ข่าวฮือฮาในแวดวงข้าราชการข่าวหนึ่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คือข่าวที่ว่า ครม.มีมติให้ยุบสายสนับสนุนด้วยวิธียุบตำแหน่งเมื่อข้าราชการเดิมของสายดังกล่าวเกษียณอายุแล้ว โดยจะเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 นี้เป็นต้นไปมีการระบุสายงานเอาไว้อย่างชัดเจนดังต่อไปนี้1.เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง), 2.เจ้าพนักงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์, 3.เจ้าพนักงานสื่อสาร, 4.เจ้าพนักงานงานโสตทัศนศึกษา, 5.เจ้าพนักงานห้องสมุด, 6.นายช่างขุดลอก, 7.นายช่างพิมพ์, 8.นายช่างภาพ, 9.นายช่างศิลป์, 10.บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) 11.ผู้ประกาศและรายงานข่าวเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่า มติ ครม.ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการเพื่อหาทางลดจำนวนข้าราชการปัจจุบันลงไปบ้างตามความเหมาะสม เนื่องจากรายจ่ายประจำสำหรับข้าราชการไทยทั้งระบบ ตั้งแต่เงินเดือนไปจนถึงค่าสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลสูงมาก และมีส่วนอย่างมากที่ทำให้งบ รายจ่ายประจำ ของแต่ละปีสูงเกินร้อยละ 70 ของงบประมาณทั้งหมดทุกวันนี้จาก รายจ่ายประจำ ที่สูงถึงร้อยละ 70 เศษๆของงบประมาณทั้งหมด เป็นรายจ่ายสำหรับข้าราชการ (เงินเดือนและสวัสดิการ) เกินกว่ากึ่งหนึ่ง คือประมาณ 51 เปอร์เซ็นต์ในปีล่าสุดการลดรายจ่ายของภาคราชการลงก็จะช่วยลด “รายจ่ายประจำ” ในแต่ละปีลงได้ และจะทำให้ประเทศไทยของเรามีงบประมาณที่จะนำไป “ลงทุน” ในโครงการใหม่ๆได้มากขึ้นมติ ครม.ในกรณีนี้ จึงเป็นที่ยอมรับจากประชาชนอย่างกว้างขวางแต่อาจจะเป็นเพราะการแถลงสั้นเกินไป หรือสื่อต่างๆเสนอข่าวย่อเกินไป จึงทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และข้อกังวลต่างๆ โดยเฉพาะบุคลากรในสายงานที่ถูกยุบ...ทาง สำนักงาน ก.พ. จึงได้ออกแถลงการณ์ตามมาเมื่อวันวานนี้อีก 1 ฉบับสรุปข้อใหญ่ใจความได้ว่ามติ ครม.ดังกล่าวนี้จะเป็นการทยอยยุบเลิกตำแหน่ง เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการ หรือพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขเท่านั้น ไม่ใช่ การเลิกจ้าง ข้าราชการ พลเรือนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันแต่อย่างใดขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะยกเลิกภารกิจ หรือมองว่าวิชาชีพใน 11 สายงานไม่มีความสำคัญต่อภาครัฐ...โดยการแถลงยํ้าว่าทั้งรัฐบาลและ ก.พ.ยังพร้อมให้ดำเนินการต่อหากหน่วยงานเห็นว่าภารกิจงานสนับสนุนเหล่านี้ยังมีความจำเป็นเพียงแต่ในบริบทปัจจุบันภาครัฐมีรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลาย เช่น ระบบพนักงานราชการ หรือการจ้างเหมาบริการเป็นครั้งคราว ซึ่งมีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับลักษณะงานมากกว่าการให้ดำเนินงานในฐานะข้าราชการประจำดังที่เป็นอยู่ในแถลงการณ์ของ ก.พ. ยกตัวอย่างกรณีของสายงาน บรรณารักษ์ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยระบุว่ามติ ครม.ไม่ได้มีเจตนาให้ส่วนราชการยกเลิกห้องสมุด หากยังมีความจำเป็นอยู่ และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสารสนเทศ ก็ยังสามารถจ้างบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำงานได้เพียงแต่จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการจ้างงานแบบอื่นๆ เช่น พนักงานราชการ เป็นต้น มิใช่คงตำแหน่งที่เป็นข้าราชการประจำไว้ตามเดิมผมก็หวังว่าถ้อยแถลงของสำนักงาน ก.พ.ดังกล่าวนี้คงจะช่วยสร้างความเข้าใจแก่ทั้งส่วนราชการ และตัวข้าราชการในสายทั้ง 11 สาย ซึ่งอยู่ในมติที่จะถูกยุบได้มากขึ้นผมเองแม้จะเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการปฏิรูประบบราชการเพื่อลดจำนวนราชการลง เพราะเข้าใจอย่างดียิ่งถึงภาระงบประมาณแผ่นดินในปัจจุบัน...แต่วิสัยปุถุชนที่ยังตัดกิเลสไม่ขาด ยังมีรักมีโกรธ มีดีใจ เสียใจ ก็อดที่จะเสียใจ และเสียดายสายงานที่ผมเคยมี ความผูกพัน อยู่ไม่น้อย เมื่อครั้งรับราชการอยู่พรุ่งนี้ขออนุญาตเขียนต่ออีกวันนะครับ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม