ครม.ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “อนุทิน” อ้างวิกฤติรอไม่ได้ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ “เอกนิติ” คาด พ.ร.ก.บังคับใช้ 14 พ.ค. แจงยิบกู้เงินสู้วิกฤติ 5 ระลอก อุ้มค่าครองชีพ-ปรับโครงสร้างลดพึ่งพาน้ำมัน รักษาวินัยการคลังคุมเพดานหนี้ 69%ดีเดย์ 30 ล้านสิทธิลุยคนละครึ่งพลัส 1 มิ.ย. เปิดลงทะเบียนปลาย พ.ค. ยิ้มรับเผือกร้อนตั้งไข่กรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ “พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่ลั่นโครงการจะแท้งหรือไปต่อรอผลศึกษา 90 วัน ปชน.ห่วงรัฐดันทุรังไม่คุ้มค่าเงินลงทุน สว.ข้อมูลล้นเลื่อนญัตติค้านไปสัปดาห์หน้า “นรเศรษฐ์” เหน็บเร่งรีบปิดดีลตอบสนองโจทย์ของใคร “เท้ง” อ้อนคน กทม.ไว้ใจทีมผู้ว่าฯ-สก.-สส.ค่ายส้มฟูลทีม เปิดตัว “ดร.โจ” ชง 4ชุดนโยบาย “เลี้ยงครอบครัวง่าย-ค้าขายง่าย-เดินทางง่าย-ใช้ชีวิตง่าย” รับใช้คนกรุง ปชป.ชิง สก.ครบ 50 เขตที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ประคองเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยลดจากเป้าหมายเดิม 1 แสนล้านบาท รักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด คุมหนี้สาธารณะให้อยู่ที่ระดับ 69% ไม่เกินเพดาน 70% ของจีดีพีครม.ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเมื่อเวลา 10.05 น. วันที่ 6 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อมาเวลา 12.00 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินนำ ครม. อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม นาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ แถลงว่า ที่ประชุม ครม.มีมติออกร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ....(ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ไม่ใช่สถานการณ์เป็นปกติที่จะรอได้ หน้าที่รัฐบาลคือหยุดความเสี่ยงไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจหดตัวในระยะถัดไป ต้องทำทันท่วงทีงัดเครื่องมือพิเศษกู้วิกฤติเร่งด่วน“จึงจำเป็นและเห็นด้วยต้องใช้เครื่องมือพิเศษออก พ.ร.ก.เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ประคองเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงักและเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ และส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิง การใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง มาตรการภายใต้ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ประชาชนผู้มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้” นายกฯกล่าวยันทำสุดฝีมือให้ ปชช.ผ่านวิกฤตินายอนุทินกล่าวว่า เป็นการวางรากฐานประเทศ เพิ่มความปลอดภัยในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤติของโลกหายไป แต่จะทำให้มีกลไกรับมือปัญหาและประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยให้ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน อีกทั้งจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง มีความพร้อมสูงสุดรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะยืนเคียงข้างประชาชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ เราจะทำทุกอย่างจนสุดความสามารถที่มีอยู่ แก้ไขปัญหาให้ประชาชนให้ผ่านวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไปได้ด้วยดีด้วยกัน เมื่อถามว่ามีลดวงเงินจาก 5 แสนล้านบาทเหลือ 4 แสนล้านบาท นายกฯไม่ตอบคำถาม บอกให้รอฟังจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลังเกษตรกรต้องมีปุ๋ยทันฤดูเพาะปลูกจากนั้นเวลา 12.15 น. นายอนุทินเรียกนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ และนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯ เข้าหารือความคืบหน้าการจัดหาปุ๋ยบนตึกไทยคู่ฟ้า ต่อมานายอนุทินแถลงว่านายสุริยะเป็นห่วงเกษตรกร ต้องหาหนทางดีที่สุดแบ่งเบาภาระ ปุ๋ยมี 2 ประเด็น 1.ราคา 2.ปริมาณต้องหาเข้ามาให้ได้ ต้องนำเข้าจะทันเวลาช่วงเพาะปลูกหรือไม่ ถ้าไม่ทันต้องไปเพิ่มกำลังการผลิตจากส่วนไหนให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยได้ทันเวลาฤดูเพาะปลูก ไม่ใช่ได้ปุ๋ยมาเมื่อผ่านพ้นฤดูเพาะปลูกไปแล้ว ยืนยันรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไขเรื่องนี้ให้เกษตรกรมีใช้ รวมถึงการแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ผ่านพ้นไปได้คุมหนี้สาธารณะที่ 69%นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง แถลงถึงร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านว่า เนื่องจากวิกฤติครั้งนี้รุนแรงรวดเร็วและเข้ามาเป็นระลอกต่างจากวิกฤติในอดีตอย่างโควิด-19 ที่มาทีเดียวแล้วจบ แต่วิกฤติครั้งนี้มาถึง 5 ระลอก ได้แก่วิกฤติสงคราม วิกฤติราคาพลังงาน วิกฤติต้นทุนการผลิต วิกฤติค่าครองชีพและวิกฤติกำลังซื้อหดหาย หากรัฐบาลปล่อยทิ้งไว้เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจถดถอยหรือ Stragflation จะยิ่งแก้ไขได้ยากลำบากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงตัดสินใจอนุมัติวงเงินกู้ที่ 400,000 ล้านบาท ปรับลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 500,000 ล้านบาท เพื่อยึดหลักรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด จะยังคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ที่ระดับ 69% ไม่เกินเพดาน 70%ของจีดีพี ประเด็นการลดวงเงินนี้รัฐบาลได้ชี้แจงกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรียบร้อยแล้ว ยืนยันการรักษาวินัยทางการคลังแบ่ง 2 ส่วนเยียวยา ปชช.–ปรับโครงสร้างนายเอกนิติกล่าวว่า วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 200,000 ล้านบาทมุ่งเน้นการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบ ลดค่าครองชีพประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคการผลิต เกษตรกรเพื่อจัดหาปุ๋ย รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่อ่อนไหวและได้รับผลกระทบหนัก อีก 200,000 ล้านบาทใช้ปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผ่าน ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้า หันมาส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน พลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนาทักษะทรัพยากรบุคคลให้พร้อมแข่งขันในโลกยุคใหม่ ที่ต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินแทนตั้งงบฯตามระบบปกติ จากการตรวจสอบเม็ดเงินงบฯพบว่างบฯปี 69 มีไม่ถึง 100,000 ล้านบาทไม่เพียงพอ เบื้องต้นรวบรวมได้มีประมาณ 50,000 ล้านบาท งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทไม่เพียงพอรับมือวิกฤติ ขณะที่งบฯปี 70 ต้องรอไปถึงเดือน ต.ค.หรืออีก 5 เดือน สถานการณ์รอไม่ได้ และปัจจุบันไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศสูงถึง 70-80% จึงจำเป็นเร่งด่วนคาด พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ 14 พ.ค.ผู้สื่อข่าวถามถึงกรอบเวลาและตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท นายเอกนิติตอบว่า หลังจาก พ.ร.ก.เงินกู้ มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วคาดว่ามีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 พ.ค.จะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และจะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อให้หน่วยงานต่างๆเสนอโครงการมาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ และตั้งเป้าพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 30 ก.ย.69 หากมีการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดในบ้านเรือน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนและลดต้นทุนการนำเข้าน้ำมันของประเทศได้ทันที ส่วนโครงการคนละครึ่ง ตั้งเป้าหมายจะเริ่มดำเนินการไว้ในวันที่ 1 มิ.ย. อาจใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ หรืออาจจะดึงงบฯจากส่วนอื่นที่ปรับลดได้มาใช้หนุนใช้พลังงานสะอาด ลดภาระ ปชช.เมื่อถามว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งข้อสังเกตเงินที่จะใช้ปรับโครงสร้างพลังงานอาจไม่ถือเป็นการเยียวยา ทำไมรัฐบาลถือเป็นเรื่องเร่งด่วนจนต้องออก พ.ร.ก. นายเอกนิติกล่าวว่า ขอบคุณนักวิชาการและฝ่ายค้านรับฟังทั้งหมด วงเงินกู้จึงลดลงมาอยู่ที่ 400,000 แสนล้านบาท ขอยืนยันว่าวิกฤติครั้งนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะจบลงเมื่อใด การเร่งผลักดันให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด เป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบและลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ทันที พร้อมช่วยประเทศลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน หากมัวแต่รอต่อไปโดยไม่ปรับตัวจะไม่สามารถฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้คนละครึ่งพลัสลงทะเบียนปลาย พ.ค.นายเอกนิติกล่าวว่า ได้กำหนดกรอบวัตถุประสงค์ ออก พ.ร.ก.แบบกว้างๆว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร จะเน้นความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูล ทุกโครงการต้องเข้าที่ประชุม ครม. และจะกู้เงินตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้มากองทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนที่กองไว้ เมื่อถามว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินจะนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ไทยช่วยไทยพลัสเป็นหนึ่งในโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการ แหล่งเงินจะมาจากตรงนี้ส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ มีข้อมูลเบื้องต้นแล้ว รวมไปถึงงบฯปกติ ส่วนจะนำเงินกู้มาใช้เท่าใดขอดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีแน่ แหล่งเงินจะมาจากที่ใด กระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณา สิทธิของประชาชนในโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะมีเท่าใด จะดูงบฯเบื้องต้นคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านสิทธิ น่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ทำได้สูงสุด 28 ล้านสิทธิ ผู้ที่จะได้ใช้สิทธิจะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปีหรือไม่ ขอพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อน แต่การเปิดให้ลงทะเบียนคนละครึ่งและผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่จะทำพร้อมกันในช่วงปลายเดือน พ.ค.ปชน.ห่วงตีเช็คเปล่าหนีสภาฯตรวจสอบที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวว่า พรรค ปชน.กังวลใจ เพราะครึ่งหนึ่งของงบฯเยียวยาแบบหว่านแห สุ่มเสี่ยงตกหล่น แม้จำเป็นต้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบวิกฤติพลังงาน แต่กังวลรายละเอียดนายเอกนิติบอกจะเยียวยาแบบพุ่งเป้า แต่โครงการไทยช่วยไทยพลัสหว่านแห ลงทะเบียนใครลงก่อนได้ก่อนไม่ได้พุ่งเป้าผู้เดือดร้อนที่สุด อาจมีกลุ่มตกหล่น เช่น ภาคขนส่ง ภาคประมง ทั้ง 2 ภาคจะเข้าพบทีม ครม.เงาวันที่ 6 พ.ค.สะท้อนประสิทธิภาพมาตรการรัฐบาล การให้ประชาชนออกเงิน 40% อาจไม่เหมาะกับเป้าหมายหลักที่ต้องการเยียวยาค่าครองชีพ การให้ประชาชนช่วยออกมักใช้กระตุ้นการใช้จ่ายมากกว่า แต่ปัญหาที่เผชิญเป็นต้นทุนและอาชีพ โครงการแบบนี้อาจไม่เหมาะสมที่สุด ส่วนงบฯอีก 2 แสนล้านบาทใช้เปลี่ยนผ่านวิกฤติพลังงานเป็นการตีเช็คเปล่า หนีการตรวจสอบของสภาฯ เหตุใดนำไปรวมใน พ.ร.ก.กู้เงินที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ควรจัดเป็น พ.ร.บ.เสนอเข้าสภาฯให้ตรวจสอบรายละเอียดได้ เกรงจะฉวยโอกาสตีเช็คเปล่า สุ่มเสี่ยงไม่เข้านิยามคำว่า เร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ“ไหม” ฉะข้ามหัวสภาน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า ครม.มีมติออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ข้อน่ากังวลแม้น่าจะยังไม่ต้องขยายเพดานเงินกู้ไปถึงปลายปีงบฯ 69 แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มต้นงบฯ ปี 70 ก็ต้องขยายอยู่ดี ควรทบทวนว่าต้องใช้วงเงินถึง 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯจริงมีแค่ 2 แสนล้านบาทที่จะนำมาเยียวยาผลกระทบ พ.ร.ก.ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อ เฉพาะที่จำเป็น นี่คือการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภาฯไปเลย สิ่งที่นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง บอกตลอดจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบาง แต่ถึงเวลาเยียวยากลับจะใช้คนละครึ่ง ต้องแย่งกันลงทะเบียน สุ่มว่าใครจะได้หรือไม่ คิดแพ็กเกจแบบเน้นคะแนนนิยมทางการเมืองมากกว่าพิจารณาความเดือดร้อนของประชาชน คิดได้แค่โครงการเดียว หว่านแหแบบ ไม่รู้ว่าจะตกถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงหรือไม่“เอกนิติ” ตั้งไข่ คกก.ผ่าปมร้อนที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่นายกฯบอกแล้วให้เป็นประธานคณะกรรมการ เมื่อถามว่าเท่าที่ดูหน้าตาโครงสร้างคณะกรรมการฯชุดนี้จะเป็นอย่างไร นายเอกนิติตอบว่า นายกฯบอกให้มาเป็นประธานศึกษาความเป็นไปได้ ข้อดีข้อเสียทั้งหมด ในฐานะที่ดูเศรษฐกิจ จึงให้ดูในภาพรวมทั้งหมด เมื่อถามว่ากรอบระยะเวลาการศึกษา 90 วันจะเห็นชัดเลยหรือไม่ว่าโครงการนี้เดินหน้าไปอย่างไร นายเอกนิติตอบว่า ขอไปดูก่อน เมื่อถามย้ำว่าความชัดเจนโครงการแลนด์บริดจ์จบภายในรัฐบาลนี้เลยหรือไม่ นายเอกนิติตอบว่า ตรงนี้เป็นเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ อยากทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดแน่นอน เมื่อถามว่ากลายเป็นว่าเรื่องร้อนๆมาอยู่ที่ รมว.คลังหมดเลย นายเอกนิติยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถามดึง รมต.—ปลัดกระทรวง—บิ๊กเอกชนร่วมผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ลงนามในคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 133/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันหรือโครงการแลนด์บริดจ์ มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง เป็นประธาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นรองประธาน กรรมการประกอบด้วย รมต.และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ คมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติฯ พลังงาน อุตสาหกรรมและมหาดไทย รวมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และภาคเอกชนและภาคประชาชน ทั้งประธานสภาอุตฯ ประธานกรรมการสภาหอการค้าฯ ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิด้านโลจิสติกส์และให้ผู้แทนภาคประชาชนในพื้นที่โครงการไม่เกิน 3 คนเข้าร่วมป็นกรรมการ มีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นกรรมการและเลขานุการ“พิพัฒน์” ยกเลิกลงพื้นที่แลนด์บริดจ์นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม กล่าวว่าในวันที่ 8 พ.ค.ไม่ได้เดินทางลงพื้นที่แล้ว เพราะรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะศึกษาระยะเวลา 90 วัน หากลงไปตอนนี้อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ จึงเลือกไม่ลงดีกว่า ทั้งนี้ การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งผลกระทบสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ประเทศไทยได้รับ โครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบราง แต่มีระบบถนน ระบบท่อขนส่งพลังงาน เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร นายพิพัฒน์ตอบว่า ต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่ จ.ชุมพรและระนองแท้งหรือแจ้งเกิดรอผลศึกษา 90 วันเมื่อถามถึงกรณีจะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบฯ นายพิพัฒน์ตอบว่า ไม่สามารถห้ามได้ ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัดว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต หรือคลองไทย อาจมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ต้องศึกษาใหม่ว่าคุ้มหรือไม่กับการลงทุนใหญ่ครั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่ต้องขุดคลอง จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแบ่งแยกประเทศไทยเป็น 2 ประเทศหรือไม่ แต่วันนี้เลือกไม่ขุดคลอง แต่ใช้ระบบถนน รางและท่อ หากผ่านภูเขาใช้วิธีสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ การทำลายระบบนิเวศน้อยลง เมื่อถามว่าจะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทย นายพิพัฒน์ตอบว่า อยู่ที่ผลการศึกษา ที่มองว่าไม่ได้บรรจุในนโยบายรัฐบาล เป็นนโยบายธงเดิมที่หาเสียงไว้ปี 62 เมื่อกลับมาดูกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงดำเนินการต่อ“ท็อป” สะกิดศึกษารอบด้านก่อนเคาะด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีนักวิชาการและประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ขอให้รอผลการศึกษาที่จะออกมา หากรัฐบาลจะดำเนินการต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่ และศึกษารูปแบบต่างๆที่ทำได้ มีผลทางเศรษฐกิจ การลงทุนและผลกระทบแต่ละฉากทัศน์ รวมถึงมิติความมั่นคงเกี่ยวข้องด้วย ต้อง พิจารณาให้รอบคอบ เมื่อถามว่าในฐานะเคยเป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก่อน มองประเด็นผลกระทบหรือการสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรมอย่างไร นายวราวุธตอบว่า ต้องศึกษากันก่อน แม้เคยศึกษามาแล้วต้องพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันด้วย ยังต้องคุยในที่ประชุม ครม.ปชน.ห่วงดันทุรังไม่คุ้มค่าเงินลงทุนนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์น่ากังวลเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การนำเสนอนโยบายอาจไม่โปร่งใส เพราะไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาล ดำเนินเร่งรัด ขอให้จับตาโครงการ 2 ประเด็น คือ 1.พ.ร.บ.พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (เอสอีซี) ที่เนื้อหามีความคล้ายกับ พ.ร.บ.โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดเหมือน พ.ร.บ.อีอีซี จึงเตรียมเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการการศึกษาผลกระทบจากกฎหมายอีอีซี เพื่อประกอบการวิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ.เอสอีซี ทั้งประเด็นเงินลงทุนที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ผลกระทบต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อมประชาชนในพื้นที่ 2.รัฐบาลจะนำร่าง พ.ร.บ.เอสอีซีเข้าที่ประชุม ครม.ให้ความเห็นชอบหรือไม่ เพราะมีการจัดทำตั้งแต่สภาฯชุดก่อนสว.เลื่อนญัตติค้าน แซะรีบปิดดีลใครด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงการยื่นญัตติต่อที่ประชุมวุฒิสภา ขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ญัตติบรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว สว.หลายคนสนใจอภิปรายจำนวนมาก และมีหลายคณะ กมธ.ที่ศึกษาเรื่องนี้ ทำให้ สว.ขอให้ขยับญัตติเป็นสัปดาห์หน้า ให้มีเวลาศึกษาข้อมูลครบถ้วน ขณะเดียวกันยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์เรื่องแลนด์บริดจ์ บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว แต่ไม่แน่ใจจะได้ถามวันใด ถ้านายพิพัฒน์มั่นใจโครงการเป็นประโยชน์มาตอบกระทู้ในสภาฯ นายกฯตั้งนายเอกนิติมาเป็นประธานกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์คงไม่สามารถคลายข้อกังวลได้ โดยพฤตินัยมีผลกระทบเยอะมาก ไม่อยู่ในนโยบายหาเสียงพรรคและคำแถลงนโยบายรัฐบาล แต่เป็นวาระแรกที่รัฐบาลยืนยันผลักดันเต็มที่ ทำไมรีบเร่งขนาดนี้จะเร่งแก้เศรษฐกิจหรือเร่งปิดดีลหรือเปล่า จะตอบโจทย์ประเทศอย่างไร ตอบโจทย์ใครหรือไม่ ถ้าจะทำควรทำประชามติ 2 ระดับคือ ประชามติทั้งประเทศและคนในพื้นที่ให้ความเห็นชอบ ที่รัฐบาลจะเร่งนำกฎหมายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เอสอีซีมาใช้ ให้จับตาดูใกล้ชิด ที่ผ่านมามีบทเรียนกฎหมายโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มาแล้ว ทำให้ภาคตะวันออกแทบกลายเป็นแหล่งทัวร์ศูนย์เหรียญ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ“อรรถวิชช์” หนุนต่อยอดเพิ่มมูลค่า ศก.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงความคุ้มค่าโครงการแลนด์บริดจ์ว่าโครงการนี้กำลังถูกจับตาใกล้ชิดจากสิงคโปร์ อาจกระทบปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา หัวใจของแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่สร้างท่าเรือน้ำลึกหรือระบบราง แต่คือการออกแบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ครบวงจรและต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจเดิมของประเทศได้จริง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าที่แท้จริงของโครงการ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา หากได้รับการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น “โอลีโอเคมี” ใช้วัตถุดิบจากปาล์มน้ำมันผสานกับไฮโดรเจนจากโรงแยกก๊าซจะยกระดับไปสู่สินค้ามูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางหรือผงซักฟอก รวมถึง ออกแบบโครงการให้มีระบบท่อส่งน้ำมันหรือก๊าซ เชื่อมสองฝั่งทะเลที่อาจเปลี่ยนบทบาทของไทยจากทางผ่านสินค้า เป็น “ศูนย์กลางพลังงานระดับโลก” เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการขนส่งอย่างเดียว ยังคงสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโอกาสของภาคใต้ที่รอคอยการลงทุนขนาดใหญ่มานาน แต่การตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อมูลรอบด้าน ศึกษาความเป็นไปได้และแผนเศรษฐกิจชัดเจน ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริงมติ ครม.ยกเลิก MOU 44วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติยกเลิก MOU 44 มีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ สอดคล้องกับข้อเสนอและการให้ข้อมูลของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ที่ชี้แจงความจำเป็นปรับกรอบการดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ ยึดโยงกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ เป็นการปรับกรอบความร่วมมือ ไม่ใช่ยุติความสัมพันธ์หรือการยุติเจรจา ไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยกับกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์ แต่เปลี่ยนมาใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ที่ชัดเจนครบถ้วนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ไทยได้แจ้งไปยังกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว จะแจ้งเป็นทางการต่อไป และรัฐบาลอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคและกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินการ“อนุทิน” บอกใช้มา 25 ปีไม่คืบหน้านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ขอย้ำการยกเลิก MOU 44 ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งใดๆที่มีอยู่กับกัมพูชา แต่แนวนโยบายตนอะไรดำเนินมาแล้วนานเช่น MOU44 มีมาแล้ว 25 ปี ความคืบหน้าการหาข้อสรุปยังไปไม่ถึงไหน เมื่อมีตัวอ้างอิงอื่นๆที่เกิดขึ้น เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เราจะเอามาเป็นตัวอ้างอิงเพื่อเป็นแนวทางร่วมกันทั้งสองประเทศที่เป็นภาคี เมื่อถามว่าสมเด็จฮุน เซน ประธาน สว.กัมพูชา บอกหากยกเลิก MOU44 จะทำให้มีข้อพิพาทมากขึ้น นายอนุทินกล่าวว่า อันนี้ต้องไปสัมภาษณ์ท่าน ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาอะไร เป็นบริบทใหม่อย่าไปผูกติดกับตัวเดิม ประเทศ ไทย MOU44 ไม่มีแล้ว เป็นสิ่งที่เราตั้งขึ้นมาเพื่อดูการแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเลอย่างไร ดังนั้น ถ้าจะคุยกันใหม่ต้องหารือกันใหม่ตั้งชุดอาจเป็น MOU70 แล้ว ไม่ใช่ 44 ว่ากันไปตรงนั้น ให้ความมั่นใจกับคนไทยคือไทยแลนด์เฟิสต์จะไม่มีอะไรที่ประเทศไทยต้องสูญเสีย ทุกวันนี้เราเฝ้าระวังตามแนวชายแดน ไม่ตั้งในความประมาทอยู่แล้วฝ่ายความมั่นคงทหาร รักษาแนวชายแดนเราเต็มที่ ไม่มีสิ่งใดน่ากังวล สอบถามกองทัพแทบทุกสัปดาห์สถานการณ์จะว่าแล้วดีขึ้นด้วยซ้ำ“สุริยะ” โต้ย้ายอธิบดีไม่เกี่ยวกับหลานนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯให้ สัมภาษณ์ถึงการย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรไปเป็นผู้ตรวจราชการจบแล้วหรือยังว่า ให้สัมภาษณ์ไปหลายครั้ง ขอยืนยันอีกครั้งว่าการโยกย้ายได้ปรึกษาปลัดกระทรวงและดำเนินการขั้นตอนทุกอย่างถูกต้อง อยากให้จบเรื่องนี้เดินหน้าทำงานต่อในภารกิจหลักของกระทรวง ขณะนี้ ใบลาออกของนายราเชนยังไม่เห็น แต่จะส่งไปที่ปลัดกระทรวงหรือไม่ ไม่ทราบ ประเด็นพัวพันกับหลานตนที่เป็นผู้บริหารนกแอร์ ติดต่อนายราเชนไปตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.68 ตอนนั้นตนยังไม่ได้เป็น รมว.เกษตรฯ พอมารับตำแหน่ง หลานตนพยายาม โทร.หานายราเชนโดยตรง ไม่ทราบเรื่องจนมีการโยกย้าย การที่หลานตนติดต่อโดยตรง ไม่ได้ไปใช้อำนาจอะไรเลยและหลานไม่เคยมาปรึกษาอะไร การโยกย้ายจึงไม่เกี่ยวกับหลานตน เพียงแต่ต้องการผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯตอบสนองเกษตรกรผลักดันภารกิจกระทรวง“รุทธพล” ย้ำ “ทักษิณ” ต้องติดกำไล EMพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงเงื่อนไขการติดกำไล EM ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลังได้รับพักโทษว่า เป็นไปตามมติของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ต้องติดกำไล EM ที่มีการอ้างเรื่องอายุเยอะไม่เข้าหลักเกณฑ์ กรณี นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เตรียมยื่นคัดค้านการพักโทษของนายทักษิณ ยังไม่เห็นต้องไปดูเป็นประเด็นไหน ให้ผู้เกี่ยวข้องดูข้อกฎหมาย แต่เชื่อว่าได้ดูรายละเอียดชัดเจนแล้ว เมื่อถามว่าหากนายทักษิณได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถพูดเรื่องการเมืองได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข ส่วนจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่นั้นไม่น่าจะได้ แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถทำเรื่องขอศาลเพื่อพิจารณาได้“สนธิญา” ร้อง กกต.ยุบพรรค พปชร.เมื่อเวลา 10.50 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัครสส.สมุทรสาคร เขต 2 พร้อมอดีตผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 2 พรรค พปชร.ตัวแทนอดีตผู้สมัคร สส.ในนามพรรคร่วมลงชื่อกว่า 100 คนยื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อพิจารณาวินิจฉัยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรค พปชร.ตัดสิทธิการเมืองกรรมการบริหารและหัวหน้าพรรคกรณีการส่งผู้สมัคร สส.ลงสมัครแล้วไม่มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายและการสนับสนุนการเลือกตั้ง อันเป็นการเลือกการปฏิบัติไม่สุจริต โปร่งใส และมีการสนับสนุนเฉพาะกลุ่มที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้สมัคร สส.ของพรรค อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมของผู้บริหารและหัวหน้าพรรคขัดต่อ พรป.พรรคการเมือง 2560 กว่า 5 มาตรา นายสนธิญากล่าวว่า เลือกตั้งที่ผ่านมา มีข่าวการรับเงินมาจากผู้สนับสนุนรายใหญ่รายหนึ่ง หากเป็นจริงอยู่ที่ไหนและอยู่กับใคร มีการโอนเงินสนับสนุนแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่อย่างไร“เท้ง” ขอคนกรุงไว้ใจผู้ว่าฯ–สก.ปชน.เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ชั้น 5 ห้อง Mitr-ting room สามย่านมิตรทาวน์ พรรค ปชน. เปิดแคมเปญเลือกตั้ง กทม. กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน มีแกนนำพรรคเข้าร่วมพร้อมหน้า นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.พร้อม สส.กทม.ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ก่อนเริ่มงานมีการเปิดวีดิทัศน์แนะนำตัวผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 เขตมาแก้ปัญหาที่ สส.กทม.สะท้อนออกมา เช่น คมนาคม สิทธิการส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลนายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งสำคัญการสื่อสารวาระของเมือง อยากให้สนามการเลือกตั้งวันที่ 28 มิ.ย.69 เป็นโอกาสที่ชาว กทม.ทุกคน ทราบว่าอีก 4 หรือ 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ขอให้รอฟังแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค อยากขอคะแนนเสียงและความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯทุกคนที่เคยมอบความไว้วางใจในการเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้งที่ผ่านมา เรามาแบบฟูลทีมขอให้มอบความไว้วางใจให้ทีมผู้ว่าฯ กทม. ทีม สก. และคณะที่ปรึกษาของพรรค สนามการเลือกตั้ง กทม.ไม่ใช่โจทย์ง่ายของพรรค เพราะทีมผู้ว่าฯ กทม.ปัจจุบันทำงานได้ดี แต่เชื่อว่า กทม.ดีกว่านี้ได้ เมืองที่ต้องเป็นหลังพิงให้คนหกล้ม เป็นลมใต้ปีกให้คนที่พร้อมออกเดิน นอกเหนือทีมผู้ว่าฯ และตัวผู้ว่าฯคือทีม สก. ทีมที่ปรึกษา รวมถึง สส.ทั้ง 33 เขต“ดร.โจ” ชง 4 ชุดนโยบายชิงเก้าอี้ต่อมาเวลา 17.30 น. พรรค ปชน.เปิดตัวนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นายชัยวัฒน์กล่าวบนเวทีว่า ต้องการเห็น กทม.เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตระดับมหานครชั้นนำของโลก ไฮไลต์ 4 ชุดนโยบายพรรค ปชน. กรุงเทพง่ายๆเพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน คือ 1.การเลี้ยงครอบครัวง่าย ลงทุนยกระดับมาตรฐานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้พ่อแม่เชื่อมั่น ต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นศูนย์ Declare ให้ลูกวัยทำงานเอาพ่อแม่มาส่งตอนเช้า-รับกลับตอนเย็นได้ ต้องเป็นเมืองที่ช่วยดูแลครอบครัว หลักพิงให้สังคมสูงวัย 2.ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย ให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ กทม.และของรัฐ พัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง 3.เดินทางง่าย เดินเท้าได้ เอื้อให้หันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ต้องมีทางเดินในร่ม ในจุดเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ มีข้อมูลพิกัด GPS เรียลไทม์ วางแผนการเดินทางได้ ทำให้คนเดินทางง่าย คืนเวลาบนท้องถนนให้คน กทม. 4.ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องทนกลิ่นขยะ ติดต่อราชการไม่ตรงไปตรงมา ขอใบอนุญาตใบเล็ก ใบใหญ่ จ่ายใต้โต๊ะ ไม่ควรต้องมีอีกต่อไปโชว์ทีมบริหาร–ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.จากนั้น นายณัฐพงษ์ขึ้นเวทีกล่าวเปิดตัวทีมผู้บริหาร กทม. 5 คน ได้แก่ 1.นายวรภพ วิริยะโรจน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ การคลัง 2.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดูแลงานด้านปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน 3.นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ดูแลงานด้านสวัสดิการ 4.นายอมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ดูแลงานด้านโยธาธิการและผังเมือง และ 5.นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย สำนักกฎหมายการแพทย์และที่ปรึกษา ดูแลงานด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังมีทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. 2 คน ได้แก่ 1.ด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center 2.ด้านบริหารราชการแผ่นดิน นางเพียงพะนอ บุญกล่ำ อดีตผู้บริหาร ปตท. ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ“ธีรรัตน์” ยัน พท.ลุยส่งชิงเก้าอี้ สก.น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รองหัวหน้าพรรค เพื่อไทย กำกับดูแล กทม. กล่าวถึงการเตรียมพร้อมส่งผู้สมัครลงชิงสมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร (สก.) ว่า สก.เดิมของพรรคยังยืนยันว่าจะลงต่อ มีการขออนุญาตใช้โลโก้พรรค พรรคไม่ได้ติดขัดและปฏิเสธ คืออนุญาตให้ใช้ลงสมัครในนามพรรค พท.ได้ แต่ส่งไม่ครบทั้ง 50 เขต 20 สก.เดิมของพรรคมีทั้งคนที่ยังอยู่และเปลี่ยนไปลงในนามอิสระหรือกลุ่มต่างๆ ผู้สมัครจะคัดทั้งจากผู้สมัครเดิมและผู้สมัครใหม่ให้เร็วที่สุด เบื้องต้นอย่างน้อย สก.เดิมที่ไม่มีชื่อไปไหน ยังยืนยันที่จะอยู่ต่อ ในมือมีอยู่ 20 รายชื่อ ทั้ง สก.ปัจจุบันและผู้เสนอตัว ยังคงเชื่อมั่นจะได้ สก.เท่าเดิมปชป.ระดมทีมผู้สมัคร สก.ครบ 50 เขตที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ปชป. ดูแลพื้นที่ กทม. เปิดเผยว่า คณะ กก.บห.พรรคได้อนุมัติผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ครบทั้ง 50 มีทั้งอดีตสก.พรรคและ สก.จากพรรคอื่น อาทิ จากพรรค พท.และพรรค ปชน.ที่มีแนวทางการทำงานร่วมกับพรรคปชป.ราว 12-13 คน รวมถึงคนรุ่นใหม่ด้วย คงไม่แข่งดุเดือดเท่าเลือกตั้งระดับประเทศ มั่นใจว่าหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมานำพรรค ความนิยมของพรรคในกรุงเทพฯมีมากขึ้น มั่นใจพรรคจะปักธงสก.ได้หลายเขต มากกว่าการเลือกตั้ง สก.ครั้งก่อนแน่นอน ส่วนที่ยังไม่เปิดรายชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค รอหัวหน้าพรรคเปิดเผยวันที่ 15 พ.ค. ผู้ถูกทาบทามมีหน้าที่การงานต้องไปจัดการก่อน มีจุดแข็งเคยเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชน หากได้รับเลือกตั้งมั่นใจจะประสานงานกับรัฐบาลได้ไร้รอยต่อยื่น ป.ป.ช.ทบทวนมติคดี “ศักดิ์สยาม”นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคปชป. แถลงหลังประชุม สส.พรรค ถึงความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ว่าพรรคจะยื่นร้องตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรค ปชน. อีกประเด็นคือพรรคจะร้องขอให้ ป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัยใหม่ ที่มีหลักฐานเพิ่มเติม อาทิ คำสั่งการของนายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีสั่งการว่าต้องแจ้งให้รัฐมนตรีทราบในกรณีที่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง เข้าข่ายการขัดกันของผลประโยชน์และหนังสือสั่งการฉบับนี้ เข้าข่ายการแทรกแซงการดำเนินการตามกฎหมายด้วย พรรคจะยื่นต่อ ป.ป.ช.สัปดาห์หน้าอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่