สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา) กลับมาเป็นจุดสนใจระดับชาติอีกครั้ง หลังเกิดเหตุการณ์ระเบิด วางเพลิง เผายางรถยนต์ และทำลายทรัพย์สินพร้อมๆกันหลายสิบจุด... กระจายในหลายอำเภอนักวิชาการด้านความมั่นคงสะท้อนมุมมองวิเคราะห์ให้เห็นว่า เหตุการณ์ดาวกระจายนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นภาพสะท้อนของเครือข่ายปัญหาที่ซับซ้อนระหว่างอุดมการณ์การเมือง ความท้าทายต่อ “อำนาจรัฐ”...“ผลประโยชน์จากธุรกิจผิดกฎหมาย” ที่ผูกพันกับโครงสร้างใต้ดินอย่างแยกไม่ออกพุ่งเป้าไปที่การที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามเครือข่ายธุรกิจเถื่อน สินค้าหนีภาษี เช่น บุหรี่เถื่อนลอตใหญ่กว่า 2 ล้านมวน เงินสด 18 ล้านบาท รวมถึง “ยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด” จนนำไปสู่การทลายแหล่งทุนใต้ดินมูลค่าหลายร้อยล้านบาทนั้นการให้น้ำหนักกับเรื่องนี้จึง...มีผลกระทบสูงมาก และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” หัวใจหลักของขบวนการความไม่สงบในอดีต เรามักมองปัญหาชายแดนใต้ผ่านมิติอุดมการณ์ทางการเมืองหรือแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงโครงสร้างความรุนแรงขับเคลื่อนไม่ได้หากปราศจากเงินทุน การที่แม่ทัพภาคที่ 4 มีนโยบายหันมาให้น้ำหนักกับการตัดวงจรเศรษฐกิจสีเทา น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด และส่วยตามแนวชายแดนเท่ากับการ “รัดคอทางการเงิน” ของกลุ่มขบวนการ ทำให้ขีดความสามารถในการจัดซื้ออาวุธ จ้างแนวร่วม และปฏิบัติการลดลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นไปได้หรือไม่ว่า...เหตุการณ์ลอบป่วนดาวกระจายหลายสิบจุดพร้อมกัน เช่น การเผายาง เผาร้านสะดวกซื้อ และทำลายทรัพย์สิน ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่คือปฏิกิริยา “ดิ้นรนครั้งใหญ่” หรือการ “ลงขันตอบโต้” ของกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายที่สูญเสียผลประโยชน์มหาศาลจากการกวาดล้างอย่างหนักหน่วงในช่วงเดือนที่ผ่านมา การตอบโต้ลักษณะนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันทางอ้อมว่า นโยบายการปราบปรามของแม่ทัพภาคที่ 4 “ตีเข้าจุดตาย” ของขบวนการใต้ดินอย่างแท้จริง พวกเขาจึงต้องเร่งสร้างสถานการณ์เพื่อกดดันและเบี่ยงเบนความสนใจ?ย้ำว่า...การเดินหน้าปราบปรามภัยแทรกซ้อนเหล่านี้ถือว่ามาถูกทางหรือเปล่า เพราะช่วยเชื่อมโยงปัญหาความมั่นคงเข้ากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลและกองทัพยังคงละเลยเรื่องเศรษฐกิจใต้ดิน กลุ่มขบวนการก็จะใช้พื้นที่สามจังหวัดเป็นโซนปลอดภัยในการฟอกเงินและพักสินค้าผิดกฎหมายเพื่อหล่อเลี้ยง “ความรุนแรง” ต่อไป การเข้าจัดการที่รากเหง้าของเงินทุนจึงเป็นทางออกเดียวที่จะสยบความรุนแรงในระยะยาวได้หรือไม่...ยังคงเป็นคำถามสำคัญที่ต้องการคำตอบเห็นผลเป็นรูปธรรมแนวทางของแม่ทัพภาคที่ 4 มีน้ำหนักและความสำคัญถึง 90% ในการชี้วัดอนาคตความสงบเรียบร้อยของพื้นที่ แม้ในระยะสั้นอาจทำให้กลุ่มอิทธิพลเร่งสร้างสถานการณ์ตอบโต้รุนแรงขึ้นเพื่อต่อรอง แต่หากภาครัฐมีความเด็ดเดี่ยวไม่ถอยหลังให้กลุ่มทุนเถื่อนและเดินหน้ากวาดล้างอย่างต่อเนื่องวงจร “ความรุนแรง” ที่ผูกติดกับ “ผลประโยชน์” มหาศาลนี้จะค่อยๆถูกบีบให้ฝ่อตัวลงไปในที่สุด...นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาด้วยใจเป็นธรรม...สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนี้นักวิชาการด้านความมั่นคงวิเคราะห์ถอดรหัส 4 มิติเบื้องหลัง “เหตุป่วนดาวกระจาย” ในช่วงจังหวะเวลาที่ผ่านมา นับจาก มิติโครงสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใต้ดินและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย ถัดมาคือ...มิติการเมืองเชิงยุทธศาสตร์และการสร้างอำนาจต่อรองเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุข และภาวะสุญญากาศทางการทูต หน่วยงานด้านข่าวกรองประเมินว่าเป็น “การส่งสัญญาณการเมือง” ของกลุ่มขบวนการ เพื่อแสดงศักยภาพในการระดมกำลังและกดดันให้ฝ่ายรัฐต้องยอมรับเงื่อนไขบนโต๊ะเจรจาสาม มิติช่องว่างทางยุทธการและการสับเปลี่ยนกำลัง... เหตุการณ์สอดรับกับห้วงเวลาการสับเปลี่ยนกำลังพลประจำพื้นที่ ซึ่งมักเกิดรอยต่อด้านการข่าว ประกอบกับสภาพภูมิอากาศในฤดูฝนที่เอื้อต่อการซ่อนเร้นและเป็นอุปสรรคต่อการติดตามแกะรอยมิติสุดท้าย...มิติจิตวิทยาและการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร มุ่งเป้าโจมตีเชิงสัญลักษณ์ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เสาสัญญาณโทรคมนาคม และเส้นทางคมนาคม พร้อมทั้งถูกซ้ำเติมด้วยข่าวปลอม (Fake News) เพื่อสร้างความหวาดระแวงและทำลายความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐหากชั่งน้ำหนักปัจจัยทั้งหมด ข้อมูลเชิงวิเคราะห์และท่าทีของฝ่ายความมั่นคง เช่น กอ.รมน.ภาค 4 สน. และแม่ทัพภาคที่ 4 ดูเหมือนว่าจะยิ่งตอกย้ำ ชี้ตรงกันว่า “ปัจจัยด้านผลประโยชน์เศรษฐกิจใต้ดินและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย” คือตัวแปรหลักที่มีน้ำหนักสูงสุดในรอบนี้จับตาพุ่งเป้าไปที่ “สงครามเศรษฐกิจใต้ดิน” และ “ผลประโยชน์สีเทา”...เหตุการณ์ความรุนแรงมักปะทุขึ้นหลังจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดลอตใหญ่ หรือการจับกุมขบวนการสินค้าหนีภาษีและน้ำมันเถื่อนตามแนวชายแดน ใช้...กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้สถานการณ์ความไม่สงบเป็นเครื่องมือบังหน้า หรือรับจ้างสร้างสถานการณ์ เพื่อลดแรงกดดันจากการปิดล้อมตรวจค้นของเจ้าหน้าที่รัฐย้อนรอยเหตุป่วนหลายสิบจุดระลอกนี้อาจจะเป็นมากกว่าเรื่องของอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนแบบดั้งเดิม แต่เป็น “สงครามผลประโยชน์ใต้ดินที่ซ้อนทับกับความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง” ที่ท้าทายประสิทธิภาพระบบข่าวกรองและการบูรณาการแก้ไขปัญหาของ “รัฐบาล” อย่างแท้จริง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม