เป็นข่าวออกมา และนับว่าฮือฮาทีเดียว เมื่อทางผู้ว่าการ กกท. “บิ๊กเสือ” สกล วรรณพงษ์ ออกมาระบุถึงการยกเลิกการมอบสิทธิ์ให้กับ บริษัทบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด ในการที่จะดำเนินการติดต่อประสานงาน และเจรจากับทาง “ดอร์นา สปอร์ต” เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดแข่งขันโมโตจีพี หรือมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลก เพื่อดึงมาจัดในเมืองไทยช่วงปี 2561-2563ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ การกีฬาแห่งประเทศไทยเอง ได้ตั้งคณะกรรมการคัดเลือกขึ้นมา ซึ่งมีรองผู้ว่าการฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิประโยชน์ พ.ท.รุจ แสงอุดม เป็นประธาน และเห็นชอบให้ทางบริษัทบุรีรัมย์ฯ เป็นผู้ดำเนินการโดยในตอนนั้น แม้มีหลายบริษัทสนใจ แต่สุดท้ายก็มีเพียง บ.บุรีรัมย์ฯ แห่งเดียว ที่ยื่นเสนอแผนงานเข้าสู่การพิจารณาซึ่งเมื่อผ่านมติออกมา ก็ต้องมีขั้นตอนต่อไปโดยรอให้ผู้ว่าการ กกท. ลงนามเห็นชอบ เพื่อให้ดำเนิน การต่อไปได้ จนเรื่องเงียบๆไประยะหนึ่ง จนมีความชัดเจนออกมาดังกล่าว และทาง ผู้ว่าการ กกท. ก็จะเป็นผู้ประสานงาน และเจรจากับทาง “ดอร์นา สปอร์ต” ด้วยตัวเอง โดยจะนำคณะซึ่งมีทั้งผู้แทนสำนักงบประมาณร่วมทีมไปด้วย ซึ่งจะไปนำเสนอในช่วงที่มีการแข่งขันโมโตจีพี ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ต้นเดือน มิ.ย.นี้แน่นอน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จะเรียกว่า ถอนสิทธิ์ เลิกสิทธิ์ หรืออะไรก็ตาม แต่ความหมายคือ บ.บุรีรัมย์ฯ ซึ่งเป็นเจ้าของสนามแข่งทั้งรถและมอเตอร์ไซค์ บุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต หรือ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อันเป็นสนามที่ได้รับการรับรองจากสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ ว่าเป็นสนามแข่งรถระดับมาตรฐาน เอฟไอเอ เกรด 1 และมีประธานชื่อ เนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ ถูกมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องในการไปเสนอตัว หรือแม้กระทั่งถูกกีดกัน ก็อาจจะเกิดข้อสงสัย หรือคลางแคลงใจเป็นธรรมดาแต่คงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ว่าอย่างไร หากไทยเราจะได้เป็นสนามหนึ่งในการแข่งขัน “โมโตจีพี” ยังไงก็ต้องแข่งกันที่สนามแห่งนี้ ของบุรีรัมย์ ด้วยมาตรฐานและความพร้อม บางคนอาจจะมองไปที่พัทยา ที่มีแต้มต่อเรื่องที่พักและเมืองท่องเที่ยว ซึ่งก็คิดได้ แต่ข้อเท็จจริงก็ต้องคิดหนัก เพราะเปลืองทั้งเงิน และต้องใช้เวลาที่ไม่น่าจะทัน!การเปลี่ยนแปลง คงเป็นเพียงเรื่องของเทคนิค ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบราชการไทย ซึ่งจะต้องมีการใช้งบประมาณจากภาครัฐ อันเป็นจำนวนที่มากพอควร รวมถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่หมิ่นเหม่ต่อการเสี่ยงว่าจะผิดกฎหมาย ยิ่งมี บ.บุรีรัมย์ฯ เพียงเจ้าเดียว ไม่มีคู่แข่ง และได้รับการเห็นชอบในทันที ก็อาจจะสร้างความเสียวให้กับผู้ว่าการ กกท. รวมถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐบาลโดยรวมคงไม่มีอะไรตื่นเต้น!!!แค่เรื่องเทคนิค และภาพลักษณ์เท่านั้น ที่หมายยังเป็นบุรีรัมย์ ไม่มีเปลี่ยนแปลง...“เบี้ยหงาย”