินหรือไง”

แพรพลอยหน้าถอดสีไปนิดเมื่อได้ยินคำว่าพ่อแม่ แต่ก็สงบใจไม่ตอบโต้ หันหลังจะเดินหนี

“เดี๋ยวสิ จะหนีอีกแล้วเหรอ” อิศร์คว้าแขนแพรพลอยอย่างลืมตัว แต่โดนเธอหมุนตัวกลับจับล็อกแขนบิดอย่างแรงจนร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ “โอ๊ย...ปล่อยผมเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวแขนผมหัก”

“ไม่ดีเหรอ คุณจะได้มีข้ออ้างตอนที่แข่งแล้วแพ้ไง”

“ปล่อย...โอ๊ย!”

“จำไว้ว่าอย่าแตะต้องตัวฉันอีก”

เมื่อเป็นอิสระ อิศร์จับแขนตัวเองป้อยๆ เตรียมจะโวยใส่หญิงสาว แต่บรรเลงเดินเข้ามาพอดี อิศร์ยกมือสวัสดีพร้อมเรียกเขาว่าลุง ทำให้แพรพลอยหน้าเจื่อนไปนิด

“เห็นทีมงานบอกว่าอิศร์ลงแข่งด้วย ก็เลยจะไปอวยพร แล้วนี่มายืนคุยอะไรกัน รู้จักหนูแพรด้วยเหรอ”

อิศร์มองแพรพลอย แต่เธอหลบตาไม่ตอบอะไรเพราะเกรงใจบรรเลง

“อ๋อ เพิ่งรู้จักกันครับคุณลุง...คุณชื่อแพรเหรอ แล้วก็ไม่แนะนำตัวตั้งแต่แรก” อิศร์ยิ้มกริ่ม หันไปพูดกับบรรเลง “พอดีคุณแพรเธอออกไปเชียร์ผมที่ริมสนามมาน่ะครับ แล้วก็อยากจะขอลายเซ็นเป็นที่ระลึก ผมก็เลยตามมาเซ็นให้”

แพรพลอยเหวอ ถลึงตาใส่อิศร์ที่โกหกหน้าตาเฉย ขณะที่บรรเลงทำหน้าแปลกใจ เปรยขึ้นยิ้มๆ

“หนูแพรเป็นแฟนคลับนายอิศร์หรอกเหรอเนี่ย”

แพรพลอยอ้าปากจะอธิบาย แต่อิศร์พูดสวนขึ้นก่อน พร้อมกับมองหญิงสาวทั่วตัวด้วยสายตาเจ้าชู้

“ตกลงว่าจะให้เซ็นตรงไหนดีครับ”

บอดี้การ์ดสาวสวยอยากจะตอบโต้แต่ก็ไม่กล้า เลยแกล้งยิ้มแล้วกำหมัดตั้งขึ้นตรงหน้า “เซ็นตรงนี้ดีไหมคะ”

“คุณอิศร์คะ ถึงเวลาแล้วค่ะ” เสียงทีมงานดังเข้ามาทำให้อิศร์จำต้องผละ แต่ไม่วายยั่วแพรพลอยว่า เดี๋ยวค่อยมาเซ็น...

บรรเลงยิ้มบางๆ ตรงกันข้ามกับแพรพลอยที่แอบหน้าตูมหมั่นไส้นายคนนี้เสียจริง

เมื่อเดินตามกันกลับเข้ามาในห้องรับรอง บรรเลงถามแพรพลอยเชิงหยอกเย้าว่า “ตกลงหนูตามไปขอลายเซ็นนายอิศร์มาจริงๆเหรอ”

“เปล่านะคะท่าน แพรไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนั้นมาก่อนด้วยซ้ำ เขามากวนประสาทแพรน่ะค่ะ”

“ฉันก็ว่าแล้ว นายอิศร์เขาก็เป็นอย่างนี้แหละ ชอบตอแยกับสาวๆ หนูแพรคงจะสวยถูกใจ”

แพรพลอยเบะปาก รู้สึกแย่กับนายคนนี้มากขึ้น เผลอพึมพำว่าพวกเพลย์บอยไฮโซ แต่พอบรรเลงถามว่าพูดอะไร เธอก็รีบส่ายหน้า แล้วขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์ที่มีเสียงเรียกเข้ามาพอดี

กรณ์นั่นเองที่โทร.มา เขาเติบโตมากับแพรพลอยที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ทั้งคู่จึงเป็นเพื่อนสนิทกัน และเป็นธรรมดาที่กรณ์มักโทร.หาแพรพลอยเพื่อเตือนเรื่องงานที่เธอทำอยู่ เพราะเป็นงานค่อนข้างเสี่ยงอันตราย แต่ทุกครั้งแพรพลอยก็บอกเขาว่าไม่ต้องห่วง คนอย่างเธอไม่ยอมให้ใครทำเจ็บตัวง่ายๆหรอก

ooooooo

หลังฟังทนายอ่านพินัยกรรมแจกแจงทรัพย์สินในส่วนของตน ธำรงรับไม่ได้ถึงกับลุกขึ้นโวยวายทันควัน

“อะไรกัน ผมได้สมบัติแค่นี้เหรอ...ไม่จริง... พินัยกรรมปลอมหรือเปล่า”

“ระวังคำพูดหน่อยเจ้าธำรง คุณทนายก็บอกแล้วว่าพินัยกรรมตรงกันกับฉบับที่พยานถืออยู่”

“แต่มันไม่ยุติธรรมนี่ครับลุง ทำไมพี่ศูรย์ได้เยอะกว่าผม เราก็เป็นหลานเท่าๆกัน”

ไอศูรย์ถูกพาดพิงแต่ยังคงวางเฉยไม่สนใจถ้อยคำกระทบกระเทียบของธำรง ตรงกันข้ามกับไอริณที่คันปากอยากเย้ยจนอดไม่ไหว

“ก็คุณปู่แบ่งสมบัติให้ตามความสามารถ ใครทำประโยชน์ให้ตระกูลได้มากก็ได้ไปมาก ใครที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ก็ได้ไปเท่าที่เหมาะสม”

“งั้นเธอก็ไม่ควรจะได้ซักบาทเดียวยายริณ เพราะเธอมันดีแต่ทำตัวไร้ประโยชน์ไปวันๆ”

“พี่ธำรง! พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง”

ไอริณปรี๊ดแตกหน้าตาเอาเรื่อง เรณูเกรงใจแขกจึงปรามลูกสาว แต่ท่าทางจะไม่ได้ผลเพราะธำรงยังคงต่อปากต่อคำไม่หยุดหย่อน

“หรือไม่จริง วันๆฉันไม่เห็นเธอทำงานทำการดีแต่แต่งตัวสวยๆร่อนไปร่อนมาตามงานอีเวนต์”

“ก็เพราะริณรู้ตัวว่าไม่มีความสามารถไง ถึงไม่อยากจะตะเกียกตะกายไปรับตำแหน่งในบริษัท ไม่เหมือนคนบางคนไปทำงานทุกวันแต่ก็ได้แค่ไปนั่งเฉยๆ เพราะไม่มีใครไว้ใจให้รับผิดชอบงาน”

“ปากดีนักนะแก”

ธำรงทะยานเข้าใส่ไอริณแต่อำนวยดึงไว้ ขณะที่ไอริณกลัวซะที่ไหน ทำหน้าตาท้าทายธำรงแบบไม่เกรงใจใคร จนเรณูต้องดึงตัวให้นั่งลง

“จะกัดกันอีกนานไหม” ไอศูรย์ตวาดขึ้นมาจนไอริณกับธำรงหยุดกึก อำนวยถือโอกาสลากลูกชายออกไปจากห้อง ไอศูรย์ส่ายหน้าเอือมระอาแล้วหันมาขอโทษทนาย ก่อนที่อริสราจะถามต่อไปว่าอิศร์ได้อะไรบ้าง

คำถามของอริสราบวกกับสีหน้าจดจ่อรอฟังทนายทำให้ไอศูรย์ตวัดสายตามองเธอด้วยอารมณ์คุกรุ่นมากขึ้น

“คุณอิศร์ เดชโชดม จะได้รับส่วนแบ่งของคุณอำนาจ เดชโชดม ที่เสียชีวิตไปแล้ว และรายการทรัพย์สินเพิ่มเติมดังต่อไปนี้...”

สองพ่อลูกอำพลกับไอศูรย์มองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึงเมื่อได้ยินว่าอิศร์ได้ทรัพย์สินมากกว่าคนอื่น โดยเฉพาะไอศูรย์ในฐานะหลานชายคนโตของตระกูลถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะไม่ต้องการเสียเปรียบหลานชายคนเล็กอย่างอิศร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

ooooooo

อิศร์ลบคำสบประมาทของแพรพลอยจนได้เป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ และหลังรับถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีบรรเลง อิศร์ก็เปิดแชมเปญฉลองทันทีเลย โดยแกล้งเขย่าขวดแรงๆแล้วเปิดให้พุ่งเข้าใส่แพรพลอยที่เดินเข้ามาพอดี

หญิงสาวตกใจและเดือดดาลเป็นที่สุดแต่ไม่กล้าต่อว่าหรือเอาเรื่องอิศร์เพราะเกรงใจบรรเลงอีกตามเคย ขณะที่บรรเลงก็รีบออกตัวกับเธอว่าอย่าถือสาคนขี้เล่นอย่างอิศร์เลย เขาคงจะแหย่เธอเล่นเท่านั้นเอง

“ท่านกับนายคนนั้นรู้จักกันดีเหรอคะ”

“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ อิศร์เป็นเพื่อนของยายเมย์สมัยอยู่เมืองนอก หนูไปล้างตัวเถอะ ฉันจะรอ”

บรรเลงเข้าไปนั่งรอในห้องรับรอง ส่วนแพรพลอยแยกไปล้างเสื้อที่เลอะแชมเปญในห้องน้ำ พอกลับออกมาก็เห็นแก้วแชมเปญยื่นมาตรงหน้า  ก่อนที่อิศร์จะโผล่เข้ามายิ้มเผล่

“ดื่มเป็นเกียรติให้ผมหน่อยนะครับ”

“คุณต้องการอะไรอีก ที่เสื้อผ้าฉันเลอะเทอะนี่คือการเอาคืนก็ถือว่าเราหายกันแล้ว”

“ผมไม่ได้อยากเอาคืน แค่อยากให้คุณร่วมฉลองด้วย ก็คุณดูถูกว่าผมเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ต้องเตรียมหาข้ออ้างให้ตัวเองตอนที่แข่งไม่ชนะ”

“โอเค คุณเก่ง พอใจแล้วใช่ไหม”

“เอาน่าคุณ เราอย่าเขม่นกันเลย ยังไงเราก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ผูกมิตรกันไว้ดีกว่า ที่จริงผมต้องขอบคุณคุณด้วยนะ เพราะคำสบประมาทของคุณทำให้ผมมุ่งมั่นกว่าเดิม แบบว่าผมอยากเห็นคุณหน้าแตก ฮ่ะๆๆ” เขาหัวเราะร่วน แต่พอเห็นหญิงสาววางหน้าเฉยก็หยุดหัวเราะแล้วอ้อนต่อ “คิดซะว่าคุณช่วยผมคว้าแชมป์ก็ได้ หรือจะให้ผมพาไปเลี้ยงก็ยินดี นะๆๆ ดีกันนะ”

แพรพลอยมองอิศร์อย่างใช้ความคิด แล้วคลี่ยิ้มให้ก่อนจะรับแก้วมาแต่ไม่ดื่ม เอาคืนด้วยการเทแชมเปญใส่เขาจนเสื้อเปียก อิศร์ไม่พอใจแต่ไม่กล้าหือเพราะกลัวโดนเธอลงมือลงไม้ให้เจ็บตัว

“โอเค ผมไม่ตอแยคุณก็ได้ เอาเป็นว่าเลิกแล้วต่อกันนะ ผมไม่อยากถูกคุณดักซ้อม”

“ขอให้นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันจริงๆก็แล้วกัน” แพรพลอยหันกลับ ทันใดนั้นได้ยินเสียงบรรเลงเอะอะขอความช่วยเหลือ บอดี้การ์ดสาววิ่งพรวดไปทันทีโดยมีอิศร์วิ่งไล่หลัง

คนร้ายสองคนจับบรรเลงขึ้นรถตู้ขับออกไปโดยที่แพรพลอยช่วยไม่ทัน แต่เธอยังพยายามจะติดตามด้วยการใช้มอเตอร์ไซค์ของอิศร์เป็นพาหนะ โดยบอกเขาว่าเธอเป็นบอดี้การ์ดของบรรเลง อิศร์ไม่ให้ยืมรถแต่เป็นคนขับให้เธอซ้อนท้ายขับเคี่ยวกับรถคนร้ายไปอย่างกระชั้นชิด

แพรพลอยพยายามยิงล้อรถเพื่อให้ยางแตกแต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งขับตามกันเข้าไปในหมู่บ้านที่บรรเลงอยู่ ทำให้อิศร์เริ่มเอะใจเพราะรู้จักมักคุ้นที่นี่เป็นอย่างดี

ที่แท้เหตุการณ์ระทึกใจที่เกิดขึ้นเป็นการเซอร์ไพรส์วันเกิดให้บรรเลงด้วยฝีมือของลูกสาวจอมซ่านั่นเอง

ปีนี้มายาวีจัดหนักจนบิดาตกใจแทบจะเป็นลม พอโดนบ่นเธอก็ออดอ้อนจนบิดาใจอ่อนอีกเหมือนเคย แต่สำหรับแพรพลอยนั้นเธอนิ่งขรึมไม่พูดไม่จาแถมเดินหนีออกนอกบ้านอย่างเคืองๆ มายาวีมองออกหน้าจ๋อยไปเหมือนกันก่อนจะตามมาโอบเอวประจบ

“อย่าโกรธเมย์เลยนะคุณแพร เมย์ก็แค่อยากคิดอะไรสนุกๆให้คุณพ่อ คราวหลังเมย์จะเตี๊ยมกับคุณแพรก่อนนะคะ”

“แพรรู้ว่าคุณเมย์ชอบคิดอะไรสนุกๆให้ท่านทำ แต่วิธีนี้มันอันตรายนะคะ เพราะว่าหน้าที่ของแพรคือปกป้องท่าน ถ้าวันนี้เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาพวกเราคงเสียใจกันหมด”

“เมย์ขอโทษค่ะ เมย์ลืมคิดไป หายโกรธนะคะ”

มายาวีทั้งกอดทั้งซบแพรพลอย ครู่หนึ่งอีกฝ่ายก็ใจอ่อน ถามว่าผู้ช่วยของตนอยู่ที่ไหน มายาวีนึกได้บอกว่าตนให้เพื่อนสองคนจัดการโปะยาสลบ ป่านนี้น่าจะฟื้นแล้ว เดี๋ยวตนให้คนไปรับกลับมา

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ส่งพวกเขากลับบ้านไปเลยเถอะ เพราะว่าคงทำงานให้ท่านไม่ได้อีกแล้ว”

“อ้าว...ทำไมล่ะคะ”

“มันเป็นกฎของบริษัทค่ะ บอดี้การ์ดทุกคนที่ได้รับการว่าจ้างต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อให้ผู้ว่าจ้างได้รับความปลอดภัยและสะดวกสบาย แต่วันนี้พวกเขาล้มเหลว”

“แต่เมย์บอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องเล่นๆนี่คะ”

“การเล่นอะไรที่เลยเถิดไม่ได้ทำให้คนเดือดร้อนแค่คนเดียวหรอกค่ะ”

“อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้ดีกว่า คุณแพรยังเหนื่อยอยู่ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะค่ะ เดี๋ยวจะได้เวลาเป่าเค้กแล้ว” มายาวีเปลี่ยนเรื่องแล้วโอบเอวแพรพลอยเดินออกไปโดยไม่เห็นอิศร์ยืนมองอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้างงงวย...ท่าทีออดอ้อนกระหนุงกระหนิงของมายาวีทำให้เขายิ่งสงสัยเป็นทวีคูณว่าเธอเปลี่ยนรสนิยมตั้งแต่เมื่อไหร่

ooooooo

ค่ำนี้ที่บ้านอำพล...ไอศูรย์อาละวาดปาแก้วเหล้าแตกกระจายเพราะโมโหไม่หายเรื่องที่ทนายเปิดพินัยกรรมแล้วอิศร์ได้สมบัติมากกว่าลูกหลานคนอื่น อำพลเข้าใจความรู้สึกลูกชายแต่ไม่อยากให้คิดมาก ใจเย็นไว้ก่อนดีกว่า

“ใครจะเย็นลงในเมื่อพินัยกรรมมันออกมาแบบนี้ คุณปู่ทำอย่างนี้ได้ยังไง ทำไมต้องให้ไอ้อิศร์มันได้อะไรมากกว่าคนอื่นๆด้วย”

“อิศร์เขาได้ส่วนของคุณอาอำนาจ ที่มากกว่าคนอื่นหน่อยก็แค่หุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ของคุณปู่” เรณูเอ่ยขึ้นมาเพื่อปลอบใจลูกชายแต่กลับถูกอำพลตวาดสวนจนเธอหน้าเสีย

“เงียบไปเลยเรณู เธอเป็นแค่แม่บ้านจะไปรู้อะไร หุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ตอนนี้ถ้าขายมันก็ได้ร้อยล้าน ถ้าไม่ขายมันก็จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเดชโชดม ไอศูรย์มันโวยวายก็ถูกแล้ว อย่าอวดฉลาด”

เรณูก้มหน้านิ่งไม่กล้าพูดอะไรอีก แต่ไอริณแสดงความเห็นกึ่งประชดประชันพี่ชายขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

“พี่อิศร์กำพร้าตั้งแต่เด็ก คุณปู่ท่านเลยถือว่าตัวเองเป็นผู้ปกครอง ถึงได้แบ่งมรดกให้อีกเป็นร้อยล้านก็เท่านั้นเอง ยังไม่ชินกับความลำเอียงของท่านอีกเหรอคะ”

“แต่คุณปู่ไม่อยู่แล้ว บ้านนี้มันต้องกลับสู่ความยุติธรรมสักที”

“แล้วพี่ศูรย์จะทำอะไรได้ พินัยกรรมก็เขียนเอาไว้แล้ว ยังไงทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามนั้น”

“โธ่โว้ย!” ไอศูรย์ระเบิดเสียงแล้วสาดเหล้าเข้าปากก่อนปาแก้วลงพื้นระบายอารมณ์ แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปบนชั้นสองเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้

ภายในห้องนอน อริสรากำลังดูอัลบั้มรูปถ่ายเก่าๆ ของตัวเองกับอิศร์ตอนที่คบหาดูใจกันอยู่ จนกระทั่งอิศร์ไปเรียนเมืองนอกก็ยังคงติดต่อกัน ก่อนที่อริสราต้องมาแต่งงานกับไอศูรย์เมื่อสองสามปีก่อนทั้งที่ไม่ได้เต็มใจ

เมื่อไอศูรย์เปิดประตูเข้ามาในสภาพมึนเมา อริสรารีบเก็บรูปใส่อัลบั้มทันที ท่าทางเธอมีพิรุธจนสามีตะคอกถามว่าเห็นหน้าผัวทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย

“ก็คุณทำเสียงดัง” อริสรากลบเกลื่อนแล้วหยิบอัลบั้มลุกหนี แต่ไอศูรย์ดึงมือเธอไว้

“จะไปไหนเล่า รำลึกความหลังเสร็จแล้วเหรอ คุณคงนึกเสียดายอยู่สินะอริสรา ที่คุณต้องมาเป็นเมียผมเสียก่อน เลยชวดได้เป็นคุณนายพันล้านของไอ้อิศร์”

“อย่ามาหาเรื่องฉันได้ไหม คุณเมาแล้วก็ไปนอนซะ”

“เสียใจด้วยนะที่ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ ต่อให้คุณนั่งดูรูปจนทะลุคุณก็ยังต้องอยู่กับผม ไม่มีวันจะได้ไปเสวยสุขกับไอ้อิศร์เป็นอันขาด” ไอศูรย์พูดจบก็ดึงรูปจากอัลบั้มออกมาขยำแล้วฉีกทิ้งและไม่ยอมให้อริสราแย่งคืน

“หยุดนะ คุณจะทำอะไร”

“ผมจะทำให้คุณกลับมาอยู่ในโลกของความจริงไงเล่า”

“ไม่! เอาคืนมานะ เอาของฉันคืนมา”

ไอศูรย์ฉีกทั้งรูปทั้งอัลบั้มขาดรุ่งริ่งแล้วโยนทิ้งไม่ไยดี อริสราร้องไห้โฮ ด่าและทุบตีเขาพัลวัน ที่สุดเธอถูกเขาผลักเซไปกระแทกมุมเตียงเจ็บแขนจนสีหน้าเหยเก ไอศูรย์เห็นดังนั้นก็ได้สติขยับเข้าหาพร้อมเอ่ยปากขอโทษแต่เธอปัดมือเขาออกแล้วจ้องอย่างชิงชังก่อนวิ่งออกจากห้อง ทิ้งให้ไอศูรย์มองตามอย่างรู้สึกผิดที่ทำเธอเจ็บตัว

ooooooo

แพรพลอยถูกมายาวีบังคับให้เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ลงมาร่วมงานวันเกิดบรรเลงแถมยังคะยั้นคะยอให้อยู่จนถึงตอนตัดเค้ก โดยให้อิศร์คอยเทกแคร์เธอแทน เพราะตัวเองต้องไปต้อนรับแขกกับบิดา

เมื่อได้ยินมายาวีย้ำว่าแพรพลอยเป็นคนสำคัญมากสำหรับตน อิศร์ยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่ว่าสองคนนี้เป็นแฟนกัน พออยู่กันตามลำพังเขาก็เลยเย้าแหย่แพร–พลอยอย่างสนุกปาก

“ที่แท้เราก็คนกันเอง ผมอิศร์ครับ...อิศร์ เดชโชดม เป็นเพื่อนกับเมย์”

“ฉันทราบ”

“แต่ผมไม่ยักรู้นะว่าเมย์เขา...เปลี่ยนไป”

แพรพลอยทำหน้างงว่าหมอนี่พูดอะไร แต่ไม่อยากคุยด้วยเลยเดินหนีไปแถวสระน้ำ อิศร์ยิ้มกริ่มเดินตามมาตอแยอีก

“นี่เมย์คงชวนคุณมาทำงานให้คุณลุงล่ะสิ ผมก็ว่าอยู่แล้วว่าทำไมคุณลุงถึงใช้บอดี้การ์ดผู้หญิง ที่แท้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล”

แพรพลอยยิ่งงงกับสิ่งที่อิศร์พูด แต่เพราะความถือตัวเลยไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย

“นี่คุณจะไม่คุยกับผมหน่อยเหรอ ยังไงเราก็คงต้องวนเวียนเจอกันอีกบ่อยๆนะ มาถึงขั้นนี้แล้วยังไงเราก็หนีกันไม่พ้นหรอกน่า ผมเป็นเพื่อนเมย์ก็เหมือนเพื่อนคุณ ส่วนคุณเป็นแฟนเมย์ก็เหมือนแฟนผม...เอ๊ะ...ไม่ใช่สิ”

“คุณว่าอะไรนะ”

“อ๋อ เปล่าๆ ผมหมายถึงคุณเป็นแฟนเมย์ก็คือแฟนเมย์ ไม่เกี่ยวกับผม”

“ฉันกับคุณเมย์เนี่ยนะ ใครบอกคุณ”

“เมื่อกี้เมย์ก็บอกเองว่าคุณเป็นคนสำคัญของเขาแล้วผมก็แอบเห็นคุณสองคนเดินกอดกันด้วย...ไม่ต้องอายหรอกน่า เดี๋ยวนี้โลกมันเปิดกว้าง ใครจะรักกับใครก็ได้ไม่มีเส้นแบ่งทางเพศ ผมก็อยากเห็นเมย์มีแฟนมาตั้งนานแล้ว”

“คุณนี่มัน...” แพรพลอยถอนใจส่ายหน้าแล้วเดินหนี อิศร์ถลาตามแถมเรียกเธอว่าเพื่อนเขยอีกต่างหาก คราวนี้เลยโดนเธอจัดหนักจับทุ่มลงสระน้ำจนมายาวีต้องวิ่งเข้ามาช่วยเหลือพาเขามาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วให้แม่บ้านเอาชุดของเขาไปซักอบรีด

ระหว่างรอเสื้อผ้า อิศร์นั่งเช็ดผมและบ่นอุบอย่างหงุดหงิด โดยมีมายาวีนั่งหัวเราะอยู่ใกล้ๆ

“วันนี้มันวันสงกรานต์หรือไงวะเนี่ย เปียกตั้งแต่เช้ายันเย็น...แล้วนั่นเธอจะขำอะไรนักหนายายเมย์”

“ขำเธอน่ะสิ เล่นกับใครไม่เล่น ดันไปลองของกับคุณแพร”

“ก็ไม่รู้นี่ เห็นท่าทางดูแมนๆ แถมเธอยังไปกอดเอวจี๋จ๋าด้วย ก็นึกว่ากิ๊กกัน”

“จะบ้าเหรอ ฉันยังชอบผู้ชายย่ะ คุณแพรเข้ามาทำงานกับคุณพ่อก่อนฉันกลับเมืองไทยอีก เธอเก่งมากนะ เคยดูแลคนสำคัญมาหลายคน ทั้งคนไทยแล้วก็ต่างชาติ ถือว่าเป็นบอดี้การ์ดแถวหน้าเลยก็ว่าได้”

“ถึงว่าเจอผู้ชายปุ๊บก็จับทุ่ม ถ้าเก่งขนาดนั้นฉันว่าต้องไม่ใช่ผู้หญิงแท้แน่ๆ”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เธอลองพิสูจน์ดูสิอิศร์”

อิศร์ส่ายหน้าทำท่ากลัวๆ จากนั้นอีกครู่หนึ่งแม่บ้านก็เอาเสื้อผ้ามาให้ อิศร์จึงถือขึ้นไปเปลี่ยนบนห้องมายาวี แต่ยังไม่ทันเสร็จดี แพรพลอยโผล่ออกมาจากห้องน้ำเลยเกิดการเข้าใจผิดกันอีก

สองฝ่ายทุ่มเถียงกันไปมาแล้วเดินสะดุดฉุดกันเสียหลักล้มไปบนเตียงนอน อิศร์เลยโดนแพรพลอยทุบน่วมไปทั้งตัวก่อนที่มายาวีจะวิ่งขึ้นมาห้ามทัพ แล้วสอบสวนจนได้ความว่าเป็นการเข้าใจผิดกัน

“สรุปว่าก็ไม่ได้ตั้งใจกันทั้งสองฝ่าย งั้นดีกันนะคะ” มายาวีจับมือทั้งสองคนมากุมกันแถมยังวานอิศร์ไปส่งแพรพลอยกลับบ้านอ้างว่าดึกแล้ว

“ไม่ต้องลังเลหรอกคุณ ผมยอมเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างวันหนึ่ง แต่คราวนี้คุณไม่ต้องเอาปืนมาโชว์แล้วนะผมกลัว”

แพรพลอยจำใจซ้อนมอเตอร์ไซค์อิศร์เพื่อไปเอารถตัวเองที่จอดไว้ในที่ทำงานของรัฐมนตรีบรรเลง ระหว่างทางรถติดไฟแดงแพรพลอยเห็นเด็กขายพวงมาลัยจึงเรียกมาเหมาแล้วให้เด็กรีบกลับบ้าน อิศร์เห็นมุมอ่อนโยนของเธอก็อดยิ้มไม่ได้ ถามว่าทำไมใจดีกับเด็กพวกนี้จัง เมื่อตอนกลางวันก็ซื้อน้ำที่เด็กเอามาขาย

เธอสงวนคำตอบและบอกให้เขากลับไป จากตรงนี้อีกนิดเดียวก็ถึงกระทรวงเดี๋ยวเธอเดินไปเอง

“ไม่ดีมั้ง คุณเป็นผู้หญิง”

“ฉันเป็นผู้หญิงที่มีปืน กลับบ้านไปเถอะค่ะ ฉันรู้ว่าคุณเองก็เหนื่อยเหมือนกัน ราตรีสวัสดิ์นะคะ”

แพรพลอยออกเดิน อิศร์ตะโกนถามว่าเราจะเจอกันอีกไหม แต่เธอเดินลิ่วไม่หันกลับมาตอบ

แพรพลอยไปเอารถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองที่กระทรวงแล้วกลับเข้าบ้านโอบไอรักของอัมพาซึ่งเลี้ยงดูเด็กกำพร้าหลายวัย มีทั้งเด็กเล็กจนถึงหนุ่มสาววัยทำงานอย่างกรณ์และแพรพลอย

ด้านอิศร์ก็กลับบ้านด้วยมอเตอร์ไซค์คันเก่งและพบอริสรานั่งรอเขาอยู่ที่สนามเพื่อถามถึงผลการแข่งขันในวันนี้ แต่แล้วไอศูรย์ที่คอยจับตามองรีบเข้ามาแทรก เล่าเรื่องเปิดพินัยกรรมที่อิศร์ได้สมบัติมากกว่าใครก่อนเยาะหยันว่าตนไม่สนใจเพราะตนได้ของที่มีค่าที่สุดมาอยู่ในมือตั้งนานแล้ว นั่นก็คืออริสรา

อริสรามองไอศูรย์อย่างไม่พอใจ  รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงสิ่งของที่เขามีไว้เพื่อโอ้อวด  จึงตัดใจกลับเข้าบ้านพร้อมสามีเพราะไม่ต้องการทำร้ายอิศร์ซ้ำลงไปอีก  แต่ไอศูรย์ก็ยังแขวะเธอทำนองว่าเป็นชู้กับอิศร์

“อย่ามาพูดจาสกปรกนะไอศูรย์ ฉันกับอิศร์ไม่ได้เป็นชู้กัน เรื่องของเราจบไปตั้งนานแล้ว”

“ก็ถ้าผมไม่คุมคุณไว้ทุกฝีเก้า มันก็คงไม่จบง่ายๆ เพราะคุณคงไม่ยอมให้จบ”

“ถ้ารู้อย่างนั้นก็ปล่อยฉันไปสิ”

“ไม่มีวัน คุณเป็นสมบัติของผม”

“ขอบคุณที่ย้ำให้ฉันรู้ว่าในสายตาของคุณ ฉันก็เป็นแค่สิ่งของ คุณครอบครองไว้เพื่อแสดงชัยชนะของตัวเองเท่านั้น”

ไอศูรย์ชะงัก เพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดจารุนแรง  เพราะความจริงเขารักเธอมาก...อริสราสะบัดมือจากไอศูรย์แล้วเดินกลั้นน้ำตาขึ้นไปร้องไห้ในห้องนอน หวนนึกถึงความหลังที่จำเป็นต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเพราะพ่อของเธอบังคับ เนื่องจากทางครอบครัวถูกฟ้องล้มละลายสิ้นเนื้อ ประดาตัว

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้อิศร์เจ็บปวดไม่น้อยที่ถูกญาติผู้พี่แย่งคนรัก แต่เพราะคำสอนของปู่ทำให้เขาหายเศร้า

“จำคำปู่ไว้นะอิศร์ การอยากได้ของของคนอื่นมีแต่จะทำให้เรารุ่มร้อน  ตอนที่ยังไม่ได้มาเราก็รุ่มร้อนคิดหาวิธีช่วงชิง แต่เมื่อได้ครอบครองแล้วเราก็จะยิ่งรุ่มร้อนระแวงว่ามันจะหลุดมือไปอีก ก็เหมือนกับที่ไอศูรย์รู้สึกอยู่ตอนนี้ เจ้าต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่าเราไม่มีวันได้ทุกอย่างที่ตัวเองต้องการแต่โลกนี้จะจัดสรรสิ่งที่เหมาะสมให้แต่ละคนเสมอ”

อิศร์เก็บรูปแต่งงานระหว่างอริสรากับไอศูรย์เข้าลิ้นชักแล้วกลับลงมาที่ห้องรับแขก เจอลุงอำพลนำโฉนดที่ดินกับเอกสารหุ้นของบริษัทมาให้ตามพินัยกรรม

“นอกจากบ้านหลังนี้ก็มีที่ดินที่ปราณบุรีกับประจวบ แล้วก็หุ้นของเดชโชดม ลองเอาข้อมูลบริษัทไปอ่านดูถ้าสงสัยอะไรก็ถามลุงได้”

อิศร์เปิดแฟ้มดูผ่านๆแบบขอไปที อำพลจับสังเกตแล้วอธิบายต่อเมื่อหลานชายบอกว่าตนคงอ่านไม่รู้เรื่อง

“ยังไงก็ต้องอ่าน เพราะตอนนี้เท่ากับแกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท มีอำนาจตัดสินใจมากกว่าใคร”

“ผมจำเป็นต้องตัดสินใจอะไรด้วยเหรอครับ”

“ก็เวลาที่บริษัทมีโปรเจกต์ก่อสร้างใหญ่ๆ หรือประชุมแผนงานประจำไตรมาส เราก็ต้องขอความเห็นจากแก”

“ลุงจัดการกันเองดีกว่า ถ้าให้ผมไปวุ่นวาย เดี๋ยวบริษัทจะเสียหาย”

อำพลแกล้งค้านอิศร์ว่าพูดอะไรอย่างนั้น ของแบบนี้เรียนรู้กันได้

“แต่บริษัทอยู่ในมือคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว

ทั้งลุง...ลุงอำนวย พี่ไอศูรย์  พี่ธำรง คนไม่มีหัวธุรกิจอย่างผมจะเป็นภาระให้คนอื่นซะเปล่าๆ”

อำพลแอบดีใจและย้ำถามจนแน่ใจว่าอิศร์ไม่ยอมไปทำงานที่บริษัท เมื่อไอศูรย์ทราบเรื่องเลยตีปีกเริงร่าว่าค่อยยังชั่วหน่อย เราพ่อลูกจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลบเกลื่อนหลักฐานในบริษัทที่ทำมิชอบเอาไว้

ฝ่ายป้าดวงคนรับใช้เก่าแก่พอรู้ว่าอิศร์ปฏิเสธงานที่บริษัทไปแล้วก็ไม่เห็นด้วย  เพราะบริษัทนี้พ่อของเขาบุกเบิกมากับคุณปู่ ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเข้าไปดูแล

“แต่ผมไม่เก่งเหมือนพ่อ ปล่อยให้ลุงอำพลดูแลไปดีกว่า”

“แต่คนเราเกิดมาก็ต้องทำงานนะคะคุณอิศร์”

“เอาไว้ผมจะหาอะไรที่เหมาะกับตัวเองทำ ระหว่างนี้ป้าก็เลี้ยงผมไปก่อนนะครับ” อิศร์พูดจบก็ทิ้งตัวลงนอนหนุนตักป้าดวงอย่างอ้อนๆ

“ยังไงป้าก็ต้องดูแลคุณไปจนตายอยู่แล้วล่ะค่ะ แต่วันหนึ่งคุณเองก็ต้องมีครอบครัว ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกนะคะที่อยากจะอยู่กับผู้ชายที่สนุกสนานไปวันๆ โดยไม่มีเป้าหมายในชีวิต”

“เอาไว้ให้เจอผู้หญิงคนนั้นก่อนก็แล้วกันครับ เธออาจจะมาพร้อมกับเป้าหมายของผมก็ได้”

ชายหนุ่มยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วหลับตาพริ้ม ป้าดวงอ่อนใจแต่ก็อดเอ็นดูอิศร์ไม่ได้

ooooooo

วันรุ่งขึ้น มายาวีนัดอิศร์ดูหนังแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดแก่แพรพลอยที่ต้องมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัว โดยมายาวีมาถึงก่อนแล้วแพรพลอยตามมาทีหลัง

ขณะที่มายาวีมาถึงห้างสรรพสินค้าเธอนึกอยากกินผลไม้จึงเดินตรงไปยังรถเข็นโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนขายคือผู้กองอนุภัทรที่กำลังวางแผนจับคนร้ายค้ายาเสพติด นี่เองเป็นเหตุให้เธอทำแผนของตำรวจเสียหายแถมเธอยังโดนคนร้ายจับเป็นตัวประกันจนวุ่นวายไปหมด และตัวเองเกือบได้รับอันตรายถ้าแพรพลอยมาช่วยไว้ไม่ทัน

หลังเหตุการณ์สงบลงและคนร้ายถูกตำรวจควบคุมตัวได้ ผู้กองอนุภัทรรีบเดินเข้ามาหาแพรพลอย

“คุณเป็นยังไงบ้างครับ จะไปโรงพยาบาลไหม”

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ”

“ขอบคุณนะครับที่ช่วยผมจับคนร้าย”

“ฉันไม่ได้ช่วยคุณ แต่ฉันช่วยเจ้านายฉัน”

“เจ้านาย? ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ”

“ฉันเป็นบอดี้การ์ดของเธอค่ะ”

อนุภัทรยิ่งทึ่ง ประทับใจในตัวแพรพลอยมากขึ้นอีก “อย่างนี้นี่เอง ผมก็แปลกใจว่าทำไมคุณถึงสู้กับผู้ชายอกสามศอกได้ขนาดนั้น สนใจจะมารับราชการด้วยกันไหมครับ ผมว่าน่าจะดีกว่าคอยเดินตามผู้หญิงคนนั้น”

“ผู้หญิงคนไหนเหรอ”

เสียงแหลมๆของมายาวีดังขึ้นทำให้ผู้กองหนุ่มหันขวับไปมอง สีหน้าเธอไม่สบอารมณ์อย่างแรงเพราะก่อนหน้านี้ทะเลาะกับเขามาแล้วยกหนึ่ง

“ก็ผู้หญิงอย่างคุณไง  ที่เกือบทำให้งานตำรวจเสียหาย”

“คุณต่างหากที่เกือบจะทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างฉันเดือดร้อน แล้วคุณดูนี่ กระเป๋าฉันราคาตั้งหลายหมื่น กลายเป็นเศษหนังไปแล้วเพราะลูกปืนของคุณ”

“มันเป็นอุบัติเหตุ”

“ทำงานชุ่ยๆ แล้วอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ”

“ผมไม่เคยทำงานชุ่ย ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามแผน ถ้าไม่มีคุณมาเอะอะจนคนร้ายรู้ตัว มันก็จะไม่เกิดเรื่อง แบบนี้ขึ้น”

“อ๋อ สรุปว่าฉันรนหาที่ให้ตัวเองเกือบถูกยิง”

“รู้ตัวก็ดีแล้ว” อนุภัทรสีหน้าสุดเซ็ง แล้วเดินหนีไป มายาวียิ่งปรี๊ดแตก ตะโกนลั่น

“นี่อย่ามาโบ้ยฉันนะ กลับมารับผิดชอบก่อน” ว่าแล้วทำท่าจะตามจี้แต่แพรพลอยรีบดึงเธอไว้

“อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลยค่ะ เดี๋ยวจะโดนหาว่าดู

หมิ่นเจ้าพนักงาน คุณเมย์จะดูหนังไม่ใช่เหรอคะ”

มายาวีชะงักนึกได้ มองตามผู้กองอนุภัทรไปอย่างเจ็บใจ “คอยดูนะ ถ้าเมย์สืบได้ว่าอยู่สังกัดไหนจะร้องเรียนให้ตกงานไปขายผลไม้จริงๆเลย อีตาบ้า”

แพรพลอยพูดไม่ออก ก้าวตามคุณหนูเอาแต่ใจเดินลิ่วเข้าไปในห้าง พอถึงหน้าโรงหนังมายาวีค่อยโล่งใจ รับตั๋วที่จองไว้แล้วเดินออกมาหาแพรพลอย

“ค่อยยังชั่วหน่อยที่ยังไม่โดนแคนเซิล ไม่งั้นนะเมย์จะโกรธนายผู้กองนั่นเป็นร้อยเท่า”

“ไปเถอะค่ะ”

แพรพลอยรับตั๋วแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาปิดเสียง มายาวีจะทำกับของตนบ้างแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

“ตายแล้ว...โทรศัพท์เมย์หายไปไหน หรือว่าจะหล่นตอนที่ถูกโจรมันจับ”

“ลงไปดูไหมคะ”

“หนังจะเข้าแล้ว เมย์ลงไปดูเองดีกว่า เจอกันในโรงนะคะ”

มายาวีรีบวิ่งลงบันไดเลื่อน แพรพลอยจึงถือตั๋วเดินเข้าโรงหนังไป...เวลานั้นอนุภัทรเดินกลับมาที่รถตำรวจซึ่งกำลังเคลียร์พื้นที่ แล้วมีลูกน้องวิ่งตามมาเรียก

“ผู้กองครับ ผมเจอโทรศัพท์เครื่องนี้ตกอยู่ครับ ใช่ของคนร้ายหรือเปล่า”

อนุภัทรรับโทรศัพท์มาดูและนึกถึงตอนที่คนร้ายเหวี่ยงกระเป๋ามายาวีหล่นลงพื้น

“สงสัยจะเป็นของผู้หญิงคนที่เป็นตัวประกัน...แต่มันเปิดไม่ติดแล้วนี่ เดี๋ยวผมเอาไปให้ร้านซ่อมดูจะได้ติดต่อส่งคืนเจ้าของ”

ลูกน้องรับคำแล้วผละไป ส่วนอนุภัทรเดินกลับมาหน้าห้างมองหาร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือ

ตอนที่ 2

แพรพลอยเข้าโรงหนังไปเจออิศร์นั่งอยู่ก่อนแล้ว เธอไม่รู้ว่ามายาวีชวนเขามาด้วย ครั้นจะเลี่ยงหนีก็ดูน่าเกลียดเกินไปจำต้องปล่อยเลยตามเลย แต่ระหว่างนี้อิศร์ก็คอยป่วนก่อกวนเธออยู่เรื่อย ทำให้การดูหนังครั้งนี้มีแต่ความเซ็งและรำคาญ

ด้านมายาวีที่ออกมาตามหาโทรศัพท์มือถือแถวที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าเจออนุภัทรกำลังจะเอามันไปซ่อมแต่เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาขโมย ก็เลยทุ่มเถียงกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายหน้าแตก อับอายที่ตัวเองโวยวายซะเยอะแยะ ยืนอึ้งมองตามอนุภัทรที่เดินส่ายหน้าระอาบ่นอุบออกไป

“ผู้หญิงอะไร โวยวายชะมัด ถ้าต้องเจอกันทุกวันมีหวังประสาทกินตาย”

หลังจากสร้างวีรกรรมหน้าแตกให้ตัวเองแล้วมายาวีเลยไม่มีอารมณ์จะดูหนัง เธอโทร.บอกอิศร์ก่อนกลับไป แพรพลอยเลยต้องดูหนังกับอิศร์สองต่อสอง และมีบางช่วงที่เธอกลัวผีถึงขนาดเผลอซบเขาแถมจิกแขนเข้าให้ด้วย นี่เองจึงเป็นเหตุให้อิศร์ได้โอกาสโอดโอยก่อนจะขอให้เธอเลี้ยงข้าวเป็นการขอโทษหลังออกจากโรงหนัง

แพรพลอยทำตามคำขอ เธอสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะและจ่ายเงินให้เสร็จสรรพแต่ไม่อยู่กินด้วย พอดีกับที่กรณ์โทร.มาบอกว่าแม่อัมพาไม่สบาย เธอจึงรีบบึ่งรถไปโรงพยาบาล

อัมพาไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เวียนหัวแล้วฟุบหมดสติขณะสอนหนังสือเด็กๆ แต่กรณ์เป็นห่วงจึงพาอัมพามาให้หมอตรวจเช็กอาการเพื่อความสบายใจ

ขณะเดียวกันที่บ้านอำพล...สองพ่อลูกกำลังเตรียมตัวเดินทางไปประชุมงานที่ฮ่องกงสามวัน ไอศูรย์ซึ่งระแวงภรรยาจะใกล้ชิดอิศร์ในยามที่ตนไม่อยู่จึงบังคับให้เธอเดินทางไปด้วยกัน แต่อริสราดึงดันไม่ยอมและเอาตั๋วเครื่องบินทิ้งลงชักโครกอย่างไม่สนใจไยดี ทำให้ไอศูรย์ไม่พอใจทะเลาะกันลั่นบ้านสร้างความเอือมระอาให้เรณูที่ไม่รู้จะแก้ปัญหาระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ยังไงดี

ในที่สุดไอศูรย์ก็ต้องเดินทางสองคนกับอำพล โดยฝากฝังสุนทรคนสนิทของอำพลให้คอยจับตาสังเกตพฤติกรรมของอริสราแทน แต่สุนทรไม่ทันปฏิบัติหน้าที่นี้เพราะต้องขับรถไปส่งสองพ่อลูกที่สนามบิน อริสราก็มุ่งหน้ามาบ้านอิศร์ที่อยู่ในรั้วเดียวกัน เธอยังรักเขาเต็มหัวใจ อยากเจอและพูดคุยกับเขาอยู่เสมอ พอรู้จากป้าดวงว่าอิศร์ไม่อยู่ออกไปดูหนังกับเพื่อนก็ซักไซ้ราวกับเป็นภรรยา อยากรู้ว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย

ป้าดวงไม่ตอบแต่มองด้วยสายตาตำหนิ อริสราเลยเก้อไป แต่ยังไม่ยอมกลับ เดินมานั่งรออิศร์ในห้องรับแขกอยู่จนถึงค่ำ พอเขากลับมาก็ออดอ้อนชวนกินข้าว แต่อิศร์ปฏิเสธเพราะกินอิ่มมาแล้ว

อริสราไม่ยอมแพ้ ตื๊อหนักจนอิศร์ต้องนั่งร่วมโต๊ะเป็นเพื่อนคุย เธอเล่าเรื่องไอศูรย์กับอำพลไปฮ่องกงก่อนจะวกมาชวนเขาไปทำบุญให้พ่อแม่ที่วัดวันพรุ่งนี้ อิศร์อึดอัดเพราะไม่อยากสร้างปัญหา แต่พอเธอออดอ้อนอ้างว่าแขนยังไม่หายเจ็บขับรถเองไม่ไหว ชายหนุ่มก็จำใจตอบรับ

หลังจากเธอกลับบ้านไปแล้ว ป้าดวงรู้เรื่องก็เลยพร่ำบ่นกับอิศร์ว่าอริสราชอบหาเรื่องให้พี่น้องตีกันเสียจริง

“ไม่มีอะไรหรอกครับป้า ผมรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”

“ป้ากลัวคุณจะใจอ่อน ที่จริงคุณอริสแกก็น่าสงสารนะคะ ป้าดูออกว่าแกไม่ได้มีความสุขกับชีวิตคู่นักหรอก แต่ในเมื่อแต่งงานแต่งการไปแล้วก็ต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่คอยวิ่งหาคุณอยู่เรื่อย”

“อริสคงจะเหงาน่ะครับ”

“บ้านนั้นก็มีทั้งคุณเรณู ทั้งคุณไอริณ เธอไม่เอาใครเลยมากกว่า วิ่งหาแต่คุณ”

“แต่ไม่ว่าจะยังไง เรื่องของผมกับอริสก็เป็นแค่อดีตครับป้า ผมมีแต่ความหวังดีให้เขาในฐานะเพื่อนเท่านั้นเอง แล้วถ้าเพื่อนไม่มีน้ำใจเพื่อนมันก็คงไม่ถูกต้องจริงไหมครับ”

ป้าดวงนิ่งเงียบ ทั้งที่ใจยังกังวลไม่อยากเห็นอิศร์ข้องเกี่ยวกับอริสรา

ooooooo

สายวันต่อมา แพรพลอยกับอิศร์เจอกันโดยบังเอิญอีกครั้งที่วัดแถวบ้านโอบไอรักของอัมพา อิศร์ขับรถพาอริสรามาทำบุญตามที่รับปากไว้เมื่อคืน แต่ยังไม่ถึงวัดเกิดอุบัติเหตุรถของเขาเฉี่ยวเด็กชายเปี๊ยกที่ขโมยรองเท้าจากคนในวัดวิ่งพรวดออกมา

อิศร์เบรกรถตัวโก่งแล้วลงมาดู พร้อมกันนั้นเจ้าของรองเท้าก็วิ่งหน้าตื่นมาดุด่าเปี๊ยกและจะเอาเงินเพราะรองเท้าของเธอพังเสียหาย แพรพลอยเข้ามาได้ยินจึงจะควักเงินจ่ายให้เพราะเปี๊ยกคือเด็กในบ้านโอบ

ไอรักซึ่งเธอรักเหมือนน้อง แต่อิศร์รีบออกตัวว่าตนจ่ายเองดีกว่า ตนเป็นคนขับรถเฉี่ยวเด็ก แล้วก็ทับรองเท้าของพี่เขาเสียหาย

หลังจากเคลียร์กับเจ้าของรองเท้าเสร็จแล้ว  อิศร์ยังพาเปี๊ยกไปทำแผลที่โรงพยาบาลโดยมีอริสรามาด้วย ส่วนแพรพลอยนั้นต้องมาอยู่แล้วเพราะเป็นห่วงเปี๊ยก แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจออัมพาที่ยังรอดูอาการอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน

อิศร์สงสัยเมื่อได้ยินแพรพลอยกับเปี๊ยกเรียก

อัมพาว่าแม่ แถมยังมีกรณ์อีกคนที่พยุงอัมพามา แพรพลอยไม่อยากเล่าเรื่องส่วนตัวของตนมากนักจึงตัดบทบอกลาแล้วพาเปี๊ยกกลับไปส่งบ้าน ฝ่ายอริสราที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอด รู้สึกได้ว่าอิศร์กับแพรพลอยคุ้นเคยกัน เมื่อพากันกลับมาที่วัดจึงถามเขาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

“อ๋อ เป็นเพื่อนของเพื่อนน่ะครับ”

“เหรอคะ แต่อริสเห็นเขากับอิศร์คุยกันท่าทางสนิทสนมจัง”

อิศร์ชะงัก เหลือบมองหน้าจนเธอรู้สึกตัวว่าละลาบละล้วงเกินไป เลยแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนพูดแก้เก้อ

“ปกติอริสรู้จักเพื่อนอิศร์ทุกคน แต่คนนี้อริสไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ก็เลยแปลกใจน่ะค่ะ”

“บางทีผมก็มีโลกส่วนตัวที่อริสเข้าไม่ถึงเหมือนกัน ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ”

อิศร์ยิ้มปลอบใจแต่แฝงความหมายที่ทำให้อริสราหน้าเจื่อนไม่กล้าถามต่อ

“วันนี้เราคงเลี้ยงเพลไม่ทันแล้ว อริสอยากทำอะไรครับ”

“ไปปล่อยปลากันดีกว่าค่ะ”

ครู่ต่อมา สองคนพากันไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำวัด อริสราพยายามรื้อฟื้นความหลัง  ถามอิศร์ว่าจำได้ไหมก่อนเขาไปเมืองนอกเราเคยมาทำบุญที่นี่ด้วยกัน

“ก็พอจำได้ครับ”

“ตอนนั้นอิศร์ซื้อลูกเต่ามาเต็มถุงเลย บอกว่าจะมาปล่อยเอาเคล็ดให้ความรักของเรายืนยาวเหมือนกับอายุขัยของลูกเต่า...อิศร์คิดว่าตอนนี้พวกมันจะยังอยู่ในที่นี่นี้ไหมคะ” อริสราเอามือวักน้ำก่อนพูดต่อ “เผื่อว่าพวกมันเห็นเรา มันจะขึ้นมา”

“พวกมันคงไม่อยู่แล้วล่ะ หรือถึงยังอยู่ก็คงจำเราไม่ได้ เพราะทั้งคุณและผมต่างก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

อริสราหน้าเศร้า น้ำตาพานจะหยดกับคำพูดไร้เยื่อใยของเขา

“เราสองคนเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

อิศร์หันหน้ามาสบตาอริสรา เห็นแววตาเศร้าเว้าวอนก็ได้แต่สงสาร เพราะรู้ว่าเธอต้องการจะรื้อฟื้นถ่านไฟเก่า แต่ตัวเองทำไม่ได้เพราะไม่อยากทำผิดต่อไอศูรย์และคำสอนของปู่ เลยปลอบใจเธอว่า

“เปลี่ยนไปในทางที่ดีไงครับ ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ส่วนอริสก็มีครอบครัวที่ดี มีสามีที่ดี บางทีอาจจะเป็นเพราะผลบุญที่เราเคยทำกันไว้ก็ได้”

อิศร์ตัดบทสนทนาด้วยการหยิบถุงปลามาแกะ อริสราหน้าเศร้าไม่กล้าเซ้าซี้ต่ออีก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาปล่อยปลา โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนแอบบันทึกภาพนั้นด้วยกล้องอยู่มุมหนึ่ง จนกระทั่งออกจากวัดอิศร์สังเกตเห็นมีรถขับตาม แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นคนของไอศูรย์แน่ ซึ่งเขาไม่อยากมีปัญหากับคนในครอบครัวจึงโกหกอริสราว่ามีคนร้ายสะกดรอยตาม และเพื่อความปลอดภัยเธอต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้าน

อิศร์เลี้ยวรถเข้ามาจอดในปั๊มแล้วจะเรียกแท็กซี่ให้อริสรา แต่ระหว่างนั้นเจอแพรพลอยขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาเติมน้ำมัน อิศร์เลยรั้งแพรพลอยไว้แล้วรีบส่ง

อริสราขึ้นแท็กซี่โดยที่นักสืบของไอศูรย์ไม่รู้เห็น จากนั้นอิศร์ขอความร่วมมือจากแพรพลอยให้แสดงตัวเป็นแฟนเพื่อตบตานักสืบ

แพรพลอยฝืนใจแทบแย่ แต่อิศร์ชอบใจและฉวยโอกาสใกล้ชิดเพราะลึกๆแอบชื่นชมประทับใจหญิงสาวอยู่เป็นทุน ที่สุดนักสืบก็จากไปเมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่อิศร์อี๋อ๋อไม่ใช่อริสรา

ooooooo

ที่บ้านโอบไอรัก เปี๊ยกถูกอัมพาทำโทษด้วยไม้เรียวที่ริอ่านเป็นขโมยจนเป็นเหตุให้ตัวเองถูกรถเฉี่ยวบาดเจ็บฟกช้ำ

เปี๊ยกสำนึกผิดกราบขอโทษอัมพา และเข้าใจดีว่าแม่ต้องการให้ตนเป็นคนดี จึงรับปากว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว แพรพลอยกลับมาเห็นจึงปลอบทั้งแม่และน้อง ก่อนจะเอาบัตรงานเลี้ยงประมูลของเก่าที่พรรคของรัฐมนตรีบรรเลงให้อัมพา ท่านเชิญไปและจะมอบทุนการศึกษาให้เด็กๆ

ค่ำคืนงานวันประมูลของเก่า แน่นอนว่าอิศร์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมายาวีลูกสาวของบรรเลงต้องมาร่วมงาน แถมพ่วงด้วยเรณูกับไอริณ และอริสรา งานดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยมีแพรพลอยและบอดี้การ์ดอีกจำนวนหนึ่งดูแลความเรียบร้อย แต่ไม่มีใครรู้ว่าทางตำรวจได้ส่งผู้กองอนุภัทรและลูกน้องมาด้วยเหมือนกัน เนื่องจากมีข่าวระแคะระคายว่าจะมีการโจรกรรมของเก่ามากมูลค่า

แล้วก็จริงดังสายข่าวแจ้งมา...มีคนร้ายสามสี่คนเข้ามาปล้นของประมูลจนเกิดปะทะกับตำรวจและพวกแพรพลอย แต่คนร้ายทำไม่สำเร็จแถมถูกจับตัวได้ ส่วนอัมพาที่ถูกจับเป็นตัวประกันก็ปลอดภัย แต่บรรเลงถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล

หลังจากทำแผลให้บรรเลงแล้ว หมอบอกทุกคนที่รุมล้อมให้สบายใจได้ว่าแผลไม่ร้ายแรง โชคดีที่กระสุนเฉี่ยวแขนไปไม่โดนอวัยวะสำคัญ

“โธ่คุณหมอ แค่เฉี่ยวเมย์ก็หัวใจจะวายแล้ว ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรขึ้นมา เมย์คง...โอ๊ยไม่เอา ไม่อยากนึก”

“พ่อไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วใช่ไหมหมอ”

“ถ้าไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนก็น่าจะได้ครับ” พูดจบหมอเดินนำพยาบาลออกไป แพรพลอยขยับเข้ามาใกล้บรรเลง

“ขอโทษที่มาช้าค่ะท่าน แพรไปตามเรื่องที่สถานีตำรวจมา”

“ตกลงคนร้ายเป็นใคร”

“คนของท่านดำรงค่ะ”

“คุณอาดำรงเลขาพรรคน่ะเหรอ” มายาวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ

แพรพลอยพยักหน้าก่อนรายงานต่อไป “คนร้ายซัดทอดว่าท่านดำรงร่วมมือกับพวกค้าของเก่าผิดกฎหมาย เปิดให้เข้ามาปล้นของไปขายต่างประเทศค่ะ”

“ที่แท้ก็เกลือเป็นหนอน พวกมันถึงผ่านระบบรักษาความปลอดภัยมาได้ ฉันเองก็ได้ยินมานานเหมือนกันว่าดำรงพัวพันกับเรื่องนี้ แต่ไม่นึกว่าจะอุกอาจ”

“คุณพ่ออย่าเพิ่งคิดอะไรเลยค่ะ นอนพักดีกว่า จะได้หาย” มายาวีกุลีกุจอประคองพ่อลงนอน

“เดี๋ยวแพรจะไปส่งคุณเมย์ที่บ้านนะคะ”

“ไม่ค่ะ คืนนี้เมย์จะเป็นบอดี้การ์ดเฝ้าคุณพ่อเอง ไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นอีก คุณแพรกลับไปพักผ่อนดีกว่าค่ะ”

แพรพลอยฟังแล้วรู้สึกผิดที่ตัวเองทำหน้าที่ไม่ดีพอ ได้แต่พยักหน้ารับคำ...อีกมุมหนึ่งในโรงพยาบาล อิศร์กับอนุภัทรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทยืนคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อิศร์ชื่นชมแพรพลอยเก่งมาก เธอคนเดียวยิงโจรคว่ำไปสามคน อนุภัทรเคยเห็นมาดบู๊ของเธอมาก่อนหน้านี้แล้วจึงผสมโรงเออออ

“ใช่...เธอเก่งมาก ฉันยังนึกว่าจะจีบ...”

อิศร์ตกใจรีบแทรกอย่างลืมตัว “เฮ้ย จีบเลยเหรอ”

“จีบมาเป็นตำรวจเว้ย”

“อ๋อ แล้วไป”

“แล้วทำไมแกต้องตกใจด้วย”

“ก็นึกว่าแกจะจีบไปเป็นอย่างอื่น ฉันแค่อยากเตือนไว้ว่าเจ๊แกไม่ธรรมดา พกปืนเหมือนพกกระเป๋าตังค์ แถมยังมือไวใจเร็ว แตะนิดโดนหน่อยเป็นจับทุ่ม จับตีเข่า”

“แกไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

อิศร์อึกอักไม่กล้าสารภาพว่าเคยลองดีกับแพรพลอยมาหลายครั้ง ได้แต่บอกว่าเคยฟังเรื่องราวของเธอจากมายาวี

“อ้อ ยายไฮโซตัวยุ่งนั่นน่ะเหรอ นึกแล้วขนลุก ฉันไปล่ะ ไม่อยากเจอหน้า”

อนุภัทรรีบเดินออกไป อิศร์มองตามไม่เข้าใจว่าเพื่อนรักกับมายาวีมีเรื่องอะไรกันนักหนา

ooooooo

ภายในห้องพักวีไอพี มายาวีนั่งข้างเตียงกุมมือพ่อด้วยความเป็นห่วง แล้วหันไปถามแพรพลอยที่นั่งอยู่มุมหนึ่งว่าป้าอัมพาเป็นยังไงบ้าง

“ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อย แพรให้กรณ์ พากลับบ้านไปแล้ว”

“หนูแพรก็น่าจะกลับไปพักเหมือนกันนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะท่าน แพรอยากอยู่ดูแลท่านมากกว่า”

“ข้างนอกนั่นเจ้าหน้าที่คงมาเฝ้าเต็มไปหมดแล้วล่ะ ไม่มีใครกล้าเข้ามาก่อเหตุซ้ำหรอก ไปพักเถอะหนูแพร”

“ไปเถอะค่ะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเมย์จะรีบติดต่อหาคุณแพรแน่นอน”

แพรพลอยไม่กล้าดึงดัน ลากลับไปทั้งที่ยังห่วงสองพ่อลูก...ด้านอิศร์ก็กลับบ้านแล้วเหมือนกัน ทันทีที่เขาจอดรถ ก็เห็นอริสราวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา

“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ”

“ยังค่ะ อริสกังวลเรื่องที่งานเลี้ยงมากกว่า มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”

“คุณลุงบรรเลงบาดเจ็บเล็กน้อย นอกนั้นไม่มีอะไรครับ”

“อริสใจไม่ดีเลย จะนอนก็นอนไม่หลับ ยิ่งอยู่คนเดียวในห้องยิ่งกลัว”

“ให้เบญขึ้นไปนอนเป็นเพื่อนไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่อิศร์นั่งคุยเป็นเพื่อนอริสซักพักก็พอ ยังไม่ง่วงใช่ไหมคะ”

อิศร์อึดอัดใจ...ความจริงอยากนอนแล้วแต่ไม่กล้าปฏิเสธ เดินนำเธอไปที่สนาม...ไอริณยืนมองจากหน้าต่างบ้านด้วยความหมั่นไส้พี่สะใภ้ เรณูเดินมาหยุดข้างหลังลูกสาว ถามว่ายืนทำอะไรดึกดื่นแล้วไม่นอน

“ดูพี่สะใภ้ริณกำลังทำงามหน้าอยู่น่ะสิคะ”

เรณูขยับไปชะเง้อมองแล้วหันกลับมา “เขาก็แค่คุยกันเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อซักหน่อย”

“แม่จะรอให้พี่อริสสวมเขาให้พี่ศูรย์จะจะก่อนหรือไงคะ ถึงจะขัดขวางเขาสองคน”

“ก็แม่ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไร เราก็เหมือนกัน อย่าเอาไฟร้อนๆมาโยนใส่บ้านหน่อยเลย แค่นี้ก็ร้อนพอแล้ว ไปนอนซะ”

เรณูบ่นแล้วเดินแยกไป ไอริณสะบัดหน้าอย่างขัดใจ พึมพำว่าเรื่องอะไรจะปล่อยให้คนเลวลอยนวล...พูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปอิศร์กับอริสราไว้

ooooooo

แพรพลอยกลับเข้าห้องพักในคอนโดฯด้วยท่าทีเหนื่อยล้า เปิดทีวีเห็นข่าวจากงานเลี้ยงก็ยิ่งหดหู่รู้สึกผิด

“ความคืบหน้าเหตุยิงถล่มงานเลี้ยงของพรรคธรรมนำไทย ทำให้นายบรรเลง ศรัทธาสิทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมได้รับบาดเจ็บ แต่ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว ส่วนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานแล้วเข้าจับกุมนายดำรง พงศ์ธนะเสถียร เลขาธิการพรรค ในฐานะผู้บงการ...”

ภาพสุดท้ายในจอทีวีที่แพรพลอยเห็นคือมายาวีประคองบรรเลงที่เลือดเต็มแขนออกมา...เธอยิ่งรู้สึกผิดเป็นทวีคูณที่เห็นมายาวีสะอึกสะอื้นเป็นห่วงพ่อ เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดกับตัวเองมาแล้วในอดีต

ตอนนั้นแพรพลอยยังเด็กและมีครบทั้งพ่อแม่ แต่เพราะมีคนร้ายเข้ามายิงพวกท่านตายแล้วยังเผาบ้านต่อหน้าต่อตาโดยที่เธอทำอะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงกลายเป็นเด็กกำพร้า...

แพรพลอยหยิบรูปถ่ายพ่อแม่ที่ยังเก็บเอาไว้ออกมาและพูดกับรูปอย่างเศร้าสะเทือนใจ “แพรเคยทำผิดที่ช่วยพ่อกับแม่ไว้ไม่ได้ มาวันนี้แพรก็ทำผิดซ้ำสองอีกที่ทำให้เจ้านายของตัวเองบาดเจ็บ”

หลังจากพักผ่อนอยู่ที่นี่จนถึงเช้า...วันรุ่งขึ้นแพร-พลอยกลับไปที่บ้านโอบไอรัก ช่วยงานอัมพาด้วยความเต็มใจ แต่วันนี้เธอไม่ค่อยมีสมาธิ แม้แต่ร้อยด้ายก็ไม่สำเร็จ เลยบ่นออกมาอย่างท้อแท้

“แพรนี่ไม่ได้เรื่องเลย แค่ร้อยด้ายยังไม่เข้า งานก็พลาด”

“ยอมแพ้อะไรง่ายๆอีกแล้ว เอามานี่” อัมพารับเข็มมาร้อยด้ายพลางพร่ำสอน “อย่าไปคิดมากเลยลูก ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิด ท่านบรรเลงก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไม่ใช่เหรอ”

“แต่หน้าที่ของแพรคือต้องไม่ให้ท่านเป็นอะไรเลยนะคะ”

“คนเรามันผิดพลาดกัน แพรเองก็มัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าจะโทษ แพรโทษแม่ดีกว่าที่เป็นภาระให้แพรทำงานพลาด”

“ไม่ใช่ความผิดของแม่นี่คะ”

“ถ้าแพรไม่อยากแบ่งความผิดให้แม่ แพรก็โยนทิ้งไปให้หมด อย่าแบกทุกข์ไว้ในใจ แม่เห็นแล้วแม่ก็ทุกข์ไปด้วย รู้ไหม”

แพรพลอยฟังแล้วอึ้งพูดไม่ออก ขยับตัวเข้ากอดอ้อนอัมพาเหมือนเด็กๆ

ooooooo

แพรพลอยเข้าโรงหนังไปเจออิศร์นั่งอยู่ก่อนแล้ว เธอไม่รู้ว่ามายาวีชวนเขามาด้วย ครั้นจะเลี่ยงหนีก็ดูน่าเกลียดเกินไปจำต้องปล่อยเลยตามเลย แต่ระหว่างนี้อิศร์ก็คอยป่วนก่อกวนเธออยู่เรื่อย ทำให้การดูหนังครั้งนี้มีแต่ความเซ็งและรำคาญ

ด้านมายาวีที่ออกมาตา มหาโทรศัพท์มือถือแถวที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าเจออนุภัทรกำลังจะเอามันไปซ่อมแต่เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาขโมย ก็เลยทุ่มเถียงกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายหน้าแตก อับอายที่ตัวเองโวยวายซะเยอะแยะ ยืนอึ้งมองตามอนุภัทรที่เดินส่ายหน้าระอาบ่นอุบออกไป

“ผู้หญิงอะไร โวยวายชะมัด ถ้าต้องเจอกันทุกวันมีหวังประสาทกินตาย”

หลัง จากสร้างวีรกรรมหน้าแตกให้ตัวเองแล้วมายาวีเลยไม่มีอารมณ์จะดูหนัง เธอโทร.บอกอิศร์ก่อนกลับไป แพรพลอยเลยต้องดูหนังกับอิศร์สองต่อสอง และมีบางช่วงที่เธอกลัวผีถึงขนาดเผลอซบเขาแถมจิกแขนเข้าให้ด้วย นี่เองจึงเป็นเหตุให้อิศร์ได้โอกาสโอดโอยก่อนจะขอให้เธอเลี้ยงข้าวเป็นการ ขอโทษหลังออกจากโรงหนัง

แพรพลอยทำตามคำขอ เธอสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะและจ่ายเงินให้เสร็จสรรพแต่ไม่อยู่กินด้วย พอดีกับที่กรณ์โทร.มาบอกว่าแม่อัมพาไม่สบาย เธอจึงรีบบึ่งรถไปโรงพยาบาล

อัมพาไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เวียนหัวแล้วฟุบหมดสติขณะสอนหนังสือเด็กๆ แต่กรณ์เป็นห่วงจึงพาอัมพามาให้หมอตรวจเช็กอาการเพื่อความสบายใจ

ขณะ เดียวกันที่บ้านอำพล...สองพ่อลูกกำลังเตรียมตัวเดินทางไปประชุมงานที่ฮ่องกง สามวัน ไอศูรย์ซึ่งระแวงภรรยาจะใกล้ชิดอิศร์ในยามที่ตนไม่อยู่จึงบังคับให้เธอเดิน ทางไปด้วยกัน แต่อริสราดึงดันไม่ยอมและเอาตั๋วเครื่องบินทิ้งลงชักโครกอย่างไม่สนใจไยดี ทำให้ไอศูรย์ไม่พอใจทะเลาะกันลั่นบ้านสร้างความเอือมระอาให้เรณูที่ไม่รู้จะ แก้ปัญหาระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ยังไงดี

ในที่สุดไอศูรย์ก็ต้องเดิน ทางสองคนกับอำพล โดยฝากฝังสุนทรคนสนิทของอำพลให้คอยจับตาสังเกตพฤติกรรมของอริสราแทน แต่สุนทรไม่ทันปฏิบัติหน้าที่นี้เพราะต้องขับรถไปส่งสองพ่อลูกที่สนามบิน อริสราก็มุ่งหน้ามาบ้านอิศร์ที่อยู่ในรั้วเดียวกัน เธอยังรักเขาเต็มหัวใจ อยากเจอและพูดคุยกับเขาอยู่เสมอ พอรู้จากป้าดวงว่าอิศร์ไม่อยู่ออกไปดูหนังกับเพื่อนก็ซักไซ้ราวกับเป็นภรรยา อยากรู้ว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย

ป้าดวงไม่ตอบแต่มองด้วยสายตา ตำหนิ อริสราเลยเก้อไป แต่ยังไม่ยอมกลับ เดินมานั่งรออิศร์ในห้องรับแขกอยู่จนถึงค่ำ พอเขากลับมาก็ออดอ้อนชวนกินข้าว แต่อิศร์ปฏิเสธเพราะกินอิ่มมาแล้ว

อริสราไม่ยอมแพ้ ตื๊อหนักจนอิศร์ต้องนั่งร่วมโต๊ะเป็นเพื่อนคุย เธอเล่าเรื่องไอศูรย์กับอำพลไปฮ่องกงก่อนจะวกมาชวนเขาไปทำบุญให้พ่อแม่ที่ วัดวันพรุ่งนี้ อิศร์อึดอัดเพราะไม่อยากสร้างปัญหา แต่พอเธอออดอ้อนอ้างว่าแขนยังไม่หายเจ็บขับรถเองไม่ไหว ชายหนุ่มก็จำใจตอบรับ

หลังจากเธอกลับบ้านไปแล้ว ป้าดวงรู้เรื่องก็เลยพร่ำบ่นกับอิศร์ว่าอริสราชอบหาเรื่องให้พี่น้องตีกันเสียจริง

“ไม่มีอะไรหรอกครับป้า ผมรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”

“ป้า กลัวคุณจะใจอ่อน ที่จริงคุณอริสแกก็น่าสงสารนะคะ ป้าดูออกว่าแกไม่ได้มีความสุขกับชีวิตคู่นักหรอก แต่ในเมื่อแต่งงานแต่งการไปแล้วก็ต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่คอยวิ่งหาคุณอยู่เรื่อย”

“อริสคงจะเหงาน่ะครับ”

“บ้านนั้นก็มีทั้งคุณเรณู ทั้งคุณไอริณ เธอไม่เอาใครเลยมากกว่า วิ่งหาแต่คุณ”

“แต่ ไม่ว่าจะยังไง เรื่องของผมกับอริสก็เป็นแค่อดีตครับป้า ผมมีแต่ความหวังดีให้เขาในฐานะเพื่อนเท่านั้นเอง แล้วถ้าเพื่อนไม่มีน้ำใจเพื่อนมันก็คงไม่ถูกต้องจริงไหมครับ”

ป้าดวงนิ่งเงียบ ทั้งที่ใจยังกังวลไม่อยากเห็นอิศร์ข้องเกี่ยวกับอริสรา

ooooooo

สาย วันต่อมา แพรพลอยกับอิศร์เจอกันโดยบังเอิญอีกครั้งที่วัดแถวบ้านโอบไอรักของอัมพา อิศร์ขับรถพาอริสรามาทำบุญตามที่รับปากไว้เมื่อคืน แต่ยังไม่ถึงวัดเกิดอุบัติเหตุรถของเขาเฉี่ยวเด็กชายเปี๊ยกที่ขโมยรองเท้า จากคนในวัดวิ่งพรวดออกมา

อิศร์เบรกรถตัวโก่งแล้วลงมาดู พร้อมกันนั้นเจ้าของรองเท้าก็วิ่งหน้าตื่นมาดุด่าเปี๊ยกและจะเอาเงินเพราะ รองเท้าของเธอพังเสียหาย แพรพลอยเข้ามาได้ยินจึงจะควักเงินจ่ายให้เพราะเปี๊ยกคือเด็กในบ้านโอบ

ไอรักซึ่งเธอรักเหมือนน้อง แต่อิศร์รีบออกตัวว่าตนจ่ายเองดีกว่า ตนเป็นคนขับรถเฉี่ยวเด็ก แล้วก็ทับรองเท้าของพี่เขาเสียหาย

หลัง จากเคลียร์กับเจ้าของรองเท้าเสร็จแล้ว  อิศร์ยังพาเปี๊ยกไปทำแผลที่โรงพยาบาลโดยมีอริสรามาด้วย ส่วนแพรพลอยนั้นต้องมาอยู่แล้วเพราะเป็นห่วงเปี๊ยก แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจออัมพาที่ยังรอดูอาการอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน

อิศร์สงสัยเมื่อได้ยินแพรพลอยกับเปี๊ยกเรียก

อัมพา ว่าแม่ แถมยังมีกรณ์อีกคนที่พยุงอัมพามา แพรพลอยไม่อยากเล่าเรื่องส่วนตัวของตนมากนักจึงตัดบทบอกลาแล้วพาเปี๊ยกกลับ ไปส่งบ้าน ฝ่ายอริสราที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอด รู้สึกได้ว่าอิศร์กับแพรพลอยคุ้นเคยกัน เมื่อพากันกลับมาที่วัดจึงถามเขาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

“อ๋อ เป็นเพื่อนของเพื่อนน่ะครับ”

“เหรอคะ แต่อริสเห็นเขากับอิศร์คุยกันท่าทางสนิทสนมจัง”

อิศร์ชะงัก เหลือบมองหน้าจนเธอรู้สึกตัวว่าละลาบละล้วงเกินไป เลยแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนพูดแก้เก้อ

“ปกติอริสรู้จักเพื่อนอิศร์ทุกคน แต่คนนี้อริสไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ก็เลยแปลกใจน่ะค่ะ”

“บางทีผมก็มีโลกส่วนตัวที่อริสเข้าไม่ถึงเหมือนกัน ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ”

อิศร์ยิ้มปลอบใจแต่แฝงความหมายที่ทำให้อริสราหน้าเจื่อนไม่กล้าถามต่อ

“วันนี้เราคงเลี้ยงเพลไม่ทันแล้ว อริสอยากทำอะไรครับ”

“ไปปล่อยปลากันดีกว่าค่ะ”

ครู่ ต่อมา สองคนพากันไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำวัด อริสราพยายามรื้อฟื้นความหลัง  ถามอิศร์ว่าจำได้ไหมก่อนเขาไปเมืองนอกเราเคยมาทำบุญที่นี่ด้วยกัน

“ก็พอจำได้ครับ”

“ตอน นั้นอิศร์ซื้อลูกเต่ามาเต็มถุงเลย บอกว่าจะมาปล่อยเอาเคล็ดให้ความรักของเรายืนยาวเหมือนกับอายุขัยของลูก เต่า...อิศร์คิดว่าตอนนี้พวกมันจะยังอยู่ในที่นี่นี้ไหมคะ” อริสราเอามือวักน้ำก่อนพูดต่อ “เผื่อว่าพวกมันเห็นเรา มันจะขึ้นมา”

“พวกมันคงไม่อยู่แล้วล่ะ หรือถึงยังอยู่ก็คงจำเราไม่ได้ เพราะทั้งคุณและผมต่างก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

อริสราหน้าเศร้า น้ำตาพานจะหยดกับคำพูดไร้เยื่อใยของเขา

“เราสองคนเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

อิศร์ หันหน้ามาสบตาอริสรา เห็นแววตาเศร้าเว้าวอนก็ได้แต่สงสาร เพราะรู้ว่าเธอต้องการจะรื้อฟื้นถ่านไฟเก่า แต่ตัวเองทำไม่ได้เพราะไม่อยากทำผิดต่อไอศูรย์และคำสอนของปู่ เลยปลอบใจเธอว่า

“เปลี่ยนไปในทางที่ดีไงครับ ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ส่วนอริสก็มีครอบครัวที่ดี มีสามีที่ดี บางทีอาจจะเป็นเพราะผลบุญที่เราเคยทำกันไว้ก็ได้”

อิศร์ตัดบทสนทนา ด้วยการหยิบถุงปลามาแกะ อริสราหน้าเศร้าไม่กล้าเซ้าซี้ต่ออีก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาปล่อยปลา โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนแอบบันทึกภาพนั้นด้วยกล้องอยู่มุมหนึ่ง จนกระทั่งออกจากวัดอิศร์สังเกตเห็นมีรถขับตาม แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นคนของไอศูรย์แน่ ซึ่งเขาไม่อยากมีปัญหากับคนในครอบครัวจึงโกหกอริสราว่ามีคนร้ายสะกดรอยตาม และเพื่อความปลอดภัยเธอต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้าน

อิศร์เลี้ยวรถเข้ามา จอดในปั๊มแล้วจะเรียกแท็กซี่ให้อริสรา แต่ระหว่างนั้นเจอแพรพลอยขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาเติมน้ำมัน อิศร์เลยรั้งแพรพลอยไว้แล้วรีบส่ง

อริสราขึ้นแท็กซี่โดยที่นักสืบของไอศูรย์ไม่รู้เห็น จากนั้นอิศร์ขอความร่วมมือจากแพรพลอยให้แสดงตัวเป็นแฟนเพื่อตบตานักสืบ

แพร พลอยฝืนใจแทบแย่ แต่อิศร์ชอบใจและฉวยโอกาสใกล้ชิดเพราะลึกๆแอบชื่นชมประทับใจหญิงสาวอยู่เป็น ทุน ที่สุดนักสืบก็จากไปเมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่อิศร์อี๋อ๋อไม่ใช่อริสรา

ooooooo

ที่บ้านโอบไอรัก เปี๊ยกถูกอัมพาทำโทษด้วยไม้เรียวที่ริอ่านเป็นขโมยจนเป็นเหตุให้ตัวเองถูกรถเฉี่ยวบาดเจ็บฟกช้ำ

เปี๊ยก สำนึกผิดกราบขอโทษอัมพา และเข้าใจดีว่าแม่ต้องการให้ตนเป็นคนดี จึงรับปากว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว แพรพลอยกลับมาเห็นจึงปลอบทั้งแม่และน้อง ก่อนจะเอาบัตรงานเลี้ยงประมูลของเก่าที่พรรคของรัฐมนตรีบรรเลงให้อัมพา ท่านเชิญไปและจะมอบทุนการศึกษาให้เด็กๆ

ค่ำคืนงานวันประมูลของเก่า แน่นอนว่าอิศร์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมายาวีลูกสาวของบรรเลงต้องมาร่วมงาน แถมพ่วงด้วยเรณูกับไอริณ และอริสรา งานดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยมีแพรพลอยและบอดี้การ์ดอีกจำนวนหนึ่งดูแลความ เรียบร้อย แต่ไม่มีใครรู้ว่าทางตำรวจได้ส่งผู้กองอนุภัทรและลูกน้องมาด้วยเหมือนกัน เนื่องจากมีข่าวระแคะระคายว่าจะมีการโจรกรรมของเก่ามากมูลค่า

แล้วก็ จริงดังสายข่าวแจ้งมา...มีคนร้ายสามสี่คนเข้ามาปล้นของประมูลจนเกิดปะทะกับ ตำรวจและพวกแพรพลอย แต่คนร้ายทำไม่สำเร็จแถมถูกจับตัวได้ ส่วนอัมพาที่ถูกจับเป็นตัวประกันก็ปลอดภัย แต่บรรเลงถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล

หลังจากทำแผลให้บรรเลงแล้ว หมอบอกทุกคนที่รุมล้อมให้สบายใจได้ว่าแผลไม่ร้ายแรง โชคดีที่กระสุนเฉี่ยวแขนไปไม่โดนอวัยวะสำคัญ

“โธ่คุณหมอ แค่เฉี่ยวเมย์ก็หัวใจจะวายแล้ว ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรขึ้นมา เมย์คง...โอ๊ยไม่เอา ไม่อยากนึก”

“พ่อไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วใช่ไหมหมอ”

“ถ้าไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนก็น่าจะได้ครับ” พูดจบหมอเดินนำพยาบาลออกไป แพรพลอยขยับเข้ามาใกล้บรรเลง

“ขอโทษที่มาช้าค่ะท่าน แพรไปตามเรื่องที่สถานีตำรวจมา”

“ตกลงคนร้ายเป็นใคร”

“คนของท่านดำรงค่ะ”

“คุณอาดำรงเลขาพรรคน่ะเหรอ” มายาวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ

แพรพลอยพยักหน้าก่อนรายงานต่อไป “คนร้ายซัดทอดว่าท่านดำรงร่วมมือกับพวกค้าของเก่าผิดกฎหมาย เปิดให้เข้ามาปล้นของไปขายต่างประเทศค่ะ”

“ที่แท้ ก็เกลือเป็นหนอน พวกมันถึงผ่านระบบรักษาความปลอดภัยมาได้ ฉันเองก็ได้ยินมานานเหมือนกันว่าดำรงพัวพันกับเรื่องนี้ แต่ไม่นึกว่าจะอุกอาจ”

“คุณพ่ออย่าเพิ่งคิดอะไรเลยค่ะ นอนพักดีกว่า จะได้หาย” มายาวีกุลีกุจอประคองพ่อลงนอน

“เดี๋ยวแพรจะไปส่งคุณเมย์ที่บ้านนะคะ”

“ไม่ค่ะ คืนนี้เมย์จะเป็นบอดี้การ์ดเฝ้าคุณพ่อเอง ไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นอีก คุณแพรกลับไปพักผ่อนดีกว่าค่ะ”

แพร พลอยฟังแล้วรู้สึกผิดที่ตัวเองทำหน้าที่ไม่ดีพอ ได้แต่พยักหน้ารับคำ...อีกมุมหนึ่งในโรงพยาบาล อิศร์กับอนุภัทรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทยืนคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อิศร์ชื่นชมแพรพลอยเก่งมาก เธอคนเดียวยิงโจรคว่ำไปสามคน อนุภัทรเคยเห็นมาดบู๊ของเธอมาก่อนหน้านี้แล้วจึงผสมโรงเออออ

“ใช่...เธอเก่งมาก ฉันยังนึกว่าจะจีบ...”

อิศร์ตกใจรีบแทรกอย่างลืมตัว “เฮ้ย จีบเลยเหรอ”

“จีบมาเป็นตำรวจเว้ย”

“อ๋อ แล้วไป”

“แล้วทำไมแกต้องตกใจด้วย”

“ก็ นึกว่าแกจะจีบไปเป็นอย่างอื่น ฉันแค่อยากเตือนไว้ว่าเจ๊แกไม่ธรรมดา พกปืนเหมือนพกกระเป๋าตังค์ แถมยังมือไวใจเร็ว แตะนิดโดนหน่อยเป็นจับทุ่ม จับตีเข่า”

“แกไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”

อิศร์อึกอักไม่กล้าสารภาพว่าเคยลองดีกับแพรพลอยมาหลายครั้ง ได้แต่บอกว่าเคยฟังเรื่องราวของเธอจากมายาวี

“อ้อ ยายไฮโซตัวยุ่งนั่นน่ะเหรอ นึกแล้วขนลุก ฉันไปล่ะ ไม่อยากเจอหน้า”

อนุภัทรรีบเดินออกไป อิศร์มองตามไม่เข้าใจว่าเพื่อนรักกับมายาวีมีเรื่องอะไรกันนักหนา

ooooooo

ภายในห้องพักวีไอพี มายาวีนั่งข้างเตียงกุมมือพ่อด้วยความเป็นห่วง แล้วหันไปถามแพรพลอยที่นั่งอยู่มุมหนึ่งว่าป้าอัมพาเป็นยังไงบ้าง

“ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อย แพรให้กรณ์ พากลับบ้านไปแล้ว”

“หนูแพรก็น่าจะกลับไปพักเหมือนกันนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะท่าน แพรอยากอยู่ดูแลท่านมากกว่า”

“ข้างนอกนั่นเจ้าหน้าที่คงมาเฝ้าเต็มไปหมดแล้วล่ะ ไม่มีใครกล้าเข้ามาก่อเหตุซ้ำหรอก ไปพักเถอะหนูแพร”

“ไปเถอะค่ะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเมย์จะรีบติดต่อหาคุณแพรแน่นอน”

แพร พลอยไม่กล้าดึงดัน ลากลับไปทั้งที่ยังห่วงสองพ่อลูก...ด้านอิศร์ก็กลับบ้านแล้วเหมือนกัน ทันทีที่เขาจอดรถ ก็เห็นอริสราวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา

“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ”

“ยังค่ะ อริสกังวลเรื่องที่งานเลี้ยงมากกว่า มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”

“คุณลุงบรรเลงบาดเจ็บเล็กน้อย นอกนั้นไม่มีอะไรครับ”

“อริสใจไม่ดีเลย จะนอนก็นอนไม่หลับ ยิ่งอยู่คนเดียวในห้องยิ่งกลัว”

“ให้เบญขึ้นไปนอนเป็นเพื่อนไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่อิศร์นั่งคุยเป็นเพื่อนอริสซักพักก็พอ ยังไม่ง่วงใช่ไหมคะ”

อิศร์ อึดอัดใจ...ความจริงอยากนอนแล้วแต่ไม่กล้าปฏิเสธ เดินนำเธอไปที่สนาม...ไอริณยืนมองจากหน้าต่างบ้านด้วยความหมั่นไส้พี่สะใภ้ เรณูเดินมาหยุดข้างหลังลูกสาว ถามว่ายืนทำอะไรดึกดื่นแล้วไม่นอน

“ดูพี่สะใภ้ริณกำลังทำงามหน้าอยู่น่ะสิคะ”

เรณูขยับไปชะเง้อมองแล้วหันกลับมา “เขาก็แค่คุยกันเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อซักหน่อย”

“แม่จะรอให้พี่อริสสวมเขาให้พี่ศูรย์จะจะก่อนหรือไงคะ ถึงจะขัดขวางเขาสองคน”

“ก็แม่ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไร เราก็เหมือนกัน อย่าเอาไฟร้อนๆมาโยนใส่บ้านหน่อยเลย แค่นี้ก็ร้อนพอแล้ว ไปนอนซะ”

เรณู บ่นแล้วเดินแยกไป ไอริณสะบัดหน้าอย่างขัดใจ พึมพำว่าเรื่องอะไรจะปล่อยให้คนเลวลอยนวล...พูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือมา ถ่ายรูปอิศร์กับอริสราไว้

ooooooo

แพรพลอยกลับเข้าห้องพักในคอนโดฯด้วยท่าทีเหนื่อยล้า เปิดทีวีเห็นข่าวจากงานเลี้ยงก็ยิ่งหดหู่รู้สึกผิด

“ความ คืบหน้าเหตุยิงถล่มงานเลี้ยงของพรรคธรรมนำไทย ทำให้นายบรรเลง ศรัทธาสิทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมได้รับบาดเจ็บ แต่ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว ส่วนการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานแล้วเข้าจับกุมนายดำรง พงศ์ธนะเสถียร เลขาธิการพรรค ในฐานะผู้บงการ...”

ภาพสุดท้ายในจอ ทีวีที่แพรพลอยเห็นคือมายาวีประคองบรรเลงที่เลือดเต็มแขนออกมา...เธอยิ่ง รู้สึกผิดเป็นทวีคูณที่เห็นมายาวีสะอึกสะอื้นเป็นห่วงพ่อ เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดกับตัวเองมาแล้วในอดีต

ตอนนั้นแพร พลอยยังเด็กและมีครบทั้งพ่อแม่ แต่เพราะมีคนร้ายเข้ามายิงพวกท่านตายแล้วยังเผาบ้านต่อหน้าต่อตาโดยที่เธอทำ อะไรไม่ได้เลย ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงกลายเป็นเด็กกำพร้า...

แพรพลอย หยิบรูปถ่ายพ่อแม่ที่ยังเก็บเอาไว้ออกมาและพูดกับรูปอย่างเศร้าสะเทือนใจ “แพรเคยทำผิดที่ช่วยพ่อกับแม่ไว้ไม่ได้ มาวันนี้แพรก็ทำผิดซ้ำสองอีกที่ทำให้เจ้านายของตัวเองบาดเจ็บ”

หลัง จากพักผ่อนอยู่ที่นี่จนถึงเช้า...วันรุ่งขึ้นแพร-พลอยกลับไปที่บ้านโอบไอรัก ช่วยงานอัมพาด้วยความเต็มใจ แต่วันนี้เธอไม่ค่อยมีสมาธิ แม้แต่ร้อยด้ายก็ไม่สำเร็จ เลยบ่นออกมาอย่างท้อแท้

“แพรนี่ไม่ได้เรื่องเลย แค่ร้อยด้ายยังไม่เข้า งานก็พลาด”

“ยอม แพ้อะไรง่ายๆอีกแล้ว เอามานี่” อัมพารับเข็มมาร้อยด้ายพลางพร่ำสอน “อย่าไปคิดมากเลยลูก ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิด ท่านบรรเลงก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไม่ใช่เหรอ”

“แต่หน้าที่ของแพรคือต้องไม่ให้ท่านเป็นอะไรเลยนะคะ”

“คนเรามันผิดพลาดกัน แพรเองก็มัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าจะโทษ แพรโทษแม่ดีกว่าที่เป็นภาระให้แพรทำงานพลาด”

“ไม่ใช่ความผิดของแม่นี่คะ”

“ถ้าแพรไม่อยากแบ่งความผิดให้แม่ แพรก็โยนทิ้งไปให้หมด อย่าแบกทุกข์ไว้ในใจ แม่เห็นแล้วแม่ก็ทุกข์ไปด้วย รู้ไหม”

แพรพลอยฟังแล้วอึ้งพูดไม่ออก ขยับตัวเข้ากอดอ้อนอัมพาเหมือนเด็กๆ

ooooooo

ไอศูรย์เป็นเดือดเป็นแค้นหลังเห็นรูปถ่ายอริสรากับอิศร์ใกล้ชิดกันจนต้องกลับจากฮ่องกงก่อนกำหนดหนึ่งวันโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของอำพล
พอ ถึงบ้านไม่เห็นภรรยา ไอศูรย์ก็ยิ่งบ้า ตามมาเอาเรื่องสุนทรที่เรือนคนใช้โทษฐานไม่คอยเป็นหูเป็นตาตามคำสั่ง กรองทองเห็นพ่อโดนไอศูรย์ต่อยปากแตกก็เข้าขวางเลยโดนลูกหลงไปด้วยอีกคน

ทาง ด้านแพรพลอยที่ทำหน้าที่บกพร่องจนบรรเลงได้รับบาดเจ็บก็รู้สึกผิดคิดมากถึง ขนาดมาขอลาออก แม้บรรเลงกับมายาวีอ้อนวอนยังไงก็ไม่เป็นผล ส่วนอิศร์ช่วยกล่อมอีกแรงก็ไม่สำเร็จเช่นกัน ได้แต่บอกสองพ่อลูกให้หาบอดี้การ์ดคนใหม่ เอาแบบเก่งๆ แพงๆไปเลย แพรพลอยจะได้รู้ว่าพวกเขาไม่ง้อคนเล่นตัว

“แต่เมย์กับคุณพ่อชอบคุณ แพร ทำงานดีไว้ใจได้ หาคนใหม่ก็คงไม่ได้อย่างนี้อีกแล้ว อีกอย่างเราก็ไม่ได้อยู่กันแบบเจ้านายลูกน้อง แต่เราเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน”

“เขาคงไม่คิดแบบเมย์มั้ง ไม่งั้นคงไม่ทิ้งครอบครัวไปง่ายๆหรอก”

“เราจะลองพูดกับบริษัทของคุณแพรดีไหมคะ ให้เธอกลับมา”

“หนู แพรเป็นคนเด็ดขาด ลงว่าเขาตัดสินใจไปแล้วคงจะเปลี่ยนใจยาก ดีไม่ดีจะเข้าใจว่าเราใช้อำนาจบังคับนะลูก พ่อว่าถ้าเขาจะกลับมาก็ให้มาด้วยใจดีกว่า ไม่งั้นเราจะยิ่งมองหน้ากันไม่ติด”

“ก็เมย์เสียดายนี่นา” มายาวีพูดหน้าเศร้า บรรเลงถอนใจกลุ้ม อิศร์มองทั้งสองอย่างรู้สึกเห็นใจ หลังจากนั้นเขาตัดสินใจตามแพรพลอยไปถึงบ้านโอบไอรักเพื่อใช้ความพยายาม เกลี้ยกล่อมอีกครั้ง โดยได้ความร่วมมือจากเด็กๆ รวมทั้งอัมพา แต่ทว่าผลที่ออกมาก็ยังเหมือนเดิม

แพรพลอยใจแข็งมาก ยืนยันเหตุผลเดิมที่ตัวเองบกพร่องจนอัมพาไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ อิศร์จึงกลับออกมาด้วยความผิดหวัง แล้วมุ่งหน้าไปพบมายาวีที่ร้านอาหารตามนัด แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจอไอศูรย์กับอริสราที่นี่ด้วย

ไอศูรย์บังคับภรรยา มาทั้งที่ตัวเองต้องคุยงานกับลูกค้า เพราะไม่ต้องการให้เธอคลาดสายตา แต่อริสราอยากหนีสามีอยู่แล้ว พอเห็นอิศร์กับมายาวีจะกลับจึงลุกพรวดตามออกไปหน้าร้านแล้วขอติดรถกลับด้วย มายาวีซึ่งรู้เรื่องราวในอดีตระหว่างอิศร์กับอริสรา จึงช่วยขัดขวางเพราะไม่ต้องการให้อิศร์พัวพันกับอดีตคนรักที่กลายมาเป็นพี่ สะใภ้เสียแล้ว

มายาวีเจ้าเล่ห์แสนกลจนสามารถสลัดอริสราออกจากอิศร์ ได้ไม่ยาก แล้วต่างคนต่างกลับเพราะมายาวีต้องไปเอาเอกสารที่กระทรวงให้พ่อ ส่วนอิศร์กลับเข้าบ้านเพื่อพักผ่อนหลังเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่ไม่เป็นอย่างตั้งใจเพราะกลับมาได้ยินไอศูรย์กับอริสราทะเลาะกันใหญ่โต

ด้าน มายาวีที่ตั้งใจไปเอาแฟ้มงานให้พ่อ ไม่คิดว่าจะเจออนุภัทรที่ต้องมาเอาเอกสารเรื่องคดีความตามคำสั่งเจ้านาย ทั้งคู่มีปากเสียงกันอีกเพราะยังขุ่นเคืองใจเรื่องที่ผ่านมา นี่เองเป็นเหตุให้เสียเวลาจนค่ำมืดและกลับออกไปไม่ได้เพราะ รปภ.ปิดล็อกกุญแจประตูโดยไม่รู้ว่ายังมีคนอยู่ในห้องทำงานของรัฐมนตรีบรรเลง

อนุ ภัทรได้โอกาสกลั่นแกล้งมายาวีให้ปีนออกไปทางฝ้าเพดาน ขณะที่ตัวเองแอบโทร.หา รปภ.ให้มา เปิดประตูแล้วเดินลอยนวลออกไปอย่างสบายใจเฉิบ ต่างจากมายาวีที่ต้องคลานมาตามเพดานฝ้าอย่างทุลักทุเล และเมื่อรู้ว่าตัวเองโดนหลอก หญิงสาวถึงกับปรี๊ดแตก แต่อนุภัทรก็ไม่สะทกสะท้าน

ส่วนที่บ้านอำพล...ไอศูรย์กำลังต่อว่าอริสราทำให้เขาอับอายขายหน้า ที่ลุกหนีลูกค้าในร้านอาหารเพียงเพราะต้องการไปหาอิศร์

“ฉันก็ไม่อยากจะฉีกหน้าคุณต่อหน้าแขก แต่คุณเป็นคนลากฉันไปพบพวกเขา”

“ก็ใครมันจะไปคิดว่าคุณจะเสียมารยาททิ้งแขกวิ่งตามชู้ไปอย่างนั้นล่ะ หน้าไม่อาย”

“คำก็ชู้สองคำก็ชู้ อิศร์เขาเป็นน้องคุณนะ!”

“แต่มันกำลังจะเป็นชู้กับเมียผม”

“งั้นก็หย่าให้ฉันสิ เขาจะไม่ต้องเป็น”

อริ สราสะบัดแขนออกแล้วเดินหนีขึ้นชั้นบนโดยไม่สนเสียงตะโกนเรียกอย่างเจ็บแค้น ของสามี เรณูอยู่อีกทางตกใจเสียงลูกชายรีบเดินมาถามว่ามีอะไรกัน

“เขาท้าผมหย่า”

“แม่บอกแล้วให้คุยกันดีๆก่อน ใช้อารมณ์กันทั้งคู่ ปัญหามันก็ไม่จบหรอก”

“อริสไม่ได้ปฏิเสธด้วยซ้ำ เรื่องที่ไปไหนมาไหนกับไอ้อิศร์”

“ก็มันเป็นเรื่องจริง แม่ก็รู้เห็นตลอด แต่ของแบบนี้มันเจตนานะลูก เท่าที่แม่ดูก็ไม่เห็นว่าอิศร์เขาจะ...”

“แม่ไม่ต้องพูดดีกว่า ยังไงแม่ก็เห็นลูกสะใภ้กับหลานชายดีเลิศประเสริฐศรีอยู่แล้วนี่”

เรณูถอนใจ พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ “แม่รักลูกนะ นี่แม่พยายามจะช่วย”

“ไม่มี ใครช่วยอะไรผมได้หรอก ผมจะจัดการปัญหานี้เอง” ไอศูรย์พูดจบก็ฮึดฮัดขึ้นห้อง เรณูส่ายหน้ากลัดกลุ้ม แล้วตัดสินใจไปคุยกับอิศร์ที่บ้าน

“ผมนึกแล้วว่ามันต้องกลายเป็นเรื่อง แต่จริงๆมันไม่มีอะไรเลยนะครับคุณป้า ผมแค่พาอริสไปทำบุญให้คุณพ่อคุณแม่เขาเท่านั้น”

“ป้ารู้จ้ะ แล้วป้าก็พยายามอธิบายให้ศูรย์เข้าใจแล้ว”

“แต่พี่ศูรย์ไม่เชื่อ...คุณป้าจะให้ผมทำยังไงครับ ให้ผมไปคุยกับพี่ศูรย์ไหม”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ อิศร์ก็รู้ว่าศูรย์เขาเป็นคนยังไง ป้าว่าทางออกที่ดีที่สุดก็คืออิศร์พยายามอย่าไปวุ่นวายกับหนูอริสเลยนะจ๊ะ”

อิศร์สบตากับเรณูกลุ้มๆ ไม่รู้จะบอกยังไงว่าอริสรามายุ่งกับตนเอง พอป้าดวงรู้เรื่องหลังจากเรณูกลับไปแล้ว ก็อดบ่นกับอิศร์ไม่ได้

“เฮ้อ...แทนที่ คุณเรณูจะกำราบลูกชายกับลูกสะใภ้ ดันมาพูดเหมือนคุณอิศร์เป็นคนผิด ทั้งๆที่คุณอริสนั่นแหละหาเรื่องมายุ่งกับคุณอิศร์เองแท้ๆ”

“คุณป้าก็คงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”

“ก็เลี้ยงลูกกันผิดๆมาแต่แรกแล้วไงคะ ให้ท้ายจนเป็นเทวดา ถึงคุมคุณไอศูรย์ไม่อยู่ กลายเป็นคุณอิศร์เดือดร้อน”

“ไม่เดือดร้อนหรอกครับป้า ก็แค่ต้องระวังตัวมากขึ้นเท่านั้นเอง”

“ป้าว่าคุณอิศร์รีบหาแฟนเถอะค่ะ”

อิศร์สะดุ้ง ถามป้าดวงว่าเอาอย่างงั้นเลยเหรอ?

“ป้า พูดจริงๆนะ ถ้าคุณมีแฟนไปซะ คุณไอศูรย์ก็จะได้สบายใจ คุณอริสก็คงไม่กล้ามาวุ่นวายกับคุณ ว่าแต่คุณไม่มีใครที่พอจะรักชอบสักคนเลยหรือไงคะ ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้”

อิศร์ สะดุ้งอีกรอบ ยิ้มเรี่ยราดไม่รู้จะพูดยังไงดี แล้วค่ำนั้นเองก็มีเหตุให้อิศร์ต้องออกไปที่บ้านโอบไอรักอีก เพราะเปี๊ยกส่งข้อความมาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากแพรพลอยทำเกมในแท็บเล็ตที่อิศร์เพิ่งเอามาแจกเมื่อเช้าหายไปหมด

หลัง จากแก้ปัญหาให้เปี๊ยกได้แล้ว อิศร์ถือโอกาสกล่อมแพรพลอยอีกครั้งให้กลับไปทำงานกับบรรเลง แต่กลายเป็นว่าสร้างความหงุดหงิดให้หญิงสาวจนแทบโวยออกมา

“ฉันถามจริงๆ คุณเป็นอะไรนักหนากับการที่ฉันจะทำหรือไม่ทำงานให้ท่านบรรเลงเนี่ย”

“ก็ผมอยากให้คุณลุงบรรเลงมีคนเก่งๆดูแล”

“ตอน นี้ท่านได้บอดี้การ์ดคนใหม่แล้ว เจ้านายฉันเพิ่งโทร.มาบอก เป็นผู้ชาย ผ่านการฝึกมาจากเมืองนอก เคยเป็นการ์ดให้นักการเมืองฝรั่งมาหลายคน รับรองได้ว่าฝีมือดี ทีนี้เลิกเซ้าซี้ฉันได้หรือยัง”

“แล้วคุณจะทำอะไรต่อ กลับมาสอนเด็กๆที่นี่ตลอดไปเหรอ”

“ฉันจะช่วยแม่ดูแลน้องๆสักพักจนกว่าจะมีงานใหม่ที่น่าสนใจ แล้วถึงจะกลับไปทำ”

“ให้ผมช่วยหาไหม ผมรู้จักกับพวกวีไอพีหลายคนนะ”

“อย่า เลย ฉันชอบเป็นบอดี้การ์ดให้คนที่จำเป็นต้องมีบอดี้การ์ดจริงๆ ไม่ได้อยากเป็นแค่เครื่องประดับให้ไฮโซไว้อวดใครต่อใครว่ามีปัญญาจ้างผู้ ติดตาม”

แพรพลอยพูดจบก็ลุกหนีมาบอกลาอัมพาเพื่อกลับไปนอนคอนโดฯเพราะ พรุ่งนี้มีงานต้องสะสาง อิศร์เห็นว่าดึกแล้วจึงขับรถตามไปส่ง ระหว่างทางเกือบประสบอุบัติเหตุเพราะมีรถคนขี้เมาสวนมา แต่แพรพลอยก็ปลอดภัย เพราะอิศร์ช่วยไว้

ถึงหน้าตึกคอนโดฯ อิศร์พูดโน่นนี่อยากจะแวะกินกาแฟสักแก้วแต่แพรพลอยปฏิเสธ อ้างว่าเหนื่อยและอยากนอน เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน

“แสดงว่าผมมาส่งคุณได้อีกเหรอ”

แพร พลอยอึ้ง รู้ตัวว่าพลาดไปเลยตีหน้าเฉยเมย “ถ้าฉันยังไม่ย้ายคอนโดฯหนีคุณไปซะก่อนก็คงมีโอกาส มั้ง...อ้อ แล้วอย่าบอกแม่เรื่องที่ฉันเกือบเกิดอุบัติเหตุ วันนี้นะ”

“ก็ได้ แต่คราวหลังก็อย่าเสี่ยงแบบนั้นอีก คุณไม่จำเป็นต้องทำกับผมเหมือนเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่อยากอยู่ใกล้ ผมแค่พยายามจะเป็นเพื่อนกับคุณเท่านั้น”

แพรพลอยไม่พูดอะไรอีก ได้แต่คิดในใจว่าหมอนี่พิลึกคน ทำไมถึงอยากเป็นเพื่อนกับตน

ooooooo

อิศร์ กลับเข้าบ้านยังได้ยินเสียงไอศูรย์กับอริสราทะเลาะกันแว่วมา เขาอยากจะไปอธิบายให้ไอศูรย์เลิกบ้าแต่ป้าดวงโผล่ออกมาดักหน้าเสียก่อน

“คุณอิศร์คะ เข้าบ้านเถอะค่ะ”

อิศร์สบตาป้าดวงอย่างกังวล แล้วมองไปทางบ้านอำพลอีก ป้าดวงพูดอย่างรู้ใจ

“ยิ่งคุณอิศร์เข้าไปเกี่ยวข้อง ปัญหามันก็จะยืดเยื้อ คุณไอศูรย์เธอรักเมีย โกรธแค่ไหนก็ทำร้ายคุณอริสไม่ลงหรอกค่ะ”

อิศร์คิดตามอย่างเห็นด้วย เดินตามป้าดวงกลับเข้าบ้าน แต่ไม่วายมองไปที่บ้านอำพลอีกครั้ง...

หลัง จากทะเลาะกันยกใหญ่ สุดท้ายสองผัวเมียก็จบลงที่เตียงนอนทั้งที่อริสราไม่เต็มใจ เมื่อไอศูรย์หลับไปแล้วเธอจึงขนเสื้อผ้าข้าวของย้ายไปห้องรับรองแขก กระทั่งเช้าไอศูรย์ตื่นขึ้นมารู้เห็น เลยมีปากเสียงกันอีก

“คุณกำลังจะทำอะไรอริส”

“ตั้งแต่นี้ต่อไปฉันจะนอนที่ห้องนี้”

“ทำไม”

“เพราะฉันไม่มีความสุขที่จะอยู่ใกล้คุณ”

ไอศูรย์ หน้าเสีย เห็นอริสรามองด้วยสายตาชิงชังก็รีบอ่อนลง “อริส...ถ้าเป็นเรื่องเมื่อคืนผมขอโทษ คุณอยากให้ผมชดใช้ยังไงบอกมาเถอะ อย่าทำอย่างนี้เลยนะครับ”

“อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ ฉันรังเกียจคุณ...ออกไป!”

อริ สราผลักเขาออกจากห้องแล้วปิดประตูใส่หน้าดังปัง ไอศูรย์ผลุนผลันกลับเข้ามาในห้องนอนตัวเนื้อสั่นด้วยความโมโหและเสียใจ มองตู้เสื้อผ้าที่เปิดทิ้งไว้ เหลือแต่ความวางเปล่าแล้วลุกพรวดไปกระชากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง ปรากฏว่าข้าวของไม่มีเหลือสักชิ้น เขายิ่งโมโหคำรามด้วยความเจ็บแค้นใจ

“ไอ้อิศร์!! เพราะแกคนเดียวทำให้อริสเป็นอย่างนี้”

ooooooo

ตอนที่ 3

คืนวันถัดมา อนุภัทรชวนอิศร์ไปที่ผับและพูดคุยคดีทุจริตที่กำลังจับตาเป็นพิเศษ หลังสืบทราบว่าธำรงญาติผู้พี่ของอิศร์น่าจะมีส่วนพัวพัน แต่อิศร์ฟังแล้วมีท่าทีไม่ค่อยเชื่อ

เผอิญคืนนี้ที่ผับมีปาร์ตี้ใส่หน้ากาก สองหนุ่มเลย ต้องตามน้ำ เช่นเดียวกับแพรพลอยที่โดนกรณ์คะยั้นคะยอให้มาเป็นเพื่อน เหตุนี้เองจึงไม่รู้ว่าใครเป็นใครภายใต้ หน้ากากหลากหลายแบบ กรณ์ตั้งใจมาเก็บข้อมูลเพื่อ ไปทำสกู๊ปข่าวการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยเฉพาะ ในหมู่ไฮโซที่มีวิธีซื้อขายกันแปลกๆ

มุมหนึ่งในผับ อนุภัทรกำลังเปิดรูปถ่ายในไอแพดให้อิศร์ดูพร้อมกับยืนยันว่าชายสองคนที่ธำรงนัดเจอ คนหนึ่งเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่ร่วมยื่นซองประมูลงานสร้างอาคารเรียน ส่วนอีกคนเป็นอธิบดีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ โปรเจกต์นี้เดชโชดมกรุ๊ปเข้าร่วมประมูลด้วย แต่ที่ตนแปลกใจก็คือญาติของอิศร์นัดพบกับคู่แข่งพร้อมๆกับคนของฝ่ายรัฐ

“แกสงสัยอะไร”

“ฉันสงสัยว่าถ้านายธำรงไม่ได้นัดเจรจาเพื่อฮั้วให้บริษัทของแกชนะประมูล ก็อาจจะเป็นตัวกลางให้บริษัทคู่แข่งได้งานนี้ ส่วนตัวเองก็รับค่าคอมมิชชั่นไปก้อนใหญ่”

“ฉันไม่อยากเชื่อว่าพี่ธำรงจะทำอย่างนั้น”

“ฉันก็เหมือนกัน ถึงต้องสืบให้เคลียร์ แล้วแกก็ต้องร่วมมือกับฉันด้วย”

“แกคิดจะทำอะไร”

“ให้ฉันเข้าไปอยู่ในบ้านแกสักพัก”

อิศร์นิ่งไปนิดก่อนตอบตกลง “ก็ได้ แต่ยังไงฉันก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่าพี่ธำรงจะกล้าทำ ฉันถือว่านี่จะเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา”

“เดี๋ยวเราก็จะได้รู้ ฉันจะกลับล่ะ แต่แกอยู่ไปก่อนแล้วกัน ฉันรู้ว่าแกชอบที่นี่ ตามสบายนะเพื่อน”

อิศร์อมยิ้มที่เพื่อนรู้ใจ แล้วหันมองบรรยากาศ ครึกครื้นก่อนลุกเดินโยกตัวเข้าไปอย่างอารมณ์ดี แต่แล้วไม่คาดคิดว่าเขาจะเจอแจ็กพอตเพราะความเข้าใจผิดของชายนักเที่ยวคนหนึ่งที่มากับแฟนจนเกิดมีเรื่องราวชกต่อยกันทำให้อิศร์ต้องหนีกลับออกมา แต่ก็ยังมาโดนสามคนร้ายแทงจนเลือดสาดแถมมันยังจะซ้ำอีกทีโดยอิศร์ได้ยินมันพูดกันว่าลูกพี่สั่งให้เก็บเขาด้วยมีด

ขณะที่คนร้ายกำลังจะกะซวกอิศร์ให้ตาย โชคดีแพรพลอยกับกรณ์เข้ามาช่วยเหลือจนคนร้ายพากันหลบหนีไป ส่วนอิศร์ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ไม่นานนักอนุภัทรก็มาพร้อมป้าดวงเป็นเวลาที่อิศร์ออกจากห้องฉุกเฉินพอดี หมอบอกว่าคนเจ็บปลอดภัยแล้ว มีบาดแผลถูกแทงที่ชายโครงไม่ลึกมากแต่ยังไม่รู้สึกตัว

อนุภัทรละสายตาจากอิศร์หันไปถามแพรพลอยว่ามาได้ยังไง หญิงสาวทำหน้างงที่เขารู้จักชื่อเธอ แต่ไม่ทันพูดอะไร หมอบอกเสียก่อนว่าสองคนนี้พาคนเจ็บมา ป้าดวงเลยหันมาขอบใจแพรพลอยกับกรณ์เป็นการใหญ่

หลังจากนั้นไม่นานแพรพลอยก็หายข้องใจว่าอนุภัทรรู้จักชื่อเธอได้ยังไง อิศร์นั่นเองที่เป็นคนบอก แล้วอนุภัทรก็ซักถามข้อมูลจากเธอและกรณ์ที่พบเห็นเหตุการณ์ก่อนพาอิศร์มาส่งโรงพยาบาลเพื่อตามสืบคดีความต่อไป ระหว่างนี้เองป้าดวงมาบอกว่าตนต้องกลับไปเอาเสื้อผ้ามานอนเฝ้าอิศร์ อนุภัทรจึงอาสาพาไป โดยได้กรณ์รับปากจะอยู่ดูอิศร์ให้ แพรพลอยเลยต้องอยู่กับกรณ์ด้วย

ที่แท้ผู้บงการก็คือไอศูรย์นั่นเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนักเที่ยวในผับที่มีเรื่องกับอิศร์ก่อนหน้านั้น ไอศูรย์จ้างชายสามคนไปฆ่าอิศร์แต่งานไม่สำเร็จแถมพวกมันยังโทร.มาทวงเงิน อำพลผ่านมาได้ยินไม่ถนัดแต่ก็รู้สึกว่าลูกชายมีพิรุธชอบกล จนกระทั่งเช้าอำนวยมาบอกว่าอิศร์ถูกแทงบาดเจ็บอยู่โรงพยาบาล อำพลจึงจับตาไอศูรย์เป็นพิเศษ และในที่สุดก็รู้ความจริง เขาโกรธจัดถึงกับตบหน้าลูกชายขณะต่อว่าคนร้ายที่ยังโทร.มาทวงเงินค่าจ้างอีก

“นี่แกเกลียดไอ้อิศร์ขนาดสั่งคนไปฆ่ามันเชียวเหรอ ยังไงมันก็เป็นน้องแกนะ”

“พ่อก็รู้ว่าผมไม่เคยเห็นมันเป็นน้อง มันแย่งชิงทุกอย่างไปจากผม ตั้งแต่ความรักของคุณปู่ ข้าวของเงินทองที่ผมควรจะได้ แล้วตอนนี้มันก็กำลังจะเอาอริสไปจากผม ผมจะไม่ยอมให้มันชนะผมอีกแล้ว”

“แล้วเป็นยังไง คนของแกทำงานไม่สำเร็จ ทีนี้ไอ้อิศร์มันคงลุกขึ้นมาตามสืบสนุกล่ะว่าใครเล่นงานมัน ทำอะไรไม่รู้จักปรึกษากันก่อน ไอ้ลูกโง่!”

อำพลผลักลูกชายอย่างแรงด้วยความโมโห ไอศูรย์อึ้งแต่ยังรั้นว่าเรื่องนี้ตนจัดการเองได้

“ไม่ต้อง! แกไม่ต้องจัดการอะไรอีกแล้ว นี่คือ คำสั่ง ฉันจะไม่ยอมให้ความสิ้นคิดของแกมาทำให้ฉันเดือดร้อนไปด้วย ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปเยี่ยมมันที่โรงพยาบาลกับฉัน”

ไอศูรย์ไม่อยากไปแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อ ได้แต่หงุดหงิดโกรธอิศร์เข้าไปใหญ่ แต่แล้วต้องหัวเสียหนักขึ้นอีกเมื่อรู้ว่าอริสรารีบไปก่อนโดยไม่รอคนในครอบครัว แถมยังแสดงความห่วงใยออกนอกหน้าด้วยการแย่งป้าดวงป้อนอาหารให้อิศร์

เมื่อไอศูรย์เริ่มอาละวาดอริสรา อำนวยจึงลากธำรงกลับเพราะไม่อยากดูศึกชิงนาง ส่วนไอริณก็ซักถามอิศร์ถึงที่มาที่ไปว่าทำไมถึงโดนแทง ขณะที่อำพลอยากรู้ว่าอิศร์จำหน้าคนร้ายได้หรือเปล่า

“มันมืดครับ ผมไม่เห็นอะไรเลย รู้แต่พวกมันมากันสามคน”

อำพลสบตาไอศูรย์อย่างโล่งใจก่อนเปรยเนียนๆ “อย่างนี้ตำรวจก็คงทำอะไรไม่ได้ล่ะสิ”

“เดี๋ยวตำรวจคงมาสอบปากคำคุณอิศร์ค่ะ ตอนนี้คงกำลังคุยกับพยานอยู่”

คำพูดของป้าดวงทำให้ไอศูรย์ตกใจอุทานอย่างลืมตัวว่ามีพยานด้วยเหรอ อำพลรีบส่งสายตาปรามลูกชายให้เฉยไว้ พอป้าดวงจะพูดเรื่องพยาน อิศร์ไม่อยากลากแพรพลอยมายุ่งจึงเบรกแกด้วยการแทรกขึ้นว่าตนง่วงแล้ว วานป้าปรับเตียงให้ที

เมื่อพากันออกมาจากห้อง อำพลลากไอศูรย์ไปดุด้วยความโมโห “เห็นไหมว่าเรื่องมันไม่จบง่ายๆ ถ้ามีพยานรู้เห็นจริงๆ แกซวยแน่”

“พ่อจะช่วยผมหรือเปล่า ถ้าไม่ช่วยก็หยุดซ้ำเติมผม”

“จะให้ช่วยอะไร ตามปิดปากพยานให้แกเหรอมันเป็นใครฉันยังไม่รู้เลย ในเมื่อแกผูกเองก็แก้เองแล้วกัน”

อำพลเดินออกไปอย่างหัวเสีย ไอศูรย์สีหน้าเคร่ง เครียด พูดพึมพำมั่นใจว่าอิศร์ทำอะไรตนไม่ได้แน่ ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์ออกมา โทร.หาใครบางคน ก่อนจะเดินตรงไปหาอริสราที่เตรียมตัวกลับ แล้วบังคับให้กลับพร้อมกัน แต่เธอไม่ยอมเลยมีปากเสียง

แพรพลอยนั่งรถมากับมายาวีเห็นสองคนนั้นยื้อยุดกันก็แปลกใจ พูดขึ้นอย่างจำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนอิศร์ มายาวีรีบบอกว่าไม่ใช่ หล่อนเป็นพี่สะใภ้

“อ้าว...ก็ฉันเห็นเขาสองคน...”

“เรื่องมันยาวค่ะ เอาไว้ว่างๆเมย์จะเล่าให้ฟังแต่เมย์ยืนยันตรงนี้ว่าคุณอริสมีสามีแล้ว ผู้ชายคนนั้นแหละค่ะสามีเธอ ชื่อไอศูรย์”

แพรพลอยนิ่งเงียบทั้งที่ยังสงสัย...อนุภัทรมาถึงไล่เลี่ยกัน ทั้งหมดจะขึ้นไปที่ห้องอิศร์ พอดีเจอป้าดวงลงมาหาข้าวกิน อนุภัทรจึงอาสาพาไป แต่มายาวีพยายามตัดหน้าเพื่อเอาชนะอนุภัทรทุกเรื่อง

สรุปว่าทั้งคู่ไปกับป้าดวงแล้วฝากแพรพลอยไปอยู่เฝ้าอิศร์ก่อน ชายหนุ่มดีใจได้ทีออดอ้อนหญิงสาวแถมจับมือถือแขนจนเธอไม่พอใจแขวะเข้าให้

“สงสัยเพราะเมื่อคืนคุณมัวแต่จับอะไรๆของใครซะเพลินแบบนี้มั้ง ถึงได้โดนแทงเอา”

“จริงด้วยสิ ป้าดวงบอกว่าคุณเป็นคนช่วยผมไว้”

“ฉันบังเอิญอยู่ที่นั่นตอนคุณก่อเรื่องในผับพอดีแต่ไม่รู้ว่าเป็นคุณ จนออกมาเจอพวกมันซ้อมคุณที่หน้าผับ”

“คุณคิดว่าคนที่แทงผมคือพวกเดียวกับในผับเหรอ”

“ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นพวกไหนล่ะ หรือว่าคุณไปมีเรื่องกับกลุ่มอื่นอีก”

“โธ่คุณ เห็นผมเป็นนักเลงไปได้”

อิศร์หน้าม่อย ก้มลงลูบแผลตัวเอง แพรพลอยอดสงสารไม่ได้ บอกว่าอีกเดี๋ยวผู้กองอนุภัทรจะขึ้นสอบปากคำ...แต่ยังไม่ทันมีใครขึ้นมา ก็มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเข้ามาบอกว่าหมอเชิญคนไข้ไปเอกซเรย์ช่องท้อง

ที่แท้มันคือคนร้ายที่ไอศูรย์จ้างมาฆ่าอิศร์...กว่าแพรพลอยจะรู้ตัวอิศร์ก็เกือบแย่ เธอกับอนุภัทรช่วยกันสกัดจนเกิดการยิงปะทะกันลั่นโรงพยาบาล ผลปรากฏว่าคนร้ายตายหนึ่ง อีกหนึ่งถูกจับได้ ขณะที่อิศร์ปลอดภัย ส่วนมายาวีที่ตั้งใจช่วยอิศร์แต่เพราะความใจร้อนเกือบทำเสียเรื่องเลยโดนอนุภัทรตำหนิยกใหญ่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวทางจอทีวี อำพลเห็นแล้วสังหรณ์ใจว่าเป็นฝีมือลูกชายจึงมาถามดักคอจนได้ความจริง...คราวนี้อำพลโกรธหนักกว่าเดิม ขย้ำคอไอศูรย์เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

“บอกฉันมาให้หมดว่าแกทำอะไรลงไปบ้าง บอกมาให้หมด”

ไอศูรย์เลิ่กลั่กทั้งกลัวทั้งเครียด แต่ในที่สุดก็เผยความอ่อนแอออกมา ยกมือขึ้นไหว้สั่นเทา

“พ่อต้องช่วยผม ไอ้คนที่โดนตำรวจจับมันขู่ว่าถ้ามันติดคุก มันจะลากผมไปด้วย ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”

อำพลยิ่งโกรธเงื้อมือขึ้นอยากจะทุบ แต่เพราะความเป็นพ่อก็ทำไม่ลง ได้แต่ทิ้งแขนลงอย่างฉุนจัด

“พ่อครับ ช่วยผมด้วย ผมรับปากว่าผมจะไม่ขัดคำสั่งพ่ออีกแล้ว”

“เรียกสุนทรมาพบฉัน แล้วแกจะไปไหนก็ไป”

ไอศูรย์รับคำแล้วลนลานออกไปอย่างเคร่งเครียด ด้านอริสราที่ทราบข่าวก็รีบไปโรงพยาบาลแต่ไม่พบอิศร์ ซักถามเจ้าหน้าที่ก็ได้ความแค่ว่ามีคนมารับเขาไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว

อนุภัทรกับป้าดวงพาอิศร์ไปอาศัยที่บ้านโอบไอรักของอัมพา ทุกคนต้อนรับด้วยความเต็มใจแต่อิศร์ออกจะเกรงใจจนอัมพาต้องเอ่ยปาก

“อย่าเกรงใจเลยค่ะ มีอะไรช่วยได้เราก็ยินดี ว่าแต่คุณอิศร์พอจะอยู่ได้ไหมคะ”

“อยู่ไม่ได้ก็ต้องอยู่ล่ะครับ ผมไม่อยากให้อิศร์กลับบ้านคืนนี้ ยังไม่ปลอดภัย”

“นี่มันเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ป้าดวงวิตกกังวล

“เรายังไม่รู้ว่าคนร้ายมีแค่สองคนหรือมากกว่านั้นค่ะ พวกมันอาจจะวางแผนทำอะไรอีกในคืนนี้เพราะงานยังไม่สำเร็จ”

“แต่ไม่ต้องห่วงนะครับป้า ตำรวจเค้นข้อมูลจากไอ้คนที่ถูกจับได้แน่ๆ”

“งั้นคุณจะมัวพูดอยู่ทำไมล่ะ กลับไปทำงานสิ อิศร์จะได้ปลอดภัย” พูดจบมายาวีก็เข้ามาแย่งอนุภัทร ประคองอิศร์นั่งลงบนเตียง อนุภัทรเอือมความเจ้ากี้เจ้าการของหล่อน เลยเดินตามแพรพลอยออกไปหน้าบ้าน

“คุณแพรจะขึ้นไปพักผ่อนก็ได้นะครับ ไม่ต้องห่วงผม”

“ฉันยังไม่เหนื่อยค่ะ ยังทำอะไรได้อีกเยอะ”

“ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น เห็นคนตกตึกตายต่อหน้าต่อตา ป่านนี้คงนอนคลุมโปงหรือไม่ก็สวดมนต์อยู่บนห้อง คุณแพรกำลังใจดีมากนะครับ”

แพรพลอยยิ้มตอบแต่แฝงรอยขมขื่นเมื่อนึกถึงวันที่พ่อแม่ตาย “ฉันเคยเห็นอะไรที่แย่กว่านี้อีกค่ะ”

“ไม่น่าเชื่อว่างานบอดี้การ์ดจะเสี่ยงอันตราย ขนาดนั้น”

“ฉันทำงานกับคนที่ถูกปองร้ายเยอะมั้งคะ ก็เลยเสี่ยงกว่าบอดี้การ์ดคนอื่น”

“หรืออีกนัยหนึ่ง คุณแพรก็คงเป็นคนเก่งมาก จนพวกคนสำคัญต้องการตัว”

อนุภัทรยิ้มชื่นชม ส่งสายตามีไมตรีให้อย่างไม่ปิดบัง พลันโทรศัพท์เขาดังขึ้น บรรเลงโทร.มาถามหาลูกสาว ผู้กองหนุ่มเลยต้องขอตัวพาคุณหนูจอมป่วนไปส่งบ้าน

เมื่ออนุภัทรไปส่งมายาวีถึงบ้านก็ถูกเธอไล่กลับเพราะหมดหน้าที่แล้ว แต่เขาบอกว่าเสียใจ พ่อของเธอให้เขารอพบอยู่ที่นี่ ท่านกำลังเดินทางมาจากกระทรวง

“อะไรกัน เย็นแล้วยังจะคุยเรื่องงานกันอีกเหรอ”

“ท่านต้องการทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่าย”

“อ๋อ เรื่องนั้นฉันเล่าให้คุณพ่อฟังได้ คุณไม่ต้องลำบากหรอก”

“ท่านคงอยากฟังจากปากของผม ไม่ใช่จากคนที่พยายามป่วนสถานการณ์จนบานปลาย”

อนุภัทรยิ้มเยาะแล้วจะเดินเข้าบ้านแต่มายาวีรีบดักหน้า พูดเสียงเขียวว่าตนทำตัวมีประโยชน์ช่วยประสาน รปภ.ให้จะมาว่าตนป่วนได้ยังไง

“แล้วที่คุณทะเล่อทะล่าเข้าไปจนคนร้ายรู้ตัว กราดยิงไปทั่วโรงพยาบาลล่ะ ท่านควรรู้เรื่องนี้จะได้หาวิธีป้องกันไม่ให้คุณเข้าไปขัดขวางการทำงานของตำรวจอีก”

อนุภัทรเดินหนีเข้าบ้านไป มายาวีจะตามแต่ได้ยินเสียงรถก็ชะงัก...อริสรานั่นเอง เธอมาถามหาอิศร์และพอไม่ได้คำตอบชัดเจนก็หงุดหงิดเดินตามมายาวีเข้าไปในบ้าน ร้องเรียกอิศร์ลั่นไปหมด อนุภัทรไม่อยากถูกซักไซ้ไล่เรียงอีกคนเลยยืนหลบอยู่มุมหนึ่ง

“นี่คุณ...ก็ฉันบอกแล้วไงว่าอิศร์ไม่ได้อยู่ที่นี่”

“งั้นเขาไปไหน ทำไมถึงไม่กลับบ้าน”

“เขาไปอยู่ในที่ปลอดภัย”

“ที่ปลอดภัย? โรงพยาบาลก็พูดแบบนี้ แล้วยังจะคุณอีกคน ใจคอจะไม่ให้ฉันรู้เลยหรือไงว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันเป็นห่วงเขานะ”

“แล้วทำไมคุณต้องเป็นห่วงเขามากมายขนาดนั้นล่ะคะ อิศร์มีคนเป็นห่วงมากพออยู่แล้ว เก็บความห่วงใยของคุณไว้ให้สามีคุณไม่ดีกว่าเหรอ”

“คุณมายาวี!” อริสราเสียงเขียวไม่พอใจ แต่อีกฝ่ายยังพูดต่อไปอย่างไม่แคร์

“ฉันต้องพูดเพราะไอ้ความเป็นห่วงพร่ำเพรื่อของคุณมันจะทำให้อิศร์เดือดร้อนเข้าสักวัน”

“ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูด”

“งั้นให้สามีคุณอธิบายให้ฟังดีไหมคะ” มายาวีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาไอศูรย์ให้มารับภรรยา อริสราถึงกับหน้าซีดเผือด ผลุนผลันออกจากบ้านไปในที่สุด

อนุภัทรได้ยินหมดทุกคำ เดินออกมากระเซ้ามายาวีว่า “แรงนะเนี่ย”

“ที่จริงฉันก็เห็นใจคุณอริสนะ ไม่ใช่ความผิดของเธอที่ยังรักอิศร์อยู่ แต่ความรักของเธอมีแต่จะทำให้อิศร์เดือดร้อน”

“ใช่ คุณอริสไม่ได้ผิดอะไร เธอเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดด้วยซ้ำ”

มายาวีพยักหน้าเห็นด้วย แล้วยังเผลอตัวไปครู่หนึ่งยอมรับว่าเรื่องนี้เราเห็นตรงกัน ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองไม่ควรญาติดีกับนายคนนี้ เลยเดินหน้าง้ำหนีไป...

ฝ่ายอิศร์ที่ได้เข้ามานอนห้องกรณ์ เขาบ่นร้อนและเว้าวอนให้แพรพลอยช่วยเช็ดตัว อ้างว่าคนป่วยต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เธอเลยไม่กล้าปฏิเสธ ทำไปด้วยอาการขวยเขินเมินไม่มองจนผ้าเช็ดตัวเกือบเข้าปากเขา

ค่ำคืนเดียวกัน สุนทรรับคำสั่งมาจากอำพลให้ส่งคนไปฆ่าปิดปากคนร้ายที่โดนจับขังในสถานีตำรวจ เมื่องานสำเร็จอำพลจึงให้ค่าตอบแทนมาก้อนโต สุนทรไม่สบายใจเพราะรู้ว่านี่คือการทำบาปใหญ่หลวงแต่ก็จนใจเพราะอำพลคือผู้มีพระคุณ

สุนทรนำเงินก้อนนั้นมาให้กรองทองเป็นค่าเทอมเรียนปริญญาโทแต่ไม่ยอมบอกที่มาของเงินเมื่อถูกลูกสาวซักถาม ได้แต่บอกลูกให้ตั้งใจเรียน เรียนสูงๆจะได้มีงานดีๆทำ ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อ แล้วพรุ่งนี้จัดสำรับใส่บาตรให้พ่อด้วย พ่อจะทำบุญ...

ooooooo

กลางดึกคืนนั้นเอง อนุภัทรมาแจ้งข่าวแพรพลอยกับอิศร์ว่าคนร้ายที่โดนจับถูกแทงตาย ร้อยเวรที่สถานีตำรวจบอกว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกับขี้ยาในห้องขังด้วยกัน

“ทำไมบังเอิญอย่างนี้วะ มันพยายามฆ่าฉัน แต่ดันตายเองทั้งคู่”

“แค่เรื่องชกต่อยกันในผับไม่น่าบานปลายมาถึงขนาดนี้เลย”

“ผมว่าอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ไอ้อิศร์ไปมีเรื่องในผับเลยด้วยซ้ำครับคุณแพร”

“แกหมายความว่าไง”

“จากการสอบพยานในผับ ทุกคนยืนยันว่าหลังจากที่แกหนีออกมา คู่กรณีของแกมีเรื่องชกต่อยกับดีเจอยู่บนเวที”

อิศร์คิดตามแล้วนึกได้ว่าตอนตัวเองโดนแทงได้ยินคนร้ายพูดว่าลูกพี่สั่งให้เก็บมันด้วยมีด แสดงว่ามีคนจงใจฆ่าตน และตามรูปการณ์แล้วไม่น่าใช่คู่กรณีในผับ แต่ตนก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร

“แล้วพวกผู้หญิงที่คุณทิ้งๆขว้างๆล่ะ”

“โหย...ไม่มีหรอกครับ ใครจะอาฆาตผมขนาดนั้น...ผมหมายถึงผมไม่เคยทำร้ายจิตใจใครเลยนะ”

“งั้นคุณก็อาจจะให้ความหวังไปทั่ว จนมีใครซักคนแค้นคุณขึ้นมา”

“โธ่คุณแพร เห็นผมเป็นเสือผู้หญิงไปได้ ไม่มีจริงๆ ไม่เชื่อคุณถามเมย์ก็ได้ว่าผมเคยมีประวัติแบบนั้นไหม”

แพรพลอยมองอิศร์อย่างไม่ค่อยเชื่อ เพราะคิดว่าเขารนหาที่ให้อันตรายมาถึงตัวเอง

“ยังไงฉันก็อยากให้แกลองไปคิดดูนะอิศร์ ว่าแกมีปัญหากับใครบางหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”

อิศร์สีหน้าไม่ดี เริ่มกังวลใจ เพราะชีวิตที่ผ่านมาใสสะอาดราบรื่นมาตลอด ไม่เคยสร้างศัตรูที่ไหน...แล้วเช้าวันต่อมาเมื่อมายาวีทราบเรื่องว่าอิศร์ถูกปองร้ายก็ตกใจ เธอขอร้องแพรพลอยมาเป็นบอดี้การ์ดให้อิศร์แต่ถูกปฏิเสธ แม้กรณ์ที่เป็นเพื่อนสนิทก็ช่วยกล่อมไม่สำเร็จ แต่แล้วอัมพาช่วยอีกแรงก็ทำให้แพรพลอยใจอ่อน แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะทำงานให้เขาแค่สองสัปดาห์เท่านั้นระหว่างนี้เขาต้องให้ความร่วมมือกับตำรวจจับคนร้ายให้ได้ แล้วถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะปกติ

อิศร์ตกลงโดยดี ยิ้มมีความสุขจะมีแพรพลอยอยู่ใกล้ชิด ด้านมายาวีก็เตรียมจัดการให้อนุภัทรเข้าไปอยู่ที่บ้านอิศร์ในฐานะคนสวนเพื่อความปลอดภัยของอิศร์อีกชั้นหนึ่ง โดยเธอเปลี่ยนทั้งทรงผมและเสื้อผ้าให้เขาเพื่อความแนบเนียน ก่อนทั้งหมดจะพาอิศร์กลับไปบ้านแล้วแจ้งให้สมาชิกในครอบครัวเดชโชดมมารับทราบ

ขณะที่อิศร์พูดคุยกับญาติๆ แพรพลอยขอตัวไปเดินสำรวจอาณาบริเวณบ้านทั้งสามหลัง กระทั่งไปเจอไอริณกำลังอาละวาดเล่นงานกรองทองที่เข้าใจว่าขโมยต่างหูไป ซึ่งวิธีลงโทษของเธอโหดมากถึงกับจะเอาเตารีดร้อนๆนาบหน้ากัน แพรพลอยทนดูไม่ได้เข้าช่วยเหลือเลยโดนไอริณตบและด่าดังลั่น แถมยังจะเอาเตารีดฟาดหน้าถ้าสุนทรไม่เข้ามาขวางเสียก่อน

ไอริณพาลโกรธสุนทรที่ปกป้องคนนอก เลยตวัดเตารีดเข้าที่หัวไหล่สุนทรจนปวดแสบปวดร้อน แต่พอรู้ว่าตัวเองเข้าใจกรองทองผิดหลังจากเรณูเอาต่างหูที่เก็บไว้มาคืนก็หน้าม้านไปเล็กน้อย

“แม่เห็นมันตกอยู่ในอ่างล้างหน้า กลัวจะร่วงหายก็เลยเก็บไว้ให้ ทีหลังมีอะไรก็ถามก่อนสิ”

“ก็ริณไม่รู้นี่”

ทุกคนส่ายหัวกับความใจร้อนของไอริณ แพรพลอยสบตาทุกคนอย่างเกรงใจ เอ่ยปากขอโทษที่ตนเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย อริสรามองเธออย่างไม่วางใจ พอรู้ว่าเธอมาเป็นบอดี้การ์ดให้อิศร์ก็ยิ่งระแวง แต่สำหรับไอศูรย์กลับหัวเราะร่าเมื่อเดินออกจากบ้านมาพร้อมอำพล

“ไอ้อิศร์มันขี้ขลาดนะครับพ่อ หลบใต้กระโปรงผู้หญิง น่าสมเพช”

“แต่ก็แสดงว่ามันเริ่มระวังตัว แกอย่าคิดทำอะไรบ้าๆอีกก็แล้วกัน”

“นี่พ่ออย่าบอกนะว่าพ่อกลัวบอดี้การ์ดของไอ้อิศร์ ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างนั้นถ้าคิดจะฆ่าไอ้อิศร์อีกล่ะก็ ยายนั่นไม่ครณามือผมหรอก”

“ไอศูรย์! ฉันสั่งห้ามแกแล้วนะ”

“แค่แหย่เล่นเฉยๆน่าพ่อ ผมไม่ทำอะไรมันหรอก” พูดไปแล้วแต่พอลับหลังพ่อก็เปลี่ยนสีหน้าท่าทีเป็นเหี้ยมเกรียมเพราะความชิงชังอิศร์ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจเหมือนเดิม

“แกอย่ารนหาที่ขึ้นมาอีกก็แล้วกัน ไอ้อิศร์!”

ooooooo

ตอนที่ 4

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แพรพลอยไม่สบายใจที่สร้างปัญหาตั้งแต่วันแรก เธอขอโทษอิศร์และป้าดวง แต่มายาวีรีบบอกเพื่อไม่ให้เธอเป็นกังวล

“อย่าคิดมากค่ะคุณแพร ทุกคนที่นี่รวมถึงเมย์รู้จักน้องสาวนายอิศร์ดี เตรียมตัวไว้แล้วกันค่ะคุณแพรจะต้องเจออีกเยอะ”

แพรพลอยนิ่งเงียบแต่ลึกๆไม่ได้อยากมีเรื่องกับใคร จากนั้นป้าดวงชวนเธอขึ้นไปดูห้องพัก อนุภัทรจะลุกตามแต่มายาวีกระตุกกระเป๋าเตือนว่าห้องของเขาอยู่หลังบ้านและอย่าลืมว่าเขาชื่อนายมิตรเป็นแค่คนสวน

ห้องหับที่ป้าดวงจัดไว้ให้แพรพลอยหรูหรามีเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แพรพลอยบอกว่าเกินความจำเป็น ความจริงให้เธออยู่ตึกเล็กข้างหลังก็ได้

ทันใดประตูเชื่อมตรงระเบียงเปิดออก อิศร์โผล่เข้ามาหน้าระรื่น “ไม่ได้หรอกคุณ แล้วใครจะคุ้มครองผมล่ะ”

“คุณเข้ามาในห้องฉันง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ”

“ผมจัดให้คุณอยู่ห้องติดกับผมเอง มีอะไรจะได้เข้าหา...เอ๊ย...เรียกหาง่ายๆ”

แพรพลอยมองเขาอย่างไม่ไว้ใจแล้วคว้ากระเป๋าจากมือป้าดวงหิ้วออกไป อิศร์กับป้าดวงตกใจรีบเดินตามถามว่าจะไปไหน?

“ฉันจะทำงานให้คุณได้ยังไง ถ้าตัวเองยังไม่ปลอดภัย”

“โธ่คุณ...คุณคิดอะไร คิดว่าผมจะปล้ำคุณงั้นเหรอ”

แพรพลอยสะอึกโดนจี้ใจดำ ป้าดวงมองออกรีบรับรองแข็งขันว่าอิศร์ไม่ใช่พวกเจ้าชู้อันธพาลแบบนั้นหรอก

“คุณเองก็ซัดผมหมอบมาตั้งหลายครั้งแล้ว จะกลัวอะไร อีกอย่างผมไม่ชอบฝืนใจใคร ถ้าเต็มใจก็อีกเรื่อง”

แพรพลอยรู้สึกอายที่ตัวเองระแวงไม่เป็นเรื่อง ยอมวางกระเป๋าก่อนเดินออกไปที่ระเบียงสำรวจประตูว่าล็อกได้ไหมแล้วเดินเข้ามาในห้องอิศร์โดยมีเจ้าของห้องเดินตามหลัง

“แน่ะ...นี่คุณข้ามาในห้องผมเองนะ”

แพรพลอยไม่สนใจ มองซ้ายขวาเดินไปเปิดลิ้นชักเก็บของค้นหากุญแจแต่ไม่เจอจึงไม่แบมือขอจากอิศร์

“เอากุญแจระเบียงมาให้ฉัน ถ้าคุณจะให้ฉันอยู่ที่นี่ คุณต้องห้ามออกไปที่ระเบียงนั่น แล้วก็ห้ามปีนข้ามมาห้องฉันเด็ดขาด เดี๋ยวฉันจะให้ป้าดวงเอาต้นตะบองเพชรสูงๆมาตั้งขวางไว้”

“นอยด์มากไปหรือเปล่า”

“เราจะติดต่อกันได้ทางประตูหน้าห้องเท่านั้น...เอามา”

อิศร์เซ็งและพูดจาโยกโย้ไปมาจนแพรพลอยต้องเข้าแย่งกุญแจก่อนจะกลายเป็นกอดเขาโดยไม่รู้ตัว

“เอามาเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันลาออกจริงๆด้วย”

“คุณแน่ใจนะ”

“แน่ใจสิ ฉันไม่ได้เป็นคนพิศวาสอยากทำงานกับคุณนะ อย่าลืม”

“แต่คุณก็พิศวาสพอที่จะกอดผม” เธอชะงัก เหลือบมองเห็นหน้าอิศร์อยู่ใกล้แค่คืบ “ยอมรับเถอะว่า...”

แพรพลอยสุดทนพลิกตัวจับอิศร์ทุ่มลงบนเตียงแต่เพราะเขาเกาะแน่นก็เลยเซลงไปด้วยกัน

“คุณก็รู้ว่าฉันทำอะไรได้แค่ไหน ถ้ายังคิดจะยั่วโมโหฉันล่ะก็ ไม่ต้องรอให้คนปองร้ายคุณหรอก เพราะฉันนี่แหละจะ...”

“ว้าย...พี่อิศร์!” เสียงไอริณดังขึ้นตรงประตูหน้าห้องทำให้ทั้งคู่ชะงักรีบผละออกจากกัน

“ริณมีอะไรเหรอ”

“ริณแค่จะแวะมาถามว่าอาการบาดเจ็บพี่อิศร์เป็นยังไงบ้าง แต่เล่นกอดปล้ำกับบอดี้การ์ดแบบนี้คงแข็งแรงดีแล้วสินะคะ”

อิศร์กับแพรพลอยหน้าเจื่อนใส่กัน ส่วนไอริณลั้นลากลับไปเล่าให้คนในบ้านฟังอย่างคะนองปาก

“ที่แท้ยายนั่นไม่ใช่บอดี้การ์ดอะไรของพี่อิศร์หรอกค่ะ ริณเปิดเข้าไปเห็นกับตาว่านอนกอดกันกลมอยู่บนเตียง ยังไม่ทันจะข้ามคืนก็เก็บอาการไม่อยู่กัน
ซะแล้ว”

อริสราชะงักกึก มือกำช้อนกินข้าวแน่นโดยไม่รู้ตัว ไอศูรย์เห็นแล้วสะใจรีบผสมโรง

“พี่ก็ว่าอย่างนั้นแหละ ผู้หญิงตัวเล็กๆจะมาปกป้องไอ้อิศร์ได้ยังไง ที่แท้ก็แค่นางบำเรอ”

“ดีเหมือนกัน พี่อิศร์เอาผู้หญิงมาอยู่ด้วย คนแถวนี้จะได้ไม่ต้องหาเรื่องไปปรนนิบัติ”

ไอริณปรายตามองพี่สะใภ้ อริสราไม่พอใจแต่ไม่พูดอะไรนอกจากลุกออกจากโต๊ะอาหารไปเงียบๆ โดยมีสายตาเยาะหยันของสามีมองตามที่เห็นเธอผิดหวัง
ขณะเดียวกัน แพรพลอยกำลังต่อว่าอิศร์อย่างหงุดหงิดว่าเพราะเขาคนเดียวทำให้ตนถูกเข้าใจผิด ป่านนี้ญาติของเขาคงเอาตนไปพูดเสียๆหายๆ อิศร์กลับทำทะเล้นถามว่ากอดกับเจ้าของบ้านมันเสียหายตรงไหน แต่พอเห็นหญิงสาวทำท่าถกแขนเสื้อก็รีบยกมือยอมแพ้

“โอเคๆ เสียหายก็ได้ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ริณฟังเอง”

แพรพลอยมองค้อนแล้วเปิดกระเป๋าหยิบเสื้อผ้าใส่ตู้ อิศร์กวาดตามองรอบห้องก่อนถามอย่างเอาใจ

“ข้าวของในห้องนี้ครบหรือเปล่า มีอะไรที่คุณต้องการอีกไหม บอกผมได้นะ เดี๋ยวจะให้คนเอามาให้ หรือไม่ชอบเฟอร์นิเจอร์อันไหนก็บอกมาผมจะเปลี่ยนให้”

“ไม่จำเป็นหรอก อย่าลืมว่าฉันจะอยู่ที่นี่แค่สองอาทิตย์”

“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“ดูเหมือนคุณจะอยากให้มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเองเหลือเกินนะ”

“ถ้ามันทำให้คุณอยู่ที่นี่นานๆ ผมก็ยอมเสี่ยงนะ ยังไงคุณก็ต้องช่วยผมอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ รื้อกระเป๋าเสร็จแล้วผมจะพาคุณไปหาคุณปู่”

อีกครู่ต่อมา อิศร์ก็พาเธอมายืนอยู่ต่อหน้ารูปขนาดเท่าตัวจริงของนายเดชที่ห้องโถง

“นี่คือคุณปู่ของผม...คุณเดช เดชโชดม ผมกับปู่สนิทกันมากเพราะพ่อผมทำงานใกล้ชิดกับคุณปู่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ คุณปู่เป็นคนเลี้ยงผม”

“ท่านดูเป็นคนใจดีนะคะ”

“ท่านใจดีเวลาที่ควรใจดี และดุเวลาที่ควรเข้มงวด แต่ผมก็ไม่เคยโดนปู่ตีนะ ถึงผมจะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยเอาไหน เรียนไม่เก่งเหมือนพี่ไอศูรย์ คงเป็นเพราะท่านสงสารที่ผมเป็นกำพร้า”

แพรพลอยเหลือบมองอิศร์ เพิ่งรู้ว่าเขาก็มีอะไรคล้ายตน “เด็กกำพร้ามักจะน่าสงสารในสายตาคนอื่น”

อิศร์หันมาสบตาแพรพลอย ต่างมองกันนิ่งเหมือนว่าในที่สุดทั้งสองก็พบอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกัน

“คุณปู่ครับ ผมพาสมาชิกใหม่ของบ้านเรามาแนะนำให้รู้จัก นี่คุณแพรพลอย เธอจะมาดูแลผม คุณปู่อนุญาตนะครับ”

แพรพลอยขำท่าทางของอิศร์แต่พยายามเก๊กใส่เบือนหน้าหนี และยอมยกมือไหว้เมื่อถูกเขากระตุ้นว่าคุณปู่อนุญาตแล้ว จากนั้นทั้งคู่ออกมาที่ห้องรับแขกเจอกรองทองที่ตั้งใจมาขอบคุณแพรพลอยสำหรับการช่วยเหลือให้เธอพ้นจากความเอาแต่ใจของไอริณ

“กรองขอบคุณคุณแพรมากนะคะ ที่ช่วยกรองไว้”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ฉันเองก็ต้องขอโทษที่ทำให้เรื่องบานปลาย”

“ไม่หรอกค่ะ คุณริณเจอต่างหูแล้วก็คงไม่มายุ่งอะไรกับกรอง วันนี้กรองก็เลยว่าจะมาช่วยป้าดวงทำกับข้าวเลี้ยงต้อนรับคุณอิศร์”

“เลี้ยงต้อนรับอีกแล้วเหรอ” อิศร์ทำหน้างงๆ

“กลับจากโรงพยาบาลไงคะ แล้วก็ต้อนรับคุณแพรด้วย คุณแพรอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ เพราะของคุณอิศร์กรองจำได้อยู่แล้ว”

“อะไรก็ได้จ้ะ ฉันกินง่าย”

“ใกล้สอบปริญญาโทแล้วกรองไม่ต้องไปเตรียมอ่านหนังสือเหรอ ถึงจะมาช่วยป้าดวงเข้าครัว”

“คุณอิศร์จำได้ด้วยเหรอคะว่ากรองจะสอบ”

“ก็กรองยังจำได้ว่าฉันชอบอะไร แล้วทำไมฉันจะจำเรื่องของกรองไม่ได้”

กรองทองยิ้มเขิน ก้มหน้างุด หัวใจเบ่งบานกับเรื่องเล็กๆน้อยๆที่อิศร์ทำดีใส่ แพรพลอยหันมองอิศร์อย่างจับสังเกตว่าคิดยังไงกับกรองทองกันแน่

ส่วนที่เรือนคนงาน  มายาวียังเจ้ากี้เจ้าการกับอนุภัทรเพื่อนสนิทอิศร์ที่ต้องปลอมตัวมาเป็นคนสวน

“อยู่ที่นี่จะทำอะไรก็ระวังตัวหน่อยแล้วกันนะ คนทำงานจะอยู่ร่วมกันที่ตึกนี้หมด ยกเว้นสุนทรกับลูกสาว”

“พ่อลูกเมื่อกี้น่ะเหรอ”

“ใช่ สุนทรเป็นคนเก่าคนแก่ของคุณลุงอำพล คุณอย่าไปยุ่งกับแกมาก เพราะแกไม่ชอบสุงสิงกับใคร...นี่คุณไม่รู้อะไรเลยเหรอ ไหนว่าเป็นเพื่อนอิศร์ แอบอ้างหรือเปล่า”

“ผมสนิทกับอิศร์ที่โรงเรียน ไม่ค่อยได้มาบ้านนี้ อีกอย่างผมไม่ได้สอดรู้สอดเห็นเหมือนคุณ”

อนุภัทรเดินหนีเข้าห้อง มายาวีค้อนคอแทบเคล็ดแต่ยังไม่ลดละเดินตามเข้ามามองข้าวของที่เขารื้อออกจากกระเป๋ามีทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ถามว่าขนมาเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ

“อุปกรณ์ทำงานของผม จำเป็นต้องใช้”

เธอเข้ามาใกล้หยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูด้วยความสงสัยถามว่ามันคืออะไร พอได้ยินว่าเครื่องดักฟังถึงร้องอ๋อ บอกว่าเคยเห็นแต่ในหนัง แล้วหยิบกล้องปากกามาพิจารณา อนุภัทรกลัวพังก็เลยดึงกลับพร้อมเตือนเธอว่าอย่าซน

“แหม...ขอดูหน่อยทำเป็นหวงไปได้” มายาวีแย่งของกลับมา โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่าเบญสาวใช้เดินลั้นลาผ่านมา ได้ยินเสียงคนคุยกันก็ชะงัก
“ขอเปิดดูหน่อยน่า”

“นี่มันของส่วนตัวผม”

“แค่ดูเฉยๆ ไม่สึกหรอหรอกน่า”

“ห้ามจับนะ เดี๋ยวผมใช้งานไม่ได้”

เบญอ้าปากค้าง คิดเตลิดเปิดเปิงเข้าใจผิด พอชะโงกหน้ามองเข้ามาเห็นมายาวีนั่งใกล้ชิดแทบเกยตักอนุภัทรก็ยิ่งปักใจ...เท่านั้นเองเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นเม้าท์กลางวงข้าว สุนทรเดินผ่านมาได้ยินถึงกับหูผึ่ง

“เมื่อกี้ฉันเห็นคุณเมย์ไปขลุกอยู่กับคนสวนใหม่ในห้อง ดูอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ บัดสีบัดเถลิง”

“แกยังไม่เห็น แล้วรู้ได้ยังไงว่าบัดสี” บุญเกิดท้วงขึ้น

“แหม...ก็ท่าทางมันบอก งุบงิบกันสองคน ฉันว่าเขาสองคนต้องไม่ใช่แค่เจ้านายลูกน้องธรรมดาแน่ๆ”

สุนทรสีหน้าสงสัยแล้วเอาสิ่งที่ได้ยินไปรายงานอำพลที่ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน

“ดีแล้ว...จับตามันไว้ ฉันก็สงสัยเหมือนกันที่อยู่ๆอิศร์มันเอาคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้านทีเดียวสองคน ถ้ามีอะไรน่าสงสัยรีบบอกฉัน”

สุนทรรับปากแล้วผละไปตามกรองทองที่บ้านอิศร์ให้กลับบ้าน ไม่ยอมให้ร่วมโต๊ะอาหารแม้ว่าอิศร์อนุญาตเพราะเห็นเธอเป็นเหมือนญาติ การกระทำของสุนทรทำให้อนุภัทรถึงกับเอ่ยปากว่านายคนนี้ดูไม่ค่อยเป็นมิตรเอาเสียเลย

“แกระวังตัวไว้หน่อยก็แล้วกัน แต่ถ้าไม่ไปวุ่นวายกับบ้านลุงอำพลก็คงไม่มีอะไรหรอก”

“อย่าไปถือสาสุนทรเลยนะคะ เขาเป็นคนแบบนี้แหละค่ะ ทานต่อดีกว่า” ป้าดวงตัดบทอย่างเกรงใจแขก

ฝ่ายสุนทรที่ลากกรองทองออกไปอย่างไม่เกรงใจใครทั้งนั้น พอพ้นบ้านอิศร์ก็คาดคั้นลูกสาวว่าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงต้องไปร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกเขา

“ก็คุณอิศร์เชิญนี่จ๊ะ เชิญนายมิตรคนสวนใหม่ด้วย พ่อก็เห็น”

“ทำไมคุณอิศร์ต้องทำขนาดนั้นด้วย หรือว่าไอ้คนสวนนี่มันมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น”

“กรองไม่รู้จ้ะ” ก้มหน้างุดเดินกลับบ้าน ขณะที่สุนทรหันมองไปทางบ้านอิศร์ด้วยความสงสัย

ooooooo

รุ่งขึ้นแพรพลอยตื่นแต่เช้าลงมาวิ่งออกกำลังกายและเจอเรณูโดยบังเอิญ ทั้งคู่ทักทายกันด้วยดี โดยเฉพาะแพรพลอยนั้นอ่อนน้อมจนอีกฝ่ายรู้สึกเอ็นดู

หลังจากวิ่งอยู่พักหนึ่ง แพรพลอยก็ไปเปลี่ยนชุดทะมัดทะแมงมาเล่นโยคะแถวสระน้ำ อิศร์เพิ่งตื่นยืนมองจากบนห้อง ในมือมีกุญแจสำรองที่แพรพลอยไม่รู้

แพรพลอยเพลิดเพลินกับโยคะได้ครู่เดียวก็มีเหตุให้เธอต้องหยุดชะงัก ไอริณวางอำนาจเข้ามาออกคำสั่งให้เบญสาวใช้เอาข้าวของบนเก้าอี้ริมสระน้ำของแพรพลอยไปทิ้ง เพราะที่นี่เป็นสระว่ายน้ำของเจ้านาย พวกคนงานในบ้านไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวาย

เบญเดินตัวลีบเข้ามาฝืนยิ้มให้แพรพลอยอย่างเกรงใจ หญิงสาวไม่ว่าอะไรแต่รีบม้วนเสื่อโยคะและเก็บแก้วน้ำกับผ้าเช็ดหน้าบนเก้าอี้เตรียมจะกลับ  ไอริณสบโอกาสแกล้งยื่นขาไปขัด ทำให้แพรพลอยสะดุดถลาเกือบล้มถ้าไม่จับบันไดขอบสระได้เสียก่อน

เมื่อโดนแกล้งซึ่งหน้ามีหรือแพรพลอยจะปล่อยผ่าน เธอคว้าแขนไอริณที่ยิ้มเยาะแล้วจะเดินหนี ไอริณโกรธมากดิ้นรนและพยายามจะเหวี่ยงแพรพลอยลงน้ำ แต่กลับเป็นฝ่ายโดนผลักเสียหลักถลาลงไปในสระเสียเอง

“แก...นังบ้า! แกแกล้งผลักฉัน”

“ฉันไม่ได้แกล้ง แต่ฉันผลักจริง”

“อีบ้า! คอยดูนะฉันจะฟ้องพ่อ แกเตรียมเก็บเสื้อผ้าออกไปจากบ้านนี้ได้เลย”

“คุณจะไปฟ้องว่าอะไร ฟ้องว่าแกล้งผลักฉันตกน้ำไม่เสร็จ ตัวเองก็เลยหล่นลงสระเองงั้นเหรอ”

ไอริณแค้นจัดรีบปีนขึ้นจากสระเพื่อตบตีแพรพลอย แต่ต้องชะงักอย่างไม่กล้าเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย

“อย่านะ คุณตบฉันไปแล้วสองครั้ง ถ้าฉันโดนครั้งที่สาม ฉันก็จะตบคุณสามครั้งซ้อนเหมือนกัน”

“พี่อิศร์จะต้องรู้เรื่องความอวดดีของแก”

“พี่รู้แล้ว” อิศร์ส่งเสียงเข้ามา ไอริณหันขวับไปชิงฟ้องก่อน

“พี่อิศร์ต้องจัดการมันให้ริณนะคะ มันผลักริณตกน้ำแล้วยังจองหองกับริณด้วย”

“พี่จะลงโทษเขาแน่ถ้าเขาทำอย่างที่ริณว่า แต่ที่พี่เห็นริณหาเรื่องคุณแพรก่อน พี่เห็นตั้งแต่ริณเอาขาขัดคุณแพรให้หกล้มแล้วนะ ริณไม่ควรจะทำแบบนั้น”

ไอริณชะงักหน้าเสีย ขณะที่แพรพลอยแอบยิ้มโล่งใจที่อิศร์ยุติธรรม

“คุณแพรเป็นคนของพี่ มีสิทธิ์ที่จะอยู่ตรงไหนก็ได้ในบ้านหลังนี้ ถ้าริณรับกฎของพี่ไม่ได้ก็ควรจะต่างคนต่างอยู่จะได้ไม่มีเรื่องกัน”

“พี่อิศร์ไม่ให้ริณมาเหยียบบ้านพี่งั้นเหรอคะ ริณจะจำไว้ว่าพี่เห็นมันดีกว่าน้อง” พูดจบก็สะบัดหน้าเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว อิศร์มองตามแล้วถอนใจ ก่อนจะหันมาสบตาแพรพลอย...

ไอริณกลับไปฟ้องอำพลพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับเด็ก ไอศูรย์เห็นแล้วรำคาญ อบรมน้องสาวว่าอย่าทำตัวเป็นเด็กโดนแย่งของเล่น

“พี่อิศร์เคยรักริณ ตามใจริณ แต่อยู่ๆก็เปลี่ยนไปเพราะนังแพรพลอยนั่น”

อริสราเดินลงมาจากชั้นบนได้ยินชื่อแพรพลอยก็เงี่ยหูฟังอย่างสนใจ

“พ่อคิดดูนะคะ พี่อิศร์พูดออกมาได้เต็มปากว่านังแพรพลอยเป็นคนของเขา มันมีสิทธิ์ทุกอย่างในบ้านหลังนั้น แบบนี้มันหมายความว่ายังไง”

“อิศร์มันจริงจังขนาดนั้นเชียวเหรอ แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ใช่บอดี้การ์ดจริงๆน่ะสิ”

“เอาเถอะน่า อิศร์จะคว้าใครมาเป็นเมียก็เป็นสิทธิ์ของมัน แกไม่ดีใจหรือไงที่มันจะมีผู้หญิงเป็นตัวเป็นตน”

“ดีใจสิครับพ่อ ดีใจมาก”

ไอศูรย์ยิ้มกระหยิ่ม แต่อริสรายืนสีหน้าหวาดระแวง ไม่อยากให้ผู้หญิงคนไหนใกล้ชิดอิศร์ พอเดินออกไปเห็นอิศร์กับแพรพลอยเล่นโยคะด้วยกันก็ยิ่งไม่สบายใจ

ส่วนธำรงลูกชายคนเดียวของอำนวยอยู่ที่บ้านของตนแต่กำลังลุกลี้ลุกลนเพราะโดนเจ้าหนี้โทร.ทวงเงิน ก็เลยจะขโมยพระพุทธรูปของพ่อ อนุภัทรในคราบคนสวนคอยจับตาโดยทำทีปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อติดกรงนกที่ซ่อนกล้องสอดแนมเอาไว้ แต่แล้วมายาวีเข้ามาจุ้นจ้านทำให้แผนเกือบแตก แถมตัวเขาเองก็หล่นตุ๊บลงมาจุกแอ่กโคนต้นไม้

ธำรงหวาดระแวงรีบวางพระแล้วผลุนผลันออกมาคาดคั้นคนสวนอย่างเอาเรื่อง “แกปีนขึ้นไปทำไมบนต้นไม้ แกคิดจะสอดแนมอะไรพวกฉัน บอกมานะโว้ย”

“เปล่านะครับ ผมเปล่า” อนุภัทรปฏิเสธพลางมองมายาวีอย่างกล่าวโทษ ทำให้เธอยิ่งหน้าเสีย ขอร้องธำรงใจเย็นๆ แต่ธำรงดึงดันจะเอาเรื่องนายมิตรให้ได้ถ้าอำนวยไม่เข้ามาอธิบายความ

“พ่อเป็นคนสั่งนายมิตรเอง พ่อเรียกนายมิตรมาช่วยติดบ้านนกไว้บนต้นไม้ มันจะได้ไม่ไปทำรังบนเสาไฟฟ้า แกมีปัญหาอะไร”

“ก็ผมคิดว่ามันมาสอดแนมเตรียมวางแผนขโมยของ”

“เปล่านะครับ ผมไม่เห็นคุณธำรงด้วยซ้ำ”

“คุณธำรงคงเข้าใจผิดไปนะคะ นายมิตรไม่ได้มีพฤติกรรมลักขโมยหรอกค่ะ เขาซื่อสัตย์ไว้ใจได้ เมย์รับรอง”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็สบายใจครับ แต่แกไม่ต้องปีนต้นไม้แล้ววันนี้ ไปล้างรถให้ฉันดีกว่า เดี๋ยวฉันให้ค่าจ้าง...ตามมา”

ธำรงยักคิ้วหลิ่วตาแล้วลุกนำไปสั่งงานนายมิตรที่เดินตามหลังมาเพื่อที่ตนเองจะได้มีเวลาขโมยพระของพ่อต่อ...ขณะอนุภัทรล้างรถ มายาวียังมาป้วนเปี้ยนเลยโดนเขาบ่นอย่างเคืองๆ

“เกือบไปแล้วไหมล่ะ นี่ถ้าผมโดนสั่งห้ามไม่ให้มาที่บ้านนี้ งานคงพังไม่เป็นท่าแน่”

“ฉันขอโทษ ให้ฉันช่วยคุณล้างรถเป็นการชดเชยก็ได้นะ”

“คุณจะบ้าเหรอ อยู่ๆลูกสาวรัฐมนตรีมาช่วยคนงานล้างรถเนี่ยนะ”

“งั้นฉันขึ้นไปติดบ้านนกให้เอาไหม”

“ไม่ต้อง”

“ก็ฉันอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์”

“คุณจะมีประโยชน์มากที่สุดเวลาไม่ทำอะไรเลย”

มายาวีเท้าเอวหมั่นไส้ เหลือบเห็นธำรงยืนมองมาก็รีบเล่นละครจิกใช้อนุภัทร

“นี่ เช็ดตรงนี้ให้มันสะอาดหน่อยสิ ไม่ใช่เอาน้ำราดๆแล้วก็ไป สอนตั้งหลายครั้งแล้วไม่รู้จักจำนะนายมิตร”

อนุภัทรงง แต่พอมองไปเห็นธำรงยืนอยู่ก็เข้าใจ ไม่ปริปากว่าอะไรเธอสักคำ มายาวีเลยได้ใจเสียงเขียวใส่เขาอีกหลายคำ

“ฉันต้องคงคอยตามกำกับนายทำงานต่อไปเรื่อยๆ ไม่งั้นคงเสียชื่อฉันกับคุณพ่อหมด ไม่ได้เรื่อง”

อนุภัทรกัดฟันกรอด ครั้นเห็นธำรงหันกลับเข้าบ้านไปแล้วก็เอาคืนมายาวีด้วยการฉีดน้ำใส่จนเธอเปียกปอน ทางด้านอิศร์กับแพรพลอยที่เล่นโยคะกันอยู่ริมสระ อิศร์นึกสนุกแกล้งแหย่เธออยู่เรื่อย ที่สุดเลยโดนเธอผลักตกน้ำ แต่เขายังแกล้งเป็นตะคริวจนเธอหลงกลลงมาช่วยเหลือ นี่เองเป็นเหตุให้เธอโมโหถึงกับจับเขากดน้ำจนสำลักหน้าตาตื่น

อริสราเห็นเหตุการณ์โดยตลอด สายตาเธอหึงหวงอย่างเห็นได้ชัด แต่เลือกที่จะไม่เข้าไปขัดขวาง แล้วนำยาแก้แพ้มาให้อิศร์ถึงในห้อง ให้กินกันเอาไว้ก่อนจะเป็นหวัดเพราะสำลักน้ำเข้าไปเยอะ

“คุณเห็นเหรอครับ”

“อริสเดินผ่านมาน่ะค่ะ เห็นคุณกำลังเล่นน้ำกับคุณแพรอยู่ เลยไม่อยากเข้าไปรบกวน”

“ขอบคุณนะครับ” อิศร์รับยาและแก้วน้ำมา

“ว่าแต่คุณแพรเธอพักที่ไหนเหรอคะ”

“ห้องข้างๆนี้แหละครับ”

อริสราหน้าเสียแต่รีบพูดกลบเกลื่อน “แหม...ต้องอยู่ใกล้กันตลอดเลยเหรอคะ ในบ้านคงไม่มีใครมาทำอะไรอิศร์หรอกมั้ง”

“ผมอยากให้คุณแพรอยู่สบายๆน่ะ”

“แต่คนอาจจะคิดไม่ดีได้นะคะ แค่นี้อริสก็ได้ยินคนในบ้านอริสพูดถึงคุณแพรไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อริสสงสารเธอ อิศร์เปลี่ยนบอดี้การ์ดเป็นผู้ชายไม่ดีกว่าเหรอจะได้ไม่มีปัญหา” พอเห็นอิศร์อึ้งไป เธอรีบออกตัว “คืออริสเห็นใจคุณแพรในฐานะผู้หญิงด้วยกันน่ะค่ะ เธอกำลังถูกมองว่าอิศร์เอามาทำหน้าที่อื่น ไม่ใช่จ้างมาคุ้มครอง”

“แต่ผมไว้ใจคุณแพร เพราะที่ผ่านมาเวลาเกิดเรื่องอะไรกับผม คุณแพรนี่แหละที่ช่วยผมไว้ทุกครั้ง”

อริสราเจื่อนจ๋อย รู้ว่ากล่อมอิศร์ไม่สำเร็จแน่ ทำทีเป็นฝืนยิ้มพูดแก้เก้อว่าตนคงคิดมากไปเอง

“ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง”

“มันเป็นสิ่งเดียวที่อริสสามารถทำให้คุณได้ไม่ใช่เหรอคะ” อริสราสบตาเรียกร้องความสงสาร พอเห็นเขาจามก็ถือโอกาสถึงเนื้อถึงตัวแตะหน้าอย่างห่วงใย “อิศร์ตัวร้อนนะคะ เดี๋ยวอริสไปเอายาแก้ไข้มาให้กินดีกว่า”

แพรพลอยมองจากประตูระเบียงเห็นภาพนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ บ่นพึมพำตำหนิอิศร์ว่าตกลงจะหว่านเสน่ห์ผู้หญิงในบ้านนี้หมดเลยหรือไง?

อริสราเลือกที่จะไม่ขอยาแก้หวัดจากป้าดวงเพราะทราบดีว่าจะโดนแย่งหน้าที่ เธอกลับไปเอายาที่บ้านแต่ก็ไม่รอดสายตาไอศูรย์

“คุณไม่ได้ป่วย แต่มาเอายาไปให้คนอื่น ไอ้อิศร์ใช่ไหม มันเป็นอะไรอีกล่ะ เมื่อไหร่มันจะตายซักที”

“เขาคงจะอยู่รอให้คุณเลิกกับฉันก่อนมั้งคะ”

ไอศูรย์กระชากแขนอริสราบีบด้วยความโมโห “นี่คุณยังเพ้อถึงวันที่คุณกับมันจะได้ร่วมหอลงโรงกันอีกเหรอ จะหน้ามืดตามัวไปถึงไหน ไม่เห็นหรือว่าไอ้อิศร์ไม่ว่างสำหรับคุณแล้ว มันควงยายมายาวีตอนกลางวัน พอตกกลางคืนก็นอนกกนังบอดี้การ์ด ผมถามจริงๆคุณจะแทรกไปอยู่ตรงไหนในชีวิตของมัน”

อริสราสะอึกที่โดนจี้ใจดำ เจ็บปวดกว่าโดนบีบแขน แต่ก็ฮึดสู้ต่อปากต่อคำ “ปล่อยฉันได้หรือยัง อิศร์เขาไม่สบาย เขารอฉันอยู่”

“ปล่อยให้มันตายไป เพราะคุณต้องไปกับผม”

ไอศูรย์ลากอริสราไปขึ้นรถทั้งที่เธอพยายามขัดขืน แพรพลอยยืนมองจากบ้านอิศร์รีบชี้ชวนให้มายาวีดู แต่เธอเห็นแล้วกลับบอกว่าเป็นเรื่องปกติของผัวเมียคู่นี้

“เพราะคุณอิศร์ใช่ไหมคะ”

มายาวีลังเลเล็กน้อยก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องราวในอดีตของทั้งคู่

“เท่าที่เมย์รู้ อิศร์กับคุณอริสราคบกันมาตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายรับรู้ จนกระทั่งอิศร์ไปเรียนต่อเมืองนอกถึงได้เลิกกัน”

“เพราะอะไรคะ”

“เพราะพ่อแม่ของคุณอริสรายกเธอให้คุณไอศูรย์แลกกับการล้างหนี้ธุรกิจของครอบครัว ตอนนั้นอิศร์เสียใจมากนะคะ ไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่พักหนึ่ง”

“พอกลับมาอยู่เมืองไทย เขาก็เลยพยายามทวงคุณอริสคืน”

“อุ๊ย ไม่ใช่ค่ะ อิศร์ไม่เคยคิดอย่างนั้น หลังจากที่เฮิร์ตอยู่เกือบปี เขาก็ทำใจได้ ถึงได้กลับเมืองไทย แต่ก็ไม่ได้คิดจะมาชิงนางกับใครนะคะ เพราะเขาถือว่าคุณอริสเป็นพี่สะใภ้ไปแล้ว และคุณไอศูรย์ก็รักคุณอริสมาก... อิศร์รักครอบครัวมากค่ะ เพราะว่าเขาไม่มีพ่อแม่ มีแค่คุณปู่แล้วก็ญาติๆรอบตัว อิศร์พูดเสมอว่าถึงไม่มีคุณปู่ที่เป็นเสาหลักของตระกูลแล้ว เขาก็จะพยายามทำให้คนในบ้านเดชโชดมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ใช่บ้านแตกสาแหรกขาดเหมือนพี่น้องบางบ้าน เพราะฉะนั้นอะไรที่อิศร์ทำเพื่อประคับประคองความสุขคนในบ้านได้ เขาก็จะทำ”

“แต่เท่าที่แพรเห็น ดูเหมือนว่า...”

“คุณอริสคือคนที่ไม่ยอมจบค่ะ แต่ก็โทษเธอไม่ได้ เพราะคุณไอศูรย์ไม่ใช่คนที่เธอเลือก แต่ที่เมย์ไม่สบายใจก็คือคุณไอศูรย์เป็นคนโมโหร้าย เมย์กลัวว่าถ้าเรื่องนี้ยังคาราคาซังไปเรื่อยๆบ้านนี้ก็คงหาความสงบสุขไม่ได้”

แพรพลอยนิ่งคิดรวบรวมข้อมูลหลายอย่างเข้าด้วยกันก่อนตั้งคำถาม “คุณเมย์คิดว่าคุณไอศูรย์โมโหร้ายพอที่จะคิดไม่ดีกับคุณอิศร์หรือเปล่า”

“คงไม่หรอกค่ะ ยังไงก็พี่น้องสายเลือดเดียวกันคงไม่ถึงขนาดฆ่ากันเพราะผู้หญิงคนเดียวหรอกมั้งคะ”

แพรพลอยพยักหน้าคล้อยตาม...ไล่ความคิดนั้นออกไปจากสมอง

ooooooo

ไอศูรย์ขับรถด้วยความเร็วโดยไม่ยอมบอกอริสราว่าจะพาไปไหน เอาแต่ประชดประชันที่เธอห่วงใยอิศร์ ซึ่งอย่าหวังว่าเขาจะปล่อยให้เธอกลับไปพะเน้าพะนอมัน

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07:50 น.