ความต่างกับความเหมือนระหว่างระบอบทักษิณกับระบอบสีน้ำเงินนั้นมีอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ก็เป็นระบอบที่ไม่ควรนำมาใช้ในประเทศไทย เพราะเป็นการรวบอำนาจเอาไว้ในคนเพียงไม่กี่คน พูดตรงๆคือสร้างความเสียหายมากกว่าผลดีระบอบทักษิณนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” สถาปนาระหว่างที่เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยจนสามารถมี สส.มากที่สุดและคุมกลไกทุกอย่างเอาไว้ทั้งหมดแม้กระทั่งองค์กรอิสระบางแห่งก็เป็นของเขาวันนี้เกิดระบอบใหม่ที่เรียกกันว่าระบอบสีน้ำเงิน มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นตัวชูโรง มีฐานอยู่ที่บุรีรัมย์นอกจากมี สส.มากที่สุดแล้ว ยังมี สว.องค์กรอิสระ เป็นกลไกทำงาน ว่าไปแล้วเหนือกว่าระบอบทักษิณอีกต่างหากได้เป็นรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนแน่นปึ้กและยังมีกลไกสนับสนุนอีกเพียบ ยังไม่รวมกองทัพที่ยืนอยู่ข้างเดียวกันระหว่าง “ทักษิณ” กับ “อนุทิน” แม้จะเคยผูกพันในฐานะลูกพี่เก่าและลูกน้องเก่า แต่วันนี้ “ลูกน้อง” ใหญ่กว่าคุมประเทศเอาไว้ทั้งหมดกำลังเกิดกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า “โหนเจ้า” เพื่อทำให้ตัวเองดูดีมีราคาเป็นผู้นำ “เส้นใหญ่” ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเขาไม่ได้แอบอ้าง ไม่ได้โหนรู้ดีว่าอะไรสูงอะไรต่ำควรไม่ควรสำหรับ “ทักษิณ” นั้นต่างออกไปเพราะถูกกล่าวหาว่าทำตัว “เสมอเจ้า” ถูกมองว่ามีความพยายามที่จะเป็นบุคคลที่ใหญ่สุดในแผ่นดินแต่ถึงวันนี้คงรู้แล้วว่าทำไม่ได้สังคมไม่ยอมรับนี่เป็นบางฉากบางตอนของผู้นำใน 2 ระบบวันนี้เช่นกันแม้จะมีอำนาจบารมีเหลือล้นแต่ก็เกิดปัญหาในการยอมรับทำให้เกิดแรงเสียดทานต่ออำนาจของเขาพูดง่ายๆคือใหญ่ไม่จริงไม่มีฐานมวลชนรองรับต่างกับตอนเลือกตั้งที่อาศัยประเด็นรักชาติมาเป็นแรงผลักดัน“ทักษิณ” นั้นมีดีมากกว่าเนื่องจากสามารถรักษาฐานอำนาจได้อย่างคงเส้นคงวาก็เพราะมีนโยบายเป็นตัวนำทางเขาสร้างทีมงานขึ้นมาเพื่อคิดนโยบายหลายอย่างที่เข้าถึงประชาชนจนถึงวันนี้ประชาชนยังไม่ลืมอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค บัตรคนจน การปราบปรามยาเสพติด ได้รับความชื่นชมและยกย่องก็ไม่ต้องถามว่าทำไมคนเสื้อแดงถึงชอบเขา แม้คนอีกส่วนหนึ่งมองว่าเขาโกงเป็นนักธุรกิจการเมืองนี่จึงเป็นความเหมือนและความต่างที่ชัดเจนพูดง่ายๆว่าหากรัฐบาลชุดนี้มีอันเป็นไป “อนุทิน” หลุดเก้าอี้ผู้นำโอกาสที่จะคืนกลับมาคงเป็นเรื่องยากเพราะไม่มีฐานมวลชนรองรับอย่างจงรักและภักดี!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม