“ณรงค์” โต้ กกต.ล็อกเป้าฟันแค่ 10 คน คดีฮั้ว สว. ยัน 7 เสือ นัดลงมติ 14 ก.ย. เป็นเอกสิทธิ์รายบุคคล “ศุภชัย” ออกหน้าแจงอนุกรรมการฯชุดที่ 26 หน้าที่ทำสำนวน ส่วน คณะที่ 36 กลั่นกรองทำความเห็นชง กกต. ชี้ขาด แยกคนละหน้าที่ ลั่นพยานหลักฐานต้องอยู่ เหนือกระแสการเมือง “อนุทิน” ติงสื่อไม่ควรถามคดีฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวกับงานบริหาร “ไอลอว์-ไอติม-ช่อ” นำมวลชนบุกเล่นกีฬาหน้า สนง.กกต. กดดันสั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหา “พริษฐ์” คาใจ พยานในห้องทำงาน “นภินทร” 2 สว. ไปทำอะไรที่ พณ. ก่อนวันเลือก สว.ระดับประเทศ 1 วัน ชี้ 2 ทีมงาน คนใกล้ชิดได้ดีนั่งเก้าอี้บอร์ด สสว. ตอกหน้า กกต.ไม่มีหน้าที่ทำตัวเป็นศาล กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนใต้ ชงแผนพัฒนาแก้ปัญหาพื้นที่ 96 โครงการกว่า 1.3 หมื่นล้าน “ชัยชนะ” ทวงสัญญาลมปาก “พิพัฒน์” คืนความยิ่งใหญ่ให้ปักษ์ใต้สังคมจับตาที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 14 ก.ย. จะมีการลงมติในคดีฮั้ว สว.ตัดตอนไม่ส่งฟ้องนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตามที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตไว้หรือไม่ ขณะที่นายณรงค์ รักร้อย กกต. ปฏิเสธ กกต.ไม่มีการล็อกเป้าส่งฟ้องศาลเพียงแค่ 10 คนกกต.โต้ล็อกเป้าฟันแค่ 10 คนคดีฮั้วสว.เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่วัดป่าศรีเวรยงเพ็ญ จ.อุดรธานี นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3 ถึงกระแสข่าวที่ กกต.เตรียมลงมติจะเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว.เพียงแค่ 10 คนว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา และ กกต.ทั้ง 7 คน นัดลงมติพร้อมกันในวันที่ 14ก.ย. การเว้นระยะเวลาเนื่องจากมีบางประเด็นต้องสอบถามและหาข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งการลงมติจะต้องมีเหตุผลประกอบอย่างรอบคอบ ยืนยันว่าในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยล่วงหน้าว่าจะชี้มูลกี่คน เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ กกต. แต่ละท่านที่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน โดยในวันที่ 14 ก.ย. กกต.ทั้ง 7 คน จะประชุมเพื่อลงมติส่วนตนว่า กกต.แต่ละคนจะมีความเห็นการดำเนินการคดีกับใครบ้าง อย่างไร และจะส่งให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่ จากนั้นจะนำมติดังกล่าวทำเป็นคำวินิจฉัย การจะดำเนินการตามที่ได้วินิจฉัยว่าจะส่งหรือไม่ส่งให้ศาลพิจารณาต่อ และต้องดำเนินคดีกับใครบ้าง ต้องรอดูผลการลงมติจาก กกต.ทุกคนก่อนรอข้อสรุปเอาผิดไอลอว์–ฝ่ายค้านเมื่อถามถึงกรณีเอกสารสำนวนหลุดไปยังกลุ่มไอลอว์ (iLaw) และพรรคฝ่ายค้าน อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือไม่ นายณรงค์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร คาดว่าจะมีความคืบหน้าและทราบผลในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค.นี้ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างบุคคลในวันเลือก สว.ระดับประเทศเพื่อพาดพิง กกต. หากหลักฐานดังกล่าวมีอยู่ในสำนวน กกต.พร้อมนำมาพิจารณา แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง กกต. แต่การทำงานขององค์กรต้องมีความต่อเนื่อง เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนเท่านั้น“ศุภชัย” ชี้คณะ 26 กับ 36 คนละหน้าที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงการดำเนินการในคดีฮั้ว สว.ที่มีการกล่าวถึง “คณะ 26” และ “คณะ 36” จนอาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นคณะสอบสวนในกระบวนการเดียวกันว่าคดีนี้ต้องแยกบทบาทของแต่ละคณะให้ชัด กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด แยกหน้าที่ผู้ทำสำนวน ผู้กลั่นกรองสำนวน และผู้วินิจฉัยออกจากกัน คณะ 26 ทำหน้าที่สืบสวนและไต่สวน รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง หรือนำพยานหลักฐานมาหักล้าง หรือให้เข้าใจง่ายคือเป็นผู้ทำสำนวนก่อนส่งสำนวนเข้าสู่สำนักงาน กกต. เพื่อดำเนินกระบวนการตามระเบียบต่อไป คณะ 26 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดสุดท้ายว่าผู้ใดผิดหรือไม่ผิด ส่วนคณะ 36 คือคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ทำหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองสำนวนการไต่สวน ที่ผ่านขั้นตอนของสำนักงาน กกต.มาแล้ว แล้วจัดทำความเห็นเพื่อเสนอ กกต.พิจารณาต่อไป พูดให้เห็นภาพชัดที่สุดคือคณะ 26 ทำสำนวน คณะ36 พิจารณากลั่นกรองสำนวนและทำความเห็น กกต.จะเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด หรือมีคำสั่งตามอำนาจกฎหมายหลักฐานต้องเหนือกระแสการเมืองนายศุภชัยระบุด้วยว่า ขั้นตอนเหล่านี้จุดนี้สำคัญต่อคดีฮั้ว สว.อย่างมาก เพราะเมื่อเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคณะแล้ว จะเห็นว่าสิ่งที่ต้องตรวจสอบมิใช่เพียงว่าคณะ 26 มีความเห็นอย่างไร หรือคณะ 36 จะมีความเห็นอย่างไร แต่ต้องตรวจสอบว่า พยานหลักฐานที่นำมาพิจารณานั้นมาจากไหน เข้าสู่สำนวนในขั้นตอนใด ผู้ใดเป็นผู้นำเข้าสู่สำนวน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งพยานหลักฐานนั้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีเอกสารหรือข้อมูลที่อ้างว่ามาจาก DSI หรือบุคคลภายนอก ยิ่งต้องแยกให้ออกระหว่าง ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะกับพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบตามกระบวนการของ กกต. สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจบทบาทของแต่ละคณะให้ถูกต้องเสียก่อน และไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด สิ่งที่ต้องยืนอยู่เหนือกระแสการเมืองเสมอคือ พยานหลักฐานต้องตรวจสอบที่มากระบวนการต้องชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับความเป็นธรรมเพราะคดีจะหนักเพียงใด ไม่ได้อยู่ที่ข่าวดังแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าพยานหลักฐานนั้นรับฟังได้เพียงใด และกระบวนการที่ได้มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และทุกคดีไม่ว่า สส.หรือ สว.ขั้นตอนการดำเนินการก็เป็นเช่นคดีนี้นายกฯติดตามโครงการพระราชดำริเมื่อเวลา 07.30 น. ที่ท่าเรือวัดบรมนิวาสราช วรวิหาร เขตปทุมวัน พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ล่องเรือพร้อมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ในโครงการ “พระภิกษุสงฆ์ ล่องเรือชมคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์” มีสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนร่วมกิจกรรมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 120 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดราชนัดดารามวรวิหาร วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร วัดสุนทรธรรมทาน และวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ล่องเรือชมคูคลองเกาะรัตนโกสินทร์ตั้งแต่คลองมหานาค คลองผดุงกรุงเกษม คลองโอ่งอ่างและคลองบางลำพู พร้อมรับฟังบรรยายจากหน่วยราชการในพระองค์ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวฯ กทม. ความเป็นมา บทบาทความสัมพันธ์คูคลอง วัด วิถีชุมชนฮั้ว สว.ไม่ใช่งานบริหารสื่อไม่ควรถามต่อมาเวลา 11.25 น. ที่วัดสระเกศราชวรมหา วิหาร นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีเวทีผู้นำฝ่ายค้านสนับสนุนให้ กกต.ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ทั้ง 229 คน มีชื่อนายอนุทินด้วยว่า อยู่ที่ กกต. ตนจะทำอะไรได้ ถามว่ากังวลหรือไม่ ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรและไม่ควรจะถามคำถามนี้ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อถามว่าก่อนที่ กกต.จะลงมติ ฝ่ายค้านและไอลอว์ทยอยเปิดชื่อรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว. นายอนุทินย้อนถามว่า ใช้คำว่าอาจจะ อย่าถามว่าอาจจะ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี เรื่องนี้ไม่ใช่ดุลพินิจ แต่อำนาจการสอบสวนทั้งหมดเป็นของ กกต. แต่เราอย่าทำผิดกฎหมาย ทำตามกฎทุกอย่าง จะได้ไม่ต้องนั่งถามว่าใครผิดใครถูก หรือว่าใครจะทำอย่างไร เมื่อถามถึงกรณีนายกฯโพสต์เฟซบุ๊กว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย” มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายกฯหัวเราะก่อนบอกว่า “เพิ่งกินเมื่อกี้นี้” จากนั้นนายกฯขึ้นรถเดินทางกลับทันทีเหน็บ ปชน.แพ้ ลต.เพิ่งมาตั้งข้อสงสัยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรค ภท. กล่าวว่า นายกฯจะไม่ตอบคำถามคดีฮั้ว สว.เป็นสิ่งถูกต้อง เพราะอยู่ในอำนาจหน้าที่ กกต. ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายบริหารจะเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง ประเด็นนี้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเกมการเมือง คดีฮั้ว สว.เกิดก่อนนายอนุทินเป็นนายกฯ ช่วงนั้นพรรค ปชน.ไม่หยิบยกขึ้นมา แต่เมื่อแพ้เลือกตั้งเป็นเกมการเมืองต้องการทำลายรัฐบาล คดีฮั้ว สว.เป็นหน้าที่ กกต. การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่นำเรื่องที่อยู่ในกระบวนการมาคาดคั้นนายกฯให้ต้องตอบ“ไอติม” คาใจพยานในห้อง “นภินทร”ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กถึงกระบวนการเลือก สว.ว่า ค้นพบ 3 ประเด็นใหม่ อาทิ พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่ห้องทำงานนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สมัยเป็น รมช.พาณิชย์ วันที่ 24-25 มิ.ย.67 มีหลายคนพัวพันกับข้อกล่าวหาโกง สว. หรือทีมงานใกล้ชิดนายนภินทร ค้นพบว่าพยานหลายคนมีสถานะที่ต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักรับฟังด้วยความระมัดระวัง เช่น นายวิถี สุพิทักษ์ เป็น สว.สำรอง และอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าว 229 คน นายเมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์ นายไชยวิทย์ บัวงาม และนายสำอาง แก้วประดับ เป็นคนในเครือข่ายสภาเกษตรกรที่ถูกโยงกับศูนย์ทำโพยเลือก สว.ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี สถานที่ที่พยานบุคคลหลายคนให้ข้อมูลว่าถูกใช้ศูนย์ทำโพยช่วงก่อนเลือก สว.ระดับประเทศ2 ทีมงานใกล้ชิดได้ดีมีเก้าอี้ใน สสว.นายพริษฐ์ระบุว่า ยังมีอีก 2 คนคือนายวิฑูรย์ สุขพลู และนายจิระเดช ธาราศักดิ์ เคยเป็นทีมงานนายนภินทร ที่กระทรวงพาณิชย์ในวันเกิดเหตุ แต่ตอนนี้ทั้ง 2 คนได้ไปทำงานในคณะกรรมการสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่นายนภินทรกำกับดูแลในปัจจุบัน นายวิฑูรย์ตอนนี้เป็นประธานกรรมการบริหาร สสว.เข้าสู่ตำแหน่งวันที่ 27 พ.ย.68 หลังจากนายนภินทรถูกตั้งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯที่กำกับดูแล สสว. เพียงแค่ 2 เดือน ขณะที่นายจิระเดช ตอนนี้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการ สสว. ยังมีอีก 2 คน ที่เป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ในวันเกิดเหตุพยาน 2 คนนี้ ดูมีสถานะที่น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าพยานคนอื่น เนื่องจากเป็นข้าราชการประจำ โดยหลักแล้วควรต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองคงต้องตรวจสอบต่อไป2 สว.ไปทำอะไรที่ พณ.ก่อนเฟ้นระดับ ปท.นายพริษฐ์ระบุอีกว่า จากการตรวจสอบเพิ่มเติมผู้สมัคร สว.ที่มีข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ว่าอยู่กระทรวงพาณิชย์ ช่วงบ่ายวันที่ 25 มิ.ย.ในห้วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ในห้องทำงานรัฐมนตรี ย้ำว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่อยู่ในห้องทำงาน ไม่ใช่แค่ผู้สมัคร สว.ทั่วไป แต่เป็น 2 คนที่ในที่สุดได้รับเลือกเป็น สว. และทั้ง 2 คนอยู่ในโพยใบสั่งจำนวนมาก รวมถึงอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ได้แก่ 1.น.ส.ภาวนา นายนภินทรยอมรับว่ารู้จักค้นพบว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ และ 2.นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ สว.เพชรบุรี ตรวจสอบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.67 ค้นพบว่า สว.ทั้ง 2 คนมีหลักฐานปรากฏตัวที่กระทรวงพาณิชย์ แค่ไม่กี่ครั้ง และแค่เฉพาะช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.คือช่วงเลือก สว. และการเตรียมปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏตัวช่วง ส.ค.-ก.ย. เมื่อนายนภินทรยืนยันว่าไม่ได้เจอทั้ง 2 คนที่กระทรวงพาณิชย์ เราคงไม่ต้องถามอะไรนายนภินทรเพิ่มเติม แต่คงต้องถาม สว.ทั้ง 2 คนว่าไปทำอะไรที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย.67 หรือ 1 วันก่อนการเลือก สว.ระดับประเทศ และได้พบเจอกับกลุ่มคนไหนเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือไม่ตอก กกต.ไม่มีหน้าที่ทำตัวเป็นศาลนายพริษฐ์ระบุว่า ในขั้นตอนปัจจุบันตามหลักกฎหมาย กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ทำตัวเป็นศาล ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยว่ามีการทุจริตถึงจะสั่งฟ้อง แต่หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้อง ให้เป็นหน้าที่ศาลอีกชั้นหนึ่งพิสูจน์หลักฐาน หลังจากฟังความจากทั้ง 2 ด้านทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงหลังจากได้รับรู้ข้อมูลใหม่ที่นำเสนอวันนี้ คงคิดแทนประชาชนทุกคนไม่ได้ว่า แต่ละคนเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่การพิจารณาของ กกต.ในชั้นต่างๆได้ฟังความทั้ง 2 ด้าน และได้ลงความเห็นไปแล้ว 3 ชั้นคือ 1.คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่าควรสั่งฟ้องนายนภินทร และเห็นว่าควรสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน 2.รองเลขาฯ กกต.ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาฯ เห็นว่าควรสั่งฟ้องนายนภินทร และ 3.คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 เห็นว่าควรยกคำร้องนายนภินทรและควรยกคำร้องทุกคน ส่วน กกต. 7 คนจะลงมติอย่างไร รอดูกันวันที่14 ก.ย.นี้“ไอลอว์” นำมวลชนเล่นกีฬาหน้า กกต.เมื่อเวลา 14.29 น. ที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการ กกต. เครือข่ายประชาชนโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และเครือข่ายสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นำโดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ และ น.ส.ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์ หรือ มายด์ จัดกิจกรรม “เล่นกีฬาหน้า กกต.” 3 ชนิด คือ ตีลูกแบดชิงแชมป์ โยนบอลสีน้ำเงินลงกล่อง และสกายรันนิ่ง วิ่งให้ครบ 2.29 กม. เรียกร้องให้ กกต. มีมติสั่งฟ้อง สว.และผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือก สว. ทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกา ทำหน้าที่ให้สมกับเป็นองค์กรอิสระตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอำนาจการเมือง มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. เขต 8 พรรค ปชน. น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า อดีตผู้สมัคร สว. และผู้สนับสนุนจำนวนมากเข้าร่วมคึกคัก จากนั้นเวลา 15.30 น. ได้ร่วมกันแปรอักษรเป็นเลข 229 เรียกร้องความยุติธรรมคดีฮั้ว สว.ก่อนยุติกิจกรรมด้วยความเรียบร้อยกดดันสั่งฟ้องศาลทั้งหมด 229 รายนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ กล่าวว่า ตอนนี้มีข้อเรียกร้องข้อเดียวให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ที่เหลือให้ไปว่ากันในชั้นศาล แต่หาก กกต.ละเว้นไม่สั่งฟ้องใคร เราจะเปิดเผยข้อมูล บุคคลนั้นด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่ รมต.ท่านใดที่กลัวว่า จะถูกเปิดเผยข้อมูลในสำนวน ขอให้รีบโทร.ไปบอก กกต.ให้สั่งฟ้องเลย อยากให้ข้อมูลทั้งหมดไปเปิดเผยในกระบวนการพิจารณาของศาล ภาคประชาชนไม่ได้ มีข้อมูลเพียง 90,000 หน้ามีมากกว่านั้น ถ้า กกต. ไม่ฟ้องใครเลยจะเปิดให้หมด ขอเรียกร้องให้ประชาชน จังหวัดต่างๆตรวจสอบ สว.จังหวัดตัวเอง ส่งข้อมูลมาให้ที่ไอลอว์จนถึงวันที่ กกต.ลงมติ วันศุกร์ที่ผ่านมา กกต.ออกเอกสารข่าวระบุจะลงมติวันที่ 14 ก.ย. เป็นช่วงทดเวลาอาจมีบาดเจ็บหรือเกิดอะไรขึ้นก็ได้อย่ากะพริบตา สถานการณ์บ้านเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ จะมีข่าวอะไรมาเบี่ยงเบนประเด็น อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งเหนื่อย ข้อมูลใครโทร.กลับหาใคร ใครจ่ายเงินให้ใคร ใครพาใครไปประชุมที่ไหนมันเยอะมาก ขอเชิญชวนคนที่ยังมีข้อมูลซื้อเสียงกันที่ไหน ทำโพลกัน ที่ไหน ขอให้ส่งกันมาได้ ยังรอรับข้อมูลอยู่ และขอ เชิญชวนประชาชนแสดงออกทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ขึ้นสเตตัสหรือติดแฮชแท็ก#สั่งฟ้องสว229 และจะมาทำกิจกรรมส่งเสียงครั้งสุดท้ายให้ กกต.สั่งฟ้อง สว. และเครือข่ายโกงเลือกตั้งสว.ในวันที่ 13 ก.ย.“เอกนิติ” รับพิจารณาไทยช่วยไทย 3วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รอง นายก และ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจประชาชนที่ต้องการให้เดินหน้า โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 รัฐบาลจะมีความชัดเจนตรงนี้อย่างไรว่า ขอบคุณที่ประชาชนตอบรับ เป็นอย่างดี เพราะโครงการนี้ตั้งใจออกมาช่วยประชาชน เรื่องค่าครองชีพ นอกจากนี้ยังเติมเงินในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนความเห็นของประชาชนที่ออกมาจะรับไปพิจารณา โดยดูสภาพแวดล้อมทาง เศรษฐกิจ ทั้งภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพด้วยครม.สัญจรขับเคลื่อน 199 โครงการนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. กล่าวถึงการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลาว่า ครั้งนี้ไม่ได้ประชุมแค่เชิงนโยบาย แต่ต้องการลงพื้นที่รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลของประชาชนโดยตรง ขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ปัญหา รายได้ประชากรต่ำในกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีการเสนอโครงการรวมทั้งสิ้น 199 โครงการ คิดเป็น วงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท ที่ฝ่ายค้านออกมาร้องเรียนเรื่องมีการปิดถนนต่างๆ ทางจังหวัดได้เตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อให้การดำเนินงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลไหนลงพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการ เช่นนี้เพื่อความเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ และเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ฝ่ายค้านก็จะหยิบยกไปตำหนิเจ้าหน้าที่อีกว่าไม่มีความพร้อม5 จชต.ชง 96 โครงการ 1.3 หมื่นล้านผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา วันที่ 1 ก.ย. ส่วนราชการกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) จะเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแก้ไขปัญหาพื้นที่ รวม 96 โครงการ วงเงินงบฯเบื้องต้นกว่า 13,089 ล้านบาท รวบรวมปัญหาและความต้องการทุกมิติยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่1 โครงการจำเป็นเร่งด่วนและพร้อมดำเนินการทันที 41 โครงการ วงเงิน 1,598 ล้านบาท ครอบคลุม 5 จังหวัด อาทิ สงขลา นำเสนอโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังวัดคลองแห อ.หาดใหญ่ โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านอาหาร “SADAO FOOD ECONOMY” จ.สตูล เสนอโครงการก่อสร้างหอประชุมนานาชาติ จ.สตูล โครงการปรับปรุงซ่อมแซมท่าเทียบเรือบ้านท่าทะเล ต.เกาะสาหร่าย ส่วนที่ 2 ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน 55 โครงการ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่จ.ปัตตานี และยะลา วงเงินนำเสนอสูงถึง 11,491ล้านบาทพาสื่อลงพื้นที่ส่องกระตุ้นท่องเที่ยวที่ จ.สงขลา น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์และ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ นำคณะสื่อมวลชนประจำทำเนียบฯลงพื้นที่ จ.สงขลา ภายใต้กิจกรรม “สื่อมวลชนสัญจร” ก่อนการประชุม ครม.เป็นทางการนอกสถานที่ เยี่ยมชมและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ที่วัดแหลมพ่อ ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา ก่อนไปยังศูนย์เรียนรู้ผ้าทอเกาะยอ วัดโคกเปี้ยว เยี่ยมชมและเรียนรู้ภูมิปัญญาการทอผ้าด้วย “กี่กระตุก” มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน และสถาบันทักษิณคดีศึกษา เยี่ยมชมห้องจัดแสดงเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วลงพื้นที่แหลมสนอ่อนและหาดสมิหลา ศึกษาการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยว น.ส.พลอยทะเลกล่าวว่า ขอบคุณการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) ที่พาลงพื้นที่เปิดประสบการณ์จริงสถานที่จริง มีชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยวใน จ.สงขลาจำนวนมากปชป.จี้แก้ 4 ปัญหาหลักปักษ์ใต้เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชป. พร้อม สส.ของพรรค แถลงเสนอแนะการแก้ไขปัญหาจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.สงขลา นายชัยชนะกล่าวว่า ขอนำเสนอแนวทางแก้ปัญหา 4 เรื่องคือ 1.ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเฉพาะมังคุดตกต่ำเหลือ กก.ละไม่เกิน 15 บาท ขณะที่ต้นทุนสูง 20 บาท 2.ขอให้ ครม.พิจารณาโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรหรือ “รับเบอร์วัลเลย์” ที่ อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช ที่พรรคเคยนำเสนอเพื่อแปรรูปและส่งออกอย่างยั่งยืน 3.ขอให้รัฐบาลจัดทำแอปพลิเคชันช่วยบันทึกบัญชีต้นทุนทำสวน เกษตรกรเข้าร่วมจะได้รับสิทธิเงินเยียวยาก่อนเป็นกลุ่มแรก 4.เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว แต่งบฯที่รัฐบาลจัดสรรไว้ ควรนำมาลงทุนโครงการ “เซาเทิร์น คอนเนกต์” พัฒนาระบบรางเชื่อมโยงท่าเรือสงขลาท่าเรือระนองและท่าเรือตรัง ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ยกระดับศูนย์กระจายสินค้า อ.ทุ่งสง เป็นศูนย์ ICD ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างรถไฟทางคู่เชื่อมต่อมาเลเซีย (เพชรบุรี-สุไหงโก-ลก) จัดทำแผนงานแจกแจงการใช้งบฯว่าอยู่ในงบฯปี 70 หรือ 71 และต้องใช้งบฯเท่าใด ต้องมีกำหนดวันที่แล้วเสร็จให้ชัดเจนด้วยทวงสัญญา “พิพัฒน์” คืนความยิ่งใหญ่นายชัยชนะกล่าวว่า ส่วนปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดรุนแรงซ้ำ รัฐบาลต้องทบทวน ตรวจสอบความคุ้มค่าความโปร่งใสการใช้งบฯ โดยเฉพาะจำนวนกำลังพลที่มีชื่อปฏิบัติหน้าที่ แต่ตัวบุคคลมีอยู่จริงหรือไม่ มีการทุจริตเบิกเงินเดือนแต่ตัวไม่อยู่หรือไม่ ตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ กล้องวงจรปิดว่าคุ้มค่า และสูญหายหรือไม่ กรณีหากพบเจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยวกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมเด็ดขาด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ที่เคยประกาศจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ภาคใต้ วันนี้เป็นรัฐบาลแล้ว ยังไม่เห็นการเริ่มต้นฟื้นฟูอะไร ประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ขอให้ลงไปทำงานจริงๆ ไม่ใช่ลงไปแค่สร้างภาพ กลายเป็นภาระให้ข้าราชการในพื้นที่ต้องมาคอยต้อนรับ หาก ครม.ลงไปแล้วทำจริง ให้งบฯจริง พัฒนาจริง อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ“ศักดิ์สิทธิ์” บี้สางทุกข์ยากคนสงขลาด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรค ปชป. กล่าวว่า ขอให้มุ่งเน้นความเดือดร้อน 3 ข้อของคนสงขลาและภาคใต้คือ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปีกลาย การขุดลอกคูคลองในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นล่าช้า ติดหล่มขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมา ขอเสนอให้กรมชลประทานนำเครื่องจักรลงพื้นที่เองโดยตรง หรือบูรณาการร่วมกับ อบจ.และเทศบาล เร่งขุดลอกทางน้ำให้ทันท่วงทีก่อนฤดูมรสุมระลอกใหม่จะมาถึง ปัญหานิคมอุตสาหกรรมจะนะ ชาวบ้านยังวิตกกังวลสับสนมาก ในอดีตเคยผลักดันโครงการพลังงานต่างๆ สัญญาว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรี หรือก๊าซราคาถูก แต่ทำไม่ได้จริง ซ้ำยังกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการประกอบอาชีพเดิม กลุ่มนายหน้า นายทุนผู้กว้านซื้อที่ดินได้ผลประโยชน์สูงสุด ดูแลระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมถึงสร้างท่อระบายน้ำใต้ดินที่ชำรุดทรุดโทรม“การดี” คุ้ยต่อเมิน 2 เอกชนฟ้องนางการดี เลียวไพโรจนน์ รองหัวหน้าพรรค ปชป.แถลงถึงกรณี 2 บริษัทเอกชนใกล้ชิดผู้มีอำนาจรัฐยื่นฟ้องฐานผิด พ.ร.บ.คอมพ์ว่า หลังตรวจสอบการใช้จ่ายงบฯของกระทรวงดีอีในโครงการ AI-Passport หมายฟ้องส่งมาถึงเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ขอยืนยันจุดยืนเป็นทางการยังคงเดินหน้าตรวจสอบการบริหารและใช้งบฯของรัฐ ตามหน้าที่ฝ่ายค้าน เป็นการฟ้องปิดปาก หรือเป็นการใช้กระบวนการกฎหมายสร้างภาระต่อผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ ยังคงเดินหน้าเป็นที่พึ่งและกระบอกเสียงให้ประชาชน นำเสนอข้อมูลสู่สังคมอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ปกป้องประโยชน์สาธารณะและการตรวจสอบอย่างสุจริต เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี สองบริษัทเอกชนที่ฟ้องไม่ใช่หน่วยงานรัฐ หรือกระทรวงใด ขอต่อสู้และทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบให้ดีที่สุด ถึงที่สุดและไม่มีประโยชน์ส่วนตัวหรือใดๆในการทำหน้าที่ แม้อาจกำลังเผชิญกับการฟ้องปิดปาก แต่อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าคำฟ้องนี้ปิดปากตนไม่ได้ จะไม่มีวันปิดตาประชาชนได้โพลยกนิ้ว “ไอซ์” โดดเด่นสูสี “อนุทิน”วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 2,107 คน เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือน ส.ค.69” เมื่อวันที่ 25-28 ส.ค. พบว่าคะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือน ส.ค. เฉลี่ย 3.63 คะแนน ลดจากเดือน ก.ค. ที่ได้ 3.71 คะแนน ตัวชี้วัดคะแนนสูงสุด คือผลงานฝ่ายค้านเฉลี่ย 4.28 คะแนน ตัวชี้วัดได้คะแนนต่ำสุดคือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.00 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่บทบาทโดดเด่น ร้อยละ 31.94 ระบุนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ร้อยละ 25.66 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษาฯ และร้อยละ 22.72 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ด้านฝ่ายค้าน ร้อยละ 32.46 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรค ปชน. ร้อยละ 22.68 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรค ปชน.และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.และหัวหน้าฝ่ายค้าน ผลงานรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน ร้อยละ 57.60 ระบุไทยช่วยไทย พลัส ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน ร้อยละ 39.74 ระบุตรวจสอบการใช้งบฯของรัฐบาลเลือกตั้งซ่อมอุดรฯเขต 3 คึกคักเมื่อเวลา 08.00 น. ที่ศาลารวมใจวัดบ้านเม่น น.ส.สมิหรา เดชะอังกูร ผอ.กกต.อุดรธานี นำคณะตรวจเยี่ยมเปิดหีบเลือกตั้งหน่วยเลือกตั้งที่ 9 หมู่ 7 บ้านเม่น ต.บ้านขาว อ.เมืองอุดรธานี สถานที่เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 จ.อุดรธานี หลังเคารพธงชาติ มีประชาชนนับสิบคนเข้าแถวรับบัตรรอเข้าคูหา น.ส.สมิหราเปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนมาต่อคิวเป็นสิบคน คาดว่าจะมีคนมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันมาก ส่วนเรื่องร้องเรียนคืนหมาหอน ยังไม่มีการแจ้งทุจริตเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียง กกต.มีชุดเคลื่อนที่เร็วและตำรวจในพื้นที่ รวมถึงชุดเคลื่อนที่เร็วของส่วนกลางมาอยู่ในพื้นที่ เขตเลือกตั้งที่ 3 มี 240 หน่วยเลือกตั้ง น่าจะนับคะแนนเสร็จไม่เกิน 19.30 น. หรือไม่เกิน 20.00 น. โดยเป็นการแข่งขันกันระหว่างเบอร์ 1 นายขจิตร ชัยนิคม พรรคประชาธิปไตยใหม่ เบอร์ 2 นายอธิการ แก้วเครือศรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และเบอร์ 3 นายคำผัน จันทจร พรรคเพื่อบ้านเมือง“อธิการ” ภท. ชนะขาดลอยผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนกระทั่งเวลา 19.05 น. มีการนับคะแนนตามหน่วยเลือกตั้ง 240 หน่วยครบ 100% ผลอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่าเบอร์ 1 นายขจิตร ชัยนิคม พรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้ 13,017 คะแนน ขณะที่เบอร์ 2 นายอธิการ แก้วเครือศรี พรรค ภท. ลูกเขยนายหรั่ง ธุระพล อดีต สส.อุดรธานี เขต 3 เจ้าของพื้นที่ที่เสียชีวิตไป คะแนนนำโด่งไปถึง 37,961 คะแนน ส่วนเบอร์ 3 นายคำผัน จันทจร พรรคเพื่อบ้านเมืองได้ 4,633 คะแนน ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ พร้อมคณะเดินทางไปที่ศูนย์ประสานงานพรรค ภท. จ.อุดรธานี ร่วมติดตามผลการนับคะแนน และได้ชูมือแสดงความยินดีกับนายอธิการที่เอาชนะคู่แข่งไปได้แบบขาดลอย มีชาวบ้านมาต้อนรับจำนวนมากอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่