ในขณะที่รัฐบาลออกมาแถลงข่าวว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก เพราะในช่วง 7 วันหลังเริ่มโครงการมียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้วถึง 17,473 ล้านบาทเศษ โดยเป็นเงินจากที่รัฐบาลสนับสนุน 10,360 ล้านบาทเศษ และเป็นเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 7,437 ล้านบาทเศษก็มีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์สวนออกมาเมื่อช่วงสายๆของวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พาดหัวตัวโตอ่านได้ใจความว่า“ตี๋น้อย! มิ.ย.69 ลูกค้าน้อยลง...ปิด 3 สาขา โดนพิษ 60/40 โครงการไทยช่วยไทยพลัส...พบกันใหม่เดือน ต.ค.69 หลังจบไทยช่วยไทยพลัส”นอกจากพาดหัวที่ว่านี้แล้ว เพจ “สุกี้ตี๋น้อย” ยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า 3 สาขาที่จำเป็นจะต้องปิดตัวลงอยู่ที่ไหนบ้าง...พร้อมยืนยันว่าจะกลับมาใหม่แล้วปรับปรุงโฉมใหม่...เมื่อจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในเดือนตุลาคมสุกี้ตี๋น้อยยอมรับว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นโครงการที่ดี และช่วย SME ได้ เพียงแต่ ตี๋น้อย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เท่านั้นเองก่อนหน้านี้ 1 วัน ก็มีข่าวในสื่อต่างๆว่า ท่านนายกสมาคมภัตตาคารไทย ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขอให้หาทางช่วยเหลือภัตตาคารขนาดเล็ก ซึ่งไม่เข้าข่าย ผู้ประกอบการรายย่อย จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้...ทำให้ประสบปัญหาอย่างหนักลูกค้าไม่เข้าร้านเลยตั้งแต่รัฐบาลเริ่มโครงการไทยช่วยไทยพลัส 1 มิ.ย.เป็นต้นมา...อาจจะต้องปิดตัวเองไปตามๆกันเร็วๆนี้...จึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาหาทางช่วยเหลือภัตตาคารหรือร้านอาหารขนาดเล็กที่เข้าโครงการไม่ได้ด่วนที่สุดนี่แหละที่นักเศรษฐศาสตร์เขาพูดกันว่าตัวยาทางเศรษฐกิจนั้นแม้จะมีผลดีรักษาโรคบางอย่างได้ แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้เช่นกัน...ดังเช่นโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส สามารถช่วยพ่อค้ารายย่อยได้อย่างดี แต่ก็มีผลกระทบไปถึงรายกลางๆที่เข้าโครงการไม่ได้ หรือรายใหญ่ต่างๆ เช่น กรณี ตี๋น้อย เป็นต้นในทางนโยบายถ้าพอมีเงินเหลือก็อาจขยายความช่วยเหลือเปิดรับร้านอาหารขนาดเล็กให้เข้ามาร่วมโครงการได้...แต่สำหรับภัตตาคารใหญ่หรือพวกแฟรนไชส์ต่างๆก็คงต้องช่วยตัวเองต่อไปอะไรไม่อะไร สิ่งที่เกิดขึ้น ณ นาทีนี้...แม้ ตี๋น้อย ยังหวั่นไหว แสดงว่าภาวะเศรษฐกิจที่เราคาดกันว่าจะแย่ลงเพราะวิกฤติน้ำมันได้เกิดขึ้นแล้วและจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆนับแต่นี้ไปการใช้ยาเพื่อรักษาโรคเศรษฐกิจต่างๆก็จะยากขึ้นตามลำดับ เพราะจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นเสมอๆ...และบางโรคก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะใช้ยาอะไรดี?ที่ห่วงกันมากก็คือภาวะ “Stagflation” หรือ “เศรษฐกิจชะงักงันแต่เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วย” เพราะรักษายากที่สุด...ให้ยากระตุ้นเศรษฐกิจก็จะทำให้เงินเฟ้อมากขึ้น แต่พอไปให้ยาแก้เงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็ยิ่งชะลอตัวลง ธุรกิจเจ๊ง ผู้คนตกงาน ฯลฯผมก็ฝากนักการเมืองที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารบ้านเมืองเอาไว้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศช่วงนี้หนักมาก ทั้งฝ่ายรัฐบาลทั้งฝ่ายค้านควรจะหาทางร่วมมือกันแก้ไข...ปรึกษาหารือกัน พูดคุยกันโดยใช้สติปัญญามากกว่าอะไรนิดอะไรหน่อยก็ทะเลาะกันแบบจะเอาเป็นเอาตายดังที่เป็นอยู่สงครามตะวันออกกลางจะไม่สงบลงง่ายๆเพราะ 2 วันมานี้ ก็เริ่มถล่มกันอีกแล้ว เศรษฐกิจโลกจะแย่ลงไปอีก และแน่นอนเศรษฐกิจไทยก็จะแย่ตามรัดเข็มขัดให้ดีๆเถอะครับ...เครื่องบินจะฝ่าพายุใหญ่ของจริงแล้วล่ะ ผู้โดยสารอย่าทะเลาะกันแรงนัก เรือบินจะโคลงมากขึ้นไปอีก...ยังไงๆก็อย่าให้เครื่องตกซะก่อนเจอพายุก็แล้วกัน."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม