การเจรจาการค้าระหว่างประเทศตามปกติ เรามักนึกถึงตัวเลข ภาษี ศุลกากร โควตา สินค้าเกษตร รถยนต์ เหล็ก อลูมิเนียม และเงินจำนวนมหาศาลแต่การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับแคนาดาครั้งล่าสุด กลับมีสิ่งหนึ่งโผล่ขึ้นมาบนโต๊ะเจรจา ซึ่งตีราคาเป็นดอลลาร์ไม่ได้ สิ่งนั้นคือ ‘ภาษา’นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา บอกว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯล้มเหลว คือข้อเรียกร้องของฝ่ายอเมริกันที่ไปกระทบต่อมาตรการคุ้มครองภาษาฝรั่งเศสและวัฒนธรรมของรัฐควิเบกสำหรับนักเจรจาบางคน เรื่องภาษาอาจเป็นเพียง ‘อุปสรรคทางการค้า’ แต่สำหรับชาวแคนาดาจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวควิเบก มันไม่ใช่อุปสรรค มันคือ ตัวตน คาร์นีย์ถึงกับใช้คำว่า เรื่องเหล่านี้เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” และประกาศอย่างชัดเจนว่า “We will always defend the French language and culture in Canada.” “เราจะปกป้องภาษาฝรั่งเศสและวัฒนธรรมในแคนาดา”แคนาดามีภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ ฝรั่งเศสไม่ได้เป็นเพียงภาษาที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งใช้สนทนากันในบ้าน หากผูกพันกับประวัติศาสตร์ การเมือง การศึกษา วรรณกรรม สื่อ และความรู้สึกว่าตนเองเป็นใคร โดยเฉพาะในรัฐควิเบกสิ่งที่คนต่างชาติอาจมองว่าเป็นเพียง ‘ฉลากสินค้า’ สำหรับชาวควิเบกอาจหมายถึงการดำรงอยู่ของภาษาของพวกตน สิ่งที่บริษัทต่างชาติอาจมองว่าเป็น ‘ต้นทุนในการทำธุรกิจ’ อาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาโดยยังอ่าน พูด ฟัง และใช้ภาษาของบรรพบุรุษได้ประเด็นที่สหรัฐฯหยิบยกขึ้นมาเกี่ยวข้องตั้งแต่เงินอุดหนุนทางวัฒนธรรม เนื้อหาภาษาฝรั่งเศสบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนกฎเกี่ยวกับการแสดงข้อมูลและฉลากสินค้าเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสฝ่ายสหรัฐฯเห็นว่ากฎบางอย่างสร้างภาระและต้นทุนแก่บริษัทอเมริกัน ขณะที่ฝ่ายแคนาดามองว่า หากยอมเปลี่ยนกฎเหล่านั้นเพียงเพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้า วันหนึ่งแคนาดาอาจต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่ขายไปนั้นเป็นเพียงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือขายส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของตนเองไปด้วย ความขัดแย้งจึงเลยเถิดจากเรื่อง ‘การค้า’ ไปเป็นเรื่อง ‘อธิปไตย’ คาร์นีย์ยังบอกว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯครอบคลุมไปถึงข้อจำกัดด้านการทำข้อตกลงการค้าของแคนาดากับประเทศอื่น รวมทั้งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็ก และอลูมิเนียม เมื่อข้อเรียกร้องหลายเรื่องมารวมกัน รัฐบาลแคนาดาจึงเห็นว่า ราคาของข้อตกลงสูงเกินกว่าจะรับได้ เรื่องนี้มีสองด้านครับ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯโต้ว่า ประเด็นด้านภาษาเป็นเพียงเรื่องที่แคนาดาแต่งขึ้นมาอ้าง และไม่ใช่หัวใจสำคัญของการเจรจา ฝ่ายสหรัฐฯมองปัญหานี้ในแง่การเข้าถึงตลาดและกฎระเบียบที่บริษัทอเมริกันต้องเผชิญสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อคาร์นีย์นำเรื่องภาษาฝรั่งเศสออกมาพูดต่อสาธารณะ เรื่องการค้าก็กลายเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของชาติทันทีผลสำรวจ Angus Reid ที่เผยแพร่หลังการเจรจาล้มเหลวพบว่า ชาวควิเบกถึง 85% สนับสนุนการตัดสินใจยุติการเจรจา ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดา 10 รัฐของแคนาดามุขมนตรีรัฐควิเบก คริสตีน เฟรเชตต์ สรุปเรื่องทั้งหมดด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “Our identity is not negotiable.” “อัตลักษณ์ของเราไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาต่อรอง”ผู้อ่านท่านครับ การค้าระหว่างประเทศสำคัญ เงินสำคัญ การส่งออกสำคัญ โรงงานและการจ้างงานก็สำคัญ แต่ประเทศไม่ได้ดำรงอยู่ด้วย GDP เพียงอย่างเดียวประเทศดำรงอยู่ด้วยภาษา ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความรู้สึกร่วมกันของประชาชนว่า “นี่คือบ้านของเรา”สินค้าบางอย่างขายได้ ภาษีบางอย่างต่อรองได้ ข้อตกลงบางอย่างแก้ไขได้แต่ถ้าวันหนึ่งประเทศใดยอมให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ามากำหนดว่า ประชาชนต้องพูดภาษาอะไร อ่านภาษาอะไร หรือรักษาวัฒนธรรมของตนไว้ได้มากน้อยเพียงใดการเจรจาครั้งนั้นก็ไม่ได้กำลังต่อรองกันเฉพาะเรื่องสินค้า แต่กำลังต่อรองว่า คนในประเทศนั้นมีสิทธิเป็นตัวของตัวเองเหลืออยู่เพียงใด บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่คาร์นีย์ยอมเสียข้อตกลงการค้า แต่ไม่ยอมเสียภาษาฝรั่งเศสเพราะเงินที่เสียไปวันนี้ยังหาใหม่ได้ในวันหน้า ตลาดที่เสียไป วันหนึ่งอาจเปิดกลับมาอีกครั้ง แต่ภาษาและวัฒนธรรม หากปล่อยให้ค่อยๆตายไปจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งแล้ว ต่อให้มีเงินมากเพียงใด ก็ซื้อกลับคืนมาไม่ได้.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม