รมว.ยุติธรรม เรียกประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ เกือบ 2 ชม. ไล่เบี้ยความคืบหน้าการดำเนินคดีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะปัญหาชาวยิว พบว่าทั้งจัดตั้งเครือข่ายนอมินี ทำธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ บริษัทบัญชี ยันสำนักงานกฎหมาย เตรียมร้องเอาผิดทนายความที่เข้าร่วมขบวนการด้วย เปิด 2 รายชื่อนักธุรกิจชาวยิว จ่อถูกออกหมายเรียกมาสอบสวนในฐานะพยาน อธิบดี ปค.ยัน เนรเทศ 2 ชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาในประเทศไทย เป็นโทษสถานเบา มีกฎหมายที่รุนแรงกว่ามาตรการเนรเทศอีกเพียบ นอกจากนี้กำลังไล่เบี้ยหาตัวเจ้าของที่ดินตั้งสุสานชาวยิวในแปดริ้วด้วยที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 ก.ย. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบัญชาการตำรวจ สอบสวนกลาง (บช.ก.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรม ศุลกากร กรมสรรพากร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)หลังประชุมเกือบ 2 ชม. พล.ต.ท.รุทธพลเผยว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 2 เราติดตามผลการปฏิบัติ ของชุดทำงานทั้ง 7 ชุด ใช้เวลาการชี้แจงพอสมควร มีผลการปฏิบัติคืบหน้าไปมาก เช่น ปัญหาข้อขัดข้องของผู้ปฏิบัติว่า 2 เดือนที่ผ่านมา มีข้อจำกัดหรือไม่ วันนี้ได้ข้อยุติและข้อเสนอแนะหลากหลาย นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องทุนต่างชาติที่ค่อนข้างสำคัญมาก โดยเฉพาะกรณีชาวอิสราเอลที่เรากำลังพบเป็นปัญหาตอนนี้ ส่วน กรณีสุสานชาวยิวบางคล้า (Jewish Cemetery Thai land) จ.ฉะเชิงเทรา กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ตนสอบถามนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย แจ้งว่า รมช.มหาดไทย จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบศพต่างๆที่ถูกฝังในพื้นที่ว่ามี 3 หรือ 4 ร่าง เพื่อให้ชัดเจนมากขึ้นว่า แต่ละศพ คือบุคคลใด เนื่องด้วยเป็นสุสานยังไม่เข้าเกณฑ์รับเป็นคดีพิเศษพล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า กรณีเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด ใน จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 21 ส.ค. โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.บางละมุง และพื้นที่ พัทยา พบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงนักธุรกิจชาวอิสราเอล ชื่อ นายไมมอน เดวิด มาร์เซียโน พบครอบครองอสังหาริมทรัพย์และรายการทรัพย์สินจำนวนมากภายในพื้นที่ภาคตะวันออก แต่ใช้ชื่อคนไทยดำเนินการ แทน จะออกหมายเรียกพยาน หรือหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ ขณะนี้มีความคืบหน้า พอสมควร ประชุมกับคณะทำงานเเล้ว ผลการตรวจค้น ทำให้ได้ข้อมูล หลายอย่างอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม จึงจะออกหมายเรียกพยานบุคคลเข้ามาชี้แจงรายละเอียด เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาสำนวนการสอบสวน ขอเวลาดูรายละเอียดไม่เกินเดือน ก.ย.นี้ เพราะตอนนี้ ข้อมูลที่เราพบ เขาเกี่ยวข้องธุรกิจโรงแรม คอนโดมิเนียม และสำนักงานกฎหมายด้วย ฉะนั้นสิ่งที่เราเจอล้วนมาจากการตรวจค้น ทำให้พบเอกสารกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ อื่นด้วย เช่น พื้นที่ภาคใต้ เชื่อได้ว่า เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงที่ดีเอสไอต้องดำเนินการต่อไป แต่ตอนนี้นายไมมอนยังไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดี“สำหรับมาตรการและแนวทางป้องกัน ยกระดับ ไม่ให้มีทุนต่างชาติเข้ารุกคืบอสังหาริมทรัพย์ในไทย จนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทย วันนี้เรา พูดคุยกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้แจงว่าดำเนินการ อะไรมาแล้วบ้าง เพื่อป้องกันการจดทะเบียนจัดตั้งรูปแบบบริษัทต่างๆ รวมถึงหารือกับสภาทนายความ เพื่อให้ตำรวจหรือดีเอสไอได้ดำเนินคดีกับทนายความไปกี่ราย เป็นต้น สำหรับนายไมมอน เดวิด มาร์เซียโน ที่เปิดสำนักงานกฎหมายใน จ.ชลบุรี (สำนักงานกฎหมายสากลเคทีอินเตอร์เนชั่นแนล ลอร์แอนด์บิสซิเนส) นั้น เราพบรูปแบบการใช้คนไทยมาดำเนินการแทนตัวเอง และพบอีกว่ายังมีธุรกิจอีกจำนวนมาก ที่เกี่ยวข้อง” รมว.ยุติธรรม กล่าวพล.ต.ท.รุทธพลกล่าวถึงกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ถูกคณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอ กองคดีความมั่นคง ออกหมายเรียกพยานครั้งที่ 3 นัดหมายวันที่ 14 ก.ย.ว่า หากนายสมชาติยังคงไม่เดินทางเข้าพบให้ความร่วมมือข้อมูล ดีเอสไอก็จะมีมาตรการต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตรา 24 จะมีโทษทางอาญาตามที่กฎหมายระบุไว้ เป็นการขัดหมายเรียกพยาน ตนอยากให้มาชี้แจงดีกว่า เพราะ สส.สมชาติยังไม่ใช่ผู้ต้องหา อยากให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่รัฐสภา นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ลงนามคำสั่งฐานะ รมว.มหาดไทย เนรเทศ 2 ชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาให้ประเทศไทยว่า เป็นการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 เรายินดีต้อนรับ แต่เมื่อเข้ามาแล้วต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย หากใครมีพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม กระทบความเป็นอยู่หรือความสงบสุขของประชาชนต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนที่เป็นข่าวทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีพฤติกรรมอย่างไร ส่วนรายอื่นยังไม่มีปัญหาอะไร ต่างชาติที่เข้ามาอยู่อย่างสงบสุขมีเยอะแยะ จึงต้องดูเป็นรายๆไป มีกฎหมายที่รุนแรงกว่ามาตรการเนรเทศอีกมากมาย การเนรเทศเป็นเพียงมาตรการหนึ่งทำให้สังคมสงบสุขเท่านั้นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่