ใครพูดว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งความเหลื่อมล้ำ อาจจะถูกคนบางส่วนตราหน้าเป็นคน “ชังชาติ” ทั้งๆที่พูดความจริง สังคมไทยไม่ได้เหลื่อมล้ำแค่ด้านรายได้ แต่ยังเหลื่อมล้ำด้านโอกาสการศึกษา การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้แต่การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีชาวบ้านที่ถูกจับกุมดำเนินคดีรุกป่าจากทั่วประเทศ เข้าพบอธิบดี กรมป่าไม้ ขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบวินัยข้าราชการที่ยัดข้อหาชาวบ้าน และเรียกร้องให้รังวัดพื้นที่ของชาวบ้านใหม่ทั้งหมด เหมือนกับกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐกรณีของ ส.ส.ราชบุรียังไม่ชัดเจน ว่าจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ แม้จะถือครองที่ดินของรัฐอย่างน้อย 682 ไร่ และแจ้ง ป.ป.ช. ว่าครอบครองที่ ภ.บ.ท.5 ถึง 1,700 ไร่ แต่ชาวบ้านจำนวนมากถูกจับกุมดำเนินคดี หลายรายถูกพิพากษาจำคุก สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการได้รับปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่รัฐโดยเสมอหน้ารัฐธรรมนูญมาตรา 27 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” ห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะความแตกต่างในด้านสถานะ และฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคล ส่วนความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ จากข้อมูลล่าสุดของสภาพัฒน์ระบุว่าคนไทยมีรายได้ต่างกันเกือบ 20 เท่าความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในปัจจุบัน ตามคำแถลงของเลขาธิการแห่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายได้ของกลุ่มคนรวยที่สุดสูงกว่าสัดส่วนรายได้ของกลุ่มคนจนที่สุด ถึง 19.29 เท่า กลุ่มชนชั้นกลางและกลาง-ล่างมีสัดส่วนของรายได้ 35.33% ส่วนกลุ่มคนรวยมีสัดส่วนรายได้ถึง 68.84% ของรายได้ทั้งชาติยิ่งกว่านั้นลูกหลานของกลุ่มคนรวยยังมีโอกาสเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีสูงกว่าคนจน แม้คนไทยจะเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขถึง 99.95% แต่การกระจายบุคลากรทางการแพทย์ในแต่ละภูมิภาคต่างกัน จึงส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง และคุณภาพของ การให้บริการ ดูได้ในโรงพยาบาลในเมือง กับชนบทความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่มี มานานหลายทศวรรษในสังคมไทย แต่ดูเหมือนจะทรุดหนักในช่วงรัฐบาล คสช.จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงที่ไทยเป็นแชมป์โลก แต่รัฐบาลไม่ยอมรับและไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจังได้แต่ลดแลกแจกแถม นั่งแจกเงินไปวันๆ บางครั้งวิงวอนคนรวย ให้ช่วยเหลือ ประชาชนระดับฐานรากให้มีชีวิตที่ดี.