จาก “ความรุนแรง” ที่ได้เกิดขึ้นในสถานศึกษาดังแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี เมื่อเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อายุเพียง 14 ปี ได้ใช้ “อาวุธปืน” ที่พกมาในโรงเรียนกราดยิงครูบาอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาจนเสียชีวิต รวมถึงมีนักเรียนได้รับบาดเจ็บจำนวนมากเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายของวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนและสะท้อนวิกฤติด้านการศึกษาและความรุนแรงในสังคมไทยคลาคล่ำกลับคืนมาอีกครั้งพระครูจินดาสุตานุวัตร (พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก) ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่าข่าวด้านร้ายนี้สร้างความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ว่าอาจเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับบุตรหลานของตนกลายเป็น “บทเรียน” และ “อุทาหรณ์” สอนใจครั้งใหญ่ ที่สังคมทุกภาคส่วนทั้ง บ้าน วัด และ โรงเรียน จะต้องร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้กลายเป็นสำนวนไทยเดิมๆ...ที่ว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก” อีกต่อไปเมื่อพื้นที่ปลอดภัย...ถูกคุกคาม นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึง สถานที่ที่ทุกคนเคยเชื่อมั่นว่ามีความปลอดภัยสูงสุด คือโรงพยาบาล สถานศึกษา และวัดวาอารามแต่ทุกวันนี้โลกกลับเปลี่ยนไปจนน่าตกใจ แม้แต่ในโรงพยาบาลก็ยังมีคู่อริบุกเข้าไปแก้แค้นบนเตียงผู้ป่วย สร้างความโกลาหลวุ่นวาย“ในโรงเรียนก็มักมีการเบียดเบียนกลั่นแกล้งกันอยู่เนืองๆ ซึ่งครูฝ่ายปกครองย่อมรู้ดีที่สุด แต่วิธีการบริหารจัดการของผู้บริหารจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีเพียงใด”ขณะที่ศาสนสถานหรือวัดวาอาราม ซึ่งควรเป็นสถานที่ให้โอกาส ให้อภัย และขัดเกลาจิตใจ แต่เมื่อมีการจัดงานมหรสพหรือกิจกรรมต่างๆ ก็มักเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันอยู่เสมอจน...“งานบุญกลายเป็นงานบาป” คนเจ็บล้มตาย ญาติพี่น้องสูญเสีย ผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีสิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าผู้คนในสังคมกำลังห่างเหินจากศีลธรรม ขาดจิตสำนึกในการรับผิดชอบชั่วดี จนสังคมขาดความปกติสุขหรือไม่?ถอดรหัสปัญหา “เมื่อเด็กเผชิญทางตันและพฤติกรรมเลียนแบบ”พระครูจินดาสุตานุวัตร บอกว่า พฤติกรรมลอกเลียนแบบหรือการหาทางออกที่ผิดๆ ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นสูงเมื่อเยาวชนผู้ประสบปัญหาไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า จนเลือกวิธีทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ย่อยยับ เด็กวัยรุ่นที่มีอายุยังน้อย อ่อนต่อโลกและประสบการณ์ย่อมเสี่ยงต่อการหลงทางได้ง่าย“เด็กนักเรียนที่มีอายุเพียงเยาว์วัย ยังอ่อนต่อการเรียนรู้ของชีวิต ยังอ่อนต่อโลก โอกาสที่จะหลงทางผิดหรือแก้ไขปัญหาในทางที่รุนแรงก็มีโอกาสมากขึ้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อและแม่ซึ่งเป็นผู้ปกครองใกล้ชิดที่สุดของลูกจะต้องเฝ้าติดตามพฤติกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงของเด็กอย่างสม่ำเสมอ ค่อยๆให้ความรู้ความเข้าใจ ค่อยๆดูแลเอาใจใส่ มอบความรักความอบอุ่นให้เกิดขึ้นกับลูกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย”หน้าที่หลักในการอบรมเลี้ยงดูจึงเป็นของ พ่อและแม่ ผู้ใกล้ชิดที่สุด ที่ต้องคอยติดตามพฤติกรรม มอบความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจอย่างเสมอต้นเสมอปลายไม่มี “รัก” ใดในโลกที่จะสร้าง “ความสุขถาวร” ให้เด็กได้เท่ากับความรักของ “ครอบครัว”...การให้ความรู้ทางวิชาการเป็นหน้าที่ของครูส่วน “ความปลอดภัย”...เป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกคนในสังคมชีวิตของเด็กเติบโตและเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษา หากเด็กต้องเรียนรู้กับสิ่งที่ไม่เข้าใจ ถูกบังคับกดดันจนสะสมเป็น “ความคับแค้นใจ” สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุและสร้างความสูญเสียเกินกว่าจะเยียวยาตอกย้ำทางออกและการป้องกัน ประสานพลัง “บ้าน วัด โรงเรียน” ชัดเจนว่าความรุนแรงในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ หากผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องมีมาตรการที่เด็ดขาดและเข้มงวด ไม่ละเลยเพิกเฉย ความสุภาพอ่อนโยนควบคู่กับความเข้มแข็งจะช่วยให้โรงเรียนบริหารจัดการได้อย่างราบรื่น หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการ นิมนต์พระภิกษุเข้าไปสอนศีลธรรมในโรงเรียน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม“ช่วยกล่อมเกลาจิตใจเด็กผ่านเทคนิคการสอนที่สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ สร้างศรัทธาและความเลื่อมใสให้เยาวชนมองเห็นโทษของความชั่ว”โรงเรียน...ไม่ควรเป็นเพียงการขึ้นป้ายหน้าโรงเรียนว่า “โรงเรียนวิถีพุทธ” แต่บุคลากรและนักเรียนต้องมีจิตใจที่เพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญาอย่างแท้จริงเมื่อนั้น...“ปิศาจร้าย” ก็จะไม่กลับมาหลอกหลอนการศึกษาของลูกหลานเราอีกต่อไป “ความดี” และ “ความชั่ว” ล้วนมาจากเงื้อมมือมนุษย์ หากทุกคนร่วมมือกันทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ฝันร้ายจะกลายเป็นฝันดี และความร่มเย็นจะกลับคืนสู่รั้วสถานศึกษาในตอนท้ายนี้ อาตมาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมส่งความห่วงใยไปยังนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบทุกท่าน ขอให้ทุกฝ่ายเข้มแข็ง ร่วมมือกันแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างสุดความสามารถ เพื่ออนาคตที่ดีงามของลูกหลานไทยในวันข้างหน้า.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม