ทราบผลสนาม กทม.มาหนึ่งสัปดาห์ พรรคประชาชน (ปชน.) พ่ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างย่อยยับ ยังคงเดินหน้าดำเนินงานทางการเมือง เหมือนไม่สนใจต่อผลลัพธ์ทางลบ ล่าสุดยังส่งนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีตผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เป็นหนึ่งในโควตา กมธ.งบประมาณฯ ปี 2570 ทั้งๆที่เจ้าตัวเพิ่งพ่ายศึกใหญ่ครั้งสำคัญกรรมการบริหารก็ไม่มีสัญญาณแสดงความรับผิดชอบใดๆ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.จะทำทียักไหล่แล้วไปต่อ เหมือนครั้งพ่ายเลือกตั้งใหญ่ 2569 คงไม่ได้ เพราะ ปชน.กวาด สส.ยก กทม. แต่กลับพ่าย น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ นับแสนคะแนน จึงไม่ต้องพูดถึงการสู้กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ราบคาบหลุดลุ่ยขนาดนี้คงต้องถอดบทเรียนกันอีกยาว แต่เบื้องต้นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้นำนั้นต้องมี ทว่านายณัฐพงษ์ตอบสื่อในทำนองปฏิเสธกระแสการทบทวนตัวเอง โดยอยากให้มองผลสำเร็จทางการเมืองในแง่ของการผลักดันวาระก้าวหน้าให้กับสังคม มากกว่ามองแค่ตัวเลขแพ้ชนะแต่ละสนามเรื่องนี้ต้องพินิจให้ดี อย่าหลงมั่นใจเกินเหตุ นายณัฐพงษ์อาจจะไม่รู้สึกถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น การสูญเสียโมเมนตัมในสนามใหญ่ หลังจากพ่ายแพ้ในสนามระดับชาติ 2569 ต่อด้วยการเพลี่ยงพล้ำซ้ำใน 2 สนามท้องถิ่นสำคัญ กทม. และเมืองพัทยา มันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพจำว่า เป็นแม่ทัพที่นำพรรคพ่ายศึกซ้ำซากเพราะการอยู่ต่ออาจทำให้ ปชน. เสียโอกาสรีแบรนด์ให้เข้ากับยุคสมัย การฟังเสียงโหวตเตอร์เป็นสิ่งสำคัญมาก พอๆกับเรื่อง Political accountability ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เสียภาพลักษณ์พรรคคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ยึดติดอำนาจ ซึ่งมักไม่ค่อยเห็นหัวหน้าพรรคการเมืองประเทศที่เจริญแล้ว ดูเบาเรื่องดังกล่าวเมื่อนำทัพพ่ายศึก 3 หนติดต่อกันแม้เข้าใจถึงภาวะขาดแกนนำที่พรรค ปชน.โดนนิติสงครามบั่นทอนกำลังจนขุนศึกถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปเป็นจำนวนมากจากคดีความในอดีต จึงยังมีมุมคิดที่ว่า หากนายณัฐพงษ์ และ กก.บห.พรรค ลาออกเวลานี้ อาจทำให้พรรคเผชิญภาวะ ไม่มีตัวเลือกที่ดีพอขึ้นมาทดแทน โดยเฉพาะภารกิจงานตรวจสอบในสภาฯที่ยังค้างคาอย่างน้อยนายณัฐพงษ์ ควรยอมรับความผิดพลาดของตัวเองให้ได้เสียก่อน โดยเฉพาะการตัดสินใจผิดพลาดอย่างแรง กรณีดึงนายสุรพล นิติไกรพจน์ มาเป็นประธานที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค จนด้อมส้มจำนวนมากประกาศทอดทิ้งพรรค ปชน. ถ้ามองไม่เห็นความผิดพลาดของตัวเอง ก็ยากจะค้นพบทางแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม