ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะวันทอแสง

SHARE
ตอนที่ 15

หลังจากรัชนีพาปรางทิพย์กลับไปแล้ว สายใจพยายามหว่านล้อมภคพงษ์ให้เลิกหมกมุ่นอยู่กับการแก้แค้น ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายทำให้ใครต่อใครหลายคนต้องเสียใจ รวมถึงตัวเขาเองด้วย

ภคพงษ์รับฟังแต่ไม่ยอมยุติ บอกสายใจว่าตราบใดที่รัชนียังไม่ยอมรับตนเป็นลูก ตนก็ไม่หยุด ในเมื่อเขาชอบเล่นละคร ตนจะจัดฉากใหญ่ไว้ให้

“คุณหนูคิดจะทำอะไรอีกคะ” สายใจถามอย่างหวาดหวั่น

“เดี๋ยวป้าใจก็รู้เอง”

“โธ่...คุณหนู ป้ากับคุณเผด็จแก่แล้วนะคะ เราสองคนคงอยู่ดูแลคุณหนูอีกได้ไม่นาน ป้าไม่อยากให้คุณหนูมีชีวิตอยู่อย่างไม่เหลือใครนะคะ ถ้าคุณหนูไม่หยุดตอนนี้ ระวังว่าวันที่คุณหนูอยากจะหยุด มันจะเป็นวันที่สายเกินไปนะคะ”

ภคพงษ์นิ่งคิดไตร่ตรอง แต่เพราะความเจ็บแค้นมีมากกว่าเหตุผลจึงมองข้ามจุดนั้น มุ่งมั่นในความคิดของตัวเองต่อไป...

ด้านปรางทิพย์ที่เข้าใจผิดความสัมพันธ์ระหว่างรัชนีกับภคพงษ์ เพียงเพราะภาพที่เห็นกับตาเมื่อคืน ความไร้เดียงสาทำให้เธอว้าวุ่นใจอย่างหนัก เกรงจะเกิดปัญหาครอบครัวหากปล่อยทิ้งไว้ เช้านี้เธอหาโอกาสคุยกับพ่อตามลำพัง บอกให้ท่านรู้ว่าแม่อนุญาตให้เธอคบกับภคพงษ์ และยกเลิกเรื่องเรียนต่อต่างประเทศ เธอจะอยู่เมืองไทยและแต่งงานกับภคพงษ์

“มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอลูก” สุวิทย์ท้วงขึ้นมา

“ยิ่งเร็วยิ่งดีค่ะ ถ้าปล่อยให้นานมากกว่านี้คุณพ่ออาจจะเดือดร้อนได้”

“ปรางหมายความว่ายังไง พ่อเดือดร้อนอะไร”

“ปรางพูดอะไรมากไม่ได้ ปรางบอกได้แค่ว่า...ที่ปรางต้องรีบแต่งงานกับพี่ภัคเพราะปรางรักคุณพ่อ ไม่อยากให้คุณพ่อต้องเสียใจ ปรางรักคุณพ่อนะคะ”

สุวิทย์ค่อนข้างงงกับคำพูดคลุมเครือของลูกสาว แต่ก็ไม่ซักถามอะไรอีก นอกจากกอดตอบพร้อมบอกรักลูกที่โผเข้าซบกับอกกว้างของเขา

ooooooo

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับวาริชที่บ้านเช่า แทบไม่มีวันไหนเลยที่พิมพรรณจะมีความสุข นับวันวาริชยิ่งแสดงตัวตนแท้จริงออกมา จากที่เคยพูดจาไพเราะสุภาพอ่อนโยน กลายเป็นหยาบคายดุดัน รีดไถแม้กระทั่ง เงินที่เธอเตรียมไว้สำหรับหาหมอ เขาพูดหน้าตาเฉยว่าจะเอาเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ อยู่ด้วยกัน ก็ต้องช่วยกันจ่าย

“แต่เงินนี่แม่ให้ไว้สำหรับไปหาหมอนะ พิมเริ่มฝากท้องแล้ว ต้องใช้เงินเยอะ”

“ใช้เยอะก็ไปขอพ่อแม่มาเยอะๆสิ จะได้พอใช้ หรือไม่ก็หาทางกลับเข้าไปอยู่บ้านให้ได้ ฉันจะได้ไม่ต้องมารับภาระอยู่คนเดียว” พูดจบเขาเดินลิ่วออกจากบ้านไปพร้อมเงินจำนวนนั้น ไม่สนใจไยดีว่าวันนี้เธอต้องไปหาหมอ

พิมพรรณนั่งคร่ำครวญด้วยความผิดหวังและเสียใจ ห้าวมาเห็นยิ่งสงสาร อยากให้เธอเลิกกับวาริชแล้วกลับไปอยู่บ้าน แต่เธอทำไม่ได้ เพราะไม่อยากให้ลูกเกิดมาไม่มีพ่อ ห้าวเหนื่อยใจไม่รู้จะพูดยังไงอีก กลับออกมาด้วยความกลุ้มใจ

เมื่อรสารู้จากห้าวว่าพิมพรรณไม่มีความสุข ต้องทนเจ็บปวดกับความเห็นแก่ตัวของวาริช ทำให้เธออดนึกถึงภคพงษ์ไม่ได้...ภคพงษ์เองก็กำลังเจ็บปวดกับการกระทำของตัวเอง การเดินออกมาจากความเจ็บปวดไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้ฉุดกระชากลากถูยังไงก็ไม่มีประโยชน์ นอกจากคนนั้นๆจะอยากออกมาด้วยตัวของเขาเอง เฉกเช่นเดียวกับพิมพรรณที่ยังไม่เดินหนีออกมา

วางสายจากห้าวแล้ว รสาเข้ามาต้อนรับเผด็จ โดยมีพิทยากับชีวินอยู่พร้อมหน้า เผด็จเป็นตัวแทนภคพงษ์มาเชิญทุกคนไปร่วมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ในวันอาทิตย์นี้ โดยจัดที่เรือนหลังเล็ก คนอื่นๆยินดีไม่มีปัญหา ยกเว้นรสาที่ดูอึดอัด ยังตัดสินใจไม่ได้ แต่เผด็จอยากให้รสาไปงานนี้ เมื่อมีโอกาสอยู่กันตามลำพังตอนเธอเดินออกมาส่งที่หน้าบริษัท เขาจึงย้ำกับเธออีกครั้ง

“ผมเข้าใจครับ ถ้าคุณรสาจะไม่อยากมาร่วมงานด้วย แต่ผมอยากให้มานะครับ งานนี้เป็นความภูมิใจของคุณเอง คุณภัคต้องการจะเปิดตัวบ้านและเปิดตัวมัณฑนากรผู้ควบคุมการตกแต่งด้วย”

“ค่ะ รสจะลองคิดดูนะคะ คุณเผด็จคะ เรื่องที่คุณเผด็จขอให้รสช่วย เรื่องเปลี่ยนใจคุณภคพงษ์ รสคงทำไม่ได้แล้วนะคะ มันเกินความสามารถรสจริงๆค่ะ”

“ครับ...ผมเข้าใจ ถ้าคุณรสาถึงกับออกปากถอนตัวแบบนี้ เราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้มันเป็นไป”

ฟังคำพูดปลงๆของเผด็จแล้ว รสาสีหน้าไม่สู้ดี ชีวินเห็นรสากลับเข้ามาหน้าเครียดก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ถามเธอว่าคุยอะไรกับเผด็จ เรื่องภคพงษ์ใช่ไหม?

รสาชะงักอย่างเห็นได้ชัด เท่านี้ชีวินก็รู้ทันทีว่าใช่

“มีอะไรอีก เขาทำอะไรรสอีก บอกวินมาเลยนะ คราวนี้วินไม่ยอมอยู่เฉยๆแน่ งานก็ส่งหมดแล้ว ไม่ได้เป็นลูกค้าบริษัท ไม่ต้องเกรงใจอีกต่อไป บอกมา...มันทำอะไรรส”

“เขาไม่ได้ทำอะไร แค่เป็นตัวเอง ก็ทำให้รสไม่อยาก จะเห็นหน้าเขาอีกต่อไป”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ มันมีอะไรเหรอรส เขาเป็นยังไง”

“เป็นคนเห็นแก่ตัว ใจดำอำมหิต จิตใจหยาบกระด้าง เป็นทุกอย่างที่รสจะไม่มีวันอยู่ใกล้”

“รสคิดแบบนั้นจริงๆเหรอ”

“จริง...พอกันทีกับผู้ชายแบบภคพงษ์” รสาตอบเพราะเหนื่อยใจจริงๆ แต่ลึกๆเธอยังรักภคพงษ์ไม่เปลี่ยนแปลง

ooooooo

นอกจากจะเชิญปรางทิพย์และครอบครัวมาร่วมงานด้วยแล้ว ภคพงษ์ยังจัดส่งเสื้อผ้าและเครื่อง ประดับไปให้ปรางทิพย์เลือกถึงบ้าน โดยที่รัชนีกับสุวิทย์ไม่ทราบมาก่อน

เมื่อถูกรัชนีซักถาม ปรางทิพย์ตอบอย่างเป็นปลื้มว่าภคพงษ์ส่งชุดที่จะใส่ไปงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่วันอาทิตย์นี้มาให้เลือก มีทั้งชุดราตรี รองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับ

“ปรางขอตัวขึ้นไปลองชุดก่อนนะคะ”

ปรางทิพย์ท่าทีตื่นเต้นมาก หันไปสั่งสาวใช้ให้ขนของทั้งหมดตามเธอขึ้นไปบนห้อง สุวิทย์มองตาม เริ่มกังวล

“ผมเริ่มเห็นด้วยกับคุณแล้ว ตั้งแต่คบกับภคพงษ์

ปรางเปลี่ยนไปมากจริงๆ ทั้งเรื่องการพูดจา การวางตัว แล้วยังเรื่องเรียนอีก อยู่ๆมาขอยกเลิกไม่ไปเรียนฝรั่งเศส แล้วยังบอกอีกว่าคุณอนุญาตแล้ว”

“ค่ะ ฉันอนุญาตเอง คือเรื่องมันซับซ้อนนิดหน่อยน่ะค่ะ”

“บอกผมได้หรือเปล่าว่ามันซับซ้อนยังไง มีอะไรที่ผมไม่รู้ และควรจะรู้หรือเปล่า วันก่อนลูกบอกผมว่าเขาอยากจะรีบแต่งงานกับภคพงษ์เพื่อผม เขาไม่อยากให้ผมเสียใจ เลยต้องรีบแต่ง ผมไม่เข้าใจว่าปรางหมายถึงอะไร”

“เดี๋ยวรัชจะลองไปถามแกดูค่ะ” รัชนีอยากรู้ไม่น้อยไปกว่ากัน...

แต่แทนที่ปรางทิพย์จะตอบคำถามของแม่ดีๆ เธอกลับยอกย้อนจนรัชนีงุนงงไปกันใหญ่

“คุณแม่ไม่ทราบจริงๆเหรอคะว่าปรางหมายถึงอะไร”

“แล้วทำไมแม่ต้องรู้ด้วย”

“ก็คุณแม่เป็นคนทำ คุณแม่ก็ต้องรู้สิคะ”

“ปราง...แม่งงไปหมดแล้ว ปรางพูดอะไร แม่ไปทำอะไร”

“ปรางเห็นคุณแม่กอดกับพี่ภัค ในวันที่คุณแม่เมา หวังว่าคงจะไม่เมามากจนจำอะไรไม่ได้นะคะ”

รัชนีช็อกไปชั่วขณะ ก่อนเปล่งเสียงออกมาอย่างอัดอั้นเต็มที “ปราง...ปรางกำลังเข้าใจผิดนะลูก มันไม่ได้เป็นอย่างที่ปรางคิด”

“ถ้าไม่ใช่แล้วมันคืออะไรคะ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งโผเข้าไปกอดผู้ชายในที่ลับตาคน มันมีกี่เหตุผล และกอดกันในฐานะอะไร คุณแม่ตอบปรางได้ไหมคะ”

รัชนีอึกๆอักๆ ตอบไม่ถูก นั่นยิ่งทำให้ปรางทิพย์มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิด

“ปรางไม่เคยคิดเลยนะคะว่าคุณแม่จะทำแบบนี้ได้ คุณพ่อรักคุณแม่มาก ทำไมคุณแม่ถึงทำแบบนี้ลับหลังท่าน มันทำให้ปรางรู้ว่าที่ผ่านมาคุณแม่กีดกันปรางเพราะอะไร เพราะคุณแม่รักพี่ภัคใช่ไหมคะ”

“ไม่ใช่นะปราง...มันไม่ใช่” รัชนีพูดระรัว แต่พอลูกสาวสวนกลับ ก็อึ้งไปอีก

“แล้วมันคืออะไรคะ คุณแม่ก็ตอบปรางไม่ได้

เพราะสิ่งที่ปรางคิดมันเป็นความจริง มันทำให้ปรางต้องรีบแต่งงานกับพี่ภัคให้เร็วที่สุด คุณแม่จะได้เลิกคิดแบบนั้นกับพี่ภัคสักที”

ปรางทิพย์พูดจบก็เดินหนีเข้าไปลองชุดในห้องน้ำ รัชนีหน้าซีดหน้าเสีย ทรุดนั่งบนเตียง...ไปกันใหญ่แล้ว เรื่องลุกลามจนเกินกว่าเธอจะควบคุม!

ooooooo

วาริชทำร้ายจิตใจพิมพรรณไม่หยุดหย่อน เมื่อตอนเช้าแย่งเงินเธอไป แล้วตอนค่ำยังพาผู้หญิงอีกคนเข้ามาอยู่ร่วมชายคาอย่างไม่แคร์ความรู้สึกของเธอเลยสักนิด แถมยังจะลงไม้ลงมือเมื่อเธอโวยวายรับไม่ได้ขึ้นมา...ที่สุด พิมพรรณก็ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากร้องไห้ด้วยความช้ำใจ!

ถึงวันงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของภคพงษ์แล้ว ชีวินแต่งตัวหล่อกว่าทุกวัน แถมยังซื้อชุดสวยมาให้รสาใส่ไปงานด้วยกัน และตั้งใจว่าค่ำคืนนี้เขาจะขอเธอแต่งงาน

เมื่อภคพงษ์เห็นทั้งคู่มาด้วยกันก็อดหึงหวงรสาไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องเทกแคร์ปรางทิพย์เพื่อทำร้ายจิตใจรัชนีอย่างที่ตั้งใจไว้ รสากับชีวินจึงมีเวลาใกล้ชิดกันมากในงานนี้

หลายสิ่งหลายอย่างที่ภคพงษ์พูดกับรัชนีทำให้สุวิทย์แอบสงสัยขณะที่ปรางทิพย์ไม่รู้อะไร ความไร้เดียงสาของเธอตกเป็นเครื่องมือแก้แค้นของภคพงษ์ได้อย่างเนียนๆ

ภคพงษ์คิดจะขอปรางทิพย์แต่งงานเพื่อบีบบังคับให้รัชนียอมรับความจริงว่าเขาเป็นลูก แต่ไม่ทันพูดกลาง งานก็มีเหตุให้ภคพงษ์ต้องหยุดไว้ก่อน เนื่องจากในระหว่างที่เขากับปรางทิพย์เต้นรำ และรสาก็จับคู่กับชีวิน รัชนีเห็นปรางทิพย์ซบอกภคพงษ์ก็ยิ่งเครียด ดื่มเหล้าหนักจนประคองตัวเองไม่ได้ เซไปชนโต๊ะเครื่องดื่มล้มระเน ระนาดจนแขก เหรื่อตกอกตกใจ

เห็นรัชนีเครียดจนเป็นลม ภคพงษ์ยิ่งสะใจ พาเธอไปให้สายใจช่วยดูแล พอเธอฟื้นขึ้นมา เขายังไม่หยุดทำร้ายจิตใจเธออีก ทำทีจะไปประกาศแต่งงานกับปรางทิพย์ต่อหน้าทุกคน รัชนีสุดทานทน โพล่งออกมาอย่างคับแค้นแสนสาหัส

“เธอจะทำแบบนั้นทำไม? ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ เธอก็รู้ว่าเธอแต่งงานกับปรางทิพย์ไม่ได้ ยายปรางหลงไปกับสิ่งที่เธอทำมาทั้งหมดยังไม่พออีกเหรอ เธอจะทำร้ายจิตใจเขาไปถึงไหน”

“ถึงที่สุดไง ทำร้ายจิตใจอย่างถึงที่สุด เหมือนกับที่คุณเคยทำกับพ่อ เคยทำกับผม ถ้าคุณยังไม่ยอมเปิดปากบอกความจริง คุณก็เตรียมตัวเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดได้เลย”

พูดขาดคำ ภคพงษ์เดินออกไปเลย รัชนีลุกขึ้น ตะโกน ขอให้เขาหยุด หยุดเสียที แต่เขาไม่เหลียวหลังกลับมามอง สายใจเห็นแล้วเวทนาสงสาร เข้าประคองรัชนีที่ทำท่าจะทรงตัวไม่อยู่

“คุณผู้หญิงคะ คุณพักก่อนเถอะค่ะ พูดอะไรไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์”

“สายใจ...ฉันไม่อยากให้ปรางทิพย์ต้องเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว เธอช่วยฉันหยุดภคพงษ์หน่อยนะ ฉันขอร้อง หยุดเขาที ฉันไม่อยากให้ปรางทิพย์ต้องเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว ฉันสงสารลูก”

รัชนีร้องไห้ออกมาอย่างหมดฟอร์ม สายใจสงสารจับใจ เดินตามภคพงษ์ขึ้นไปข้างบน เห็นเขากำลังหยิบกล่องแหวนออกจากลิ้นชัก

“คุณหนูคะ คุณหนูจะทำแบบนี้ทำไมคะ”

ภคพงษ์ไม่ตอบ จะเดินออกจากห้องพร้อมกล่องแหวน

“ป้าไม่ห้าม...แต่ป้าจะขอเตือนคุณหนูเป็น

ครั้งสุดท้าย ป้ารู้ว่าตอนนี้คุณหนูมองอะไรไม่เห็นหรอกค่ะ เพราะความแค้นมันบังตาไปหมด ความแค้นที่มันควบคุมให้คุณหนูทำทุกอย่างเพื่อให้มันหายแค้น แต่คุณหนูลองคิดดูดีๆนะคะ ว่าทำไปแล้ว ความแค้นที่มันฝังอยู่ในใจมันหายไปหรือเปล่า”

สายใจพูดทั้งน้ำตา ภคพงษ์หยุดกึก สะอึกอยู่ในอก

“ต่อให้คุณหนูทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ทำร้ายจิตใจทุกคนแม้แต่ตัวเอง แต่ความแค้นมันก็ยังคงอยู่ แต่สิ่งที่มันจะหายไปอย่างแน่นอนที่สุด...คือความรัก ความรักที่กำลังจะถูกทำลายไปเพราะความแค้น ป้าอยากให้คุณหนูตั้งสติและไตร่ตรองดูดีๆว่าคุณหนูจะเลือกอะไรระหว่าง...ความแค้นกับความรัก”

สายใจค่อยๆหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ภคพงษ์ครุ่นคิดอย่างหนัก...บาดแผลในใจโดนสะกิด ความกังวลเรื่องรสาโดนกระตุ้นให้ครุ่นคิด นึกถึงตอนรสาตบหน้าแล้วบอกว่าเกลียดเขา...

ooooooo

ขณะนั้นที่มุมหนึ่งหน้าเรือนเล็ก รสาหลบมานั่งซึมเศร้า ชีวินตามมาเจอ ลงนั่งข้างเธอ พลางชวนคุยเพื่อสร้างบรรยากาศ

“มานั่งหลบอยู่ตรงนี้ได้ยังไง คนในงานเขาถามหารสกันใหญ่ มีแต่คนชอบงาน พี่พิทหน้าบานคับงานเลย ได้ลูกค้าอีกเพียบ รสดีใจหรือเปล่า”

“ก็ดีใจ...แต่ความจริงงานนี้วินก็มีส่วนช่วยตั้งเยอะ วินเองก็ต้องดีใจด้วยนะ”

“วินดีใจอยู่แล้ว ถ้าวินทำให้รสมีความสุขได้ ถึงมันจะเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆวินก็ดีใจ”

“ขอบใจมากนะวิน ขอบใจที่อยู่ข้างๆรสมาตลอด ขอบใจที่คอยเตือนสติ และช่วยเหลือทุกอย่าง ถ้ามีอะไรที่รสจะตอบแทนวินได้ บอกมาได้เลยนะ”

“บอกได้เลยจริงอ่ะ”

“จริงสิ”

“แต่งงานกับเรานะ” ชีวินโพล่งออกไป...รสาตาพองโตคาดไม่ถึง

“แต่งงานกับเรานะรส” เสียงเน้นย้ำของชีวินทำให้ภคพงษ์ที่เดินเร็วๆมาจากเรือนใหญ่ถึงกับก้าวขาไม่ออก

“วินว่าไงนะ” รสาถามงงๆ

“วินชวนรสแต่งงาน ถ้ารสไม่รังเกียจ”

“พูดอะไรแบบนั้น รสจะรังเกียจวินได้ยังไง วินคือคนที่อยู่เคียงข้างและจริงใจกับรสมาตลอด รสไม่มีวันจะรังเกียจวินอยู่แล้ว”

“ถ้าไม่รังเกียจ...แล้ว...เอ่อ...” ชีวินพูดไม่ออก ทั้งเขิน ทั้งลุ้น ตื่นเต้นจนประหม่าไปหมด

ภคพงษ์เองก็ลุ้น ใจเต้นแรงไม่น้อยไปกว่าชีวิน

“จ้ะ รสจะแต่งงานกับวิน”

คำตอบรสาทำให้ชีวินยิ้มร่าดีใจ แต่...ภคพงษ์ใจหายวาบ ผิดหวังและเสียใจอย่างรุนแรง

“จริงๆนะ รสจะแต่งงานกับวินจริงๆนะ”

รสายังไม่ทันจะตอบอีกครั้ง เสียงปรางทิพย์ดังมาจากหลังซุ้มดอกไม้

“พี่ภัคคะ...”

รสาชะงักด้วยความตกใจ...ภคพงษ์หันไปเห็น

ปรางทิพย์กำลังเดินมา เขารีบเดินหลบออกไปดักหน้าเธอไว้ แล้วพาหายไปในความมืด รสาที่ลุกเดินมาดูจึงไม่เห็นพวกเขาแล้ว

ชีวินสังเกตได้ถึงความลังเลสับสนในแววตาของรสา เขาก้มมองแหวนในมือตัวเองแล้วตัดสินใจพูดออกมา

“รส...ถ้ารสกำลังสับสน อย่าเพิ่งตัดสินใจเรื่องสำคัญตอนที่อยู่ในอารมณ์แบบนี้เลยนะ วินรอได้...แหวนวงนี้วินจะเก็บไว้ให้รสในวันที่รสพร้อมที่สุด วินอยากให้รสแน่ใจ และแต่งงานกับวินด้วยความรัก ไม่ใช่ความสับสน”

รสานิ่งเงียบ...ยอมรับว่าตัวเองเกิดความสับสนขึ้นในใจจริงๆ

ฝ่ายภคพงษ์ที่พาปรางทิพย์กลับเข้าไปในงาน เขากำลังสับสนเช่นกัน ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะลุยรัชนีต่อ หรือว่าห่วงเรื่องรสา กระทั่งปรางทิพย์บอกว่าจะขอตัวกลับ เพราะพ่อบอกว่าแม่อาการดีขึ้นแล้ว ภคพงษ์จึงยุติเรื่อง แก้แค้นไว้ก่อน แล้วเผอิญออกไปเจอรสากำลังจะกลับ โดยไม่รอชีวินไปส่ง เขาฉวยโอกาสนี้บังคับเธอขึ้นรถ บอกว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน

“ฉันไม่อยากคุย”

“ถ้าคุณไม่ยอมให้ผมไปส่ง พรุ่งนี้ผมจะจ้างคุณพิทยามาสร้างบ้านให้ผมอีกสักหลัง จ่ายไม่อั้น และคุณจะต้องเป็นออกแบบทั้งหมด จะทนอยู่บนรถกับผมไม่ถึงชั่วโมง หรือจะทนทำงานให้ผมอย่างน้อยหนึ่งปี...เลือกเอา”

“ถ้าฉันเลือกได้ ฉันเลือกอยู่กับคุณให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ภคพงษ์มองหน้ารสา ต่างคนต่างไม่ยอม แววตาเชือดเฉือน

“ขึ้นรถ” เขาสั่งเสียงเข้ม

รสาขึ้นรถไปด้วยความขัดใจ ภคพงษ์ปิดประตูอย่างแรง บ่งบอกถึงอารมณ์หึงหวง

ooooooo

ชีวินมัวแต่ไปห้องน้ำ กลับออกมาอีกทีไม่เห็นรสาแล้ว มองซ้ายมองขวาก่อนเดินไปถามพิทยากับคัพเค้กที่กำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารหลากหลายอย่าง

“รสล่ะ”

“พี่รสกลับไปแล้วค่ะ”

“กลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ กลับยังไง”

“สักสิบนาทีแล้ว เห็นบอกว่าจะไปแท็กซี่ค่ะ คัพเค้กกับพี่พิทตี้บอกให้รอพี่วินก็ไม่ยอมรอ”

“ฉันว่ายายรสมันคงจะเบื่อสุดๆ สุดจะเบื่อหน้างี้ เบื๊อเบื่อ มันก็เลยไม่รอแก รีบเผ่นกลับไปเลย”

“เฮ้อ...รสนี่ใจร้อนจริงๆ นี่ก็ดึกแล้ว อันตราย”

ชีวินบ่นด้วยความเป็นห่วง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทร.หารสา...

เวลานั้น รสานั่งอยู่ในรถภคพงษ์ มองโทรศัพท์มือถือตัวเองเห็นชื่อชีวิน เธอจะกดรับ ภคพงษ์แย่งไปจากมือแล้วปิดเครื่องก่อนโยนมันไปที่เบาะหลังหน้าตาเฉย

“เฮ้ย...อะไรวะ” ชีวินร้องขึ้นด้วยความแปลกใจ แล้วพยายามกดโทร.อีก แต่ติดต่อไม่ได้

ชีวินเริ่มใจคอไม่ดี สงสัยว่าทำไมรสาถึงปิดเครื่อง หรือว่าเกิดเรื่องอะไรกับเธอ...เขาหันมองไปรอบงานเหมือนจะหาใครบางคน เมื่อไม่เห็นจึงเข้ามาถามคัพเค้ก

“คัพเค้ก...เห็นภคพงษ์หรือเปล่า”

“ไม่เห็นค่ะ เออนั่นสิ เจ้าภาพหายไปไหนนะ”

ชีวินหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความไม่สบายใจ มีลาง สังหรณ์แปลกๆที่ไม่ค่อยดีนัก

ooooooo

ตอนแรกภคพงษ์ตั้งใจไปส่งรสากลับบ้าน แต่ระหว่างทางสองคนเกิดมีปากเสียงกันโดยชีวินเป็นชนวนเหตุ ทำให้ภคพงษ์เปลี่ยนใจเลี้ยวรถไปบ้านพักตากอากาศใกล้ๆ แล้วใช้กำลังข่มเหงรังแกรสาด้วยความรักและหึงหวง

ชีวินเป็นห่วงรสามากเพราะติดต่อเธอไม่ได้ตลอดทั้งคืน ขณะเดียวกันปรางทิพย์ก็ติดต่อภคพงษ์ไม่ได้เหมือนกัน รัชนีแอบเห็นอาการร้อนรนกระวนกระวายของลูกสาวแล้วยิ่งกังวล ตัดสินใจอย่างฉับพลันว่าเธอต้องพาลูกไปจากเมืองไทยให้เร็วที่สุด ซึ่งจุดหมายก็คือบ้านเดิมที่อังกฤษ

“คุณจะพาลูกไปอังกฤษ?” สุวิทย์ถามย้ำด้วยความประหลาดใจ

“ใช่ค่ะ ฉันตัดสินใจแล้ว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ทุกอย่างจะต้องแย่ลงมากกว่านี้แน่ๆ”

“แล้วลูกจะยอมไปเหรอ”

“ปรางทิพย์ไม่จำเป็นต้องยอม แต่เขาจะต้องไป ไม่ว่ายังไงรัชก็ต้องพาลูกไปจากที่นี่ให้ได้ ก่อนที่ภคพงษ์จะทำลายชีวิตปรางทิพย์มากไปกว่านี้”

“เฮ้อ...ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนุ่มสาวสมัยนี้เขาคิดอะไรกัน เอาเป็นว่าผมยกหน้าที่ให้คุณดูแลก็แล้วกัน คุณรู้จักลูกดีที่สุด ผมเชื่อใจคุณ”

สุวิทย์ทิ้งท้ายด้วยความไว้วางใจ รัชนีแอบวูบไหวกับคำว่าเชื่อใจ ก่อนจะปรับสีหน้ากล่าวขอบคุณเขาที่ไว้ใจเธอตลอดมา...

ที่บ้านพักตากอากาศ รสานอนร้องไห้บนเตียง

ภคพงษ์รู้สึกผิดต่อการกระทำของตนจนพูดไม่ออก พยายามจะกอดปลอบเธอ กลับถูกเธอแดกดันอย่างรู้ทันว่า คนอย่างเขารู้สึกผิดเป็นด้วยหรือ?

“รสา...” ภคพงษ์ครางเสียงแผ่ว

“คนอย่างคุณ...คิดว่าตัวเองคิดถูกทำถูกมาตลอด ในหัวใจคุณมันมีแต่ความคิดแค้นอาฆาต คุณมันใจร้ายใจดำ ชีวิตคุณถึงมืดมนไม่มีวันได้พบแสงสว่างซักที”

“มีสิ ชีวิตผมกำลังจะพบแสงสว่าง...รสา คุณคือแสงสว่างในชีวิตผม”

รสาปฏิเสธพร้อมกับพยายามจะสะบัดตัวหนี แต่เขาไม่ปล่อย เว้าวอนอย่างน่าสงสาร

“เป็นแสงสว่างให้ผมได้ไหมรสา”

หญิงสาวเริ่มสะอื้น ความน้อยใจเสียใจพรั่งพรู “คุณทำอย่างนี้กับฉันมากี่ครั้งกี่หนแล้ว ทำดีต่อฉันอ่อนหวานต่อฉัน แต่อีกวันก็จับฉันโยนออกไป ไม่สนไม่แคร์ รู้มั้ย

ฉันงง ฉันเจ็บ ฉันไม่รู้...ไม่รู้จริงๆว่ามันคืออะไรกันแน่”

“ความรักไงรสา ผมรักคุณ เชื่อผมว่าผมรักคุณ เพราะตอนแรกผมเองก็ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆว่าทำไมผมต้องนึกถึง คิดถึง เป็นห่วง และหึงเวลาคุณอยู่กับผู้ชายอื่น แม้แต่เวลาที่ผมอยู่กับผู้หญิงอื่น ผมก็ยังคิดถึงคุณตลอดเวลา...ผมรักคุณ คุณพูดถูก ชีวิตผมมันมืดมน มืดมนมาตลอด คุณคง ไม่รู้หรอกว่าคนที่ต้องจมอยู่กับชีวิตที่มืดมนมันทุกข์แค่ไหน ผมเองก็อยากมีความสุขเหมือนกับคนอื่นๆ ขอได้ไหมรสา ...เป็นแสงสว่างให้ผม รักผมคนเดียว”

เธอจ้องหน้าเขาครู่หนึ่ง เห็นแววตาจริงจังจึงเอ่ยปาก

“แล้วถ้าฉันจะขอคุณบ้าง”

“ได้สิ คุณต้องการอะไร ผมยินดีทำให้คุณทุกอย่าง”

“คุณไม่ต้องทำทุกอย่าง ฉันขอให้คุณทำแค่อย่างเดียว ขอแค่คุณรับปากฉันว่าสิ่งที่คุณทำกับฉันเมื่อคืนนี้มันจะเป็นการกระทำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของคุณแล้ว นับจากนี้ไปคุณจะไม่ทำเรื่องร้ายๆ เพื่อทำให้คนอื่นต้องเสียใจอีก โดยเฉพาะแม่และน้องสาวของคุณ ขอให้ฉันเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจ็บปวดเสียใจจากการกระทำของคุณ ฉันขอแค่นี้ ให้ฉันได้ไหม”

“สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิตคุณจริงๆเหรอรสา คุณเจ็บปวด เสียใจมากจริงๆเหรอ”

เธอไม่ตอบ เลี่ยงด้วยการถามเขาเสียงแข็งว่าสิ่งที่เธอขอ เขาทำให้เธอได้ไหม?

“ได้...ผมจะทำเพื่อคุณ ผมจะยอมหยุดทุกอย่างเพื่อคุณ”

ooooooo

สายวันเดียวกันนี้ วาริชไล่พิมพรรณออกจากบ้านอย่างกับหมูกับหมา ขนเสื้อผ้าข้าวของของเธอโยนทิ้งไปนอกบ้านเกลื่อนกลาด โดยไม่สนใจว่าเธอจะตกใจและเสียใจสักแค่ไหน

“ทำไม...ทำไมต้องไล่กันแบบนี้ด้วย พิมทำผิดอะไร”

“ก็ผิดทุกอย่าง ตั้งแต่ทำให้พ่อเธอยอมรับฉันไม่ได้ ขนาดฉันพยายามจะกดดันทำให้เธอหาทางพาฉันเข้าไปอยู่ในบ้านเธอให้ได้ แต่เธอก็ทำไม่สำเร็จ อยู่กันไปก็ไร้ประโยชน์”

“แล้ววาริชจะให้พิมไปอยู่ไหน”

“ก็กลับไปหาพ่อแม่เธอไง ไปอ้อนวอนขอให้เขายอมรับฉันให้ได้ แล้วเราก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน”

“พี่วาจะไปหรือยัง ฉันอยากดูหนังแล้วนะ” สาวโบว์ส่งเสียงออกมาจากในห้อง แต่งตัวสวยเด้ง สีหน้าไม่ใส่ใจเรื่องอื่นใดทั้งนั้น วาริชหันมองแล้วส่งยิ้มหวาน ก่อนจะหันกลับมาเล่นงานพิมพรรณต่อ

“อย่าลืมที่ฉันบอก ทำยังไงก็ได้ให้พ่อเธอยอมรับฉันให้ได้”

“เดี๋ยว...ถ้าฉันทำแบบนั้นได้จริงๆ คุณจะทำยังไงกับผู้หญิงคนนี้”

“จะทำยังไงเหรอ ก็ไม่ทำยังไง ก็อยู่กันไปแบบสามคนนี่แหละ น้องโบว์เขารับได้ เธอก็ต้องรับได้เหมือนกัน”

“ไม่! พิมรับไม่ได้ อยู่กันแบบสามคนผัวเมียแบบนี้ ไม่ได้ ยังไงพิมก็ไม่ยอม ถ้าคุณจะเลือกมันก็ไปหย่ากับพิม”

“ฝันไปเถอะ กว่าฉันจะหลอกให้เธอมาจดทะเบียนได้ก็แทบแย่ อยู่ๆจะให้หย่ากันไปง่ายๆได้ยังไง ถ้าอยากให้ฉันเลิกก็ต้องแบ่งสมบัติของเธอมาให้ฉัน ถ้าฉันได้จนพอใจแล้วฉันก็จะปล่อยเธอไปเอง รีบไปจัดการเรื่องพ่อเธอให้เรียบร้อย ถ้าทำไม่สำเร็จอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้า”

วาริชสำทับสีหน้าดุดัน แล้วโอบเอวโบว์เดินออกไป ทิ้งพิมพรรณร่ำไห้แทบขาดใจอยู่กับกองสัมภาระ...หลังจากคิดทบทวนเรื่องราวอยู่พักหนึ่ง พิมพรรณตัดสินใจโทร.หาพ่อที่บ้าน พร้อมรับสายแต่ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ แล้วตัดสายทิ้งทันทีที่ลูกขอโทษ และจะขอกลับมาอยู่บ้าน

ทิฐิของพร้อมทำให้พิมพรรณยิ่งเสียใจ ตั้งใจจะปรึกษารสาแต่ติดต่อไม่ได้ เธอจนปัญญามองไม่เห็นทางออก พูดพึมพำกับลูกในท้องทั้งน้ำตานองหน้า

“แม่ไม่รู้จะไปทางไหนแล้วลูกจ๋า...แม่จนปัญญา หมดหนทางจริงๆ ไม่มีใครรักแม่อีกแล้ว ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้วจริงๆ ถ้าแม่ตายไปสักคน...คงไม่มีใครเสียใจ”

พิมพรรณจิตตกถึงขีดสุด ความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าจู่โจมเข้ามาจนเกินจะต้านทาน ในวูบนั้นเองเธอหันไปที่ตู้ยา กวาดทุกขวดออกมาเทรวมกันแล้วกรอกใส่ปากตัวเองอย่างไม่ลังเล!

ooooooo

บ่ายนั้น ภคพงษ์ขับรถมาจอดหน้าบ้านป้าอาภรณ์ รสารีบร้อนลงจากรถจะเข้าบ้าน เธอไม่ต้องการให้ใครรู้เห็นอะไรทั้งนั้น ภคพงษ์ตามมารั้ง ตั้งท่าจะเว้าวอนด้วยความรัก

“ปล่อยค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”

“เห็นสิดี ให้เห็นกันเยอะๆเลย เขาจะได้รู้ว่า...”

“คุณภคพงษ์! เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ”

“ไม่เอาน่า...รสา”

“การผูกมัดแค่ทางร่างกาย มันไม่ได้แปลว่าคุณจะได้ใจคนคนนั้นไปด้วยนะคะ อย่าลืมทำตามสัญญาที่คุณให้ไว้กับฉัน”

“ผมไม่มีทางลืม ผมจะจบ จะยุติทุกสิ่งทุกอย่างตามที่คุณต้องการ”

“ไม่ใช่ตามที่ฉันต้องการ แต่ตามที่คุณสมควรจะต้องทำต่างหาก”

“ได้...เพื่อพิสูจน์ว่าผมจริงใจกับคุณมากแค่ไหน คุณจะได้ภูมิใจว่าเลือกคนไม่ผิด”

“ใครเลือกใคร แล้วทำไมฉันต้องเลือก”

“คุณเลือกผม แล้วที่คุณต้องเลือกผมก็เพราะคุณรักผม เคลียร์มั้ย” เขาพูดยิ้มๆ แต่เธอไม่ยิ้มด้วย จ้องหน้าเขาจริงจัง

“ไม่ว่าจะเลือกหรือจะรักใครก็ตาม ตราบใดที่คำพูดยังไม่ได้ออกจากปากฉัน ก็แสดงว่ามันยังไม่ใช่”

ภคพงษ์อึ้ง พูดพึมพำกับตัวเองขณะมองตามรสาเดินจากไป

“ตกลง...รสา ผมจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเลือกและรักผมด้วยความเต็มใจ ผมอยากให้คุณมาเป็นแสงสว่างในชีวิตผม”

ภายในบ้าน อาภรณ์ซักถามหลานสาวว่าเมื่อคืนไปไหนมา ป้าติดต่อไม่ได้เลย รสาโกหกว่าไปกับเพื่อนแล้วเลี่ยงขึ้นห้องไปอาบน้ำ เสียงป้ายังตะโกนไล่หลังให้โทร.หาชีวินด้วย เขาเป็นห่วงเธอมาก

รสาหน้าเศร้า หยิบมือถือออกมาชาร์จแบตและเปิดเครื่อง เห็นว่าไม่ได้รับสายของชีวินจำนวนมาก อีกทั้งพิมพรรณก็โทร.มา รสารีบติดต่อกลับพิมพรรณแต่เครื่องปิด จึงโยกไปโทร.หาห้าว ให้ไปดูพิมพรรณทีว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า เพราะเธอไม่เคยโทร.หานานแล้ว น่าจะมีเรื่องใหญ่แน่ๆ

เมื่อห้าวไปถึงบ้านเช่า ปรากฏว่าพิมพรรณกลายเป็นศพเสียแล้ว ห้าวตกใจแทบช็อก จังหวะนั้นวาริชกับโบว์กลับมาพอดี สองคนตกใจลนลานวิ่งหนีออกจากบ้านไปทันที

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของพิมพรรณ ทำให้ทุกคนในครอบครัวโศกเศร้าเสียใจมาก โดยเฉพาะพร้อมที่โทษตัวเองเป็นคนผิด ผิดที่ไม่ยกโทษให้ลูก...รสาเองก็ทำใจไม่ได้ ร้องไห้ตลอดทางที่ชีวินขับรถมาส่งถึงระยอง

เพียงวันรุ่งขึ้น วาริชย้อนกลับมาที่บ้านเช่าเพื่อเก็บสิ่งของมีค่า แต่กลายเป็นว่าต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ เขาถูกผัวตัวจริงของโบว์แทงตายคาที่!

ในระหว่างที่รสามางานศพพิมพรรณที่ระยอง เธอปิดเสียงโทรศัพท์มือถือไว้ตลอด ภคพงษ์โทร.หาหลายครั้งจึงไม่ได้พูดคุยกัน...

ภคพงษ์ตั้งใจยุติการแก้แค้นรัชนีเพื่อรสา แต่ในวันที่เขาจะไปบอกรัชนี ความโกรธแค้นกลับพุ่งพล่านขึ้นมาอีก เพราะรัชนีกำลังบังคับปรางทิพย์ให้ขึ้นรถ

“อย่าเข้ามานะ” รัชนีตวาดภคพงษ์ที่จะเข้ามาช่วยปรางทิพย์ “เธอทำให้เราสองคนแม่ลูกแตกแยกกันมากพอแล้ว หยุดซักที หยุดและออกไปจากชีวิตเราสองคนได้แล้ว”

“คุณแม่ ทำไมคุณแม่พูดแบบนี้ ปรางไม่เคยรังเกียจที่พี่ภัคเข้ามาในชีวิตปรางแม้แต่นิดเดียว”

“ปรางไม่รังเกียจ แต่คุณแม่ของปรางเขารังเกียจ เขารังเกียจพี่ รังเกียจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“พี่ภัคพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ พูดอย่างกับพี่ภัคกับคุณแม่รู้จักกันมานานแล้ว”

“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น...หยุดพูดเถอะ ที่ผ่านมามันคงจะสะใจเธอมากพอแล้ว ฉันไม่ยอมปล่อยให้ปรางทิพย์อยู่เป็นเหยื่อให้เธอทำร้ายมากไปกว่านี้ ไปได้แล้วลูก” รัชนีพยายามตัดบท กระชากลูกสาวออกไป

“นี่พวกคุณจะไปไหน”

“คุณแม่บังคับให้ปรางไปอังกฤษ แล้วบอกว่าจะไม่กลับมาประเทศไทยอีก แต่ปรางไม่อยากไป”

“ปรางต้องไป!” รัชนีตวาดลูกสาวเสียงเขียว...พูดกับภคพงษ์เหมือนบอกลา “เธอมีชีวิตของเธอ ฉันมีชีวิตของฉัน หวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก”

“คุณจะหนีผมไปอีกแล้วใช่มั้ย”

รัชนีชะงักกึก ภาพในอดีตตอนเธอทิ้งเขาไปผุดพรายขึ้นมา...แต่ชั่วพริบตาเดียวเธอก็ตัดสินใจเดินหน้า ลากปรางทิพย์ขึ้นรถ แล้วรีบร้อนขับออกไปด้วยตัวเอง ทิ้งคนรถยืนเหวอทำอะไรไม่ถูก

“ผมจะไม่ยอมให้คุณทิ้งผมไปอีกเป็นครั้งที่สอง คุณรัชนี!” ภคพงษ์คำรามด้วยความแค้น ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับรสาจนหมดสิ้น!

รัชนีขับรถมุ่งหน้าไปสนามบิน เหลือบเห็นภคพงษ์

ไล่กวดตามหลังมา เธอยิ่งเร่งความเร็วหนี ท่ามกลางเสียงร่ำร้องของลูกสาวที่ดังไม่หยุดหย่อน

“ปรางไม่ไป ปรางไม่ยอมไป คุณแม่ปล่อยปรางนะคะ ปรางบอกให้ปล่อย เมื่อกี้พี่ภัคพูดอะไรคะ คุณแม่เคยทิ้งพี่ภัคตอนไหน คุณแม่เคยรู้จักกับพี่ภัคเมื่อไหร่ คุณแม่ปิดบังอะไรปรางกับคุณพ่อ ตอบมาสิคะ ตกลงคุณแม่กับพี่ภัคเป็นอะไรกันแน่”

“แม่จะบอกทุกอย่างให้ปรางฟังต่อเมื่อเราไปจากที่นี่แล้วเท่านั้น”

“ทำไมคะ ทำไมเราจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ คุณแม่จะหนีพี่ภัคใช่ไหมคะ ทำไมคุณแม่ถึงต้องหนีพี่ภัคด้วยคะ”

รัชนีโดนจี้ใจดำไม่รู้จะตอบยังไง ตวาดลั่น “หยุดถามซะที รู้ไว้อย่างเดียว เราต้องไปจากที่นี่ นั่งดีๆ รัดเข็มขัด”

“ไม่!! ถ้าคุณแม่ไม่บอกความจริง ปรางจะกระโดดลงจากรถเดี๋ยวนี้”

“อย่านะปราง”

ปรางทิพย์ทำท่าจะเปิดประตูจริงๆ รัชนีพยายามดึงยื้อไว้ด้วยมือเดียว ทันใดนั้นรถภคพงษ์เร่งเครื่องจะแซง รัชนีตกใจเร่งหนีขณะที่ยื้อปรางทิพย์ไปด้วย ความชุลมุนทำให้รัชนีไม่ทันเห็นว่าข้างหน้าเป็นไฟแดง ขับฝ่าออกมาจนประสานงากับรถอีกฝั่งเสียงดังโครม...ภคพงษ์ตกใจมาก ตะโกนเรียกแม่ดังลั่น!

สองแม่ลูกถูกลำเลียงเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ปรางทิพย์อาการไม่หนักยังพอรู้สึกตัว ขณะที่รัชนีสาหัสเลือดท่วมไม่ได้สติ...ภคพงษ์จะตามเข้าไปในห้องไอซียู แต่พยาบาลกันไว้ แจ้งว่าญาติคนไข้ต้องรออยู่ข้างนอก

ooooooo

เผด็จกับสุวิทย์มาถึงโรงพยาบาลพร้อมกัน เป็นช่วงเวลาที่พยาบาลถามหาญาติของรัชนีเพราะต้องการเลือดกรุ๊ปเดียวกับเธอ ซึ่งเลือดกรุ๊ปเอบีเนก-กาทีฟหายากมากทางเราไม่มีสำรอง สุวิทย์ร้อนใจเพราะเขากับลูกสาวไม่ใช่กรุ๊ปนี้ แต่ภคพงษ์บอกว่าเขามี ให้เอาเลือดของเขาได้เลย

ขณะที่ภคพงษ์อยู่ในขั้นตอนการบริจาคเลือด รสา เพิ่งกลับจากระยองมาถึงบ้านป้าอาภรณ์ เธอเช็กมือถือเห็นภคพงษ์โทร.มา จึงโทร.ย้อนกลับไปหา กลายเป็นเผด็จรับสายแทน บอกว่าภคพงษ์อยู่โรงพยาบาล แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรมากนัก

รสารีบร้อนไปโรงพยาบาล มองผ่านห้องคนไข้เห็นปรางทิพย์นอนหมดสติ สุวิทย์นั่งเฝ้าหน้าตาหมองเศร้า รสารู้สึกสงสารปรางทิพย์จับใจ และโกรธภคพงษ์สุดขีด คิดว่าเขาคือต้นเหตุ เธอเดินฉับๆไปตบหน้าเขาอย่างแรง ต่อว่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ไหนคุณสัญญากับฉันว่าจะหยุดไงล่ะ ต้องให้มีคนตายก่อนใช่ไหม คุณถึงจะหยุดได้ ทีนี้สะใจสมใจคุณหรือยัง”

“รสาฟังผมก่อน ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้”

“พอได้แล้ว หยุดโกหกฉันสักที ในสายตาคุณฉันคงเป็นผู้หญิงที่โง่มาก จะหลอกอะไรก็ได้ จะพูดอะไรฉันก็เชื่อไปหมด นี่เหรอที่คุณบอกว่าคุณจะยุติทุกอย่าง”

“ผมตั้งใจจะจบ แต่เขาต่างหากที่ไม่ยอมจบ คุณไม่เห็นตอนที่เขามองผมด้วยความรังเกียจ เขาไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตา และเขาก็กำลังจะทิ้งผมไปอีกเป็นครั้งที่สอง ผมทนไม่ได้ คุณเข้าใจผมนะรสา คุณต้องเข้าใจผม”

“ฉันไม่เข้าใจ และฉันก็ไม่อยากเข้าใจด้วย คุณใช้ แต่อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่เคยคิดถึงจิตใจของคนอื่น คุณคิดแต่จะแก้แค้น เกลียดชัง แม้แต่อารมณ์ของตัวเองคุณยังควบคุมไม่ได้ คุณจะให้ฉันมั่นใจ เชื่อใจคุณได้ยังไง วันนี้ คุณพูดอย่าง พรุ่งนี้คุณทำอีกอย่าง ตามแต่อารมณ์จะพาคุณไป ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว พอกันที สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ฉันจะคิดซะว่ามันเป็นฝันร้าย ตอนนี้ฉันตื่นแล้ว ฉันขอไปจากชีวิตที่แสนจะมืดมิดของคุณซะที เชิญคุณจมอยู่กับชีวิตมืดๆของคุณต่อไปคนเดียวเถอะ...ลาก่อน ภคพงษ์”

รสาพูดจบก็หันหลังเดินออกไปด้วยความเสียใจ ภคพงษ์จะก้าวตาม ทันใดนั้นหมอออกมาจากห้องผ่าตัด ถามเขาว่าเป็นญาติคุณรัชนีหรือเปล่า เขาจึงต้องปล่อยเธอไป แล้วตามหมอเข้ามาดูอาการรัชนี

หมอรายงานผลการผ่าตัดเรียบร้อยดี คนไข้ปลอดภัยแล้ว ภคพงษ์โล่งใจ และเมื่อหมอกลับออกไป เขากำลังจะจับมือรัชนีที่ยังไม่รู้สึกตัว พอดีสุวิทย์พรวดพราดเข้ามา เขาเลยต้องหดมือกลับ เดินเลี่ยงออกมาเงียบๆ

ด้านรสาที่กลับไปด้วยความผิดหวังเสียใจ เธอตัดใจจากภคพงษ์เด็ดขาด และตอบรับแต่งงานกับชีวินอย่างไม่ลังเล...

สองวันผ่านไป อาการปรางทิพย์ดีขึ้นมาก ภคพงษ์ ยังแวะเวียนมาเยี่ยม และวันนี้เองเขาตัดสินใจเลิกคบกับเธอ โดยบอกเหตุผลแค่ว่าเราสองคนไม่ควรจะเป็นแฟนกัน ปรางทิพย์เสียใจร้องไห้อย่างหนัก คิดว่าแม่คือต้นเหตุ

ออกจากห้องปรางทิพย์มาแล้ว ภคพงษ์เข้าไปเยี่ยมรัชนีที่อาการดีขึ้นตามลำดับ ก่อนหน้านี้รัชนีทราบจากหมอแล้วว่าภคพงษ์บริจาคเลือดให้เธอ เมื่ออยู่กันตามลำพัง จึงถามเขาว่าช่วยชีวิตเธอทำไม

“เลือดในตัวผมส่วนหนึ่งก็มาจากคุณ ผมแค่คืนมันกลับไปให้คุณ คุณคงไม่คิดว่ามันจะมีค่ามากพอจะช่วยชีวิตคุณได้”

“ไม่ใช่ ฉันรู้เสมอว่ามันมีค่ามากแค่ไหน แต่ฉันแค่ไม่เคยคิดว่าเธอจะยอมเสียสละเพื่อรักษาชีวิตของฉัน ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมีค่ามากพอจะได้รับสิ่งนั้นคืนกลับมา” รัชนีเสียงเครือ น้ำตาคลอ

ภคพงษ์มองเธอด้วยความรู้สึกผิด เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

“ผมบอกเลิกปรางทิพย์แล้ว เรื่องระหว่างผมกับปรางทิพย์มันจบแล้ว ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องห่วงอีกต่อไป”

“ทำไม เพราะอะไร”

ภคพงษ์นึกถึงรสาก่อนตอบอย่างหนักแน่นว่า “ผมไม่อยากสูญเสียความรัก และคนที่ผมรักมากไปกว่านี้ ผมสูญเสียมามากเกินไปแล้ว...คุณไม่จำเป็นต้องให้อภัยผม รู้แค่ว่าผมให้อภัยคุณเท่านั้นก็พอ”

รัชนีน้ำตาร่วงพรู ความอัดอั้นทั้งหมดที่สุมอยู่ในอกถูกปลดปล่อยออกมาในบัดดล ภคพงษ์มองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ค่อยๆหันหลังเดินออกไป

หลังจากนั้นไม่นาน ปรางทิพย์เข้ามาหารัชนี ตัดพ้อต่อว่าด้วยความเสียใจเรื่องที่ภคพงษ์บอกเลิก เพราะแม่รักเขา แย่งเขาไปจากเธอ และนอกใจพ่อที่อยู่กินกันมานาน รัชนีทนไม่ไหวอีกต่อไป ตัดสินใจพูดความจริงออกมา

“แม่ไม่ได้นอกใจพ่อ แม่ไม่ได้แย่งภคพงษ์มาจากปราง แต่ความรักระหว่างปรางกับเขามันเป็นไปไม่ได้ เพราะภคพงษ์เป็นพี่ชายของปราง”

ปรางทิพย์ตกใจแทบช็อก มองแม่ที่ร้องไห้ตัวสั่นสะท้าน

“ภคพงษ์เป็นลูกชายของแม่กับสามีคนแรก ปรางกับเขาเป็นพี่น้องกัน”

สุวิทย์ยืนอยู่หน้าห้อง ได้ยินทุกอย่าง สองมือกำแน่นด้วยความโกรธและผิดหวัง

ooooooo

ออกจากโรงพยาบาล ภคพงษ์มุ่งหน้าไปหารสาพร้อมแหวนแต่งงาน แต่รสาเพิ่งออกจากบ้านไปเมื่อสักครู่พร้อมชีวิน ที่สำคัญเธอกับเขาตั้งใจไปเตรียมจัดงานแต่งงานกันที่ระยอง...ฟังคำบอกเล่าของป้าอาภรณ์แล้ว ภคพงษ์ใจหายวาบ หันหลังกลับออกไปทันทีเลย...

ที่ระยอง ห้าวพอรู้ว่ารสาจะแต่งงานกับชีวินก็โวยวายลั่นบ้านจนทุกคนงุนงงสงสัย ห้าวเสียใจเพราะแอบรักรสามาตลอด แต่วันนี้รสาเพิ่งรู้ เธอปลอบใจเขาอยู่นาน อยากให้เขาเป็นพี่ชายที่แสนดีของเธอแบบนี้ตลอดไป

ขณะที่ภคพงษ์ขับรถมุ่งหน้าสู่ระยอง เขาพยายามโทร.หารสาหลายครั้ง แต่เธอไม่รับสาย ชีวินที่อยู่ด้วยเริ่มสังเกตด้วยความสงสัย ถามรสาว่าใครโทร.มา ก็ได้คำตอบสั้นๆว่าลูกค้า...

ส่วนสุวิทย์ที่แอบได้ยินความจริงจากปากรัชนี เขาทั้งโกรธทั้งผิดหวัง ผลุนผลันไปที่บ้านเถลิงยศแล้วสอบถามสายใจถึงเรื่องราวในอดีตของรัชนี

เมื่อสุวิทย์กลับไปแล้ว สายใจโทร.มาเล่าให้รัชนีฟัง รัชนีถึงกับร่ำไห้อย่างหมดอาลัยตายอยาก เธอรู้ดีว่าสุวิทย์เกลียดการโกหกที่สุด ดังนั้นชีวิตเธอหมดสิ้นแล้ว ไม่เหลือใครอีกแล้ว ปรางทิพย์สงสารแม่จับใจ ลืมเรื่องผิดหวังช้ำรักของตัวเอง โผเข้ากอดแม่ทั้งน้ำตา

“คุณแม่ยังเหลือปรางนะคะ คุณแม่ยังเหลือปรางอยู่ข้างคุณแม่นะคะ”

สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้อยู่พักหนึ่ง...คำปลอบโยนของลูกสาวทำให้รัชนีค่อยๆสงบลง

“คุณแม่คะ อย่าเพิ่งคิดมากเลยนะคะ บางทีหลังจากคุยกับป้าสายใจแล้ว คุณพ่ออาจจะเข้าใจคุณแม่ก็ได้ค่ะ”

“ปรางก็รู้ว่าคุณพ่อเกลียดคนโกหกมากที่สุด คุณพ่อไม่มีวันจะยกโทษให้แม่แน่ๆ มันคงถึงเวลาที่แม่ต้องชดใช้สิ่งที่แม่ทำลงไป...แม่ขอบใจมากนะที่ปรางเข้าใจและให้อภัยแม่”

“คุณแม่อย่าพูดแบบนี้สิคะ คุณแม่เป็นแม่ของปราง คุณแม่ทำทุกอย่างก็เพื่อปราง แต่ปรางพูดไม่ดีกับคุณแม่ตั้งเยอะ ทำให้คุณแม่ไม่สบายใจตั้งหลายครั้ง ปรางขอโทษนะคะ คุณแม่ยกโทษให้ปรางนะคะ”

“แม่ยกโทษให้ลูกทุกอย่าง ปรางทำไปเพราะความไม่รู้ และแม่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับความจริง แต่ตอนนี้แม่จะไม่หนี ไม่ปิดบังอะไรอีกแล้ว”

“คุณแม่คะ ปรางอยากรู้ความจริงทั้งหมด ปรางอยากรู้เรื่องระหว่างคุณแม่กับคุณพ่อของพี่ภัค คุณแม่เล่าให้ปรางฟังได้ไหมคะ”

รัชนีเริ่มเล่าอดีตที่ปกปิดมาตลอดด้วยความเต็มใจ ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวกับที่สุวิทย์รับรู้มาจากสายใจ...

ตอนนั้นรัชนีเพิ่งอายุสิบแปด เธอรู้จักกับพรตไม่นานก็แต่งงานกัน หลังจากแต่งงานไม่ถึงปีก็ท้องภคพงษ์ พอคลอดลูก เธอเริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้รักพรต ด้วยความเป็นเด็กเธอจึงทิ้งพรตไปตั้งแต่ภคพงษ์อายุห้าขวบ

“ตอนนั้นแม่ยังเด็กมาก แม่คิดแค่ว่า ไม่อยากเอาชีวิตมาจมปลักกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก จะว่าไป...แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักมันคืออะไร แม่ตัดสินใจไป เพื่อจะตามหาความฝัน ตามหาชีวิตของตัวเอง ชีวิตนอกรั้วเถลิงยศไม่ได้สะดวกสบาย แม่พยายามทำงานหาเงินเพื่อจะไปเรียนต่อต่างประเทศให้ได้ สองปีต่อมาคุณพรตเสียชีวิต แม่รู้ข่าวในวันที่เปิดพินัยกรรม...แม่กลับไปเพราะไม่อยากให้ภคพงษ์ต้องเสียใจ แม่คิดว่าในเมื่อคุณพรตไม่ได้ให้อะไรกับแม่ แม่ก็ต้องออกมาหาด้วยตัวเอง จะให้แม่แบมือรับเงินเดือนและใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมาย แม่ทำไม่ได้ ตอนนั้นแม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของภคพงษ์แม้แต่นิดเดียว แม่คิดแค่ว่า...สายใจกับเผด็จเป็นคนดี ทั้งสองคนสามารถเลี้ยงดูภคพงษ์ได้เป็นอย่างดี อาจจะดีกว่าแม่ด้วยซ้ำ แต่แม่ไม่เคยรู้เลยว่า...การตัดสินใจแบบนั้นทำร้ายจิตใจพี่ชายของลูกมากแค่ไหน”

“พี่ภัคเป็นคนมีเหตุผล ถ้าคุณแม่พูดความจริง พูดสิ่งที่อยู่ในใจกับเขา ปรางคิดว่าพี่ภัคต้องเข้าใจคุณแม่แน่นอนค่ะ แล้วคุณแม่มาเจอคุณพ่อได้ยังไงคะ”

“หลังจากที่แม่หันหลังให้เถลิงยศ ทำงานจนเก็บเงินได้หนึ่งก้อน แล้วก็เดินทางไปเรียนที่อังกฤษกับเพื่อน และที่นั่น แม่ก็ได้พบกับพ่อของลูก คุณพ่อของลูกเป็นคนใจดี แม้ว่าวัยของเราจะห่างกันมากแต่เราสองคนชอบอะไรเหมือนกันหลายอย่าง เขาเป็นกำลังใจให้แม่จนแม่เรียนจบตามที่คิดไว้ ทั้งๆที่มันไม่ง่ายเลย ความเป็นผู้ใหญ่ ของพ่อทำให้แม่อบอุ่นใจ วันที่พ่อขอแต่งงาน แม่รับปากทันที ในตอนนั้นตอบตัวเองได้เลยว่า นี่แหละคือความรักที่แม่ต้องการ ไม่ใช่แค่เงินเหมือนตอนที่อยู่กับคุณพ่อของภคพงษ์ แต่แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะสำคัญกับพ่อของลูกหรือเปล่า”

“สำคัญสิคะ คุณพ่อรักคุณแม่มาก เรื่องทั้งหมดมันเป็นเรื่องในอดีต คุณพ่อให้อภัยคุณแม่ได้อยู่แล้วค่ะ อย่าคิดมากเลยนะคะ” ปรางทิพย์ให้กำลังใจรัชนีเต็มที่

ทันใดนั้นประตูห้องเปิดเข้ามา สมพงษ์ทนายของสุวิทย์มาพร้อมใบหย่า รัชนีรับรู้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เธอร่ำไห้อยู่ในอ้อมกอดของลูกสาว ที่เสียใจไม่แพ้กัน!

ooooooo

ที่ระยอง ชีวินกระตือรือร้นวางแผนจัดงานแต่งงาน ต่างจากรสาที่ยังคงเหม่อลอย ห้าวที่ยังแอบหวงรสาจับสังเกตได้ พยายามพูดให้ชีวินเปลี่ยนใจเพราะรสาไม่ได้รักเขา

ไม่ทันไร ภคพงษ์โผล่มาอีกคน ห้าวพยายามกางกั้นจะไม่ให้เขาพูดคุยกับรสา แต่ภคพงษ์ดึงดันจนได้พบ

“รสา...ฟังผมก่อน”

“เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน” รสาเสียงแข็ง

“มีสิ...เรื่องสำคัญมากด้วย”

“สำคัญมากแค่ไหน ฉันก็ไม่อยากคุย”

“ผมรู้ว่าคุณตัดสินใจแต่งงานเพราะคุณโกรธผม”

ชีวินเดินเข้ามาได้ยินพอดี ถึงกับหน้าเจื่อน ห้าวหันไปเห็น แอบยิ้มนิดๆอย่างสมน้ำหน้า

“รสา...คุณเข้าใจผิด ผมไม่ได้ทำผิดสัญญา ผมทำตามที่สัญญาไว้กับคุณทุกอย่าง มันอาจจะช้ากว่าที่ผมรับปากไว้ แต่ตอนนี้ผมทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่างแล้วนะรสา ให้โอกาสผมเถอะนะ”

“ไม่...ฉันไม่ให้โอกาสคุณ ไม่ให้อภัยคุณ ทุกอย่างมันจบแล้ว กลับไปซะ ฉันไม่อยากจะรับรู้รับฟังเรื่องของคุณอีกแล้ว พอกันที”

“ไม่นะรสา” ภคพงษ์เดินตามเว้าวอน...ห้าวไม่พอใจ พุ่งเข้าไปแทรกกลาง พูดหน้าตาขึงขัง

“รสไม่อยากคุยกับแก ไม่ได้ยินหรือไง กลับไปได้แล้ว”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างผมกับรสา คนอื่นไม่เกี่ยว” ภคพงษ์ย้ำหนักแน่นด้วยความหึงหวงห้าวกับชีวินที่ต่างก็ปกป้องรสา

“แต่รสากำลังจะเป็นภรรยาของผม ผมต้องเกี่ยว คุณมีอะไรก็พูดมาตรงนี้ พูดออกมาเลย” ชีวินเสียงแข็ง

“คงต้องถามรสาก่อนว่าอนุญาตให้ผมพูดหรือเปล่า เรื่องระหว่างเราสองคนมันลึกซึ้งจนบางที...เธออาจจะไม่อยากให้คนอื่นรู้”

รสาหน้าเสีย ทั้งโกรธและอาย ชีวินมองหน้าเธอก่อนหันไปถามภคพงษ์ว่า

“ลึกซึ้งยังไง”

“หยุด!! ไม่ต้องถาม ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พอได้แล้ว คุณออกไปจากที่นี่ได้แล้วคุณภคพงษ์”

รสาแผดเสียงอย่างอัดอั้น....ชีวินแปลกใจ และยิ่งอยากรู้

“กลับไปได้แล้ว ถ้าคุณยังไม่ยอมไป ฉันจะไปเอง” รสาขยับเดิน ภคพงษ์จะก้าวตาม แต่โดนห้าวขวางไว้ สั่งให้เขากลับไป

เมื่อภคพงษ์ยังดึงดันไม่ยอมกลับ ผลักห้าวก่อน ห้าวเลยสวนด้วยหมัดจนภคพงษ์ล้มกลิ้งปากแตก รสาตกใจจะเข้าไปหา แต่เห็นสายตาของชีวินที่มองอยู่ก็หยุดชะงัก

“ถ้ายังไม่รีบกลับไป จะเจอหนักกว่านี้” ห้าวขู่ฟ่อ

ภคพงษ์ยันตัวลุกขึ้น ประกาศกร้าวว่ายังไงตนก็ไม่กลับ จนกว่าจะได้คุยกับรสาให้รู้เรื่อง

“พูดไม่รู้เรื่องนะมึงเนี่ย อยากโดนอีกใช่มั้ย” ห้าวกระชากคอเสื้อภคพงษ์จะชกซ้ำอีกที แต่ต้องชะงักกับเสียงของพร้อมที่ดังขึ้น

“ไอ้ห้าว พอได้แล้ว...ปล่อยเขา”

“ดวงยังดีนะไอ้ไฮโซ ชะตายังไม่ถึงฆาต” ห้าวผลักภคพงษ์เซไป

“คุณภคพงษ์...ฉันขอย้ำอีกครั้ง เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว และเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจอกัน ฉันกำลังจะแต่งงานกับชีวิน ฉันกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันอยากมีความสุขสักที ฉันเสียใจ ทุกข์ใจ เพราะคุณมามากแล้ว กรุณาออกไปจากชีวิตฉันได้แล้ว ทุกเรื่องของเราขอให้สิ้นสุดกันเพียงแค่นี้ ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกต่อไป”

คำพูดแสนเย็นชาของรสาทำให้ภคพงษ์เจ็บแปลบถึงจิตใจ หน้าเศร้ามองตามเธอจูงมือชีวินห่างออกไป

“กลับไปได้แล้ว” ห้าวตะคอกใส่ ภคพงษ์มองหน้าเหมือนจะไม่ยอม พร้อมต้องไกล่เกลี่ย

“คุณกลับไปเถอะ อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์”

ภคพงษ์มองพร้อม ก่อนจะหันไปมองรสาอีกที เธอเดินเข้าบ้านไปแล้ว ไม่เหลียวหลังมาแม้แต่นิดเดียว

“รสเขาไม่สนใจแกแล้ว กลับไปทำใจที่บ้านซะ... ไอ้ไฮโซ” ห้าวเน้นย้ำสีหน้าเย้ยหยัน

ภคพงษ์ปรายตามองแต่ไม่สนใจ ยกมือไหว้พร้อมแล้วหันหลังจะเดินออกไป จู่ๆห้าวพุ่งมาขวางไว้

“ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างแกกับรส แต่รู้ไว้ซะด้วยว่าถ้าแกยังไม่หยุดตอแยรส ฉันไม่เอาแกไว้แน่”

พูดจบ ห้าวจงใจกระแทกไหล่ภคพงษ์อย่างแรงแล้วเดินตามรสาเข้าบ้าน พร้อมมองเขาด้วยความเห็นใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากส่ายหน้าแล้วก็ตามห้าวไป ภคพงษ์ยืนอยู่คนเดียว มองไปรอบตัวไม่เหลือใคร นึกถึงคำพูดตัดเยื่อขาดใยของรสาเมื่อสักครู่ยิ่งปวดใจ

“ฉันกำลังจะแต่งงานกับชีวิน ฉันกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันอยากมีความสุขสักที ฉันเสียใจ ทุกข์ใจ เพราะคุณมามากแล้ว กรุณาออกไปจากชีวิตฉันได้แล้ว ทุกเรื่องของเรา ขอให้สิ้นสุดกันเพียงแค่นี้ ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกต่อไป”

ภคพงษ์เสียใจและผิดหวังรุนแรง พยายามกลั้นน้ำตา หันหลังเดินออกไป...รสาอยู่ในบ้าน มองผ่านหน้าต่างออกมาสีหน้าเศร้าหมอง หัวใจเหมือนจะหลุดลอยตามภคพงษ์ที่เดินห่างออกไปทุกที ชีวินแอบมองเธออยู่เงียบๆ ครุ่นคิดด้วยความเครียด ก่อนตัดสินใจเดินเข้ามาถาม

“รส...มีอะไรที่วินควรจะรู้หรือเปล่า มีอะไรที่รสอยากเล่าให้วินฟังหรือเปล่า”

“ไม่มี...รสไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น”

“ถ้าตอนนี้ยังไม่พูดไม่เป็นไร ถ้าอยากพูดเมื่อไหร่ก็บอก วินยินดีรับฟัง”

รสามองหน้าเขาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ชีวินพยักหน้ารับแล้วเดินออกมา รสาหันกลับไปที่หน้าต่างอีกครั้ง ไม่มีแม้เงาของภคพงษ์...

ชีวินเดินหน้าเคร่งออกมาจากบ้าน เจอห้าวยืนกอดอกพูดยียวนกวนประสาท

“เปลี่ยนใจยังทันนะ”

“เปลี่ยนใจอะไร” ชีวินย้อนถามเสียงเข้ม

“ก็เปลี่ยนใจยกเลิกงานแต่งงานไง งานยังไม่เริ่ม ยกเลิกไปก็ไม่มีอะไรเสียหาย”

“แล้วทำไมฉันต้องยกเลิก”

“แกไม่รู้จริงๆเหรอว่าเพราะอะไร ไอ้หน้าแหย”

ชีวินพยายามทำใจแข็งไม่ตอบ แต่ในใจลึกๆก็รู้อยู่ แต่ห้าวกลับตอกย้ำให้ยิ่งเจ็บ

“เพราะรสไม่ได้รักแก แล้วก็คงไม่ต้องบอกนะว่ารสรักใคร”

“ฉันไม่สนว่ารสจะรักใคร แต่ฉันคือคนที่เขาจะแต่งงานด้วย แค่นี้ก็พอ”

ชีวินตัดบทไม่ต่อความยาว เดินหนีห้าวไป...ห้าว เท้าเอว เปล่งเสียงออกมาด้วยความเซ็ง

“ฮึ่ย...ชีวิตนะชีวิต ทำไมฟ้าส่งห้าวมาเกิดแล้วต้องส่งไอ้ไฮโซกับไอ้หน้าแหยมาเกิดด้วยโว้ย”

ooooooo

แม้วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่รสายังไม่อาจลืมภคพงษ์ได้ เธอเหม่อลอยเศร้าสร้อย ปล่อยให้ชีวินตื่นเต้นเตรียมงานแต่งอยู่คนเดียว

ฟากฝั่งภคพงษ์...หลังจากวันนั้นที่ระยอง เขาปล่อย ตัวทรุดโทรม ไม่ไยดีกับชีวิตอีกต่อไป สายใจเห็นแล้ว กลัดกลุ้ม ไม่รู้จะดึงสติเขากลับมาได้อย่างไร?

เช้าวันหนึ่ง ชีวินกับรสามาที่ออฟฟิศของพิทยา ชีวินมีการ์ดแต่งงานมาอวด คัพเค้กกับพิทยาตื่นเต้นกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่

“อันนี้เป็นการ์ดตัวอย่างนะ ยังไม่ใช่การ์ดจริง การ์ด จริงเขาจะส่งมาให้ทีหลัง แล้วผมค่อยเอามาแจกอีกที ของจริงสวยกว่านี้อีก ใช่ไหมรส”

ชีวินยิ้มหน้าบาน หันมาจับมือรสาด้วยความรัก พิทยากับคัพเค้กเห็นแล้วยิ้มกว้างดีใจกับทั้งคู่ แต่พอทราบว่ารสาตัดสินใจลาออกจากงาน พิทยาก็จ๋อยไปเหมือนกัน

“รสจะลาออกจริงๆเหรอ”

“ค่ะ รสสงสารอาพร้อมกับอาวิมล รสอยากกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่าน”

“พี่เข้าใจ เอาเป็นว่าถ้ารสอยากกลับมาเมื่อไหร่โทร.มาได้เลยนะ พี่ยินดีต้อนรับเสมอ”

“ขอบคุณพี่พิทตี้มากค่ะ”

พิทยายิ้มรับ เดินเลี่ยงออกไป รสาเริ่มเก็บข้าวของที่โต๊ะทำงาน สะดุดเข้ากับรูปบ้านของภคพงษ์ คิดถึงตอนทำงานที่เรือนหลังเล็ก คิดแล้วก็ยิ่งเศร้า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะลืมเขาได้เสียที...

ooooooo

ที่โรงพยาบาล รัชนีกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับบ้าน ปรางทิพย์ยืนโทรศัพท์ด้วยท่าทีกระวนกระวาย

“เป็นอะไรกันไปหมดนะ คนนึงปิดเครื่อง คนนึงไม่รับสาย”

เสียงบ่นของปรางทิพย์ทำให้รัชนีนิ่วหน้าสงสัย เดินมาถามลูกสาวว่าพูดถึงใคร?

“ก็พี่ภัคกับคุณพ่อน่ะสิคะ พี่ภัคปิดเครื่อง ส่วนคุณพ่อไม่ยอมรับสาย”

รัชนีสะเทือนใจ หันไปเก็บของเงียบๆ ปรางทิพย์ยังคิดไปคิดมาหาสาเหตุ

“หรือคุณพ่อจะโกรธที่ปรางไม่ยอมให้คุณแม่เซ็นใบหย่าให้ เรื่องหย่าเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมคุณพ่อไม่มาคุยกับคุณแม่เอง ทำไมต้องส่งให้คุณอาทนายมาจัดการแทน ทำแบบนี้ไม่ถูกนะคะ”

“พ่อเขาทำถูกแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องให้เกียรติมาคุยกับผู้หญิงที่หลอกเขามาเกือบยี่สิบปีด้วยตัวเองหรอก”

“แต่อย่างน้อยคุณพ่อก็ควรจะนึกถึงความดีของคุณแม่บ้าง ตั้งแต่จำความได้ คุณแม่ดูแลคุณพ่อและปรางอย่างดีมาตลอด แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว คุณพ่อจะทำแบบนี้กับคุณแม่ไม่ได้นะคะ ปรางไม่ยอม ไม่รู้ล่ะ กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ปรางต้องคุยกับคุณพ่อให้รู้เรื่อง”

ปรางทิพย์กล่าวอย่างมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวเหมือนรัชนีและภคพงษ์ในยามที่จะต้องทำอะไรสักอย่างให้ได้... เมื่อสองแม่ลูกนั่งรถกลับมาถึงบ้าน เป็นเวลาที่สุวิทย์กำลังจะออกไปทำงานพอดี เขาชะงักเล็กน้อยก่อนเดินเลี่ยงไปที่โรงรถ ไม่อยากเผชิญหน้ากับรัชนี

รถตู้ที่นั่งมายังจอดไม่สนิทดี ปรางทิพย์รีบเปิดประตูก้าวลงมา รัชนีตกใจร้องขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“ปราง...ระวังลูก”

ปรางทิพย์ไม่ฟัง กลัวไม่ทันสุวิทย์ รีบวิ่งตามไปเรียก “คุณพ่อคะ เดี๋ยวก่อนค่ะ”

สุวิทย์ตรงดิ่งมาที่รถ ใจคอจะหนีหน้าให้ได้ แต่ปรางทิพย์ไม่ยอม เข้ามาขวางไว้

“ถ้าคุณพ่อยังเห็นปรางเป็นลูก คุณพ่อกรุณาหยุดคุยกับปรางสักครู่ได้ไหมคะ”

ปรางทิพย์เสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ สุวิทย์เห็นแล้วใจอ่อนยวบ ค่อยๆหันไปทางรัชนีที่ยืนอยู่ข้างรถตู้...สองสามีภรรยาเผชิญหน้ากันด้วยความอึดอัด ขณะที่ลูกสาวเฝ้ามองอย่างมีความหวัง

ooooooo

สามคนนั่งเผชิญหน้ากันในบ้าน ปรางทิพย์อยู่ตรงกลางระหว่างพ่อและแม่ สีหน้าแต่ละคนบ่งบอกถึงความไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะปรางทิพย์ที่ตาแดงๆพร้อมจะร้องไห้ตลอดเวลา

“คุณพ่อคะ ปรางรู้ว่าปรางเป็นเด็กไม่ควรยุ่งเรื่องผู้ใหญ่ แต่สำหรับเรื่องนี้...ปรางขอพูดในฐานะที่ปรางเป็นลูกได้ไหมคะ คุณพ่ออย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะ คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ได้หรือเปล่าคะ คุณแม่รักคุณพ่อมากนะคะ”

“ปราง...อย่าพูดให้คุณพ่อหนักใจเลยลูก” รัชนีปรามลูกเสียงสั่นเครือ

“ไม่ได้ค่ะ ปรางต้องพูด ปรางอยากให้คุณพ่อรู้ว่าคุณแม่เสียใจ และรู้สึกผิดมากแค่ไหน ทุกอย่างที่เกิดขึ้น คนที่เจ็บปวดมากที่สุดก็คือคุณแม่ คุณแม่ยอมบอกความจริงทั้งหมดเพื่อปกป้องปราง ถ้าคุณแม่เห็นแก่ตัวจริงๆจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร และไม่ปกป้องปรางก็ได้ ปล่อยให้ปรางโดนพี่ภัคหลอกไปตลอดชีวิต แต่คุณแม่ไม่ทำ คุณแม่ยอมรับความจริงเพื่อปกป้องปราง คุณพ่อคะ ปรางขอร้อง ยกโทษให้คุณแม่นะคะ”

ปรางทิพย์คุกเข่าอ้อนวอนทั้งน้ำตา...รัชนีกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เข้ามากอดลูกสาว

“พอเถอะลูก ปรางไม่ต้องทำแบบนี้เพื่อแม่ก็ได้ แม่ไม่ใช่แม่ที่ดีพอที่จะได้รับอะไรแบบนี้...พอเถอะนะปราง...ปรางลูกแม่”

สุวิทย์หดหู่กับภาพตรงหน้า ถามขึ้นอย่างคับแค้นใจ “คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง คุณก็รู้ว่าผมรักและไว้ใจคุณมากแค่ไหน”

“รัชรู้ค่ะ...รัชรู้”

“รู้แล้วทำไมถึงหลอกผม โกหก ปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง”

“รัชขอโทษค่ะ รัชกลัวว่าคุณจะรับไม่ได้ที่รัชเคยแต่งงานมาแล้ว”

“คุณคิดว่าเรื่องนั้นมันจะทำให้ผมรักคุณน้อยลงหรือไง ทำไม...ทำไมไม่พูดกันตรงๆ คุณทำให้ผมกลายเป็นคนโง่ที่โดนคุณหลอกมาตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกัน คุณจะให้ผมให้อภัยคุณได้ยังไง คำขอโทษของคุณ ผมยังไม่รู้เลยว่าจะไว้ใจได้หรือเปล่า”

“คุณพ่อขา...”

“พอได้แล้วปราง...พ่อรักลูก พ่อรักแม่ของลูก แต่พ่อไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไป” สุวิทย์ลุกพรวดออกไป ปรางทิพย์ร่ำร้องจะลุกตาม รัชนีรั้งตัวไว้

“ปราง...ไม่ต้องตามไปหรอกลูก มันไม่มีประโยชน์ มันไม่มีประโยชน์แล้วจริงๆ”

“แต่ปรางคิดว่ามีคนคนหนึ่งที่ช่วยเราได้ค่ะ”

ปรางทิพย์นึกถึงภคพงษ์ มุ่งหน้าไปหาเขาที่บ้าน แต่แล้วต้องประหลาดใจกับสภาพหมดอาลัยตายอยากนอนซมโทรมเหมือนคนป่วยของเขา เธอถามสายใจก็ได้คำตอบน่าหนักใจว่า

“ป้าก็ไม่ทราบ รู้แค่ว่าคุณหนูไปหาคุณรสาที่ระยองแล้วก็กลับมาเป็นแบบนี้”

“รสา...พี่รสาที่สวยๆ ที่เป็นอินทีเรียน่ะเหรอคะ”

“ใช่แล้วค่ะ คนนั้นล่ะค่ะ มีอยู่คนเดียวที่ทำให้คุณหนูเป็นไปได้ขนาดนี้”

ปรางทิพย์เดินเข้าไปใกล้ภคพงษ์ที่นอนบนโซฟา ปลุกเท่าไหร่ไม่ยอมตื่น เธอคว้าแก้วน้ำสาดใส่หน้าเขา สายใจร้องว้ายตกใจ พร้อมๆกับภคพงษ์ที่ลุกขึ้นโวยวาย

“เฮ้ย...นี่มันอะไรกัน เปียกไปหมดแล้ว ทำบ้าอะไรฮึ”

“ทำให้ตื่นไงคะ น้องสาวมาเยี่ยมทั้งที ทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีหน่อยสิคะ”

“น้องปราง...” ภคพงษ์อุทาน...หูตาสว่างขึ้นมาทันที

หลังจากนั้น สองพี่น้องนั่งคุยกันตามลำพัง...ภคพงษ์หน้าเศร้าไม่คิดว่าการกระทำของตัวเองจะส่งผลให้ครอบครัวปรางทิพย์มีปัญหาลุกลามถึงขนาดนี้

“พี่เป็นคนทำลายชีวิตครอบครัวของน้องปรางใช่ไหม”

“ไม่เชิงค่ะ คุณแม่เป็นต้นเหตุ พี่ภัคเป็นคนจุดชนวน และคุณพ่อเป็นคนที่ไม่ยอมรับอะไรเลย เรื่องมันถึงได้เป็นแบบนี้ ปรางขอบคุณพี่ภัคมากที่ยกโทษให้คุณแม่ คุณแม่รักพี่ภัคมากนะคะ คุณแม่เสียใจมากที่การตัดสินใจในอดีตทำร้ายพี่ภัค คุณแม่เล่าความจริงทุกอย่างให้ปรางฟังด้วยความเสียใจ ปรางไม่เคยเห็นคุณแม่ร้องไห้หนักแบบนี้มาก่อนในชีวิต ตอนนี้ปรางเข้าใจแล้วว่าคุณแม่เจ็บปวดแค่ไหน ตอนที่พี่ภัคแกล้งจีบปราง”

“พี่ขอโทษ...”

“ไม่ค่ะ ปรางไม่ยกโทษให้ พี่ภัคทำให้ปรางต้องเสียใจ พี่ภัคจะต้องชดใช้ค่ะ พี่ภัคจะต้องช่วยปรางคุยกับคุณพ่อ และทำให้คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ให้ได้ ทำให้คนที่ปรางรักสองคนกลับมาคืนดีกันเป็นบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ ไถ่บาปที่แกล้งทำให้ปรางรักไงคะ โอเคไหมคะ...พี่ชาย”

“ได้...ถ้ามันทำให้ปรางยกโทษให้พี่ พี่ยินดีช่วยครับน้องสาว แต่ถามหน่อยเถอะ ปรางไม่โกรธพี่เลยเหรอ”

“ตอนแรกก็โกรธนะคะ แต่พอคุณแม่เล่าความจริงให้ฟัง ปรางก็เข้าใจ และเห็นใจพี่ภัค ปรางได้ความรัก ได้ทุกอย่างจากคุณแม่อย่างเต็มที่ แต่พี่ภัคไม่เคยได้อะไรเลย ถ้าปรางเป็นพี่ภัค บางทีปรางอาจจะทำแบบเดียวกันก็ได้ คิดแบบนี้แล้วปรางก็ไม่โกรธค่ะ”

“ขอบใจมาก...ถ้าผู้หญิงคนนั้นเขาเข้าใจพี่ และให้อภัยพี่เหมือนปรางก็คงดี”

“ผู้หญิงคนนั้นของพี่คือ พี่รสาใช่ไหมคะ”

ภคพงษ์นิ่งไม่ตอบ ใช้ความเงียบแทนการยอมรับ เขาคิดถึงรสาจับใจ...ในขณะเดียวกันนั้น รสายังคิดถึงเขาเสมอ เธอลาออกจากงานกลับไปอยู่ระยอง ช่วยงานที่รีสอร์ตของอา แต่เวลาว่างเธอมักจะเหม่อลอย ห้าวแอบเห็นบ่อยครั้งรู้สึกไม่สบายใจ ส่วนชีวินอยู่กรุงเทพฯ แต่ก็ขยันโทร.หารสาอย่างสม่ำเสมอ

“วินไม่ต้องห่วงนะ รสสบายดี ไม่เบื่อ ไม่เหงา แล้วก็ไม่คิดมากด้วย รสก็ช่วยอาพร้อมดูแลลูกค้า แล้วก็ดูแลต้นไม้ในสวนสำหรับงานแต่งงานของเราตามที่วินบอกไว้ ต้นไม้โตขึ้นมากแล้วนะ ทันงานแต่งของเราเดือนหน้าแน่นอน...จ้ะๆ วินไม่ต้องห่วงรสนะ แล้วพรุ่งนี้ค่ำๆเจอกันจ้า”

รสาวางสายพร้อมๆกับถอนใจค่อนข้างดัง ห้าวยืนมองอยู่นานแล้ว ส่งเสียงเข้ามาอย่างรู้ทัน

“ต้องฝืนใจทำเป็นมีความสุขแบบนี้...เหนื่อยมั้ยรส”

รสาชะงักเล็กน้อยก่อนหันไปมองหน้าเขา ยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝืนสักหน่อย ห้าวไม่เชื่อ เดินมาเผชิญหน้า

“งั้นก็หลอกตัวเอง”

“พี่ห้าว...จะมาหาเรื่องอะไรรสอีกล่ะ”

“ไม่ได้หาเรื่อง แต่ช่วยหาทางออกจากปัญหามากกว่า”

“ปัญหาอะไร รสไม่มีปัญหาสักหน่อย”

“แล้วที่รสกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายอีกคน แต่คิดถึงผู้ชายอีกคน ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาหรือไง”

รสาสะดุ้งวาบที่ห้าวรู้จริง แต่ก็ยังเฉไฉไม่ยอมรับ “พี่ห้าวคิดไปเองแล้ว รสไม่ได้คิดถึงคนอื่นสักหน่อย”

“หลอกตัวเองไม่พอจะมาหลอกพี่อีกเหรอ พี่บอกตรงๆนะ รสไม่ได้รักไอ้หน้าแหยนั่น ส่วนคนที่รสรักมันก็ทำให้รสเสียใจ...สรุปนะ ยกเลิกงานแต่งแล้วก็เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองคบกับคนใหม่ๆ อาจจะเจอคนใกล้ตัวที่ใช่ก็ได้นะ”

ห้าวยิ้มแฉ่ง นำเสนอตัวเองเต็มที่ รสามองหน้าเขาอย่างรู้ทัน

“ขอบคุณพี่ห้าวที่เป็นห่วง แต่รสไม่เปลี่ยนใจ จริงที่รสอาจจะคิดถึงใครบางคนไปบ้าง แต่อีกไม่นาน... ความคิดถึงมันก็คงจะหายไป เพราะเขาไม่มีค่ามากพอที่รสจะต้องคิดถึงอีกต่อไป”

รสาพูดด้วยความเด็ดเดี่ยวที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า ห้าวเห็นแล้วก็ส่ายหน้า เป็นห่วงและสงสารเธอ ขณะเดียวกันก็สงสารตัวเองด้วยเหมือนกัน

ooooooo

ปรางทิพย์พาภคพงษ์ตามไปพบสุวิทย์ที่ย้ายออกจากบ้านมาอยู่โรงแรม ทั้งสามคนนั่งเผชิญหน้ากันตรงล็อบบี้

“จะมาคุยเรื่องแม่อีกล่ะสิ พ่อกับแม่คุยกันรู้เรื่องแล้ว ปรางเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอกลูก”

“ปรางทราบค่ะ ปรางไม่ได้จะมาพูดเพื่อให้คุณพ่อเปลี่ยนใจ แต่ปรางอยากให้คุณพ่อฟังความคิดเห็นของพี่ภัคค่ะ”

“ผมต้องขอโทษคุณอาสำหรับทุกเรื่องที่ทำลงไป” ภัคพงษ์ไหว้สุวิทย์อย่างรู้สึกผิดจริงๆ

“ถ้าปรางไม่ถือโทษ อาก็ยกโทษให้ แต่ทีหน้าทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก การเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย”

“ผมทราบครับ...ผมทราบดี ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ไม่ว่ากับใครก็ตาม ที่ผมมาหาคุณอาวันนี้ นอกจากจะมาขอโทษแล้วผมมีเรื่องอยากจะขอร้องคุณอา เรื่องของคุณแม่ จริงอยู่ที่คุณแม่ทำผิดที่หลอกคุณอา แต่มันเป็นเรื่องอดีตที่ไม่มีใครกลับไปแก้ไขอะไรได้ แต่ตอนนี้...วันนี้...

คุณแม่ยอมรับความจริง ยอมรับอดีต ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง คุณอาจะยอมรับคุณแม่ได้หรือเปล่าครับ”

สุวิทย์ผ่อนลมหายใจ มองหน้าภคพงษ์ด้วยความลำบากใจ

“ให้โอกาสคุณแม่สักครั้งนะคะ คุณพ่อเคยบอกปรางว่าคุณแม่เป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ ความผิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก คุณพ่อให้อภัยคุณแม่เถอะนะคะ ปราง ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ต้องแยกทางกัน ปรางอยากได้ครอบครัวของปรางกลับคืนมา” ปรางทิพย์เริ่มน้ำตาคลอ

“ที่เหตุการณ์เป็นแบบนี้ เป็นเพราะผมเอง คุณอาต้องการให้ผมทำอะไรเพื่อชดใช้ความผิด ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อคืนพ่อและแม่ให้น้องปราง เพราะผมไม่อยากให้น้องสาวต้องเป็นเหมือนผม เพราะความรักของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ผมยอมยกโทษให้กับคุณแม่...และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมหวังว่าความรักของน้องปรางจะทำให้คุณอา ยอมยกโทษให้คุณแม่ และเริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน”

สุวิทย์นิ่งอึ้ง เห็นลูกสาวร้องไห้ยิ่งคิดหนัก...ในที่สุดเขายอมกลับไปบ้าน เป็นเวลาที่รัชนีเก็บสัมภาระพร้อมจะย้ายออก และเซ็นใบหย่าไว้เรียบร้อยแล้วด้วย แต่สุวิทย์กลับฉีกใบหย่านั้นทิ้งต่อหน้าเธอทันที

“ผมไม่ต้องใช้มันแล้ว...ในฐานะแม่ คุณยอมรับความผิดเพื่อลูก ในฐานะที่ผมเป็นพ่อ ผมขอยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น และให้อภัยกับอดีตที่ผ่านมา...เพื่อลูกเช่นกัน”

“คุณสุวิทย์” รัชนีตะลึง...แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ผมให้อภัยคุณ เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ”

เธอโผเข้ากอดเขาแน่นด้วยความตื้นตันใจ ปราง– ทิพย์ดีใจวิ่งเข้ามาสวมกอดพ่อกับแม่ทั้งน้ำตา...ภคพงษ์ ยืนมองห่างๆ ยิ้มบางๆก่อนหันหลังเดินออกไป ไม่ทันพ้นรั้วบ้าน รัชนีเดินแกมวิ่งตามมาเรียกเขาให้หยุดก่อน

สองแม่ลูกเผชิญหน้ากัน แววตาเปี่ยมไปด้วยความรัก ไม่มีร่องรอยของความบาดหมาง

“ภคพงษ์...ขอบใจมาก...ขอบใจจริงๆ”

“ผมทำเพื่อน้อง ผมไม่อยากให้เขาต้องอยู่ในสภาพบ้านแตกเหมือนกันผม”

“ฉันรู้ว่าฉันทำไม่ดีกับเธอไว้มาก...มากเหลือเกิน ฉันไม่ขอให้เธอมาเรียกฉันว่าแม่ แต่ฉันขอเรียกเธอว่าลูกได้หรือเปล่า...ได้หรือเปล่า”

ภคพงษ์พยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ รัชนียิ้มทั้งน้ำตา เรียกชื่อลูกชายพร้อมกับโผเข้ากอดด้วยความรัก

“ภคพงษ์...ลูกแม่...แม่ขอโทษ...แม่ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา แม่ขอโทษ”

ภคพงษ์กอดตอบ รู้สึกถึงไออุ่นของแม่เป็นครั้งแรก...สุวิทย์กับปรางทิพย์ยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม

“สบายใจแล้วล่ะสิที่พ่อกับแม่กลับมาคืนดีกัน และยังมีพี่ชายเพิ่มขึ้นอีกคน”

“สบายใจค่ะ แต่ยังไม่ที่สุด ปรางยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จค่ะคุณพ่อ”

ปรางทิพย์ย้อนกลับมาที่บ้านเถลิงยศอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น พูดคุยกับเผด็จและสายใจด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของภคพงษ์กับรสา ซึ่งผู้ให้ข้อมูลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทั้งคู่รักกัน แต่เมื่อเธอไปคุยกับภคพงษ์ เขากลับบอกว่ารสาเกลียดเขา

“แต่ป้าสายใจกับคุณเผด็จบอกปรางว่า...พี่รสากับพี่ภัครักกันนะคะ”

“มันอาจจะจริงแค่ครึ่งเดียว”

“พี่ภัคยอมรับใช่ไหมคะว่าพี่ภัครักพี่รสา”

“ความรู้สึกที่พี่มีต่อรสามันมากกว่าความรัก...รสาคือผู้หญิงที่ทำให้อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง พี่อยากเป็นคนดี ดีพอที่จะรักเขา และดีพอที่เขาจะรัก แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ พี่ทำผิดกับเขาไว้มาก มากจนไม่น่าให้อภัย ไม่ว่าพี่จะรักเขามากแค่ไหน มันคงไม่มากที่จะทำให้เขารักพี่ได้”

ยิ่งพูด ภคพงษ์ก็ยิ่งเศร้า...ปรางทิพย์มองด้วยความสงสาร แอบอัดเสียงทั้งหมดไว้ในโทรศัพท์มือถือของตนอย่างมีแผน

ooooooo

ทันทีที่ว่างจากงานทางกรุงเทพฯ ชีวินเป็นต้องบึ่งรถไประยอง แล้วก็ง่วนอยู่กับการจัดสวนเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน...

เช้าวันนี้พิทยากับคัพเค้กตามมาเยี่ยมเยียน พร้อมกับนำการ์ดแต่งงานที่เพิ่งได้รับจากทางร้านเมื่อวานมาให้ด้วย...ห้าวผ่านมาเห็น แขวะชีวินด้วยความอิจฉา

“จะเว่อร์ไปไหน อีกตั้งสองอาทิตย์กว่าจะถึงวันงาน แล้วนี่มาก้มหน้าก้มตาทำอยู่คนเดียว อยากแต่งอยู่คนเดียว หรือเปล่าก็ไม่รู้”

ชีวินเซ็งทันที คัพเค้กไม่รู้จักห้าว ถามว่าเขาเป็นใคร ชีวินบอกเป็นหลานอาพร้อมเจ้าของรีสอร์ต เขาชอบรสา ก็เลยไม่ชอบตน

“นั่นไง...ว่าแล้ว แต่เอ๊ะ จะว่าไป...เขาก็พูดชวนคิดนะ ทำไมแกมาจัดงานอยู่คนเดียว แล้วว่าที่เจ้าสาวหายไปไหน ทำไมไม่มาช่วยกันทำ”

คำพูดของพิทยาทำให้ชีวินนิ่งอึ้งด้วยความไม่สบายใจ และเมื่อเขาพาทั้งคู่ไปพบรสาที่ชายหาด คัพเค้กยังเผลอพูดทำนองว่ารสาไม่อยากแต่งงาน พิทยาเลยกระทืบเท้าเธอจนร้องจ๊าก แล้วเปลี่ยนเรื่องทักรสาว่าผอมลง ดูซีดเซียวเหมือนคนไม่สบาย

“เออ จริงๆด้วย พี่รสดูผอมแล้วก็ไม่สดใสเหมือนพี่รสคนเดิมเลย เป็นเหมือนคนนี้เลย...คุณภคพงษ์” คัพเค้กพูดจ้อ ไม่ได้มองสีหน้าคนอื่นว่าอิหลั่กอิเหลื่อกันแค่ไหน “คัพเค้กไปเจอเมื่อวันก่อน เห็นเดินอยู่คนเดียวแถวๆหน้าร้านเพชรเขานั่นแหละ จำแทบไม่ได้ ดูโทรมๆ ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัว ปล่อยหนวดยาว เสื้อผ้าก็ใส่แบบขอไปที ไม่เหมือนคุณภคพงษ์ไฮโซที่เคยรู้จักเลย ดูๆไปเหมือนคนหมดอาลัย ตายอยาก เหมือนไปผิดหวังอะไรแรงๆมาสักอย่าง”

พิทยาพยายามสะกิดให้คัพเค้กหยุดพูด แต่เจ้าหล่อนเบรกแตกเสียแล้ว พูดเป็นต่อยหอย พิทยาเลยต้องกระทืบเท้าเธออีกที

“โอ๊ย!! พี่พิทกระทืบหนูอีกทำไมเนี่ย”

พิทยาไม่ตอบแต่พยักพเยิดไปทางชีวินและรสาที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา

“พี่ว่า...พี่พานังคัพเค้กไปฝัง...เอ๊ย...ไปจัดสวนให้วินต่อแล้วกันนะ ยิ่งอยู่ยิ่งน่าตาย...ไปเลยไป”

คัพเค้กถูกพิทยาลากตัวออกไปแล้ว ชีวินตัดสินใจถามรสาตรงๆว่า

“รสคิดว่าพี่ภคพงษ์เป็นแบบนี้เพราะรสหรือเปล่า”

รสาลำบากใจที่จะตอบ พลันเสียงห้าวดังขึ้นเหมือนระฆังช่วยชีวิต “รส...มีคนมาหา”

ทั้งรสาและชีวินชะงักไปด้วยกัน แอบคิดว่าเป็นภคพงษ์...แต่พวกเขาคิดผิด เพราะผู้มาเยือนคือปรางทิพย์!

รสาต้อนรับปรางทิพย์ด้วยความประหลาดใจ  ส่วน ชีวินแอบมองอยู่รอบนอกด้วยความสงสัยเช่นกัน

“น้องปรางมาที่นี่ได้ยังไง”

“ป้าสายใจบอกทางไปบ้านป้าอาภรณ์ และป้าอาภรณ์บอกทางให้ปรางมาที่นี่ค่ะ”

“น้องปรางมีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมต้องพยายามตามหาพี่ขนาดนั้น”

“มีค่ะ เรื่องสำคัญมากด้วยค่ะ พี่รสารู้เรื่องระหว่างปรางกับพี่ภัคหรือยังคะ”

“ยังค่ะ และพี่ก็ไม่อยากรู้ ต้องขอโทษด้วยที่พูดตรงๆ”

“ถึงพี่รสาไม่อยากรู้ ปรางก็อยากเล่าค่ะ ปรางกับพี่ภัคเป็นพี่น้องกันค่ะ เรามีแม่คนเดียวกัน พี่ภัคกับแม่มีปัญหาไม่เข้าใจ พี่ภัคเลยแกล้งคุณแม่ด้วยการจีบปราง”

“เรื่องนี้...พี่ทราบแล้วค่ะ”

“อ้าว...พี่รสาทราบ แล้วทำไมพี่รสายังโกรธพี่ภัค อยู่ล่ะคะ”

“มีเหตุผลมากมายที่ทำให้พี่โกรธเขา มันมากจนพี่ไม่อยากจะพูดถึง”

“แต่พี่ภัครักพี่รสามากนะคะ พี่ภัคยอมทำทุกอย่างเพื่อพี่รสา พี่ภัครักพี่รสามากจริงๆนะคะ”

ชีวินได้ยินทุกอย่าง ตกใจตั้งแต่ปรางทิพย์บอกว่าเป็นพี่น้องกับภคพงษ์และมีแม่คนเดียวกัน แล้วยังใจหายวาบกับคำพูดของเธอที่บอกว่าภคพงษ์รักรสามาก

“พี่ภัคยอมขอโทษและยกโทษให้คุณแม่ ยอมไปพูดให้คุณพ่อเข้าใจคุณแม่ พี่ภัคยอมทำทุกอย่างเพื่อพี่รสา”

“ทุกอย่างที่เขาทำ ก็เพื่อตัวเขาเองค่ะ ไม่เกี่ยวกับพี่”

“ไม่จริงค่ะ พี่รสาฟังนี่...นี่เป็นคำสารภาพของพี่ภัค ปรางแอบอัดไว้ไม่ให้พี่ภัครู้ตัว”

ปรางทิพย์ยืนยันด้วยเสียงของภคพงษ์...รสาฟังแล้วน้ำตารินไหลด้วยความซาบซึ้ง ต่างจากชีวินที่สะเทือนใจ หน้าซีดเจื่อนด้วยความเศร้า...นอกจากเสียงที่อัดมา ปรางทิพย์ยังอธิบายเสริมด้วยว่า

“พี่ภัคบอกคุณพ่อว่า...เพราะความรักของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้เขายอมยกโทษให้คุณแม่ หวังว่าความรักที่คุณพ่อมีต่อปรางจะทำให้คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน ปรางรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือพี่รสา”

รสาพูดอะไรไม่ออก นั่งน้ำตาไหลอย่างสุดจะกลั้น ปรางทิพย์จับมือรสา ทึกทักว่าเธอรักพี่ชายของตน

“มันไม่สำคัญว่าพี่จะรู้สึกยังไงกับเขา ตอนนี้ชีวิตพี่เดินไปข้างหน้า ไม่มีวันจะหันหลังกลับ และผู้หญิงคนนั้น ที่ทำให้ภคพงษ์เปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่พี่หรอกค่ะ พี่ไม่สำคัญมากขนาดนั้น ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะคะ”

“พี่รสา...พี่ภัครักพี่รสาจริงๆนะคะ ปรางไม่รู้ว่า พี่ภัคทำผิดอะไร ยกโทษให้พี่ภัคได้ไหมคะ ปรางขอร้อง”

รสาเบือนหน้าหนี เดินออกจากห้องทันที ชีวินหลบวูบ แล้วตัดสินใจแน่วแน่เข้ากรุงเทพฯ พิทยาและคัพเค้กที่เพิ่งมาเยือนเลยต้องกลับไปด้วย ส่วนปรางทิพย์ยังยืนยันจะอยู่ที่นี่ต่อ โทร.ไปบอกแม่ว่าภารกิจยังไม่สำเร็จ ถ้าเธอทำให้รสาเปลี่ยนใจไม่ได้ก็จะไม่กลับ...

กลับถึงกรุงเทพฯในเย็นนั้น ชีวินรีบไปพบภคพงษ์ที่บ้าน เปิดฉากว่าตนทราบเรื่องแม่ของเขาแล้ว แต่ที่มาวันนี้ตนมีเรื่องจะขอความร่วมมือ

“คุณก็ทราบดีว่าผมกับรสกำลังจะแต่งงานกัน เพื่อความสบายใจของเราสามคน ผมขอร้องให้คุณปล่อยรสมาให้ผม”

“ผมก็ไม่ได้จะเหนี่ยวรั้งอะไรเขาไว้ และที่สำคัญ... ผมก็ไม่มีสิทธิ์จะรั้งเขาไว้ เพราะเขาไม่ได้เลือกผม เขาเลือกคุณ...คุณก็รู้”

“ใช่ รสเลือกผม แต่เขาไม่ได้มาร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะคุณ...คุณไม่ได้เหนี่ยวรั้งด้วยการกระทำ แต่คุณรั้งรสไว้ด้วยความรู้สึก ความรักของคุณทำให้รสไม่หลุดออกจากคุณ”

“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”

“หยุดความรักที่คุณมีต่อรส หยุดรักเธอ และปล่อยเธอไป”

ภคพงษ์อึ้ง คิดไม่ออกจะทำยังไง ชีวินหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาวางบนโต๊ะ

“พูดออกมาว่าคุณไม่รักรสแล้ว เพื่อความสุขของเธอ...คุณทำได้หรือเปล่า”

ชีวินทำให้ภคพงษ์ลำบากใจ กดดันอย่างที่สุด!

ooooooo

เช้าวันต่อมา ห้าวเพิ่งรู้จากวิมลว่าปรางทิพย์ที่เช่าห้องพักเมื่อคืนเป็นน้องสาวภคพงษ์ ห้าวสงสัยว่าเธอมาทำไม แล้วจู่ๆพวกชีวินก็กลับกรุงเทพฯไม่บอกไม่กล่าว

ห้าวกำลังครุ่นคิดว่าสถานการณ์แปลกๆไม่น่าวางใจ ก็พอดีชีวินโผล่มาให้เห็นตัวเป็นๆ

“อ้าวเฮ้ย...เมื่อวานเพิ่งไป วันนี้มาอีกแล้ว แปลกจริงๆด้วย”

ชีวินไม่พูดไม่จา เดินผ่านห้าวไปทางบ้านพัก เผชิญหน้ากับรสาในห้องรับแขก จะให้เธอฟังคำสารภาพของภคพงษ์ จะได้รู้ว่าจริงๆแล้วเขาคิดอะไรกันแน่

รสามองโทรศัพท์มือถือชีวินที่วางตรงหน้า ใจเต้นระทึกแต่พยายามควบคุมสติตัวเองเป็นอย่างดี

“รสาเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนคนอื่น เธอทำให้ผมไม่สามารถละสายตาจากเธอได้ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน เธอมีอะไรบางอย่างที่ดึงให้ผมต้องสนใจเธอ ความไม่ยอมคน ความไม่ยอมแพ้ ทำให้ผมยิ่งอยากเอาชนะ ผมสนใจรสา เพราะผมต้องการเอาชนะเธอ ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่สนใจผม เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือทำให้รสารักผมให้ได้ ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ความรักจากเธอ ทั้งๆที่ผมไม่ได้รักเธอเลย ทุกอย่างที่ทำเพื่อต้องการเอาชนะเธอเท่านั้น”

รสาตาแดงก่ำ น้ำตาค่อยๆร่วงลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ชีวินเห็นแล้วคิดหนัก แต่ยังไม่ยุติเสียงที่อัดมา

“ผมไม่เคยรักรสา...ทุกสิ่งที่ผมทำเพื่อจะเอาชนะเธอเท่านั้น รวมทั้งคลิปเสียงของปรางทิพย์ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง ความจริงคือผมไม่เคยรักเธอ”

ตอนนั้น ภคพงษ์พูดไปน้ำตาไหลไปอย่างชอกช้ำระกำใจ ไม่ต่างจากรสาในตอนนี้ เธอร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ชีวินเก็บมือถือ แล้วพูดโพล่งออกมา

“รส...วินตัดสินใจแล้ว วินขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด เราแต่งงานกันไม่ได้ เพราะรสไม่ได้รักวิน...รสรักภคพงษ์ และเขาก็รักรส...รักมากด้วย”

“แต่สิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้วินก็ได้ยิน”

“ภคพงษ์โกหก เขายอมที่จะเจ็บปวดเพื่อปล่อยให้รสมีความสุข สิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดมันไม่ใช่ความจริง และเขาก็เสียใจมากที่ต้องพูดแบบนี้”

“วินพูดอะไร รสไม่เข้าใจ”

“วินบอกว่า...รสยังตัดใจจากเขาไม่ได้ เพราะความรักของเขา ถ้าเขาอยากให้รสมีความสุขต้องพูดว่าเขาไม่ได้รักรส และผู้ชายที่แสนจะถือตัว เย่อหยิ่ง ทะนงตน ก็ยอมทำ ยอมที่จะเป็นผู้ร้าย เป็นคนผิด ยอมให้รสเกลียดเพื่อรสจะได้มีความสุข สิ่งที่เขาทำมันพิสูจน์แล้วว่าเขารักรสมากกว่าที่วินรัก เพราะถ้ามีคนมาสั่งให้วินพูดว่าวินไม่รักรสแล้ว เพื่อปล่อยให้รสไปรักคนอื่น...วินคงทำไม่ได้”

ชีวินหยิบการ์ดแต่งงานทั้งหมดทิ้งถังขยะ รสาตกใจจะทักท้วง แต่เขาย้ำหนักแน่นโดยเร็ว

“การ์ดพวกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว วินไม่ได้ทิ้งประชดให้สะใจนะ แต่วินขอยกเลิกงานแต่งงานจริงๆ รสคงไม่ว่าอะไรวินนะ”

รสาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก อึกๆอักๆครู่หนึ่งก่อนวิ่งพะอืดพะอมไปอาเจียนในห้องน้ำ ชีวินงุนงง เดินตามไปชะโงกหน้าถาม

“รสเป็นอะไร แค่วินยกเลิกงานแต่งงานถึงกับอาเจียนใส่หน้าเลยเหรอ”

ปรางทิพย์กำลังจะเข้ามา หยุดกึกแอบฟัง และมองไปเห็นการ์ดในถังขยะด้วยความบังเอิญ

รสากลับออกมาเผชิญหน้าชีวิน จะพูดเรื่องแต่งงาน แต่ชีวินตัดบทไม่ให้พูด ย้ำว่าตนตัดสินใจแล้ว รสาเลยต้องยอม และขอโทษเขาอย่างรู้สึกผิด

“ไม่ต้องขอโทษ เพราะวินไม่โกรธรสอยู่แล้ว รสก็รู้”

“ขอบใจมากนะวิน รสขอบใจมาก วินเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ ดีที่สุดในโลกเลย”

“แต่มันก็ยังไม่ดีพอที่รสจะรัก แต่ก็อย่างว่า...ความดีกับความรักมันเทียบกันไม่ได้ แล้วมันก็แทนกันไม่ได้”

“ผู้หญิงคนไหนที่ได้แต่งงานกับวิน จะต้องโชคดีมากๆ รสคงไม่มีบุญพอ”

“วินก็คงไม่มีวาสนาจะได้แต่งกับรสเหมือนกัน”

สองคนมองหน้ากันด้วยความเข้าใจ ความเป็นเพื่อน กลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกดีๆทำให้วิกฤติคลี่คลายได้อย่างมหัศจรรย์!

“รสไม่ต้องแต่งงานกับวินแล้ว...รสจะทำยังไงเรื่องภคพงษ์”

“รสไม่แต่งกับวิน ไม่ได้แปลว่ารสจะให้อภัยเขา”

“ทำไม?”

“รสไม่อยากเป็นเหมือนพิม...รักคนที่จิตใจหยาบ รักคนที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างแม้แต่คนที่ตัวเองรัก รสอยู่กับคนแบบนั้นไม่ได้”

“รสไม่ควรจะเอาตัวเองไปเปรียบกับพิม เพราะไอ้วาริชมันไม่ได้รักพิม แต่ภคพงษ์ไม่ใช่ รสต้องเลิกดูที่ความผิดถูก แต่ต้องดูที่หัวใจ ดูว่ารสรู้สึกยังไงกับภคพงษ์”

“ไม่ว่ารสจะดูจากอะไร รสก็ไม่มีทางไว้ใจคนอย่างภคพงษ์”

“เฮ้อ...ดื้อจริงๆ เออ แล้วรสอาเจียนแบบนี้มานานหรือยัง”

“ก็สามสี่วันแล้ว กินอะไรก็ไม่ค่อยลง เวียนหัว แล้วก็อาเจียน ช่วงเช้าจะเป็นหนักหน่อย”

ชีวินนิ่งคิดย้อนกลับไปครั้งสุดท้ายที่ภคพงษ์มาตื๊อรสาถึงระยอง แล้วมีปากเสียงกันเนื่องจากเขาพยายามไล่ให้กลับไป โดยภคพงษ์ตอบโต้ชีิวินด้วยคำพูดแปลกๆว่า เรื่องระหว่างเราสองคนมันลึกซึ้งจนบางทีรสาอาจจะไม่อยากให้คนอื่นรู้...

คิดทบทวนแล้วชีวินเอะใจ ถามรสาอย่างตรงไปตรงมา “รส...ขอถามหยาบคายหน่อยนะ ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

“ก็ประมาณ...” พูดได้แค่นั้นเธอหยุดกึก ในใจคือสองเดือนที่แล้ว แต่ไม่กล้าพูดออกมา

แม้ไม่ได้คำตอบ แต่ชีวินก็พอจะเดาได้ ชวนเธอไปตรวจดีกว่า เขาจะพาไปเอง...ปรางทิพย์แอบฟังอยู่ตลอด ค่อยๆผละออกมาอย่างเงียบเชียบ แล้วโทร.รายงานภคพงษ์ด้วยความตื่นเต้น

“จริงเหรอปราง” น้ำเสียงภคพงษ์ตื่นเต้นไม่น้อยกว่ากัน

“จริงค่ะ ปรางได้ยินกับหูเลยค่ะ งานแต่งงานยกเลิกแล้ว และคุณชีวินก็ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้พี่รสาให้อภัยพี่ภัคด้วยนะคะ พี่รสาเหมือนจะใจอ่อนแล้วค่ะ พี่ภัครีบมาหาพี่รสาตอนนี้เลยนะคะ”

“โอเค...พี่จะรีบไปเดี๋ยวนี้”

“อ้อ พี่ภัคคะ ยังมีอีกเรื่องนึงค่ะ แต่...ปรางยังไม่บอกตอนนี้ดีกว่า รอให้ปรางแน่ใจกว่านี้ก่อนแล้วจะรีบบอก พี่ภัคขับรถดีๆนะคะ แล้วเจอกันค่ะ”

ภคพงษ์ไม่ติดใจเพราะห่วงจะไปหารสาอย่างเดียว แต่ก็ไม่ลืมหยิบกล่องแหวนแต่งงานที่เตรียมไว้จะขอเธอหลายครั้งแล้วติดมือไปด้วย...

ooooooo

“ยกเลิกการแต่งงาน!!” ห้าวโพล่งขึ้นด้วยความดีใจสุดขีด หลังจากได้ยินชีวินบอกกับวิมลและพร้อม

“ทำไมต้องแหกปากด้วยวะไอ้ห้าว” พร้อมเอ็ดเสียงเขียว

“ก็มันเป็นข่าวดีที่สุดในโลกนี่ลุง ดีแล้วที่คิดได้ เชื่อฉันซะตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องเสียเงินเตรียมงาน เป็นไงล่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้แต่งจริงๆ”

“เงียบไปเลยนะไอ้ห้าว ถ้าเอ็งขืนพูดมากกว่านี้ จะไล่กลับบ้านพ่อเอ็งเลย”

วิมลดุจริงจัง ห้าวจำใจต้องหยุด แต่ยังไม่วายลอบยิ้มสาสมใจ เมื่อวิมลถามถึงเหตุผลที่ยกเลิกงานแต่ง ชีวินตอบตามตรงว่ารสาไม่ได้รักตน เธอมีคนที่รักอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่คนแถวนี้ ห้าวกำลังยิ้มแป้น ถึงกับหุบยิ้มอย่างฉับพลัน

“ผมคิดว่ามันจะดีถ้ารสได้แต่งงานกับคนที่เขารักอย่างแท้จริง” ชีวินเอ่ยหน้าเศร้า

“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก” ห้าวแย้ง

“ใช่...มันไม่ง่าย และคนผู้ชายคนนั้นก็ต้องพิสูจน์ตัวเขาเอง”

“วินหมายถึงคุณภคพงษ์ใช่ไหม” วิมลถามตรงๆ ชีวินพยักหน้าแทนคำตอบ ห้าวเห็นแล้วหงุดหงิดขึ้นมาทันที

เวลานั้น รสาออกไปที่ร้านขายยาในตลาดโดยไม่รู้ว่าปรางทิพย์แอบตามทุกฝีก้าว และจับตามองจนกระทั่งรสากลับเข้าบ้านแล้วหายเงียบเข้าไปในห้องน้ำนานสองนาน

รสาทราบผลจากแผ่นทดสอบที่ซื้อมาว่าตัวเองท้องจริงๆ เธอตกใจและเครียด ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี พลันเสียงห้าวร้องเรียกดังแว่วมา เธอรีบเก็บอุปกรณ์นั้นใส่ถุงทิ้งลงถังขยะก่อนจะออกมา

“รสเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าซีดๆ” ห้าวทัก

“ไม่เป็นไรจ้ะ”

“แล้วนี่รสหายไปไหนมา เมื่อกี้พี่เดินตามหาตั้งนาน ถามใครก็ไม่มีใครเห็น”

“รสไปซื้อของที่ตลาดมาจ้ะ พี่ห้าวมีอะไรหรือเปล่า”

“ลุงกับป้าให้มาตามไปกินข้าว”

“ขอบใจจ้ะ งั้นเรารีบไปกินกันเถอะ รสก็เริ่มหิวแล้ว”

“ก่อนไป...พี่มีเรื่องจะถาม เรื่องยกเลิกงานแต่งงาน พี่เห็นด้วยนะ แต่เรื่องที่ไอ้หน้าแหยมันพูดถึงไอ้ไฮโซ พี่ไม่เห็นด้วย”

“รสว่าเราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย รสหิวแล้ว เราไปกินข้าวกันเถอะจ้ะ”

ห้าวพยักหน้าอย่างจำใจ เดินนำออกไป รสาแอบจับท้องตัวเองสีหน้าหนักใจ แต่พยายามทำตัวปกติก้าวตามห้าวไป ส่วนปรางทิพย์ค่อยๆโผล่ออกจากที่ซ่อนย่องเข้าห้องน้ำค้นหาหลักฐานจนมั่นใจว่ารสาท้อง แล้วรีบโทร.บอกพี่ชายที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาขับรถมาระยอง ภคพงษ์รับฟังด้วยความตื่นเต้นดีใจ บอกน้องสาวว่าตนใกล้จะถึงแล้ว

ที่โต๊ะอาหาร ห้าวเดินนำหน้ารสาเข้ามาเห็นชีวินกำลังตักข้าวให้พร้อมกับวิมล ห้าวปากไวทักชีวินด้วยความสะใจว่ายังไม่กลับอีกเหรอ งานแต่งงาน

ไม่มีแล้ว จะอยู่ทำอะไรอีก

“ไอ้ห้าว ถ้ายังไม่หยุดพูดแบบนี้ ข้าจะไล่เอ็งออกไปจริงๆด้วย” วิมลตวาด...ห้าวหน้าเจื่อนเล็กน้อย หันมาปั้นยิ้มกับรสา เลื่อนเก้าอี้ให้อย่างเอาใจ

“รสจ๊ะ นั่งตรงนี้นะ”

รสากลับเดินไปหาชีวิน บอกให้เขานั่งลง เธอจะตักให้เอง ห้าวเห็นสองคนพูดจากันด้วยดีก็จ๋อยไป แต่พร้อมกับวิมลยิ้มสบายใจ

“เห็นวินกับรสเข้าใจกันแบบนี้ อาก็เบาใจ” พร้อมพูดยิ้มๆ

“เราสองคนเป็นเพื่อนรักกันครับ ความเป็นเพื่อนยิ่งใหญ่เสมอ”

ชีวินกับรสายิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ ห้าวมองเขม่นชีวินอีกตามเคย รสาตักข้าวใส่จานให้ทุกคน เสร็จแล้วไม่ทันจะนั่งก็รู้สึกเหม็นกลิ่นอาหาร คลื่นไส้เหมือนจะอาเจียน

“รสไม่ทานแล้วนะคะ ทานกันได้เลยค่ะ ขอโทษค่ะ”

รสารีบเดินออกไปพร้อมกับอาการขย้อน วิมลแปลกใจว่าเธอเป็นอะไร พร้อมนึกว่าห้าวเป็นต้นเหตุ ถามเสียงเขียว

“เอ็งอาบน้ำหรือยังไอ้ห้าว หรือว่ารสจะเหม็นกลิ่นตัวของเอ็งจนอ้วก”

“อ้าวลุง ไหงพูดงี้ล่ะ ฉันอาบน้ำวันละสามรอบ ทั้งสะอาดทั้งหอม”

ห้าวยกแขนตัวเองดมรักแร้ไปมา วิมลมองตาม

รสาด้วยความเป็นห่วง ชีวินรู้แน่แก่ใจแต่ไม่พูดออกมา

ooooooo

รสาเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำ กลับออกมาเจอปรางทิพย์ยืนยิ้ม ถือแก้วน้ำรออยู่

“น้ำค่ะพี่รสา”

“ขอบใจจ้ะ”

“พี่รสาไม่แต่งงานกับคุณชีวินแล้วใช่ไหมคะ”

รสาชะงักไปนิดก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบ

“ปรางดีใจที่สุดเลย...เอ่อ...คือ...ปรางก็เห็นใจพี่ชีวินนะคะ แต่พี่เขาทำถูกแล้วล่ะค่ะ เพราะคนที่เหมาะสมจะแต่งงานกับพี่รสาที่สุดก็คือ...”

“น้องปรางคะ พี่ขอตัวไปเดินเล่นหน่อยนะคะ

ข้างในอากาศอ้าวๆ อยากจะรับลมทะเลสักหน่อย ขอโทษนะคะ”

รสาเดินเลี่ยงออกไปทันที ปรางทิพย์ถอนใจดังเฮือก ท่าทางรสาไม่ใจอ่อนง่ายๆ แล้วพี่ชายของเธอจะง้อสำเร็จหรือเปล่า?

เมื่อภคพงษ์มาถึง ปรางทิพย์รีบเดินไปหาด้วยความร้อนใจ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรกัน ห้าวพุ่งพรวดมาดักหน้าภคพงษ์ กระชากเสียงถามอย่างไม่เป็นมิตร

“มาทำไม?”

ขณะที่สองหนุ่มเผชิญหน้ากัน ชีวินหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านเตรียมกลับกรุงเทพฯ เขากวาดตามองหารสา แต่แล้วไปสะดุดหยุดลงที่ห้าวกับภคพงษ์ที่ยืนจังก้าเหมือนจะวางมวย

“ผมมาหารสา” ภคพงษ์ตอบนิ่งๆ

“แต่แกก็รู้ว่ารสไม่อยากเจอแก”

“ไม่จริง” ปรางทิพย์แทรกขึ้น ห้าวไม่พอใจหันมาตวาดเธอให้หุบปาก ผู้ใหญ่คุยกัน เด็กไม่เกี่ยว

“คุณเองก็ไม่เกี่ยวเหมือนกัน เรื่องระหว่างผมกับรสไม่เกี่ยวกับคุณ ถอยไปได้แล้ว”

“ไม่ถอยเว้ย แกทำให้รสเสียใจมามากแล้ว ฉันจะไม่ปล่อยให้แกเข้าใกล้เพื่อมาทำร้ายรสอีก กลับไปได้แล้ว”

ภคพงษ์ไม่สนใจ เดินดุ่มเข้าไปเลย ห้าวโกรธจัดตามมากระชากเสื้อแล้วจะปล่อยหมัด แต่ช้ากว่าหมัดของภคพงษ์ที่พุ่งเข้าเต็มหน้าห้าวอย่างแรง

“โอ๊ยยยยย....” ห้าวแหกปากลั่น หงายหลังก้นจ้ำเบ้ากับพื้น

ชีวินกำลังเดินตรงดิ่งมา เห็นสภาพห้าวแล้วแอบสะใจ คราวนี้เจอของจริง!

“แม่ง...หมัดหนักเหมือนกันเว้ย” ห้าวบ่นทั้งที่ยังมึนๆ

“ผมไม่ชอบใช้กำลัง แต่ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมให้คุณหรือใครมาขวางผมกับรสาอีกต่อไป”

ภคพงษ์กล่าวจริงจัง แล้วหันไปถามปรางทิพย์ว่ารสาอยู่ไหน?

“อยู่ที่ชายหาดค่ะ”

ภคพงษ์วิ่งออกไปทันที ห้าวยันตัวลุกขึ้น ตะโกนลั่นอย่างไม่ยอม

“เฮ้ย...หยุดนะเว้ย ฉันไม่ให้แกไป...อย่ามายุ่งกับรส” ห้าวตั้งท่าจะวิ่งตาม ชีวินก้าวพรวดมาขวางไว้

“พอเหอะ...หยุด แล้วก็ยอมรับความจริงได้แล้ว”

“ไอ้หน้าแหย ไม่ต้องพูดมาก เชิญแกป๊อดไปคนเดียว ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน...เฮ้ย! หยุดนะเว้ย”

เมื่อห้าวยังจะดึงดัน ชีวินจำต้องคว้าตัวเขาไว้ “พอได้แล้ว...ถ้าแกรักรสจริงๆ แกต้องปล่อย”

“ปล่อยอะไร ไม่เข้าใจ”

“ปล่อยให้คนที่เขารักกันได้อยู่ด้วยกัน แกเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว รสไม่ได้รักเราสองคน และคนที่เขารักก็มาแล้ว แกจะไปขวางเขาทำไมวะ”

“ไม่จริง รสไม่ได้รักมัน”

“ถึงรสไม่รักภคพงษ์ รสก็ไม่ได้รักแก หรือว่าไม่จริง”

ห้าวอึ้งกิมกี่ อึกๆอักๆพูดไม่ออก

“ฉันรู้ว่ามันเจ็บ แต่มันเรื่องจริง ยอมรับเหอะ อย่าพยายามอีกเลย”

“เออ...ฉันยอมรับว่ารสไม่รักฉันก็ได้ แต่แกคิดเหรอว่ารสจะยอมรับว่ารักไอ้ไฮโซนั่น มันไม่ง่ายหรอกเว้ย”

ชีวินชะงักกึก ไม่มั่นใจเหมือนกัน แต่ปรางทิพย์เชื่อว่าพี่ชายของเธอทำได้ เขาต้องทำให้รสายอมรับในตัวเขาให้ได้ ไม่เชื่อก็คอยดู!!

ooooooo

รสายืนเหม่ออยู่ชายหาด นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างตัวเองกับภคพงษ์ ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี

ปะปน แต่ที่ทำให้เธอคิดหนักก็คือคำสารภาพของเขาที่ปรางทิพย์แอบอัดเสียงมา และตอกย้ำด้วยแผนการของชีวินอีกคน ซึ่งชีวินมั่นใจมากว่าภคพงษ์รักเธอ ถึงกับขอยกเลิกการแต่งงาน

รสาหนักใจคิดไม่ตก ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี ทันใดเสียงภคพงษ์ดังมา

“รสา...”

เธอหันไปเห็นเขาวิ่งตรงมา...เกิดอาการละล้าละลัง แล้วตัดสินใจหันหลังขวับรีบสาวเท้าเดินหนี

“รสา...หยุดก่อน”

ภคพงษ์วิ่งมารวบตัวเธอ และไม่ว่าเธอจะดิ้นรนยังไง เขาก็ไม่ปล่อย

“ปล่อยฉัน...ฉันบอกให้ปล่อยเดี๋ยวนี้”

“ไม่ปล่อย จนกว่าคุณจะหยุดและฟังผม”

“ฉันไม่อยากฟัง”

“ไม่ฟังก็ไม่ปล่อย”

“เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเดิมไม่มีผิด”

ภคพงษ์ชะงักกึก ค่อยๆคลายอ้อมกอดออก เอ่ยคำขอโทษ...รสาสะบัดตัวออกมา มองหน้าเขาเคืองๆ แววตาไม่วางใจ

“ผมรู้ว่าผมนิสัยไม่ดี ไม่ดีมากๆด้วย ผมทำให้คุณเสียใจหลายครั้ง ทำให้คุณสับสน ทำให้คุณร้องไห้ ผมรู้ว่ามันไม่น่าให้อภัย แต่คนนิสัยไม่ดีคนนี้อยากจะขอโอกาสอีกสักครั้ง เพื่อพิสูจน์ตัวเอง”

คำพูดที่ออกจากใจจริงของเขาทำให้เธอหวั่นไหว ขอบตาร้อนผ่าวเหมือนจะใจอ่อน

“รสา...ให้โอกาสผมได้ดูแลคุณ ได้ดูแลลูกของเรา”

ภคพงษ์น้ำตาซึมเมื่อเอ่ยถึงลูก แต่รสาน้ำตาร่วงเผาะทันที

“ผมรู้ว่าการเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์มันเป็นยังไง ผมไม่อยากให้ลูกของเราต้องเป็นเหมือนผม คุณอาจจะคิดว่าผมไม่มีหัวใจ รักใครไม่เป็น แต่คุณ...คุณทำให้ผมรู้ว่าความรักที่แท้จริงมันเป็นยังไง หัวใจของผมอยู่ที่คุณนะรสา ที่ผ่านมาคุณอาจจะสงสัยในตัวผม ผมขอร้องให้คุณหันมามองผมในวันนี้ วันที่ผู้ชายที่ชื่อภคพงษ์ เถลิงยศ คุกเข่าต่อหน้า อ้อนวอนให้คุณยกโทษ และให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่สามีและพ่อของลูก ให้โอกาสผมได้เป็นคนดี ดีพอที่คุณจะรักผม แต่งงานกับผมนะรสา”

รสาน้ำตานองหน้า มองภคพงษ์คุกเข่าลงกับพื้นทราย หยิบแหวนออกมา...รสาตัดสินใจไม่ได้ หลับตาลงนึกถึงคำพูดตัวเองที่บอกกับชีวิน

“รสไม่อยากเป็นเหมือนพิม...รักคนที่จิตใจหยาบ รักคนที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างแม้แต่คนที่ตัวเองรัก รสอยู่กับคนแบบนั้นไม่ได้”

“รสไม่ควรจะเอาตัวเองไปเปรียบกับพิม เพราะไอ้วาริชมันไม่ได้รักพิม แต่ภคพงษ์ไม่ใช่ รสต้องออกจากกรอบความผิดถูก กรอบความคิดที่รสล้อมตัวเองเอาไว้ และดูที่หัวใจ ดูว่ารสคิดยังไงกับภคพงษ์”

คำพูดประโยคนั้นของชีวินทำให้รสาคิดหนัก ทบทวนใจตัวเองไปมา ก่อนจะค่อยๆลืมตา ยังเห็นเขาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า

“ผมขอร้อง...ให้คุณช่วยเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตของผม...นะครับรสา”

“ค่ะ” รสาตอบตามที่หัวใจเธอเรียกร้อง

ภคพงษ์ยิ้มกว้างดีใจ บรรจงสวมแหวนที่นิ้วนางของเธอ แล้วลุกขึ้นยืนสวมกอดกันแน่นด้วยความรักที่ต่างคนต่างมีให้กันอย่างเต็มเปี่ยม...

ปรางทิพย์ยืนมองอยู่ห่างๆ น้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้ง...โทรศัพท์บอกข่าวดีกับรัชนี

“คุณแม่คะ ภารกิจของปรางสำเร็จแล้วนะคะ”

ห่างออกมาอีกด้านหนึ่ง ห้าวหน้าเศร้าสะเทือนใจ ยืนมองรสากับภคพงษ์กอดกันกลม...ความจริงทำให้ห้าวต้องทำใจ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น หันหลังเดินจากไปให้พ้นภาพบาดตา...แต่ชีวินกลับยิ้มมีความสุข...สุขที่เห็นรสาลงเอยกับผู้ชายที่เธอรักอย่างแท้จริง

ชีวินเดินไปหาปรางทิพย์ที่ยังยืนน้ำตาซึม ดีใจและตื้นตันใจที่พี่ชายสมหวังในความรัก...ชีวินยิ้มอบอุ่น พร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าให้ปรางทิพย์ซับน้ำตา

“ขอบคุณค่ะ”

ปรางทิพย์ยิ้มตอบด้วยไมตรี ชีวินพยักหน้าน้อยๆ แล้วหันไปทางรสาและภคพงษ์

“ดีใจด้วยนะรส” ชายหนุ่มกล่าวจากใจจริง

ปรางทิพย์มองเขาด้วยความศรัทธา ดีใจแทนรสาที่มีเพื่อนแท้

ooooooo

ขณะเดียวกันนั้นที่กรุงเทพฯ ภายในบ้าน

หลังใหญ่ของสุวิทย์...รัชนียืนอยู่หน้ารูปถ่ายครอบครัว มองดูลูกและสามีด้วยความรัก ก่อนจะหันไป

หยิบรูปภคพงษ์ในวัยเด็กที่ใส่กรอบอย่างสวยงามมาวางข้างๆ แม้ไม่ได้ถ่ายร่วมเฟรมเดียวกัน แต่เมื่อวางรวมกันก็ไม่ต่างจากครอบครัวที่สมบูรณ์ ประกอบไปด้วยพ่อแม่และลูกๆชายหญิง...

ที่ชายหาดระยอง ภคพงษ์กับรสายืนโอบกันท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆยามเย็น

“รสา...ผมขอบคุณ ที่คุณให้โอกาสผม”

“ฉันอยากให้โอกาสตัวเองด้วย ให้โอกาสตัวเองที่จะยอมรับ...ว่าฉันรักคุณ”

ภคพงษ์สุดซาบซึ้ง ดึงรสาเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน

“เป็นคำบอกรักที่เพราะที่สุดในโลก ผมดีใจที่ได้ยินคำนี้ รสา...คุณคือผู้หญิงที่ผมรัก ชีวิตผมเปลี่ยนไปเพราะคุณ ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณที่รักผม...ผมรักคุณนะรสา”

รสาปลาบปลื้ม ตื้นตัน กอดตอบเขาแทนคำพูด

“ชีวิตของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นใหม่โดยมีคุณและลูกของเราเป็นแสงสว่างนำทางให้ผม ผมสัญญาว่าจะทำทุกอย่างให้ครอบครัวของเรามีความสุข และผมจะไม่มีวันทำให้คุณต้องเสียใจอีกแล้ว...รสา”

รสาไม่มีคำพูดอื่นใด นอกจากรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความสุข...หนุ่มสาวสบตากันหวานซึ้ง อยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน ภายใต้ดวงตะวันที่ทอแสงสีทองสวยงามสดใส ความมืดมนผ่านพ้นไปเหลือแต่ความรักแท้ที่ทั้งสองคนรอคอย...

ooooooo

–อวสาน–

ตอนที่ 14

คนที่แตกตื่นกลายเป็นชีวินกับพิทยา ทั้งคู่ห่วงความรู้สึกของรสา แต่พอให้คัพเค้กโทร.ไปสอบถามก็ค่อยเบาใจ เพราะรสาบอกว่าเห็นแล้ว รู้แล้ว เพราะเธออยู่ในเหตุการณ์ วันนั้นพักตร์วิมลกับปรางทิพย์มีเรื่องกันที่บ้านภคพงษ์ พิทยาเลยฟันธงทันทีว่า คนส่งรูปนี้ไปให้นักข่าวต้องเป็นพักตร์วิมลอย่างแน่นอน...

แม่นแล้ว! พักตร์วิมลเป็นคนแอบถ่ายรูปนั้นเอง และเวลานี้เธอกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง มาดหมายว่าภคพงษ์เห็นข่าวนี้ต้องเขี่ยปรางทิพย์ทิ้งเหมือนตอนยูโฮะแน่ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่รอช้า เดินหน้าเข้าไปพบเขาที่บ้าน แสดงความเป็นห่วงกลัวเขาจะเสียหาย

“ขอบคุณมากที่เป็นห่วงชื่อเสียงของผม” ภคพงษ์เอ่ยนิ่งๆ

“แพตเป็นห่วงภัคเสมอนะคะ แพตรู้ว่าภัคอยู่ในจุดที่ใครๆก็อยากเข้ามาหาผลประโยชน์ เด็กเนี่ยคงจะใช้มุกเดียวกับยัยเด็กยูโฮะ ที่จ้างนักข่าวมาแอบถ่ายรูปแล้วก็ส่งข่าวเพื่อจะทำให้ทุกคนเข้าใจผิด คิดว่าภัคคบกับเขาอยู่”

“ผมว่า...คนที่เข้าใจผิดคือคุณมากกว่า คุณเข้าใจผิด คิดว่าผมโง่แล้วจะเชื่อทุกอย่างที่คุณพูด ผมรู้ว่าคุณเป็นคนถ่ายรูปพวกนี้”

“ไม่จริงนะคะ”

“ผมมีกล้องวงจรปิดติดอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน อยากจะดูหรือเปล่า แล้วก็ยังมีภาพที่คุณอาละวาดกับป้าใจ ผมเห็นภาพทั้งหมดแล้วชัดมากเลย ถ้านักข่าวได้ภาพพวกนี้ไปคงไม่ดีกับชื่อเสียงของคุณแน่”

“ภัคพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”

“ผมคิดว่า เราสองคนอย่าเจอกันอีกเลย”

“ภัค!! นี่ภัคจะเลิกกับแพตเหรอคะ”

“ที่ผ่านมาผมให้เกียรติคุณตลอด เพราะคิดว่าเราคงจะเป็นเพื่อนกันได้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมคิดผิด เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย อย่ามาที่นี่อีก”

พักตร์วิมลกัดฟันกรอด ตัวสั่นด้วยความโกรธ ระเบิดอารมณ์อย่างสุดทน

“ได้! แพตก็ไม่อยากจะมานักหรอก ผู้ชายใจร้ายอย่างคุณ ถ้าไม่มีเงินก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากจะได้ จำไว้เลยนะ สิ่งที่คุณทำกับผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในชีวิตคุณ มันจะทำให้คุณไม่มีวันได้เจอความรักที่แท้จริง บนโลกนี้ยังมีผู้ชายรวยๆให้แพตเลือกอีกมากมาย แต่ในชีวิตคุณไม่มีวันจะได้เจอกับผู้หญิงดีๆ ถึงมีเข้ามา เขาก็จะต้องทนกับความใจร้ายเย็นชาของคุณไม่ได้ ภัคจะต้องตาย อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีคนที่รักอยู่ข้างๆแม้แต่คนเดียว ไม่เชื่อก็คอยดู”

พักตร์วิมลพูดทิ้งท้ายไว้อย่างโกรธแค้น แล้วปาหนังสือพิมพ์ทิ้งลงพื้น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา ภคพงษ์ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เหมือนจะเย็นชากับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ลึกๆในใจแอบคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เธอพูดมันคือความจริง

ooooooo

ในเวลาเดียวกันนั้น รัชนีกำลังขุ่นมัวกับข่าวนี้เช่นกัน เธอไม่มีวันยอมให้ปรางทิพย์ตกเป็นเครื่องมือแก้แค้นของภคพงษ์

“คุณต้องหยุดเรื่องนี้นะคะ” รัชนียื่นคำขาดกับสุวิทย์ที่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่ “รัชบอกคุณแล้วว่าภคพงษ์จะทำให้ลูกเราเดือดร้อน และมันก็เป็นจริงๆ”

“ปรางไปบ้านคุณภัคตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วไปได้ยังไง”

“ไปตั้งแต่เมื่อไหร่รัชไม่ทราบ แต่ไปมาหลายครั้ง และก็แอบไปโดยที่ไม่บอกใคร”

“แต่ลูกเราไม่เคยทำอะไรลับหลังโดยไม่บอก”

“ตอนนี้ปรางเปลี่ยนไปเยอะมาก รัชไม่แน่ใจว่าภคพงษ์ทำอะไร พูดอะไรกับลูกเราบ้าง ปรางถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ รัชถึงอยากรีบส่งลูกไปเมืองนอก อยู่ให้ห่างๆกันไว้ดีที่สุด ยิ่งข่าวออกมาแบบนี้รัชยิ่งไม่สบายใจ ไม่อยากให้ลูกเราตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน”

“ผมจะคุยกับคุณภัคเอง ผมอยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ เผื่อเขาจะมีเหตุผลที่ผมไม่รู้”

รัชนีหน้าเสีย แววตาหวาดหวั่น โพล่งขึ้นเสียงดังอย่างลืมตัว “อย่านะคะ” พอเห็นสามีนิ่วหน้าสงสัย เธอรีบปรับน้ำเสียงเป็นอ่อนลง “อย่าเลยค่ะ ช่วงนี้

คุณงานยุ่ง ปล่อยให้รัชจัดการเองดีกว่า รัชจะคุยกับภคพงษ์เอง”

ทันใดนั้น ปรางทิพย์ส่งเสียงเข้ามา “เราคุยพร้อมกันทั้งสี่คนดีกว่าค่ะ ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ปราง แล้วก็พี่ภัค ตอนนี้พี่ภัครออยู่ที่ห้องรับแขกแล้วค่ะ”

รัชนีชะงักกึก ใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันที ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้...

ภายในห้องรับแขก ภคพงษ์ยกมือไหว้สุวิทย์อย่างสุภาพ ต่างจากที่รัชนีพยายามจะให้ข้อมูล

“ผมต้องขอโทษสำหรับข่าวที่ออกมา มันเป็นความผิดของผมเอง”

“รู้ก็ดีแล้ว” รัชนีสวนทันควัน “แล้วก็รีบอธิบายให้สังคมเข้าใจด้วยว่าความจริงมันคืออะไร”

“คุณรัชนีอยากให้ผมบอกความจริงกับสังคมจริงๆ เหรอครับ”

รัชนีมองหน้าภคพงษ์อย่างรู้กันว่าความจริงในที่นี้หมายถึงอะไร ภคพงษ์มองตาไม่กะพริบ จนรัชนีต้องหลบตา พูดไม่ออก ปรางทิพย์เห็นพอดี มองด้วยความแปลกใจ แต่ไม่พูดอะไร

“ก็ได้ครับ ถ้าคุณรัชนีต้องการ แต่ก่อนจะบอกสังคม ผมขอบอกคุณสุวิทย์กับน้องปรางก่อนแล้วกันนะครับ ว่าความจริงมันคืออะไร” ภคพงษ์เล่นเกมต่อ...รัชนีหน้าซีด แววตาเต็มไปด้วยความกังวล หลุดปากเรียกชื่อภคพงษ์ออกมา ทำให้สุวิทย์กับปรางทิพย์เริ่มสงสัย

“คุณ...นี่ตกลงว่าคุยเรื่องอะไรกัน” สุวิทย์เอ่ยปาก

“นั่นสิคะ ปรางเริ่มจะงงแล้วนะคะเนี่ย พี่ภัคกับคุณแม่พูดเหมือนมีอะไรที่รู้กันอยู่แค่สองคน”

“สรุปความจริงที่พูดถึง มันคืออะไร”

รัชนีพูดไม่ออก ใจเต้นโครมคราม สุวิทย์กับปรางทิพย์มองหน้ารอคำตอบ...ในเมื่อรัชนีไม่ตอบ ภคพงษ์ จึงพูดเสียงเอง

“ความจริงที่ผมอยากจะบอก ก็คือ...”

รัชนีเบือนหน้าไปทางอื่น คิดว่าภคพงษ์ต้องแฉแน่ๆ

“ผมขอคบกับน้องปรางอย่างจริงจังครับ”

ถึงเขาไม่แฉความจริง แต่คำพูดนั้นก็ทำให้รัชนีช็อกยิ่งกว่าช็อก...ตรงข้ามกับปรางทิพย์ที่ยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจ

“ผมมาวันนี้เพื่อขออนุญาตอย่างเป็นทางการ ผมชอบปรางทิพย์ และคิดจะคบอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเอง ผมจะไม่มีคนอื่น จะคบกับน้องปรางคนเดียวเท่านั้น”

ปรางทิพย์กับภคพงษ์สบตากันหวานซึ้ง รัชนีเห็นแล้วยิ่งปวดใจ แต่สุวิทย์ยิ้มพอใจ

“ขอบใจมากที่คุณพูดตรงๆ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผมคงจะให้คำตอบตอนนี้ไม่ได้ ขอเวลาให้เราสามคนได้คุยกันเป็นการส่วนตัวก่อน หวังว่าคุณภัคคงเข้าใจ”

“ผมเข้าใจครับ แค่คุณสุวิทย์อนุญาตให้ผมได้บอกความจริง แค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ”

สุวิทย์รับไหว้ยิ้มๆ รัชนีรับไหว้แบบเสียไม่ได้ ภคพงษ์หันไปยิ้มหวานให้ปรางทิพย์อีกครั้ง

“ขอบคุณมากนะคะพี่ภัค”

ภคพงษ์ยิ้มรับก่อนเดินออกไป ปรางทิพย์มองตามแววตาเต็มเปี่ยมด้วยความสุข โดยไม่รู้เลยว่าหัวอกของคนเป็นแม่กำลังเจ็บปวดแสนสาหัส...

ooooooo

รัชนีเครียดและอึดอัดมาก ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร ได้แต่นิ่งมองลูกและสามีที่ยิ้มแย้มมีความสุข

“คุณพ่อ คุณแม่คะ พี่ภัคมาขออนุญาตแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่จะอนุญาตหรือเปล่าคะ”

“พ่อไม่มีปัญหา...แล้วคุณล่ะว่ายังไง”

“ปรางทิพย์ยังเด็ก”

“คุณแม่คะ ปรางจะ 19 แล้วนะคะ เพื่อนปรางคนอื่นๆเขาก็มีแฟนกันหมดแล้ว ปรางไม่ใช่เด็กๆแล้วนะคะ”

“ยายปราง!!” รัชนีขึ้นเสียง

“คุณ...” สุวิทย์แทรกขึ้น อธิบายอย่างใจเย็น “ที่ผ่านมาเราเลี้ยงลูกแบบให้อิสระกับเขา เลี้ยงให้เขาเป็นผู้ใหญ่และยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผมคิดว่าถ้าวันนี้เราจะจำกัดอิสรภาพของเขา เพราะเราคิดว่าเขายังเด็ก ลูกคงจะสับสนแย่นะ”

“จริงด้วยค่ะ เมื่อก่อนคุณแม่จะให้ปรางคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองในทุกๆเรื่อง แต่ทำไมเรื่องของพี่ภัค คุณแม่ไม่เคยถามปรางสักนิดว่าปรางคิดยังไง”

รัชนีอึดอัดอกแทบระเบิด อยากจะบอกแต่ก็บอกไม่ได้

“เอาล่ะ พ่อว่าภคพงษ์มีความจริงใจและจริงจังที่มาพูดกับพ่อและแม่ในวันนี้ เอาเป็นว่าพ่ออนุญาตให้คบกันได้”

ปรางทิพย์ยิ้มกว้าง รัชนีไม่ยอม พยายามจะทักท้วง แต่ก็ไม่รู้จะอ้างเหตุผลอะไร ได้แต่อึกอักอ้ำอึ้ง สุวิทย์เลยสรุปว่า

“แต่ต้องอยู่ในสายตาของแม่เขา และห้ามปรางทำอะไรลับหลังหรือไม่บอกคุณแม่อีก รู้หรือเปล่า”

“ทราบค่ะ งั้นปรางรีบโทร.บอกพี่ภัคนะคะ”

สุวิทย์พยักหน้า ปรางทิพย์รีบลุกเดินออกไป...รัชนีกำมือแน่นทำอะไรไม่ถูก แถมยังทำอะไรไม่ได้ อึดอัดร่างกายแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งโกรธ ทั้งกลัว

ooooooo

เมื่อรสากลับมาทำงานตามปกติ ชีวินยังเป็นห่วง อดพูดเรื่องข่าวภคพงษ์กับปรางทิพย์อีกไม่ได้ แต่รสายืนยันว่าเธอไม่เป็นอะไร เรื่องของเขาสองคนไม่เกี่ยวกับเธอ อย่ามาพูดกันให้เสียเวลางาน เราควรเร่งงานให้เสร็จภายในอาทิตย์นี้...

ข่าวภคพงษ์กับปรางทิพย์มีออกมาเป็นรายวันตามหน้าหนังสือพิมพ์บันเทิง ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนก็เป็นข่าว ซึ่งมันเป็นความต้องการของภคพงษ์ที่จะเล่นเกมกับความรู้สึกของรัชนี เขาพาปรางทิพย์ออกงานสังคมบ่อยครั้ง รัชนีเห็นข่าวเมื่อใด เจ็บแปลบหัวใจเหลือจะกล่าว

รสาเองก็รู้สึกปวดใจ แต่เธอปกปิดไม่ให้ใครเห็น ทุ่มเทให้กับการทำงานเพื่อต้องการไปให้ไกลจากภคพงษ์โดยเร็วที่สุด

วันหนึ่งขณะเธอง่วนอยู่กับงานที่ใกล้เสร็จสิ้น คาดว่าพรุ่งนี้คงปิดได้ ภคพงษ์เดินเข้ามาเงียบเชียบจนเธอสะดุ้ง แล้วตั้งท่าจะเดินหนี เขารู้ทันรีบดักหน้า พร้อมกับจับมือเธอ

“ปล่อยค่ะ ฉันจะรีบไปทำงาน”

“จะรีบไปทำงาน หรือว่าอยากหลบหน้าผมกันแน่”

“ก็แล้วแต่คุณจะคิด ปล่อยค่ะ วันนี้ฉันต้องปิดงานทุกอย่างเพื่อส่งมอบให้คุณ ฉันไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำ”

“พรุ่งนี้จะส่งงาน แต่ดูเหมือนคุณไม่ใส่ใจเจ้าของบ้านสักเท่าไหร่”

“มีอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากแบบที่เคยตกลงกันไว้ ก็สั่งมาเลยสิคะ ถ้าไม่เป็นการยุ่งยากจนเกินไป ทางเรายินดีจัดการให้”

“เลิกพูดแบบนี้กับผมสักทีเถอะรสา แล้วก็เลิกทำเป็นใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ชายคนนั้นสักที”

“คุณมีสิทธิ์สั่งฉันเรื่องงาน แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งเรื่องส่วนตัวของฉัน ฉันรู้จักกับเขามาเป็นสิบปี ก่อนที่ฉันจะรู้ว่ามีคุณอยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำ คุณมีสิทธิ์อะไรมาห้ามฉัน”

ภคพงษ์พูดไม่ออก ใจหายวาบกับแววตาและน้ำเสียงที่ห่างเหินและเย็นชาของรสา

“ขอโทษนะคะ ฉันต้องรีบไปทำงาน”

รสาเดินผ่านเขาไปอย่างไม่สนใจไยดี ภคพงษ์มองตามด้วยความเสียใจ อยากจะอธิบายแต่คิดว่าคงไม่เข้าใจ ต้องยอมพักเรื่องรสาไว้และหันหลังเดินจากมาด้วยความหนักใจ

รสาเดินกลับเข้ามาที่เรือนเล็กด้วยอารมณ์ขุ่นมัว หยุดยืนตั้งหลักอยู่ครู่หนึ่งแล้วจะก้าวต่อ แต่เกิดหน้ามืดล้มลงกับพื้น ชีวินกับพิทยาที่อยู่ข้างในวิ่งออกมาเห็นรสาเป็นลมแน่นิ่ง รีบปฐมพยาบาลก่อนจะพากลับไปส่งบ้านอาภรณ์ แล้วลงความเห็นกันว่าที่รสาไม่สบายเพราะทำงานหามรุ่งหามค่ำ พิทยาอนุญาตให้รสาหยุดงานได้สองวัน แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็ให้หยุดต่อ ส่วนเรื่องส่งมอบงานให้ภคพงษ์วันพรุ่งนี้ไม่ต้องห่วง ตนกับชีวินจัดการเอง...

ภคพงษ์ทราบข่าวรสาไม่สบายจากเผด็จในตอนสายวันรุ่งขึ้น เขาร้อนใจรีบไปเยี่ยมเธอ โดยมอบหมายให้เผด็จรับมอบงานจากพิทยาแทนด้วย...

อาภรณ์ใจคอไม่ดีเพราะรสาตัวร้อนจัดไข้ขึ้นสูง กำลังจะโทร.หาชีวิน ก็พอดีภคพงษ์โทร.สวนเข้ามา หลังจากนั้นไม่นาน ภคพงษ์ก็มาถึงพร้อมกับหมอและเปลี่ยน หมอตรวจอาการรสาที่นอนซมพิษไข้แล้วบอกว่า

“ยังไม่ต้องพาไปโรงพยาบาลก็ได้ เดี๋ยวหมอจะฉีดยาให้ ช่วงบ่ายหมอจะเข้ามาดูอีกที ถ้าไข้ยังไม่ลดค่อยพาไป”

“คุณป้าไม่ต้องห่วงนะครับ คุณอาหมอเป็นหมอประจำครอบครัวผมเอง อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ถ้ามีอะไรด่วน คุณอาจะมาดูให้ทันที”

“ขอบคุณคุณภัคมากนะคะ”

“เดี๋ยวเปลี่ยนเอารถไปส่งอาหมอแล้วไม่ต้องกลับมารับฉันนะ วันนี้ฉันจะอยู่เฝ้าไข้รสา”

เปลี่ยนแทบไม่เชื่อหูแต่ก็รับคำเจ้านาย อาภรณ์คาดไม่ถึงเช่นกัน พอเห็นภคพงษ์เอาใจใส่ดูแลรสาอย่างดี ก็แอบปลื้มชื่นชม แต่รสาไม่รู้สึกตัว ไม่รู้เห็นว่าใครมาทำอะไรให้ตัวเองบ้าง...

ที่บ้านเถลิงยศ พิทยากับชีวินมาส่งมอบงาน และรับเช็คค่าจ้างงวดสุดท้ายจากเผด็จ

“ขอบคุณมากนะครับ ที่ควบคุมดูแลอย่างดี คุณภัคพอใจกับผลงานมากครับ”

“ทางเราเองก็พยายามทำทุกอย่างให้คุณภัคพอใจอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะยายรส ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ ถ้ามีอะไรให้รับใช้อีกเรียกพิทได้เลยนะครับ”

“เรียบร้อยแล้ว เรารีบกลับกันเถอะพี่ ผมว่าจะแวะไปเยี่ยมรส” ชีวินเร่ง พิทยาหันมาตำหนิลูกน้องด้วยสายตา...เผด็จมองทั้งคู่แล้วพูดขึ้น

“อย่าเพิ่งรีบกลับสิครับ ผมให้สายใจเตรียมอาหารชุดใหญ่ไว้เลี้ยงฉลอง เชิญอยู่ทานอาหารเย็นกับผมก่อนนะครับ สายใจจะได้ไม่ทำเก้อ”

“ได้เลยครับ ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง” พิทยาตอบพรวด แล้วมัดมือชกชีวินที่อิดออด “ไปวิน...ไปกินข้าวเป็นเพื่อนคุณเผด็จ แล้วก็ฉลองกันด้วย จะรีบไปเยี่ยมยายรสไม่ใช่เหรอ รีบกินจะได้รีบกลับ”

ชีวินขัดไม่ได้ จำใจเดินตามพิทยาไป โดยทั้งคู่ไม่เห็นว่าเผด็จลอบยิ้มอย่างมีแผน

ooooooo

เผด็จไม่ต้องการให้ชีวินไปเยี่ยมรสาเพราะทราบดีว่าภคพงษ์อยู่ที่บ้านหลังนั้น ส่วนพิทยาไม่รู้อะไร กระดี๊กระด๊าเรื่องกินอย่างเดียว กระทั่งได้คุยโทรศัพท์กับป้าอาภรณ์รู้ว่าภคพงษ์ดูแลรสาอย่างดี ทั้งทำข้าวต้มให้ เช็ดตัว นวดเท้า พิทยาพอจะเข้าใจ ถามกลับไปด้วยความตื่นเต้น

“แล้วยายรสรู้ตัวหรือเปล่าครับป้า”

“ป้าคิดว่าน่าจะยังนะ เพราะถ้าตื่นแล้วคุณภัคจะต้องลงมาอุ่นข้าวต้มเอาไปให้ แต่นี่ยังไม่เห็นลงมา คงจะยังไม่ฟื้น”

“งั้นวันนี้ผมกับวินคงไม่สมควรจะเข้าไปเยี่ยมรสนะครับ พรุ่งนี้ค่อยไปน่าจะสมควรกว่า”

“ได้เลยค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันค่ะ” อาภรณ์วางสาย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ถูกใจสุดๆ

ฝ่ายพิทยายิ้มพราย...หลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารของสายใจแล้ว เขายัดเยียดงานให้ชีวินทำต่อทันที อ้างโน่นอ้างนี่จนชีวินเลี่ยงไม่ออก อดไปเยี่ยมรสา

ค่ำแล้ว รสายังนอนซมไม่รู้สึกตัว อาภรณ์เป็นห่วงหลาน บ่นกับภคพงษ์ว่าแบบนี้จะไหวเหรอ ไม่ตื่นมากินอะไรเลย ไข้ก็ลดลงแค่นิดหน่อย

“เมื่อเย็นตอนที่คุณหมอแวะมา คุณหมอให้น้ำเกลือไปแล้วครับ แล้วก็ฉีดยาให้อีก คงต้องรอดูอาการคืนนี้อีกทีว่าจะดีขึ้นหรือเปล่า คุณป้าครับ คืนนี้ผมจะขออนุญาตนอนเฝ้าไข้รสาที่นี่ได้หรือเปล่าครับ”

“นอนที่นี่ แล้วคุณภัคจะนอนยังไงคะ”

“ผมนอนที่พื้นครับ”

“นอนพื้น? มันจะดีเหรอคะ พื้นมันแข็งมากนะคะ นอนไปปวดหลังแย่”

“ไม่เป็นไรครับ ผมนอนได้...นะครับคุณป้า”

“งั้นก็ได้ค่ะ แต่ป้าขออนุญาตเปิดประตูไว้นะคะ”

“ครับ...ขอบคุณมากนะครับ”

“ป้านอนอยู่ห้องข้างๆ มีอะไรเรียกได้เลยนะคะ”

อาภรณ์เดินออกจากห้องแล้วหันกลับมาแอบมองภคพงษ์จัดแจงปูผ้าที่พื้น ก่อนจะค่อยๆถอยออกไปด้วยความสบายใจ

เมื่ออยู่กันตามลำพัง ภคพงษ์อดใจไม่ไหวหอมแก้มรสาที่นอนหลับสนิท พร้อมกระซิบความในใจ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ผมรักคุณคนเดียวนะรสา” แล้วถอยกลับมานอนในที่ของตัวเองอย่างมีความสุข

ooooooo

เช้าขึ้น รสาเริ่มรู้สึกตัว อาการยังเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น ฟังป้าอาภรณ์บอกเล่าว่าภคพงษ์เฝ้าไข้เธอทั้งคืนบ้านช่องไม่กลับ เพิ่งให้คนรถเอาเสื้อผ้ามาให้แล้วก็ไปอาบน้ำเมื่อสักครู่นี่เอง

“คุณป้าครับ” เสียงภคพงษ์ดังเข้ามา รสาได้ยินแว่วๆ อยากตื่นแต่ยังลืมตาไม่ขึ้น

“เมื่อกี้รสขยับตัวนิดๆ แต่ก็หลับต่อน่ะค่ะ” อาภรณ์บอกภคพงษ์ที่เดินเข้ามาในเสื้อผ้าชุดใหม่

“คงจะเพราะยาน่ะครับ คุณหมออยากให้รสาได้พักเยอะๆ คุณหมอกำลังจะเข้ามา เห็นบอกว่าวันนี้รสาน่าจะดีขึ้น”

“งั้นเชิญคุณภัคตามสบาย ป้าขอตัวไปดูลูกค้าข้างล่างนะคะ”

อาภรณ์เดินออกไป ภคพงษ์มานั่งบนเตียงข้างรสา ใช้มืออุ่นๆลูบไล้ใบหน้าของเธออย่างอ่อนโยน...รสา

ตัวร้อนผ่าว สัมผัสได้ถึงความรู้สึกพิเศษของเขาที่ส่งผ่านมาถึงเธอ

“หายไวๆนะรสา”

รสาได้ยินเสียงชัดเจน แต่ไม่มีแรงจะตอบโต้...เสียงนุ่มทุ้มของภคพงษ์ทำให้เธอสะท้านไปทั้งใจ เขายื่นหน้าเข้ามาเหมือนจะจูบหน้าผาก แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

แม้จะเป็นห่วงรสามากแค่ไหน แต่เมื่อปรางทิพย์โทร.มา ภคพงษ์รับสายแล้วรีบร้อนออกไปพบเธออย่างไม่ลังเล

“ขอโทษด้วยนะคะ จริงๆปรางก็ไม่อยากรบกวนเวลาของพี่ภัค” ปรางทิพย์รีบออกตัว

“เรื่องของปรางกับคุณแม่...เอ่อ...คุณแม่น้องปราง สำคัญต่อพี่มากกว่าอะไรทั้งนั้น ไม่รบกวนเลยครับ ว่าไงครับ คุณแม่น้องปรางว่าอะไรพี่อีกแน่ๆเลยใช่ไหม”

“พี่ภัคอย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะ คงเพราะคุณแม่รักปรางมาก คุณแม่มีลูกคนเดียวก็คือปราง”

“พี่เข้าใจดีครับ เข้าใจมาก ว่าแต่จะเล่าให้พี่ฟังได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น”

“คือปรางไม่ทราบจะทำตัวยังไงดีน่ะค่ะ ระหว่างปราง...กับพี่ภัค ให้มันพอดีๆน่ะค่ะ คุณแม่รู้สึกว่าปรางยังเด็ก แล้วก็ทำตัวมากไปกับพี่ภัค คุณแม่มองว่าถ้าปราง เป็นข่าวกับผู้ชายมากๆ ก็จะเสียหาย แล้วอีกอย่าง...”

“อีกอย่างอะไรครับ”

“คุณแม่มองว่าปรางกับพี่ภัคไม่ได้จะจริงจังอะไรกัน...แต่ไม่ใช่นะคะ ปรางไม่ได้...”

“น้องปรางไม่ได้คิดจริงจังกับพี่เหมือนที่คุณแม่น้องปรางคิดใช่ไหมครับ” เขาหยอดหน้าเศร้า

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่อย่างนั้น พี่ภัคฟังปรางพูดให้จบก่อน คือปราง...”

“น้องปรางนั่นแหละฟังพี่พูดให้จบ ใครจะพูด จะมองยังไงพี่ไม่รู้ เพราะพี่รู้แต่หัวใจตัวเองเท่านั้นว่าพี่ภัคคนนี้จริงจังกับน้องปรางแค่ไหน ถ้าน้องปรางไม่เชื่อ”

ภคพงษ์ไม่พูดต่อ แต่คุกเข่าลงตรงหน้าปรางทิพย์ โดยไม่แคร์สายตาของคนอื่นที่มองมา

“พี่ภัคจะทำอะไรคะ ลุกขึ้นเถอะค่ะ ลุกขึ้น”

“เราแต่งงานกันนะครับ...แต่งงานกับพี่นะครับ น้องปราง”

ปรางทิพย์ตะลึงพรึงเพริด ตื่นเต้นดีใจจนพูดไม่ออก...

ooooooo

วันเดียวกัน เผด็จมาหาพิทยาที่ออฟฟิศเพื่อว่าจ้างให้ตกแต่งเรือนสีขาว โดยระบุให้รสาเป็นคนทำ

“เรือนสีขาวเป็นอาคารเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนหลังเล็ก คุณภัคต้องการให้คุณรสาตกแต่งใหม่โดยเร็วที่สุด ถ้าเรียบร้อยแล้วจะเปิดบ้านจัดงานเลี้ยงฉลองไปพร้อมกัน”

“แต่ตอนนี้รสป่วยอยู่นะครับ”

“คุณภัคบอกว่ารอได้ แต่ถ้าหายเมื่อไหร่ ขอให้คุณรสากลับเข้าไปทำงานทันที”

พิทยาแบ่งรับแบ่งสู้ แล้วร้อนรนไปหารสาที่บ้านทันทีเลย รสาอาการดีขึ้นแต่ยังเพลียอยู่บ้าง

“พี่บอกว่ารสป่วย แต่คุณเผด็จก็ยังยืนยันว่าคุณภัคอยากให้รสทำงานให้ พี่ถามตรงๆนะ รสกับคุณภัคเป็นอะไรกันแน่ จะหาว่าพี่สาระแนก็ได้นะ แต่พี่อยากจะรู้จริงๆ บอกพี่มาเถอะ”

“พี่พิทคะ ระหว่างรสกับเขามันไม่มีอะไรจริงๆค่ะ เขาจ้างงานพี่พิท แล้วพี่พิทก็จ้างรส มันก็แค่นั้น”

“ที่พี่ถามเพราะพี่หวังดี เท่าที่พี่เห็นคุณภัคก็เป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ อาจจะเจ้าอารมณ์ไปบ้าง แต่เขาก็แคร์รสมากๆ ป้าภรณ์เล่าให้พี่ฟังหมดแล้วเรื่องที่เขามาดูแลรส รสเองก็แคร์เขามาก...รู้ตัวหรือเปล่า”

รสามองหน้าพิทยา...ไม่แย้งแต่ก็ไม่ยอมรับ

“เธอน่ะมีสัญชาตญาณความเป็นแม่สูง แล้วก็ใจอ่อน ขี้สงสาร เธอพร้อมจะให้ความรักอันมากมายของเธอกับใครก็ได้ที่ขาด...และหนึ่งในนั้นก็คือคุณภคพงษ์”

“ถ้ามันเป็นความจริง รสคงโง่มากที่ทำแบบนั้น เพราะมีผู้หญิงมากมายที่พร้อมจะให้ความรักกับเขา”

“ใช่...มีผู้หญิงมากมายที่รักคุณภัค แต่จะมีสักกี่คนที่จะรักเขาอย่างจริงใจ รักเขา...ไม่ใช่รักเงินของเขา คุณภัคไม่ใช่คนโง่ เขาดูออกว่ารสคือคนที่จริงใจกับเขาที่สุด ตอนแรกพี่ไม่แน่ใจ แต่พอคุณเผด็จบอกเรื่องงานใหม่ พี่รู้เลยว่าคุณภัคเขารักเธอ”

รสาชะงักกึก...หน้าแดงก่ำ ใจเต้นแรง

“เขาจะคิดยังไงกับผู้หญิงอื่นพี่ไม่รู้ แต่พี่รู้ว่าเขารักและเป็นห่วงรสมาก พี่พูดในฐานะที่เป็นพี่ ไม่ใช่เจ้านาย พี่อยากให้รสเปิดใจและถามใจตัวเองว่ารสคิดยังไงกับคุณภคพงษ์ ก่อนที่รสจะปฏิเสธงานนี้”

พิทยาวางแฟ้มงานเรือนสีขาวไว้บนเตียง รสา ปรายตามามอง...แววตาเต็มไปด้วยความสับสน ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ จนเมื่อพิทยากลับไปแล้วสายใจมาเยี่ยม รสาน่าจะให้คำตอบกับตัวเองได้

สายใจทำอาหารใส่กล่องมาในฐานะตัวแทนของภคพงษ์

“เย็นนี้คุณหนูติดประชุมสำคัญมาเยี่ยมคุณรสาไม่ได้ เลยสั่งให้ป้าทำอาหารและมาดูแลแทนค่ะ คุณหนูติดประชุมจริงๆนะคะ ไม่ได้ไปทำอย่างอื่น”

“ถึงเขาไม่ได้ไปประชุมจริงๆ มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับรสนี่คะ รสต้องขอบคุณป้าใจมากนะคะที่ทำอาหารมาให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องขอบคงขอบคุณอะไรป้าหรอก ไปขอบคุณคุณหนูเถอะค่ะ ป้าแค่ทำตามคำสั่ง... คุณหนูเป็นห่วงคุณรสาจริงๆนะคะ”

รสานิ่งไป หน้าตาสลดลง สายใจมองออกว่าเธอไม่สบายใจ อดแย้มออกมาไม่ได้ว่า

“เรื่องข่าวของคุณหนูกับคุณปรางทิพย์ ป้าไม่อยากให้คุณต้องเก็บมาคิดมาก เพราะจริงๆแล้วมันไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆนะคะ ป้าพูดอะไรมากไม่ได้ เอาเป็นว่าป้าอยากให้คุณรสาสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าคุณหนูกับคุณปรางทิพย์หน้าคล้ายกัน และถ้าเคยเห็นคุณรัชนี แม่ของคุณปรางทิพย์ คุณรสาก็จะเห็นว่าทั้งสาม คนหน้าตาคล้ายกัน”

“อะไรนะคะ หมายความว่า...”

“อย่าถามอะไรต่ออีกนะคะ ป้าพูดได้แค่นี้จริงๆ”

สายใจด่วนตัดบทจนรสาไม่กล้าถามต่อ ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ...

ค่ำนั้น ชีวินมาเยี่ยมรสา ถามไถ่อาการเธอด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเล่าให้ฟังเรื่องที่รู้จากป้าอาภรณ์ว่าภคพงษ์มานอนเฝ้า ซึ่งรสายืนยันว่าเธอไม่รู้ ไม่ได้คุยกับเขาสักคำ พอตื่นมาเขาก็กลับไปแล้ว

“รู้เรื่องที่เขาให้รสไปทำบ้านอีกหลังแล้วใช่ไหม รสจะรับทำหรือเปล่า ถ้ายังไม่พร้อมที่จะคิดก็อย่าเพิ่งตัดสินใจ วินว่าตอนนี้พักผ่อนก่อน พอร่างกายแข็งแรงมีสติเต็มที่แล้วค่อยคิด”

รสานิ่งไม่ตอบ ชีวินมองๆ พยายามสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น

“กินข้าวเหอะ ป้าสายใจทำแต่ของอร่อยๆมาให้ทั้งนั้นเลย กินเยอะๆจะได้หายเร็วๆ แล้วก็มาช่วยวินทำงาน รู้หรือเปล่ารสป่วยนะ พี่พิทตี้ถมงานมาให้วินเพียบเลย เพราะฉะนั้นรีบหายเลย ก่อนที่วินจะตายคาออฟฟิศ”

“โอเค รสจะรีบหาย วินก็อย่าเพิ่งรีบตายแล้วกัน” เห็นรสายิ้มออก ชีวินค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย

ooooooo

คืนเดียวกันที่บ้านเช่าของวาริช...พิมพรรณตัดสินใจบอกวาริชว่าเธอท้อง เท่านั้นเองวาริชเป็นฟืน เป็นไฟ โวยวายใส่เธอด้วยความไม่พอใจ

“พิมท้อง? แล้วปล่อยให้ท้องได้ยังไง”

“ทำไมพูดแบบนี้ เรากำลังจะมีลูก มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะ”

“เงินจะกินข้าว จะจ่ายค่าเช่าบ้านยังไม่มีเลย ดันจะมีลูกโผล่มาอีก มันน่ายินดียังไง”

พิมพรรณเจ็บแปลบ พยายามตั้งสติแล้วหาทางออก “เรื่องเงิน...ลองถามพ่อแม่ที่เชียงใหม่ดูได้หรือเปล่า หรือเราจะย้ายไปอยู่กับพวกเขาที่เชียงใหม่ก็ได้นะ พิมลาออกจากงานแล้วไปได้ทันที”

“ครอบครัวที่ไหน พ่อแม่ตายไปหมดแล้ว ที่เชียงใหม่ไม่มีใครทั้งนั้น”

“ไม่มี...แล้วที่เคยบอก...”

“ก็โกหกไง ถ้าไม่พูดแบบนั้นแล้วจะไว้ใจเหรอ จะบอกให้นะ ฉันไม่มีอะไรทั้งนั้น ถ้าฉันมีฉันไม่โง่

มาแต่งงานกับผู้หญิงจืดชืดน่าเบื่ออย่างเธอหรอก”

“วาริช...” พิมพรรณเสียใจจนน้ำตาร่วง “ตกลงที่ผ่านมามันมีอะไรที่เป็นจริงบ้าง มีอะไรบ้าง ที่คุณบอกว่ารักฉัน จริงๆแล้วคุณเคยรักฉันบ้างหรือเปล่า เคยรักฉันบ้างมั้ย”

“ถ้ารักแล้วอดอยากจะรักไปทำไม จะบอกให้นะ ถ้าจะเก็บลูกไว้ก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ ทำให้พ่อเธอใจอ่อนยอมให้ฉันเข้าไปอยู่ในบ้าน แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เอาออกไปซะ ฉันไม่มีปัญญาเลี้ยง”

วาริชประกาศอย่างเลือดเย็นแล้วผลุนผลัน

ออกไป พิมพรรณทั้งเจ็บทั้งเสียใจ ปล่อยโฮจนร่างสะท้าน

ooooooo

เช้าวันต่อมา รสาไปพบเผด็จที่บริษัทเพื่อให้

คำตอบเรื่องงานใหม่ที่เรือนสีขาวว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่มีข้อแม้ว่าเผด็จต้องตอบคำถามของเธอมาก่อน

“คุณภัคกับคุณปรางทิพย์เป็นอะไรกัน” คำถามของรสาทำเอาเผด็จสะดุ้งวาบหายใจไม่ทั่วท้อง “ป้าใจบอกบางอย่างกับรส แต่ไม่ได้บอกทั้งหมด รสอยากรู้ว่าความจริงมันคืออะไร ถ้ารสไม่ได้คำตอบรสขออนุญาตไม่รับงานนี้ค่ะ”

เผด็จนิ่งไปครู่หนึ่งอย่างชั่งใจ ที่สุดก็ตัดสินใจพูดความจริงที่รสาฟังแล้วนิ่งอึ้งอย่างไม่คาดฝัน

“คุณปรางทิพย์เป็นน้องสาวของคุณภัค และคุณรัชนีก็เป็นแม่ของคุณภัค คุณรัชนีเลิกกับคุณพรตตอนคุณภัคอายุห้าขวบ...สองปีต่อมาคุณพรตเสีย เธอกลับมาเพื่อรับมรดก แต่พอรู้ว่าไม่ได้อะไรก็ทิ้งคุณภัคอีกครั้งและไม่เคยกลับมาอีกเลย เราไม่ได้ข่าวจากเธอตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา และไม่นาน...คุณรัชนีก็กลับมาประเทศไทยพร้อมครอบครัวใหม่”

“แล้วทำไม...คุณภัคถึงทำแบบนี้กับน้องสาวตัวเอง”

“เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจ ผมรู้แค่ว่าคุณภัคเสียใจมากที่คุณรัชนีโกหกและปกปิดอดีตของตัวเอง ทำเหมือนไม่รู้จัก และไม่มีลูกชายอีกคนอยู่บนโลกนี้”

“แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำแบบนี้กับน้องสาวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

“เพราะเหตุนี้...ผมถึงอยากให้คุณรสารับงานนี้ คุณเป็นคนเดียวที่จะทำให้คุณภัคมีสติ และล้มเลิกสิ่งที่ กำลังทำอยู่ ตอนนี้ไม่มีใครที่จะหยุดคุณภัคได้...นอกจากคุณ”

รสาเงียบงัน...สมองยังมึนตึ้บกับความจริงที่เหลือเชื่อ!

ทันทีที่ปรางทิพย์บอกแม่ว่าเธอจะแต่งงานกับภคพงษ์ แน่นอนว่ารัชนียอมไม่ได้ เธอต่อต้านด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวจนลูกสาวตกใจและไม่เข้าใจ

“ไม่จริง!! เป็นไปไม่ได้ ปรางไปเอาความคิดนี้มาจากไหน”

“ก็มาจากคุณแม่ไงคะ วันก่อนคุณแม่บอกว่าความรักของปรางกับพี่ภัคไม่ใช่เรื่องจริงจัง ปรางยังเด็กมีข่าวมากๆจะเสียหาย พี่ภัคก็เลยบอกว่าเขาจริงจังกับปรางมาก เขาพร้อมจะ รับผิดชอบและพร้อมจะแต่งงานกับปรางทันทีที่คุณแม่ยินยอม”

“แต่งไม่ได้!! ปรางกับภคพงษ์แต่งงานกันไม่ได้”

“ทำไมคะคุณแม่ พี่ภัคแสดงความจริงจังกับ

ปรางตามที่คุณแม่ต้องการ แล้วทำไมคุณแม่ถึงไม่ยอมให้เราแต่งงานกัน”

“ปรางยังเด็กอยู่นะลูก อายุแค่สิบแปดจะแต่งงานได้ยังไง คนข้างนอกเขาจะคิดยังไง”

“คุณแม่ของพี่ภัคก็แต่งงานตอนอายุสิบแปดค่ะ”

รัชนีสะอึก หน้าชาวาบขึ้นมาทันที

“พี่ภัคเล่าให้ปรางฟังเอง คุณพ่อเขาเจอกับคุณแม่ แค่ปีเดียวก็แต่งงานกันแล้วก็มีพี่ภัคเลย ตอนนั้นคุณแม่เขาอายุแค่สิบแปดเองนะคะ อายุน้อยกว่าปรางด้วยซ้ำ เพราะอีกไม่กี่วันปรางก็จะสิบเก้าแล้ว ถ้าคุณแม่ตำหนิว่าปรางไม่เหมาะที่จะแต่งงานก็เท่ากับว่าคุณแม่พี่ภัคด้วยนะคะ”

รัชนีอึ้งซ้ำสอง แทบทรงตัวยืนไม่อยู่ เอ่ยเสียงสั่นพร่า “ไม่ได้...ไม่ว่ายังไง...แม่ก็ไม่ยอมให้แต่งงานกัน มันเป็นไปไม่ได้...เป็นไปไม่ได้”

“ทำไมคะ ทำไมมันถึงเป็นไปไม่ได้ ทำไม?” ปรางทิพย์ถามทั้งน้ำตา

รัชนีหน้าซีดเผือด ปากสั่นพูดไม่ออกบอกไม่ได้ อึดอัดแทบบ้า...ตัดบทแล้วเดินหนีไปทันที

“เพราะ...ภคพงษ์เป็นคนที่ปรางจะแต่งงานด้วยไม่ได้ รู้ไว้แค่นี้ก็พอ”

ปรางทิพย์น้ำตาไหลอาบแก้ม ทั้งเสียใจ น้อยใจ และไม่เข้าใจ

ooooooo

หลังจากรู้ความจริงจากเผด็จแล้ว รสากลับมาที่เรือนสีขาวและไม่นึกว่าจะเจอภคพงษ์...เขาถามเธออย่างห่วงใยว่าหายดีแล้วหรือ?

“ค่ะ ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกอย่างระหว่างที่ฉันไม่สบาย”

“ผมทำด้วยความเต็มใจ แล้วก็ดีใจที่คุณหายป่วย”

ภคพงษ์มองรสาด้วยความรัก แววตาอบอุ่น

รอยยิ้มน่ารัก ทำให้รสาต้องเบือนหน้าหนีก่อนที่จะใจอ่อน

“คุณเผด็จบอกว่าคุณต้องการให้ฉันตกแต่งบ้านหลังนี้”

“ใช่..เรือนสีขาวเป็นเรือนหอที่พ่อผมสร้างให้แม่สำหรับพักระหว่างก่อสร้างเรือนหลังใหญ่ แต่มันคงเล็กเกินไป แม่ผมเขาไม่ชอบ พ่อเลยต้องสร้างเรือนหลังเล็กขึ้นมาให้เขา ผมก็เลยอยากจะซ่อมแซมมันขึ้นมาใหม่ แล้วทำให้มันสวยที่สุด”

“เพื่อจะทำให้คนที่ทิ้งมันไป...ต้องรู้สึกเสียดายอย่างนั้นเหรอคะ คุณอาจจะเห็นว่าบ้านเป็นเพียงสิ่งของไม่มีชีวิต แต่จริงๆแล้วบ้านทุกหลังมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่ ถ้าคุณสร้างขึ้นด้วยความรักมันก็จะเป็นที่บ้านอบอุ่นน่าอยู่ แต่ถ้าสร้างขึ้นมาเพราะต้องการแก้แค้นหรือต้องการประชดใครสักคน มันจะเป็นบ้านที่ไม่น่าอยู่ และไม่มีความสุข”

รสาพูดเป็นนัยๆ ภคพงษ์มองหน้าเธอด้วยความแปลกใจอย่างมาก

“ฉันไม่รู้ว่าคุณใช้อารมณ์ไหนซ่อมแซมบ้านหลังนี้ แต่ฉันจะทำมันด้วยความรัก หวังว่าความรักอันน้อยนิดที่มีมันอาจจะทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็นบ้านที่อบอุ่นและน่าอยู่ขึ้นมาได้บ้าง ฉันตกลงรับงานนี้ค่ะ”

รสาตัดสินใจแน่วแน่ ภคพงษ์ยิ้มนิดๆด้วยความพอใจ แต่ก็ยังกังขาในคำพูดแปลกๆของเธอ...ไม่ทันคุยอะไรอีก เสียงมือถือเขาดังขึ้น

“ขอโทษนะ...” เขาทำท่าจะผละไป

“คุณภคพงษ์คะ บ้านของคุณจะอบอุ่นจะน่าอยู่ได้ ก็เพราะคุณนะคะ” รสาเน้นย้ำจนเขาชะงัก แต่ในที่สุด ตัดสินใจหันหลังกลับ รับโทรศัพท์แล้วเดินจากรสาไป

ภคพงษ์ไปพบปรางทิพย์อย่างรวดเร็วทันใจ เธอร้องไห้กอดเขาแน่น เสียใจที่แม่ไม่ให้แต่งงาน ภคพงษ์ลืมตัวเอามือลูบศีรษะเธออย่างพี่ชายปลอบน้องสาว รู้สึกไม่พอใจความขี้ขลาดของรัชนีที่ไม่กล้าพูดเหตุผลที่แท้จริง

“พี่ภัคอย่าเพิ่งโกรธนะคะ ปรางเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่ถึงไม่ชอบพี่ภัคขนาดนี้”

ภคพงษ์แอบเจ็บแปลบ ก่อนจะกลืนความเจ็บลงไปแล้วพูดลอยๆ “อีกไม่นาน...ทุกคนจะได้เข้าใจแน่ๆ”

“ว่าไงนะคะพี่ภัค”

“อ๋อ...เปล่า...พี่คิดว่าท่านคงจะมีเหตุผลของท่าน พี่เข้าใจว่าใครๆก็ต้องรักต้องเป็นห่วงลูกตัวเองกันทุกคน”

“ปรางอยากให้คุณแม่เห็นอย่างที่ปรางเห็นเหลือเกินว่าพี่ภัคเป็นคนดีขนาดไหน”

“เขาคงไม่เคยเห็นหรอก” เสียงเขารำพึงเบามากจนปรางทิพย์ไม่ได้ยิน มุ่งแต่อยากรู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไปดี “ไม่เป็นไร น้องปรางใจเย็นๆนะครับ เราเพิ่งจะเริ่มต้น น้องปรางไม่ต้องทำอะไร ทำตัวให้น่ารัก เป็นน้องปรางที่น่ารักของพี่ภัคเหมือนเดิม นอกนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ภัคคนนี้เอง เข้าใจไหมครับ”

“ค่ะ ปรางจะเชื่อพี่ภัค”

“ดีมากครับ...น้องปรางต้องเชื่อพี่ภัค...น่ารักที่สุด” ภคพงษ์กระชับอ้อมกอด ปรางทิพย์หวิวไหว อบอุ่นและมีความสุขที่สุด ไม่เห็นแววตาวาวโรจน์ของภคพงษ์สนุกในเกมนี้มาก...

เย็นนั้น ชีวินทักท้วงอย่างไม่เห็นด้วยที่รสารับทำงานที่เรือนสีขาว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เห็นอยากจะรีบปิดจ็อบเรือนหลังเล็ก

“รสเห็นว่ามันเป็นงานเล็กๆ ทำไม่ถึงอาทิตย์ก็เรียบร้อย”

ชีวินไม่เชื่อ คาดคั้นเธอว่ามีเหตุผลอื่นใช่ไหม...

รสาคิดหนักลังเล ตอบเลี่ยงไป

“ขอโทษนะวิน...รสบอกไม่ได้จริงๆ”

“ไม่เป็นไร วินรอได้ รสอยากบอกเมื่อไหร่ วินพร้อมฟังเสมอ” เขาพยายามยิ้มแม้จะยากเย็น รสาสงสารและซึ้งใจ แต่พูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ

ooooooo

เย็นวันเดียวกัน วิมลกับห้าวไปเยี่ยมพิมพรรณที่บ้านเช่า สภาพพิมพรรณซูบซีด ดวงตาบวมช้ำเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้ แต่รีบปฏิเสธเมื่อแม่ซักถาม

“เปล่านะ พิมไม่ได้ร้องไห้ แต่อาจจะนอนน้อยเพราะเริ่มแพ้ท้อง นอนไม่ค่อยหลับ”

“แล้วนี่ผัวเราพาไปหาหมอฝากท้องหรือยัง”

“ยังเลยจ้ะ แต่วาริชบอกว่าจะพาไปวันสองวันนี้แหละ”

ห้าวเฝ้ามองอย่างไม่เชื่อ ถามหาวาริชอยู่ไหน พิมพรรณบอกไปดูคอมฯให้ลูกค้า ห้าวสวนทันควันว่าลูกค้าหรือกิ๊ก...พิมพรรณถึงหน้าเสีย วิมลเห็นแล้วหันขวับไปเอ็ดห้าว

“คนกำลังท้องกำลังไส้จะมาพูดให้ใจเสียทำไม...แล้วทำไมวันนี้พิมไม่ไปทำงาน หรือว่าแพ้ท้องจนไปไม่ไหว”

“เปล่าจ้ะ...พิมลาออกแล้ว พิมไม่กล้าไปทำงาน กลัวคนอื่นรู้ว่าท้องทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว พิมอายเขาจ้ะแม่”

วิมลดึงลูกสาวมากอดด้วยความสงสาร พิมพรรณจนตรอก พูดกับแม่ทั้งน้ำตาว่าตนอยากกลับบ้าน แม่ช่วยคุยกับพ่อให้หน่อย...เมื่อวิมลกลับมาสื่อสารกับสามี แต่เขายังทิฐิแรง ยอมให้ลูกกลับได้แต่ต้องกลับมาคนเดียว ผัวมันไม่เกี่ยว!

“พ่อ...คนเขาเป็นผัวเมียกัน พ่อจะให้ลูกเรากลับมาคนเดียวแบบนี้ เท่ากับไปพรากผัวพรากเมียเขานะ”

“ถ้างั้น...มันก็ไม่ต้องกลับ”

“พ่อจะไม่ยอมลดทิฐิลงบ้างเลยเหรอจ๊ะ”

“แม่ก็ไปบอกให้ลูกสาวลดความหลงผัวลงบ้างสิ ถ้ามันทำได้ฉันก็จะลองทำดู แต่เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ มันไม่มีวันทำได้ ขนาดฉันให้มันเลือก มันก็ยังเลือกผัวแทนที่จะเลือกพ่อ...ไม่ใช่มันคนเดียวที่เสียใจ ฉันก็เสียใจเหมือนกัน”

พร้อมพูดด้วยความแค้นและทิฐิอันแรงกล้า วิมลส่ายหน้าจนปัญญาไม่รู้จะพูดยังไง ห้าวยืนมองอย่างหนักใจ...ตกกลางคืนเขาโทร.ไปเล่าให้รสาฟัง แล้วต่างคนต่างบ่นสงสารพิมพรรณ ครั้นจะทำให้พร้อมอ่อนลงก็เป็นเรื่องยาก

“เฮ้อ...ทิฐิ ความยึดมั่น ถือมั่น ไม่ยอมปล่อยวางของลุงไม่เข้าใครออกใคร คนเราถ้าไม่ยอมซะอย่าง ทำยังไงมันก็ไม่ยอม”

“นั่นสินะ ถ้าคนคนนั้นไม่ยอมเปลี่ยน เราจะไปเปลี่ยนความคิดเขาได้ยังไง” รสานึกถึงภคพงษ์

ห้าวฟังแล้วขมวดคิ้ว สงสัยว่ารสาเป็นอะไร หรือว่ายังไม่หายไข้ รสายืนยันหายดีแล้ว และฝากเขาบอกพิมด้วยว่าอาทิตย์นี้เธอยังกลับไม่ได้ มีงานด่วนเข้ามา อาทิตย์หน้าค่อยเจอกัน...

วางสายจากห้าวแล้ว รสายังเฝ้าคิดเรื่องภคพงษ์อย่างหนักใจ เธอต้องทำยังไงถึงจะเปลี่ยนความคิดของเขาได้...

ooooooo

ในเมื่อภคพงษ์ไม่ยอมยุติเกมแก้แค้น...รัชนีร้อนใจเป็นห่วงความรู้สึกของปรางทิพย์ อีกทั้งต้องการปกปิดอดีตของตนตลอดไป เช้านี้เธอจึงคุยกับสุวิทย์อย่างจริงจังว่าจะให้ปรางทิพย์เลิกคบกับภคพงษ์

“แต่ผมอนุญาตให้เขาคบกันไปแล้ว อยู่ๆไปเปลี่ยนใจ มันจะเสียผู้ใหญ่เปล่าๆ”

“แต่ถ้าปล่อยไว้เราอาจจะต้องเสียลูกไปนะคะ ภคพงษ์ทำให้ปรางไม่สนใจเรียน เมื่อวันก่อนก็พูดเรื่องแต่งงาน รัชว่ามันเกินไปแล้วนะคะ ภคพงษ์พูดแบบนี้ทำไม รู้ทั้งรู้ว่าปรางยังเด็ก จะแต่งงานได้ยังไงกัน ลูกเราพอฟังแล้ว

ก็เก็บไปฝันเป็นเรื่องเป็นราว รัชว่าถ้าปล่อยไปแบบนี้ไม่ดีกับอนาคตลูกแน่ๆค่ะ”

“เรื่องแต่งงานผมก็เห็นด้วยว่ามันเร็วเกินไป”

“ทางที่ดีเราควรจะแยกสองคนนี้ให้ห่างกันให้มากที่สุด รัชจะส่งปรางทิพย์ไปฝรั่งเศสอาทิตย์หน้า รัชตัดสินใจแล้วค่ะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดหลังจากนี้รัชขอรับผิดชอบเอง”

“คุณพูดถึงขนาดนี้ ผมก็ไม่อยากขัด เอาเป็นว่าผมปล่อยให้คุณจัดการก็แล้วกัน”

หลังจากคุยกับสามีแล้ว รัชนีรีบขึ้นไปริบโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ของลูกสาวมาไว้กับตัว

“นี่คุณแม่จะทำอะไรกันแน่คะ”

“วันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน แม่จ้างครูพิเศษมาติวตัวต่อตัวให้ที่บ้าน และโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์พวกนี้แม่จะเก็บไว้เอง ปรางจะได้ไม่เสียสมาธิ ทุ่มเทให้การเรียนเต็มที่ เตรียมตัวไปฝรั่งเศสอาทิตย์หน้า”

“อาทิตย์หน้า! แต่คุณแม่บอกปรางว่า...”

“แม่เปลี่ยนใจแล้ว และคุณพ่อก็เห็นด้วย เราสองคนไม่อยากให้ลูกคบกับภคพงษ์”

“ไม่จริง ปรางไม่เชื่อ คุณพ่อต้องไม่คิดแบบนั้น ปรางไม่ยอม”

“ปราง...ถ้าปรางรักแม่ ปรางต้องเชื่อแม่ ปรางต้องเชื่อฟังแม่นะลูก” รัชนีขอร้องแกมบังคับ...ปรางทิพย์น้ำตาคลอด้วยความสับสน เสียใจ และผิดหวัง

“ได้ค่ะ ปรางจะฟังคุณแม่ ปรางจะเชื่อคุณแม่ เพราะปรางรักคุณแม่นะคะ แล้วคุณแม่ล่ะค่ะ คุณแม่รักปรางบ้างหรือเปล่า”

รัชนีขอบตาร้อนผ่าว มองลูกสาวที่ร้องไห้สะอึก– สะอื้นอยู่ตรงหน้า...กลั้นน้ำตาตัวเองไม่ให้ไหล

“เพราะแม่รักลูก...แม่ถึงต้องทำแบบนี้” รัชนีพูดจบก็หันหลังเดินออกไปจากห้องพร้อมกับโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก...แล้วก็ยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ตรงหน้าห้องนั่นเอง

ooooooo

เมื่อรู้ว่าวันนี้รสามาทำงานที่เรือนสีขาว ภคพงษ์รีบมาหาเธอด้วยความดีใจ แต่รสาพยายามคุยเรื่องงานเพียงอย่างเดียว

“คุณมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ ต้องการจะให้ทำอะไรเพิ่มเติมจากแบบที่ให้ไปหรือเปล่า”

“ไม่มี...ผมแค่จะมาบอกว่าผมดีใจมากที่คุณรับงานนี้”

“รอพูดคำนี้ตอนงานเสร็จดีกว่าค่ะ บางทีคุณอาจจะไม่ชอบงานฉันก็ได้”

“พูดตอนนี้ก็เหมือนกัน เพราะคุณไม่เคยทำให้ผมผิดหวังอยู่แล้ว และที่สำคัญ...การที่คุณรับงานมันทำให้ผมรู้ว่าคุณไม่ได้โกรธผมแล้ว”

“ไม่จริงค่ะ ถ้าคุณทำสิ่งที่มันน่าโกรธ ฉันก็ยังโกรธคุณอยู่ แล้วคุณทำอะไรที่มันไม่สมควร ทำอะไรที่มันน่าโกรธอยู่หรือเปล่า” รสาจ้องตารอคำตอบ ภคพงษ์หุบยิ้มแล้วเฉไฉไปเรื่องอื่น

“ผมมีประชุมพอดี ต้องรีบไป เย็นนี้จะรีบกลับมา ถ้าคุณยังไม่กลับ ทานข้าวด้วยกันนะ ผมมีของบางอย่างจะให้คุณ แล้วเจอกัน”

รสาถูกมัดมือชก ได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ ขณะมองตามหลังเขาไป...

ภคพงษ์ออกจากบ้านไปได้ครู่เดียว รถของรัชนีก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่ สายใจออกมาต้อนรับ ด้วยความแปลกใจ

“ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” รัชนีเอ่ยปาก

“เรื่องคุณหนูกับคุณปรางทิพย์ใช่ไหมคะ”

รัชนีพยักหน้าแล้วเดินตามสายใจเข้าไปคุยกันข้างใน

“ฉันไม่รู้จะทำยังไง ฉันทำทุกอย่างแล้ว แต่ภคพงษ์ ก็ยังไม่ยอมหยุด” รัชนีเปิดฉากด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม

“คุณผู้หญิงคะ ที่คุณหนูทำลงไปทุกอย่างเพราะเหตุผลเดียวเท่านั้น คือต้องการให้คุณบอกความจริงกับทุกคน และยอมรับว่าคุณหนูมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ คุณหนูรักคุณผู้หญิงมากนะคะ ตั้งแต่เล็กจนโต คุณหนูเฝ้ารอวันที่คุณผู้หญิงจะกลับมา คุณหนูอาจจะไม่แสดงออก และดิฉันกับคุณเผด็จรู้ดีว่าคุณหนูไม่เคยลืมคุณเลยนะคะ”

สายใจพูดไปร้องไห้ไป...รัชนีขอบตาร้อนผ่าว ใจสั่นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบอก

“ตอนเด็กๆทุกวันเกิดคุณหนูจะไม่ยอมเป่าเค้ก รอให้คุณผู้หญิงมาหาเธอ คุณหนูเล่นเปียโนเพลงที่คุณชอบทุกวัน และก่อนนอนก็จะถามดิฉันทุกคืนว่าเมื่อไหร่คุณผู้หญิงจะกลับมา...คุณหนูน่าสงสารมากนะคะ”

รัชนีพยายามเก็บความรู้สึก เก็บมันไว้ภายใต้ใบหน้าที่เหมือนจะนิ่งชา แต่น้ำตากลับไหลออกมาอย่างยากจะกลั้นไว้

“ฉันรู้...แต่ตอนนี้ฉันกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ฉันจะต้องทำตอนนี้คือก้าวผ่านปัจจุบันไปให้ได้ และไม่ทำสิ่งผิดพลาดอีกในอนาคต...ฉันเหมือนคนที่กำลังอยู่บนหลังเสือ ถ้าฉันกระโดดลงไปตอนนี้ ฉันก็ต้องตาย”

“แต่ถ้าคุณผู้หญิงจะยังคงอยู่บนนั้นต่อไป...มันก็ต้องเหนื่อยนะคะ”

รัชนีจุก...คำพูดของสายใจตอกย้ำทำให้เห็นว่าไม่มีทางออกที่ดีสำหรับเธอจริงๆ

ครู่ต่อมา รัชนีเดินเข้าไปในห้องรับแขก หยิบ

รูปถ่ายวัยเด็กของภคพงษ์มาดูแล้วก็ร้องไห้อย่างหนัก

รสาผ่านมาเห็น ยืนแอบอยู่หลังประตู สองตาจับจ้องรัชนีที่เดินไปหยุดตรงหน้ารูปขนาดใหญ่ของพรตบนผนัง

“ฉันควรจะทำยังไงดีคะคุณ...ฉันควรจะทำยังไงกับลูกดี”

เสียงคร่ำครวญหวนไห้ของรัชนีถึงแม้จะแผ่วเบา แต่มันดังสะท้านเข้าไปในใจของรสาอย่างเต็มๆ

ooooooo

ภคพงษ์เข้าบริษัทได้สักพัก ปรางทิพย์ก็โทร. มาเล่าเรื่องที่รัชนีสั่งห้ามคบกับเขาอีกต่อไป แม่ยึด เครื่องมือสื่อสารทุกอย่าง และจะส่งเธอไปฝรั่งเศสอาทิตย์หน้า

“ที่ปรางโทร.หาพี่ภัคได้ก็ต้องยืมโทรศัพท์จากพี่แม่บ้าน ปรางไม่เคยคิดเลยนะคะว่าคุณแม่จะทำแบบนี้ คุณแม่ทำเหมือนปรางไม่ใช่ลูกของเขา แต่เป็นนักโทษ ถ้าพี่ภัคไม่บอกให้ปรางใจเย็นๆ ทำตัวให้น่ารัก ปรางไม่มีวันยอมโดนขังแน่ๆ”

“น้องปรางทำถูกแล้วครับ ทำตัวเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ส่วนเรื่องคุณแม่...พี่ภัคจะคุยกับท่านเอง วันนี้คุณแม่อยู่ที่บ้านหรือเปล่าครับ”

“ไม่อยู่ค่ะ คุณแม่ออกไปงานเลี้ยงกับคุณพ่อค่ะ”

“งานเลี้ยงที่ไหนครับ”

ภคพงษ์คลี่ยิ้มอย่างพอใจ หลังฟังคำตอบของปรางทิพย์...

ส่วนที่บ้านเถลิงยศ หลังจากแอบเห็นรัชนีร่ำไห้ในห้องรับแขก รสารู้สึกไม่ดีเลย เธอครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนตัดสินใจไปคุยกับสายใจตามลำพัง

“รสมีเรื่องสำคัญที่ไม่รู้จะคุยกับใคร นอกจากป้าใจค่ะ”

“เรื่องคุณหนูใช่ไหมคะ...คุณเผด็จบอกป้าแล้วค่ะว่าคุณรู้ความจริงหมดแล้ว”

“รสงงมากค่ะ รสไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น คุณเผด็จบอกให้รสช่วย รสรับปากว่าจะช่วย แต่รสไม่รู้จะช่วยอะไร ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร รสไม่รู้แม้กระทั่ง...

ตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายอย่างภคพงษ์ รสไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนี้กับแม่กับน้องสาวของตัวเองได้ยังไง เมื่อกี้รสเห็นคุณรัชนียืนร้องไห้อยู่ในบ้าน รสเห็นแล้วก็สงสาร แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงจริงๆ รสคิดไม่ออกว่าอะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งทำเรื่องใจร้ายได้ขนาดนี้”

“คุณหนูเป็นคนน่าสงสารมากนะคะ ตั้งแต่คุณผู้หญิงทิ้งไป ป้าไม่เคยเห็นคุณหนูมีความสุขเลย ที่คุณหนูทำไปทุกอย่างก็เพื่อต้องการการยอมรับจากคนที่เป็นแม่ แต่คุณผู้หญิงก็ให้ไม่ได้ ทุกวันนี้คุณหนูก็เจ็บไม่น้อยไปกว่าคุณรัชนีและคุณปรางทิพย์เลยนะคะ”

“แต่เขาไม่มีสิทธิ์เอาความน่าสงสารของตัวเองไปทำร้ายคนอื่นนะคะ”

“ที่คุณหนูทำเพราะไม่มีสตินะคะ คุณเผด็จกับป้าก็เลยขอร้องให้คุณรสามาเตือนสติคุณหนูไงคะ”

“แล้วรสจะเตือนเขาได้ยังไงคะ รสไม่รู้จริงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร”

“ทำตามความรู้สึกของตัวเองสิคะ”

“นั่นล่ะค่ะคือปัญหา รสไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่”

“คุณรสา...ป้าเข้าใจนะคะ คุณหนูอาจจะไม่ใช่คนที่น่ารักในสายตาของคุณ แต่ลองเปิดใจดูสักครั้ง ถามตัวเองว่ารู้สึกยังไง และแสดงความรู้สึกนั้นออกมา ป้าเชื่อว่าความรู้สึกที่คุณมีต่อคุณหนูจะทำให้คุณหนูตาสว่างค่ะ”

รสานิ่งเงียบไป สายใจจับมือเธอบีบเบาๆอย่างให้กำลังใจ

“ค่ะ รสจะลองคิดดูว่าคิดยังไง รู้แล้วจะรีบบอกให้คุณหนูของป้าใจทราบ และหวังว่าเขาจะตาสว่างอย่างที่ป้าบอกจริงๆนะคะ”

สายใจยิ้มออก มองหน้ารสาอย่างมีความหวัง

ooooooo

เย็นวันนั้น ภคพงษ์มาปรากฏตัวในงานเลี้ยง และเป็นจังหวะที่รัชนีกำลังมึนเมา เขาฉวยโอกาสอาสาพาเธอกลับไปส่งบ้าน สุวิทย์ไว้วางใจภคพงษ์อยู่แล้วจึงไม่ปฏิเสธ เพราะตัวเองยังต้องอยู่กล่าวปิดงานในค่ำคืนนี้

รัชนีออกมากับภคพงษ์ด้วยความอึดอัด เมื่อเขาจอดรถหน้าบ้าน เธอรีบร้อนก้าวลงมาแล้วเกือบล้มถ้าเขาเข้ามาประคองไว้ไม่ทัน...รัชนีมองหน้าภคพงษ์ที่อยู่ใกล้แค่คืบ ความรู้สึกหลายอย่างแล่นเข้ามาในหัว ทั้งเรื่องในอดีตที่เธอทิ้งเขาไป และในปัจจุบันที่เขากำลังแก้แค้นเธอ

“ไม่เป็นไร ฉันเดินเองได้” เธอขืนตัวออก ก้าวเดินต่อไป แต่เพราะความเมาทำให้ทรงตัวไม่อยู่ เดินได้สองก้าวก็ล้มลง

“ให้ผมช่วยจะดีกว่า” ภคพงษ์เข้ามาประคองเธออีกครั้ง

รัชนีนิ่งอึ้ง นึกถึงคำพูดของสายใจที่เพิ่งคุยกันเมื่อเช้า ที่บอกว่าภคพงษ์รักเธอมาก เฝ้ารอเธอกลับมาทุกเมื่อเชื่อวัน...รัชนีมองหน้าลูกชายครู่หนึ่ง แล้วสวมกอดด้วยความสงสารที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

ภคพงษ์ช็อกไปอย่างไม่คาดคิด นี่คืออ้อมกอดแรกของแม่ หลังจากที่เธอทิ้งเขาไป...มุมหนึ่ง ปรางทิพย์ยืนมองมา น้ำตาไหลพรากด้วยความเข้าใจผิดอย่างแรง!

“ฉันขอโทษ...ฉันคงจะเมามากไปหน่อย” รัชนีถอยออกห่าง ตั้งสติกลับมาเป็นคนเดิม

“คุณแน่ใจนะครับว่ากอดผมเพราะความเมา...ไม่ใช่กอดเพราะความรู้สึกผิด”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องรู้สึกผิดด้วย”

ภคพงษ์ชะงัก ความโกรธพุ่งขึ้นมาอีก

“ขอบใจมากที่มาส่ง...อ้อ อีกเรื่องที่อยากจะบอก ปล่อยปรางทิพย์ไปซะเถอะ หมดเวลาเล่นเกมกับความรู้สึกแล้ว ยิ่งเล่นต่อไปก็มีแต่คนที่จะต้องเจ็บกับเจ็บ ไม่มีใครมีความสุขแม้แต่คนเดียว”

“ไม่ว่าผมจะทำยังไง คุณก็จะไม่ยอมรับความจริงใช่มั้ย”

“ใช่” รัชนีตอบหนักแน่น แล้วเดินเข้าบ้านไปทันที

ภคพงษ์แค้นหนัก มุ่งมั่นจะทำให้รัชนียอมรับความจริงให้ได้...ฝ่ายปรางทิพย์ไม่ได้ยินการพูดคุยของพวกเขา แค่ภาพที่เธอเห็นแม่ของเธอกอดภคพงษ์ ก็ทำให้เธอเสียใจ คิดเตลิดไปใหญ่โต

เมื่อแม่เข้ามาหาในห้องนอนแล้วเห็นเธอร้องไห้ก็ตกใจ ซักถามว่าเป็นอะไร ปรางทิพย์พูดไม่ออก ได้แต่บอกแม่ไปอาบน้ำให้สร่างเมาก่อนดีกว่า แล้วค่อยกลับมาคุยกัน

แต่ในขณะที่รัชนีไปอาบน้ำ ปรางทิพย์หนีออกจากบ้านไปหาภคพงษ์ ทำให้ภคพงษ์ต้องผิดนัดกับรสาอย่างไม่มีทางเลือก เพราะปรางทิพย์มาในสภาพที่แย่มาก เธอร้องไห้อย่างหนัก กอดเขาแน่น

“น้องปรางใจเย็นๆนะครับ ใจเย็นๆนะ มีอะไรค่อยๆ เล่าให้พี่ภัคฟังนะครับ”

ปรางทิพย์ตั้งสติถอยมานั่งที่โซฟา พูดอย่างรู้สึกผิดว่า “พี่ภัคอย่าโกรธปรางเลยนะคะ ที่ปรางหนีออกจากบ้านมาแบบนี้ แต่ปรางทนไม่ได้จริงๆ คุณแม่ทำกับปรางเกินไป”

“คุณแม่ทำอะไรน้องปรางอีก”

“ที่จริง...พี่ภัคก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วนะคะ ว่าคุณแม่ทำอะไรไว้”

“พี่อาจจะรู้ แต่พี่ไม่แน่ใจว่าเรื่องที่พี่รู้กับเรื่องที่ปรางรู้มันคือเรื่องเดียวกันหรือเปล่า”

“นี่คุณแม่ทำเรื่องเลวร้ายไว้มากมายจนเรานับกันไม่ถูกเลยเหรอคะว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า ปรางไม่อยากเชื่อเลย ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ”

“ตกลงเรื่องที่ปรางรู้คือเรื่องอะไรครับ”

“ปรางเห็นคุณแม่กอดกับพี่ภัคค่ะ ปรางเห็นคุณแม่เป็นคนโผเข้าไปกอดพี่ภัคก่อน ปรางรู้เลยว่าที่ผ่านมาทำไมคุณแม่ถึงกีดกันปราง เพราะจริงๆแล้วคุณแม่รักพี่ภัค”

ภคพงษ์ผงะเล็กน้อย ไม่นึกว่าเรื่องจะเลยเถิดไปแบบนี้ “น้องปรางคิดมากไปแล้วครับ”

“ถ้าปรางคิดมาก พี่ภัคบอกเหตุผลอื่นที่ทำให้คุณแม่กอดพี่ภัคสิคะ ทำไมคุณแม่ต้องกอดพี่ภัคด้วย”

“พี่ว่าเรื่องนี้น้องปรางถามคุณแม่เองดีกว่านะครับ ถ้าคุณแม่หาน้องปรางไม่เจอพี่คิดว่าอีกไม่นานท่านจะต้องตามมาที่นี่แน่ๆ”

ภคพงษ์ลอบยิ้ม และเมื่อปรางทิพย์ยืนยันไม่ยอมกลับบ้าน เขาจึงพาเธอไปนอนบนห้องของเขา โดยให้สายใจมาอยู่เป็นเพื่อน

“พักผ่อนให้สบาย...อีกไม่นานคุณแม่ก็คงจะมา แล้วเราค่อยเคลียร์” ภคพงษ์ลูบศีรษะปรางทิพย์... สายใจใจคอไม่ดี กลัวจะเกิดเรื่องใหญ่ เธอรีบตามภคพงษ์ออกมานอกห้อง

“คุณหนูคะ ป้าว่าพาคุณปรางทิพย์ไปส่งบ้านไม่ดีกว่าเหรอคะ”

“ไม่! ผมอยากเห็นหน้าแม่เขาตอนที่มาตามตัวลูกสาว แล้วเห็นว่าลูกตัวเองนอนอยู่ในห้องนอนของผม บนเตียงของผม ผมอยากรู้ว่าเขาจะทำหน้ายังไง...ฝากป้าใจดูแลปรางทิพย์ด้วย ผมจะลงไปรอแม่เขาข้างล่าง”

ภคพงษ์รวบรัดตัดความแล้วผละไปด้วยความสะใจ เขาจดจ่อรอคอยรัชนี...ลืมนึกถึงรสาไปเลย

ooooooo

และแล้วรัชนีก็มาจริงๆ มาด้วยใจที่ร้อนรุ่มถามหาปรางทิพย์ดังลั่น...รสาที่กำลังจะมาบอกสายใจว่าเธอไม่รอภคพงษ์แล้วถึงกับชะงักงัน แอบมองสองแม่ลูกเผชิญหน้ากันอย่างลุ้นระทึก

“ปรางทิพย์อยู่ที่ไหน” รัชนีถามย้ำเสียงเข้ม

“อยู่บนห้องนอนผม ตอนนี้คงจะหลับอยู่ เพราะเมื่อครู่เพลียมาก”

“เธอทำอะไรปรางทิพย์”

“ผมก็ทำในสิ่งที่ผมต้องการ ในเมื่อเราสองคนรักกัน เราก็ต้องทำในสิ่งที่คนรักควรจะทำต่อกัน”

รัชนีตัวชาวาบ ทั้งโกรธทั้งเสียใจ น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความคับแค้นแน่นในอก “เธอทำแบบนี้ได้ยังไง ทำได้ยังไง?”

“ทีคุณยังทำเรื่องที่มันเลวร้ายได้ ทำไมผมจะทำบ้างไม่ได้ และอย่าหวังว่าผมจะรู้สึกผิด เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด เหมือนกับที่คุณเองก็ไม่เคยรู้สึกผิดเหมือนกัน”

ภคพงษ์ยืนยันเพื่อเพิ่มความเข้าใจผิดอย่างสะใจ รัชนีโกรธจนตัวสั่น...รสาได้ยินทุกถ้อยคำ แทบจะหมดแรงยืน ฝืนใจฟังภคพงษ์ทำร้ายจิตใจแม่แท้ๆต่อไป

“คุณไม่ต้องห่วง ผมจะรับผิดชอบในสิ่งที่ผมทำลงไป ผมยินดีแต่งงานกับปรางทิพย์ตามที่เคยบอกไว้”

“แต่เธอก็รู้ว่าเธอแต่งงานกับปรางทิพย์ไม่ได้”

“ผมไม่แคร์ ปรางทิพย์ไม่แคร์ หรือว่าคุณรัชนีจะแคร์ ถ้าคุณแคร์ และต้องการจะยุติการแต่งงานของเราสองคน คุณก็รู้ดีอยู่แล้วว่าต้องทำยังไง สิ่งที่ผมต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือบอกความจริงกับทุกคน มันก็แค่นั้นเอง”

“เพียงเพราะต้องการแก้แค้น...เธอกล้าทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ ทำไม?”

“เพื่อความยุติธรรม ในเมื่อคุณทำให้คนอื่นเสียใจเจ็บปวดได้ คุณเองก็ควรจะได้รับเช่นกัน นี่แค่เริ่มต้น หลังจากที่ผมกับปรางแต่งงานกัน คุณจะต้องเจ็บปวดกว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่า”

“พอ...พอได้แล้ว ฉันขอร้องล่ะ พอได้แล้ว ได้โปรด...อย่าทำแบบนี้อีกเลยนะ ปล่อยปรางทิพย์ไปเถอะ เท่านี้มันก็มากเกินไปแล้ว อย่าถึงกับต้องแต่งงานกันเลย...ฉันขอร้อง”

รัชนีร้องไห้อย่างสุดกลั้น ภคพงษ์มองด้วยสายตาเย็นชา...รสานิ่งเงียบแต่ใจสั่น น้ำตาคลอ

“ฉันยอมคุกเข่าขอร้องเธอ...ปล่อยปรางทิพย์ไปเถอะ อย่าทำแบบนี้กับเขาอีกเลย...ฉันขอร้อง”

รสาตะลึงตะไล เห็นแม่คุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าลูก เป็นภาพที่เกินจะรับสำหรับเธอ หากแต่ภคพงษ์ยังมองผู้เป็นแม่ด้วยแววตาเย็นชา

“20 ปีก่อน พ่อผมก็เคยคุกเข่าขอร้องคุณ ขอร้องไม่ให้คุณไป แต่คุณก็ยังไป วันนี้คุณมาคุกเข่าขอร้องผม...คุณคิดว่าผมจะยอมยกโทษให้คุณอย่างนั้นเหรอ”

รัชนีอึ้งงัน แววตาของภคพงษ์ทำให้เธอนึกย้อนกลับไปในอดีตที่พรตคุกเข่าขอร้องไม่ให้เธอไป ตอนนั้นเธอมองพรตด้วยแววตาเย็นชา ไม่ต่างจากภคพงษ์ในตอนนี้...รัชนีพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ กรรมตามมาทันในชาตินี้

รสาทนต่อไปไม่ได้ตัดสินใจหันหลังเดินออกมา อารามรีบร้อนไม่ทันระวัง เธอชนแจกันตกแตกกระจาย สองคนในห้องนั้นหันขวับมามอง

“รสา!!” ภคพงษ์อุทานด้วยความตกใจ

รสาไม่สนใจ รีบเดินหนีไปด้วยจิตใจที่คุกรุ่นและผิดหวัง ภคพงษ์รีบเดินตาม ส่วนรัชนีในใจก็กังวลกับสิ่งที่รสาจะเห็น แต่เป็นห่วงปรางทิพย์มากกว่า เธอรีบขึ้นไปชั้นบน เปิดประตูห้องพรวดพราดเข้ามาจนสายใจที่นอนข้างเตียงตกใจลุกพรวด

รัชนีแทบไม่มองสายใจ พุ่งไปปลุกลูกสาวบนเตียง บอกให้กลับบ้านเรา ปรางทิพย์ท่าทีงัวเงียแต่ยืนยันไม่ยอมกลับไปเป็นนักโทษของแม่อีกแล้ว

“แม่ขอโทษ แม่ขอโทษนะปราง แม่จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว กลับบ้านเรานะ”

“ปรางไม่เชื่อค่ะ คุณแม่ทำให้ปรางไว้ใจไม่ได้อีกแล้ว ปรางไม่ไว้ใจคุณแม่อีกต่อไป”

“ปราง...” รัชนีน้ำตาร่วง

สายใจเห็นแล้วสงสารจับใจ ช่วยอ้อนวอน “คุณปรางคะ อย่าหาว่าป้าสอดเลยนะคะ วันนี้กลับไปกับคุณแม่ก่อนเถอะค่ะ เชื่อป้าเถอะนะคะ”

“นะลูกนะ กลับบ้านเรานะ”

ปรางทิพย์นิ่งมองหน้าแม่อยู่อึดใจหนึ่งก่อนตอบ “ปรางจะกลับก็ได้ค่ะ แต่คุณแม่จะต้องยกเลิกเรื่องที่จะส่งปรางไปต่างประเทศ และอนุญาตให้ปรางคบกับพี่ภัคเหมือนเดิม ถ้าคุณแม่ไม่ยอม ปรางก็ไม่กลับ”

“ได้จ้ะ แม่ยอมแล้ว แม่ยอมทุกอย่าง”

“จริงๆนะคะ”

“จริงจ้ะ แม่ยอมแล้ว...กลับบ้านเรานะลูกนะ”

ปรางทิพย์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มเหมือนเด็กๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวการแก้แค้นใดๆ รัชนีสุดจะอกตรม สายใจมองดูสองแม่ลูกด้วยความสงสาร น้ำตาจะไหลตาม...

ooooooo

มุมหนึ่งหน้าบ้าน ภคพงษ์หันซ้ายหันขวามองหารสาที่พยายามเร้นกายไม่ให้เขาเห็น แต่สุดท้ายก็ไม่รอดตาเขาไปได้ เขาวิ่งมาคว้าแขนเธอไว้

“รสา...คุยกันก่อน”

“ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว” รสาสะบัดมือหนี มองเขาด้วยแววตาผิดหวังและเกลียดชัง

“อย่ามองผมด้วยแววตาแบบนี้ คุณไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร”

“ปรางทิพย์เป็นน้องสาวของคุณ คุณรัชนีเป็นแม่แท้ๆของคุณ” รสาตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจ และอึดอัดใจ

“คุณรู้...” ภคพงษ์อึ้งไปอย่างไม่คาดคิด

“ใช่...ฉันรู้ แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณต้องทำแบบนี้ ปรางทิพย์เป็นน้องสาวคุณ คุณทำแบบนั้นกับเธอได้ยังไง”

“ผมไม่ได้ล่วงเกินเธอ ผมแค่พูดเพื่อทำให้ใครบางคนเจ็บปวดเล่นๆ มันก็แค่นั้นเอง”

“คุณใจร้ายมากที่ทำแบบนี้ แล้วยังยิ้มออกมาได้ หัวใจของคุณทำด้วยอะไร คุณทำได้ยังไง”

“คนที่โตมาอย่างอบอุ่นอย่างคุณไม่มีวันเข้าใจ ตอนที่พ่อมีชีวิตอยู่ ผู้หญิงคนนั้นทำร้ายพ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่ตอนที่พ่อตาย เขาไม่อยู่ร่วมงานศพสักคืน ผมเป็นลูกชายคนเดียว เขายังทิ้งผมได้ลงคอ”

“เรื่องทั้งหมดมันเป็นแค่อดีต คุณไม่คิดจะให้อภัยเลยเหรอ”

“คนเห็นแก่ตัวอย่างนั้นไม่สมควรได้รับการให้อภัยจากใครทั้งนั้น ที่เขาต้องเจ็บปวดอยู่ทุกวันก็เพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเอง ถ้าเขาบอกความจริง ยอมรับว่าตัวเองโกหก...ผมก็พร้อมจะหยุดทุกอย่าง แต่เขาไม่ยอมรับ ความจริง คนที่คุณสมควรจะด่าตอนนี้คือเขา ไม่ใช่ผม”

ภคพงษ์ระเบิดอารมณ์ออกมา รสากลับยิ่งผิดหวังในตัวเขา

“ถ้าคุณคิดว่าแม่คุณไม่สมควรจะได้รับการยกโทษจากคุณ...คุณเองก็ไม่สมควรจะได้รับการยกโทษจากใครทั้งนั้น คุณเองก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ความสะใจของตัวเอง ไม่เคยคิดถึงจิตใจของคนอื่น ฉันเคยสงสัยว่าคุณเป็นคนยังไงกันแน่ แต่วันนี้ฉันรู้แล้ว...คุณภคพงษ์ คุณก็เป็นแค่ผู้ชายใจร้ายใจดำ ร้ายกาจอย่างที่สุด คุณสร้างเรื่องบ้าๆขึ้นมาเพื่อทรมานใจทั้งแม่และน้องของตัวเอง คุณมันไม่ใช่คน...ฉันเกลียดคุณ!!”

ภคพงษ์ช็อก...แต่ดึงดันไม่ยอมรับ “ไม่จริง คุณไม่ได้เกลียดผม”

“ฉันเกลียดคุณ” รสาย้ำเสียงดังฟังชัด

“คุณรักผม...เหมือนกับที่ผมรักคุณ”

พูดขาดคำ เขารวบตัวเธอเข้ามาจูบอย่างหนักหน่วง...รสาเงียบงันภายใต้อ้อมกอดและการประทับจูบของภคพงษ์ แต่เพียงไม่นาน เธอเรียกสติกลับคืนมา ผลักเขาออกสุดแรง ตามด้วยฟาดฝ่ามือเข้าที่หน้าเขาดังเพี๊ยะ!

“ยิ่งคุณทำแบบนี้ ฉันยิ่งเกลียดคุณ และฉันก็ไม่เชื่อว่าคนอย่างคุณจะรักใครเป็น”

รสาเอ่ยทั้งน้ำตานองหน้า ค่อยๆหันหลังเดินปาดน้ำตา จากไป ภคพงษ์ทั้งจุกทั้งเจ็บ มองตามด้วยความเสียใจ

“ไม่จริง...รสา คุณไม่ได้เกลียดผม คุณไม่ได้เกลียดผม...” ภคพงษ์รำพึงออกมาเหมือนจะปลอบใจตัวเอง...เขาไม่ยอมรับความจริง เลือกที่จะหลอกตัวเองต่อไป

ooooooo

ตอนที่ 13

บ่ายวันหนึ่ง รสาโทร.หาห้าวที่ระยองเพื่อจะขอคุยกับพิมพรรณ ปรากฏว่าสิ่งที่ได้ยินจากห้าวทำให้เธอตกใจแทบช็อก

“พิมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว พิมย้ายออกไปได้สักพักแล้ว”

“อะไรนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมพี่ห้าวไม่บอกรสสักคำ”

“พี่เห็นรสยุ่งๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเดินแฟชั่น ก็เลยไม่อยากเอาเรื่องไม่สบายใจไปรบกวน ตั้งใจว่าถ้ารสมี เวลาว่างมา...รสก็รู้เอง”

“รสขอโทษจริงๆ ช่วงนี้ยุ่งมาก รสไม่ได้กลับไประยองเลยไม่รู้เรื่อง พี่ห้าวเล่ามาให้หมดเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

ห้าวลำบากใจแต่ก็ขัดรสาไม่ได้ เล่าไปตามจริงว่าวาริชจะย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านกับพิมพรรณหลังจากไปจดทะเบียนสมรสกันมาแล้ว แต่ลุงพร้อมไม่ยอม และเกิดมีปากเสียงกันใหญ่โต ที่สุดลุงก็ยื่นคำขาดให้พิมพรรณเลือกว่าระหว่างพ่อกับสามีจะอยู่กับใคร ปรากฏว่าพิมพรรณเลือกวาริช ลุงจึงไล่ออกไปอยู่ด้วยกัน ไม่ให้กลับมาเหยียบที่นี่อีก แล้วตนก็ชกหน้าวาริชไปด้วยเพราะทนไม่ได้กับความก้าวร้าวของมัน

วางสายจากห้าวแล้ว รสาเศร้าใจและโทษตัวเองที่ไม่มีเวลาให้พิมพรรณ เรื่องราวถึงลงเอยแบบนี้ แต่ชีวินไม่คิดเช่นนั้น เขาปลอบรสาว่า ที่พิมพรรณเป็นแบบนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ ถึงเธออยู่ระยอง ก็ช่วยอะไรไม่ได้

“ไม่จริง รสอาจจะช่วยเป็นที่ปรึกษาหรือพูดเตือนสติพิมได้บ้าง ถ้ารสอยู่พิมอาจจะไม่เตลิดไปแบบนี้  ไม่อยากจะเชื่อเลย...วาริชมันทำลายชีวิตพิมได้มากถึงขนาดนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลย”

“รส...บ่ายนี้เดี๋ยววินดูงานแทนให้เอง ถ้ารสอยากกลับระยอง เก็บของแล้วไปเลยก็ได้นะ ไม่ต้องห่วงงานที่นี่”

“ขอบใจมากวิน...ขอบใจมาก” รสาน้ำตาเอ่อ ชีวินเห็นแล้วสงสาร ค่อยๆดึงเธอเข้ามากอดปลอบใจ

ปรางทิพย์เดินเข้ามาเห็นพอดี เธอตกใจอุทานเบาๆแล้วหันหลังขวับทำตัวไม่ถูก รสากับชีวินผละออกจากกัน แล้วชีวินก็แยกไปดูงานที่สวนต่อ รสากับปรางทิพย์ จึงอยู่กันตามลำพัง

สองคนพูดคุยกันด้วยไมตรี โดยเฉพาะปรางทิพย์ดูจะปลื้มรสามาก เอ่ยชมไม่ขาดปาก ทั้งเรื่องความสวยและความเก่ง ขณะที่รสาก็เอ็นดูปรางทิพย์ไม่น้อย ถ้อยคำและท่าทางของเธอแสดงถึงความจริงใจใสซื่อเป็นธรรมชาติ

คุยกันไม่นาน รสาขอตัวไปเก็บของเตรียม

กลับระยอง แต่ไม่ทันจะออกเดินทางก็เกิดเรื่องคาดไม่ถึง พักตร์วิมลตั้งใจมารอภคพงษ์แล้วเจอปรางทิพย์เข้า

อย่างจัง เธอหึงหวงหน้ามืดตามัวผลักปรางทิพย์ล้มแขนถลอกเลือดซิบ รสาทนดูไม่ได้วิ่งเข้ามาห้าม เลยโดนเล่นงานด้วยอีกคน

พักตร์วิมลอาละวาดด่าทอลืมภาพนางเอกแสนดีไปเสียสนิท พอโดนรสาศอกกลับเข้าให้บ้างก็สติหลุดทำร้ายรสาจนหัวแตก และก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกันใหญ่เพราะรสากับปรางทิพย์รวมพลังต่อต้านและต่อสู้ เปลี่ยนกับปุยนุ่นวิ่งเข้ามาห้าม ตามด้วยสายใจที่รั้งท้ายมาด้วยความตกอกตกใจ

สายใจตำหนิพักตร์วิมลอย่างไม่ไว้หน้า ส่วนพักตร์วิมลก็ยอกย้อนก้าวร้าวสายใจอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนสะบัดหน้ากลับไปด้วยความแค้นที่มีต่อทุกคน โดยเฉพาะรสากับปรางทิพย์

จากนั้น สายใจพารสากับปรางทิพย์ไปทำแผล ปรางทิพย์ห่วงใยรสามากและกล่าวโทษตัวเองเป็น

ต้นเหตุทำให้รสาเดือดร้อน

“ไม่หรอกค่ะ พี่เต็มใจเข้าไปช่วยเอง อย่าคิดมากนะคะ...พี่ต้องไปก่อนแล้ว ป้าใจคะ สวัสดีค่ะ”

สายใจรับไหว้ มองตามรสาออกไปด้วยสายตาชื่นชม เช่นเดียวกับปรางทิพย์ที่ยิ้มปลื้มมาก เมื่อ

ภคพงษ์กลับมา เธอเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง และเอ่ยชมรสาด้วยความจริงใจ

“พี่รสาเป็นคนน่ารักมากเลยนะคะ พี่เขาต้องรีบไปต่างจังหวัด แต่ก็ยังเข้ามาช่วยปรางด้วยความจริงใจ ช่วยแล้วก็ไป แบบนี้เรียกว่าสวยทั้งจิตใจสวยทั้งใบหน้า ไม่เหมือนบางคน”

“เรื่องแพต...เดี๋ยวพี่จัดการเอง พี่สัญญาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก เจ็บมั้ย”

“ก็นิดหน่อยค่ะ แต่คงน้อยกว่าพี่รสา จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นความผิดของปรางก็ได้นะคะ ที่แวะมาหาพี่ภัคโดยไม่บอกล่วงหน้า พอดีวันนี้ที่โรงเรียนเขางด แต่ปรางไม่รู้ก็เลยมาเก้อ คนรถก็กลับไปแล้ว ปรางไม่อยากรอรถ เซ็งๆก็เลยตั้งใจว่าจะมานั่งเล่นที่บ้านพี่ภัคก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน ไม่คิดว่าจะเจอพี่เขา”

“นี่กำลังคิดว่าพี่นัดแพตมา แล้วก็เลยเกิดรถไฟชนกันใช่ไหม”

“ปรางถามพี่ภัคตรงๆนะคะ พี่ภัคเห็นปรางเป็นของเล่นแค่ขำๆ เบื่อแล้วก็ทิ้งหรือเปล่าคะ” เธอเอาคำพูดของพักตร์วิมลมาถามเขาอย่างแสนซื่อ

ภคพงษ์ชะงักเล็กน้อย นึกถึงความใจร้ายใจดำของรัชนี แล้วตอบออกไปอย่างหนักแน่น

“ไม่ใช่ ความรู้สึกที่พี่มีต่อปรางมันมากกว่านั้น ปรางไม่ใช่ของเล่น แต่ปรางคือตัวจริงของพี่ เป็นผู้หญิงที่พี่รักและคิดจะจริงจังด้วยมากที่สุด”

ปรางทิพย์ยิ้มกว้างดีใจ ภคพงษ์เห็นแล้วยิ้มพอใจ แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความสะใจลึกๆ

ขณะเดียวกันนั้นที่โรงเรียนสอนภาษา รัชนีตั้งใจมารอรับลูกสาว แต่เมื่อเห็นป้ายหน้าห้องเรียนบอกว่าวันนี้งด เธอร้อนใจรีบโทร.เข้ามือถือลูกสาวทันที

ปรางทิพย์กำลังจะกินข้าวเย็นกับภคพงษ์ เธอตกใจไม่อยากรับสาย แต่ถ้าไม่รับต้องเป็นเรื่องแน่...

เมื่อได้ยินว่าลูกสาวอยู่บ้านภคพงษ์ รัชนีหน้าซีดใจสั่น สั่งเฉียบให้กลับบ้านเดี๋ยวนี้

“แต่ปรางกำลังจะทานข้าวกับพี่ภัคนะคะ ปรางขอทานข้าวก่อนแล้วค่อยกลับได้ไหมคะ”

“ไม่ได้ รีบออกมาจากบ้านนั้นให้เร็วที่สุด ถ้าปรางไม่ยอมกลับ แม่จะไปรับเอง”

“แล้วคุณแม่จะให้ปรางกลับยังไงคะ”

ภคพงษ์ฟังอยู่ตลอด ฉวยโอกาสตอบพร้อมๆกับรัชนีที่บอกว่าจะส่งรถไปรับ

“พี่ไปส่งเอง”

ปรางทิพย์ลังเลนิดหน่อยก่อนบอกแม่ว่า ไม่ต้องส่งรถมา พี่ภัคจะไปส่งเธอที่บ้าน รัชนีอ้าปากจะห้ามแต่ปรางทิพย์ชิงตัดบทเสียก่อนว่า

“แค่นี้ก่อนนะคะคุณแม่ ปรางจะรีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้ ตามที่คุณแม่ต้องการ”

ลูกสาววางสายไปแล้ว รัชนีหน้าเครียดจัด แค้นใจภคพงษ์ที่ไม่ยอมจบจริงๆ

ooooooo

เมื่อภคพงษ์ไปส่งปรางทิพย์ถึงหน้าบ้าน รัชนีซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้วแทบจะกระชากแขนลูกสาวเข้าบ้าน ถ้าไม่เห็นว่าที่แขนลูกมีรอยแผลเล็กๆ

“ไปทำอะไรมา”

“หกล้มค่ะ” ปรางทิพย์ตอบโดยไม่สบสายตาแม่

“แน่ใจ?” รัชนีคาดคั้น

“คุณควรจะไว้ใจลูกสาวของคุณนะครับ” ภคพงษ์แทรกขึ้นมา...รัชนีหันขวับไปตวาดด้วยความไม่พอใจ

“ฉันคุยกับลูกสาวฉัน กรุณาอย่ามายุ่ง”

ภคพงษ์ผงะเล็กน้อย ปรางทิพย์หน้าเสีย มองเขาด้วยความสงสาร ยิ่งรัชนีออกปากไล่ภคพงษ์กลับ เธอยิ่งเห็นใจ ถามแม่ว่าทำไมต้องพูดไม่ดีกับเขาด้วย

“เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่างปรางไม่รู้เรื่องอะไร อย่ายุ่งดีกว่า”

ปรางทิพย์น้ำตาคลอ เสียใจและน้อยใจที่โดนแม่ดุต่อหน้าภคพงษ์ ต่อต้านออกมาอย่างลืมตัว

“ถ้าคุณแม่ไม่อยากให้ปรางยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องของปราง ผู้ใหญ่อย่างคุณแม่ก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งเหมือนกัน”

“ปรางทิพย์!! มาขึ้นเสียงกับแม่แบบนี้ได้ยังไง ขอโทษเดี๋ยวนี้”

“คุณแม่ยังตะคอกใส่พี่ภัคได้ ถ้าอยากให้ปรางขอโทษ คุณแม่ก็ต้องขอโทษพี่ภัคก่อน”

ปรางทิพย์กับรัชนีมองตากันไม่มีใครยอมใคร ภคพงษ์สะใจเป็นบ้าที่เห็นแม่ลูกทะเลาะกัน รัชนีเหลือบมองเขา ใจเต้นโครมคราม พยายามระงับสติอารมณ์ เพราะรู้ว่ากำลังโดนเขาปั่นหัว

“โอเค...แม่ขอโทษ ขอโทษทั้งสองคน แม่คงจะเป็นห่วงปรางมากเกินไป แม่ขอโทษนะลูก” รัชนียิ้มแย้มกับลูกสาว รักษาภาพความเป็นคนดีไว้อย่างสุดชีวิต “แม่ว่าปรางไปอาบน้ำแล้วลงมาทานข้าวดีกว่านะลูก เดี๋ยวคุณพ่อก็จะกลับมาแล้ว เราจะได้ทานข้าวพร้อมกัน”

“ค่ะคุณแม่...ขอบคุณพี่ภัคมากนะคะที่มาส่ง สวัสดีค่ะ”

ภคพงษ์รับไหว้และส่งยิ้มให้ ปรางทิพย์ยิ้มรับค่อยๆถอนสายตา จำใจเดินเข้าบ้านไป รัชนีเห็นแววตาของลูกสาวแล้วใจหายวาบ รู้ทันทีว่าลูกตกหลุมรัก

ภคพงษ์ไปเรียบร้อย

“รู้ซึ้งแล้วใช่ไหมว่าการโดนคนที่เรารักเกลียด...มันเป็นยังไง” ภคพงษ์ทิ้งคำพูดสะใจนี้ไว้แล้วเดินออกไปทันที

รัชนีโกรธจนทนไม่ไหว ก้าวตามไปเรียกเขาอย่างฉุนเฉียว “หยุดก่อน ภคพงษ์ ฉันบอกให้หยุดคุยกันก่อน”

ภคพงษ์หยุดตามคำสั่ง หันกลับมากวนประสาทรัชนีต่อ

“ผมดีใจมากเลยนะครับ ที่วันนี้คุณอยากคุยกับผม หลังจากที่ทิ้งผมไปยี่สิบกว่าปี โดยไม่เคยคิดอยากจะคุย”

“ฉันรู้ว่าเธอเกลียดฉันมาก”

“รู้ก็ดี” เขาสวนทันควัน รัชนีถึงกับหน้าชา

“แต่ฉันขอย้ำว่าปรางทิพย์ไม่เกี่ยว”

“เกี่ยวสิ ทำไมจะไม่เกี่ยว...ปรางทิพย์คือคนที่คุณรัก ถ้าผมต้องทำร้ายจิตใจคุณ ผมก็ต้องเริ่มต้นจากการทำร้ายจิตใจคนที่คุณรัก ยิ่งปรางทิพย์เจ็บเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น และยิ่งคุณเจ็บมากเท่าไหร่ ผมยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น และอย่าคิดนะว่าการพรากปรางทิพย์ไปจากผมจะทำให้เรื่องจบ แค่ฝรั่งเศสผมไปหาเมื่อไหร่ก็ได้ คนรักกัน ยิ่งอยู่ไกลกันก็ยิ่งคิดถึงกัน ถ้าคุณตาไม่บอดก็คงจะดูออกว่าปรางทิพย์รักผมมากแค่ไหน”

“เธอใจร้ายมาก ที่ทำแบบนี้กับ...น้องสาวของตัวเอง”

“แต่มันยังเทียบไม่ติดกับสิ่งที่คุณทำกับลูกชาย

ของตัวเอง ถ้าคุณยังไม่ยอมถอดหน้ากากแม่ที่แสนดีอันจอมปลอม คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาด่าคนอื่น เพราะคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดก็คือตัวคุณเอง”

รัชนีจุกและเจ็บแทบกระอัก ยิ่งเห็นสายตาเย็นชาของภคพงษ์ ก็ยิ่งสะดุ้งวาบ...มันช่างเหมือนแววตาของเธอในวันที่ทอดทิ้งเขามาอย่างไม่ไยดี

ooooooo

ภคพงษ์กลับบ้านตัวเองอย่างสาแก่ใจ สายใจซึ่งรู้เรื่องรัชนีโทร.ตามปรางทิพย์ กำลังนั่งรออยู่หน้าบ้านด้วยความร้อนใจ

“คุณหนู...คุณผู้หญิงเป็นยังไงบ้าง โกรธหรือเปล่าคะ”

“โกรธสิ ไม่ได้โกรธธรรมดา แต่โกรธมาก ถ้าฆ่าผมได้ คงฆ่าไปแล้ว”

“แล้วคุณหนูจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่คะ”

“จนกว่าเขาจะยอมรับความจริง ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตเหมือนนางฟ้า เป็นคนดีที่ทุกคนชื่นชม มีแต่คนรักในภาพจอมปลอมที่เขาสร้างขึ้นมา เขาเหยียบพ่อกับผมไว้กับอดีตที่เขาไม่อยากจดจำ แม่แบบนี้ไม่สมควรจะได้รับความชื่นชมจากใครทั้งนั้น เขาต้องยอมบอกความจริง...ความจริงที่เขาปกปิดและหลอกลวงทุกคนมาตลอดแม้แต่สามีและลูกสาวของตัวเอง...หมดเวลาความสุขของเขาแล้ว”

“แล้วเวลาความสุขของคุณหนูล่ะคะ มันต้องหมดไปด้วยหรือเปล่า ตั้งแต่คุณผู้หญิงกลับมา ป้าไม่เห็นคุณหนูจะมีความสุขเลยนะคะ”

“เวลานี้...ขอแก้แค้นจนสะใจก่อน ส่วนเรื่องความสุข มันยังรอได้”

ภคพงษ์ตอบอย่างมั่นใจ สายใจไม่เห็นด้วยเลียบๆ เคียงๆเตือนสติ

“มันก็ไม่แน่นะคะ ความสุขบางอย่างก็อาจจะไม่รอ กว่าคุณหนูจะรู้ตัวมันอาจจะสายเกินไป” สายใจหมายถึงรสา ภคพงษ์หยุดคิด ในใจเขาคิดถึงรสาเช่นกัน...

เวลาเดียวกันนั้น รสาถึงระยองแล้ว เธอมองสภาพห้องพิมพรรณที่โล่งว่างด้วยใจโหวงๆ ทั้งคิดถึงและสงสารกับชะตาชีวิตที่พลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ ห้าวยืนอยู่ข้างหลัง บอกรสาว่ามือถือของพิมติดต่อไม่ได้ ถ้ารสาอยากคุยคงต้องไปหาที่บ้านเช่าของวาริช

“ได้จ้ะ พรุ่งนี้พิมจะไปหาแต่เช้า”

“แต่ก่อนไป...รสลองคุยกับลุงแกหน่อยดีไหม เผื่อแกจะเย็นลง แล้วใจอ่อนลงบ้าง”

รสาเห็นด้วย เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเข้ามาคุยกับอาทั้งสอง โดยมีห้าวเกาะติดสถานการณ์อยู่ตลอด

“ไม่...อาไม่มีวันยอม ถ้าอายอม มันก็จะยิ่งได้ใจ นี่ขนาดไม่ยอมมันยังไม่เห็นหัวพ่อหัวแม่ คิดจะทำอะไรก็ทำ ไม่ปรึกษาสักคำ” พร้อมประกาศเสียงแข็ง

“แต่ที่ลูกไม่ปรึกษาอาจจะเป็นเพราะเราไม่เปิดโอกาสให้ลูกก็ได้นะพี่” วิมลติงขึ้นมา

“ทำไมข้าจะไม่เปิด มันต่างหากที่ปิดตัวเอง แยกตัวเองออกไปจากครอบครัว เพราะเชื่อไอ้ผัวมัน เจอมันหยอดคำหวาน เจอมันเอาใจเข้าหน่อยก็เชื่อมันไปหมด พ่อ แม่ พี่ เพื่อน พูดอะไรก็ไม่ฟัง”

รสามองอาพร้อมด้วยความเข้าใจ บอกว่าเธอจะลองคุยกับพิม ถ้าพิมยอมเลิกกับวาริช อาจะยอมให้พิมกลับมาอยู่บ้านหรือเปล่า

“ให้มันเลิกให้ได้ซะก่อนเหอะ เรื่องจะกลับมา ประตูที่นี่เปิดรับมันเสมอ ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่ให้อภัยลูกตัวเอง แต่มันต้องใจแข็ง ต้องลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่สู้เพื่อคนอื่น แต่สู้เพื่อตัวเอง ถ้ามันไม่ยอมสู้ มันก็ต้องถูกเขาเอาเปรียบไปตลอดชีวิต”

รสาฟังแล้วก็สะท้อนใจ ลุกออกไปนอกบ้าน โดยไม่รู้ว่าห้าวยังตามติด เธอแอบบ่นกับตัวเองอย่างหนักใจ

“สู้กับใครมันก็สู้ได้ แต่สู้กับตัวเองนี่ ทำไมมันถึงยากนักนะ” พูดจบหันหลังกลับ เกือบชนห้าวที่ยืนสังเกตอยู่ตลอด “พี่ห้าว ตกใจหมดเลย มายืนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ให้สุ้มให้เสียง”

“ก็มาตั้งแต่รสพูดคนเดียวนั่นแหละ”

“จริงเหรอ” รสาถามหน้าจ๋อย ห้าวยิ่งจับผิด ดึงรสาลงนั่งแล้วซักถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า มีอะไรพูดมา อย่าหลอกกัน

“เปล่าจ้ะเปล่า ไม่มีอะไร รสไม่ได้หลอกพี่ห้าว”

“หลอกสิ หลอกเต็มๆ เราวิ่งเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ นึกเหรอว่าจะหลอกกันได้...ใคร? ใครทำให้รสไม่สบายใจบอกมา ไอ้หน้าแหย หรือไอ้ไฮโซหน้าขาว”

รสาพยายามปกปิดเรื่องส่วนตัว แต่ดูเหมือนห้าวจะรู้ทันจึงยังถามซอกแซก เพราะไม่ต้องการให้คนที่ตนรักเจ็บปวดเพราะผู้ชายเลวๆเหมือนอย่างพิมพรรณอีกคน

“พี่ห้าว...รสกับพิมไม่เหมือนกันนะจ๊ะ พี่ห้าวก็รู้ว่ารสน่ะ เข้มแข็งจะตาย”

“หัวใจนะ ไม่ใช่กล้ามแขน มันจะแข็งซักแค่ไหนเชียว...ถ้าพี่เจ็บแทนรสได้ พี่จะไม่ยุ่งเลย เพราะฉะนั้นพี่ถึงไม่อยากให้ใครมาทำให้รสต้องเจ็บ ไม่อยากทนเห็นรสเจ็บต่อหน้าต่อตาโดยที่พี่เจ็บแทนไม่ได้ มันโคตรทรมาน...ไม่ว่าจะไอ้โฮโซหน้าขาว ไอ้หน้าแหย หรือไอ้หน้าไหนก็อย่าไว้ใจ ที่สำคัญ อย่าให้พี่รู้ว่ามันทำให้รสเจ็บ พี่เอามันตายแน่”

คำพูดจริงจังของห้าวกระแทกใจรสาอย่างแรง แต่เธอไม่อยากเศร้าให้เขาเห็น หลีกเลี่ยงด้วยการขอตัวไปหาพิมพรรณ...           

พิมพรรณกำลังทุกข์หนักเพราะตัวเองท้อง เธอไม่รู้จะปรึกษาใคร แม้แต่วาริชก็ยังไม่ได้บอกให้รู้ เมื่อรสามาพบและสอบถามความเป็นอยู่ว่าสุขสบายดีไหม เธอน้ำตาร่วงเผาะ แค่นี้รสาก็รู้แล้วว่าคำตอบคืออะไร

“พิมอยู่ที่นี่ไม่มีความสุขใช่ไหม ไม่มีความสุขก็กลับบ้านเรานะ รสคุยกับอาพร้อมแล้ว อายกโทษให้พิม ถ้าพิมเลิกกับวาริชเมื่อไหร่ก็กลับบ้านได้”

“พิมกลับไปไม่ได้แล้วรส...พิมกลับไปไม่ได้”

“ทำไมจะกลับไม่ได้ หรือว่ามันขู่จะทำร้ายพิม พิมถึงไม่กล้า”

“ไม่ใช่...”

“แล้วเป็นเพราะอะไร ทำไมพิมถึงเลิกกับมันไม่ได้”

พิมพรรณลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจบอกว่าตัวเองท้อง รสาหน้าเสีย กอดพิมพรรณที่สะอื้นไห้ด้วยความสงสาร

“รส...ถ้าพิมเลิกกับวาริช ลูกก็จะไม่มีพ่อ ที่สำคัญพ่อคงไม่ยอมให้พิมเก็บลูกไว้ รสก็รู้ว่าพ่อเป็นยังไง พ่อไม่มีวันยอมรับลูกในท้องพิมแน่ๆ ถ้าพิมเลิกกับวาริช แล้วกลับไปบ้าน พิมอาจจะไม่เหลือใครเลย ทั้งสามี ทั้งลูก พิมจะไม่เหลือใครเลยจริงๆ ไม่เหลือใครเลย...”

ฟังเหตุผลของพิมพรรณแล้ว รสาถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว...เมื่อรสากลับมาเล่าให้วิมลกับห้าวฟัง พวกเขาสงสารและเห็นใจพิมพรรณ

“พิมพูดถูก ถ้าพ่อรู้ ไม่มีทางให้เก็บลูกเอาไว้แน่ๆ โธ่พิม...ทำกรรมอะไรไว้นะลูก อยู่ๆชีวิตมันถึงได้พลิกผันไปแบบนี้ เพราะผู้ชายคนเดียวแท้ๆ เพราะผู้ชายคนเดียว” วิมลพูดทั้งน้ำตา รสาเข้ามากอดปลอบ ห้าวเห็นแล้วยิ่งฮึดฮัดโกรธแค้นวาริช

“อาวิมลคิดว่า...เราควรจะบอกอาพร้อมเรื่องพิมท้องหรือเปล่า” รสาหารือ

“อย่าบอกเลย ตอนนี้อาการก็แย่มากแล้ว ถ้ารู้อีกเรื่อง อากลัวว่าจะช็อกอีกรอบ เอาไว้ให้เรื่องมันซาๆอีกสักหน่อย เผื่อให้พิมคลอดลูกให้เรียบร้อย วันนั้นพาหลานมากราบ พ่ออาจจะใจอ่อนลงมาบ้าง ระหว่างนี้อาจะแอบไปเยี่ยมพิมบ่อยๆ คนกำลังท้องกำลังไส้ต้องการกำลังใจ ไม่รู้ว่าผัวมันจะดูแลเป็นยังไงบ้าง”

“รสก็จะหาเวลากลับมาบ่อยๆนะจ๊ะ กลับมาให้มากกว่าที่ผ่านมา รสจะพยายามชดเชยให้กับพิมมากที่สุด เท่าที่รสจะทำได้”

รสาพูดเศร้าๆ ห้าวมองหน้า จับความรู้สึกได้ว่า รสาน่าจะมีอะไรในใจ กระทั่งค่ำลงห้าวทำทีมาเลียบๆ เคียงๆถามรสาว่าเหนื่อยไหม เจอแต่เรื่องหนักๆ

“รสน่ะไหว สงสารก็แต่พิม”

“แน่ใจนะว่าไหว”

“แน่ใจสิ ทำไมพี่ห้าวถามแปลกๆ”

“ก็...เรื่องไอ้ไฮโซหน้าหล่อ ตกลงตอนนี้รสกับมันเป็นอะไร...ยังไงกัน”

“ก็อย่างที่บอก เราสองคนก็เป็นแค่เจ้านายลูกน้อง รสก็เป็นแค่มัณฑนากรที่เข้าไปตกแต่งบ้านให้เขา มันก็แค่นั้น”

“ถ้าแค่นั้นก็ดี เวลาที่รสเห็นข่าวนี้จะได้ไม่เสียใจ”

“ข่าวอะไร”

ห้าวไม่ตอบแต่ยื่นหนังสือพิมพ์บันเทิงมาตรงหน้า รสาเห็นพาดหัวข่าวตัวเป้ง “นางแบบใหม่ใจถึง ย่องเข้าบ้านไฮโซหน้าหยก” มีภาพประกอบภคพงษ์ขับรถออกจากบ้านพร้อมปรางทิพย์

รสานิ่งๆ ไม่ได้ตกใจ เพราะรู้อยู่แล้ว แต่แค่เอือมหนักๆกับความรู้สึกที่เห็นภาพเห็นข่าวมาตอกย้ำ

ooooooo

ตอนที่ 12

ภคพงษ์ให้ความสำคัญกับรสามาก เขาตั้งใจออกแบบเครื่องประดับให้เธอใส่ และให้เธอเดินชุดฟินาเล่ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายปิดงาน เมื่อรสาทราบข้อมูลนี้จากเจ้าหน้าที่ในวันมาดูสถานที่จริงก็แอบปลื้ม แต่ชีวินที่มาเป็นเพื่อนช่วยดึงสติเธอกลับมาด้วยการพูดขึ้นลอยๆว่า ภคพงษ์ถนัดตบหัวแล้วลูบหลัง...

ทางด้านรัชนีที่ยังไงก็ไม่อยากให้ปรางทิพย์เดินแฟชั่นครั้งนี้ เธอพยายามโน้มน้าวลูกสาวให้เปลี่ยนใจ โดยหยิบยกเรื่องพักตร์วิมลมาพูดเป่าหู

“แม่ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นแฟนหรือว่าอยากเป็น แต่ที่แน่ๆเขาไม่อยากให้ปรางไปยุ่งกับผู้ชายของเขา”

“แต่ปรางก็ไม่ได้คิดแบบนั้นกับพี่ภัคนะคะ”

“ปรางไม่คิด แต่คนอื่นเขาคิดนะลูก แม่บอกแล้วว่าให้ระวังตัว ทางที่ดีอยู่ห่างๆภคพงษ์ไว้เป็นดีที่สุด”

“แล้วเราต้องไปแคร์ความคิดของคนอื่นด้วยเหรอคะ”

“ต้องแคร์สิลูก เราไม่ได้อยู่คนเดียวในสังคม ถ้าเราไม่แคร์สักวันเราจะตกเป็นเหยื่อ เป็นขี้ปากให้คนอื่นเขานินทา เพราะอย่างนี้แม่ถึงไม่อยากให้หนูไปเดินแฟชั่นอะไรนั่น ถ้ามันมีข่าวไม่ดีออกมา มันไม่คุ้มกันเลยนะ”

“แต่คุณแม่ก็รู้ว่าการได้ทำงานนี้มันจะทำให้ปรางได้เรียนรู้อะไรตั้งมากมาย ปรางจะไม่ปฏิเสธเพียงเพราะกลัวคนนินทาหรอกค่ะ ส่วนเรื่องผู้หญิงของพี่ภัค...ปรางว่าคุณแม่ไม่ต้องกลัวนะคะ ปรางมั่นใจว่าพี่ภัคจัดการได้”

“ตกลง...ไม่ว่ายังไงปรางก็จะไม่ฟัง จะต้องเดินแฟชั่นให้ได้?”

“ใช่ค่ะ ปรางไม่สนใจใคร ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น อย่างเดียวที่ปรางเฝ้ารอคือการได้ทดลองทำงานในวงการแฟชั่น ยังไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ ได้ลองเป็นนางแบบก็ยังดี ปรางตื่นเต้นมากๆเลยค่ะคุณแม่ อยากให้ถึงวันงานเร็วๆ”

ปรางทิพย์ไม่สนใจเรื่องที่รัชนีพยายามเป่าหูแม้แต่น้อย เธอวาดฝันถึงวันงานด้วยแววตาเป็นประกาย รัชนีเห็นแล้วยิ่งกลุ้มใจ

ooooooo

แล้ววันนั้นก็มาถึง เผด็จตรวจตราความพร้อมในทุกส่วน ทั้งหน้าและหลังเวทีทุกอย่างลงตัวหมด รวมถึงห้องวีไอพีที่ภคพงษ์สั่งให้จัดไว้สำหรับรสา และห้องส่วนตัวสำหรับปรางทิพย์ ในขณะที่พักตร์วิมลได้แต่งหน้าทำผมในห้องธรรมดารวมกับนางแบบอื่นๆ

คัพเค้กติดสอยห้อยตามมาดูแลรสาด้วย หล่อนตื่นเต้นกับความอลังการชุดราตรีสวยหรูของรสา ชีวินที่ตามมาทีหลังพร้อมขนมนมเนยเห็นเข้าถึงกับตะลึงไปเหมือนกัน

อีกห้องที่ปรางทิพย์อยู่กับรัชนีและช่างแต่งหน้าทำผม ดอกไม้พร้อมการ์ดจากภคพงษ์ถูกส่งเข้ามา แต่ยังไม่ทันถึงมือปรางทิพย์ รัชนีก็หยิบฉวยมันไปเสียก่อน เพราะเธอไม่ต้องการให้ลูกสาวหลงใหลได้ปลื้มมากไปกว่านี้ แต่พอภคพงษ์ปรากฏตัวพร้อมชุดเครื่องเพชรที่ปรางทิพย์ต้องใส่เดินโชว์ อารามตื่นเต้นดีใจปรางทิพย์ลุกพรวดจากเก้าอี้ทั้งชุดราตรีเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ รัชนีต้องยั้งอารมณ์ของ
ลูกด้วยการเอ่ยปากเตือน

“ปราง...ลุกเบาๆลูก เดี๋ยวชุดของพี่เขายับหมด”

ปรางทิพย์หน้าเจื่อนไปนิด หันมาขอโทษเจ้าหน้าที่ก่อนหันกลับไปทักทายภคพงษ์ที่อมยิ้มอยู่ในที สายตาเหลือบมองรัชนีอย่างรู้ทัน เมื่อเขาสวัสดีเธอ เธอจึงทักตอบและขอบคุณที่จัดห้องพิเศษไว้ให้ปรางทิพย์

“ไม่เป็นไรครับ สำหรับน้องปราง...แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”

รัชนีสะอึก รู้ว่าโดนแกล้งให้โกรธ แต่ปรางทิพย์ไม่รู้อะไร ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ เมื่อในห้องเหลือกันแค่สามคน ภคพงษ์ยิ่งจงใจยั่วรัชนี ชมน้องปรางสวยมาก สวยจนพี่เกือบจำไม่ได้ พูดเท่านั้นไม่พอ เขาทำท่าจะสวมใส่เครื่องประดับชุดพิเศษให้เธอด้วย แต่รัชนีลุกพรวดมาขัดเสียก่อน

“ดิฉันใส่ให้เองค่ะ คุณภคพงษ์คงจะงานยุ่ง เชิญไปเตรียมงานต่อเถอะค่ะ ทางนี้ดิฉันจัดการเอง”

ภคพงษ์มองหน้ารัชนีอย่างรู้ทัน และรู้สึกสนุกในเกมนี้มาก รัชนียิ้มเนียนๆเหมือนไม่ได้คิดอะไร

“พี่ออกไปรอดูที่หน้าเวทีนะครับ”

“ค่ะ ปรางจะทำให้เต็มที่ และทำอย่างดีที่สุดค่ะ”

“ขอบคุณครับ” เขายิ้มรับแล้วปรายตาไปทางรัชนีเล็กน้อยก่อนเดินออกไปด้วยความสะใจ

ooooooo

ชีวินคะยั้นคะยอให้รสากินขนมที่เขาซื้อมาทั้งที่รสาแต่งหน้าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว รสากลัวปากเลอะหรือไม่ก็กินลิปสติกเข้าไปด้วย เดือดร้อนช่างต้องมาแต่งให้ใหม่ คัพเค้กเลยสาธิตวิธีการกินให้อ้าปากกว้างๆ ซึ่งน่าเกลียดมาก รสากับชีวินถึงกับหัวเราะก๊ากอย่างกลั้นไม่อยู่

ภคพงษ์เข้ามาเห็นพอดี เขาชักสีหน้าเล็กน้อยเพราะหึงหวงรสา ก่อนพูดอย่างสุภาพกับคัพเค้กและชีวินว่า เชิญพวกคุณออกไปสักครู่ เขามีธุระต้องคุยกับรสา

เมื่ออยู่กันตามลำพังในห้อง ภคพงษ์ชมรสาแต่งตัวแบบนี้ดูดีไปอีกแบบ แต่จะยิ่งดูดีมากขึ้นอีกถ้ามีเครื่องเพชรชุดนี้...ภคพงษ์บรรจงใส่สร้อย ต่างหู และแหวนให้รสา ความใกล้ชิดทำให้รสาเขินอาย ยืนตัวเกร็งใจเต้นโครมคราม

“สวยมากเลยค่ะ”

“คุณเป็นแรงบันดาลใจให้ผมออกแบบเครื่องเพชรชุดนี้ ปกติผมจะได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งรอบตัว จากการเดินทาง จากหนังสือ จากเพลง แต่คุณเป็นผู้หญิงคนแรกที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผม ถ้าคุณคิดว่ามันสวย ก็เป็นเพราะคุณ”

รสาอึ้งไป หัวใจพองฟู...แล้วก็ใช้สติน้อยนิดดึงตัวเองกลับมา

“ฉันรู้มาว่าคุณให้ฉันเดินเป็นคนสุดท้าย ทำไมไม่ให้คนที่เขาเป็นมืออาชีพกว่าฉันเป็นคนปิดงาน ถ้าเกิดฉันทำอะไรพลาดขึ้นมางานคุณจะเสียหาย”

“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ ต่อให้คุณทำผิดพลาดจนงานทั้งงานพังผมก็ไม่โกรธ ขอแค่อย่างเดียว ถ้าผมทำผิดขึ้นมาบ้าง ขอให้คุณอภัยให้ผม...เท่านั้นก็พอ”

ภคพงษ์พูดแฝงไว้ด้วยความกังวลใจลึกๆ เหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่าง รสาฟังแล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

เมื่อภคพงษ์กลับออกไปแล้ว ชีวินและคัพเค้กกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง คัพเค้กตื่นตาตื่นใจกับเครื่อง ประดับ เอามือถือออกมาถ่ายรูปเป็นระวิง แต่ชีวินกลับมุ่งอยากรู้ว่าภคพงษ์พูดอะไร ทำไมพวกตนถึงอยู่ด้วยไม่ได้ พอรสาตอบอ้อมแอ้มว่าพูดเรื่องงาน ชีวินโพล่งขึ้นอย่างไม่เชื่อ


“เรื่องงาน...ตอนนี้เนี่ยนะ”

“รสหมายถึง...เขาพูดถึงเรื่องงานออกแบบเครื่องเพชรชุดนี้น่ะ”

ชีวินไม่ทันพูดอะไรต่อ เจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้ามาเชิญรสาไปเตรียมตัวด้านนอก โชว์กำลังจะเริ่ม รสาเลยชิ่งไปได้อย่างเนียนๆ

บรรยากาศหน้าเวทีคึกคัก เสียงเพลงไพเราะผสมผสานกับแสงไฟวูบวาบน่าตื่นเต้น เผด็จต้อนรับสุวิทย์ไปที่เก้าอี้ด้านหน้า ก่อนจะเดินไปทางพิทยาที่เพิ่งมาถึง

สุวิทย์มองทางโน้นทางนี้อย่างพอใจกับรูปแบบงาน เมื่อรัชนีเดินมานั่งข้างๆ เขาถามถึงลูกสาวทันที

“ลูกเป็นไงบ้าง ตื่นเต้นหรือเปล่า”

“ไม่นะคะ ฉันยังตื่นเต้นมากกว่าซะอีก”

“ดีแล้ว จะได้ไม่ตื่นเต้นจนทำให้งานเขาเสียหาย ผมว่างานนี้จัดได้ลงตัวดี ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป แขกมากันเยอะ ทั้งคนในแวดวงแล้วก็นักข่าวทั้งสายเศรษฐกิจ และบันเทิง เด็กหนุ่มคนนี้เป็นที่สนใจของคนในสังคมมากจริงๆ นี่ถ้าพ่อเขายังอยู่ต้องภูมิใจในตัวเขามากแน่ๆ”

สุวิทย์พูดด้วยความเข้าใจในหัวอกคนเป็นพ่อ แต่รัชนีสะอึก แอบจุก

“พูดถึงก็มาพอดี”

รัชนีหันมองไปตามสายตาของสุวิทย์ เห็นภคพงษ์เดินมานั่งฝั่งตรงข้าม เขาหันมายิ้มและก้มศีรษะให้สุวิทย์เป็นการทักทาย สุวิทย์ยิ้มรับ แต่รัชนียังคงวางเฉย สีหน้าเรียบนิ่ง

อีกมุมหนึ่งของคนดู พิทยานั่งอยู่ในโซนวีไอพี คัพเค้กและชีวินเดินเข้ามานั่งข้างๆ พิทยาเอียงตัวไปเม้าท์ทันที

“ยัยรสเป็นยังไงบ้าง สวยป่ะ”

“มากอ่ะ สวยแบบไม่เกรงใจนางแบบอาชีพกันเลยทีเดียว” คัพเค้กพูดไปเอ็กติ้งไปอย่างออกรส

“เริ่ดดดดด...ค่อยยังชั่ว ฉันนึกว่าจะมาขายขี้หน้าประชาชีที่นี่ซะแล้ว นี่ถ้ารู้ว่าจะสวยขนาดนี้ ฉันสั่งทำป้ายไฟมาให้ไอ้วินถือแล้ว” พิทยากำลังจะหัวเราะ แต่ต้องชะงักเมื่อมองเลยไปที่ชีวิน “ไอ้วินมันเป็นอะไรของมัน มาทำหน้าวัยทองใส่ฉันทำไม ฮึ”

“เรื่องเดิมๆ” คัพเค้กพยักพเยิดไปทางภคพงษ์ พิทยาเลยถึงบางอ้อ ถอนใจเบาๆด้วยความสงสาร

“ดูจากคู่แข่งแล้วก็น่าจะเครียดอยู่”

ชีวินนั่งหน้าเคร่งขรึม มองไปที่ภคพงษ์ด้วยความไม่พอใจ คัพเค้กสังเกตเห็นหน้าเวทีมีการเคลื่อนไหว รีบสะกิดบอกพิทยาว่าเริ่มแล้ว พิทยาตื่นเต้นเป็นการใหญ่ ถามระรัวว่าใครเดินเป็นคนแรก ใช่รสาหรือเปล่า?

ooooooo

 

ตอนที่ 11

วาริชเจ้าเล่ห์หวังมีเอี่ยวในทรัพย์สมบัติของครอบครัวพิมพรรณ แต่ฝ่ายหญิงกลับเข้าใจว่าเขาเป็นคนดีมีความรับผิดชอบถึงขนาดมาเจรจาสู่ขอเธอกับพ่อแม่ ปรากฏว่าพร้อมไม่ยกให้ ทั้งยืนยันหัวเด็ดตีนขาดไม่ให้ลูกสาวแต่งงานด้วย วาริชจึงใช้ไม้ตายบอกว่า เราสองคนมีอะไรกันแล้ว พร้อมตกใจมากถึงกับช็อกหมดสติ ห้าวกับวิมลต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

โชคดีหมอตรวจรักษาแล้วบอกว่าคนไข้ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ควรจะนอนพักดูอาการอีกวันสองวัน ครั้นรสาทราบเรื่องจากห้าวก็ตกอกตกใจ เป็นห่วงทั้งอาพร้อมที่กำลังป่วย และพิมพรรณที่กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เมื่อพิมพรรณโทร.หารสาตามคำแนะนำของห้าว รสาบอกว่าตนทราบทุกเรื่องจากพี่ห้าวหมดแล้ว ที่

อาพร้อมเป็นแบบนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ

“มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ที่พ่อเป็นแบบนี้ก็เพราะพิมทำตัวเหลวไหล ไม่รักนวลสงวนตัว ทำให้พ่อผิดหวัง มันเป็นความผิดของพิมเอง พิมผิดเอง”

“พิม...รสถามตรงๆนะ ที่วาริชบอกว่ามันมีอะไรกับพิมแล้ว มันเกิดขึ้นด้วยความเต็มใจของพิม หรือว่ามันใช้กำลัง”

พิมพรรณสะอึกพูดไม่ออก น้ำตาร่วงพรู ความอึดอัดทั้งหมดถูกปล่อยออกมาอย่างยากจะห้าม รสาได้ยินเสียงร้องไห้ก็รู้คำตอบทันที

“ร้องออกมาเลยพิม ร้องออกมาให้พอใจ รสจะอยู่เป็นเพื่อนเอง”

คราวนี้พิมพรรณร้องไม่ยั้ง รสาทั้งสงสารทั้งแค้นใจ ร้องไห้ตามไปด้วย...ภคพงษ์ยืนอยู่หน้าเรือนเล็กได้ยินทุกอย่าง ทั้งเห็นใจพิมพรรณและซึ้งใจในความมีน้ำใจของรสา เขาเดินเข้ามายื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอซับน้ำตา แต่เธอไม่รับ เขาจึงเช็ดให้เองอย่างแผ่วเบา

“ฉันบอกแล้วไงคะว่าไม่เป็นไร” รสาถอยออกห่าง พยายามทำใจแข็งและหักห้ามความรู้สึกของตัวเอง

“ยังโกรธเรื่องเมื่อคืนอยู่เหรอ”

“ฉันไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะโกรธคุณ”

“มีสิ สิทธิ์ของการเป็นคนสำคัญของผม เมื่อคืน...การที่ผมไปช้าไม่ได้แปลว่าผมไม่เห็นความสำคัญของคุณ หรือเห็นคุณเป็นของเล่น ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องรอ”

ทั้งน้ำเสียงและแววตาที่รู้สึกผิดของเขาทำให้

รสาอ่อนลง แต่ยังคงมีระยะห่างพอสมควร

“ช่างมันเถอะค่ะ ที่จริงฉันก็รอไม่นาน พอวินโทร.มาบอกว่าคุณ...ติดธุระ ฉันก็เลิกรอ และก็ขอบคุณนะคะที่เห็นว่าฉันเป็นคนสำคัญ เพื่อเป็นการตอบแทน ฉันจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด”

รสาพยายามดึงโยงเข้าเรื่องงานเพื่อป้องกันตัวเอง แล้วก็หันมาตั้งท่าจะทำงานต่อ ภคพงษ์มองอย่างรู้ทัน

“เพื่อเป็นการขอโทษ ผมทำอาหารโปรดของคุณแล้วให้ป้าสายใจจัดใส่กล่องไว้แล้ว ผมรู้ว่าเย็นนี้คุณคงไม่อยากทานที่นี่ คุณจะได้เอากลับไปทานที่บ้าน”

“อาหารโปรดของฉัน คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันชอบอะไร”

ที่แท้ป้าอาภรณ์ของรสานั่นเองที่เป็นคนจาระไนให้ภคพงษ์ฟังทางโทรศัพท์ ตกเย็นรสาหิ้วอาหารโปรดสามอย่างกลับไปกินที่บ้าน อาภรณ์เห็นหน้าตาอาหารแล้วชื่นชมภคพงษ์เป็นการใหญ่ รสาแอบประทับใจแต่ไม่อยากปล่อยใจให้เหลิงลอย เอ่ยออกมาอย่างยั้งอารมณ์

“ทำเองจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“อ้าว...ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ คุณภัคออกจะใส่ใจ”

“เดี๋ยวก็ใส่ใจ เดี๋ยวก็ไม่ใส่ใจ ขึ้นๆลงๆ เอาแน่เอานอน อะไรไม่ได้” รสาเหมือนระบายความสับสนออกมา อาภรณ์สังเกตสีหน้าและน้ำเสียงหลานสาวก่อนพูดขึ้นด้วยความเมตตา

“ความไม่แน่นอนมันมีอยู่ในทุกคน ทุกเวลา ถ้าเรารู้ในจุดนี้ก็ดี เราจะได้ไม่ยึดติด แล้วก็มีความสุขกับปัจจุบันขณะ เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนไปอย่างมีสติ เราก็จะเข้าใจมันเอง แล้วปัจจุบันขณะนี้...ก็มีของที่น่ากินมากอยู่ตรงหน้า ป้าว่าเราอย่ามัวแต่พูดอะไรคมๆกันเลยกินกันดีกว่า”

“ได้เลยค่ะ ลุย!” รสาตักอาหารกินไปคิดถึงภคพงษ์ไป ความขุ่นข้องใจที่มีจางหายเกือบหมด

หลังอาหารมื้ออร่อยนั้น รสาส่งข้อความไปขอบคุณคนทำ...และไม่นานก็มีข้อความส่งกลับมาจากเขาว่า “หายโกรธแล้วนะ” รสาอ่านแล้วยิ้มกว้างมีความสุข คิดไม่ถึงว่าเขาจะมีอารมณ์กุ๊กกิ๊กเหมือนกัน

ooooooo

ก่อนวันถ่ายแบบ ปรางทิพย์ส่งข้อความบอกภคพงษ์ว่าไม่รบกวนเขาแล้วเพราะคุณแม่จะไปเป็นเพื่อน...ภคพงษ์รับรู้ด้วยความไม่พอใจนัก อยากแกล้งและเอาชนะรัชนี เมื่อถึงวันนั้นเขาจึงไปปรากฏตัวโดยไม่บอกใครล่วงหน้า

ปรางทิพย์ดีใจมาก ตรงข้ามกับรัชนีที่หน้าตูมตึงอย่างเห็นได้ชัด บก.หนังสือจำภคพงษ์ได้จึงเชิญมานั่งกับรัชนีเพื่อรอปรางทิพย์ถ่ายแบบ พร้อมกันนี้ก็ชวนคุยโน่นนี่ทำนองว่าภคพงษ์กับปรางทิพย์กิ๊กกัน นั่นยิ่งทำให้รัชนีอึดอัด พูดโต้แย้งไปแต่พองาม

เมื่อบรรยากาศไม่น่ารื่นรมย์เหมือนตอนแรกที่มาถึง รัชนีหาทางเร่งการทำงานให้เร็วขึ้นด้วยการบอกทีมงานว่าตนกับลูกสาวมีนัดต่อเย็นนี้ ภคพงษ์มองเธออย่างรู้ทันว่าโกหก เมื่อถ่ายแบบเสร็จแต่ปรางทิพย์ยังต้องสัมภาษณ์อีกนิดหน่อย ภคพงษ์ฉวยโอกาสนี้ขออนุญาตนั่งฟังด้วย รัชนีไม่ชอบใจนักแต่ด้วยมารยาทก็ขัดคอเขาไม่ได้

“เนื่องจากว่าวันนี้คุณแม่มาด้วย พี่เอ๋ขอถามถึงคุณแม่ก่อนเลยแล้วกัน น้องปรางกับคุณแม่สนิทกันมากไหมคะ”

“มากค่ะ คุณแม่เป็นเหมือนเพื่อนปราง เข้าใจทุกปัญหา แล้วก็ช่วยปรางแก้ปัญหาทุกอย่าง เราคุยกันทุกเรื่อง ไม่เคยมีความลับต่อกัน”

ภคพงษ์อมยิ้มกับคำตอบฉะฉานของปรางทิพย์ รัชนีชะงักนิดๆ รู้ตัวตามประสาวัวสันหลังหวะ

“ในสายตาของน้องปราง คุณแม่เป็นคนยังไง”

“เป็นคนดีมากค่ะ ชอบช่วยเหลือคน ตอนอยู่ที่อังกฤษคุณแม่ทำงานการกุศลที่เกี่ยวกับเด็กกำพร้าเยอะมาก คุณแม่บอกว่าเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เป็นเด็กที่น่าสงสาร ถ้าเราช่วยได้ เราก็ต้องช่วยค่ะ”

คำตอบนี้เล่นเอาภคพงษ์รู้สึกหมั่นไส้สะอิดสะเอียน ...รัชนีสัมผัสได้ อึดอัดอยู่ไม่น้อย

“แล้วคุณพ่อล่ะคะ ปรางคิดว่าคุณพ่อมองคุณแม่เป็นคนยังไง”

“โห...เป็นนางฟ้าเลยค่ะ คุณแม่ช่วยงานคุณพ่อทุกอย่าง จำได้ว่าคุณพ่อชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วคุณพ่อก็ไว้ใจคุณแม่มาก”

ภคพงษ์ทนไม่ได้แทรกขึ้นอย่างสุภาพ “แล้วคุณพ่อน้องปรางทราบหรือเปล่าครับว่าก่อนจะแต่งงานกัน คุณแม่น้องปราง...”

“เปลี่ยนเรื่องดีกว่านะคะ” รัชนีสวนทันควันด้วย ความหวาดระแวง เธอปั้นยิ้มกับทุกคน “คุยแต่เรื่องคุณแม่ เบื่อแย่เลย ถามเรื่องเกี่ยวกับน้องบ้างดีกว่าค่ะ”

“ขอคำถามของพี่ภัคอีกข้อนึงก็คงไม่เป็นไรมั้งคะคุณแม่” ปรางทิพย์เปิดทางอย่างใสซื่อ แต่คนเป็นแม่ถึงสะอึก “พี่ภัคจะถามว่าอะไรคะ ก่อนคุณแม่จะมาแต่งงานกับพ่อ...แล้วอะไรต่อคะ”

รัชนีปรายตามองภคพงษ์ ใจเต้นโครมคราม กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ภคพงษ์สังเกตได้ไม่ยาก เขายิ้มสะใจ แล้วตอบออกไปว่า

“ไม่เป็นไรครับ พี่ได้คำตอบแล้ว...ต้องขอโทษด้วยที่ถามแทรกขึ้นมา เชิญต่อได้เลยครับ”

“ค่ะ งั้นพี่เอ๋ถามต่อก่อนเลยนะคะ น้องปรางกลับมาไทยนานหรือยังคะ”

ปรางทิพย์ยังงงๆกับคำพูดของภคพงษ์ ขณะที่รัชนีโล่งใจ แต่ลึกๆแปลกใจว่าทำไมเขาไม่ถามต่อ เธอปรายตามองเขาด้วยความไม่วางใจและอยากรู้ ภคพงษ์จิบชาท่าทางเหมือนสบายใจ แต่ข้างในกลับระอุไปด้วยความโกรธ เสียใจ และน้อยใจ

พร้อมออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่บ้านแล้ว แต่พิมพรรณก็ยังเข้าหน้าไม่ติด เธอพยายามขอโทษท่านหลายครั้งก็ไม่เป็นผล พร้อมยังคงเสียใจกับพฤติกรรมใจเร็วด่วนได้ของลูกสาว โดยเฉพาะวาริชนั้น พร้อมไม่ยอมให้เหยียบบ้านอีกเป็นอันขาด

เมื่อวาริชรู้จากพิมพรรณก็โมโหและอยากเอาชนะ เขาชวนเธอจดทะเบียนสมรสโดยโน้มน้าวว่า จดไว้ก่อน ถึงไม่มีงานแต่งงาน พ่อของเธอจะได้มั่นใจว่าเขารักเธอจริง

ด้านรสาที่ความสัมพันธ์กับภคพงษ์เหมือนจะกลับมาดีเหมือนเดิม แต่แล้ววันนี้บรรยากาศกลับอึมครึมขึ้นอีก เมื่อคัพเค้กเอาภาพข่าวภคพงษ์นำดอกไม้ไปมอบให้ปรางทิพย์ขณะถ่ายแบบ ซึ่งข่าวเขียนซุบซิบว่าสาวน้อยคนนี้เป็นกิ๊กใหม่ของเขา หนำซ้ำชีวินยังยืนยันด้วยว่าผู้หญิงในข่าวคือคนที่ตนเห็นกับภคพงษ์เมื่อวันที่เขาผิดนัดกินข้าวกับรสา

รสาฟังแล้วหน้าเจื่อน จิตตก เลี่ยงสายตาเพื่อนร่วมงานด้วยการขอตัวไปห้องน้ำทันทีเลย ขณะนั้นสายใจกับเผด็จคุยเรื่องเดียวกันนี้อยู่ที่บ้านเถลิงยศ สายใจตกใจเมื่อรู้จากเผด็จว่าปรางทิพย์คือลูกสาวของรัชนีกับสามีใหม่

“ถ้างั้นก็เป็นน้องสาวต่างพ่อของคุณหนู แล้วทำไมข่าวมัน ออกมาเป็นทำนองนี้ อ่านแล้วมันไม่ใช่พี่น้องกันเลยนะคะ”

“ก็เพราะคุณผู้หญิงไม่ได้บอกเรื่องคุณภัคกับครอบครัวใหม่น่ะสิ ตอนเจอกันที่ร้านอาหารก็ทำเหมือนคนไม่รู้จัก พูดคุยกันไปตามมารยาท”

“คุณหนูนะคุณหนู กำลังคิดทำอะไรอยู่ แล้วข่าวมันก็ออกมาทำนองนี้ ถ้าคุณผู้หญิงอ่านเจอมีหวัง...” สายใจหวั่นใจไม่กล้าพูดต่อ ขณะที่เผด็จก็เดาใจภคพงษ์ไม่ออกเหมือนกันว่าคิดจะทำอะไรกันแน่?

แน่นอนว่าคนที่มีปมอดีตในใจอย่างรัชนีไม่มีทางอยู่เฉยได้ เธอบ่นกับปรางทิพย์ก่อนจะเอาข่าวนั้นมาให้สุวิทย์อ่าน แต่สามีอ่านแล้วกลับพูดเหมือนไม่ทุกข์ร้อนใดๆ รัชนีเลยจี้ว่าเขาไม่รู้สึกบ้างหรือว่ามันไม่สมควร

“ไม่สมควรยังไง” สุวิทย์ถามงงๆ

“ก็ลูกเรายังเด็ก พอข่าวมันออกมาแบบนี้คนที่เสียหายก็คือลูกเรา คุณบอกเองว่าภคพงษ์มีข่าวกับผู้หญิงมากมายแล้วคุณ จะยอมให้ลูกเรากลายเป็นหนึ่งในความมากมายนั่นเหรอคะ”

“ผมก็ไม่อยากให้ลูกเราเป็นแบบนั้น แต่ผมคิดว่าภคพงษ์คงไม่ได้คิดกับปรางแบบผู้หญิงพวกนั้น”

ปรางทิพย์แอบพยักหน้าเห็นด้วย รัชนีหันขวับมามองตาแข็ง แค่นี้ปรางทิพย์ก็ก้มหน้างุดด้วยความเกรงกลัว

“แต่ก็เอาเถอะ เพื่อความสบายใจของคุณ ผมจะไปคุยกับคุณภัคให้เขาช่วยแก้ข่าวหรือทำอะไรให้มันดีขึ้น”

รัชนีชะงัก กลัวภคพงษ์เจอกับสุวิทย์เป็นการส่วนตัว “อย่าดีกว่าค่ะ เรื่องเล็กน้อยแบบนี้รัชจัดการเอง คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลา รัชจะไปคุยกับภคพงษ์เองค่ะ”

รัชนีทำอย่างที่พูดจริงๆ เธอเดินทางไปพบภคพงษ์ถึงร้านจิวเวลรี่ ซึ่งก่อนหน้านี้ภคพงษ์ได้คุยเรื่องงานแฟชั่นโชว์เครื่องประดับคอลเลกชั่นใหม่กับทีมงานเพื่อให้คัดสรร นางแบบอาชีพกับนางแบบกิตติมศักดิ์ เมื่อรัชนีปรากฏตัวโดยไม่คาดฝัน เขาจึงมีไอเดียบางอย่างอยู่ในใจ

ภายในห้องเหลือกันแค่สองคน ภคพงษ์เปิดฉากด้วยถ้อยคำแสนสุภาพแต่บาดลึกในใจรัชนีว่า

“รู้สึกเป็นเกียรติคุณรัชนีจำทางมาที่นี่ได้ นึกว่าจะลืมไปหมดทุกอย่าง”

รัชนีนิ่งไม่สะทกสะท้าน ไม่ต่อปากต่อคำ ถามเขาว่าเห็นข่าวนี้หรือยัง ภคพงษ์ปรายตามองหนังสือพิมพ์นิดหนึ่งก่อนพูดยิ้มๆว่า ภาพสวยดี แต่เสียดายตนน่าจะยิ้มมากกว่านี้

“ฉันคิดว่าเราคุยกันรู้เรื่องไปแล้ว ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน”

“ก็รู้เรื่องไงครับ คุณบอกให้ผมลืมอดีต ผมก็ลืม... ลืมว่าคุณกับผมเป็นอะไรกัน แล้วมันก็ทำให้ผมลืมไปด้วยว่าผมกับปรางทิพย์เป็นอะไรกัน”

รัชนีสะอึก ภคพงษ์มองหน้าอย่างเหนือชั้น ในแววตามีความกระหยิ่มร้ายอยู่ในที

“ทำแบบนี้ทำไม” น้ำเสียงเธอสั่นนิดๆด้วยความโกรธ

“ทำแล้วสบายใจก็ทำ เห็นคนที่กำลังดิ้นทุรนทุรายกับอดีตของตัวเองแล้วมันมีความสุข”

“ลูกสาวฉันไม่ใช่เครื่องมือในการแก้แค้น ชีวิตคนไม่ใช่ของเล่น หยุดซะ...ก่อนที่มันจะบานปลายมากไปกว่านี้”

“ถ้าชีวิตของลูกสาวคุณไม่ใช่เครื่องมือในการแก้แค้น แล้วชีวิตของผมคืออะไร หรือว่ามันเป็นแค่อะไรสักอย่างที่คุณอยากทิ้งไปเมื่อไหร่ก็ได้ อยากลืมมันไปเมื่อไหร่ก็ได้”

รัชนีอึ้งงัน น้ำตาจุกอยู่เบ้าตาแต่เธอไม่ยอมให้มันไหลออกมา สกัดมันไว้แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพูดเหมือนออกคำสั่งอีกครั้ง

“ไม่มีประโยชน์ที่เธอจะมาหมกหมุ่นกับคำถามนี้ ไม่ว่าชีวิตเธอจะเป็นอะไร ตอนนี้เธอก็มีทุกอย่าง ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง หน้าตาในสังคม เธอจะอยากรู้คำตอบนี้ไปทำไม อดีตถ้ามันเลวร้าย ก็ลืมมันไปซะ”

“เหมือนที่คุณลืมผมกับพ่อ! เราสองคนคงเลวร้ายมากๆ ในความคิดของคุณ” ภคพงษ์มองหน้ารัชนีด้วยความโกรธแค้น และน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด จนรัชนีต้องรีบตัดบทกลับเข้าสู่ประเด็น

“ฉันขอย้ำอีกครั้ง...อย่ามายุ่งปรางทิพย์”

รัชนีสำทับเสร็จก็หันหลังเดินออกจากห้องไปเลย ภคพงษ์รู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดกลางใจที่แม่แท้ๆไม่สนใจความรู้สึกของตัวเองแม้แต่นิดเดียว ในที่สุดเขาตัดสินใจโทร.หาสุวิทย์เพื่อขอให้ปรางทิพย์มาเดินแฟชั่นโชว์เครื่องประดับที่ทางร้านกำลังจะจัดขึ้น!

สุวิทย์ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ขอมาถามปรางทิพย์ก่อน ปรากฏว่าปรางทิพย์ตื่นเต้นและสนใจมาก

“ได้ค่ะคุณพ่อ ปรางสนใจค่ะ ปรางคิดว่าถ้าได้ร่วมงานนี้มันน่าจะเป็นประโยชน์กับการเรียน ปรางก็อยากรู้เหมือนกันว่าวงการแฟชั่นของที่นี่เป็นยังไง”

“ดีแล้วลูก ระหว่างรอเปิดเทอมก็จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เต็มที่ งั้นพ่อจะได้ตอบรับคุณภัคไป”

“ค่ะ แต่คุณแม่จะยอมเหรอคะ แค่เป็นข่าวกับพี่ภัคก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เห็นบอกว่าจะออกไปคุยกับพี่ภัคก็ยังไม่เห็นกลับมาเลย”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง คุณภัคบอกพ่อว่าหลังจากคุยกับคุณแม่ก็เลยได้ความคิดนี้ขึ้นมา พ่อเลยคิดว่าเขาสองคนน่าจะปรับความเข้าใจกันได้แล้ว”

พ่อลูกยิ้มสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเข้าใจผิดกันทั้งคู่ จนเมื่อรัชนีกลับมาได้สักพักและทราบเรื่องนี้ เธอปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมให้ปรางทิพย์ไปเดินแบบกับภคพงษ์ สุวิทย์ถึงชะงักด้วยความแปลกใจ

“แต่ผมรับปากเขาไปแล้ว ไปปฏิเสธตอนนี้จะดูไม่ดี”

“งั้นรัชเป็นคนปฏิเสธเองค่ะ”

“รัช...คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ตั้งแต่ไปคุยกับ

ภคพงษ์มาคุณดูเงียบๆ แล้วนี่ก็เหมือนจะไม่พอใจเอามากๆ ตกลงว่าคุณมีปัญหาอะไรกับภคพงษ์กันแน่ ผมนึกว่าวันนี้ไปเคลียร์กันเข้าใจแล้วซะอีก เพราะเขาบอกว่า...เขาได้ความคิดนี้หลังจากที่ได้คุยกับคุณ”

“หลังจากที่คุยกับรัช?”

“ใช่ เขาบอกว่าพอคุยกับคุณทำให้อยากร่วมงานกับปราง ก็เลยโทร.มาชวน...ผมก็ไม่รู้ว่าคุณไปคุยอะไร แต่ผมรับปากเขาไปแล้ว ผมจะไม่คืนคำ”

สุวิทย์ยืนยันหนักแน่นแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ จึงไม่เห็นว่ารัชนีหน้าซีดแค่ไหน เธอสับสนและร้อนใจว่าทำไมภคพงษ์ถึงทำแบบนี้

ooooooo

ตั้งแต่เห็นข่าวภคพงษ์กับปรางทิพย์ในหนังสือพิมพ์ รสาซึมไปอย่างเห็นได้ชัด ชีวินมองออกแต่พอถามเธอก็เฉไฉว่าไม่ได้คิดอะไร

แต่คนที่กำลังคิดมีแน่ๆคือพักตร์วิมล เธอกระเหี้ยนกระหือรืออยากรู้เหลือเกินว่าสาวน้อยในข่าวเป็นใครมาจากไหน แต่ไม่ว่าจะถามใครที่ใกล้ชิดภคพงษ์ ก็ไม่ได้คำตอบ แม้แต่รสาที่คิดว่าน่าจะรู้ก็ยังยืนยันว่าไม่รู้จัก โยนให้ไปถามภคพงษ์เอาเอง

ท้ายที่สุด พักตร์วิมลนึกถึงเจ้าของนิตรสารบันเทิงเล่มหนึ่ง เธอติดต่อไปและรออยู่ไม่ทันข้ามวันก็ได้ความกระจ่าง รู้ลึกรู้ดีไปถึงแม่ของสาวน้อยคนนั้นด้วย...

สายใจก็เป็นอีกคนที่ไม่สบายใจหลังจากเห็นข่าวภคพงษ์กับน้องสาวต่างบิดา เช้านี้มีโอกาสอยู่กันตามลำพังกับภคพงษ์ สายใจเลียบเคียงถามเขาว่ายังโกรธคุณแม่อยู่ใช่ไหม

“ไม่ใช่โกรธ...แต่มากกว่านั้น”

คำตอบของภคพงษ์ทำให้สายใจกระอักกระอ่วนไม่เป็นสุข ไม่อยากเห็นแม่ลูกบาดหมางกันไปมากกว่านี้ จึงเตือนสติแบบอ้อมๆ

“คุณหนูจะทำอะไรตามอารมณ์ป้าก็ไม่ว่า แต่อย่าลืมนึกถึงความรู้สึกของคนอื่นด้วยนะคะ”

“จะไปนึกถึงทำไม เขาเองยังไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของคนอื่น ลูกตัวเองแท้ๆยังไม่สนใจ”

“ป้าไม่ได้หมายถึงคุณผู้หญิง...แต่ป้าหมายถึงอีกคน คนที่เขาไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่รู้ว่าคุณหนูกำลังคิดจะทำอะไรอยู่ ถ้าเขาเห็นข่าว เขาอาจจะเสียใจก็ได้นะคะ”

ภคพงษ์ชะงักคิดถึงรสา จากนั้นรีบมาพบเธอที่เรือนเล็ก ชีวินอยู่ด้วยพอดี รสาไม่อยากเผชิญหน้าและทำเหมือนภคพงษ์ไร้ตัวตน คุยงานกับชีวินไปเรื่อย ภคพงษ์นึกรู้ว่าเธอต้องเห็นข่าวแล้วแน่ๆ กำลังจะหาทางปรับความเข้าใจ ก็พอดีปรางทิพย์โทร.เข้ามือถือ

รสาเห็นกับตาว่าเขาลังเลที่จะรับ แสดงว่าต้องเป็นคนสำคัญ พอเธอเดินห่างออกมานิดก็เห็นเขารับสายแล้วเดินคุยกลับออกไปจากเรือนเล็ก รสาแอบเศร้า ขณะที่ชีวินไม่พอใจอย่างแรงที่เขาไม่แคร์รสาเลย

ปรางทิพย์โทร.มาบอกเล่าว่าตื่นเต้นมากที่จะได้เดินแฟชั่นเครื่องประดับ และเธออยากทราบรายละเอียดของงาน ภคพงษ์ตอบคำถามเธอทุกอย่างด้วยความยินดี เสมือนหนึ่งคุยกับน้องสาว แต่รัชนีซึ่งแอบฟังอยู่เกิดความระแวงอย่างหนัก ครั้นจะเข้าไปห้ามก็กลัวปรางทิพย์สงสัย

ทันใดเสียงมือถือรัชนีดังขึ้น เธอรีบกดรับแล้วถอยออกมา เพราะกลัวลูกสาวรู้ว่าแอบฟัง พักตร์วิมลโทร.หารัชนีทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่หยอดมาว่าเราควรจะเจอกันเพื่อคุยเรื่องลูกสาวของรัชนีกับภคพงษ์ ซึ่งแค่นี้รัชนีก็ไม่ลังเลที่จะออกไปพบ

สองคนนัดกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พักตร์วิมลเริ่มบทสนทนาด้วยการขอบคุณรัชนีที่มาตามคำเชิญ รัชนีพูดเน้นหนักว่าถ้าเป็นเรื่องของลูก ตนไม่เคยไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว

“ท่าทางคุณรัชนีจะรักลูกสาวคนนี้มากนะคะ ถ้ารักมากห่วงมาก แนะนำว่าควรจะให้อยู่ห่างๆจากภัคของแพตให้มากที่สุด” พักตร์วิมลพูดด้วยรอยยิ้มแต่ตาจิกสุดฤทธิ์ รัชนีเข้าใจในความหมายได้ทันที

“คุณไม่ต้องห่วงนะคะ ลูกสาวดิฉันกับภคพงษ์ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างที่คุณกลัวหรืออย่างที่เป็นข่าวแน่นอน ถ้าคุณมีความสามารถมากพอจนหาเบอร์ส่วนตัวของดิฉันมาได้ คุณคงมีความสามารถพอจะรู้ว่าครอบครัวของดิฉันเป็นยังไง ข่าวที่ออกมามันก็แค่ข่าว คุณทำงานอยู่ในวงการบันเทิงก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าข่าวที่ไม่จริงก็มีอยู่มากมาย”

“ไม่จริงก็ดีค่ะ เพราะน้องยังเด็ก แพตเป็นห่วง ภัคเขาเป็นคนขี้เบื่อน่ะค่ะ ชอบของใหม่ๆ แต่ก็อยู่ได้ไม่ได้ มีแพตเนี่ยล่ะค่ะ ที่เข้าใจและอยู่กับเขาได้นานที่สุด”

“ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงนะคะ ถ้าเรื่องจะพูดมีแค่นี้...ดิฉันขอตัวกลับก่อน”

“อ้อ...ลืมบอกไปค่ะ เราคงจะได้พบกันอีกในเร็ววันนี้นะคะ เพราะแพตอยู่ในรายชื่อนางแบบกิตติมศักดิ์ในงานแฟชั่นโชว์ของภัคด้วย แล้วเจอกันค่ะ”

รัชนียิ้มรับนิดๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกมาสีหน้าเคร่งเครียดเป็นห่วงปรางทิพย์ มีลางสังหรณ์ว่างานนี้ต้องยุ่งแน่ๆ

ooooooo

หลังจากเห็นรายชื่อนางแบบที่ภคพงษ์คัดเลือกไว้แล้วมีชื่อปรางทิพย์อยู่ด้วย เผด็จรู้สึกไม่สบายใจและมาระบายให้สายใจฟัง ซึ่งสายใจก็วิเคราะห์ได้ถูกเผง

“คุณหนูทำแบบนี้คงอยากให้คุณผู้หญิงร้อนใจ ยิ่งรู้ว่าทางครอบครัวนั้นไม่รู้ความจริง คงจะยิ่งสนุกที่ได้ปั่นหัว”

“สายใจลองคุยกับคุณภัคหน่อยสิ เผื่อเธอจะเชื่อบ้าง”

“พูดแล้วค่ะ ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้คุณหนูใช้แต่อารมณ์ ไม่ใช้สติ พูดไปก็ไม่ได้ยิน”

“สายใจยังดึงสติคุณภัคกลับมาไม่ได้ แล้วใครจะทำได้”

“มีอีกคนนึงที่อาจจะทำได้ค่ะ” สายใจนึกถึงรสา แต่ไม่ได้ไปพูดกับเธอเอง ให้เผด็จขอความช่วยเหลือไปทางพิทยาน่าจะได้ผลกว่า

เมื่อรสาถูกทิพยาขอร้องแกมบังคับต่อหน้าเผด็จและสายใจ ตอนแรกเธอเกี่ยงว่าไม่เคยเดิน แล้วก็ไม่ใช่นางแบบ ไม่ใช่คนดัง แต่พอพิทยากล่อมนานเข้า อีกทั้งเผด็จกับสายใจก็ส่งสายตาวิงวอน รสาจึงต้องเลยตามเลยเพราะความเกรงใจ

เมื่อเผด็จนำรายชื่อนางแบบที่เพิ่มเติมรสาลงไปอีกคนมาให้ภคพงษ์พิจารณา ปรากฏว่าภคพงษ์ชอบมาก ไม่ขัดข้องใดๆเลย แล้วยังบอกเผด็จด้วยว่าเขาจะเตรียมเครื่องเพชรชุดพิเศษไว้ให้รสาใส่วันงาน

ส่วนญาติๆที่ระยอง พอทราบข่าวรสาจะเดิน

แฟชั่นเป็นครั้งแรกในชีวิต ทุกคนตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะวิมลกับพร้อมอยากไปให้กำลังใจรสาในวันนั้น แต่พร้อมมีข้อแม้ว่าต้องไม่มีคนอื่นไปด้วย ซึ่งก็หมายถึงวาริชนั่นเอง

พูดไม่ทันขาดคำ วาริชมารอรับพิมพรรณหน้าบ้าน ทุกคนไม่รู้ว่าทั้งคู่จะไปไหนกัน และถ้ารู้ นายพร้อมอาจถึงช็อกอีกครั้งก็เป็นได้!

วาริชพาพิมพรรณแอบไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอเสร็จเรียบร้อย...เขาปากหวานกับเธอว่า นับต่อจากนี้ไปเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว พิมพรรณยิ้มรับอย่างแสนซื่อ

“ขอให้ทะเบียนสมรสทำให้พ่อยกโทษให้พิมด้วยเถอะ” เธอรำพึงออกมาด้วยความหวัง ทั้งที่ความหวังนี้ไม่มีทางเป็นจริง...

วาริชมองทะเบียนสมรสด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ มั่นใจว่าวิธีนี้ต้องทำให้ตัวเองมีเอี่ยวในที่ดินและรีสอร์ตของนายพร้อมอย่างแน่นอน...

ooooooo

ตอนที่ 10

เมื่อวาริชต้องการแสดงความจริงใจและรับผิดชอบ ต่อการกระทำของตัวเองด้วยการขอพิมพรรณแต่งงาน ทำให้ฝ่ายหญิงปลาบปลื้มและตั้งใจจะบอกข่าวนี้กับรสาก่อนที่เขาจะไปเจรจากับพ่อแม่ แต่วาริชกลับไม่เห็นด้วย สั่งห้ามอย่างเด็ดขาด โดยให้เหตุผลว่านับจากนี้ต่อไปเขาจะเป็นทุกอย่างของเธอแทนรสาเอง

รสาร้อนใจหลังจากพยายามติดต่อพิมพรรณมาสองสามวันแล้วแต่เธอไม่รับสาย เมื่อ โทร.ถามห้าวก็ไม่ได้ คำตอบชัดเจน ห้าวบอกแต่ว่าพิมพรรณเปลี่ยนไป ดูเงียบๆ ขรึมๆไม่ค่อยพูดจาเหมือนแต่ก่อน แล้วเมื่อตอนกลางวันก็โทร.มาบอกพ่อแม่ว่าเย็นนี้มีเรื่องสำคัญมากจะคุยด้วย รสาแปลกใจว่าเรื่องสำคัญอะไร ปกติพิมพรรณต้องบอกตนเป็นคนแรก

ชีวินบังเอิญได้ยินรสาคุยโทรศัพท์กับห้าว เขาถือ โอกาสพูดเปรียบเทียบว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของเธอดี คนที่เคยเป็นคนสำคัญแล้ววันหนึ่งเหมือนไม่มีค่าอีกต่อไป ย่อมต้องไม่สบายใจเป็นธรรมดา

รสาจับความรู้สึกชีวินได้ว่าน้อยใจเรื่องภคพงษ์ ที่พักหลังมานี้เธอให้ความสนิทสนมกับเขามากขึ้น เธอขอโทษหากทำให้ชีวินรู้สึกแบบนั้น แต่มันไม่เหมือนกัน

“ไม่เหมือนยังไง” ชีวินซัก

“ไม่เหมือนที่...พิมจะบอกรสทุกเรื่อง แต่รสไม่ได้บอกวินทุกเรื่องสักหน่อย”

ชีวินน้อยใจ แต่ทำอารมณ์ดีกระเซ้าไปมาจะให้รสาพูดออกมาว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ไม่เคยบอก รสาหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะแหย่ชีวินเพื่อไม่ให้คิดมาก ภคพงษ์ เดินมาเห็นรีบเข้ามาขัดจังหวะเพราะหวงรสา แล้วบอกเธอว่าอย่าลืมสัญญาที่ตกลงกันไว้

รสาหัวใจพองโตกับนัดครั้งนี้ เธอรีบทำงานเพื่อจะกลับไปทำอาหารเย็นที่บ้านป้าอาภรณ์ไว้รอภคพงษ์ โดยไม่ลืมแอบมาขอสูตรทำอาหารโปรดของเขาจากสายใจ

ส่วนภคพงษ์ซึ่งรับปากปรางทิพย์ไว้ว่าจะพาไปถ่ายแบบ เขาขับรถไปรับเธอถึงบ้าน แต่ไม่เจอสุวิทย์กับรัชนีที่เพิ่งออกไปงานเลี้ยงข้างนอก ขณะรอปรางทิพย์ที่ห้องรับแขก ภคพงษ์เห็นรูปถ่ายครอบครัวแสนสุขของรัชนีแล้วอดสะท้อนถึงตัวเองไม่ได้ แม่ไม่เคยยิ้มแย้มแสดงความรักกับเขาและพ่อแบบนี้เลย ยิ่งคิดเขายิ่งเสียใจ น้อยใจ และกลายเป็นความแค้นใจในที่สุด

รัชนีเป็นห่วงปรางทิพย์ทุกนาที ถึงงานเลี้ยงก็ยังอุตส่าห์ปลีกตัวออกมาโทร.หาลูก ทำให้สุวิทย์เริ่มสงสัยว่าภรรยาของตนเป็นอะไรไป ทำไมถึงดูห่วงลูกมากจนผิดสังเกต

ภคพงษ์รู้ความเคลื่อนไหวของรัชนีจากปรางทิพย์ และเมื่อปรางทิพย์ต้องไปเปลี่ยนชุดเพื่อถ่ายแบบแล้วรัชนีโทร.มาอีก เขาถือวิสาสะรับสายแทนและพูดจาให้รัชนียิ่งกระวนกระวายไม่สบายใจมากขึ้นอีก ทั้งที่ความจริงเขาดูแลปรางทิพย์อย่างดีราวกับน้องสาวคนหนึ่ง
บ่ายนั้น รสาต้องมาซื้อของเพื่อเอากลับไปทำอาหารให้ภคพงษ์ เมื่อรู้ว่าชีวินมาทำงานให้ลูกค้าแถวนี้ เธอจึงแวะไปหาเขา โดยไม่รู้ว่าภคพงษ์ก็พาปรางทิพย์มาถ่ายแบบเสื้อผ้าย่านนี้เหมือนกัน แต่พอรสากลับไปแล้ว ชีวินเห็นทั้งคู่ด้วยความบังเอิญ

รสากลับมาถึงบ้านก็รีบทำของโปรดของภคพงษ์ อาภรณ์เห็นแล้วอดแซวหลานสาวไม่ได้ ก่อนจะเฉไฉเมื่อถูกชวนให้อยู่ทานด้วยกัน อ้างว่าป้ามีนัดกินโต๊ะแชร์กับเพื่อน ให้รสากินกับภคพงษ์ตามสบาย

รัชนีติดต่อปรางทิพย์ไม่ได้อีกเลยเพราะภคพงษ์ปิดมือถือของเธอหลังจากคุยกับรัชนีเป็นครั้งที่สอง โดยที่เจ้าของเครื่องไม่รู้เห็น เมื่อกลับจากงานเลี้ยงในเวลาหนึ่งทุ่มแล้วยังไม่เห็นลูกสาวที่บ้าน รัชนียิ่งกระสับกระส่าย บ่นแล้วบ่นอีกจนสุวิทย์ต้องแจกแจงให้ฟังว่า
“พอดีทางหนังสือเขาเปลี่ยนให้ปรางมาขึ้นปก ก็เลยต้องลองชุดกันใหม่ ตอนนี้คุณภคพงษ์รออยู่ เรียบร้อยแล้วจะขับรถมาส่ง”

“คุณรู้ได้ยังไงคะ”

“ภคพงษ์โทร.หาผมเอง”

รัชนีระแวงทำท่าจะออกไปรับลูกเอง นั่นยิ่งทำให้สุวิทย์รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ถามเธอตรงๆว่าเป็นอะไรหรือเปล่า รัชนีรู้ตัวว่าเริ่มมีพิรุธเกินไป อ้างว่าดึกแล้ว เกรงใจเขา

“ตอนแรกผมก็บอกว่าจะไปรับเอง แต่คุณภัคยืนยันว่ามาส่ง เขาบอกว่ารับปากคุณไว้ว่าจะดูแลปรางให้ดีๆ เขาก็เลยต้องทำตามที่พูด เขายังบอกอีกนะว่าพ่อเขาเป็นคนสอนให้เขารักษาคำพูด จะว่าไปภคพงษ์

เขาพูดถึงพ่อบ่อยๆ สงสัยจะรักพ่อมาก ผมบอกแล้วว่าเด็กคนนี้ใช้ได้ คุณไม่ต้องห่วงนะ”

สุวิทย์ยิ้มชื่นชม แต่รัชนีตัวชาวาบ ซ่อนความวิตกกังวลแทบไม่มิด

ooooooo

กว่างานถ่ายแบบของปรางทิพย์จะเสร็จก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่า ภคพงษ์ร้อนใจนึกถึงรสา แต่ยังไงเขาต้องทำตามที่รับปากสุวิทย์ไว้ พอทั้งคู่ออกจากร้านเสื้อ ชีวินเห็นอีกครั้งรีบโทร.ไปถามรสาว่าภคพงษ์ยังไปไม่ถึงใช่ไหม รสาแปลกใจว่าเพื่อนรู้ได้ยังไง ชีวินจึงเล่าให้ฟังว่าตนเห็นเขากับผู้หญิงเพิ่งจะออกจากร้านเสื้อผ้าเมื่อสักครู่นี้เอง

รสาเศร้ามาก นั่งกินอาหารคนเดียวด้วยความ

เสียใจ อาภรณ์กลับมาเห็นก็สงสาร พาลไม่พอใจภคพงษ์ ที่นัดแล้วไม่มา

ภคพงษ์รีบไปส่งปรางทิพย์ที่บ้าน และทักทายสุวิทย์กับรัชนีครู่หนึ่งเพื่อไม่ให้เสียมารยาท ปรางทิพย์ร่าเริงแจ่มใส เล่าให้แม่ฟังว่าวันนี้ตนสนุกมากๆ แค่ลองชุดแล้วก็ลองมุมกล้องยังสนุกขนาดนี้ ถ้าวันถ่ายแบบจริงๆต้องสนุกกว่านี้แน่

“ดีจ้ะ...แล้วปรางปิดมือถือทำไมล่ะลูก แม่โทร.เข้าไม่ได้เลย”

“ปรางไม่ได้ปิดนะคะ” ตอบแล้วหยิบมือถือตัวเองในกระเป๋าออกมาดู “เอ๊ะ ปิดจริงๆด้วย มันปิดได้ยังไง”

“พอดีตอนน้องปรางลองชุด คุณแม่โทร.มาพี่

ก็เลยรับให้ แล้วตอนวางคงจะพลาดไปกดปุ่มปิดเครื่องโดยไม่รู้ตัว ต้องขอโทษด้วย”

ปรางทิพย์บอกไม่เป็นไร แต่รัชนีมองหน้าภคพงษ์ อย่างไม่เชื่อ เมื่อได้ยินสุวิทย์เปิดไฟเขียวให้ปรางทิพย์ ชวนภคพงษ์ไปด้วยในวันถ่ายจริง รัชนีแทรกขึ้นทันทีว่า

“ไม่เป็นไรค่ะ รัชไปเองดีกว่า กวนคุณภคพงษ์บ่อยๆคงไม่ดี แค่วันนี้ก็มากพอแล้ว”

“ไม่มากเลยครับ ผมยินดีจะทำให้มากกว่านี้อีก ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่มีน้องสาว น้อง ปรางก็เหมือนเป็นน้องของผม ผมยินดีที่จะดูแลอย่างเต็มที่”

สงครามประสาทของสองคนแม่ลูกเริ่มระอุ...รัชนีเชิดหน้าไม่ยอมรับ ขณะที่สุวิทย์ยิ้มรับแถมชื่นชมภคพงษ์ อีกหลายคำก่อนจะชวนอยู่ทานข้าวด้วยกัน

“ขอบคุณครับ แต่ผมมีนัดแล้ว...น้องปราง วันถ่ายแบบถ้าต้องการให้พี่ไปเป็นเพื่อน โทร.บอกได้เลยครับ พี่ยินดีมาก”

“ขอบคุณมากค่ะ สวัสดีค่ะ” ปรางทิพย์ยกมือไหว้ภคพงษ์ แล้วมองตามเขาไปอย่างสุดปลื้ม

ระหว่างเดินทางด้วยความเร่งรีบ ภคพงษ์โทร.หารสาแต่เธอไม่รับสาย กระทั่งไปถึงบ้านก็พบว่าชีวินกำลังกินอาหารที่รสาทำอย่างเอร็ดอร่อย เขาพูดไม่ออกเพราะตัวเองเป็นฝ่ายผิดที่มาช้า

เมื่อรสาแสดงท่าทีมึนตึง เขาจึงขอโทษเธอจากใจ แต่เธอหันหน้าหนีบอกว่าไม่เป็นไร โชคดีที่เธอไม่ได้รอนาน รสาเดินหนีไปแล้ว ภคพงษ์รู้ว่าไม่ควรเซ้าซี้เธอตอนนี้ จึงถอยกลับไปทั้งที่ไม่สบายใจ

จู่ๆ ชีวินเดินตามมาเรียกเขาที่หน้าบ้าน บอกว่ารสารู้แล้วว่าทำไมเขาถึงมาช้า ภคพงษ์ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ชีวินจึงขยายต่อไปว่าตนเห็นเขาอยู่กับผู้หญิงอีกคน ใน เวลาที่เขาควรจะอยู่กับรสา ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงกับรสา แต่ขอให้รู้ไว้ว่ารสาไม่ใช่ของเล่นของเขา ถ้าเขาไม่เห็นคุณค่า ขอความกรุณาช่วยออกไปไกลๆ

“ถ้าผมไม่เห็นคุณค่า ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ และผมก็ขอให้คุณรู้ไว้ด้วยว่าผมไม่เคยคิดว่ารสาเป็นของเล่นของผม”

ภคพงษ์พูดเน้นหนักจนชีวินชะงักและนิ่งอึ้งไปในที่สุด ฝ่ายรสาที่ยืนมองจากหน้าต่างห้อง เธอไม่ได้ยินบทสนทนานั้น แต่ในใจครุ่นคิดสับสนว่าแท้จริงแล้วภคพงษ์รู้สึกยังไงกับเธอกันแน่

ooooooo

ตอนที่ 9

ก่อนออกจากบ้านไปพบสุวิทย์ตามนัดในเช้าวันนี้ ภคพงษ์แวะบอกสายใจให้เชิญรสาทานอาหารเย็นที่บ้านซึ่งเขาจะกลับมาทำด้วยตัวเอง สายใจรับคำแล้วก็แอบภาวนาขออย่าให้คุณผู้หญิงมาเจอกับคุณหนูของตนเลย...

แต่ในขณะนั้น สุวิทย์กำลังเร่งรัชนีที่ยังแต่งตัวไม่เสร็จ เขาต้องการให้เธอและลูกไปพบภคพงษ์ด้วยกัน รัชนีแอบหวั่นที่จะต้องเผชิญหน้ากับลูกชายที่เธอทอดทิ้งเขาไปนาน ต่างจากปรางทิพย์มีท่าทีตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด สาละวนอยู่กับการเลือกเสื้อผ้าจนต้องให้แม่มาช่วยตัดสินใจ...

ภคพงษ์ออกจากบ้านไปได้สักพัก รสาก็มาเตรียมตัวเริ่มงานที่เรือนเล็ก พอเธอทราบจากสายใจว่าภคพงษ์จะกลับมาทำอาหารเย็นให้กินก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเนื่องในโอกาสสำคัญอะไร

“ไม่ทราบค่ะ ป้าทราบแค่ว่าวันนี้คุณหนูมีประชุมกับลูกค้าคนสำคัญ อาจจะเครียด เหนื่อย เธอคงต้องการให้คุณรสาอยู่ทานอาหารเย็นเป็นเพื่อน เป็นกำลังใจให้เธอน่ะค่ะ”

“โห...หน้าที่ใหญ่ขนาดนั้น รสไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่านะคะ”

“คุณรสาไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่ทานอาหารเป็นเพื่อนคุณหนูก็พอ...นะคะ” สายใจอ้อนวอนจนรสาใจอ่อน ไม่กล้าปฏิเสธ...

ที่ร้านอาหารหรูหรา ครอบครัวสุวิทย์มาถึงก่อน ภคพงษ์กับเผด็จเล็กน้อย สองฝ่ายเผชิญหน้ากันด้วยไมตรี จะมีก็แต่ความอึดอัดส่วนตัวของรัชนีและภคพงษ์ ที่ต่างก็รู้กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งเผด็จเฝ้าสังเกตกิริยาท่าทีของทั้งคู่ด้วยความเข้าใจ

สุวิทย์ให้ความเป็นกันเองกับภคพงษ์มาก ส่วนปรางทิพย์ก็ปลื้มชื่นชมเขามากเช่นกัน รัชนีเห็นแล้วเริ่มหวั่นวิตกอยู่ในใจ ภคพงษ์เพิ่งทราบว่าปรางทิพย์คือลูกสาวของสุวิทย์กับรัชนี ดังนั้นเธอจึงมีศักดิ์เป็นน้องสาวของเขา แต่เมื่อเห็นรัชนีพูดจากันท่าลูกสาวเหมือนไม่อยากให้สนใจเขา ภคพงษ์เลยยิ่งแกล้งคุยสนิทสนม ก่อนจะทำเป็นเล่าประวัติของตัวเองกระแทกใจรัชนีจนอึ้งไป

“พ่อผมเสียไปได้ยี่สิบกว่าปีแล้วครับ ตอนนั้นผมแค่เจ็ดขวบ แต่แปลกทีี่่ผมจำอะไรหลายอย่างในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี...ทราบมาว่าคุณรัชนีเป็นคนชอบเครื่องเพชร ไม่ทราบว่าเคยได้ยินชื่อพ่อผมหรือเปล่าครับ พ่อผมชื่อพรต เถลิงยศ คุ้นหูบ้างหรือเปล่าครับ”

รัชนีนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง แล้วก็ยิ้มหวานตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ต้องขอโทษด้วยนะคะ ดิฉันคงจะโลกแคบ เลยไม่รู้จัก”

ภคพงษ์สะอึก จุกอยู่ในใจ...ปรางทิพย์ยังให้ความสนใจ อยากรู้ว่าพ่อของเขาเป็นอะไรถึงได้เสียชีวิต

“ตรอมใจ...แม่ทิ้งพ่อกับผมไปตั้งแต่ผมยังเด็กๆ พ่อผมเสียใจมากจนตรอมใจตาย”

“แล้วทำไมคุณแม่ถึงทิ้งไปล่ะคะ” ปรางทิพย์ถามซื่อๆด้วยความเห็นใจ แต่สุวิทย์เห็นว่าล้วงลึกเกินไปจึงปรามลูกสาวให้เลิกถาม

“ผมไม่ทราบว่าทำไมแม่ถึงต้องทิ้งพ่อไป...ทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ และผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไม”

ภคพงษ์ทิ้งท้ายประโยคพร้อมกับมองหน้ารัชนีเหมือนจะถามและต้องการคำตอบ รัชนีสะอึกอีกรอบ แต่ชั่วพริบตาเดียวเธอก็รับมือด้วยการยิ้มแย้ม เอ่ยชวนทุกคนทานอาหาร เดี๋ยวเย็นหมดจะไม่อร่อย

“อ้อ ผมลืมไปเลย เมื่อครู่เห็นคุณบอกว่าจะไปห้องน้ำ” สุวิทย์หันมาถามภรรยา

“ไม่เป็นไรค่ะ อาหารมาแล้ว ถ้าลุกไปตอนนี้จะเสียมารยาท เราทานกันดีกว่านะคะ เชิญค่ะ คุณภคพงษ์”

ภคพงษ์มองหน้ารัชนี คำพูดด้านลบผุดขึ้นในหัวมากมาย...รัชนียิ้มนิดๆอย่างมั่นใจ ตอนนี้เธอควบคุมด้านอ่อนแอของตัวเองไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบและแนบเนียน เผด็จเห็นใจภคพงษ์และรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศแบบนี้ อยากให้การสนทนาสิ้นสุดลงเร็วๆ

ทานอาหารกันไปสักครู่ ภคพงษ์รวบช้อนแสดงว่าอิ่มแล้ว ปรางทิพย์หน้าเสียเพราะเธอเป็นคนสั่งอาหารทั้งโต๊ะ ถามเขาว่าอาหารไม่ถูกปากหรือ?

“ไม่ครับ อาหารอร่อยมาก แต่ผมทานไม่ค่อยลง”

รัชนีชะงักเล็กน้อย แล้วก็ตักอาหารทานต่อเหมือนไม่รู้สึกอะไร

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาพบกันในวันนี้ ถือซะว่าเป็นการเริ่มต้นทำความรู้จัก ครั้งหน้าจะได้คุยเรื่องธุรกิจกันนะครับ” ภคพงษ์เอ่ยกับสุวิทย์

“ได้ครับ ด้วยความยินดี เราต้องได้เจอกันอีกแน่”

“ดีครับ ผมจะรอวันนั้น”

สุวิทย์ยิ้มรับ แล้วปรายตามองปรางทิพย์ก่อนเอ่ยกับเขาต่อไป “คุณภัคครับ พอดีปรางไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะเขาอยู่ที่อังกฤษซะส่วนใหญ่ ถ้าผมจะรบกวนให้คุณภัคช่วยเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นที่ปรึกษาเรื่องเรียนบ้างเป็นครั้งคราวจะได้หรือเปล่าครับ”

รัชนีหน้าเสีย ปรางทิพย์มองหน้าพ่อตาโต ทั้งประหลาดใจและดีใจ...ภคพงษ์มองน้องสาวต่างบิดาอย่างเอ็นดู แล้วตอบรับสุวิทย์ด้วยความเต็มใจ แต่รัชนีร้อนใจแทรกขึ้นทันทีว่า

“อย่ารบกวนคุณภัคเลยค่ะ คุณภัคคงจะงานยุ่ง...ฉันดูแลลูกเองดีกว่าค่ะ”

ปรางทิพย์แอบหน้าจ๋อยนิดๆ รัชนียิ้มให้ภคพงษ์ กล่าวขอบคุณ แต่ไม่รบกวนเขาดีกว่า

“แต่ผมเต็มใจให้รบกวน” ว่าแล้วภคพงษ์หันมาทางเผด็จ “เดี๋ยวคุณอาให้นามบัตรผมไว้กับน้องปรางนะครับ มีอะไรให้ผมช่วย โทร.มาได้ตลอดเวลา”

“ขอบคุณค่ะ” ปรางทิพย์ยิ้มสดใส รัชนีมองลูกสาวด้วยอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เผด็จส่งนามบัตรให้ปรางทิพย์ ในขณะที่ภคพงษ์หันมาร่ำลาสุวิทย์และรัชนีด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม แล้วเดินนำเผด็จออกจากร้านอาหารไป รัชนีมองตามเหมือนคิดอะไรบางอย่างก่อนหันมาบอกสุวิทย์ว่า เธอขอตัวไปห้องน้ำ แต่ความจริงแล้วเธอตามไปเรียกภคพงษ์ ขอคุยส่วนตัวด้วยสักครู่ เผด็จจึงต้องเลี่ยงไปรอภคพงษ์อยู่อีกทาง

การเผชิญหน้ากันตามลำพังทำให้ภคพงษ์แอบหวังแอบดีใจว่ารัชนีคงทักทายเขาในฐานะแม่กับลูก แต่เปล่าเลย เธอยังใช้ถ้อยคำเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสักครู่

“ดีใจที่ได้พบกัน แค่เห็นแวบแรก...ฉันก็รู้ว่าคุณเป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคตไกล ขอให้คุณมองไปข้างหน้าและเดินไปข้างหน้า เพื่อสิ่งที่ดีกว่า อย่าให้อดีตมารั้งคุณไว้ จนก้าวต่อไปไม่ได้ ขอให้คุณคิดซะว่าชีวิตคือวันนี้... และพรุ่งนี้เท่านั้น ยินดีที่ได้พบกัน”

รัชนีพูดจบก็หันหลังจะเดินกลับไป ภคพงษ์ตัดสินใจถามขึ้นทันที

“คุณจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ”

รัชนีหยุดเท้า ตอบโดยไม่หันมามองหน้าลูกชาย “ฉันเลือกที่จะไม่จำมากกว่า คุณเองก็ควรจะเลือกแบบเดียวกัน”

ภคพงษ์สะอึกอึ้ง กำมือแน่น มองรัชนีเดินทิ้งห่างออกไปจนลับตา...มันช่างเหมือนเมื่อวันวานในอดีตที่เธอทิ้งเขาไปอย่างไม่ไยดี ความเจ็บปวดที่กรีดซ้ำรอยเดิม ทำให้แววตาของเขาเปลี่ยนจากเสียใจเป็นแข็งกร้าว... ประกายความแค้นค่อยๆแทรกเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด

เผด็จยืนรออยู่ด้วยความร้อนใจ พอเห็นภคพงษ์เดินมาหาก็ทำท่าจะสอบถาม แต่เขาไม่เปิดโอกาส พูดสวนขึ้นมาว่า

“ผมโทร.เรียกให้เปลี่ยนมารับคุณอาแล้ว อีกไม่นานคงมาถึง” พูดจบเดินออกไปทันที ทิ้งเผด็จยืนงง มองตามด้วยความเป็นห่วง และอยากรู้ว่ารัชนีคุยอะไรกับภคพงษ์ ถึงได้กลายเป็นแบบนี้...

ภคพงษ์เดินลิ่วไม่เหลียวหลังเหมือนหนีอะไรบางอย่าง พอพ้นจากสายตาผู้คนก็หยุดเดิน ครุ่นคิดสับสน ความโกรธแค้นและความเสียใจประเดประดังกันเข้ามาจนยากที่จะข่มอารมณ์ให้ปกติได้...

ooooooo

บ่ายแก่ๆ ชีวินตั้งใจซื้อขนมและกาแฟมาให้รสากินแก้หิวก่อนเลิกงาน แต่โดนเธอปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเย็นนี้มีนัดกินข้าว แถมคนที่นัดก็คือภคพงษ์ ชีวินฟังแล้วยิ่งซีดจ๋อย

“วิน...พอดีรสมีเรื่องด่วนต้องคุยกับพิม รสขอโทร. หาพิมแป๊บนึงนะ เดี๋ยวมาคุยต่อ” รสาตัดบทเดินเลี่ยงออกไปพร้อมโทรศัพท์มือถือ

เวลานั้น พิมพรรณกำลังนั่งกลุ้มไม่มีกะจิตกะใจทำงาน ยังคิดไม่ตกเรื่องวาริช เมื่อเห็นรสาโทร.เข้ามาที่มือถือ พร้อมๆกับเสียงวาริชเรียกเธอดังขึ้น พิมพรรณตัดสินใจกดสายรสาทิ้งแล้วปิดเครื่องทันทีเลย

รสาสงสัยแต่ก็มองโลกในแง่ดีว่าพิมพรรณอาจจะติดประชุม แต่แท้จริงแล้วเธอรู้สึกผิดในใจ และยังไม่พร้อมจะคุยอะไรในตอนนี้กับรสา

วาริชกรุ้มกริ่มฉวยโอกาสเข้ามาหอมแก้มพิมพรรณหนึ่งฟอดใหญ่ เธอตกใจผงะถอยหนี  และมองซ้ายมองขวาอย่างระวังตัว

“อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้า มันจะดูไม่ดี”

“ก็ช่างคนอื่นเขาสิ...ผมรักพิม...ผมก็อยากแสดงออกให้คนอื่นเขารู้ ไม่เห็นจะผิดตรงไหน”

“วาริชมาหาพิมมีอะไรคะ”

“ผมมีข่าวดีจะมาบอก ผมไปบอกเลิกกับผู้หญิงทุกคนหมดแล้วนะ จากนี้ต่อไปผมจะมีพิมเพียงคนเดียว”

“พิมขอถามคำนึงนะคะ ผู้หญิงทุกคนของคุณ...มีทั้งหมดกี่คน”

วาริชชะงักหน้าเจื่อนไปนิด แล้วพูดเอาตัวรอดไหลไปเรื่อย “ก็แค่คนสองคน ไม่ได้จะเยอะแยะอะไร ที่จริงผมก็ไม่ได้จะสนใจอะไรเขาหรอก แต่เขาเป็นลูกค้ามาดีด้วย ถ้าเราทำไม่สนใจจะกระทบถึงเรื่องงาน”

พิมพรรณแบ่งรับแบ่งสู้ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง วาริช จึงรุกคืบเดินมานั่งลงข้างๆ จับมือเธออย่างรักใคร่ทะนุถนอม

“นับจากนี้ไป...ผมจะไม่สนใจพวกนั้นแล้ว ผมจะมีคุณเพียงคนเดียวนะพิม ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมจริงจังกับคุณมากๆ เย็นนี้เราไปทานข้าวกัน แล้วคืนนี้ก็...” เขาเว้นคำพูด...พลางส่งสายตาหวานฉ่ำ

“ไม่ได้ค่ะ” เธอตัดบทเด็ดเดี่ยว “เย็นนี้พิมต้องกลับไปทานข้าวกับที่บ้าน ไม่ได้บอกเขาไว้ก่อน เอาไว้โอกาสหน้านะคะ พิมขอตัวไปทำงานก่อน”

พิมพรรณลุกหนีออกไป วาริชมองตามพร้อมบ่นออกมาเบาๆอย่างไม่พอใจว่า เสียตัวแล้วยังจะเล่นตัวอีก ถ้าไม่รวยอย่าหวังว่าจะเว้าวอนขนาดนี้!

ooooooo

พิทยามาโผล่ที่เรือนเล็กอีกคน เห็นขนมกับกาแฟวางอยู่แต่ไม่มีเจ้าของเลยหยิบมากินหน้าตาเฉย ชีวินเดินกลับมาเห็นก็ยิ่งเซ็ง บ่นเจ้านายนิดหน่อยก่อนเข้าไปสมทบรสาที่ง่วนอยู่กับงาน

พิทยาเดินตรวจงานตกแต่งทั้งภายนอกภายในที่คืบหน้าไปมากด้วยความพอใจ ก่อนจะหันมาย้ำกับชีวินเรื่องจัดสวน ซึ่งรสาเห็นควรว่าอาทิตย์หน้าก็น่าจะลงมือได้แล้ว วันนี้เลยให้ชีวินมาเคลียร์ต้นไม้เก่าออก

“แล้วไป ฉันนึกว่าแกจะโดดงานมาทำตัวไร้สาระ” พิทยาประชดชีวิน แล้วหันไปกะลิ้มกะเหลี่ยกับรสา “รสจ้ะ เย็นนี้รสจะอยู่กินข้าวเย็นกับคุณภัคใช่ไหม พี่ฝากวางบิลรอบต่อไปด้วยนะจ๊ะ”

“ได้ค่ะพี่...เอ๊ะ แล้วพี่พิทตี้ทราบได้ยังไงคะว่ารสมีนัดทานข้าวเย็นกับคุณภัค” รสาหันขวับไปที่ชีวิน ปรากฏ ว่าเขารีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน

“ฉันก็ต้องมีสายข่าวของฉันบ้างสิจ๊ะ” พิทยาพูดด้วยท่าทางมีลับลมคมใน ทำเอารสากับชีวินมองหน้ากันด้วยความสงสัยสายข่าวคนนั้นเป็นใคร?

ปุยนุ่นขาเม้าท์นั่นเอง เธอบรรยายละเอียดยิบให้พิทยาฟังก่อนที่เขาจะเยื้องย่างมาที่เรือนเล็ก...พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ชีวินก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมภคพงษ์ต้องทำแบบนี้กับรสาด้วย รสาเองก็อึกอักตอบไม่ได้ พิทยาเห็นสีหน้าท่าทางข้องใจมากของชีวินก็เลยแว้ดใส่

“เขาจะทำเพราะอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก”

“ก็ผม...ผมเป็นห่วงรส”

“รสโตแล้ว เขาดูแลตัวเองได้ ตัวแก...ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเหอะ ไป...กลับ!”

“หา?” ชีวินอุทาน

“ไม่ได้ไปหา ให้กลับออฟฟิศ ไม่ไปโดนตัดเงินเดือน” พิทยาขู่ฟ่อแล้วเดินนำ ชีวินไม่กล้าหือ เดินหน้าจ๋อยๆตามหลังไป

ได้เวลาเลิกงาน รสาเข้ามารอภคพงษ์ที่เรือนใหญ่ แต่ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าเขาก็ยังไม่กลับมา สายใจร้อนใจโทร.เข้ามือถือเขาก็ไม่ติด พอโทร.ถามเผด็จก็ทราบว่า

ภคพงษ์แยกกับเขาตั้งแต่ตอนบ่าย ซึ่งเผด็จรับปากจะพยายามติดต่อให้

รสาเริ่มหงุดหงิดเพราะหิวมาก สายใจจะไปทำอะไรให้กินก่อน แต่เธอปฏิเสธด้วยความเกรงใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ รสว่ารสกลับก่อนดีกว่านะคะ”

“คุณรสาจะกลับเลยเหรอคะ ให้ป้าโทร.ตามคุณหนูอีกทีนะคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ป้าบอกรสเองว่าติดต่อเขาไม่ได้ เพราะปิดเครื่อง รสว่าเขาคงติดธุระสำคัญ รสกลับก่อนดีกว่าค่ะ ฝากเอกสารให้คุณภคพงษ์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ”

“คุณรสาอย่าโกรธคุณหนูเลยนะคะ วันนี้คุณหนูต้องเจอเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากๆ ปกติคุณหนูเป็นคนรักษาคำพูดอย่างที่สุด วันนี้คุณหนูคงมีเรื่องรบกวนจิตใจมากจริงๆ ถึงได้เป็นแบบนี้ ป้าต้องขอโทษแทนคุณหนูด้วยนะคะ”

“รสจะพยายามเข้าใจนะคะ...สวัสดีค่ะ” รสายกมือไหว้สายใจแล้วเดินออกไปด้วยความผิดหวัง และสมน้ำหน้าตัวเองอยู่ลึกๆ

หลังจากรสากลับไปได้สักพัก ภคพงษ์กลับเข้ามาด้วยอาการมึนนิดหน่อยเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ สายใจทราบทันทีว่าคุณหนูของตนต้องมีเรื่องไม่สบายใจ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องรัชนีที่ไปพบกันมาวันนี้ แต่พอสายใจพูดเรื่องรสาคอยเก้ออยู่สองชั่วโมงกว่า ภคพงษ์รู้สึกผิดหายมึนเป็นปลิดทิ้ง สั่งให้เปลี่ยนเอารถมาเตรียมไว้หน้าบ้าน

ooooooo

ที่บ้านหลังใหญ่โอ่อ่าของสุวิทย์...รัชนียังคงว้าวุ่นใจเรื่องภคพงษ์ ต่างจากสุวิทย์ที่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ พูดถึงภคพงษ์ด้วยความชื่นชม

“ผมรู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มที่ชื่อภคพงษ์นี่จริงๆ ถึงแม้จะดูแปลกๆเงียบๆไปบ้าง แต่ดูเป็นคนลักษณะดี  บุคลิกดี ไม่ขี้โม้ ขี้อวดเหมือนเด็กหนุ่มไฟแรงทั่วไป หรือคุณว่าไง”

“ก็...ไม่เลวค่ะ” รัชนีตอบกลางๆ

“ผมกำลังคิดว่าจะให้เขาเป็นพี่เลี้ยงให้ปรางทิพย์ ถ้าเขาไม่รังเกียจ”

“พี่เลี้ยงคืออะไรคะ”

“ถ้าเราทำธุรกิจด้วยกันจริงๆ ผมจะส่งปรางทิพย์ไปประกบเพื่อเรียนรู้งานจากเขา ให้เขาสอนงาน ถ้าธุรกิจที่เราทำมันไปได้ดี ลูกเราจะได้ดูแลต่อไป”

“แต่ลูกเรายังเด็กมากนะคะ”

“เรื่องเด็กผมไม่ห่วง แต่ผมห่วงเสน่ห์ของเขามากกว่า เห็นข่าวเขาควงผู้หญิงแต่ละคนไม่ซ้ำหน้า ทั้งดารา ทั้งนักร้อง ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับผู้หญิงเยอะไปหน่อย”

“แล้วคุณจะส่งลูกเราไปทำงานกับเขาเนี่ยนะคะ”

“ตอนแรกก็ไม่คิด แต่พอเห็นบุคลิกเขาวันนี้แล้ว ผมคิดว่าเขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ แต่อาจจะหล่อเลือกได้ ก็เลยกำลังเลือกอยู่ ส่วนลูกสาวเราก็คงจะเป็นอย่างที่คุณว่า...แกยังเด็กคงไม่คิดถึงเรื่องนี้ และภคพงษ์เองก็คงไม่คิดเหมือนกัน...สบายใจได้”

สุวิทย์มองโลกในแง่ดี รัชนีกลับเป็นฝ่ายวิตกกังวล อยากจะแย้งแต่ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ได้แต่นั่งนิ่งเงียบด้วยความกังวลใจ

ค่อนข้างดึก ภคพงษ์มาทำสเต็กปลาให้รสากินถึงบ้านป้าอาภรณ์ ส่วนตัวเองกินบะหมี่สำเร็จรูปที่รสาต้มไว้ก่อนหน้านี้ รสาไม่ซักถามเหตุผลที่เขาผิดนัด หากแต่รู้สึกดีที่เขายังแคร์เธออยู่ ทั้งคู่พูดคุยด้วยความไว้วางใจกันมากขึ้น ความรักก่อตัวเงียบๆภายในใจ

ขณะที่ความสัมพันธ์ของรสากับภคพงษ์กำลังไปได้สวย แต่พิมพรรณกำลังหนักใจที่วาริชจะไปคุยกับพ่อแม่เพื่อขอเธอแต่งงาน ทั้งที่เธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

ฝ่ายชีวินที่หลงรักรสา พอทราบความเป็นไปของรสากับภคพงษ์จากพิทยาซึ่งมีปุยนุ่นเป็นแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ชีวินก็ยิ่งห่อเหี่ยวหนักขึ้นไปอีก สังหรณ์ใจว่าจากนี้ไม่นานเขาอาจจะเสียรสาไป แต่ชีวินก็ยังไม่ถอดใจ บ่ายวันนี้เอง เขามาหารสาที่เรือนเล็ก เป็นจังหวะที่พักตร์วิมลกำลังวางอำนาจคาดคั้นเธอเรื่องความสัมพันธ์กับภคพงษ์ ชีวินเลยอ้างว่าตัวเองเป็นแฟนรสา เพื่อให้พักตร์วิมลเลิกราวีรสาเสียที

หลังจากพักตร์วิมลกลับไปแล้ว ชีวินขอโทษรสาที่ต้องโกหกแบบนั้น รสาเข้าใจและไม่ว่าอะไรเขาสักคำ แล้วเธอมีท่าทีเขินๆ เมื่อชีวินเห็นโน้ตของภคพงษ์ที่เขียนว่า จะรอทานอาหารฝีมือเธอ นั่นหมายความว่าสองคนนี้มีนัดกินข้าวกันอีกแล้ว!

วันเดียวกัน สุวิทย์บอกข่าวดีกับปรางทิพย์ ว่ามีทีมงานจากนิตยสารเล่มหนึ่งติดต่อผ่านพ่อให้เธอไปถ่ายแบบ ปรางทิพย์ดีใจมาก และจำได้ว่าภคพงษ์เคย สัมภาษณ์ในหนังสือเล่มนี้ พ่อลูกจึงมีความคิดตรงกันว่าจะให้ภคพงษ์ซึ่งคุ้นเคยกับทีมงานเป็นคนพาไป เนื่องจากปรางทิพย์ยังใหม่มากสำหรับการทำงานครั้งแรก

เมื่อปรางทิพย์ โทร.ติดต่อไปยังภคพงษ์ รัชนีได้ยินโดยบังเอิญ เธอแย่งโทรศัพท์จากมือลูกสาวแล้วทำท่าจะต่อว่า แต่สุวิทย์เข้ามาขัดเสียก่อนว่าเขาเป็นคนบอกให้ลูกโทร.ไปเอง เพราะเขามั่นใจว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ทำร้ายลูกสาวเราแน่นอน ทางด้านภคพงษ์รับรู้ได้ถึงความอึดอัดลำบากใจของรัชนี เขาตอบรับทันทีเมื่อปรางทิพย์ติดต่อกลับมาใหม่ และฝากเธอบอกรัชนีด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขาจะดูแลเธออย่างดีเหมือนกับน้องสาวแท้ๆ

แต่ถึงอย่างไร รัชนีก็ยังว้าวุ่นใจอยู่ดี เธอไม่ต้องการให้ทั้งลูกสาวและสามีเกี่ยวข้องกับภคพงษ์ไม่ว่าจะ

เรื่องใดก็ตาม เพราะต้องการปกปิดอดีตของเธอไว้อย่างนี้ตลอดไป

ooooooo

ตอนที่ 8

รสาดูออกว่าพิมพรรณยังไม่สบายใจเรื่องวาริช ตอนกลางวันจึงชวนเธอไปปิกนิกที่ชายทะเลห่างไกลจากรีสอร์ตพอสมควร โดยเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ ตั้งใจจะซ้อนท้ายกันไปสองคน เนื่องจากห้าวต้องขับรถยนต์ให้นายพร้อม ซึ่งตั้งใจเอาอาหารคาวหวานไปช่วยงานศพคนรู้จัก

แต่พิมพรรณแอบชวนภคพงษ์ไว้ก่อนแล้ว รสาเลยพูดไม่ออก แถมยังต้องขี่มอเตอร์ไซค์ให้เขาซ้อนท้าย เพราะคนชวนซิ่งอีกคันนำไปก่อน ครั้นถึงจุดหมายปลายทางได้ครู่หนึ่ง ไม่ทันจะตั้งวงกินอาหารที่เตรียมมา ทุกคนเห็นวาริชกับผู้หญิงหยอกล้ออี๋อ๋อกันมุมหนึ่ง พิมพรรณเสียใจมากหันหลังกลับทันที ภคพงษ์จึงให้รสาพาพิมพรรณไปก่อน ส่วนเขาจะเก็บข้าวของกลับไปเอง

พิมพรรณร้องไห้ตลอดทาง พอถึงบ้านก็หลบเข้าห้อง บอกรสาว่าขออยู่คนเดียวสักพัก รสาตามใจ แต่ยังคอย วนเวียนอยู่ที่บ้านด้วยความเป็นห่วง เมื่อห้าวรู้เรื่องจากรสาก็เป็นเดือดเป็นแค้นวาริชจอมกะล่อน อยากจะตะบันหน้ามันสักหมัดสองหมัด

ขณะที่ห้าวกำลังฮึดฮัดโมโหอยู่ต่อหน้ารสา พร้อมเดินมาตามห้าวให้ไปช่วยเสิร์ฟอาหารลูกค้าที่ร้านใน รีสอร์ต คืนนี้ลูกค้าแน่นร้าน ขนาดภัคพงษ์ยังมาช่วยอยู่ในครัว รสาทึ่งจัดที่ภคพงษ์ทำอาหารอร่อยถูกปากลูกค้า และยังช่วยแก้ปัญหาเมื่อลูกค้ารายหนึ่งต้องการเซอร์ไพรส์วันเกิดให้แฟนสาวด้วยเสียงเพลง

ภคพงษ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตโหลดโปรแกรมเปียโนลงในเครื่องอย่างรวดเร็วและเสียบสายต่อเข้าลำโพงในร้าน ไม่นานเสียงเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ก็ดังกระหึ่ม สร้างความประทับใจให้ลูกค้ารายนี้เป็นอย่างมาก และถือโอกาสขอ

แฟนแต่งงาน ท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีของทุกคน

หลังจากลูกค้ากลับที่พักหมดแล้ว ภคพงษ์ช่วยเก็บถ้วยจานล้างอย่างไม่รังเกียจ รสาเกรงใจบอกให้เขาเลิก ที่เหลือเธอจะล้างเอง

“ไม่เป็นไร ถือซะว่าผมล้างจานแลกค่าที่พักก็แล้วกัน”

“แค่วันนี้คุณช่วยทำอาหาร ช่วยเล่นดนตรี ก็เกินค่าห้องพักแล้วล่ะค่ะ”

“ไม่เป็นไร ผมอยากทำ” เขายืนยันหนักแน่น

“โอเค อยากทำก็ให้ทำค่ะ แต่อย่าไปฟ้องป้าใจ

กับคุณเผด็จนะคะ ถ้าสองคนนั้นรู้เข้า ฉันต้องโดนเอ็ดแน่ๆ”

“ไม่หรอก สองคนนั้นเขาชินแล้ว ตอนผมไปเรียนที่อังกฤษ ผมก็ทำงานที่ร้านอาหาร หนักกว่านี้ตั้งไม่รู้กี่เท่า”

“ถึงว่า...คุณทำเป็นทุกอย่างเลย เพราะอย่างนี้นี่เอง แต่เรื่องเปียโน ฉันก็เพิ่งรู้นะคะว่าคุณเล่นเป็น แสดงว่าเปียโนในเรือนหลังเล็กเป็นของคุณใช่ไหมคะ”

เขาพยักหน้ารับ และลำดับเรื่องราวให้เธอฟังด้วยความเต็มใจ

“ผมเล่นมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็หยุดไปช่วงที่คุณพ่อเสีย ไม่ได้เล่นอยู่ 3 ปี อาเผด็จก็ส่งผมไปเรียนอังกฤษตอน 10 ขวบ ครอบครัวที่ผมไปอยู่ด้วย เขาเห็นว่าเด็กที่เติบโตตามลำพังควรจะมีงานอดิเรกสักอย่างเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

จิตใจ ผมก็เลยกลับมาเล่นเปียโนอีกครั้ง แล้วก็เล่นมาเรื่อยๆ”

รสานิ่งฟัง ประหลาดใจที่เขาเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยเย่อหยิ่งถือตัว กลับยอมเปิดเผยเรื่องส่วนตัวอย่างเป็นธรรมชาติ

“รสา...เป็นอะไร” เขาสงสัยเมื่อเห็นเธอเงียบไป

“อ๋อ เปล่าค่ะ แค่แปลกใจที่อยู่ๆคุณก็เล่าเรื่องส่วนตัวให้ฉันฟัง”

“จริงสิ ผมไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังมานานแล้ว คุณคงเป็นคนพิเศษมากๆ ผมถึงเล่าให้คุณฟัง”

รสาฟังแล้วเขิน รีบกลบเกลื่อนด้วยการยกจานที่ล้างแล้วไปเก็บ ส่วนห้าวแอบเห็นโดยตลอด ไม่พอใจอย่างมาก ตามไปดักภคพงษ์ขณะเดินกลับห้องพัก ถามเขาว่าคิดยังไงกับรสา

“ผมคิดว่า...ผมไม่จำเป็นต้องบอกคุณ”

“จำเป็นสิ เพราะรสคือคนที่พวกเรารัก แกจะทำร้าย หรือทำให้รสเสียใจไม่ได้ ฉันไม่ยอม”

“ถ้าคุณห่วงเรื่องนั้น...ผมบอกได้เลยว่าผมไม่มีวันจะทำร้ายรสา ไม่ว่าผมจะคิดยังไงกับเธอ ผมจะไม่มีวันทำให้เธอเสียใจ”

“จำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดี ถ้าเมื่อไหร่ที่รสต้องเสียใจเพราะแก...ฉันไม่เอาแกไว้แน่” ห้าวสำทับเสียงขุ่น หน้าตาขึงขังยืนยันว่าพูดจริงทำจริง!

ขณะนั้น รสาคุยกับพิมพรรณในห้องนอน รสาไม่เห็นด้วยที่พิมพรรณจะไปพบวาริชในวันพรุ่งนี้ แนะนำว่าควรบอกเลิกทางโทรศัพท์ หรือไม่ก็ส่งข้อความไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปด้วยตัวเอง

“ไม่ได้...ถ้าพิมทำแบบนั้นก็เท่ากับหนีปัญหา คนยังต้องทำงานด้วยกัน จะมองหน้ากันไม่ติด”

“งั้น...รสไปด้วย”

“อย่าเลย รสจะรีบกลับกรุงเทพฯแต่เช้าไม่ใช่เหรอ พิมไม่อยากให้รสเสียเวลา”

“เรื่องของพิมสำคัญเสมอ รสไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา”

“ขอบใจจ้ะ แต่พิมอยากจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง รสกลับกรุงเทพฯไปเถอะนะ ไม่ต้องห่วง”

รสาคิดนิดหนึ่งก่อนเสนอให้พี่ห้าวไปแทน พิม-พรรณส่ายหน้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

“ยิ่งไม่ได้ใหญ่ พี่ห้าวไปด้วยมีแต่จะยุ่ง...รส เชื่อใจพิมเถอะนะ พิมจัดการเรื่องนี้ได้”

“รสไว้ใจพิม แต่ไม่ไว้ใจไอ้กะล่อนนั่น”

“วาริชคงไม่กล้าทำอะไรหรอก เพราะเขาเองก็มีคนอื่นอยู่แล้ว พิมไปบอกเลิก เขาน่าจะดีใจด้วยซ้ำ” พูดไปแล้วอดเศร้าไม่ได้ น้ำตารื้นขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“เข้มแข็งไว้นะพิม ไม่ว่ายังไง พิมยังมีรส ยังมีทุกคนที่นี่อยู่เคียงข้างพิมเสมอนะ”

พิมพรรณน้ำตาร่วง รสาสงสารจับใจ กอดปลอบและให้กำลังใจเธออย่างเต็มที่

ooooooo

หลังจากมาเก้อเมื่อวันก่อน และจนป่านนี้ก็ยังติดต่อภคพงษ์ไม่ได้ เช้าวันนี้พักตร์วิมลจึงมาที่บ้านเถลิงยศอีกครั้ง สอบถามปุยนุ่นด้วยท่าทีข่มขู่ เมื่อไม่ได้คำตอบก็ไปคาดคั้นเปลี่ยนถึงเรือนเล็ก อยากรู้ว่ารสาไปไหน

“ไม่ทราบครับ ก็วันนี้เป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ปกติคุณรสาก็ไม่เข้ามาอยู่แล้ว จะมีก็แต่คนงานมาทำงาน ส่วนผมก็แค่มานั่งเฝ้าตามที่คุณภัคสั่งครับ”

“แล้วรู้หรือเปล่าว่าบ้านนังกรรมกรมันอยู่ไหน”

“ผมไม่ทราบครับ ผมทราบแต่ว่าคุณรสาเป็นคนออกแบบตกแต่งภายใน ไม่ใช่กรรมกร”

“นี่แกกล้ามาย้อนฉันเหรอ”

“ผมไม่ได้ย้อน ผมแค่อธิบายให้กระจ่าง”

“ยังจะย้อนอีก!!” เธอแว้ดใส่จนเปลี่ยนสะดุ้ง รีบเอามือปิดปากตัวเอง “ไม่ได้เรื่อง! อย่าให้ฉันตามหาภัคเจอนะ ฉันจะฟ้องให้หมดเลย”

พักตร์วิมลเดินกระฟัดกระเฟียดออกไป เปลี่ยนได้แต่มองตามพร้อมกับส่ายหน้าระอาใจ จากนั้นไม่นานเปลี่ยนก็มารายงานสายใจ โดยมีปุยนุ่นนั่งจาระไนอยู่ก่อน... สายใจสุดเอือมระอาพฤติกรรมของพักตร์วิมล จึงไม่อยากให้ภคพงษ์รีบกลับมา อุตส่าห์รีบโทร.ไปบอกรสา ให้ชวนคุณหนูของตนอยู่ต่ออีกวันสองวัน แต่ต้องผิดหวังเพราะรสากำลังเก็บของเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯพอดี

พอสายใจวางสาย ปุยนุ่นเอ่ยขึ้นอย่างโล่งอก

“คุณภัคกลับมาสักที ปุยนุ่นจะได้ไม่ต้องโกหกคุณพักตร์วิมล คนยิ่งโกหกไม่เก่งอยู่ เกือบหลุดตั้งหลายครั้ง”

“นังปุย คราวนี้ห้ามหลุดเด็ดขาดเลยนะ ถ้าคุณพักตร์วิมลรู้ว่าคุณหนูไปต่างจังหวัดกับคุณรสามีหวังคุณรสาอยู่ไม่สุขแน่”

“ทราบแล้วค่ะ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ปุยนุ่นไม่หลุดแน่”

“เฮ้อ...คิดๆแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อ นางเอกละครแสนดีในจอ ตัวจริงจะร้ายกาจขนาดนี้ ฉันยังจำหน้าตอนที่คุณเธอตวาดเมื่อกี๊ได้อยู่เลย” เปลี่ยนบ่นอุบ

“ดาราเขาก็ไม่ได้จะเป็นแบบนี้กันทุกคน แต่อาจจะเป็นคราวเคราะห์ของคุณหนูที่ได้มาเจอกับคนนี้เข้า ฉันก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูจะแยกแยะได้ว่าแบบไหนที่เป็นทองชุบ แบบไหนที่เป็นทองแท้” สายใจสรุปด้วยความเป็นห่วงนายของตนอย่างจริงใจ

ooooooo

เผด็จได้ข้อมูลประวัติของสุวิทย์มาแล้ว ซึ่งในเอกสารที่เห็นทำให้เผด็จตกใจคาดไม่ถึง ต้องรีบมาบอกสายใจให้รับรู้ด้วยอีกคน

สายใจเห็นรูปถ่ายรัชนีกับสุวิทย์ก็ช็อกไปเหมือนกัน รำพึงออกมาว่า “และแล้ว...โชคชะตาก็นำพาคุณผู้หญิงกลับมาจนได้”

“แต่กลับมาแบบนี้ ไม่รู้ว่าคุณภัคเธอจะว่ายังไง ฉันก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะให้คุณภัคไปหรือไม่ไป”

“เรื่องนี้เราคงต้องให้คุณหนูตัดสินใจด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาคุณหนูต้องรับผลจากการกระทำของคนอื่นโดยไม่มีทางเลือกมานานแล้ว ครั้งนี้คุณหนูจะได้เป็นคนเลือกสักทีว่าอยากจะหนี หรือว่าอยากจะเจอ”

เผด็จพยักหน้าอย่างเข้าใจและเห็นด้วย สายใจก้มมองที่รูปรัชนีอีกทีด้วยความกังวลลึกๆ ขณะเดียวกันนั้นที่บ้านสุวิทย์ ปรางทิพย์กำลังคุยจ้อกับพ่อแม่ด้วยเรื่องภคพงษ์ ซึ่งเธอตั้งข้อสังเกตว่าเขามีอะไรที่เหมือนกับเธอหลายอย่าง

“พี่เขาชอบเล่นเปียโน ชอบงานออกแบบ เครื่องเพชรที่ร้านเขาออกแบบเองตั้งหลายชิ้นนะคะ ปรางเองก็ชอบออกแบบ ถึงจะเป็นออกแบบเสื้อผ้าแต่ก็เป็นงานออกแบบเหมือนกัน ที่แปลกกว่านั้น...ปรางกับเขา เรามีเลือด กรุ๊ปเดียวกันด้วยนะคะ กรุ๊ปเอเหมือนคุณแม่เลยค่ะ”

รัชนีอึ้งปั้นหน้าไม่ถูก ได้แต่ตอบกลบเกลื่อนเหมือนไม่ตกใจ “แม่ว่าเลือดก็มีอยู่ไม่กี่กรุ๊ป จะเหมือนกันบ้างก็ไม่น่าแปลก”

ปรางทิพย์จ๋อยลงเล็กน้อยที่โดนเบรก แต่สุวิทย์กลับสนใจหันมาถามลูกสาวว่า เลือดกรุ๊ปเอเป็นคนยังไง

“ก็เป็นคนไม่ชอบทะเลาะกับใคร เชื่อมั่นใน

ตัวเอง ไม่ชอบโต้แย้งเพราะเชื่อว่าความคิดตัวเองถูกอยู่แล้ว เลยไม่จำเป็นต้องขอความคิดของคนอื่น เป็นคนรักสิ่งสวยงาม มีรสนิยมดี ถ้าอยากทำธุรกิจกับเขา คุณพ่ออย่าไปทำให้เขาโกรธนะคะ คนเลือดกรุ๊ปเอไม่ค่อยโกรธใคร แต่ถ้าโกรธแล้วจะหายยากมากๆ โดยเฉพาะถ้าไปทำให้เขาเจ็บปวด หรือเสียใจ เขาจะทำใจไม่ได้เลย จะเฝ้าถามตัวเองว่าทำไมๆ หาเหตุผลที่ตัวเองโดนทำร้าย... กับคุณแม่ก็เหมือนกัน เขาบอกว่าผู้หญิงเลือดกรุ๊ปเอ ถ้ารักแล้วรักมาก แต่ถ้าหมดรักแล้ว เธอก็พร้อมจะสลัด

คุณออกจากหัวใจได้อย่างเข้มแข็ง”

รัชนีฟังแล้วแอบสะเทือนใจถึงอดีต ตอนหันหลังให้พรตอย่างไม่เหลือเยื่อใย แม้แต่ลูกตาดำๆเธอยังทิ้งเขามา...แต่ปรางทิพย์ยังคงพูดต่อโดยไม่รู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจผู้เป็นแม่

“เพราะฉะนั้น...คุณพ่อต้องทำให้คุณแม่รักมากๆ

นะคะ ไม่งั้นโดนทิ้งไม่รู้ด้วย”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง พ่อดูแลแม่เขาอย่างดีอยู่แล้ว และพ่อก็รักแม่มากที่สุด จะหาคนอื่นรักแม่มากกว่าพ่อไม่ได้อีกแล้ว”

ปรางทิพย์ส่งเสียงแซวพ่อ รู้สึกปลื้มแทนแม่...สองพ่อลูกหันมามองรัชนีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก รัชนีจำใจต้องยิ้มรับทั้งที่จริงๆอดีตกำลังตามหลอกหลอนจนใจแทบไม่เป็นสุข

ooooooo

รสาขับรถมาส่งภคพงษ์หน้าบ้านหลังใหญ่ ทั้งคู่ยิ้มแย้มหน้าตาสดใส ต่างจากตอนไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะภคพงษ์รู้สึกประทับใจมาก บอกเธอว่าการไประยองครั้งนี้ทำให้เขามีความสุข และนับจากนี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่เขาอยู่กับเธอ มันจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป...

ภคพงษ์เดินเข้ามาในบ้านด้วยความสบายใจ แต่แล้วบรรยากาศความอึมครึมบางอย่างก็ปรากฏขึ้น เมื่อเขาเห็นเผด็จกับสายใจรออยู่ในอาการเคร่งขรึม

“อาเผด็จ ป้าใจ...มีอะไรหรือเปล่า”

“นี่เป็นแฟ้มประวัติของคุณสุวิทย์ วงศ์เธียรสถิตย์ นักธุรกิจที่ขอพบคุณภัค ในแฟ้มมีทั้งประวัติการทำงาน และครอบครัว อาพูดเท่านี้ ที่เหลือคุณภัคดูเองดีกว่าครับ”

ภคพงษ์รับแฟ้มมาด้วยความแปลกใจ สีหน้าค่อยๆซีดลงเมื่อเห็นรูปรัชนีในแฟ้มนั้น

“ผม...ไม่ได้เข้าใจอะไรผิดใช่ไหม”

“ครับ...ภรรยาของคุณสุวิทย์คือคุณรัชนี ก่อนหน้านี้ทั้งครอบครัวพักอยู่ที่อังกฤษ แต่ตอนนี้ทุกคนย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทยเป็นการถาวร คุณสุวิทย์ต้องการจะพบคุณภัคเพื่อเจรจาธุรกิจส่งออกเครื่องเพชร ทางเขาต้องการพบคุณภัคโดยเร็วที่สุด แต่อายังไม่ได้ตอบรับกลับไป อารอให้คุณภัคตัดสินใจ”

“ถ้าคุณหนูไม่สบายใจก็ไม่ต้องไปเจอนะคะ”

“บางครั้งคนเราก็ต้องทำสิ่งที่มันขัดกับความสบายใจของตัวเอง เพื่อให้ได้รู้ความจริงบางอย่าง อาเผด็จครับ...นัดคุณสุวิทย์ได้เลย บอกเขาว่าผมพร้อมเสมอ และอยากเจอโดยเร็วที่สุด”

ภคพงษ์แน่แน่วเฉียบขาด...ไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะทำให้เขาเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต

ooooooo

รสากลับมาเจอชีวินที่บ้านป้าอาภรณ์ ชีวินร้อนใจเรื่องรสาไประยองกับภคพงษ์ แต่ฟอร์มว่ารีบเอาของฝากจากเชียงใหม่มาฝากเธอกับป้า

เมื่อป้าเปิดโอกาสให้คุยกันตามลำพัง ชีวินจึงรัวเป็นชุดใส่รสาว่า ภคพงษ์ตามเธอไประยองได้ยังไง แล้วไป นานแค่ไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง

“โห...ถามเป็นชุดเลย”

“อืม...รสก็ต้องตอบเป็นชุดด้วยนะ”

รสาตอบไปพลางรื้อสมุดงานออกมาวางบนโต๊ะเตรียมทำงานไปพลาง เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เน้นย้ำว่าทุกอย่างเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

“คนอย่างภคพงษ์เนี่ยนะกระโดดขึ้นรถไปโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว แล้วยังไปนอนบังกะโลไม่มีแอร์ ซ้อนมอเตอร์ไซค์ ทำอาหาร เสิร์ฟอาหารแล้วยังจะล้างจานอีก...ถ้าเป็นคนอื่นเล่า วินไม่เชื่อแน่ๆ”

“ถ้ารสไม่เห็นกับตาตัวเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน คุณภัคเป็นคนแปลกจริงๆนะ ยิ่งรู้จักยิ่งไม่เหมือนกับที่คิด คนเราดูแค่ภายนอกไม่ได้จริงๆ”

ชีวินมองหน้ารสา เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเธอแล้วใจเสีย เอ่ยปากเตือนกึ่งดักคอ

“อย่าบอกนะว่ารสหลงเสน่ห์เพลย์บอยเนื้อหอมอย่างภคพงษ์เข้าแล้ว”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่ะ รสไม่ได้หลง แค่เห็นในสิ่งที่คิดว่าจะเห็นแค่นั้นเอง และสิ่งที่เห็นมันก็คือความจริง”

“แล้วที่เมื่อก่อน รสเห็นว่าเขาเป็นคนไม่น่าไว้ใจ มันไม่ใช่ความจริงเหรอ”

รสาชะงักกึก ตอบคำถามนี้ไม่ได้จริงๆ

“ที่วินถาม...ก็แค่เป็นห่วง ไม่อยากให้รสต้องเสียใจเพราะมองคนผิด”

ชีวินเตือนรสาด้วยความเป็นห่วง เริ่มมองออกว่าความรู้สึกที่รสามีต่อภคพงษ์มากกว่าเจ้านายกับลูกน้อง

ooooooo

เย็นนั้น พิมพรรณขับรถไปพบวาริชที่บ้านเช่าโดยไม่บอกให้ห้าวรู้ บอกแค่ว่ายืมรถไปธุระส่วนตัว...ฝ่ายวาริชนั้นรออยู่แล้ว เพราะได้รับข้อความจากพิมพรรณตั้งแต่เมื่อคืน เขาจัดเตรียมอาหารไว้หลายอย่าง ท่าทางดีใจไม่ได้ระแคะระคายอะไรเลย ขนาดเธอพูดออกมาว่ารู้ความจริงหมดแล้ว เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าความจริงอะไร

พิมพรรณเริ่มน้ำตาคลอ ชี้แจงด้วยเสียงอันสั่นเครือ “พิมเห็นคุณกับผู้หญิงคนอื่น เมื่อวานนี้ตอนกลางวัน

ที่สะพาน คงไม่ต้องให้บอกว่าผู้หญิงหน้าตาเป็นยังไง แต่งตัวยังไง และคุณสองคนทำอะไรกันบ้าง”

“พิม!...พิมใจเย็นๆก่อนนะ พิมฟังผมก่อน”

“พิมไม่ฟัง คุณนั่นแหละที่ต้องฟังพิม...เราเลิกกันเถอะ”

“ผมไม่ยอมเลิกนะ ผมไม่ยอมเลิกกับคุณนะพิม”

“คุณจะรั้งพิมไว้ทำไมคะ ในเมื่อคุณเองก็มีคนอื่น คุณควรจะซื่อสัตย์กับเขา เราควรจะเลิกกัน”

วาริชกอดรัดเธอไม่ปล่อย ปากก็พร่ำพูดว่าไม่เลิก ยังไงก็ไม่เลิก ผู้หญิงคนอื่นสำหรับเขาไม่สำคัญแม้แต่ นิดเดียว พิมคือคนที่สำคัญที่สุด เขายอมเลิกกับทุกคนเพื่อเธอ

“ไม่ค่ะ พิมจะไม่ขอให้คุณทำแบบนั้น และคุณก็ไม่จำเป็นต้องทำ ไม่ว่ายังไงพิมก็ต้องเลิกกับคุณ เราเลิกกันเถอะค่ะ” พิมพรรณย้ำหนักแน่น พร้อมกับสะบัดหนีจะกลับออกไป วาริชเห็นท่าไม่ดีรีบเปลี่ยนมุกใหม่

“โอเคๆ เลิกก็เลิก ถ้าคุณต้องการแบบนั้น ผมเลิกก็ได้ แต่ก่อนจะเลิกกัน ผมขออะไรสักอย่าง...ช่วยทานข้าวกับผมเป็นครั้งสุดท้าย ผมทำอาหารเพื่อคุณ มันอาจเป็นมื้อสุดท้ายที่เราจะได้กินด้วยกัน คุณจะให้เกียรติทานกับผมได้หรือเปล่า”

วาริชออดอ้อนด้วยน้ำเสียงและสายตาอย่างเต็มที่... ครู่เดียวพิมพรรณผู้อ่อนต่อโลกก็ใจอ่อนยอมกินข้าวด้วย วาริชฉวยโอกาสตอนไปหยิบน้ำแอบใส่ยานอนหลับในแก้วของเธอ มาดหมายรวบหัวรวบหางให้ได้ในคืนนี้

ผ่านไปพักเดียว พิมพรรณมีอาการมึนเบลอและหมดสติไปในที่สุด ตกเป็นเหยื่อความกะล่อนเจ้าเล่ห์ของเขาจนได้...เมื่อเธอรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว ได้แต่ร่ำไห้ด้วยความเสียใจ เจ็บใจ

“ผมทำไปเพราะความรักนะพิม ผมรักคุณ รักมาก มากที่สุด รักจนยอมทำทุกอย่างได้เพื่อไม่ให้เลิกกับคุณ ผมเองก็ไม่รู้ตัวว่ารักคุณมากแค่ไหน จนคุณขอเลิก ผมถึงได้รู้ว่าผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ...ผู้หญิงคนอื่นเป็นแค่ของเล่นของผม คุณเท่านั้นคือตัวจริง ผมยอมเลิกกับทุกคนเพื่อคุณ” วาริชปากหวานออดอ้อน แต่พิมพรรณยังนิ่งมองอย่างลังเล “วันนี้คุณอาจจะไม่เชื่อผม แต่ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็น นับจากนี้ไปผมจะมีคุณคนเดียวคนเดียวจริงๆ”

วาริชยืนยันหนักแน่นจนพิมพรรณใจอ่อน พยักหน้าน้อยๆแทนคำตอบ

ตอนที่ 7

วันนี้รสาลางานครึ่งวันเพื่อไประยอง แต่ไม่ทันที่เธอจะออกเดินทาง ห้าวก็โทร.มาเล่าให้ฟังว่า

เห็นวาริชเดินจูงมือผู้หญิงที่ตลาด ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่น้องสาวเพราะท่าทางกะหนุงกะหนิงสนิทสนมกันมาก ซึ่งตนยังไม่กล้าบอกพิมพรรณ จะรอให้รสามาก่อน

คำบอกเล่าของห้าวทำให้รสายิ่งร้อนใจ เธอรีบเก็บของเตรียมออกเดินทางโดยไม่ลืมเอาแฟ้มงานมาฝากเปลี่ยนไว้ให้เผด็จ...ปะเหมาะพอดีภคพงษ์ต้องการหนีพักตร์วิมลที่โทร.มาบอกปุยนุ่นว่าเธอกำลังจะถึงบ้าน ภคพงษ์จึงขึ้นรถไปกับรสาโดยไม่มีใครรู้เห็น

เมื่อพักตร์วิมลมาเก้อ เธอโวยวายเอากับปุยนุ่นอย่างหัวเสีย พอลองโทร.เข้ามือถือภคพงษ์ ปรากฏว่าได้ยินเสียงมันดังอยู่บนโต๊ะในบ้าน นั่นยิ่งทำให้เธอหงุดหงิดงุ่นง่านไปกันใหญ่

ภคพงษ์มาตัวเปล่า ไม่มีแม้เงินติดกระเป๋า ระหว่างทางเขาหิวข้าว รสาที่ไม่ได้เต็มใจให้เขามาจึงต้องเป็นคนจ่าย ซึ่งเธอก็กำชับห้ามเขากินของแพงอย่างเด็ดขาด และเมื่อเขายียวนกวนใส่ รสาเลยแกล้งสั่งแต่อาหารรสจัดมาทั้งนั้น คิดว่างานนี้นายไฮโซปากดีต้องมีอันปากแดงกันบ้างล่ะ แต่กลายเป็นว่าคนที่เผ็ดจนปากแทบพองต้องพึ่งน้ำเปล่าไปหลายขวดคือรสาเสียเอง

ภคพงษ์กินเผ็ดเก่งตั้งแต่สมัยเรียน คุยอวดรสาว่าตอนอยู่อังกฤษเขาทำอาหารกินเองเผ็ดมากกว่านี้อีก แค่นี้ระดับอนุบาล รสาฟังแล้วหมั่นไส้ ยิ่งได้ยินเขาเปรยขึ้นว่า ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว...เธอยิ่งไม่พอใจทำตาพองใส่

“ไม่ต้องทำตาดุใส่ผมหรอกน่า ตาก็โตอยู่แล้ว ยิ่งถลึงตายิ่งน่ากลัว”

รสาค้อนขวับ ภคพงษ์ยิ้มเอ็นดู ใช้ช้อนกลางเขี่ยพริกออกจากอาหารแยกใส่จานให้รสากินต่อ เพราะรู้ว่าเธอยังไม่อิ่ม รสาทำเชิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตักกุ้งมากิน พอเห็นเขาอมยิ้มก็รีบออกตัวว่า ที่กินเพราะเสียดายของ ภคพงษ์ถึงกับส่ายหน้าในความดื้อของเธอ แววตาเขาอ่อนโยนและเป็นสุขอย่างประหลาด

กินอาหารเสร็จ ภคพงษ์ยังเดินชมตลาดและซื้อขนมกับผลไม้กินอย่างเอร็ดอร่อย โดยคอยชี้บอกให้รสาเป็นคนจ่ายเงิน รสาชักไม่สบอารมณ์ เขม่นแล้วเขม่นอีก แต่เขาก็ยังลอยหน้าต่อไป แถมบางครั้งยังแอบแหย่เธออย่างนึกสนุก

นอกจากอาหารการกินแล้ว รสายังต้องหาซื้อเสื้อผ้าลำลองให้เขาอีกหนึ่งชุด ระหว่างนี้เองห้าวโทร.เข้ามือถือ

รสา ถามว่าถึงไหนแล้ว รสาบอกว่าแวะกินข้าวอยู่ที่ตลาด แล้วเดี๋ยวจะไปรับพิมพรรณเอง ให้พี่ห้าวรออยู่ที่บ้าน

ส่วนที่บ้านเถลิงยศ เผด็จกับสายใจกำลังวุ่นวายใจไม่รู้ว่าภคพงษ์หายไปไหน คิดไปคิดมาสายใจนึกถึง

รสา ลองโทร.ถาม พอได้ความว่าคุณหนูของตนไปกับเธอจริงๆ ก็โล่งใจหายห่วง ฝากฝังรสาดูแล และบอกด้วยว่าไม่ต้องรีบให้กลับมา นานๆทีคุณหนูจะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด

ที่หน้าโรงเรียน เด็กๆทยอยกลับกันเกือบหมดแล้ว พิมพรรณยืนรอวาริช ก่อนหน้านี้เธอโทร.หาเขาหลายครั้งแต่เขาไม่รับสาย พอมาถึงเขารีบแก้ตัวพัลวันว่างานยุ่ง ลูกค้าที่ร้านเกมส์เรื่องมาก เลยต้องคุยกับเขาเยอะหน่อย พิมพรรณพยักหน้าเข้าใจ แล้วบอกเขาว่าวันนี้รสาจะมารับ ต้องขอโทษด้วย

“ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนี่ครับ รสมาก็ดี จะได้

ชวนกันไปหาอะไรทานที่ตลาด แล้วนี่รสจะมาถึงหรือยังครับ”

รถรสาแล่นเข้ามาพอดี พิมพรรณกับวาริชเดินไปหา เมื่อรู้เห็นว่ารสามีหนุ่มหล่อมาด้วย วาริชรีบแสดงตัวเป็นแฟนพิมพรรณ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่กลัวเขาจะเกาะแกะแฟนของตน นอกจากนี้วาริชยังคุยอวดรวยข่มภคพงษ์จนรสาแอบหมั่นไส้ ขณะที่ภคพงษ์กลับวางเฉย ไม่อวดตัวแถมยังถ่อมตนว่าทำธุรกิจเล็กๆของครอบครัว

“แล้วไม่ทราบว่าคุณกับรสเป็นอะไรกันครับ”

“เป็นเพื่อนกันครับ แต่เป็นเพื่อนที่สนิทกันมากกว่าเพื่อนปกติ” ภคพงษ์พูดหน้าตาเฉย รสาหันขวับมาจ้อง นึกว่าเขาจะสลด กลับโอบไหล่เธอโชว์วาริชเสียอีก

“ดีเลยครับ พิมบอกว่ารสยังโสด ถ้ามีแฟนสักทีก็ดี พิมจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

รสาหันมองวาริชด้วยความไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันได้ด่าอะไร วาริชชิงพูดขึ้นก่อน

“ผมว่าเราไปหาอะไรทานที่ตลาดกันดีไหมครับ ผมเลี้ยงเอง”

“ดีครับ” ภคพงษ์ชิงตอบก่อนรสา พิมพรรณรีบสนับสนุนให้รสาไปกับภคพงษ์ ส่วนเธอไปกับวาริชแล้วไปเจอกันที่ตลาด

คล้อยหลังสองคนนั้น รสาโวยภคพงษ์ทันทีว่า ใครเป็นเพื่อนเขา ใครสนิทกับเขามากกว่าเพื่อนปกติ แล้วใครจะไปกินข้าวกับเขาที่ตลาด จะทำอะไรปรึกษากันสักนิดได้ไหม

“ผมตอบว่าเป็นเพื่อนก็ดีแล้ว...ดีกว่าตอบว่าเป็นแฟน”

“คุณภัค!”

“ทำตาโตใส่อีกแล้ว...ผมพูดเล่น ที่ผมต้องตอบแบบนั้นเพราะวาริชหวงพิม เขากลัวผมจะไปจีบ ผมตอบเลี่ยงมาแบบนี้ เขาจะได้สบายใจ”

“แต่ฉันไม่สบายใจ”

“ไม่เป็นไรหรอก คุณโกรธง่ายหายเร็ว ได้คุยกับพิมสักพักเดี๋ยวก็หาย...ไป รีบไปได้แล้ว เดี๋ยวสองคนนั้นจะรอนาน” เขาตัดบทเดินนำไป รสาโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากถอนใจเซ็งๆ

ooooooo

มืดค่ำแล้วลูกสาวยังไม่กลับ พร้อมเริ่มบ่นด้วยความเป็นห่วง แต่พอวิมลมาบอกว่าพิมพรรณอยู่กับรสาแล้วก็ภคพงษ์ที่ตลาด คนเป็นพ่อค่อยคลายกังวล แต่ห้าวกลับหน้าเสียเมื่อรู้ว่านายไฮโซหน้าขาวมากับรสาด้วย

ภคพงษ์ยังคงทำตัวติดดิน ไม่ปริปากฐานะแท้จริงของตนต่อหน้าวาริชและพิมพรรณ ปล่อยให้วาริชคุยโอ่อวดรวยไปตามสบาย

“ที่จริง ระหว่างที่รถของรสเสีย บอกผมก็ได้นะครับ ผมจะได้ให้คนที่บ้านที่เชียงใหม่เอารถมาให้ยืม ไม่ต้องลำบากให้คุณภัคขับรถมาส่ง”

รสามองหน้าวาริชด้วยความหมั่นไส้ พอหันไปทางพิมพรรณก็ชะงัก เพราะรายนั้นยิ้มด้วยความปลื้มใจ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้ลำบาก” ภคพงษ์ตอบอย่างสุภาพ

“ผมก็ไม่ลำบากเหมือนกัน ที่เชียงใหม่ผมมีรถอยู่หลายคัน แต่ผมไม่อยากเอามาเยอะ อีกอย่างผมอยากจะลองใช้ชีวิตอยู่แบบสมถะดูบ้าง”

พิมพรรณยิ้มรับสนับสนุนอย่างเชื่อหมดหัวใจ ว่าวาริชอยากจะลองมาต่อสู้ สร้างฐานะด้วยตัวเอง

“ใช่ครับ...ที่ผ่านมาผมอาจจะเป็นเหมือนคุณหนูลอยไปลอยมา แต่หลังจากที่ผมเจอพิม ผมอยากจะหยุดและสร้างครอบครัวสักที”

พิมพรรณยิ้มปลื้ม แต่รสาไม่ค่อยเชื่อน้ำคำวาริช ภคพงษ์ปรายตามาเห็นปฏิกริยาของรสาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ส่วนวาริชยังไม่หยุดโอ้อวด

“พูดถึงเชียงใหม่แล้วก็นึกได้ คุณภัคไม่สนใจจะซื้อที่ทำบ้านพักตากอากาศไว้ที่โน่นสักหลังเหรอครับ ผมหาที่ให้ได้นะ”

“ขอบคุณ แต่คงไม่ไหวหรอกครับ”

“เอาน่า...ไม่ต้องแพงเหมือนที่บ้านผมก็ได้ ราคาถูกๆก็มี สนใจหรือเปล่า”

คราวนี้รสาคิดว่าภคพงษ์คงจะตอกกลับวาริช

แต่เขากลับพูดอย่างสุภาพเช่นเดิมว่าขอบคุณ เอาไว้ถ้าตนพร้อมมากกว่านี้แล้วจะบอก...รสาขัดใจเป็นบ้า เมื่อสบโอกาสออกมาหน้าตลาดกันสองคน เธอถามภคพงษ์ทันทีว่า ทำไมไม่บอกวาริชไปเลยว่าเขารวยแค่ไหน เธอเห็นวาริชพูดข่มเขาแล้วหงุดหงิดแทน

“ผมชอบที่จะเปิดเผยตัวจริงกับคนที่ผมไว้ใจเท่านั้น สำหรับคนที่ผมไม่แคร์ เขาจะคิดยังไงก็ช่าง”

คำตอบของภคพงษ์ทำให้รสาอึ้ง สะดุดกับสายตาของเขาที่มองมาเหมือนจะบอกว่าเริ่มแคร์ จู่ๆเธอมีอาการตื่นเต้นขึ้นมา ต้องเบนสายตาไปทางอื่นแล้วพูดเฉไฉว่าจะไปตามพิมก่อน ดึกแล้วเดี๋ยวอาพร้อมกับอาวิมลเป็นห่วง

พิมพรรณกำลังเลือกซื้อผลไม้ วาริชยืนมองอยู่ห่างๆ ระหว่างนี้เขาแอบโทร.หาผู้หญิงอีกคน ออดอ้อนว่า คิดถึง แต่วันนี้งานยุ่งเพิ่งจะมีเวลาโทร.กลับ พอเหลือบเห็นพิมพรรณจะเดินมา เขารีบบอกลาคนในสาย อ้างว่าลูกค้าเรียกอีกแล้ว

“คุยกับใครคะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่” พิมพรรณถาม

“ยิ้มอะไร คุยกับลูกค้าน่ะ เรื่องมากจะตาย ก็ต้องทำเป็นอารมณ์ดีกลบเกลื่อน ซื้อของเสร็จแล้วใช่ไหม เดี๋ยวผมเดินไปส่งที่รถ” วาริชทำเนียนรวบรัดตัดความ ออกเดินหน้าระรื่นไปกับพิมพรรณ

รสาก้าวออกมาจากมุมที่ซ่อนตัว สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด แววตาเต็มไปด้วยความกังวลที่ได้ยิน

วาริชเจ๊าะแจ๊ะสาวอื่น

ooooooo

กลับถึงรีสอร์ต รสายังไม่คลายความกังวลเรื่องที่แอบได้ยินวาริชคุยโทรศัพท์จีบสาวอื่น เธอไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไงกับพิมพรรณเพื่อไม่ให้เสียใจ ภคพงษ์สังเกตได้ เอ่ยปากทันทีที่พิมพรรณเดินเข้าไปในบ้านแล้ว

“ผมเห็นคุณเครียดๆตั้งแต่ขับรถมาจากตลาดมีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีค่ะ” ปฏิเสธแล้วรสาจะเลี่ยงเข้าบ้าน ภคพงษ์จับมือเธอไว้ พร้อมกับพูดขึ้นอย่างรู้ทัน

“ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็บอกพิมตรงๆ พิมรักคุณ และไว้ใจคุณมากที่สุด ผมเชื่อว่าเขาต้องฟังคุณ”

รสาชะงัก คาดไม่ถึงว่าเขาจะรู้ใจเธอขนาดนี้ ทันใดนั้นเสียงห้าวร้องเรียกรสาดังมา รสาสะดุ้งรีบดึงมือออกจากภคพงษ์ ห้าวเดินเข้ามามองหน้าภคพงษ์อย่างไม่เป็นมิตร แกล้งเดินเฉียดไหล่เขาไปหยิบกระเป๋าของรสาในรถ

พร้อมกับวิมลต้อนรับขับสู้ภคพงษ์ด้วยความเต็มใจ อนุญาตให้พักที่รีสอร์ตของตนได้ตามสบายจะสองคืนหรือสามคืนก็ได้ ห้าวท้วงทันทีว่า ตอนนี้ห้องเต็ม วิมลแย้งว่าเต็มที่ไหน บังกะโลริมหาดยังว่าง

“ฉันรู้ว่าว่าง แต่มันเก่ามากนะ ทั้งเก่าทั้งโทรม แอร์ก็ไม่มี จะนอนได้เหรอ”

“นอนได้ครับ ไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีห้องจริงๆ ผมนอนที่นี่ก็ได้” ภคพงษ์มองไปที่โซฟารับแขก ห้าวยิ้มย่อง ให้นอนตรงนั้นได้ แต่สามคนพ่อแม่ลูกคัดค้านขึ้นพร้อมกันว่ายุงเยอะ

“บ้าเหรอพี่ห้าว นอนตรงนี้เดี๋ยวยุงก็ได้หามกันพอดี พิมว่ารสพาคุณภัคไปดูที่พักก่อนดีกว่า ว่าพอจะ นอนได้หรือเปล่า นี่จ้ะกุญแจ”

ห้าวจะแย่งกุญแจไปเอง แต่พิมพรรณไม่ยอม ซ้ำยังดึงห้าวออกไปคุยกันอีกทาง ปล่อยให้รสาพาภคพงษ์ไปดูที่พักตามสะดวก...ห้าวไม่รู้จะอ้างเหตุผลอะไรที่ไม่ชอบภคพงษ์ เลยพูดส่งเดชว่าไม่ชอบที่หน้ามันขาวเกินไป พิมพรรณฟังแล้วทั้งขำทั้งงงว่าความขาวกับความไม่น่าไว้ใจมันเกี่ยวกันยังไง

“เกี่ยวก็แล้วกัน พี่ว่ามันต้องคิดไม่ดีกับรส ครั้งแรกที่มาส่งยังพอให้อภัย แต่ครั้งนี้เล่นมาแบบไม่มีอะไรมาเลย แล้วยังมีหน้ามาขอนอนบ้านคนอื่นอีก ไว้ใจไม่ได้”

“พี่ห้าวน่ะคิดมาก คุณภัคก็ดูสุภาพ จริงใจดี ไม่ลุ่มล่าม อีกอย่างดูเขาให้เกียรติรสจะตาย”

“สร้างภาพน่ะสิ เป็นเจ้านายมีอย่างที่ไหนตามมาเที่ยวกับลูกน้อง พี่บอกแล้วไอ้พวกหน้าขาวๆไว้ใจไม่ได้สักคน...ของเราก็เหมือนกัน”

“ของพิม? หมายถึงใคร”

ห้าวอึกอัก นึกด่าตัวเองไม่น่าหลุดปากไปเลย เมื่อโดนพิมพรรณถามคาดคั้น ห้าวเลยโบ้ยให้รสา

บอกเองดีกว่า พอดีรสากลับจากไปส่งภคพงษ์ที่ห้องพัก พิมพรรณจึงเค้นเอาคำตอบจนได้

เมื่อรู้ความจริงว่าวาริชมีคนอื่น รสาเพิ่งได้ยินเขาคุยโทรศัพท์ตอนหัวค่ำ ส่วนห้าวเห็นกับตาที่ตลาดเมื่อวันก่อน...พิมพรรณน้ำตาร่วงไม่รู้ตัว

“พิมไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ แต่ถ้าพิมไม่เชื่อ พิมจะกลายเป็นคนที่โง่มาก พี่ห้าว...ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง สวยหรือเปล่า แล้วตอนที่พี่ห้าวเห็น เขากำลังทำอะไรกัน”

ห้าวลำบากใจไม่อยากตอบ รสาจับมือพิมพรรณ ปลอบโยนว่า “รสว่าพิมอย่าพยายามตั้งคำถามเลย ยิ่งเราอยากรู้ เราจะยิ่งเจ็บเปล่าๆ”

“ใช่...รู้เท่าที่เห็น รู้เท่าที่มันเป็น ก็พอแล้ว” ห้าวโพล่งขึ้น

“แต่ตอนนี้พิมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่พิมเห็นมันเป็นความจริงหรือเปล่า และความจริงมันคืออะไรกันแน่”

พิมพรรณร้องไห้ด้วยความเสียใจและสับสน รสาใจเสีย ดึงเธอมากอดด้วยความสงสาร

ooooooo

รุ่งขึ้นพิมพรรณออกจากบ้านแต่เช้า รสาทราบจากวิมลว่าพิมพรรณตื่นตั้งแต่ตีห้า ซึ่งรสาแน่ใจว่าเธอไม่ได้นอนเลยต่างหาก

ด้วยความเป็นห่วง รสาออกตามหาพิมพรรณแถวชายหาด โดยอุ้มน้องหมาตัวน้อยน่ารักที่เพื่อนบ้านเอามาฝากอาวิมลเลี้ยงชั่วคราวไปด้วย ระหว่างนี้เองชีวินโทร.หาเธอโดยไม่รู้ว่าอยู่ระยอง ถามเธอว่า สนใจอาหารเหนือพวกแคบหมูน้ำพริกหนุ่มบ้างไหม ตอนนี้ตนมาประชุมกับลูกค้าที่เชียงใหม่ ตอนเย็นลงเครื่องแล้วจะรีบเอาไปให้ที่บ้าน

“ไม่เป็นไรจ้ะ ตอนนี้รสอยู่ระยอง แต่ถ้าวินอยากซื้อมาฝากป้าภรณ์ก็ได้นะ ลองโทร.ถามป้าก็ได้”

“รสอยู่ระยองเหรอ แล้วรสไปยังไง กลับยังไง

จะให้วินไปรับหรือเปล่า หรือจะให้นั่งรถตู้ไปหา แล้วนั่งรถกลับมาเป็นเพื่อน”

“ไม่เป็นไรจ้ะ รสขับรถกลับเอง แล้วก็มีเพื่อนนั่งกลับไปด้วย”

“ใครเหรอ”

รสานิ่งไปนิดก่อนตัดสินใจตอบตามจริง ชีวินได้ยินชื่อภคพงษ์ก็ตกใจ ทำท่าจะซักต่อ...แต่รสาเบรกเสียก่อนว่า อย่าเพิ่งถามอะไร เอาไว้กลับไปค่อยคุยกัน ตอนนี้ตนต้องดูแลพิมพรรณก่อน

พิมพรรณหลบไปนั่งเศร้าที่ริมทะเลห่างไกลผู้คน รสาโทร.เข้ามือถือเธอก็ไม่รับ นั่นยิ่งทำให้รสาเป็นห่วง เดินตามหาด้วยความร้อนใจ

หลังจากลังเลอยู่นาน พิมพรรณตัดสินใจโทร.

หาวาริช ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่ที่ร้านเกมกับแฟนอีกคน

กว่าจะรับสายได้จึงใช้เวลาหลบเลี่ยงพอสมควร วาริชหลอก พิมพรรณว่า ตนกำลังประชุมกับลูกค้า พูดไม่กี่ประโยคก็บอกลาจนผิดสังเกต ทำให้พิมพรรณยิ่งคิดมาก นั่งน้ำตาเอ่อคลออยู่คนเดียว

รสาอุ้มหมาน้อยเดินผ่านไปทางห้องพักภคพงษ์ เสียงหมาเห่าทำให้ภคพงษ์เดินออกมามอง แล้วชวนรสาไปเดินเล่นริมทะเล รสาออกตัวว่าเธอคงเดินเป็นเพื่อนเขาได้ไม่นาน เพราะต้องไปตามหาพิมพรรณ

“ผมทราบ ผมรั้งตัวคุณไว้ไม่นานหรอก ไม่ต้องห่วง...ตอนเด็กๆผมเคยคิดอยากจะเลี้ยงหมาสักตัว

แต่ก็ต้องเลิกล้มความคิด เพราะชีวิตตอนนั้นอยู่ไม่เป็นที่ ต้องไปๆมาๆระหว่างโรงเรียนประจำกับบ้านของฝรั่งที่รับเป็นผู้ปกครอง แล้วก็ต้องบินกลับไทย เลยคิดว่า ถ้าเลี้ยงแล้วดูแลไม่ได้เต็มที่ อย่าเลี้ยงดีกว่า ผมเคย

อ่านเจอในหนังสือเขาบอกว่า การมีสัตว์เลี้ยงมันดีมากสำหรับเด็กๆนะ มันทำให้เขารู้จักการดูแลเอาใจใส่คนอื่น รู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่น เป็นบทเรียนทางธรรมชาติวิทยาที่ดีมาก”

“จริงเหรอคะ ฉันมีสัตว์เลี้ยงมาตลอดเลยค่ะ เริ่มตั้งแต่ปลาทองตอนเด็กๆ พอโตขึ้นมาหน่อยก็เป็นนกแก้ว หมาก็เคยเลี้ยงชื่อเจ้าเฉาก๊วย เพิ่งจะเสียไปเมื่อปีที่แล้วเองค่ะ ส่วนนี่ก็เจ้าปุยเพื่อนของอาวิมลมาฝากเลี้ยงไว้สองสามวัน เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็สนิทกันเลย”

“เพราะคุณเรียนรู้การให้มาตั้งแต่เด็ก ทำให้คุณเป็นคนเปิดเผย เข้ากับคนง่าย เมตตา และอ่อนโยนเหมือนทุกวันนี้”

ภคพงษ์มองรสาอย่างจริงใจ แววตาชื่นชมเธออย่างเห็นได้ชัด ทำเอารสาเก้อเขิน กลบเกลื่อนด้วยการถามเขาว่า กินยาผิดหรือเปล่า หรือว่าเมาทะเล อยู่ๆถึงได้มายอกันเอง

“ผมไม่ได้กินยาผิด แล้วก็ไม่ได้เมา แต่ผมพูดจริงๆ”

ภคพงษ์ย้ำอีกครั้งอย่างจริงจัง รสาถึงกับตะลึงทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ ทันใดนั้นเสียงห้าวดังขึ้นเหมือนระฆังช่วยชีวิต ห้าวเดินเข้ามาแทรกกลาง บอกรสาว่าตนเจอพิมพรรณแล้ว

รสาไม่รอช้า รีบร้อนไปกับห้าวทันที และทันไปเห็นพิมพรรณกำลังจะเดินลงทะเล สองคนตกใจนึกว่าเธอคิดฆ่าตัวตาย วิ่งตามพร้อมกับร้องห้ามกันเสียงหลง ภคพงษ์ เดินตามมาทีหลังพลอยตกใจไปด้วย

ปรากฏว่าพิมพรรณไม่ได้จะฆ่าตัวตาย แค่เดินเล่นปล่อยอารมณ์ไปเรื่อยเปื่อย เธอบอกทุกคนว่าไม่ได้เป็นอะไร แล้วก็ไม่คิดจะฆ่าตัวตายด้วย มันยังไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก

“ก็ใครจะไปรู้ หาก็ไม่เจอ โทร.มาก็ไม่รับสาย”

“พิมแค่อยากอยู่คนเดียว ทบทวน เผื่อจะเจอว่า เราบกพร่องตรงไหน”

“พี่ว่าพิมไม่ต้องคิดหรอก คิดไปก็ไม่ได้คำตอบ เรามาหาอะไรทำสนุกๆแก้เครียดกันดีกว่า”

ว่าแล้วห้าวก็นำเสนอให้เล่นเกมวิ่งขี่หลังแข่งกัน โดยใช้วิธีจับไม้สั้นไม้ยาวเลือกคู่กันก่อน ปรากฏว่าห้าวคู่กับพิมพรรณ ส่วนรสาคู่กับภคพงษ์ แต่ห้าวอยากคู่กับรสามากกว่า จึงทำโยกโย้อยู่พอสมควรกว่าจะยอมทำตามกติกา

การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นด้วยความสนุกสนาน แรกๆ

รสาเก้อเขินที่ต้องขี่หลังภคพงษ์ แต่พอออกสตาร์ตก็หมายมุ่งเอาชัยชนะจนลืมความเขิน กลายเป็นสนุกสนานกันทั้งคู่

ผลการแข่งขัน คู่ของรสาเอาชนะห้าวกับพิม-พรรณได้ฉิวเฉียด ทั้งที่ห้าวซึ่งนำมาตลอดกำลังจะวิ่งไปคว้าธงชัยอยู่แล้ว แต่เจ้าหมาน้อยดันวิ่งตัดหน้าจนห้าวเสียหลักล้มไม่เป็นท่า ท่ามกลางเสียงร้องโวยวายตกใจของพิมพรรณ

รสาดีใจมากกับชัยชนะถึงขนาดเผลอโอบไหล่ภคพงษ์อย่างกันเอง แล้วกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยรอยยิ้ม

“แจ๋วจริงๆค่ะคุณภัค สุดยอดไปเลย”

พอรู้ตัวก็ยิ้มแหยๆ อ้อมแอ้มว่าขอโทษ พร้อมกับดีดตัวออกห่าง ส่วนห้าวกับพิมพรรณยังเค้เก้อยู่กับพื้น

“โอ๊ย...พี่ห้าวนะพี่ห้าว วิ่งยังไงล้มมาได้”

“ก็ไอ้เจ้าปุยน่ะสิมันตัดหน้า...บ้าจริงๆ” ห้าวโวยออกมาด้วยความเสียดาย

ภคพงษ์กับรสายิ้มขำท่าทีของห้าว แล้วภคพงษ์ก็หยิบธงผ้าจากมือรสา นำมาผูกข้อมือให้เธออย่างอ่อนโยน

“ชัยชนะนี้เป็นของเธอนะรสา ถ้าไม่ได้เธอ ฉันคงไม่ชนะ”

ภคพงษ์ยิ้มอบอุ่นจริงใจและเป็นธรรมชาติ รสารู้สึกใจเต้นโครมครามอย่างบอกไม่ถูก ห้าวมองภาพเบื้องหน้าด้วยความไม่พอใจ แอบหวงรสาอยู่ลึกๆ

ooooooo

วันเดียวกันที่บ้านสุวิทย์...รัชนีเข้ามาในห้องรับแขกเห็นลูกสาวคนสวยกำลังเพลิดเพลินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะอ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง

“ปราง...อ่านอะไรอยู่ลูก”

“อ่านสัมภาษณ์ชายในฝันของสาวๆค่ะคุณแม่”

“นี่ลูกแม่โตเป็นสาวจนเริ่มสนใจชายในฝันแล้วเหรอเนี่ย ใครจ๊ะ” รัชนีกระเซ้าอย่างอารมณ์ดี แต่พอ

ลูกสาวตอบร่าเริงว่าเขาคือ ภคพงษ์ เถลิงยศ...เธอถึงกับชะงัก หน้าถอดสีทันที

“เขาเป็นคนที่สมบูรณ์แบบมากเลยนะคะคุณแม่ ทั้งครอบครัว ฐานะ การศึกษา รูปร่าง หน้าตา แถมยังนิสัยดีอีกต่างหาก ปรางไม่แปลกใจเลยค่ะที่เขาได้รับเลือกเป็นหนุ่มฮอตชายในฝันของสาวๆ”

“แต่แม่ว่า...ปรางอย่าไปสนใจเลย” รัชนีพูดพร้อมกับดึงหนังสือจากมือลูกไป

“อ้าว...ทำไมคะแม่”

“ก็ปรางยังเด็ก แม่อยากให้ปรางสนใจเรื่องเรียนมากกว่าเรื่องผู้ชาย”

“ปรางแค่อ่านสัมภาษณ์พี่เขา ไม่ได้แปลว่าปรางจะสนใจเขาในแง่นั้นสักหน่อย ทำไมคะคุณแม่ หรือว่าปรางอ่านบทสัมภาษณ์ของผู้ชายไม่ได้เลย”

“เปล่านะลูก แม่แค่เป็นห่วง”

“คุณแม่ห่วงปรางมากเกินไปค่ะ ปรางโตแล้วนะคะ คุณแม่ไม่ต้องห่วงค่ะ ปรางดูแลตัวเองได้” ปรางทิพย์เอ่ยอย่างอ่อนโยน พลางกอดรัดออดอ้อนแม่ “ปรางขออนุญาตอ่านต่อนะคะ”

รัชนีจำใจปล่อยหนังสือเล่มนั้นคืนลูกไป ทั้งที่ความกังวลใจบางอย่างเริ่มก่อตัวเข้ามารบกวนจิตใจ

ooooooo

ตอนที่ 6

พักตร์วิมลเข้ามาที่บ้านเถลิงยศแล้วเรียก

ปุยนุ่นมาถามซอกแซก จนรู้ว่าเมื่อวันก่อนภคพงษ์ไปดูเฟอร์นิเจอร์กับรสาสองต่อสอง...เท่านั้นเองอารมณ์หึงหวงของเธอพุ่งปรี๊ดจนเก็บไม่มิด แจ้นไปเอาเรื่องรสาถึงเรือนเล็ก แต่ปุยนุ่นไม่เข้าใจว่าพักตร์วิมลเป็นอะไร ทำไมผลุนผลันไปแบบนั้น

เมื่อปุยนุ่นมาเล่าให้สายใจฟัง เลยถูกดุยกใหญ่ที่พูดจาปากไม่มีหูรูด สายใจห่วงรสารีบโทร.ถามเผด็จว่าถึงเรือนเล็กหรือยัง ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่แล้ว

หลังทราบเรื่องจากสายใจแล้ว เผด็จมุ่งหน้าไปเรือนเล็กแต่ไม่ปรากฏตัว เพราะเชื่อว่ารสาน่าจะรับมือไหว... พักตร์วิมลวางอำนาจเหนือกว่ารสาราวกับตัวเองเป็นแฟนตัวจริงของภคพงษ์เจ้าของบ้าน รสาไม่ได้กลัวแต่เบื่อหน่ายมากกว่า บอกปัดว่าตอนนี้เป็นเวลางาน ไม่ต้องการคุยธุระส่วนตัว

“แต่ฉันต้องการคุยตอนนี้...ครั้งที่แล้วเธอทำฉันเจ็บแสบมากนะ แต่อย่าคิดว่าทำแบบนั้นแล้วเธอจะชนะฉันได้ และการที่ภัคไปไหนกับเธอ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะสนใจเธอ ผู้หญิงอย่างเธอเป็นได้ก็แค่ลูกจ้าง”

รสาฉุนกึกกับถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามนั้น แต่เลือกที่จะข่มอารมณ์ไว้ ดีกว่าทุ่มเถียงกับคนหลงตัวเองแบบนี้

“ฉันว่าคุณกำลังเข้าใจผิดนะคะ”

“เข้าใจผิดอะไร”

“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องการจะเอาชนะคุณ และฉันก็ไม่คิดจะแข่งกับคุณ”

“ดีแล้วที่ไม่คิด เพราะถ้าคิด...ผู้หญิงอย่างเธอก็ไม่มีวันชนะ”

“ฉันว่าคุณคงจะเล่นละครมากไปนะคะ เลยคิดว่าผู้หญิงในโลกความเป็นจริงต้องวิ่งไล่จับผู้ชายเหมือนในละคร”

“หรือว่าไม่จริง!”

“ไม่จริงค่ะ ฉันไม่ได้คิดจะวิ่งไล่จับคุณภคพงษ์ และฉันก็ทราบเสมอว่าฉันเป็นแค่ลูกจ้าง ไม่เคยคิดมากไปกว่านั้น ฉันทราบดีว่าผู้หญิงอย่างฉันไม่ใช่คนที่คุณภัคจะมาสนใจ และฉันเองก็ไม่ได้สนใจคุณภคพงษ์เช่นกัน”

รสาพูดตรงๆจากใจจริง...พักตร์วิมลเชิดหน้า

เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“ถ้าคุณต้องการกำจัดฉันออกไปจากชีวิตคุณภคพงษ์ ง่ายนิดเดียวค่ะ”

“ยังไง?”

“ก็ปล่อยฉันไปทำงาน ฉันจะได้รีบทำงานให้เสร็จ จบงานเมื่อไหร่ ฉันกับคุณภคพงษ์ก็จะไม่ได้เจอกันอีก คุณไม่ต้องเสียแรงมาตบตีกับฉัน...ง่ายไหมคะ”

รสาแอบไล่แอบกัดแบบอ้อมๆ พักตร์วิมลครุ่นคิดแล้วก็ตกหลุมพรางจนได้ เธอคว้ากระเป๋าที่วางกระแทกไว้บนโต๊ะขึ้นมาเตรียมกลับ

“ได้...ฉันจะให้เธอกลับไปทำงานกรรมกรของเธอ จะได้รีบๆออกไปจากชีวิตของภัคซักที แต่จำไว้นะ ถ้างานจบ แล้วเธอยังไม่จบ...เจอกับฉันแน่”

ทิ้งคำขู่เอาไว้แล้ว แม่ดาราสาวก็เดินเด้งออกไป เผด็จแอบฟังอยู่รีบหลบวูบ และค่อยๆโผล่หน้ามามองรสาที่กำลังเดินไปหยิบแฟ้มผ้าม่านมาดูต่อ เขาอมยิ้มด้วยความพอใจ...แต่ปุยนุ่นหน้าตาตกใจมากเมื่อเผด็จกลับมาเล่าว่าพักตร์วิมลไปอาละวาดรสา...แถมยังโดนสายใจเอ็ดเข้าให้อีกรอบ

“ทีหลังก็หัดรูดซิปปากตัวเองซะบ้าง ทีหน้าทีหลังพอผู้หญิงพวกนี้มา แกไม่ต้องเสนอหน้าไปอยู่ใกล้ๆเลยนะ เขาแอบถามก็ตอบเขาไปหมด”

“ปุยขอโทษค่ะ ก็เห็นว่าเขาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบคุณภัคด้วยความปรารถนาดี ก็เลยตอบด้วยความจริงใจ ไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้”

“ดีนะที่คุณรสาไหวพริบดีเอาตัวรอดไปได้ ไม่ต้องเลือดตกยางออก”

“ใช่ค่ะ เจอไม้นี้เข้าไป คุณพักตร์วิมลเธอคงไม่อยากหาเรื่องทำให้เสียเวลางานไปอีกนาน”

“ตอนผมได้ยินยังเกือบหลุดขำออกมา ยิ่งเห็นหน้าคุณพักตร์วิมลเธอครุ่นคิด ยิ่งขำ เสียดายคุณภัคไม่ได้มา เห็นเหตุการณ์”

“ถึงไม่ได้เห็น แต่สายใจจะเล่าให้คุณหนูฟังเองค่ะ”

สายใจพูดจริงทำจริง เธอใช้ช่วงเวลาที่มาปรนนิบัติภคพงษ์ทานอาหารค่ำ ถ่ายทอดเรื่องราวที่ฟังจากเผด็จอย่างละเอียดไม่มีตกหล่น ภคพงษ์รับฟังด้วยรอยยิ้มบางๆ พอใจกับความฉลาดหลักแหลมของรสา

“รสาตอบแบบนั้นจริงๆเหรอ”

“จริงค่ะ คุณเผด็จเธอได้ยินมาเอง พอดีเธอจะมาดูงานที่เรือนหลังเล็ก ตอนเกิดเรื่องป้าโทร.ไป เธอถึงที่หน้าบ้านพอดี ป้าขอร้องให้เธอไปห้ามศึก แต่พอไปถึงคุณรสารับมือเองได้ คุณเผด็จก็เลยไม่ได้แสดงตัว”

“หลังจากเกิดเรื่อง รสาพูดอะไรหรือเปล่า”

“ไม่นะคะ เห็นปุยนุ่นบอกว่าพอเลิกงานเธอก็เก็บของแล้วก็ยืนเรียกแท็กซี่ที่หน้าบ้าน แล้วก็กลับไปเลย ป้าว่าปกติเธอก็ไม่ใช่คนขี้นินทาขี้โวยวายอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องนี้เธอคงไม่พูดกับคนอื่นหรอกค่ะ อีกฝ่ายจะเสียหายเปล่าๆ”

ภคพงษ์พยักหน้าเห็นด้วย แล้วถามถึงรถของรสาว่าซ่อมเสร็จหรือยังและจะได้เมื่อไหร่ สายใจรายงานว่าทางอู่โทร.มาบอกว่าได้รถพรุ่งนี้ เขาจึงให้นายเปลี่ยนไปรับรถ ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมดเขาจะดูแลเอง

จากนั้นชายหนุ่มนั่งกินอาหารต่อไปเงียบๆ บรรยา– กาศในบ้านทึมๆเทาๆเหงาๆ มีเพียงสายใจยืนเป็นเสาหลักค้ำชีวิตอยู่เพียงคนเดียว

ooooooo

แต่ในขณะเดียวกันนั้น ที่โต๊ะอาหารบ้านวงศ์-เธียรสถิตย์ของนายสุวิทย์ มีสมาชิกสามคนพ่อแม่ลูกพร้อมหน้าพร้อมตา บรรยากาศช่างสดใสอบอุ่นและรื่นรมย์ ต่างจากบ้านเถลิงยศอย่างสุดขั้ว

สุวิทย์ค่อนข้างตกใจที่จู่ๆลูกสาวคนสวยมีของขวัญมาเซอร์ไพรส์ ตรงข้ามกับรัชนีที่รู้อยู่ก่อนแล้ว เธอนั่งยิ้มอย่างมีความสุข

“ของพ่อเหรอ”

“ใช่ค่ะ เป็นของขวัญตอบแทนที่คุณพ่อต้องเหนื่อยหาบ้านใหม่ที่ประเทศไทยให้ปรางกับคุณแม่ไงคะ”

“ที่คุณบอกว่าลูกขอไปทำธุระก่อนจะมาบ้าน ก็คือธุระเนี่ยเหรอ”

“ฉันเห็นลูกบ่นสงสารที่คุณต้องเหนื่อยบินไปบินมาอังกฤษกับประเทศไทยตั้งหลายรอบ เพื่อจะหาบ้าน หามหาวิทยาลัยให้ แล้วก็ยังต้องทำงานไปด้วย”

“คุณแม่ก็เลยแนะนำให้ปรางหาของขวัญมาให้คุณพ่อ เผื่อคุณพ่อจะได้ชื่นใจหายเหนื่อย แล้วนี่ก็เป็นของขวัญสุดพิเศษที่ปรางเลือกเอง ที่สำคัญ...ใช้เงินส่วนตัวซื้อด้วยนะคะ ไม่ใช่รูดบัตรแล้วให้คุณพ่อจ่าย”

“เหรอๆ ไหนดูสิว่าของขวัญสุดพิเศษของลูกสาวพ่อคืออะไร”

สุวิทย์รับห่อกำมะหยี่มาเปิดดูท่ามกลางความตื่นเต้นของปรางทิพย์ รัชนีมองภาพสองพ่อลูกอย่างมีความสุข นี่แหละคือชีวิตที่เธอต้องการอย่างแท้จริง สุวิทย์เห็นของข้างในก็ตาวาวด้วยความถูกใจ

“โอ้โห...พิเศษจริงๆด้วย สวยมากลูก สวยถูกใจ พ่อมากๆ ลูกสาวพ่อนี่รู้ใจพ่อจริงๆ”

“ต้องชมคุณเจ้าของร้านที่ปรางไปซื้อค่ะ เพราะเขาเป็นคนช่วยปรางเลือก คุณเจ้าของร้านนี้ทั้งใจดี สุภาพ แล้วก็รสนิยมดีมาก ของในร้านสวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ”

“เหรอ...ชื่อร้านอะไรลูก เผื่อวันหลังพ่อจะได้แอบไปซื้อมาเซอร์ไพรส์แม่บ้าง เครื่องเพชรแบบนี้แม่เค้าชอบ”

สุวิทย์หันมายิ้มกระเซ้ารัชนีที่ส่ายหน้านิดๆ รู้ว่าโดนแซว พอได้ยินลูกสาวตอบชื่อร้านอย่างชัดถ้อย

ชัดคำ คนเป็นแม่ถึงกับใจสั่นวูบ ตัวเย็นวาบตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า

“ร้านเถลิงยศจิวเวลรีค่ะพ่อ เจ้าของร้านชื่อภคพงษ์ ค่ะ ภคพงษ์ เถลิงยศ”

รัชนีมือไม้อ่อนขึ้นมากะทันหัน แก้วน้ำในมือหล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว พ่อลูกตกใจถามเสียงเดียวกันว่าเธอเป็นอะไร พร้อมกันนี้สุวิทย์ก็สั่งคนใช้ให้รีบมาเก็บเศษแก้ว

“ฉันรู้สึกหน้ามืด ฉันขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ” รัชนีปลีกตัวออกไปโดยเร็ว ถึงห้องน้ำก็ปิดล็อกประตูแน่นหนา ยืนหน้าซีดมองตัวเองในกระจก นึกย้อนถึงอดีต ในวันที่เธอตัดใจทิ้งลูกชายไร้เดียงสาอย่างไม่เหลียวหลัง

แต่วันนี้เดี๋ยวนี้ เธอได้ยินชื่อเขา...ชื่อที่ฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆนานา โดยเฉพาะความหวาดหวั่น ถึงกับวิงวอนขึ้นมา

“ขอให้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้...มันจบลงแค่วันนี้ด้วยเถอะ”

ooooooo

คืนเดียวกัน ชีวินมากินข้าวกับรสาที่บ้านป้าอาภรณ์ ทั้งของคาวของหวานเต็มคราบ แถมยังไม่ต้องล้างถ้วยจานเพราะรสากับป้าอาภรณ์เหมากันเอง

ขณะอยู่ในครัวกันสองคนป้าหลาน อาภรณ์ถามรสาตรงๆว่าตั้งแต่คบกับชีวินมาเริ่มมองเห็นความดีของเขาบ้างหรือยัง รสาตอบทันทีว่าเห็นมานานแล้ว ป้าดีใจนึกว่าหลานใจอ่อน ที่ไหนได้ รสากลับย้อนถามป้าว่าใจอ่อนยังไง

“อ้าว...ก็ใจอ่อนยอมคบกับเขามากกว่าเพื่อนไงล่ะ”

“โธ่ป้าภรณ์...รสกับวินเป็นได้แค่เพื่อนกันจริงๆค่ะ รสว่าบางทีเราคงจะรู้จักกันมากเกินไปหน่อย”

“อ้าว รู้จักกันมากเกินไปก็เลยเป็นแฟนกันไม่ได้ แล้วต้องรู้จักกันขนาดไหนถึงจะเป็นแฟนกันได้ล่ะ”

“นั่นสิ แค่ไหนนะถึงจะพอดี รสก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เอาไว้ถ้ารสเจอคนที่ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นแฟนได้เมื่อไหร่ รสจะบอกอีกทีนะคะ”

อาภรณ์มองหลานสาวแล้วก็ส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ด้านชีวินที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่อีกห้อง ได้ยินเสียงมือถือดัง เขาลุกไปหยิบดู เห็นชื่อภคพงษ์โชว์หน้าจอจึงร้องบอกรสาว่าเจ้านายโทร.มา แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ

และมือถือก็ยังดังต่อเนื่อง เขาตัดสินใจกดรับ ภคพงษ์ได้ยินเสียงก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนฝากเขาบอกรสาให้ติดต่อกลับตนด้วย

ชีวินไม่ทันพูดอะไร ทางโน้นตัดสายไปแล้ว เมื่อ รสาเสร็จงานในครัวกลับออกมารู้เข้า เธอบ่นอีกตามเคยว่าเขาโทร.มาทำไมดึกดื่น พอเธอโทร.กลับไปก็ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องรถของเธอที่เขาจะให้นายเปลี่ยนไปรับมาให้ รสารีบบอกด้วยความเกรงใจว่าขอไปรับรถเอง

“พรุ่งนี้ผมจะให้เปลี่ยนไปรับรถมาให้”

“ย้ำแบบนี้แปลว่าดิฉันไม่มีตัวเลือกอื่นใช่ไหมคะ”

“ผมเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้คุณแล้ว ผมโทร.มาบอกคุณแค่นี้ พรุ่งนี้เจอกัน”

เขาด่วนวางสายโดยที่รสายังไม่ทันจะขอบคุณ ชีวินชะเง้อมองด้วยความอยากรู้ ซึ่งรสาก็ไม่ปิดบัง เล่าให้ฟังขณะเดินออกมาส่งเขาหน้าบ้าน

“แค่เรื่องรถเนี่ยนะ ทำไมถึงฝากเราบอกรสไม่ได้ ทำไมต้องให้โทร.กลับด้วย แถมยังให้คนรถไปรับรถมาให้อีก มันดีเกินไป ไม่น่าไว้ใจอย่างแรง” ชีวินตั้งข้อสงสัยด้วยใจที่ระแวง

“เขาก็ทำแบบนี้กับทุกคน มันอาจจะเป็นนิสัยของเขาก็ได้ ถ้าวินเริ่มทำงานกับเขา เขาก็ทำกับวินแบบเดียวกัน”

“ไม่มีทาง...วินว่าเขาไม่ได้ทำแบบนี้กับทุกคน”

“เฮ้อ...พูดไปตอนนี้วินก็คงไม่เชื่อ ถ้าวินได้รู้จักใกล้ชิดกับผู้ชายอย่างภคพงษ์มากกว่านี้ เดี๋ยววินก็รู้เอง”

รสายืนยันอย่างมั่นใจ ชีวินไม่ตอบแต่ในใจคัดค้าน ยังไงก็ไม่เชื่อ...

ooooooo

เนื่องจากทำงานอยู่ที่เดียวกัน วาริชกับพิมพรรณมีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น วันหนึ่งขณะทั้งคู่ออกมากินข้าวกลางวันที่ตลาด เดินจับมือถือแขนกันอย่างแฟน ปรากฏว่าห้าวกับพร้อมมาเห็น ห้าวตกใจมากรีบส่งข้อความเข้ามือถือให้พิมพรรณรู้ตัว

นี่เองทำให้พิมพรรณไม่สบายใจ แต่สำหรับวาริชพอรู้เรื่องเขากลับไม่หนักใจอะไรเลย เน้นย้ำกับเธอว่าเขาต้องหาโอกาสคุยกับพ่อของเธอเพื่อแสดงความจริงใจ เขาต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ถือเป็นการให้เกียรติทั้งพ่อและเธอด้วย

ด้านรสาที่วันนี้ภคพงษ์ให้เปลี่ยนไปรับรถมาให้ เธอต้องการจ่ายเงินค่าซ่อมรถคืนแก่ภคพงษ์ แต่ไม่ว่าจะตื๊อและอ้างอย่างไรเขาก็ไม่รับ แถมยังสั่งสายใจทำอาหารกลางวันไว้ให้เธออีกด้วย ทำให้รสาเริ่มรู้สึกได้ถึงความมีน้ำใจของเขา อีกทั้งสายใจก็ยืนยันด้วยว่านายของตนเป็นคนดีที่น่าสงสาร

ฟากฝั่งครอบครัวใหม่ของรัชนี วันนี้เธอเลือกสถานที่เรียนให้ลูกสาวได้แล้ว ส่วนสุวิทย์ก็มีข่าวดีมาบอกเธอกับลูกว่า หุ้นส่วนธุรกิจของเราในกลุ่มประเทศอาหรับสนใจจะขยายตลาดนำเข้าเครื่องจักรของโรงงาน ทำให้ยอดสั่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เท่านั้นไม่พอ ทางเขายังอยากนำเข้าจิวเวลรีฝีมือคนไทย เพราะกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ตนจึงให้เขาดูของขวัญที่ปรางทิพย์ให้ ปรากฏว่าเขาชอบมาก ตนก็เลยให้ผู้ช่วยสืบประวัติเจ้าของร้านที่ชื่อภคพงษ์ เถลิงยศ

รัชนีหน้าเจื่อนหุบยิ้มทันที แต่สองพ่อลูกไม่ทันสังเกต สุวิทย์ยังคงพูดถึงภคพงษ์ต่อไป ก่อนสรุปว่าตนให้ผู้ช่วยนัดทานข้าวกับเขาเรียบร้อยแล้ว และตนจะพาภรรยากับลูกสาวไปด้วย ปรางทิพย์ตื่นเต้นยินดี ตรงข้ามกับรัชนีที่นั่งอึ้งพูดไม่ออก ไม่รู้จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี

เย็นนั้น พิมพรรณโทร.มาปรึกษารสาเรื่องวาริชจะไปเปิดตัวกับพ่อว่าเราคบกันฉันแฟน เพราะเมื่อกลางวันพ่อเห็นแล้วว่าตนเดินจับมือกับเขาที่ตลาด รสาเห็นด้วยที่วาริชจะแสดงความจริงใจ และเธอยังพูดให้กำลังใจจนพิมพรรณคลายความกังวลไปได้บ้าง

แต่เมื่อวาริชมาเจรจากับพ่อแม่ของเธอ ปรากฏว่านายพร้อมไม่ค่อยยอมรับ แถมยังพูดจาดักคอเรื่องความเจ้าชู้ปากหวานของวาริชเสียจนเขาหน้าม้านไปนิด แต่ก็ยังอดทนพยายามพูดดีต่อไป ฝ่ายห้าวที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่พูดอะไรสักคำ ทั้งที่รู้สึกขัดหูขัดตาเหลือเกินกับวาจาของหมอนี่

สักครู่ ห้าวหลบออกไปโทร.เล่าให้รสาฟัง ย้ำว่า ตนไม่ไว้ใจวาริช มันดูคล่องจนคร่อก หวานจนเลี่ยน ตนห่วงพิมจะมองโลกในแง่ดีแล้วก็โดนมันหลอกง่ายๆ รสาฟังแล้วหนักใจเหมือนกัน จึงรับปากห้าวว่าศุกร์นี้ตนจะลางานครึ่งวัน รีบไประยองแล้วจะลองคุยกับพิมดู

คุยกับห้าวเสร็จ รสาเตรียมตัวกลับบ้านเพราะหมดเวลางานแล้ว แต่ไม่ทันออกจากเรือนเล็กก็ได้ยินเสียงคนงานตะโกนขอความช่วยเหลือ มีช่างปูกระเบื้องเป็นลมล้มหัวแตก รสาจะรีบพาเธอไปหาหมอ ก็พอดีภคพงษ์กลับมาเจอ เขาจึงขับรถไปส่งโรงพยาบาลและดูแลเรื่องค่ารักษาให้ทั้งหมด รสาที่มาด้วยได้เห็นอีกมุมที่อ่อนโยนและอาทรต่อคนอื่นที่ด้อยกว่า ถึงกับแอบชื่นชมความมีน้ำใจของภคพงษ์อยู่เงียบๆ

เสร็จเรื่อง ภคพงษ์อาสาไปส่งรสาที่บ้านแล้วถือโอกาส อยู่กินข้าวเมื่อป้าอาภรณ์เชิญชวน โดยไม่เกี่ยงว่าอาหารนั้นจะธรรมดาสักแค่ไหน รสาเห็นแล้วยิ่งประทับใจแต่เก็บอาการเอาไว้อย่างมิดชิด ส่วนป้าอาภรณ์ของเธอไม่เก็บเลยสักนิด พูดคุยกับภคพงษ์อย่างถูกคอ แถมฝากฝังให้เขาช่วยดูแลและคอยเตือนหลานสาวเรื่องกินข้าวให้ตรงเวลา โรคกระเพาะจะได้ไม่กำเริบ

ภคพงษ์รับปากแข็งขันก่อนลากลับไปอย่างมีความสุข ฝ่ายอาภรณ์ที่รู้สึกถูกชะตาและถูกใจในความเรียบง่ายอ่อนน้อมของชายหนุ่ม ก็อดถามหลานสาวไม่ได้ว่าเขามีใจกับเราหรือเปล่าถึงได้รับปากมั่นเหมาะอย่างนั้น รสารีบบอกว่าไม่มีอะไรจริงๆ ทุกอย่างที่ป้าเห็นเป็นนิสัยปกติของเขา เขาทำแบบนี้กับทุกคน ขนาดคนงานที่มาซ่อมแซมบ้านประสบอุบัติเหตุ เขาก็ดูแลอย่างดี ขับรถมาส่งโรงพยาบาล จัดห้องพัก และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

“เขาทำดีแบบนี้กับทุกคนค่ะ ไม่ได้มีอะไรพิเศษจริงๆค่ะ” รสายืนยัน...ป้าอาภรณ์นิ่งไปทั้งที่ยังสงสัย จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา แกเชื่อว่ามันมีอะไรพิเศษมากกว่านั้นจริงๆ

ooooooo

วาริชเพียรมารับส่งพิมพรรณไม่ขาด เพื่อแสดงให้พร้อมเห็นว่าเขาจริงจังจริงใจ แต่เมื่อใดที่พร้อมเจอจังๆก็มีอันต้องว่ากระทบกระเทียบทุกที จนวาริชอดบ่นกับพิมพรรณไม่ได้ว่า ท่าทางพ่อของเธอไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาเท่าไหร่ แต่ยังไงเขาก็ไม่ท้อ เขาต้องเคารพนับถือและให้เกียรติท่านเสมอ

พิมพรรณฟังคำพูดหวานหูนั้นแล้วยิ่งเป็นปลื้มชื่นชมวาริช ต่างกับห้าวที่แอบฟังแทบจะอ้วกเสียให้ได้ พอเงี่ยหูฟังต่อไปก็ยิ่งไม่พอใจวาริช ที่อยากรู้ว่ารสาจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเป็นลูกบุญธรรมของพร้อมกับวิมลหรือเปล่า และเธอได้เข้ามาดูแลเรื่องงานที่รีสอร์ตด้วยไหม?

“รสจดทะเบียนถูกต้องทุกอย่างค่ะ แต่เรื่องงานที่รีสอร์ตไม่ได้มาดูแล แค่งานตัวเองก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว วาริชถามทำไมเหรอ”

“ไม่มีอะไร ก็แค่อยากรู้เฉยๆ” วาริชบอกปัดแล้วพาพิมพรรณออกจากบ้านไป โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่าห้าวยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่ไว้วางใจวาริชมากขึ้น...

ชีวินแวะมาคุยงานกับรสาที่บ้าน พอรู้จากป้าอาภรณ์ว่าเมื่อวันก่อนภคพงษ์มาส่งรสาและอยู่กินข้าวด้วยอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว อีกทั้งคำพูดคำจาของรสาก็เริ่มเห็นความดีของเขา ทำให้ความหวาดระแวงที่มีในใจของชีวินยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนคิดหนัก กลัวจะเสียรสาไป...

สายวันนี้ รัชนีพาปรางทิพย์ไปดูสถานที่เรียนซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยหรูของเมืองไทย เสร็จแล้วสองแม่ลูกพากันไปกินข้าวกลางวันที่ห้างสรรพสินค้า จู่ๆปรางทิพย์นึกได้ว่าร้านเถลิงยศจิวเวลรีอยู่ที่นี่ด้วยจึงจะชวนแม่ไปดู แต่กลายเป็นว่ารัชนีรีบร้อนชวนลูกสาวกลับทันทีทันใด ขนาดอาหารที่สั่งมาแล้วยังให้พนักงานเอาใส่ถุงกลับไปกินบ้าน

ขณะที่สองแม่ลูกเดินไปขึ้นรถ ภคพงษ์เห็นแม่ผู้ให้กำเนิดเต็มตาแต่ไม่เห็นปรางทิพย์ที่มีคนอื่นบัง ชายหนุ่มช็อกตัวเย็นวาบ ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเดินลิ่วจากไปคนละทางอย่างทำใจไม่ได้

เมื่อรัชนีกลับถึงบ้านก็ค้นคว้าหาข้อมูลร้านจิวเวลรีอื่นๆมาเป็นตัวเลือกให้สามี ด้วยหวังว่าเขาจะได้ไม่ต้องติดต่อกับร้านเถลิงยศอีก แต่ท่าทางจะไม่สำเร็จ เพราะสุวิทย์ยังสนใจ อยากลองร่วมงานกับคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งเขาติดต่อผู้ช่วยของภคพงษ์ที่ชื่อเผด็จได้แล้ว อีกไม่นานคงได้เจอกัน สำหรับร้านใหม่ที่ภรรยาหามาให้ เขาก็จะลองติดต่อไป แล้วค่อยเลือกร้านที่ดีที่สุด...

ขณะเดียวกันนั้น ภคพงษ์กับเผด็จกำลังคุยเรื่องที่นายสุวิทย์ วงศ์เธียรสถิตย์ อยากคุยเรื่องการส่งออกเครื่องเพชรไปประเทศอาหรับ แต่ภคพงษ์ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนจึงขอทราบประวัติทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวของเขาก่อนถึงจะตัดสินใจ

เผด็จรับคำแล้วจะกลับออกไป ภคพงษ์นึกถึงเรื่องแม่ที่เจอเมื่อกลางวัน ทำเหมือนจะเล่าให้เผด็จฟัง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ นิ่งเงียบเสีย...

ตอนที่ 5

แค่พบกันครั้งแรก...รสาก็จับสังเกตท่าทีของวาริชที่มีต่อพิม พรรณได้ว่าจีบชัวร์ แต่ยังไม่แน่ใจนักว่าเขาจะเอาเรื่องทำรีสอร์ตมาเป็นข้ออ้างเพื่อใกล้ชิดพิม พรรณเหมือนอย่างที่ห้าวตั้งข้อสังเกตไว้หรือเปล่า

วาริชรู้จักเข้า ผู้ใหญ่ เขานอบน้อมกับพ่อแม่ของพิมพรรณมาก แต่กระนั้นก็ไม่ทำให้นายพร้อมไฟเขียว รวมทั้งห้าวอีกคนที่คอยดักคอเขาตลอดเวลา จะมีก็แต่วิมลที่ยิ้มแย้มเป็นกันเองประสาคนมองโลกในแง่ดี

ตอนที่ 4

เพราะไม่ได้ตั้งใจมาซื้อสินค้าในร้านนี้ ทำให้ภคพงษ์ตัดสินใจเองไม่ได้เมื่อถูกพนักงานถามต้อนไปต้อนมาหลังจากดูขั้น ตอนการผลิตครบถ้วนและเดินชมผลิตภัณฑ์จนทั่วร้าน

เมื่อนึกไม่ออกบอกไม่ถูก เขาจึงโยนหน้าที่ให้รสาฐานะอินทีเรียตกแต่งบ้าน แต่เอาเข้าจริงเขาก็แอบส่งซิกกับเธอด้วยการส่ายหน้าปฏิเสธทุกอย่างที่ พนักงานนำเสนอ ทำเอารสาเซ็งจัดและเกรงใจพนักงาน

ตอนที่ 3

วันแรกของการเริ่มงานติดตั้งคอมพิวเตอร์ในห้องสมุด วาริชได้รับความร่วมมือจากพิมพรรณเป็นอย่างดี ทั้งคู่พูดคุยกันถูกคอ แถมพอฝ่ายชายรู้ว่าเธอยังไม่มีแฟนและทางครอบครัวทำรีสอร์ตก็พยายามตีสนิทมาก ขึ้น

“ผมมีความฝันอยากทำรีสอร์ต ที่ผมย้ายมาระยองเพราะอยากจะมาหาซื้อที่ทำรีสอร์ตเล็กๆน่ะครับ พอรู้ว่าคุณพิมทำ ผมก็เลยดีใจ จะได้มีที่ปรึกษา”

“ด้วยความยินดีเลยค่ะ มีอะไรที่พิมจะช่วยคุณวาริชได้ บอกเลยนะคะ พิมช่วยเต็มที่”

“งั้นอย่างแรกที่คุณพิมช่วยผมได้ ช่วยเลิกเรียกผมว่าคุณได้ไหมครับ เรียกวาริชเฉยๆ ดูเป็นกันเองกว่าเยอะเลย”

“ถ้าอย่างนั้นคุณวาริชก็ต้องเลิกเรียกพิมว่าคุณพิมเหมือนกันนะคะ เรียกพิมเฉยๆ”

“ได้ครับ...พิม”

ทั้ง คู่แย้มยิ้มให้กันด้วยไมตรี โดยเฉพาะวาริชท่าทีกรุ้มกริ่มพอใจหญิงสาวอย่างเปิดเผย ตกเย็นเลิกงานหนุ่มสาวเดินคุยกะหนุงกะหนิงออกมา ห้าวขับรถเข้ามาเห็นพอดี เขามองชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยความสงสัย แล้วซักถามทันทีที่พิมพรรณเข้ามานั่งในรถว่าหมอนั่นเป็นใคร

“เพื่อนใหม่น่ะ”

“แน่ใจ?”

“แน่ใจสิ พี่ห้าวรีบๆไปเถอะน่า พิมหิวข้าวแล้ว”

ห้าว จำใจออกรถแต่ก็อดจะปรายตามองวาริชด้วยความหวงน้องสาวไม่ได้ พอถึงบ้านห้าวแอบโทร.หารสา ถามว่ารู้จักชายหนุ่มเพื่อนใหม่ของพิมพรรณหรือเปล่า ตนเห็นพวกเขาคุยสนิทสนมกันเหลือเกิน

“พิมยังไม่ได้บอกอะไรเลยค่ะ เขาไม่ค่อยชอบเล่าทางโทรศัพท์ ไปคุยกับพิมดีมั้ย...เอางี้ วันศุกร์พอเลิกงานรสจะรีบไประยองเลย”

ห้าว ยิ้มกว้างดีใจตอบกลับเสียงดังฟังชัดว่าดีจ้ะดีมาก แต่พอรู้ตัวกลัวผิดสังเกตว่าโจ่งแจ้งเกินเหตุก็รีบแจงเหตุผลว่าพี่ดีใจอยาก ให้รสามา เราจะได้รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร

“ค่ะ รสก็อยากรู้เหมือนกัน ถ้าผู้ชายคนนั้นเป็นคนพิเศษจริงๆ พิมต้องเล่าให้รสฟังแน่ๆ รสขอตัวทำงานก่อนนะคะพี่ห้าว”

“จ้ะๆ งั้นวันศุกร์เจอกันจ้ะ อ้อ...รักษาสุขภาพด้วยนะรส อย่าทำงานหนักมาก พี่กับทุกคนที่นี่เป็นห่วง”

รสากล่าวขอบคุณก่อนวางสาย ฝ่ายห้าวยิ้มแฉ่งอย่างมีความสุข แทบจะนับชั่วโมงรอคนที่ตนแอบหลงรัก

ooooooo

รสา ขะมักเขม้นกับงานที่เรือนเล็กตั้งแต่เช้าจดเย็น โดยไม่รู้ว่าภคพงษ์บอกสายใจทำอาหารไว้ให้เธอกินก่อนกลับบ้าน ส่วนตัวเขามีนัดกินนอกบ้านกับยูโฮะ แต่ขณะที่เขาขับรถออกประตู ปรากฏว่ารถชีวินสวนเข้ามา สองฝ่ายเกือบชนกันถ้าชีวินเบรกไม่ทัน

ภคพงษ์ หยุดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาตำหนิครู่หนึ่งก่อนเคลื่อนรถต่อไปอย่างจำเขาได้ และไม่ทันที่ชีวินจะเข้ามาถึงตัวรสา ภคพงษ์ก็ชิงโทร.หาเธอเสียก่อน

“แฟนคุณมาทำไม?”

คำถาม นั้นเล่นเอารสางงเป็นไก่ตาแตก ถามกลับไปว่าเขาหมายถึงใคร? ก็พอดีชีวินเดินเข้ามาพร้อมส่งเสียงทักทาย รสาเลยถึงบางอ้อโดยอัตโนมัติ

“สงสัยว่าจะมีแฟนหลายคนจนไม่รู้ว่าหมายถึงคนไหน”

รสาได้ฟังถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจ “ตกลงที่คุณโทร.มามีธุระเรื่องงานหรืออะไรไม่ทราบ”

“ผมแค่อยากเตือนว่าตอนนี้ยังไม่หมดเวลางาน หวังว่าจะไม่แอบกลับบ้านไปก่อน”

“ถ้า คุณโทร.มาเพราะเรื่องนี้ ดิฉันขออนุญาตวางนะคะ เพราะมีงานต้องทำอีกมาก ส่วนเรื่องแฟน... คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ เพราะดิฉันยังไม่มีแฟน”

ภคพงษ์ไม่ พอใจที่โดนวางหูใส่ แต่เมื่อนึกถึงประโยคสุดท้ายที่เธอบอกว่ายังไม่มีแฟนก็อมยิ้มนิดๆโดยไม่รู้ ตัว ต่างจากชีวินที่หน้าเศร้า บ่นรสาไม่เห็นต้องบอกเลยว่าไม่มีแฟน ปล่อยให้เขาเข้าใจแบบนั้นก็ดีแล้ว เขาจะได้ไม่มายุ่งกับเธอ

“ไม่ได้หรอก รสไม่อยากให้วินเดือดร้อนไปด้วย”

“เดือดร้อนยังไง”

“ถ้าเขาคิดว่าวินเป็นแฟนรส ตอนวินมาออกแบบสวน เขาจะพาลไม่พอใจเกลียดวินไปอีกคน วินจะทำงาน ลำบาก”

“ลำบากแต่ได้เป็นแฟนรส...วินยอม”

“ว่าไปนั่น”

“จริงนะ แฟนปลอมก็ยังดี” ชีวินยิ้มแฉ่ง แต่รสาออกแนวขำเสียมากกว่า

“รสา ว่าเราไปดูสวนกันดีกว่า มัวแต่พูดเล่นกันไปมาเดี๋ยวก็มืดพอดี” ว่าแล้วรสาหันมาหยิบกระเป๋าเดินนำออกไปทันที ชีวินมองตามตาละห้อย บ่นอุบอิบว่าพูดจริงก็หาว่าพูดเล่นซะงั้น...

สายใจทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว จะให้ปุยนุ่นไปเชิญรสามาทาน พอดีเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น ปุยนุ่นเลยต้องรับก่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่พอได้ยินเสียงยูโฮะทักทายมาอย่างจำได้ สาวใช้ก็ดี๊ด๊ายิ้มแก้มปริ ตอบทุกคำถามไม่มีเม้ม

“พี่ภัคออกจากบ้านมาหรือยัง”

“ออกไปได้สักพักแล้วค่ะ”

“โอเคขอบใจจ้ะ อ้อนี่ แล้ววันนี้มีใครมาหาพี่ภัคที่บ้านบ้างหรือเปล่า”

“ก็นอกจากคุณพักตร์วิมลแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาเลยนะคะ”

“แล้วมัน...เอ่อ...เขาอยู่นานหรือเปล่า แล้วทำอะไรกันบ้าง”

“ไม่นานค่ะ คุณพักตร์วิมลเธอแวะมาแป๊บเดียว เธอเข้าไปดูเรือนหลังเล็กที่คุณภัคกำลังตกแต่ง เสร็จแล้วก็กลับไปเลยค่ะ”

ยูโฮะสนใจใคร่รู้ว่าภคพงษ์ตกแต่งเรือนหลังเล็กทำไม แต่ปุยนุ่นตอบไม่ได้จริงๆ เธอจึงตัดบทว่าเดี๋ยวจะถามเจ้าตัวเขาเอง

สายใจ เดินเข้ามาเห็นปุยนุ่นวางสายพอดี อดถามไม่ได้ว่าใครโทร.มา พอได้ยินว่ายูโฮะ ก็เริ่มสังหรณ์ใจถามต่อไปว่าหล่อนคุยอะไรกับเขาเป็นวรรคเป็นเวร จะหาเรื่องเดือดร้อนมาให้คุณหนูอีกหรือเปล่า

“เปล่านะ ฉันก็พูดไปตามความจริง ไม่ได้เม้าท์ ไม่ได้นินทาใครเลยนะ...ปุยนุ่นไปตามคุณรสาก่อนนะป้า”

สาว ใช้รีบชิ่งออกไป สายใจมองตามพลางส่ายหน้าอย่างเอือมๆ ฟากฝั่งนักร้องสาวยูโฮะที่หน้าร้านอาหารยังไม่วายติดใจเรื่องภคพงษ์ซ่อมแซม เรือนเล็ก ตั้งใจว่าเดี๋ยวเขามาต้องเอาคำตอบให้ได้ ทันใดนั้นมีนักข่าวสะพายกล้องเดินตรงดิ่งมาถามเธอว่าพร้อมหรือยัง ตกลงจะให้แอบถ่ายจากตรงไหน นักร้องสาวถึงกับสะดุ้งตกใจ ต่อว่าเขาทำไมพรวดพราดออกมาแบบนี้ ทั้งที่ตนบอกแล้วว่าให้โทร.มาก่อน

“ก็พี่เห็นยูโฮะยืนอยู่คนเดียว”

“แต่ พี่ภัคกำลังจะมาแล้ว พี่รีบไปแอบเลยนะ พอพี่ภัคมายูโฮะจะพาเดินช็อปปิ้งก่อน พี่ก็แอบถ่ายตอนเดินซื้อของไปชุดนึง แล้วยูโฮะก็จะพามากินข้าวที่ร้านนี้ ที่โต๊ะริมหน้าต่าง พี่ไปแอบตรงมุมโน้นก็ได้ จะได้ถ่ายรูปถนัดๆ”

นายโอม พยักหน้าเข้าใจทุกอย่าง และกำชับว่าอย่าลืมจัดชอตสวีต เดี๋ยวพี่ลงปกให้เลย รับรองขายกระจาย ยูโฮะยิ้มรับแทนคำตอบ พลันต้องเร่งให้เขาหลบไปเพราะภคพงษ์เดินมาโน่นแล้ว

ส่วนที่บ้านเถลิงยศ สายใจทำอาหารเก้อเสียแล้ว เพราะรสามีนัดกับชีวินไว้ก่อนที่ปุยนุ่นจะมาเชิญ แต่รสาก็มีมารยาทพอที่จะไปขอบคุณสายใจ และพาชีวินไปแนะนำทำความรู้จักไว้ด้วยในฐานะสถาปนิกออกแบบสวนที่นี่

สมควร แก่เวลา รสากับชีวินบอกลาสายใจแล้วเดินออกไปด้วยกันอย่างสนิทสนม สายใจรู้สึกถูกชะตากับทั้งคู่ แต่ภาวนาอย่าให้ทั้งคู่เป็นแฟนกันเลย ปุยนุ่นได้ยินก็สงสัย อยากรู้เหตุผลว่าทำไม?

“เรื่องของฉัน!! ไม่จำเป็นต้องบอกหล่อน” สายใจตวาดตาเขียวอย่างไม่พอใจความสาระแนของปุยนุ่น

ooooooo

ยูโฮะพยายามควงแขนภคพงษ์เดินช็อปปิ้งและแอบส่งซิกให้นักข่าวตามเก็บรูปได้บ้าง ไม่ได้บ้างเพราะกลัวความแตก กระทั่งพากันกลับมานั่งในร้านอาหารค่อยสมใจหน่อย แต่พักเดียวสาวเจ้าก็หน้ายุ่งเมื่อสอบถามเรื่องซ่อมแซมเรือนเล็กแล้วเขาไม่ ตอบ อีกทั้งยังสังเกตเห็นเขาจ้องมองหญิงอื่นต่อหน้า

รสานั่นเอง...เธอมา กับชีวินที่อยากเลี้ยงอาหารหรูร้านนี้เพราะมีบัตรส่วนลดตั้งห้าสิบ เปอร์เซ็นต์ ภคพงษ์ มองไปและแอบคิดถึงอาหารเย็นที่ให้สายใจเตรียมไว้ที่บ้าน พอยูโฮะเอ่ยถามอยากรู้ว่าเธอคนนั้นเป็นใคร เขาปัดทันทีว่าบอกไปก็ไม่รู้จัก

ยูโฮะหน้างอไม่ได้ดั่งใจ แต่พอเหลือบเห็นนักข่าวเตรียมถ่ายรูปก็รีบปั้นยิ้มมีความสุข กุลีกุจอเอาใจตักอาหารเตรียมป้อนภคพงษ์...ชีวินกับรสานั่งโต๊ะกลางร้านห่าง จากกันเล็กน้อย สั่งอาหารเสร็จชีวินหันไปเห็นนายไฮโซจึงเอียงตัวกระซิบบอกรสา

จังหวะที่ รสามองไป ยูโฮะกำลังป้อนอาหารภคพงษ์ พอดี เธอเบือนหน้าหนีพร้อมกับบ่นเบาๆว่า เช้าคนเย็นคน หล่อเลือกได้จริงๆ ชีวินสีหน้าไม่เชื่อ ถามย้ำว่าจริงเหรอ?

“จริง...เมื่อเช้าก็คุณนางเอกมาอาละวาดถึงที่เรือนหลังเล็ก พอตกเย็นมากินข้าวกับนักร้อง คิวทองจริงๆ”

“โห...ไม่หล่อไม่รวยทำแบบนี้ไม่ได้นะเนี่ย”

“ถ้าจิตใจไม่โหดเหี้ยมก็ทำแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน”

“ขนาดนั้นเลย?”

“ก็มันจริงนี่ ทำเหมือนผู้หญิงไม่มีความรู้สึก ควงคนโน้นทีคนนี้ที ตัวเองมีความสุข คนอื่นจะทุกข์แค่ไหนก็ไม่สนใจ”

“มันก็ไม่แน่...ผู้หญิงพวกนั้นเขาอาจจะมีความสุขก็ได้”

“ใครจะสุขก็สุขไปเถอะ รสไม่สุขด้วยหรอก” รสาเชิดใส่ไม่มองและไม่ทัก ชีวินอมยิ้มสบายใจหายห่วง

ภค พงษ์เริ่มหงุดหงิดในใจที่รสาไม่ยอมทัก แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดไปกันใหญ่เมื่อจับได้ว่ายูโฮะแอบให้นักข่าวถ่ายรูป เขาถามเธอเสียงแข็งว่าช่างภาพจากหนังสืออะไร ยูโฮะอึกอักว่าไม่รู้จัก และอ้างว่าตอนนี้พวกปาปารัสซี่เยอะแยะเต็มไปหมดตนจำไม่ได้หรอก พอเขาเขม่นตามองไม่เชื่อ เธอรีบแจกแจงต่ออย่างมีพิรุธ

“อ้อ บางทีเขาก็ให้พวกคนธรรมดาถ่ายแล้วส่งไปให้ก็มีนะคะ คนเมื่อกี้อาจจะเป็นคนที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดีก็ได้ ยูโฮะว่าไม่มีอะไรหรอก พี่ภัคอย่าคิดมากเลยค่ะ”

“ผมไม่คิดมากแต่ไม่สบายใจ ถ้ามีภาพแอบถ่ายของผมกับคุณหลุดออกไป ผมคงไม่สะดวกใจที่จะไปไหนมาไหนกับคุณอีก ถ้ายังอยากเจอกัน อย่าให้รูปหลุดออกไปเป็นอันขาด ฝากเคลียร์ด้วย”

นักร้องสาวถึงกับสะดุ้งวาบ หน้าเสียทันที ภคพงษ์ขยับวางผ้าเช็ดปากไว้บนโต๊ะและบอกลาอย่างผู้ดี

“ผมอิ่มแล้ว ถ้าคุณอยากทานต่อก็เชิญตามสบาย ผมขอเสียมารยาทกลับก่อน”

เขาวางเงินไว้จำนวนหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นท่ามกลางอาการเหวอของยูโฮะ ชีวินเห็นภคพงษ์เดินลิ่วมารีบกระซิบบอกรสาให้รู้ตัวเผื่อจะทักทาย แต่เปล่าเลย รสานั่งกินเฉยเหมือนไม่รู้ไม่เห็น  ทั้งที่เขาเดินมาหยุดนิดหนึ่งข้างโต๊ะก่อนจะก้าวดุ่มๆออกไปด้วยความโมโห โดยมียูโฮะไล่ตามอย่างร้อนใจ

เมื่อชีวินถามรสาว่าไม่ทักเขาแบบนี้เขาจะโกรธหรือเปล่า รสาตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่าคงโกรธ

“อ้าว...แล้วทำไมไม่ทัก”

“ก็ตอนนี้หมดเวลางานแล้ว มันเป็นเวลาส่วนตัว”

“ระวังนะ ทำตัวหยิ่งแบบนี้เขาจะมาชอบ”

“ทฤษฎีตำราไหนไม่ทราบคะ”

“ก็วินเห็นตามละครไง นางเอกหยิ่งๆ พระเอกชอบ”

“แต่รสไม่ใช่นางเอกละคร แล้วคุณภคพงษ์ก็

ไม่ใช่พระเอกในสายตารส อีกอย่างเขาชอบผู้หญิงขาวๆ อวบๆเอ็กซ์ๆ ไอ้เก้งก้างอย่างรสเขาไม่สนใจหรอก”

“ขอให้จริงเหอะ” ชีวินดักคอ...รสายักไหล่เหมือนจะบอกว่าจริงอยู่แล้ว

ภคพงษ์ไม่สนใจยูโฮะ เขาบึ่งรถกลับบ้านและได้รับรายงานจากสายใจว่ารสาไม่ได้ทานอาหารเย็นที่ตนเตรียมไว้

“ผมทราบแล้ว...สำหรับพรุ่งนี้ฝากป้าใจเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้คุณรสาด้วย บอกเขาว่าผมเชิญมาทานด้วยกัน”

“ค่ะ” สายใจรับคำทั้งที่ยังงุนงงว่าคุณหนูของตนรู้ได้ยังไงว่ารสาไม่ได้ทานอาหารเย็นที่นี่ เช่นเดียวกับปุยนุ่นที่ยืนอยู่ข้างๆ กังขาอยากรู้เหลือเกิน

กระทั่งเช้าวันต่อมา ทั้งคู่ก็ได้คำตอบจากรสาว่าตนกับภคพงษ์ไปเจอกันโดยบังเอิญที่ร้านอาหาร

“แหม...ช่างบังเอิญจังเลยนะคะ ถึงว่าตอนคุณภัคกลับมาป้ายังไม่ทันจะรายงาน คุณหนูก็ชิงตอบซะก่อน...อ้อ แล้วกลางวันนี้คุณรสามีนัดกับใครหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีค่ะ”

“ดีเลยค่ะ เพราะคุณภัคเธอให้ป้าทำอาหารไว้ให้ แล้วก็เชิญคุณมาทานด้วยกัน”

“ทานด้วยกัน?”

“ค่ะ ทานกับคุณหนูน่ะค่ะ”

“แต่รสเกรงใจคุณป้า ไม่อยากทำให้ต้องวุ่นวายเตรียมอาหาร”

“ถ้าเกรงใจก็ต้องทานเยอะๆ ป้าจะได้ดีใจ แต่ถ้าคุณทานนิดๆหน่อยๆ หรือปฏิเสธไม่มาร่วมทานอาหารกับคุณหนู ป้าเสียใจ คิดว่าคุณรสาไม่อยากทานอาหารฝีมือป้า”

“เปล่านะคะ ป้าใจทำอาหารอร่อยมากค่ะ”

“ถ้าอร่อย...กลางวันนี้มาทานกับคุณหนูนะคะ ถ้าอาหารจัดเรียบร้อยแล้วจะให้ปุยนุ่นไปเชิญ ป้าขอตัวไปทำครัวก่อนนะคะ” สายใจรวบรัดเร็วจี๋จนรสาหมดทางปฏิเสธ เธอได้แต่ยืนครุ่นคิดด้วยความอึดอัด

ooooooo

รสาเริ่มงานด้วยการเดินตรวจตราห้องต่างๆในเรือนเล็กอย่างละเอียด จนมาหยุดที่ห้องนอนเก่าของภคพงษ์ ต้องแปลกใจกับกล่องไม้ขนาดย่อมในตู้ เธอหยิบมันออกมาแต่ยังไม่กล้าเปิดกลัวเสียมารยาท

ขณะกำลังลังเลว่าจะเปิดหรือไม่เปิดดี เสียงคนงานร้องเรียกรสาดังขึ้น เธอสะดุ้งเฮือกปล่อยกล่องในมือหล่นลงพื้นด้วยความตกใจ แล้วหันไปทักถามคนงานว่ามีอะไร

“ช่างที่จะมาทุบกำแพงในห้องนั่งเล่นมาแล้ว จะให้เริ่มเลยไหมครับ”

“เริ่มเลยจ้ะ เดี๋ยวรสตามลงไปดู”

คนงานรับคำแล้วกลับออกไป ส่วนรสาหันกลับมามองพื้นตรงหน้า พบว่ามีรูปถ่ายจำนวนมากกระเด็นจากกล่องเกลื่อนกลาด เธอหยิบดูทีละใบด้วยรอยยิ้มบางๆในความน่ารักน่าชังของเด็กชายภคพงษ์ แต่ก็เอะใจกับอีกสี่ห้ารูปที่มีร่องรอยโดนตัด เหมือนเป็นรูปครอบครัวสามคน แต่โดนตัดทิ้งออกไปหนึ่ง

“ใคร? ตัดทิ้งทำไม?” รสาพึมพำด้วยความแปลกใจ

พลันรสาต้องยุติความสงสัย เนื่องจากมีเสียงแหลมสูงของใครคนหนึ่งดังมาจากข้างล่าง

“ใครเป็นคนออกแบบ เรียกมาคุยกับฉันหน่อยสิ”

นักร้องสาวยูโฮะนั่นเอง เธอวางอำนาจราวกับเจ้าของบ้านใส่คนงานจนรสาต้องลงมาปรากฏตัวบอกว่าตนเป็นคนออกแบบและคุมงาน ยูโฮะมองรสาตั้งแต่หัวจดเท้าและย้อนขวับกลับมาที่หน้าอีกที

“เธอคือคนที่อยู่ในร้านอาหารเมื่อคืนนี้นี่”

“ใช่ค่ะ”

“แล้วทำไมเธอถึงไม่ทักทายพี่ภัค ทำเหมือนไม่รู้จัก ไม่มีมารยาท”

“ที่ดิฉันไม่ทักเพราะเห็นว่าคุณสองคนกำลังใช้เวลาส่วนตัวกันอยู่ ฉันไม่อยากรบกวน”

ยูโฮะยิ้มกว้างพอใจคำตอบที่มีเหตุผลดีน่าให้อภัย จากนั้นเธอคาดคั้นรสาให้รายงานมาว่าออกแบบบ้านไว้ยังไงบ้าง รสาได้ฟังถึงกับกลอกตาเบื่อหน่าย วันก่อนเพิ่งจะเคลียร์ไปคน วันนี้ดันโผล่มาอีกคน เธอจึงโบ้ยให้ไปถามภคพงษ์เอาเอง

“ฉันสั่ง เธอต้องทำ รายงานมาเดี๋ยวนี้” ยูโฮะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ พอรสาไม่ปฏิบัติตามก็อ้างตัวเป็นแฟนของนายจ้าง รสาถึงกับเซ็งเป็ด พูดลอยๆว่าแฟนมาอีกคนแล้ว “อีกคน? หมายความว่ายังไง”

“เมื่อวานก็มีผู้หญิงมาบอกว่าเป็นแฟนคุณภคพงษ์ วันนี้คุณก็มาบอกว่าเป็นแฟนอีก นี่ถ้าฉันจะต้องรายงานต้องแก้ทุกอย่างตามที่แฟนคุณภคพงษ์ต้องการ ฉันคงจะต้องขอเงินเพิ่ม”

“นังนั่นมันเป็นแฟนตัวปลอม ฉันเป็นแฟนตัวจริง ต้องฟังฉันเท่านั้น”

รสาเอือมระอาใจ แต่แล้วคิดอะไรบางอย่างได้ แอบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทร.หาภคพงษ์ พร้อมกับเจรจากับยูโฮะไปด้วย “ได้ค่ะ ฉันจะฟัง คุณบอกความต้องการของคุณมาได้เลยค่ะ ฉันจะได้ใส่ลงไปในแบบ”

ยูโฮะยิ้มพอใจก่อนร่ายยาวว่าตนต้องการห้องนอนแบบอลังการ เตียงนอนต้องใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ผนังเป็นสีทองหลุยส์ๆ เริดๆ ล้ำๆ นอนแล้วเหมือนตนเป็นเจ้าหญิงอยู่ในพระราชวัง ห้องน้ำก็ต้องแอบเซ็กซี่หน่อย ตนกับภคพงษ์จะได้มีกิจกรรมทำด้วยกัน

ภคพงษ์อยู่ในสายได้ยินหมดทุกอย่าง แต่ยูโฮะยังไม่รู้ตัว เพ้อเจ้อต่อไปอย่างเพลิดเพลิน

“ส่วนห้องจัดเลี้ยงก็ต้องเปิดโล่งๆกว้างๆ มีเวทีสำหรับให้ฉันกับเพื่อนๆจัดคอนเสิร์ตซ้อมเต้น แล้วก็ใช้แถลงข่าวเปิดอัลบั้มด้วย อ้อ...แล้วก็ต้องมีโรงหนังในบ้านด้วยนะ เพราะฉันไม่ชอบไปดูหนังข้างนอก มันไม่มีความเป็นส่วนตัว”

“มีอะไรอีกไหมคะ”

“ตอนนี้คิดได้แค่นี้ เอาไว้ถ้านึกอะไรออก ฉันจะบอกอีกที”

“ได้ค่ะ” รสารับคำแล้ววางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะพร้อมกับเปิดลำโพงสปีกเกอร์โฟน “คุณได้ยินความต้องการทั้งหมดของแฟนคุณแล้วนะคะ”

ยูโฮะตกใจหน้าเหลอหลา รสายังคงสนทนากับภคพงษ์ต่อไปว่า ถ้าเขาต้องการให้แก้แบบตามที่แฟนของเขาสั่งก็บอกมา ตนจะรีบทำให้แต่คงต้องขอคิดเงินเพิ่มอีกเท่าตัว...ยูโฮะโกรธมากที่รสาแอบโทร.หาภคพงษ์ จึงโวยวายทันที่รสาวางสาย แต่อีกไม่กี่อึดใจก็เป็นฝ่ายหน้าซีดเสียเองเมื่อเจ้าของบ้านตัวจริงโทร.มาสั่งให้เธอออกจากเรือนเล็กเดี๋ยวนี้

“แต่พี่ภัคคะ...ฟังยูโฮะก่อนนะคะ”

“ออกมา และห้ามเข้าไปอีกถ้าผมไม่อนุญาต...กรุณาอย่าให้ผมต้องพูดซ้ำเป็นครั้งที่สาม”

“ค่ะๆ ไปแล้วค่ะ” ยูโฮะเดินกระแทกส้นออกไปด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่ปากยังคงออดอ้อนเสียงหวานจะอธิบายเหตุผล แต่ชายหนุ่มกดสายทิ้งทันที แล้วก็นั่งอมยิ้มที่รสาแสบไม่ใช่เล่น

ooooooo

ใกล้เวลาอาหารกลางวัน รสาจะออกไปกินข้างนอก แต่สายใจไม่ยอมเพราะภคพงษ์กำชับให้ทำอาหารเผื่อเดี๋ยวเขาจะมากินด้วย ตอนนี้กำลังขับรถกลับจากบริษัท

“แต่รสเกรงใจ อีกอย่างก็เหมือนกับที่เคยบอกป้าใจน่ะค่ะ ทานขาวกับคุณหนูของป้าทีไร รสทานไม่ค่อยสะดวกทุกที”

“ใหม่ๆก็แบบนี้แหละค่ะ พอทานกันบ่อยๆเดี๋ยวก็ชิน”

“ไม่ไหวมั้งคะป้า นานๆทีดีกว่าค่ะ”

“พูดแบบนี้แสดงว่ายอมรับคำเชิญแล้วใช่ไหมคะ” รสาเลิกคิ้วงงๆ สายใจจึงทบทวนให้ฟัง “ก็คุณรสาบอกว่านานๆทานที งั้นครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งที่นานๆทีนะคะ”

“ใช่ค่ะ ป้าใจพูดถูก นะคะคุณรสา อยู่ทานเป็นเพื่อนคุณภัคเถอะค่ะ เธอไม่ค่อยเอ่ยปากชวนใครนะคะ”

ปุยนุ่นช่วยอีกแรง แต่รสาก็ยังลังเลอยู่ดี สายใจเลยย้ำอีกทีอย่างขอร้อง “ทานเถอะค่ะ คิดซะว่าช่วยป้า ป้าจะได้ไม่โดนคุณหนูเอ็ด”

เพื่อเห็นแก่สายใจ ในที่สุดรสาก็ยอมร่วมโต๊ะอาหารกับภคพงษ์ เมื่อเขารู้เหตุผลนี้จึงออกตัวกึ่งประชดเธอว่าไม่ต้องห่วง แค่ทานข้าวกับตนไม่มีใครคิดไปทางชู้สาว รสาถึงสะอึก รีบแก้ว่าตนไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น

“ไม่ห่วงก็ดี จะได้ไม่มีข้ออ้างในการปฏิเสธครั้งต่อไป”

“ครั้งต่อไป?”

“ใช่ ตลอดเวลาที่คุณทำงานที่นี่ ผมจะให้ป้าใจทำอาหารไว้ให้วันละสองมื้อ คือกลางวันและเย็น ถ้าผมอยู่ก็ทานด้วยกัน ถ้าผมไม่อยู่ก็เชิญคุณตามสบาย”

“ดิฉันยังไม่ได้รับปากนะคะ”

“แต่คุณก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ”

รสาชะงักพูดไม่ออก ภคพงษ์หันไปทางสายใจและปุยนุ่นที่ยืนยิ้มอยู่ไม่ห่าง สั่งให้ตักข้าวได้...จากนั้น

รสาก็รีบกินจะได้ออกไปพ้นตรงนี้เสียที แต่ดูเหมือนเขารู้ทันและอยากแกล้ง พอได้ยินเธอรับโทรศัพท์จากชีวินที่มาถึงเรือนเล็กแล้วโดยการนำพาของนายเปลี่ยน เขาจึงไม่รอช้าที่จะรั้งเธอไว้ด้วยการชวนทานของหวานที่สายใจตั้งใจทำและหาทานไม่ได้ง่ายๆ

สายใจเออออไปกับเจ้านายว่าตนทำขนมเสน่ห์-จันทร์กับทองเอก ส่วนปุยนุ่นสาระแนว่าป้าใจอบเทียนไว้ตั้งแต่เมื่อคืน หอมมากเลย รสาฟังแล้วก็เริ่มลำบากใจ

“ปุยนุ่นรีบไปยกมาไป คุณรสาคงจะอยากทานแล้ว” ภคพงษ์รวบรัดหน้าตาเฉย รสาท้วงเบาๆว่าตนยังไม่ได้พูดเลยสักคำ เขาตอบกลับอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “ผมเห็นคุณกลืนน้ำลาย ผมก็รู้แล้ว หรือว่าคุณไม่อยากทานขนมที่ป้าใจตั้งใจเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน”

รสาสะอึกเล็กน้อย เห็นสายใจส่งยิ้มให้ก็พูดไม่ออก จำยอมนั่งกินต่ออย่างรีบๆ กินเสร็จขอตัวไปทำงาน แต่ภคพงษ์ยังรั้งอีก คะยั้นคะยอให้เธอดื่มกาแฟก่อน แล้วก็รอสายใจจัดขนมใส่กล่องเอากลับไปบ้านด้วย...

ที่ออฟฟิศของพิทยาวันนี้ค่อนข้างเงียบ พนักงานส่วนใหญ่ออกไปดูงานข้างนอก แต่สำหรับชีวินที่คัพเค้ก

รายงานว่าไปหารสาที่บ้านภคพงษ์เพื่อเตรียมงานออกแบบสวน พิทยาไม่เข้าใจทำไมต้องรีบ เพราะอีกเป็นเดือนกว่าจะเริ่มจัดสวน

“ไปเฝ้าของรักของหวงมั้งคะ” คัพเค้กพูดขึ้นลอยๆ พิทยาค้อนปะหลับปะเหลือก สั่งเลขาฯจอมแบ๊วอธิบายมาอย่างละเอียด “ไม่ได้หรอกค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว คัพเค้กไม่ยุ่ง ขอโทษจริงๆนะคะ แต่มันเป็นจรรยาบรรณในวงการค่ะ”

“มาทำเป็นมีจรรยาบรรณใส่ ตกลงจะรู้เรื่องไหมเนี่ย” พิทยาบ่นไล่หลังคัพเค้กที่เดินนวยนาดจากไป

ทันใดนั้นมีเสียงข้อความเข้ามือถือพิทยา เขาหยิบมาดูก่อนจะอุทานอย่างคาดไม่ถึง “คุณภคพงษ์!!”

ภคพงษ์แอบส่งข้อความบางอย่างถึงพิทยา เป็นจังหวะที่รสาดื่มกาแฟเสร็จ และสายใจก็จัดขนมใส่กล่อง เรียบร้อยพอดี รสาไหว้ขอบคุณก่อนรับมาแล้วทำท่าจะออกเดิน

“เดี๋ยว...” ภคพงษ์ส่งเสียง...เธอชะงักและชักสีหน้าด้วยความรำคาญ

“อะไรอีกคะคุณ ทั้งอาหาร ของหวาน กาแฟ ดิฉันก็ทานจนครบแล้ว คุณยังต้องการให้ดิฉันทานอะไรอีก”

“หมดเวลาอาหารแล้ว แต่คุณต้องออกไปทำธุระข้างนอกกับผม”

“ทำธุระข้างนอก ธุระอะไรไม่ทราบ ดิฉันเป็นมัณฑนากรนะคะ ไม่ใช่เลขาฯ”

“ก็เพราะคุณเป็นมัณฑนากร คุณถึงต้องไปกับผม เพราะผมจะออกไปดูเฟอร์นิเจอร์ที่จะใช้ในการตกแต่งเรือนหลังเล็ก”

ตอนที่ 2

ในระหว่างการทานอาหารมื้อนั้นสร้างความอึดอัดให้รสาอย่างมากจน แทบกลืนไม่ลง ต่างจากภคพงษ์ที่ดูเจริญอาหารแถมยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะเมื่อมีการประ คารมกันไปมาอีกยก

ขณะที่รสาอึดอัดขัดใจอยู่ที่บ้านเถลิงยศ ชีวินทำงานที่ออฟฟิศอย่างไม่เป็นสุข เอาแต่ชะเง้อคอยว่าเมื่อไหร่ รสาจะกลับมาเสียที ผ่านไปพักใหญ่เห็นพิทยากลับมาคนเดียวจึงสอบถามว่ารสาอยู่ไหน ทำไมไม่มาด้วย หรือ ว่ามีปัญหาอะไร?

พิทยาเพิ่งมาถึงและทั้งร้อนทั้งเหนื่อยจากการเดิน ทางที่รถติดมากก็เลยแหวใส่ชีวินว่าตนพารสาไปทำงานไม่ได้ไปรบจะห่วงอะไรกัน นักหนา แล้วที่รสายังไม่กลับมาเพราะต้องอยู่คุยกับคุณภคพงษ์ แต่ตนต้องมาก่อนเพราะมีนัดลูกค้าต่อ พอดีเลิกประชุมไวก็เลยได้กลับมาก่อน

ชีวิน ฟังแล้วยิ่งกระวนกระวายที่รสาต้องอยู่กับภคพงษ์สองต่อสอง พอคัพเค้กเปรยขึ้นว่าเสร็จแน่ๆ หล่อ ขนาดนั้นใครจะห้ามใจได้ ชีวินก็ยิ่งนั่งไม่ติด กลัวรสาจะหวั่นไหวกับนายไฮโซหล่อรวย

หลังอาหาร กลางวัน ภคพงษ์พารสานั่งรถกอล์ฟไปที่เรือนเล็กซึ่งอยู่ในอาณาบริเวณกว้างขวางของบ้าน เถลิง–ยศ สภาพเรือนเล็กค่อนข้างทรุดโทรมแต่ยังคงความสวยงามไว้ให้เห็น เขาเดินนำเธอเข้าไปภายในพร้อมอธิบายว่าต้องการซ่อมแซมและตกแต่งใหม่ทั้งหมด

“เพื่ออะไรคะ” รสาถามเรียบๆ แต่แล้วต้องชักสีหน้ากับคำตอบห้วนๆของเขา

“เหตุผลส่วนตัว”

“ดิฉัน ก็ไม่อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณ แต่จุดประสงค์ในการซ่อมแซมบ้านมีผลต่อการออกแบบ บ้าน สำหรับพักอาศัย บ้านสำหรับรับรองแขก และบ้านสำหรับจัดเลี้ยงมันไม่เหมือนกัน ถ้าคุณไม่บอกดิฉันก็ออกแบบให้ตรงความต้องการไม่ได้”

รสาทำท่าจะเดินกลับไปที่รถ ภคพงษ์โพล่งออกมาอย่างจำยอม

“ผม ต้องการทำให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างมาสิบกว่าปี ไม่มีคนอยู่ ผมต้องการ ทำให้บ้านหลังนี้กลับมาเป็นเหมือนเดิม...ทำได้หรือเปล่า”

“ดิฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ แต่จะได้หรือไม่ได้ ถูกใจคุณหรือเปล่า คุณคงต้องตัดสินเอง ดิฉันขอเข้าไปสำรวจในบ้านนะคะ”

“เชิญ”

รสา เดินนำเข้าไปทันที ภคพงษ์มองตามแววตายังไม่อยากเชื่อฝีมือเท่าใดนัก รสาใช้ไอแพดถ่ายรูปมุมต่างๆของบ้านเก็บไว้ โดยมีเจ้าของบ้านเดินตามไม่ห่างสร้างความอึดอัดให้เธอไม่น้อยทีเดียว กระทั่งเดินมาหยุดในห้องนอนเห็นรูปถ่ายเด็กวางหัวเตียง เธอหยิบมาดูพร้อมกับยิ้มนิดๆในความน่ารัก แต่พอได้ยินเขาบอกว่ารูปเขาเอง เธอหุบยิ้มรีบวางรูปไว้ที่เดิม แล้วเฉไฉถ่ายรูปสำรวจมุมโน้นมุมนี้ไปเรื่อย

“ห้องนี้เป็นห้องนอนเก่าของผม ถ้าซ่อมแซมแล้วอาจจะทำเป็นห้องนอนสำหรับแขก”

“ค่ะ” รสาหยิบสมุดโน้ตออกมาจดข้อมูล แล้วสำรวจ ประตูหน้าต่างดูความแข็งแรง จากนั้นเช็กระบบไฟและระบบน้ำซึ่งบางจุดยังใช้ได้ เช็กไปบันทึกไปอย่างตั้งใจ โดยที่ภคพงษ์เดินตามและเฝ้ามองการทำงานของเธอด้วยความพอใจ

เมื่อเดินมา ถึงห้องโถงที่มีเครื่องเรือนบางชิ้นยังดีอยู่ รสาบอกเขาว่าตนอาจจะนำกลับมาใช้วางคละกับเครื่องเรือนใหม่ที่มีการออกแบบ ใกล้เคียงกัน

“ไม่มีปัญหา คุณอยากจะใช้อะไรหรือจะไม่ใช้อะไรก็ตามสบาย มีเพียงอย่างเดียวที่ห้ามเคลื่อนย้ายโดยเด็ดขาด”

“อะไรคะ”

เขาเดินไปเปิดผ้าคลุมออกเผยให้เห็นเปียโนหลังงาม “แกรนด์เปียโนหลังนี้ต้องอยู่ที่ห้องโถงนี้เท่านั้น ห้ามย้ายเด็ดขาด”

รสาแอบแปลกใจ แต่ก็ต้องรับคำแล้วจดลงสมุดเอาไว้กันลืม

“คุณจะส่งแบบให้ผมดูได้เมื่อไหร่”

“อีกสองอาทิตย์ค่ะ”

“ช้าเกินไป ผมต้องการเห็นแบบภายในสองวัน”

“สองวันดิฉันทำไม่ทันหรอกค่ะ สองอาทิตย์นี่ก็รีบสุดๆแล้ว ปกติต้องใช้เวลาเป็นเดือน”

“แต่งานนี้ไม่ปกติ เพราะเป็นงานพิเศษ ผมให้เวลาคุณสองวันต้องมีแบบมาให้ผมดู คุณจะรับปากตอนนี้ หรือจะให้ผมโทร.ถามคุณพิทยา”

เขาถามอย่างท้าทาย รสาเม้มปากเถียงไม่ออก เพราะรู้ว่าถ้าถามพิทยาก็ต้องสองวันอยู่แล้ว

“ได้ค่ะ ดิฉันจะส่งแบบให้คุณดูภายในสองวัน”

“กรุณาอย่าทำงานชุ่ยๆ เพื่อทำให้ผมต้องปฏิเสธงานคุณ”

“ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่าที่บริษัทมีนักออกแบบที่มีความสามารถอีกมาก ถ้าคุณไม่ไว้ใจดิฉัน สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา”

รสา พูดจบก็หันหลังให้ภคพงษ์อย่างไม่เกรงกลัว แล้วก้าวฉับๆออกจากห้องโถงสู่ระเบียงไม้อย่างไม่ทันระวังทำให้เหยียบลงบน แผ่นไม้ผุจนพังทะลุขาติดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ภคพงษ์จะเข้ามาช่วยแล้วอุ้มพา เธอไปส่งให้ป้าสายใจช่วยทำแผล ทั้งที่เธอไม่เต็มใจให้อุ้มเพราะไม่ได้เป็นอะไรมาก

ฝากฝังเธอไว้กับป้า สายใจแล้ว ภคพงษ์รีบกลับเข้าบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะไปส่งรสาตามที่บอกเอาไว้ แต่พอเขากลับออกมาปรากฏว่ารสากลับไปแล้ว โดยฝากป้าสายใจบอกเขาว่าเธอเกรงใจ

“ตั้งใจจะขัดคำสั่งมากกว่า ขาเจ็บแล้วยังจะทำจองหอง” ภคพงษ์พูดด้วยความไม่พอใจแล้วก็เดินกลับไป

ปุย นุ่นกับเปลี่ยนรอจนเจ้านายเดินลับตาก่อนจะหันมาซักป้าสายใจว่า ตกลงคุณภัคโกรธหรือเป็นห่วง คุณรสากันแน่ สายใจไม่ตอบแต่ในใจแอบคิดว่าอาจจะเป็นอย่างหลัง

ooooooo

พิทยาโวยวาย ทันทีที่รสากลับมาบอกว่าภคพงษ์ ต้องการให้ส่งแบบบ้านภายในสองวัน รสากับชีวินนึกดีใจว่าเจ้านายของตนอาจไม่รับงานนี้ แต่ที่ไหนได้ พิทยากลับบังคับรสาต้องทำให้ได้ตามใจลูกค้า

“ก็คุณภัคเป็นลูกค้าคนสำคัญ และคุณเผด็จก็อยากให้เราได้งานนี้ เขาชอบที่รสกล้าพูดตรงๆกับคุณภัค ปกติไม่มีใครกล้า ต่อหน้าก็ทำเออออ แต่พอทำไม่ได้เขาก็ต้องเป็นคนกลางมาไกล่เกลี่ย แต่พอเธอกล้าพูด เขาก็เลยชอบ”

“มีแต่คนยอม...ถึงได้เอาแต่ใจ” รสาบ่น

“เอาแต่ใจนิดๆ หน่อยๆ แต่จ่ายเงินครบก็ยังดีกว่าเอาแต่ใจแถมเงินก็ไม่จ่าย...คัพเค้ก เตรียมตุนเสบียงไว้ ให้ยัยรสด้วย รสอยากกินอะไรก็บอกไป เดี๋ยวให้ไอ้วินไปเอาเสื้อผ้าของใช้จากที่บ้านมาให้ กินนอนที่นี่แหละ สองวัน เดี๋ยวก็เสร็จ สู้เพื่อพี่และบริษัทของเรานะรส”

รสาปฏิเสธไม่ออก เมื่อเห็นสีหน้ามุ่งมั่นมากของพิทยา จากนั้นเธอก็โทร.บอกป้าอาภรณ์ให้จัดเสื้อผ้าข้าว ของให้ทีเดี๋ยวจะส่งชีวินไปเอามาให้

เมื่อชีวินออกไปแล้ว รสาเตรียมลงมือทำงาน แต่พิมพรรณโทร.มาขัดจังหวะเสียก่อน เธอถามรสาว่า เสาร์อาทิตย์นี้จะกลับระยองหรือเปล่า

“ไม่ได้กลับไป มีงานเข้า”

“เสียดายจัง พิมว่าจะชวนรสไปเที่ยวสักหน่อย ช่วงนี้เบื๊อเบื่อ เพื่อนคนอื่นๆแต่งงานกันไปหมดแล้ว

คนสุดท้ายในกลุ่มก็กำลังจะแต่ง ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนเที่ยวกับพิมเลย”

“ก็รสไง...รสยังโสด เป็นเพื่อนพิม”

“แต่ รสอยู่ไกล ที่กรุงเทพฯก็มีผู้ชายให้เลือกตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวรสก็มีแฟน พิมสิอยู่แต่ในห้องสมุดหันไป ทางไหนก็เจอแต่หนังสือ สักวันก็คงจะต้องแต่งงานกับหนังสือนี่แหละ”

“เอาน่า...ใจเย็นๆ เดี๋ยวพิมก็เจอเองแหละ”

“รส...แค่นี้ก่อนนะ พอดีมีแขกมา เดี๋ยวค่อยโทร.คุยกันใหม่ สวัสดีจ้ะ”

พิม พรรณรีบวางสายแล้วเดินไปเปิดประตูรับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยืนชะเง้ออยู่หน้า ห้อง ถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม เขาชะงักไปนิดกับความน่ารักสดใสของหญิงสาว ที่ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตร

“ผมมาจากบริษัทติดตั้งคอมพิวเตอร์ที่ทางโรงเรียนติดต่อให้มาวางระบบฐานข้อมูลในห้องสมุดน่ะครับ...คุณพิมพรรณใช่ไหมครับ”

“ค่ะ เรียกพิมเฉยๆก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“ผมชื่อวาริช ไม่มีชื่อเล่นเป็นทางการ มีตามใจคนเรียก คุณพิมอยากจะเรียกว่าวาหรือริชก็ได้ครับ ตาม สะดวก”

“งั้นพิมขอเรียกว่าวาริชแล้วกันนะคะ แค่สองคำไม่ได้ลำบากอะไร”

“ได้ครับ แต่ผมขอเรียกว่าพิมนะครับ...น่ารักดี”

เจอ ลูกหยอดของหนุ่มหล่อหน้าเข้มเข้าไป พิมพรรณถึงกับเขินอาย ท่าทางจะปิ๊งเขาเข้าให้แล้ว ครั้นอีกสักพักห้าวมารับเธอกลับบ้านสังเกตเห็นเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็แปลกใจ ว่าวันนี้เป็นอะไร ปกติมารับทีไรหน้าหงิกหน้างอ บ่นเหนื่อยบ่นเบื่อเป็นยายแก่ พิมพรรณจึงรีบเก็บอาการกลัวโดนห้าวจับได้ เปลี่ยนไปคุยเรื่องรสาแทนทันที

ooooooo

ค่ำแล้ว ชีวินกลับมาพร้อมกระเป๋าสัมภาระของรสาแล้วทำท่าจะอยู่เป็นเพื่อน แต่พอดีคัพเค้กหอบของกินมากมายเข้ามา ชีวินเลยต้องกินแห้วถอยกลับไปตามระเบียบ

ส่วนที่บ้านเถลิงยศ คืนเดียวกันนี้ภคพงษ์เข้ามาที่เรือนเล็กอีกครั้ง เขามองสภาพบ้านที่ถูกทิ้งร้างแล้ว หวนนึกถึงอดีตในวัยเด็กที่ตัวเองเคยอาศัยเรือนหลังนี้ โดยเฉพาะวันที่เกิดเหตุการณ์แสนเศร้าสะเทือนใจที่เขาไม่อาจลืมได้เลย

วัน นั้น...แม่หอบกระเป๋าออกจากที่นี่ไปโดยไม่ฟังคำขอร้องอ้อนวอนของพ่อ แม้แต่เสียงร่ำร้องร่ำไห้ของ ลูกชายที่ห้ามแม่ไม่ให้ไปก็ไม่มีผลอะไรต่อแม่เลยสักนิด

ความเสียใจและไม่ เข้าใจในการกระทำของแม่ทำให้ภคพงษ์ฝังใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่าง มาก...ฝังใจจนกลายเป็นความชิงชัง แทบไม่อยากจะคิดถึงมันอีกเลย

ooooooo

รสา มุ่งมั่นทำงานทั้งกลางวันกลางคืนแทบไม่ได้ พักผ่อน แต่เมื่อผ่านไปสองวันงานเสร็จเรียบร้อยก็รู้สึกโล่งใจหายห่วง ส่วนพิทยานั้นไม่ต้องพูดถึง กระดี๊- กระด๊าดีใจและเอ่ยชมรสาไม่ขาดปาก

เมื่อ งานพร้อมคนพร้อม รสากับพิทยาก็เตรียมตัวเดินทางไปพบภคพงษ์ที่บ้าน ชีวินเห็นรสาแต่งตัวสวยทะมัด– ทะแมงก็แอบหวงทักท้วงขึ้นว่า แต่งตัวดูดีไปหรือเปล่า?

รสาขมวดคิ้วแปลกใจ...พิทยาหันขวับมาตอกหน้าชีวินด้วยความปากไว

“มัน ใช่เวลาจะมาหึงหวงไหมเนี่ย ไร้สาระจริงๆ ไปทำงานได้แล้ว รสจัดของ พี่จะไปรอที่รถ” พูดเสร็จ พิทยาก็เดินเด้งออกไป รสารีบจัดของว่องไวแล้วหันมาบอกลาชีวิน

“ไปก่อนนะวิน”

“โชคดีนะรส ขอให้ลูกค้าชอบงาน แต่ไม่ชอบรสนะ”

รสาหัวเราะน้อยๆ ก่อนเดินแกมวิ่งตามพิทยาออกไป ชีวินมองตามหน้าเศร้า แอบหวั่นใจลึกๆ

เมื่อพากันไปถึงบ้านเถลิงยศ รสาอดบ่นกับพิทยาไม่ได้ว่า “เขา” จะสายอีกไหมเนี่ย...พูดไม่ทันขาดคำ เผด็จเข้ามาแจ้งว่าคุณภัคมาแล้ว

สองฝ่ายทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่พิทยาจะสาธยายอย่างเป็นปลื้มลูกน้องสาวว่า

“งานเรียบร้อยครับ รสเค้าทำแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยนะครับ”

ภคพงษ์ปรายตามาทางรสาแต่ไม่พูดอะไร ฝ่ายรสาก็มองกลับด้วยท่าทีนิ่งเฉย ต่างคนต่างไม่พูด จนเผด็จต้องพูดขึ้น

“ผมว่าเราเริ่มดูแบบกันเลยดีไหมครับ”

พิทยา รีบสนับสนุนให้รสาลุยได้เลย...รสาโชว์ภาพบ้านสามมิติบนจอไอแพดแสดงให้เห็น ถึงโครงสร้างและแบบบ้านเก่ากับแบบบ้านใหม่เปรียบเทียบกัน พร้อมให้คำอธิบายอย่างฉาดฉาน

“จากที่ดิฉันได้ถามคุณภคพงษ์ถึงเหตุผลในการ ตกแต่งบ้านหลังนี้ เพราะต้องการจะทำให้บ้านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดิฉันจึงคงลักษณะบ้านแบบเดิมไว้ให้มากที่สุด เน้นไปที่การซ่อมแซม ทำนุบำรุง และจัดพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสม เริ่มจากห้องโถงกลางบ้านที่มีแกรนด์เปียโนวางอยู่ ดิฉันจะเปลี่ยนสีห้องให้ดูอบอุ่นและสบายตาขึ้น เพิ่มหน้าต่างและกระจก และติดม่านโปร่งเพื่อให้มองเห็นวิวจากสวนด้านนอก”

เผด็จตั้งใจฟังด้วย ความสนใจ ต่างจากภคพงษ์ที่ฟังด้วยสีหน้าราบเรียบไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกใดๆ รสา ปรายตามองเขาแล้วก็เซ็ง อธิบายไปอย่างเบื่อๆ

“ส่วนทางเดินที่เป็นไม้เดิมผุเกือบหมด ดิฉันจะเปลี่ยนเป็นวัสดุเลียนแบบไม้ อาจจะไม่สวยเท่าไม้แต่ทนทานและราคาถูกกว่า”

ตอนที่ 1

ภคพงษ์ เถลิงยศ ชายหนุ่มสมบูรณ์แบบที่นายพรตผู้เป็นพ่อทิ้งธุรกิจจิวเวลรี่ไว้ให้ก่อนเสียชีวิต ภคพงษ์ มีทุกอย่างยกเว้นความรัก เขาไม่คิดว่าโลกใบนี้มีรักจริง เพราะฝังใจที่แม่ทิ้งพ่อไปตั้งแต่เขาเด็กๆ ความเสียใจทำให้พรตโหมงานหนักจนเสียชีวิต เผด็จ...ทนายส่วนตัวประจำตระกูลส่งภคพงษ์ไปเรียนต่อที่อังกฤษ เขาจึงเติบโตอย่างโดดเดี่ยว

ต่างกับรสา หญิงสาวที่กำพร้าพ่อแม่ แต่มีนายพร้อมกับนางวิมลเพื่อนรักของพ่อเธอรับอุปการะ ทั้งคู่เลี้ยงรสาอย่างดีเหมือนพิมพรรณ ลูกสาวแท้ๆ รสากับพิมพรรณรักและผูกพันกันมาก รสาจึงไม่ขาดความรักมาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ป้าอาภรณ์พี่สาวของแม่ก็คอยดูแล

รสาใช้วิชามัณฑนศิลป์ที่เรียนมาดัดแปลงบ้านเก่าของป้าให้เป็นเกสต์เฮาส์บูธีกสุดเก๋ สร้างรายได้ให้ป้าได้ไม่น้อย ความมีน้ำใจทำให้รสาเป็นที่รักของทุกคน รวมถึงชีวินเพื่อนสนิทที่แอบรักเธอตั้งแต่มหาวิทยาลัย แถมพอเรียนจบทั้งคู่ยังได้ทำงานร่วมกัน โดยมีพิทยารุ่นพี่ปากจัดตรงไปตรงมาเป็นเจ้านาย

เมื่อกลับเมืองไทยสู่บ้านเถลิงยศของพ่ออีกครั้ง ภคพงษ์ต้องการบูรณะเรือนเล็กที่เขาเคยอาศัยในวัยเด็กซึ่งถูกทิ้งร้างมานาน และแน่นอนว่าคนที่จะมารับงานนี้ต้องฝีมือดีมีผลงานน่าประทับใจ

ooooooo

เย็นวันหนึ่ง รสากับชีวินไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อน ที่จัดขึ้นบริเวณสวนสวยของร้านอาหาร รสาในชุดราตรีสั้นสีสันสดใสดึงดูดสายตาใครต่อใครภายในงาน รวมทั้งภคพงษ์ชายหนุ่มเคร่งขรึมท่าทางถือตัวที่นั่งอยู่ในห้องอาหารติดแอร์เย็นฉ่ำ

ภคพงษ์รู้สึกสะดุดตากับความสวยเป็นธรรมชาติของรสา ต่างจากพักตร์วิมล ดาราสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาลิบลับ เธอจัดเต็มทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผมและเครื่องประดับล้วนแต่แบรนด์เนมทั้งสิ้น

ในงานแต่งอันแสนอบอุ่นของเพื่อน รสากับชีวินสนิทสนมกันมากจนเพื่อนๆต่างกระเซ้าว่า เมื่อไหร่จะถึงคิวของคู่นี้เสียที รสาพูดเล่นก็เขาไม่เห็นมาขอสักที แต่ชีวินคิดเป็นจริงเป็นจังสบตาเธอหวานหยดจนเธอเก้อเขิน พลันเสียงเพื่อนคนหนึ่งด้านในตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

“ใครกลัวขึ้นคานรีบรับดอกไม้ได้แล้วจ้า...”

กลุ่มเพื่อนที่ยืนอยู่กับรสาจึงฉุดข้อมือเธอวิ่งเข้าไปรอรับดอกไม้ท่ามกลางเสียงวี้ดว้ายกระตู้วู้ของสาวแท้สาวเทียม...เสียงดังจากสวนทำให้พักตร์วิมลต้องหันมอง และพลอยตื่นเต้นไปด้วยเมื่อเห็นสาวๆอออยู่หน้าเวที

“เจ้าสาวกำลังจะโยนดอกไม้แล้วค่ะภัค”

ภคพงษ์ได้ยินแต่ไม่สนใจ เขายื่นรายการอาหารให้พนักงานหลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย

“เห็นพนักงานบอกว่าเป็นงานแต่งงานของพวกสถาปนิกกับอินทีเรีย งานก็เลยเก๋ๆ ถ้าแพตแต่งงาน แพตก็อยากจัดงานในสวนเหมือนกันนะคะ”

ภคพงษ์อมยิ้มนิดๆ เข้าใจจุดมุ่งหมายแต่ไม่ต่อความ พักตร์วิมลเลยได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ แอบเซ็งที่เขาไม่รับมุก

รสายืนอยู่ในกลุ่มสาวๆ โดนเพื่อนเบียดไปมาเพื่อช่วงชิงช่อดอกไม้กันสุดฤทธิ์ แต่แล้วคนที่ได้รับกลับเป็นรสาที่ยืนเฉย เพื่อนๆทั้งชายหญิงฮือฮากรูกันเข้ามาสวมกอดแสดงความยินดีกับเธออย่างคึกคัก ส่วนพิทยาเพิ่งมาถึง เขาบ่นเสียดายที่มาไม่ทันรับดอกไม้ แต่พอ เหลือบไปเห็นพักตร์วิมลนั่งริมหน้าต่างในห้องอาหาร หูตาเขาพองก๋าขึ้นมาทันใด

“อ๊าย...นั่นมันนางเอกดังระดับซุป’ตาร์เลยนะ

จะบอกให้ คนที่ควงมาด้วยน่าจะเป็นไฮโซ เพราะเขาชอบคบแต่พวกคนรวยๆ”

“โอ้โฮ...พี่พิทนี่สนใจข่าวเม้าท์ดาราตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” รสาแซว

“เลขาฯฉันรายงานทุกอย่าง แต่ไฮโซคนนี้ท่าทางคุ้นๆ น่าจะเป็นคนดัง แต่นึกไม่ออก”

รสาหันไปมองตามอีกที เห็นแค่ด้านข้างของชายหนุ่ม หญิงสาวถึงกับพึมพำออกมา “ดูท่าทางหยิ่งชะมัด นี่ถ้ารสต้องไปนั่งกินข้าวด้วยคงกลืนไม่ลง”

หลังจากนั้นอีกพัก ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับ...ชีวินอาสาจะไปส่งรสา แต่เธอปฏิเสธด้วยความเกรงใจ

“อย่าเลย...พรุ่งนี้รสต้องไประยองแต่เช้า วินไม่เปลี่ยนใจไปกับรสแน่เหรอ พิมเขาถามถึงนะ”

รสากระแทกไหล่เขาเบาๆ ชีวินมองหน้าอย่างรู้ทัน แกล้งดึงผมหางม้าที่เธอมัดรวบไว้ข้างหลัง

“ไม่ต้องมาทำตัวเป็นแม่สื่อเลย”

อีกมุมหนึ่ง ภคพงษ์เดินมาพอดี เขาปรายตาไปเห็นรสากับชีวินหยอกล้อกันอยู่ รสารู้สึกเหมือนมีคนมองจึงหันมา สองคนสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายชายจะหันกลับ เชิดหน้าอย่างถือตัว เธอเห็นแล้วขัดตาขัดใจ รู้สึกไม่ถูกชะตากับชายไฮโซแปลกหน้าคนนี้เสียจริง

ooooooo

เช้าวันต่อมา รสาเตรียมตัวเดินทางกลับระยอง ส่วนป้าอาภรณ์ก็จัดแจงฝากไส้กรอก หมูแฮมไปให้สามคนพ่อแม่ลูกที่นั่นด้วย

ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง รสาก็บึ่งรถถึงระยองและเข้าสู่รีสอร์ตของอาพร้อมกับอาวิมล พิมพรรณหรือที่

รสาเรียกสั้นๆว่าพิมตื่นเต้นยกใหญ่ ร้องบอกพ่อแม่ให้ลั่นไปหมด แต่คนที่วิ่งไปรับหน้ารสาก่อนใครกลับเป็นนายห้าว เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทสนมกับรสาและพิมมาตั้งแต่เด็ก

สองฝ่ายทักทายและหยอกเย้ากันเล็กน้อย ก่อนที่รสาจะเข้ามายกมือไหว้พร้อมกับวิมล โดยมีห้าวหอบหิ้วถุงของฝากตามหลัง

“อาพร้อม อาวิมล สวัสดีค่ะ ป้าภรณ์ฝากไส้กรอกกับหมูแฮมมาให้ชิมค่ะ”

“พี่ภรณ์โทร.บอกบอกอาแล้วจ้ะ ขอบใจนะที่เป็นธุระขนมาให้ ห้าวเอาไปแช่ไว้ในตู้เย็นไป วางไว้ร้อนๆเดี๋ยวเสีย”

“ได้จ้ะ อ้อ...งั้นมื้อกลางวันนี้ฉันจะทอดไส้กรอกแล้วเอาแฮมมายำดีไหมจ๊ะ”

“เออดี งั้นเอ็งรีบทำเลย ข้าเริ่มหิวแล้ว”

ห้าวรับปาก และยิ่งกุลีกุจอไปจัดการ เมื่อรสา บอกว่าตนก็หิวแล้วเหมือนกัน ในระหว่างรออาหาร พิมชวนรสาไปเม้าท์กันสองต่อสอง

“รสจะอยู่กี่วัน”

“สองวันเอง วันจันทร์มีงานแต่เช้า”

“นึกว่าจะอยู่ได้นานๆ มีเรื่องจะเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย”

“ตั้งสองวันหนึ่งคืนจะเล่าไม่จบหรือไงจ๊ะ”

“ก็คิดถึงนี่ อยากให้รสกลับมาบ่อยๆ ตั้งแต่รสเริ่มทำงานจริงๆจังๆไม่ค่อยกลับมาเลย พิมเง้าเหงา”

“พิมก็เข้าไปหารสที่กรุงเทพฯก็ได้นี่ รสพาเที่ยว จะได้ไม่เหงา”

“รสก็รู้ พิมทำงานที่โรงเรียนห้าวัน ยิ่งตอนนี้ ห้องสมุดจะติดตั้งระบบคอมฯใหม่ พิมก็ต้องอยู่เย็น เสาร์อาทิตย์ก็ต้องช่วยพ่อแม่ดูรีสอร์ต ไปไม่ได้แน่เลย”

“งั้นรสจะลองขอพี่พิทหอบงานมาทำที่นี่บ้างจะได้กลับมาอยู่กับพิมได้บ่อยขึ้น ดีมั้ย”

“ขอบใจจ้ะ รสเนี่ยน่ารักที่สุดเลย พิมดีใจที่พ่อแม่รับรสมาอุปการะ พิมเหมือนมีทุกอย่าง มีทั้งเพื่อนมีพี่สาว แล้วก็มีน้องสาวด้วย ถ้าบ้านนี้ไม่มีรส พิมต้องเหงามากๆ แน่เลย”

“รสก็โชคดีที่ได้มาอยู่บ้านนี้ พิมก็เป็นทุกอย่างของรสเหมือนกัน”

สองสาวยิ้มให้กันด้วยความเอื้ออาทร ทันใดนั้นเสียงแตรดังขึ้นหน้าบ้านจนสองสาวสะดุ้ง หันไปก็เห็นเรือเร็วตั้งตระหง่านอยู่บนรถลาก ซึ่งคนขับกับคนงานอีกคนเตรียมลากลงทะเล โดยที่ห้าวรับคำสั่งจากนายพร้อมให้นำทาง

“เรือใหม่เหรอจ๊ะ” รสาส่งเสียงขณะเดินมากับพิม

“อืม...พอดีได้ของเพื่อนมา ราคาถูก มีคนบอกว่าตอนนี้พวกนักท่องเที่ยวกำลังชอบเล่นพวกเวคบงเวคบอร์ดอะไรเนี่ย แล้วเพื่อนอาก็จะซื้อชุดใหม่เลยโละชุดเก่ามาให้ อาเลยเอามาลองดู”

“ห้ามก็ไม่ฟัง งก เห็นว่าถูกก็ซื้อมาก่อน แล้วไงล่ะ ยังไม่มีใครเล่นเป็นเลยเนี่ย ไม่รู้จะทำยังไง” วิมลบ่นอุบ

“รสเล่นเป็นจ้ะ ที่กรุงเทพฯเขาเล่นในบึง รสกับเพื่อนๆที่ทำงานเคยไปลองเล่น รสว่าเล่นกับทะเลก็น่าจะเหมือนกัน เดี๋ยวรสลองเล่นให้ดูจ้ะ”

“แน่ใจนะรส”

รสาไม่ตอบแต่ยิ้มมั่นใจให้พิมก่อนเดินตามหลังห้าวไป...อีกด้านหนึ่งของทะเล ภคพงษ์กำลังขี่เจ็ตสกีด้วยความชำนาญ ริมหาดมีหญิงสาวยืนโบกมืออย่างคุ้นเคย แต่ไม่ใช่พักตร์วิมลที่ควงกินข้าวเมื่อวาน...เธอคือยูโฮะ นักร้องวัยรุ่นคนสวยที่เป็นปลื้มชื่นชมภคพงษ์อย่างมาก และไม่ชอบให้สาวคนไหนเข้าใกล้เขานอกจากตัวเอง

ขณะที่ภคพงษ์กำลังสนุกกับกีฬาโปรด ไม่นึกว่าเรือเร็วที่ห้าวขับพารสาเล่นเวคบอร์ดจะพุ่งมาอย่างเบรกไม่อยู่ บวกกับความเร็วเจ็ตสกีของภคพงษ์ด้วย ทำให้สองฝ่ายเฉียดเฉี่ยวกัน จนรสาเสียการทรงตัวหล่นลงในน้ำ ชายหนุ่มปรายตามองเล็กน้อยก่อนจะขับเจ็ตสกีกลับออกไปทางเดิม รสายังไม่รู้ว่าใครแต่ก็เจ็บใจ จ้องมองโลโก้ของโรงแรมที่ติดหราอย่างจดจำ

ทุกคนตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพร้อมที่เสียดายเรือเร็วที่เพิ่งซื้อมา ห้าวดันนำพามันไปเยินกลับมาจนไม่มีเงินซ่อม รสาได้ยินอาพร้อมบ่นอย่างนั้นก็ปิ๊งไอเดีย รีบมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่เห็นชื่อหราท้ายเจ็ตสกี หมายมาดจะเรียกค่าเสียหายจากชายคนขับให้จงได้

แต่เมื่อไปถึงกลับเกิดเหตุการณ์วุ่นวายโกลาหล เมื่อพักตร์วิมลโผล่มาอีกคน เธอกับยูโฮะต่างยื้อยุดแย่งภคพงษ์จนเป็นเหตุให้เขาต้องหลีกหนีเข้าไปในสปา

แถมยังดึงเอารสาที่มาทวงค่าเสียหายหายเข้าไปด้วย

ภายในห้องอบไอน้ำ รสาจะโวยวายแต่โดนภคพงษ์ปิดปากสั่งให้เงียบ นั่นก็เพราะยูโฮะกับพักตร์วิมลเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้อง สองสาวต่างกล่าวโทษกันไปมา

ว่าเป็นต้นเหตุให้ภคพงษ์หายไป ยิ่งเมื่อตามหาไม่เจอ ก็ยิ่งปรี๊ดแตกว่ากระแทกแดกดันกันอย่างไม่ยอม ในที่สุด รปภ.ของโรงแรมต้องมาเชิญพวกเธอออกไป

กว่าทั้งคู่จะพ้นไปจากตรงนี้ได้ รสาอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้องที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับหนุ่มไฮโซสองต่อสอง

แถมร้อนจนเหงื่อซ่กอีกต่างหาก พอพ้นออกมาได้เธอต่อว่าเขาทันที

“คุณปล่อยให้ผู้หญิงสองคนทะเลาะกันโดยไม่ทำอะไรได้ยังไง”

ชายหนุ่มเพิ่งจำเธอได้ว่าเคยเห็นที่ร้านอาหาร เขามองเธอด้วยแววตาดูแคลน อมยิ้มยโสอย่างถือตัว

“ฉันพักอยู่ที่ห้อง 71”

คำพูดของเขาทำเอารสาตกใจและไม่พอใจ ถามเขาว่ามาบอกตนทำไม ใครถาม?

“ต้องการค่าเสียหายเท่าไหร่ ฝากข้อความไว้ที่เคาน์เตอร์ ทนายของฉันจะเป็นคนจัดการ”

รสาชะงักเล็กน้อย รู้สึกเสียหน้าหน่อยๆ ที่คิดว่าเป็นเรื่องอื่น ส่วนนายไฮโซพอพูดจบก็เดินออกไปทันทีเลย...

รสากลับมาที่รีสอร์ตพร้อมกระดาษจดเบอร์ห้องและเบอร์โทรศัพท์ของโรงแรม พิมเห็นแล้วทึ่งจัดชม

รสาว่าสุดยอดมาก หากเป็นตนคงไม่กล้าทำอะไรแบบนี้แน่

“เขาบอกว่าต้องการเท่าไหร่ฝากข้อความไว้ที่เคาน์เตอร์ได้เลยจ้ะ”

“อาขอบใจมากนะรส แต่อาว่าจะไม่เอาเงินเขาจะหักเงินเดือนไอ้ห้าวแทน”

“อ้าว...ทำไมล่ะลุง” ห้าวร้องลั่น

“ก็มันเป็นความผิดของเอ็งที่ไม่ยอมดูทางให้มันดีๆ แล้วก็ไม่ยอมอ่านคู่มือให้มันแม่นๆ ก่อนจะขับ เขาไม่เอาเรื่องเอ็งก็บุญแล้ว”

“ใช่ ดูสิ หนูรสเลยต้องลำบากไปคุยกับใครก็ไม่รู้” วิมลบ่น

“ไม่เป็นไรจ้ะ รสก็ไม่ได้ลำบากอะไร งั้นเบอร์นี้ก็ทิ้งเลยนะ” แล้วรสาก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นมาขยำทิ้ง

ในใจได้แต่คิดว่า...อย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลย!

ooooooo

เมื่อรสากลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ก็ได้รับฟังข่าวดีจากพิทยาว่าตนเพิ่งได้งานใหญ่มาก และเจ้าของกำหนดมาเลยว่าอินทีเรียที่เขาต้องการคือรสา

“ทำไมต้องเป็นรสล่ะครับ” ชีวินสงสัย

“คืออย่างนี้...ยัยรสของเราไปปล่อยฝีมือไว้ที่ล็อบบี้โรงแรมใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และลูกค้าคนนี้

เขาเห็นเข้าก็ชอบใจ สั่งลิ่วล้อให้สืบหาว่าใครเป็นคนออกแบบ และเขาก็เลยเรียกฉันไปพบ”

“เรียกไปพบ? ปกติระดับพี่พิทตี้ไม่เคยต้องไปพบลูกค้า มีแต่ลูกค้ามาขอพบที่บริษัท” ชีวินถามซอกแซก

“ถูก! ตอนแรกฉันก็งง แอบเคืองเกือบด่ากลับไปแล้ว แต่พอดีนึกได้ว่าช่วงนี้บริษัทเราไม่ค่อยได้งานใหญ่ๆ แล้วลูกค้าคนนี้ก็เพิ่งมาจากเมืองนอก ก็เลยให้อภัย ไปตามนัดและฉันก็ไม่ผิดหวัง เพราะงานนี้งบประมาณไม่อั้น”

“งานใหญ่ขนาดนั้น...พี่พิททำเองไม่ดีกว่าเหรอคะ” รสาชักไม่มั่นใจ

“แล้วลูกค้าที่ว่าเป็นใคร เล่ามาตั้งนานยังไม่เห็นบอกเลย”

ขาดคำของชีวิน พิทยาเชิดหน้าเอ่ยขึ้นอย่างภูมิใจสุดๆ “คุณลูกค้าคนสำคัญของเราก็คือคุณภคพงษ์ เถลิงยศ”

แทนที่รสากับชีวินจะดี๊ด๊าไปกับพิทยา ทั้งคู่กลับทำหน้าเหลอหลาว่านายคนนี้เป็นใครพวกตนไม่รู้จัก พิทยาเลยต้องวานคัพเค้กเลขาฯจอมแบ๊วช่วยอธิบายให้ที

“คุณภคพงษ์เป็นเจ้าของบริษัทออกแบบและจำหน่ายเครื่องเพชรที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆของประเทศชื่อบริษัทเถลิงยศ จบบริหารธุรกิจจากอังกฤษและเรียนออกแบบเครื่องประดับต่อที่ฝรั่งเศส เพิ่งกลับมาประเทศไทยได้ไม่กี่เดือน คุณภคพงษ์เป็นทายาทคนเดียวที่ดูแล

กิจการแทนบิดาที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถึงจะกลับมาทำงานได้ไม่นาน แต่เป็นที่ยอมรับของทุกคนในบริษัท สรุปคือเก่ง รวย หล่อ โสด และฮอตมาก”

“ข้อมูลดีมาก แต่การแต่งตัวต้องพัฒนาอีกเยอะ” พิทยากัดเลขาฯซึ่งหน้า แต่เธอหาได้หมดความมั่นใจ กลับยิ้มรับพร้อมคำขอบคุณ

“พี่พิทครับ อย่าส่งรสไปทำงานนี้เลยครับ ผมไปแทนแล้วกันครับพี่” ชีวินเสนอตัวเพราะห่วงและหวงรสา

“ไม่ได้! เขาระบุว่าต้องเป็นคนออกแบบล็อบบี้โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา แกไม่ได้เป็นคนทำ นั่งเฉยๆ” พิทยาตวาดแว้ดใส่ชีวิน แล้วหันมาแย้มยิ้มกับรสา

“ผู้ช่วยคุณภคพงษ์นัดให้รสไปพบวันพรุ่งนี้ตอน 5 โมงเย็น”

“ไม่ได้ครับ” ชีวินโพล่งขึ้นมาอย่างนึกได้ “พรุ่งนี้ตอนหกโมงเย็นมีงานเลี้ยงรุ่น งานใหญ่มากและรสต้องไปด้วยครับ”

“ฉันรู้ แต่บังเอิ๊ญบังเอิญที่จัดงานกับที่นัดเจอกับลูกค้าเป็นที่เดียวกัน พอคุยกับลูกค้าเสร็จ ก็เดินลงมาร่วมงานได้เลย ถ้าแกยังมีปัญหา ฉันจะตัดเงินเดือนแก”

เจอไม้นี้ของเจ้านายเข้าไป ชีวินถึงกับเงียบกริบ แล้วพิทยาก็กำชับรสาเตรียมตัวให้พร้อม และห้ามพลาด เพราะโบนัสของทุกคนขึ้นอยู่กับงานนี้

รสารับคำทั้งที่หนักใจ พิทยาเดินกรีดกรายออกจากห้องไป พลางชำเลืองมองคัพเค้กที่เดินตามหลัง

“ฉันล่ะหน่ายไอ้พวกนี้จริงๆ พูดคำเถียงคำ ตกลงใครเป็นเจ้านายใครเป็นลูกน้องกันแน่...นี่ก็อีกคน แต่งตัวเกรงใจประสาทตาฉันหน่อยได้มั้ย หันมามองแต่ละทีตาจะบอด จะแต่งตัวแรงไปเพื่อ???”

พิทยาถามประชดแล้วก็เดินหงุดหงิดลิ่วไป

คัพเค้กแคร์ซะที่ไหน พูดอุบอิบกับตัวเองอย่างภาคภูมิใจ “สวยจะตาย...บอสไม่มีรสนิยม”

ส่วนในห้องประชุม รสายังนั่งหนักใจอยู่ที่เดิม ชีวินมองด้วยความเป็นห่วงและแอบหวงอยู่ลึกๆ

“ไหวไหมเนี่ยรส พรุ่งนี้ให้เราไปเป็นเพื่อนหรือเปล่า”

“ขอบใจจ้ะ แต่ไม่เป็นไร รสแค่เป็นโรคแสลงเศรษฐี คิดๆแล้วขยาดนิดหน่อย”

“แล้วเรื่องงานเลี้ยงรุ่นปีนี้ ไอ้พวกนั้นมันอยากจัดแบบหรูๆ มันให้ทุกคนแต่งตัวออกแนวราตรีสโมสร มันอยากแอ๊บไฮโซ รสไหวหรือเปล่า”

“พวกชุดกระโปรงไฮโซๆ ก็พอมีอยู่บ้าง พิมกับอาวิมลซื้อให้สำหรับใส่ออกงาน ไม่ต้องห่วงนะพอคุยกับลูกค้าเรียบร้อยจะรีบลงมาที่งานเลี้ยงรุ่นทันที”

“แล้วรสจะใส่ชุดอะไรไปหาลูกค้า จะไปทั้งชุดไฮโซยังงั้นเลยเหรอ”

รสานิ่งไปอย่างใช้ความคิด...ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี?

ooooooo

ถึงวันนัดหมาย รสาตรงเวลาเป๊ะ เธออยู่ในชุด ราตรีสวยสง่าเดินเข้ามาทักทายทำความรู้จักเผด็จ ก่อนจะได้พบเจ้านายของเขาภายในห้องประชุมชั้น 3 ของโรงแรม

ตะวันทอแสง เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มนต์รักหนองผักกะแยง EP.2 ชมพู่ จัดบททดสอบแรกให้ เขียว เริ่มต้นทำงานในไร่

มนต์รักหนองผักกะแยง EP.2 ชมพู่ จัดบททดสอบแรกให้ เขียว เริ่มต้นทำงานในไร่
14 พ.ค. 2564

13:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 19:10 น.