“อนุทิน” เปิดประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก เข้มกำหนดทิศทางให้ถูก เน้นย้ำอนุญาตแต่คนที่พร้อมทำจริงไม่ใช่ขอเพื่อเก็งกำไร สั่งรื้อระบบขออนุญาตลงทุนใหม่ทั้งหมด ยกระดับสู่ “ยุทธศาสตร์ระดับประเทศ” พร้อมตั้งคณะทำงาน 4 ด้าน คลอดมาตรฐานขั้นต่ำ สั่งชะลอโครงการที่อยู่ระหว่างพิจารณาและกำลังก่อสร้างรวม 166 แห่ง เพื่อรอประกาศเกณฑ์ใหม่ที่รัดกุม ภายในกรอบเวลา 1 เดือน ด้าน “เอกนิติ” ย้ำประชาชนไม่ต้องกังวล ชี้เป็นการใช้มาตรฐานเข้าดูแลความปลอดภัย ไม่ต่างจากการคุมโรงงานทั่วไปที่แอบสร้างก่อนได้รับอนุญาต เพื่อสกัดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้านผู้ว่าฯ กทม.จ่อปรับกฎหมายคุมดาต้าเซ็นเตอร์ปัญหา “ดาต้าเซ็นเตอร์” ถือเป็นปัญหาใหญ่ ที่เป็นปัญหาใหม่ในสังคมและต้องได้รับการแก้ไขจากภาครัฐโดยด่วนเนื่องจากสร้างผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานและน้ำมหาศาลประชุมบอร์ดดาต้าฯนัดแรกทั้งนี้ ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เวลา 08.30 น. วันที่ 4 ก.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมจี้ต้องทำความชัดเจนให้สังคมนายกฯกล่าวเปิดประชุมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล มาพร้อมการท้าทาย เช่น การใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดินและสาธารณูปโภค ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงความปลอดภัยทางไซเบอร์ สังคมกังวลต่อดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง จึงเป็นหน้าที่ภาครัฐต้องเร่งกำหนดมาตรการให้เกิดความเชื่อมั่น อันที่สร้างแบบถูกต้องทั้งหมดเราไม่ว่ากัน แต่สร้างแบบแอบๆมีของแฝงเข้ามา ใช้ใบอนุญาตไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายดำเนินกิจการ ต้องจับทางเขาให้ได้ ต้องแก้ไขใส่กฎระเบียบที่รัดกุม ที่สำคัญต้องปลอดภัยกับประชาชน คณะกรรมการชุดนี้ต้องทำความชัดเจนมีข้ออธิบายให้ประชาชน พร้อมรับข้อพิจารณานำไปสู่การออกประกาศแก้ระเบียบ หรือแม้กระทั่งออก พ.ร.บ.ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของที่ประชุมห้ามขอใบอนุญาตเก็บเก็งกำไรจากนั้นนายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์จะนำข้อเสนอที่ได้ไปประมวล ออกมาเป็นระเบียบกฎเกณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกความกังวลของประชาชนได้รับการพิจารณา ขณะนี้ไม่มีการอนุมัติโครงการใหม่ๆ ส่วนโครงการที่อนุมัติไปแล้ว ต้องปล่อยให้เขาดำเนินการไป ส่วนใหญ่โครงการที่อนุมัติไปแล้วไม่มีปัญหา เพราะมีแหล่งพลังงาน แหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติเรียบร้อย แต่ที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้คือการขออนุญาตไว้ก่อน ทั้งเรื่องขอใช้ไฟฟ้า ขอใช้น้ำและขอใบอนุญาต แล้วหวังว่าจะนำมาเก็งกำไร อันนี้เราคงไม่ให้ จะให้เฉพาะคนที่มีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ที่ตั้งขึ้นมา ไทยต้องให้การสนับสนุนและมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะทำให้ไทยมีเทคโนโลยีทางด้าน AI ขั้นสูง ส่วนผู้ที่ลักลอบตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ กทม. ต้องโดนปิดเพราะผิดกฎหมาย คนที่ทำผิดกฎหมายคือพวกขุดบิทคอยน์ เป็นดาต้าเซ็นเตอร์อย่างหนึ่งที่ลักลอบใช้ไฟฟ้า ต่อสายตรง พยายามตั้งนอกพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรม นอก กทม. นอกเมืองใหญ่ ใช้เครื่องมือที่กินไฟและยังมาขโมยไฟใช้ ต้องพยายามปราบปรามอย่างเด็ดขาดจัดระเบียบใหม่เพื่อยุทธศาสตร์ชาติต่อมานายเอกนิติแถลงหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ว่า นายกฯมอบหมายนโยบายสำคัญ ในการบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ ปรับเปลี่ยนจากการขออนุญาตตามหน่วยงานต่างๆแบบกระจัดกระจาย ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านดิจิทัล มุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.เปิดเผย รวบรวมข้อมูลให้มีความชัดเจนและเป็นศูนย์รวม 2.กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม บังคับใช้กับผู้ประกอบการทุกราย ทั้งที่ดำเนินการแล้วและในอนาคต 3.ยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ชาติ เช่น การใช้พลังงานสะอาด (Net Zero) และการส่งเสริมด้าน AI ให้คนไทยได้ประโยชน์สูงสุด รูปแบบในอนาคตจะใช้ลักษณะการแข่งขัน ที่ผู้ต้องการลงทุนต้องเสนอแผนที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทยใช้กฎหมายผังเมืองร่วมพิจารณาผู้สื่อข่าวถามถึงข้อกังวล จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไร นายเอกนิติตอบว่า สิ่งแรก คือมาตรฐานขั้นต่ำที่เราต้องการกำหนดขึ้นมาเพื่อดูแลชาวบ้าน หากใครแอบดำเนินการ เช่น จัดการเรื่องน้ำมันสำรองโดยไม่ขออนุญาต ถือว่าผิดกฎหมาย ไม่ต่างอะไรกับโรงงานทั่วไป ที่แอบสร้างก่อนได้รับอนุญาต ต้องใช้มาตรฐานนี้มาป้องกัน มาตรฐานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดูแลครอบคลุมทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและของเสีย จะถูกนำมาปรับใช้ ดังนั้นประชาชนไม่ต้องกังวล นอกจากนี้ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรุงเทพฯ เสมอไป จึงต้องนำเรื่องกฎหมายผังเมืองเข้ามาพิจารณาร่วมกับขนาดและสถานที่ตั้ง เพื่อไม่ให้กระทบชุมชน วันนี้เรานำสิ่งที่เคยกระจัดกระจายมาบูรณาการรวมกัน เพื่อให้ประเทศยังเดินหน้าดึงดูดการลงทุนต่อไปได้ โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ปกป้องประชาชนและสร้างประโยชน์สูงสุดเบรก 49 โครงการที่เตรียมเปิดด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าคณะกรรมการจะกำหนดนโยบายให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งประเภทที่ให้บริการเช่าและประเภทที่ลงทุนทำเพื่อใช้งานเอง จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ตั้งหมวดธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมามักมีการเลี่ยงขออนุญาตเป็นคลังสินค้า ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ รออนุมัติหรือมีความสนใจอีกประมาณ 117 โครงการ ที่ประชุมมีมติสั่งให้ชะลอหรือเบรกโครงการที่กำลังก่อสร้างและรออนุมัติกว่า 100 โครงการไว้ก่อนทั้งหมด เพื่อรอการประกาศเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ ที่จะออกมาภายใน 1 เดือน ส่วนโครงการที่เปิดให้บริการไปแล้ว ต้องปรับปรุงให้เข้ากับมาตรฐานใหม่เช่นเดียวกัน โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างหรือก่อสร้างแล้วเสร็จเตรียมเปิดให้บริการมี 49 โครงการ ตอนแรกคิดว่าจะให้เดินหน้าไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทบบรรยากาศการลงทุน แต่คณะกรรมการมีมติเด็ดขาดว่าให้เบรกไว้ก่อน เพื่อรอคณะกรรมการดูเกณฑ์ให้ชัดเจนแล้วค่อยให้เขาปรับตัว มีการตั้งคณะทำงาน 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำและไฟ ด้านพื้นที่และผังเมือง และด้านสิ่งแวดล้อม เข้ามากำหนดเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดเกณฑ์ 4 เรื่องสำคัญขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงดีอีรวบรวมข้อมูลทุกอย่าง ทั้งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ แนวสายไฟ ผังเมือง มารวมศูนย์เป็นระบบแดชบอร์ด (Dashboard) เดียว เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานะโครงการทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพส่วนนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า จะมีการกำหนดเกณฑ์ใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.กำหนดอัตราค่าไฟเฉพาะที่สะท้อนต้นทุนจริง ไม่ให้ผลักภาระค่าไฟไปสู่ประชาชน 2.บังคับใช้สัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% 3.กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดของการสำรองไฟและน้ำมัน ไม่ให้กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชน 4.กำหนดเงื่อนไขการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบเครือข่ายจะสำรวจเข้มข้นหาข้อมูล–ปัญหาก่อนหน้าเข้าประชุม นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่า ในพื้นที่ กทม.ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดบริการไปแล้ว 3 แห่ง ช่วงปี 2565-2567 จะส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจอย่างเข้มข้น เพื่อนำข้อมูลและปัญหา มาเป็นบทเรียนเสนอต่อคณะกรรมการ ส่วนโครงการที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติอีก 3 โครงการ ได้สั่งให้ชะลอและรอไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบรายละเอียดให้รัดกุมและรอนโยบายที่ชัดเจนภายใน 1 เดือน กรณีการร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมัน บริเวณดาต้าเซ็นเตอร์ที่ย่านพระราม 9 ซอย 6 เมื่อวันที่ 3 ก.ย. สำนักงานเขตห้วยขวางร่วมกับกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่ตรวจสอบ พบสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) รวม 6 ppm ที่อยู่ระหว่างการประเมินตามกระบวนการทางวิชาการและกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการแก้ไขภายใน 7 วัน หากไม่ดำเนินการตามคำสั่ง จะดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนกรณีร้องเรียนเรื่องเสียงรบกวนช่วงกลางคืน กทม.ประสานผู้ประกอบการให้ปรับการทดสอบเป็นช่วงกลางวัน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนจ่อปรับ ก.ม.ให้สอดคล้องธุรกิจผู้ว่าฯ กทม.กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกฎหมายยังไม่ได้กำหนดนิยามและประเภทของดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างชัดเจน ทำให้บางแห่งสามารถยื่นขออนุญาตในรูปแบบคลังสินค้าได้ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดี่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับกฎหมาย ให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยน แปลงไป กทม.จะผลักดันการกำหนดนิยาม ประเภท ขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจน ทบทวนข้อกำหนดด้านผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร และพลังงาน ทั้งพิจารณาจัดทำโซนนิ่งพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดี่ยว ตลอดจนหารือความเป็นไปได้ในการเพิ่มดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดี่ยวในรายการโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง กทม.จะนำข้อมูลจากการตรวจสอบ ความเห็น จากผู้เชี่ยวชาญมาประกอบการกำหนดแนวทาง เพื่อให้การกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์มีมาตรฐานที่ชัดเจน รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมลดผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนโดยรอบอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่