หลายๆปีมานี้เราคงได้ยินนักเศรษฐศาสตร์ดังๆหลายๆคนพูดถึง “สถานการณ์เศรษฐกิจ” ในปัจจุบันว่า “เจริญเติบโตในแบบตัว K” หรือ “K–Shaped Economy” ซึ่งเกิดขึ้นโดยทั่วๆไปในหลายประเทศ...รวมทั้งประเทศไทยของเราผมเองเวลาออกไปพูดคุยกับเพื่อนๆนอกโรงพิมพ์ก็เคยได้รับคำถามบ่อยครั้งว่า “เศรษฐกิจรูปตัว K” มันเป็นยังไงนะ ว่างๆช่วยเขียนอธิบายลงคอลัมน์ให้หน่อยซี เวลาได้ยินนักวิชาการพูดถึงเราจะได้นึกภาพออกวันนี้ลองมาทำความเข้าใจกันสักหน่อยก็ดีเหมือนกันครับ...ท่านผู้อ่านที่รู้แล้วก็ขออภัยด้วย สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จะได้รู้ตั้งแต่บัดนี้ โดยสังเขป...ถือเป็นสารตั้งต้นรายละเอียดลึกซึ้ง โปรดกรุณาไปค้นหาเพิ่มเติมก็แล้วกันK-Shaped Economy หรือ เศรษฐกิจรูปตัว K คือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตหรือฟื้นตัวไปในทิศทางตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงในเวลาเดียวกัน คล้ายๆกับรูปทรงของตัวอักษร “K” ในภาษาอังกฤษที่จะมีเส้นหนึ่งพุ่งขึ้นข้างบนและอีกเส้นหนึ่งดิ่งหรือปักหัวลงข้างล่าง สะท้อนว่า ในเวลาเดียวกันนี้เอง เศรษฐกิจของภาคส่วนหนึ่งเติบโตได้อย่างดีเยี่ยม พุ่งขึ้นและพุ่งขึ้น...แต่อีกภาคส่วนหนึ่งกลับแย่ลงหรือทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องนั่นเองใครบ้างที่อยู่ในกลุ่ม “เส้นพุ่งขึ้น” คำตอบสั้นๆก็คือกลุ่มคนที่มีรายได้สูง, เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือบริษัทในตลาดทุนในช่วงขาขึ้น ฯลฯ กลุ่มคนกลุ่มนี้จะมีความมั่งคั่งพุ่งขึ้นเรื่อยๆตลอดระยะเวลาที่ผ่านไปส่วน “เส้นที่พุ่งลง” หรือ “ดิ่งลง” นั้น จะใครเสียอีก...ถ้าไม่ใช่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย เช่น แรงงานที่มีรายได้วันต่อวัน พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยที่มีรายได้จากการขายสินค้าแบบวันต่อวัน ธุรกิจขนาดเล็ก SMEs ที่ต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนสูง ค่าครองชีพสูงแต่รายได้ไม่พอใช้จ่าย ทำให้ขาดทุนไม่มากก็น้อยในแต่ละปี ฯลฯเพราะอะไร สถานการณ์ เช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้?คำตอบที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้อธิบายและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดคือ...เพราะความแตกต่างของการมี “รายได้” หรือผลตอบแทนจาก “ปัจจัยการผลิต” ที่ผู้คนทั้ง 2 กลุ่มใหญ่ในสังคมเป็นเจ้าของอยู่นั่นเองคนรวย จะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีผลตอบแทนสูงถึงสูงมาก เช่น เงินทุน, สินทรัพย์, เทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งที่ดินด้วย...ในขณะที่ คนจน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตเพียงอย่างเดียว คือ “ค่าแรง” อาจจะรายวันหรือรายเดือนก็ตามทีเถอะ ซึ่งต่อให้สูงขนาดไหนก็ไม่มีวันสูงเท่ากับผลตอบแทนที่กลุ่มคนรวยได้รับเศรษฐกิจรูป “ตัว K” จึงเกิดขึ้นและนับวันปลายเส้น “ขาขึ้น” กับปลายเส้น “ขาลง” จะยิ่งต่างออกไปแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร? เท่าที่ทำกันอยู่ใน ประเทศพัฒนาแล้ว ก็คือใช้วิธี เก็บภาษี จาก คนรวย อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย...บางประเทศมีภาษีที่เจาะจงไปถึงรายได้ที่เกิดจาก “ทุน” โดยตรง เพิ่มเติมจากภาษีทรัพย์สิน หรือภาษีมรดกตามตำราเดิมๆเก็บภาษีมาแล้วก็เอามาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานให้คนจนที่ตกงานได้มีงานทำต่อไป หรือไม่ก็เอาไว้ “จุนเจือ” ในแบบ “สงเคราะห์” ช่วยเหลือคนจนอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นในยุคหลังนี้สำหรับประเทศไทยเรา แทบไม่ต้องพูดถึงปลายเส้นตัว K ทั้ง 2 เส้น นับวันจะถ่างออกไปเรื่อยๆ เพราะมาตรการภาษีที่ทั้ง หย่อนยาน ไม่ครบถ้วน และยังมีปัญหาคอร์รัปชันเข้ามาอีกด้วยอยู่มาวันหนึ่งผมนั่งดูรูปตัว K อีกครั้ง ดูแล้วก็ลองลากเส้นจาก “ปลายบน” ลงมา “ปลายล่าง” ของตัว K ...ก็พบว่า รูปตัว Kจะเปลี่ยนไปทันที กลายเป็น “สามเหลี่ยม” ขึ้นมาสามเหลี่ยมหนึ่งปักปลายแหลมของเหลี่ยมด้านหนึ่งเข้ากับเส้นตรงเส้นหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างๆ (กรุณาลองลากเส้นดูนะครับ)เจ้า “สามเหลี่ยม” นี่เองที่ทำให้ผมนึกไปถึงทฤษฎี “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” อันโด่งดังของท่านอาจารย์คุณหมอ “ประเวศ วะสี” ราษฎรอาวุโสผู้ล่วงลับเมื่อต้นๆปีที่ผ่านมานึกแล้วก็ฝันไปไกลครับ...อยากขอยืม “ตำรา” ของอาจารย์หมอประเวศ มาใช้กับระบบเศรษฐกิจในทุกวันนี้บ้างของคุณหมอคือ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ส่วนของผมจะเป็น “สามเหลี่ยมอะไรดีเอ่ย?” (โปรดอ่านต่อวันจันทร์นะครับ)"ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม