รัฐบาลโหมตีปี๊บเร่งพีอาร์ผลงาน ผุดรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” นายกฯเปิดทำเนียบรับคณะทูต ลุยใช้เวทีโลกสร้างโอกาสให้ประเทศ ยันชัดไม่ตั้ง รมช.ช่วยงาน “เอกนิติ-ศุภจี” เลื่อนนัดกระชับสัมพันธ์พรรคร่วม “ศุภชัย” แซะฝ่ายค้านใช้เวทีสภากดดัน กกต. ชี้ช่อง กกต.หลักฐานไม่พอต้องกล้าล้มคดีฮั้ว สว. “ไอซ์” สวนแรงมีใครเป็นบุพการีหรือถึงปกป้องกันนัก “ไหม” อยากจะลืมเอ็มโอเอตระบัดสัตย์ เย้ยไม่ได้ปกป้อง กกต.แต่ปกป้องตัวเอง “โรม” ฉะรัฐบาลอำมหิตยก 3 จังหวัดใต้มาอ้าง แนะ “มัลลิกา” ปรับปรุงตัวเอง ทนาย “เฮ้ง” สลิ้งแตกผลัก “สมชัย” ล้มคาจักรยาน แถมสบถด่าทอต่อหน้าสื่อ-ตร.สน.ทองหล่อ ลั่นเอาผิดถึงที่สุดไม่มียอมความ พ่วงฟ้องแพ่งฐานหมิ่นเรียก 50 ล.รัฐบาลโหมตีปี๊บผุดรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เร่งพีอาร์ผลงาน ให้รัฐมนตรีออกมาพูดคุยแบบตรงไปตรงมาในประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจ ตลอดจนตอบคำถามข้อสงสัยที่ประชาชนต้องการคำตอบรายการมีทุกวันเสาร์ เวลา 09.05 น. ประเดิมเทปแรกวันที่ 5 ก.ย.“อนุทิน” เปิดทำเนียบรับคณะทูตเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทยรวม 76 คน เข้าเยี่ยมคารวะพร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า เป็นโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างความรู้จัก และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะทูตกับรัฐบาลไทย ตอนนี้ไทยอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจึงเดินหน้าปฏิรูปภาครัฐควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นโยบายต่างประเทศต้องเปิดโอกาสใหม่ ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ ตลาด และการพัฒนาทุนมนุษย์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ เปิดกว้าง และพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ โดยให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเป็นหุ้นส่วนลุยสร้างโอกาสประเทศในเวทีโลกนายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะใช้เวทีสำคัญระหว่างประเทศ ทั้งการเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ การประชุม Pre-COP ที่ประเทศฟิจิ ในเดือน ก.ย. การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ที่ กทม. ในเดือน ต.ค. รวมถึงการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือน พ.ย. เพื่อสื่อสารศักยภาพของไทย ขยายความร่วมมือ และสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทุกประเทศ และพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อเติบโตไปด้วยกัน เสริมสร้างความยืดหยุ่น ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นนายอนุทินเป็นประธานในพิธีมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัยพิบัติในเนปาล มอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวน 7 ล้านบาท พร้อมจัดส่งสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย อาทิ ชุดป้องกัน Level C 500 ชุด ถุงบรรจุศพ 2,700 ใบ หน้ากากกู้ภัยและหน้ากากอนามัย ชุดกรองอากาศ เป็นต้นไม่ตั้ง รมช.ช่วยงาน “เอกนิติ–ศุภจี”นายอนุทินให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ตำหนิรัฐบาลใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ล้มเหลวว่า เขาไม่รู้เรื่อง รัฐบาลใช้งบประมาณทุกอย่างคุ้มค่า ต้องคิดมาก่อน เขาไม่เข้าใจ และถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญแก้ปัญหานี้จะเป็นรัฐบาลได้อย่างไร ก่อนหันมาตำหนิผู้สื่อข่าวชอบเอามาชนกัน พร้อมกล่าวว่าสามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 และมาตรา 152 ได้หมด เมื่อถามถึงกรณีนายเอกนิติระบุว่าอยากมี รมช.คลังว่า วันนี้ยังทำงานได้ดีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีรัฐมนตรีช่วย นายเอกนิติและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ มีผู้ช่วยรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ และตรงต่อวิชาชีพ เมื่อถามว่าหากในอนาคตจะมี รมช. ควรเป็นนักการเมืองในพรรคหรือเป็นคนนอก หรือให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงตัดสินใจ นายอนุทินตอบสั้นๆว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รบ.โหมตีปี๊บผุด “คุยกับ ครม.อนุทิน”น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนติดตามรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เป็นรายการเปิดมุมคิด เจาะนโยบาย เบื้องหลังการทำงาน และทิศทางการบริหารประเทศ ผ่านการพูดคุยกับรัฐมนตรีผู้รับ ผิดชอบโดยตรง ให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร มีเป้าหมายอย่างไร และจะเกิด ประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร ในรูปแบบชวนรัฐมนตรีมาพูดคุยแบบตรงไปตรงมาในประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจ ตลอดจนคำถามและข้อสงสัยที่ประชาชนต้องการคำตอบ รัฐบาลต้องการเพิ่มช่องทางสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจากผู้กำหนดและรับผิดชอบนโยบายโดยตรง รายการจะมีทุกวันเสาร์ เวลา 09.05 น. ทางโทรทัศน์ NBT, MCOT HD และ ททบ.5 รวมถึงช่องทางออนไลน์ กรมประชาสัมพันธ์, NBT Connext และไทยคู่ฟ้า ประเดิมเทปแรกวันที่ 5 ก.ย.นี้ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเลื่อนนัดกระชับสัมพันธ์พรรคร่วมน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายก รัฐมนตรี และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เดิมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นัดหมายรัฐมนตรีและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลร่วมรับประทานอาหารที่บ้านพักส่วนตัวย่านบางพลี ในวันที่ 6 ก.ย. แจ้งเลื่อนกำหนดการดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากสัปดาห์หน้านายกฯมีภารกิจสำคัญ ส่วนจะจัดงานอีกเมื่อไหร่นายกฯจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง“ทรงศักดิ์” โวเสียงแน่นรับซักฟอกนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า มั่นใจสิ่งที่รัฐบาลทำงานมา รัฐมนตรีแต่ละคนสามารถตอบได้ ส่วนประเด็นเรื่องฮั้ว สว. มองว่าการจะอภิปรายต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายเรื่องฮั้ว สว.โดยตรง แต่สอดแทรกผ่านประเด็นอื่น นายทรงศักดิ์ตอบว่า เป็นหน้าที่ประธานรัฐสภาต้องกำกับดูแลการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ คนถามต้องรู้หน้าที่ตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ควรถามหรือไม่ ต้องถามในเรื่องการทำงาน เมื่อถามว่ารัฐบาลมั่นใจเสียงที่จะสนับสนุนในสภาฯใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ตอบว่า ทั้งนายกฯและรัฐมนตรีก็บอกว่าพร้อม ส่วนจะต้องดึงเสียงพรรคฝ่ายค้านเช่นพรรคกล้าธรรมหรือไม่ ปัจจุบันเสียงรัฐบาลที่มีอยู่เหนียวแน่น แต่ก็เป็นเอกสิทธิ์ ไม่มีอะไรน่าห่วง“ศุภชัย” เตือนใช้เวทีสภากดดัน กกต.นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เจตนาการอภิปรายของฝ่ายค้านในวาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567-2568 เป็นการตรวจสอบการทำงานของ กกต.ตามหน้าที่ของรัฐสภา หรือกำลังกดดันองค์กรอิสระในคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา มุ่งเน้นไปที่คดีการเลือก สว. หากมีการนำข้อมูลหรือรายละเอียดจากสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุดมาอภิปราย ก็ควรตรวจสอบที่มาว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การตรวจสอบต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกรอบกฎหมาย ไม่ควรนำข้อมูลบางส่วนมาสรุปล่วงหน้าว่าใครมีความผิด กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ดำเนินคดีกับทุกคนที่ถูกกล่าวหา แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างรอบด้านและเป็นธรรม การมีชื่ออยู่ใน คำร้องหรือสำนวนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิด หากหลักฐานเพียงพอ กกต.ต้องดำเนินการโดยไม่เกรงใจใคร แต่หากหลักฐานไม่เพียงพอ ต้องกล้ายุติเรื่องโดยไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันหรือกระแสสังคม และมีแนวโน้มจะกลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระ“ไอซ์”สวนมีใครใน กกต.เป็นบุพการีวันเดียวกัน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตือนพรรค ปชน.อย่าใช้เวทีสภาฯกดดัน กกต. จนกลายเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระว่า “มันเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่จะต้องยื่นหน้าออกมาปกป้อง กกต.ขนาดนี้ พื้นที่ของสภาฯอันทรงเกียรติที่พวกคุณชอบพูดกัน ควรมีเอาไว้พูดเพื่อปกป้องประโยชน์สูงสุดของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ไม่ใช่เวทีที่จะเอามาปกป้องพวกพ้องเครือข่ายตัวเอง ออกหน้าปกป้องกันถึงขนาดว่าเอาเพจพรรคออกมาตอบโต้ ไม่ให้ใช้เวทีสภาฯกดดัน กกต. หน่วยงานอื่นพรรค ภท.ทำขนาดนี้ไหม? มีใครใน กกต.เป็นบุพการีของพวกท่านหรือคะ? ทีนี้ก็ชัดเจนแล้วนะว่าเมื่อวานนี้รัฐบาลพรรค ภท.เอาชีวิตของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอ้างบังหน้า เพื่อปกป้อง กกต.จริงๆ”“ไหม” ขอลืมเอ็มโอเอตระบัดสัตย์น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีครบ 1 ปี เอ็มโอเอพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 3 ก.ย.ได้รับบทเรียนอะไรบ้างว่า เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่คิดว่าสมควรค่าแก่การจดจำ เราก็จะไม่จดจำและไม่เฉลิมฉลอง เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับพรรค ปชน.ที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างพรรคการเมืองด้วยกัน ว่าจะไว้ใจกันได้แค่ไหน สัญญาทุกอย่างที่อยู่ในเอ็มโอยูและเอ็มโอเอ เป็นสัญญาใจ และใช้เครดิตของทั้ง 2 ฝั่ง วันนี้เราเห็นไปแล้วว่าอีกฝั่งได้ทำลายเครดิตตัวเองลงไป ทำให้เราต้องเรียนรู้บทเรียนราคาแพงนี้ไม่ให้เกิดซ้ำอีก ส่วนการผุดรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” อาจเป็นตัวช่วยในยาม คะแนนนิยมตกต่ำ กลายเป็นว่าต้องไปใช้ช่อง NBT เผยแพร่ผลงาน คิดว่าไม่น่าได้ผลเท่าไหร่ ในแง่ของการเพิ่มขนาดความนิยมไม่ได้ปกป้อง กกต.–ปกป้องตัวเองน.ส.ศิริกัญญายังกล่าวถึงกรณีเพจพรรคภูมิใจไทยโพสต์เตือนการอภิปรายรายงานของ กกต.อาจกลายเป็นการซักฟอกองค์กรอิสระว่า เรายังคงหาคำตอบไม่ได้ ทำไมถึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องหรือไม่ให้ กกต.ถูกอภิปรายในสภา หนึ่งในคำตอบที่ชัดเจนตรงไปตรงมาคือผลการดำเนินงานของ กกต.ในปี 2567 คงหนีไม่พ้นเรื่องการโกงเลือก สว. ที่พรรค ภท.อาจเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เลยเป็นเดือดเป็นร้อน จริงๆไม่ได้ปกป้อง กกต. แต่ปกป้องตัวเอง ส่วนการพิจารณาญัตติแก้ปัญหาความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อในสัปดาห์หน้า ถือเป็นเกมของฝ่ายรัฐบาลเพื่อล็อกเราในสัปดาห์หน้า เมื่อถามว่าจะยื่นร้องเรียนการทำหน้าที่ของประธานสภาและรองประธานสภา กรณีวางตัวไม่เป็นกลางหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญาตอบว่า คิดว่าเราได้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดการปรับปรุงไปแล้ว คงไม่จำเป็นต้องร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษรอีก เพียงแต่รอดูว่าจะมีการปรับปรุงวิธีการทำงานหรือไม่ ถ้าเกิดซ้ำเราอาจพิจารณาส่งข้อร้องเรียนได้“โรม” ฉะรัฐบาลอำมหิตอ้าง 3 จว.ใต้นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลพยายามแกล้งไม่เข้าใจ พยายามที่จะมึน แอบอ้างสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อปกป้องตัวเอง ความมุ่งหมายทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ พูดตรงๆอำมหิต เป็นกลไกซื้อเวลาไม่ต้องการให้ตั้งคำถามเรื่องฮั้ว สว. ส่วนกรณีนายกฯกล่าวหาผู้นำฝ่ายค้านไม่รู้เรื่องงบประมาณแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้นั้น ควรชี้มาเป็นจุดๆ เอากฎหมายมาว่ากัน แต่ถ้าจะมาดิสเครดิตกัน ต้องถามกลับไปว่าท่านยังมีเครดิตอะไรเหลือมาดิสเครดิตคนอื่น สถานการณ์ไฟใต้รุนแรงเพราะใคร ใครกันแน่ที่บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ยังไม่นับรวมอีกหลายปัญหาทั้งฮั้ว สว. สอบท้องถิ่น นายกฯควรชี้แจงหน่อยว่านายทองเจือที่ปรึกษาของท่าน ไปยุ่งเรื่องสอบท้องถิ่นทำไม ตอนนี้ประชาชนเริ่มคิดแล้วว่าตกลงรัฐบาลเป็นหัวขบวนองค์กรอาชญากรรมที่กำลังปล้นประเทศไทยหรือไม่ กลไกของฝ่ายค้านมีไม่เยอะแต่พวกเราทำเต็มที่ให้ออกมาดีที่สุด และในอนาคตที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราลุยเต็มที่แน่นอนแนะ “มัลลิกา” ต้องปรับปรุงตัวเองนายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงกรณีประกาศตัดพี่ตัดน้องกับ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ กลางที่ประชุมสภาฯว่า สิ่งที่เรียกร้องเป็นแค่เรื่องการทำงานควรเป็นมืออาชีพ น.ส.มัลลิกาเป็น สส.มาแล้วสมัย น่าจะตระหนักว่าการทำงานแบบมืออาชีพเป็นอย่างไร ถ้าท่านจะปรับปรุงตัวเองคิดว่าเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องดีต่อความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องดีกับสภา เราไม่ควรทำให้สภาแห่งนี้กลายเป็นสภาโจ๊ก เพราะเรากำลังพิจารณาผลประโยชน์มหาศาลของประชาชน ยืนยันว่าไม่มีอะไรส่วนตัวว่ากันไปตามบทบาทหน้าที่ ในการทำงานจะไม่เรียกใครว่าพี่ ไม่ใช่การทำงานที่ควรจะเป็น สังคมเราเจอปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันหลายครั้ง เพราะมาจากความเกรงใจความเป็นพี่เป็นน้อง ดังนั้นการทำงานต้องตัดเรื่องพวกนี้ออกไป ส่วนจะไปนับญาติกันหลังจากนั้นไม่ว่ากัน แต่ตอนนี้ขอเพียงทำงานเป็นมืออาชีพ ไม่ควรมีพฤติกรรมแบบเดิมอีกแล้ว หวังว่าท่านจะปรับปรุงตัวทนาย “เฮ้ง” กร่างจัดผลัก “สมชัย” ล้มเมื่อเวลา 13.00 น.ที่บริเวณหน้า สน.ทองหล่อ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปั่นจักรยานเข้าแจ้งความเอาผิดนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หัวหน้าทีมทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรากฏว่านายณัฐวุฒิได้มารอนายสมชัยอยู่แล้ว ทันทีที่นายสมชัยปั่นจักรยานมาถึง ปรากฏว่านายณัฐวุฒิได้เข้าไปหานายสมชัย ใช้มือจับที่ต้นแขนและกล่าวว่า “จะไปไหน มึงไปไหน มึงจะไปไหน” พร้อมผลักนายสมชัยจนล้มลงกับพื้นไปพร้อมจักรยานต่อหน้าผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่นายสมชัยพยายามตะโกนบอกว่า “แบบนี้ทำร้ายร่างกาย” แต่นายณัฐวุฒิตะโกนกลับและชี้หน้าด่านายสมชัยว่า “ทำร้ายอะไร กูพร้อมเจอมึง เดี๋ยวมึงเจอคนอย่างกู วันนี้มาขอหมายจับมึง กูรอมึงอยู่”พาลชี้หน้านักข่าวถาม “มึงเป็นใคร”ขณะนั้นผู้สื่อข่าวส่วนหนึ่งพยายามเข้าไปห้ามนายณัฐวุฒิว่า “ทำแบบนี้ไม่มีวุฒิภาวะเลย พี่เคยเป็นถึงทนายความนะ” แต่นายณัฐวุฒิไม่หยุดหันมาชี้หน้านักข่าวว่า “มึงเป็นใคร มึงเป็นกลางหน่อย” ก่อนจะนึกได้ยกมือขอโทษ นายสมชัยจึงกล่าวว่าจะแจ้งตำรวจจับ นายณัฐวุฒิพูดสวนว่า “แจ้งจับเลยไอ้ตุ๊ด” มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ พยายามเข้าไปแยกนายณัฐวุฒิออกมาแต่เจ้าตัวไม่ยอม พยายามเข้าไปหานายสมชัยอีกครั้ง พร้อมกระชากหมวกของนายสมชัยออกจากศีรษะ ตำรวจต้องบอกว่าหากไม่เชื่อฟังจะใส่กุญแจมือ ทำให้นายณัฐวุฒิยอมเดินตามตำรวจไปชี้ทำร้ายร่างกาย–ประสงค์ต่อทรัพย์นายสมชัยให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ปั่นจักรยานมาเพื่อแจ้งความนายณัฐวุฒิ มาถึงได้พบกับนายณัฐวุฒิแต่งกายใส่สูทยืนอยู่หน้า สน.ทองหล่อ ก็ยิ้มทักทายปกติ แต่นายณัฐวุฒิกลับพุ่งตรงเข้ามาหาด้วยอารมณ์ไม่พอใจ ใช้คำพูดด่าทอหยาบคาย ขณะตนยังนั่งอยู่บนจักรยาน นายณัฐวุฒิได้ใช้มือผลักจนล้มลงไปนอนหงายกับพื้น และยังคงเดินมาด่าทอ ชี้หน้า แสดงพฤติกรรมลักษณะข่มขู่ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 2 นาย และผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 4 สำนักที่บันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงไว้ได้ทั้งหมด พอลุกขึ้นยืนและพูดว่าตำรวจต้องเข้ามาดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวาย นายณัฐวุฒิได้ตรงเข้ามาดึงหมวกออกจาก ศีรษะ พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายประสงค์ต่อทรัพย์ สร้างบาดแผลถลอกที่ขาอีก 2 จุด ส่วนความเสียหายของจักรยานอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบยันดำเนินคดีถึงที่สุดไม่ยอมความนายสมชัยกล่าวว่า จะปรึกษาทนายความส่วนตัวแจ้งความนายณัฐวุฒิเพิ่มเติม คือข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศ เช่น คำว่า “ไอ้ตุ๊ด” นั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่าจะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง มองว่าพฤติกรรม ดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว และต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่างๆ อีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ ลงมือในสถานที่ราชการและต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความ เพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียน และต้องการให้ตนเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้เงินบริจาคอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์นายสมชัยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับ พ.ต.อ.รัฐธนนท์ เอกฐิติกุลพัทธ์ ผกก.สน.ทองหล่อ และพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ กรณีนายณัฐวุฒิแจ้งความเท็จทำให้ได้รับความเสียหาย และหมิ่นประมาทในที่สาธารณะอย่างร้ายแรง ประเด็นกล่าวหาว่านำเงินบริจาคที่เปิดรับสำหรับช่วยคนที่ถูกฟ้องปิดปาก และยังกล่าวหาว่านำเงินบริจาคของกองทุนไปบำเรอกามหญิงสาว และจัดงานแต่งงานหลอกๆ เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกลับในข้อหาแจ้งความเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา ยืนยันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าเงินกองทุนที่เปิดรับบริจาคทุกบาททุกสตางค์ยังอยู่ครบสมรสพระราชทานไม่มีแต่งทิพย์ทั้งนี้ นายสมชัยยังโชว์ภาพแต่งงานเมื่อ 9 ปีก่อน ยืนยันเป็นสมรสพระราชทาน ไม่ใช่งานแต่งหลอก มองว่าน่าจะเกิดจากคุณภาพของทีมทนายความ และสำนักงานกฎหมายของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ทำการบ้าน ไม่ค้นคว้าข้อมูลข้อเท็จจริง นำข้อมูลเท็จมาใช้กล่าวหาจนเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายชัดเจน นอกจากคดีอาญาในข้อหาแจ้งความเท็จแล้ว ในวันที่ 6 ก.ย.นี้นัดหารือกับทีมทนายความอีกชุด เตรียมยื่นฟ้องคดีแพ่งเพิ่มเติม จะเรียกค่าเสียหายให้เหมาะสมกับฐานะของผู้กล่าวหา ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้าน ด้วยการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาทโชว์สเตตเมนต์ยันเงินในบัญชีอยู่ครบนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความนายสมชัย กล่าวว่า กองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นอย่างเปิดเผย มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และมีระบบการถอนเงินที่ต้องใช้บุคคลลงนามร่วมกันมากกว่า 1 คน นับตั้งแต่วันจัดตั้งกองทุนจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีแม้แต่บาทเดียว นายสมชัยได้นำหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากจากธนาคารกรุงเทพ สาขาธรรมศาสตร์ รังสิต มาแสดง ยืนยันว่ายอดเงินบริจาคในบัญชีแรกกว่า 1,805,770.40 บาทยังอยู่ครบถ้วน โดยเอกสารสเตตเมนต์ที่ไปขอมามีลายเซ็นรับรองของนายปริญญา เทวานฤมิตกุล นักวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับรองอยู่ด้วย ส่วนอีกบัญชีขององค์กรกลางมียอดเงินอยู่กว่า 400,000 บาท ดังนั้นข้อกล่าวหาว่านำเงินกองทุนไปบำเรอกาม เป็นเรื่องเท็จอย่างสิ้นเชิงรับฟ้อง “บิ๊กรุทธ” หมิ่น “ทนายอั๋น”อีกเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ทวงถามการลงนามอนุมัติเลขสืบสวนในกรณีบุกรุกลำราง-ทางเดินสาธารณะ คดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ นายภัทรพงศ์กล่าวว่า วันนี้มีความคืบหน้าอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.กรณีฟ้องหมิ่นประมาทต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ล่าสุดศาลอาญารัชดาประทับรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว พร้อมเจอ รมว.ยุติธรรมในวันที่ 30 พ.ย. หวังว่าจะไม่เก่งแต่ปากอย่าให้ทนายความไปเลื่อนคดี อย่าอ้างติดราชการ ยืนยันไม่มีวันยอมความ คดีนี้จะทำหน้าที่เป็นทนายความให้ตัวเองด้วย เพื่อจะซักถามรัฐมนตรีในวันนำเอาบัญชีพยานเข้าสืบ อีกเรื่องกรณีขอให้ดีเอสไออนุมัติเลขสืบสวนคดีในกรณีบุกรุกลำราง-ทางเดินสาธารณะ คดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่รับปากว่าในสัปดาห์นี้อธิบดีดีเอสไอจะลงนามแน่นอน แต่ได้รับแจ้งมาว่ายังไม่มีการลงนามอะไรเลย อยากถาม รมว.ยุติธรรมว่าเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อท่านเป็นคนแถลงข่าวเองว่าได้กำชับให้ดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว ทำให้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นขบวนการทั้งระบบหรือไม่ที่พยายามจะดึงรั้งเตะถ่วงคดีบุกรุกที่ดินเขากระโดงไว้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่