เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หัวหน้าทีมซอกแซกมีโอกาสร่วมทีมกับ “มูลนิธิไทยรัฐ” ไปเยี่ยมเยียนโรงเรียน ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งจะเข้ามาร่วมกับมูลนิธิไทยรัฐ เป็นโรงเรียนไทยรัฐวิทยาแห่งใหม่ ตามโครงการที่จะสร้างโรงเรียนเพิ่มอีก 10 โรง เนื่องในโอกาส 100 ปี ชาตกาล ของอดีตผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คุณกำพล วัชรพลได้ของแถมที่สำคัญ คือเดินทางข้ามแดนไปถึงเมือง ปากลาย แขวงไชยะบุรี สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้เก็บเรื่องราวมาเขียนไว้แล้วสั้นๆ ในคอลัมน์ประจำวัน ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนประจำคงจะได้อ่านกันแล้วแต่ที่จะเขียนถึงในวันนี้ กลับกลายเป็นเมืองที่มิได้ไปเยือน เพราะห้วงเวลาไม่พอเหมาะ ได้แก่ “เมืองลับแล” หรือ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์นั่นเองเนื่องจากเป็นอำเภอที่โด่งดังที่สุดในช่วงเดือนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ “ทุเรียน” ผลไม้ยอดนิยมของไทย กำลังคลอดสู่ตลาด ดังที่ทีมงานซอกแซกก็ได้เขียนถึง “บุฟเฟ่ต์ทุเรียน” มหกรรมการกินทุเรียน และผลไม้ต่างๆแบบกินได้ไม่อั้น ใน 1 ชั่วโมง ในราคา 300-400 บาท ไปเมื่อสัปดาห์ก่อนซึ่งก็เป็นที่ทราบกันแล้วว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ทุเรียนที่โด่งดังและมาแรงที่สุด เป็นที่โจษขานทั่วประเทศ ส่งผลให้กลายเป็นทุเรียนที่มีราคาแพงสุดๆ ได้แก่ ทุเรียนจากอำเภอลับแล ที่เรียกกันว่าทุเรียน “หลงลับแล” กับ “หลินลับแล” นั่นเองเรื่องราวความเป็นมาของทุเรียนพันธุ์นี้ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ทำให้หัวหน้าทีมซอกแซกอยากจะนำ มาเขียนถึงในสัปดาห์นี้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วโดยหน้าที่การงานในอดีต หัวหน้าทีมซอกแซก มีโอกาสไปสำรวจหาข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์หลายครั้ง ตั้งแต่ทุเรียน “หลง-หลิน” ยังไม่เป็นที่รู้จักด้วยซ้ำไปจนเมื่อประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา “หลง-หลิน” กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการทุเรียน หัวหน้าทีมก็มีโอกาสไปเยือนลับแลอีกครั้งหนึ่ง และได้มีโอกาสรับประทานทุเรียน “หลง-หลิน” เป็นครั้งแรกที่นี่! แม้จะไม่ชอบทุเรียนนัก แต่ก็ทานไปเยอะ เพราะความอร่อยและแปลกกว่าทุเรียนอื่นๆ ยังจำรสชาติจนถึงบัดนี้ก่อนจะเปิดตำนาน “หลง–หลิน” เรามาเปิดตำนาน “เมืองลับแล” กันก่อนดีกว่านะครับ... ซึ่งจากหลักฐานที่มีการค้นพบเชื่อว่า เมืองลับแลน่าจะเป็นชุมชนเก่าแก่มาตั้งแต่ยุคสุโขทัยเมื่อ พ.ศ.2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสเมืองพิชัย ท่าอิฐ เมืองทุ่งยั้ง และเมืองลับแลของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีราษฎรมาถวายการต้อนรับอย่างล้นหลามพระองค์ท่านเสด็จมาถึงเมืองลับแล เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 2444 และได้สถาปนาเมืองลับแลขึ้นเป็นอำเภอ โดยยุบรวมเข้ากับเมืองทุ่งยั้งสำหรับชื่อเมืองลับแลนั้น สันนิษฐานว่าเป็นเพราะตัวเมืองที่มีภูมิประเทศเป็นป่าเขาสลับซับซ้อน มีบรรยากาศเยือกเย็นยามพลบคํ่า แม้ตะวันยังไม่ตกดินก็จะมืดเสียก่อนแล้ว ทำให้ป่าบริเวณนี้ได้รับการเรียกขานว่า “ป่าลับแลง” มาจากคำว่า “แลง” ที่เป็นภาษาล้านนา แปลว่า เวลาเย็นต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “ป่าลับแล” และเมื่อมีการสร้างเมืองก็เป็น “เมืองลับแล” ในที่สุดแต่บางตำนานก็เล่ากันว่าเนื่องจากเมืองลับแลเป็นเมืองในหุบเขา เดินทางไปมาหาสู่ได้ยาก แถมเส้นทางคดเคี้ยวไปตลอด ทำให้คนไม่ชำนาญพื้นที่พลัดหลงอยู่บ่อยๆ จึงเรียกกันว่า “เมืองลับแล” ซึ่งแปลว่ามองไม่เห็น ต้องคนมีบุญเท่านั้นจึงจะเห็นและเข้าไปสู่เมืองนี้ได้ทีนี้ก็มาว่ากันถึงตำนานทุเรียน “หลง-หลิน ลับแล” กันบ้าง ซึ่งก็ต้องขออนุญาตใช้เอกสารของสำนักงานจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่บันทึกเอาไว้อย่างละเอียดลออเป็นข้อมูลหลัก และต้อง ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้เริ่มจาก “หลง ลับแล” ซึ่งเป็นผลงานของ นาย ลม นาง หลง อุประ แห่งบ้านเลขที่ 126 หมู่ 1 บ้านนาปอย ตำบลแม่พูล อำเภอลับแล ส่วน “หลิน ลับแล” นั้นเป็นผลงานของนาย หลิน ปันดาล แห่งบ้านเลขที่ 126 หมู่ 1 บ้านผามูน ตำบลแม่พูล เช่นกันทั้ง 2 ครอบครัว ได้ทดลองนำเม็ดทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของอุตรดิตถ์ไปปลูกที่เชิงดอย ปรากฏว่ากลายพันธุ์มาเป็นทุเรียนลูกเล็กเมล็ดเล็กกว่าทุเรียนทั่วไป แต่รสชาติหวานอร่อย ใครๆ ที่มีโอกาสรับประทานต่างยกนิ้วให้ต่อมาในปี 2520 ในงานประกวดทุเรียนที่จัดโดยเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ผลปรากฏว่า ทุเรียนของนายลม นางหลง ที่ตั้งชื่อว่า “หลงลับแล” เพื่อเป็นเกียรติแก่ภรรยา ได้รับรางวัลที่ 1ในขณะที่ หลิน ลับแล ของนาย หลิน ปันดาล ได้รับรางวัลที่ 2 หรือรองชนะเลิศ ด้วยคะแนนที่สูสีกันจากนั้นในปี 2521 เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ก็ประกาศรับรองพันธุ์ทั้ง 2 นี้ให้เป็นทุเรียนของจังหวัด และมีการเผยแพร่ให้ชาวลับแลปลูกทุเรียนทั้ง 2 พันธุ์ดังกล่าว จนกลายเป็นผลไม้โด่งดังของอำเภอลับแล และจังหวัดอุตรดิตถ์เรื่อยมานับแต่บัดนั้นปัจจุบันนี้จังหวัดอุตรดิตถ์กลายเป็นจังหวัดที่ปลูกทุเรียนมากจังหวัดหนึ่ง และมีเนื้อที่เพาะปลูกถึง 3 หมื่นกว่าไร่ โดยจะปลูกทุกพันธุ์ดังของเมืองไทย เช่น หมอนทอง กระดุม ชะนี ฯลฯ โดยปลูกหมอนทองมากที่สุดบนเนื้อที่ 29,000 ไร่ หรือเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้ในการปลูกทุเรียนของจังหวัดในขณะที่จะมีการปลูก “หลง ลับแล” ประมาณ 2,400 ไร่ และ หลินลับแล แค่ 400 ไร่เท่านั้นเข้าทำนองของดีมีน้อยทั้ง “หลง” และ “หลิน” ราคาจึงแพงกว่าทุเรียนอย่างอื่นๆ ที่สำคัญ จะจำหน่ายในประเทศเท่านั้น ต่างกับหมอนทองอุตรดิตถ์ที่จะถูกส่งไปเมืองจีนถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตในจังหวัดดีแล้วละที่คนจีนยังไม่มาซื้อกิน และอย่าให้เขาลองเป็นอันขาด เดี๋ยวจะติดใจมาเหมาซะหมด ...ขนาดทุกวันนี้คนไทยกินกันเองหลงลับแลก็ยังตกราวๆ กก.ละ 300-350 บาท ในขณะที่หลินลับแลหายากกว่า เพราะปลูกน้อยถึง กก.ละ 450-500 บาทถ้าคนจีนมาแย่งกินด้วยสงสัยทั้งหลงและหลินลับแลจะขึ้นราคาพรวดๆเป็นกิโลกรัมละ 1,000 บาท เสียละกระมัง?“ซูม”