ในงาน GovernorConnect ผู้ว่าฯพบสื่อ เมื่อวันอังคาร คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงเรื่องที่แบงก์ชาติทำแล้วและกำลังทำ ซึ่งส่งผลต่อสังคมคนตัวเล็กและคนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตของชาติ โดย ผู้ว่าการวิทัยได้สั่งรื้อใหญ่ค่าธรรมเนียมแบงก์และบัตรเครดิตที่แพงเว่อร์ ไปจนถึง สินเชื่อนอกระบบในรูปแบบ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ที่มีอายุตํ่ากว่า 30 ปี นักเรียนนิสิตนักศึกษาไปจนถึงคนที่เริ่มทำงาน (First Jobber) เป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวเพิ่มขึ้นถึง 52.7% ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสียถึง 27% ส่งผลกระทบต่อเครดิตทางการเงินในอนาคตก็เป็นอีกผลงานด้านสังคมของ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ที่ชอบทำเรื่อง Social Bank มาตั้งแต่เป็น ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และต่อเนื่องมาถึงแบงก์ชาติเรื่องที่น่าตกใจและส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศก็คือ “สินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆผู้ว่าการวิทัย เปิดเผยว่า แบงก์ชาติกำลังเตรียมออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลบริการ “สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์” ประเภท Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” อย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และสกัดกั้นพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว หลังจากที่พบข้อมูลเชิงสถิติที่น่ากังวลว่า คนรุ่นใหม่เสพติดการผ่อนชำระสินค้าฟุ่มเฟือยจนเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่อายุยังน้อยข้อมูลของ ธปท.พบว่า ระบบนิเวศของ BNPL ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จำนวนบัญชีผู้ใช้บริการเพิ่มจาก 620,000 บัญชีในปี 2564 มาอยู่ที่ 4.91 ล้านบัญชี ในปี 2567 โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 99.9% ต่อปี มูลค่าสินค้าและสินเชื่อ BNPL เติบโตเฉลี่ย 38% ต่อปี สิ้นปี 2567 สินเชื่อ BNPL มีมูลค่าสูงเกือบ 18,000 ล้านบาทผู้ว่าการวิทัย เปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้สูงถึง 25.5 ล้านคน คิดเป็น 38% ของประชากรไทย สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน (First Jobber) และ นักศึกษาอายุ 20-35 ปี เป็นหนี้กันเร็วขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงถึง 52.7% ในจำนวนนี้กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 27% ผู้ใช้บริการ BNPL ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคอายุน้อยกว่า 30 ปี และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย พฤติกรรม Buy Now Pay Later (ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) ทำให้เกิด Buy Now ‘PAIN’ Later คือ “เจ็บทีหลัง” จากการผ่อนไม่รู้ตัวถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงของผู้บริโภค ที่มาจากระบบและอินเตอร์เฟสของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น กดจ่ายแล้วกลายเป็นสินเชื่อแบบไม่รู้ตัว จากแพลตฟอร์มที่ใช้ระบบ “วงเงินอัตโนมัติ (Opt-in)” ทำให้ผู้บริโภคคิดว่าเป็นช่องทางจ่ายเงินปกติผู้ว่าการวิทัย ระบุว่า การจัดโปรโมชันและการออกแบบหน้าจอ (Interface) ให้กดจ่ายง่าย ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนทันที ทำให้ตัดสินใจซื้อของง่ายขึ้น และวินัยการเงินแย่ลง กระตุ้นการซื้อของฟุ่มเฟือย ขาดความระมัดระวัง เช่น การผ่อนชานมไข่มุกราคาแก้วละ 106 บาท หากเลือกผ่อน 2-3 เดือน ระบบจะคิดดอกเบี้ยสูง เช่น ผ่อน 2 เดือน คิดดอกเบี้ย 18.79% ต้องจ่ายเดือนละ 54.66 บาท ถ้าผ่อน 3 เดือน คิดดอกเบี้ย 16.83% ต้องจ่ายเดือนละ 36.82 บาท หรือกินข้าวมันไก่จานละ 50 บาท กินเสร็จต้องผ่อนไปอีก 3-4 เดือน ชีวิตเราไม่ควรต้องขนาดนั้น การปล่อยสินเชื่อให้สินค้าที่ไม่จำเป็น หรือไม่มีการแจ้งเตือนสิทธิ์เป็นเรื่องที่แบงก์ชาติต้องเข้าไปดูแลเรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็นอย่างยิ่ง การทำให้คนเป็นหนี้ทีละน้อยตั้งแต่เด็ก เป็นการทำลายอนาคตของชาติโดยตรง ก็ถือเป็นครั้งแรกที่ แบงก์ชาติ ลงมาคุมถึง “สินเชื่อรายย่อยระดับ 50-100 บาท” อาจเป็น “แบงก์ชาติแห่งแรกในโลก” ที่ลงมาช่วยดูแลสังคมจนถึงคนตัวเล็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ถ้าเป็น “หนี้เสีย” และติด “บัญชีดำ” ตั้งแต่อายุไม่ถึง 30 ปี ก็หมดอนาคตตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นคุณวิทัย ผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวสรุปว่า ไม่เกินตุลาคมหรือพฤศจิกายนนี้ แบงก์ชาติจะออกกฎคุมสินเชื่อ BNPL เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ จะมีการ กำหนดประเภทสินค้าหรือมูลค่าสินค้าที่สามารถผ่อนชำระได้ รวมทั้ง กำหนดเพดานดอกเบี้ย ด้วย เพื่อไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป ชานมอะไรคิดดอกเบี้ยตั้ง 18.79%.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม