วงแตกแต่หัววัน แค่สัปดาห์ที่ 2 ของการเปิดสมัยประชุมสภาฯรอบใหม่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชิงปิดประชุมสภาฯ ระหว่างพิจารณาญัตติด่วน การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ตัดจบกันดื้อๆ หลังถูกฝ่ายค้านขอนับองค์ประชุม เพราะเห็นแววโดนเบี้ยว ญัตติด่วนไฟใต้จะไม่จบลงในวันเดียวตามข้อตกลงฝ่ายรัฐบาลงัดกลยุทธ์ยื้อญัตติดับไฟใต้ ลากยาวไปคุยต่อสัปดาห์หน้า บล็อกการพิจารณารายงานการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ให้เข้าสู่วาระการประชุมสกัดฝ่ายค้านฉวยจังหวะ ยืมเวทีสภาฯตรวจสอบ กกต. ปูพรมขยี้คดีฮั้ว สว.เกมสภาฯเดือดหนัก ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน สาดอารมณ์ คำพูดเชือดเฉือนตลอดวันส่งสัญญาณมาตั้งแต่เริ่มประชุม สส.ฝ่ายรัฐบาลใช้เสียงข้างมากลงมติให้นำญัตติด่วนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวาน มาแทรกคิวรายงานของ กกต.ที่กำลังเข้าสู่วาระการประชุมท่ามกลางการประท้วงจาก สส.ฝ่ายค้าน โวยซีกรัฐบาลตุกติก ใช้กลไกสภาฯตัดตอนฝ่ายค้าน หนีการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ลากยาวการอภิปรายเรื่องไฟใต้จนค่ำมืด ขณะที่รองประธานสภาฯอีก 2 คน ลาประชุมช่วงเย็น เหลือแค่ประธานสภาฯอยู่คนเดียว ฝืนสังขารอยู่จนดึกดื่นลำบาก เข้าทางเกมชิงปิดประชุมสภาฯ แท็กติกสลับวาระค่ายสีน้ำเงิน เล่นงานค่ายส้มควันออกหู ใช้ญัตติไฟใต้บังหน้า ป้อง กกต.ถูกซักฟอกไม่ปล่อยให้พรรคประชาชนมากางข้อมูล นำพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน โพยลงคะแนน สาวไส้กระบวนการโกงเลือก สว.ในที่ประชุมสภาฯ ที่มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ตัดวงจรการขยายผลสู่สายตาประชาชน ปิดทางการใช้กระแสสังคมสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ กกต. ที่จะตัดสินคดีวันที่ 14 ก.ย.นี้บีบ กกต.ต้องสรุปสำนวนส่ง 229 ผู้ถูกกล่าวหาให้ศาลฎีกาเอาผิดยกทีม ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. แกนนำพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการ ห้ามตัดตอน เลือกฟ้อง เฉพาะระดับปลาซิว ปลาสร้อยยิ่งใกล้เส้นตายเข้ามาเท่าไร คดีฮั้ว สว.ยิ่งถูกเร่งปฏิกิริยา สร้างอารมณ์ร่วม ทั้งในสภา และนอกสภาจุดอันตรายที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำทุกทาง เลี่ยงแรงปะทะ ไม่ให้ความรู้สึกสังคมจุดติดสะท้อนชัดอารมณ์หวั่นไหวฝั่งรัฐบาลกลัวคดีฮั้ว สว.ถึงขั้นยอมเสียรังวัด ภาพลักษณ์ความโปร่งใส แลกการรักษาความปลอดภัย และรักษาเสถียรภาพให้ขั้วอำนาจสีน้ำเงินตามเดิมพันสูงลิ่ว หากปล่อยให้ กกต.โดนกระแสสังคมกดดัน ต้องส่งฟ้องคดีฮั้ว สว.ยกลอต จะส่งผลสะเทือนถึงพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นสารตั้งต้นถึงขั้นถูกยุบพรรคตามมาคดีฮั้ว สว.จึงเหมือนเป็นเครื่องชี้ชะตารัฐบาล “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพราะไม่ได้แค่ชี้ขาดเฉพาะเรื่องคุณสมบัติ สว. แต่ยังเป็นตัวชี้ขาดดุลอำนาจ เสถียรภาพ และความอยู่รอดของรัฐบาลยังไงต้องตัดจบทุกอย่างในชั้น กกต. ไม่ให้หลุดไปถึงชั้นศาลฎีกา ที่เสี่ยงคุมทิศทางไม่ได้แนวโน้มคดีเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะผลลัพธ์ไม่ได้จบเฉพาะตัวบุคคล แต่ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปถึงเสถียรภาพรัฐบาลผสมไม่ว่าผลการลงมติของ กกต.วันที่ 14 ก.ย. จะออกมาในทิศทางใด ก็มีแรงกระแทกรุนแรงตามมาหาก กกต.มีมติสอย สว.ลอตใหญ่ 138 คน จนถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากศาลฎีกาสั่งรับฟ้อง ผลักกลไกสภาสูงอยู่ในภาวะสุญญากาศ ถูกแช่แข็งเกินกว่าครึ่งสภา พาลกระทบไปถึงอำนาจต่อรองพรรคภูมิใจไทยหรือถ้า กกต.มีมติฟอกขาว สว.ยกลอต หรือส่งฟ้องแค่ระดับผู้สมัครโนเนม ตัดตอนช่วยระดับบิ๊กเนม ก็เสี่ยงจุดวิกฤติศรัทธาองค์กรอิสระ ปลุกพายุอารมณ์ประชาชน หัวเชื้อความขัดแย้งเปลี่ยนจากในสภามาลงถนน “นายกฯหนู” เผชิญโปรแกรมอันตราย เจอม็อบทุกสีเสื้อ ทั้งซีกฝ่ายก้าวหน้า ภาคประชาชนที่ไม่พอใจคดีฮั้ว สว. และม็อบอนุรักษ์นิยม ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นัดแถลงใหญ่ วันที่ 7 ก.ย. ประกาศทวงคืนประเทศไทย นำหลักนิติรัฐ นิติธรรม กลับคืนมาปักหมุดเช็กอินจุดแรกพามวลชนไปสถานทูตอิสราเอล ยื่นหนังสือประท้วงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างแดนที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ท่องเที่ยวตัวพ่อม็อบเหลืองตั้งท่าคัมแบ็ก ถึงจะประกาศจุดยืนทวงคืนหลักนิติธรรม ไม่เน้นล้มรัฐบาล แต่เป็นจุดเริ่มต้นการกดดันรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาทุนเทา มีโอกาสพัฒนาไปสู่การยกระดับไล่รัฐบาลในอนาคตหัวเชื้อวัตถุไวไฟรายล้อม หากปล่อยให้ความรู้สึกมวลชนจุดติด ไม่ว่ารัฐบาลสีไหนก็ควบคุมลำบากถึงคดีฮั้ว สว.จะสิ้นสุด แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นความโกลาหลรอบใหม่!!!ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม