ประกาศผลิตแพทย์ดูเงินในกระเป๋า ตัวเองก่อนและมีเงินจ้างอาจารย์โรงเรียนแพทย์หรือเปล่า? ยังเป็นเรื่องร้อนแรงในวงการ “หมอ” บนเวทีนโยบาย ในมุมบวกตัวเลขผลิตหมอ “22,000” คน ...ฟังดูหรูหราเป้าหมายผลักดันไทยสู่เมดิคอลฮับสร้างความหวัง สร้างรอยยิ้ม และเสียงปรบมือเกรียวกราว แต่ในมุมของ “คนในวงการแพทย์” ที่ต้องลงมือทำจริง ดูเหมือนจะตรงกันข้าม...ด้วยว่าตัวเลขเหล่านี้กลับกลายเป็นโจทย์ที่น่าขนลุกเหตุผลสำคัญ...ไม่ใช่แค่เรื่องการเปิดคณะแพทย์เพิ่ม หรือการปั๊มตัวเลขให้ดูเยอะเข้าไว้ เพราะ “หมอ” ไม่ใช่ “สินค้าในโรงงาน” ที่แค่ตั้งเครื่องจักร กดปุ่ม แล้วผลผลิตจะไหลออกมาเหมือนกันทุกชิ้นน่าสนใจว่า...ปัจจุบันประเทศไทยผลิตแพทย์อยู่แล้วประมาณ 3,000 คนต่อปี นั่นหมายความว่า แม้ไม่มีนโยบายใหม่อีก 10 ปี ประเทศก็จะมีแพทย์ใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 30,000 คนดังนั้น ตัวเลข 22,000 คน จึงชวนให้ตั้งคำถามอย่างยิ่ง...หากเป็นเพียงตัวเลขที่รวมอยู่ในแผนการผลิตปกติ ก็ไม่ใช่เป้าหมายใหม่แต่หากหมายถึงการผลิตเพิ่มเติมจากแผนเดิม นั่นย่อมหมายถึงการเพิ่มกำลังผลิตแพทย์ในระดับที่สูงมาก และยิ่งจำเป็นต้องมีแผนรองรับทั้งระบบที่ชัดเจนแต่ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ รัฐบาลได้วางแผนรองรับกำลังคนเหล่านี้ไว้แล้วหรือยัง?“สมาชิกสมัชชาแพทย์ปฏิรูป” (25 มิ.ย.69) ระบุหากเป้าหมายของการผลิตแพทย์จำนวนมาก คือการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในภาครัฐ รัฐบาลได้เตรียมกรอบอัตรากำลังและงบประมาณไว้แล้วหรือไม่แพทย์ไม่ใช่บุคลากรที่ผลิตออกมาแล้วทุกอย่างจะจบลง...เมื่อผลิตแล้ว ประเทศต้องมีตำแหน่งรองรับ ต้องมีงบประมาณเงินเดือน ต้องมีค่าตอบแทนการปฏิบัติงาน ค่าเวร สวัสดิการ และงบประมาณเพื่อรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบในความเป็นจริง “แพทย์จบใหม่” ใน “ภาครัฐ” ไม่ได้รับเพียงเงินเดือนพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังมีค่าตอบแทนตามนโยบายของรัฐอีกหลายรายการ เช่น เงิน ฉ. ต่างๆ ค่าตอบแทนการไม่เปิดคลินิกส่วนตัว ค่า P4P ค่า พ.ต.ส. ค่าเวร และค่าตอบแทนอื่นๆ ตามภาระงานและพื้นที่ปฏิบัติงานเมื่อรวมค่าตอบแทนทั้งหมดแล้ว แพทย์จบใหม่บางคนในปีแรกอาจมีรายรับรวมประมาณ 50,000–60,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่านั้นในบางพื้นที่คำถามคือ...“รัฐบาล” ได้คำนวณภาระ “งบประมาณระยะยาว” ในส่วนนี้ไว้แล้วหรือยังหากจะเพิ่มแพทย์เข้าสู่ระบบภาครัฐอีกหลายพันหรือหลายหมื่นคน...ต้องใช้งบประมาณประจำเพิ่มขึ้นปีละเท่าใด ได้กำหนดตำแหน่งรองรับไว้กี่ตำแหน่ง หรือกำลังวางแผนผลิตแพทย์ก่อน แล้วค่อยไปแก้ปัญหาเรื่องอัตรากำลังและงบประมาณภายหลังหากไม่มีตำแหน่งรองรับเพียงพอ...แพทย์เหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหนหากไม่มีงบประมาณรองรับอย่างต่อเนื่อง...จะรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบราชการได้อย่างไรและ...หากระบบไม่สามารถรองรับได้ เรากำลังใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลของประเทศผลิตบุคลากรที่อาจไม่มีโอกาสทำงานในระบบที่ตั้งใจให้รับใช้ประชาชนอย่างเต็มศักยภาพผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นคือ แพทย์รุ่นใหม่จำนวนหนึ่งอาจต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อหาตำแหน่งงาน บางคนอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ บางคนอาจหันไปเป็นผู้สร้างสื่อออนไลน์ ผู้ประกอบธุรกิจด้านสุขภาพ หรือประกอบอาชีพอื่นเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจนี่...ไม่ใช่ความผิดของแพทย์ แต่เป็นคำถามต่อผู้กำหนดนโยบายว่า ได้วางแผนรองรับกำลังคนเหล่านี้ไว้อย่างรอบด้านแล้วหรือยัง“ประเทศไทย”...ไม่ได้ต้องการเพียงตัวเลขที่สวยงามบนเวทีแถลงข่าว “ประเทศไทย”...ต้องการแผนกำลังคนแพทย์แห่งชาติ ที่ตอบคำถามได้ครบทุกมิติ...จะผลิตแพทย์เพิ่มเพราะอะไร...จะใช้อาจารย์แพทย์จากที่ไหน...โรงพยาบาลฝึกเพียงพอหรือไม่...งบประมาณรองรับอยู่ที่ไหน...จะมีตำแหน่งงานรองรับกี่ตำแหน่ง...จะรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบได้อย่างไร และสุดท้าย ประชาชนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพดีขึ้นจริงหรือไม่“ประชาคมแพทย์” ไม่ได้คัดค้านการเพิ่มจำนวนแพทย์ แต่คัดค้านการขยายการผลิต โดยไม่มีแผนระดับชาติที่ชัดเจน และไม่มีการตอบคำถามเชิงโครงสร้างให้ครบทุกมิติเพราะ “การผลิตแพทย์” ไม่ใช่การตั้งเป้าตัวเลขบนเวทีนโยบาย แต่คือการสร้างภาระผูกพันด้านงบประมาณ การศึกษาและระบบบริการสุขภาพของประเทศไปอีกหลายสิบปีต่อแพทย์หนึ่งคนหากวันนี้ยังไม่มีคำตอบว่าจะผลิต...จะจ้าง...จะจ่ายอย่างไร และจะรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบอย่างไร การประกาศตัวเลขเพียงอย่างเดียว ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “แผนกำลังคนแพทย์แห่งชาติ”และหากวันหนึ่งประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่หมอล้นแต่คุณภาพลดลง อาจารย์แพทย์ไม่พอ โรงพยาบาลฝึกแบกรับไม่ไหว และงบประมาณของรัฐไม่สามารถรองรับกำลังคนที่ผลิตขึ้นมาเองได้ ...วันนั้นคงไม่มีใครสามารถบอกกับสังคมได้ว่า “เราไม่เคยได้รับคำเตือนมาก่อน”ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” ฝากทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องไม่เลือกระหว่างจำนวนแพทย์กับคุณภาพแพทย์ ประชาชนมีสิทธิได้รับการดูแลจากแพทย์ที่มีคุณภาพ และแพทย์รุ่นใหม่มีสิทธิได้รับการฝึกอบรมที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน การผลิตแพทย์ที่ดี ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนบัณฑิตแต่คือการสร้างระบบที่ปกป้องทั้ง “ประชาชน” และ “ผู้ประกอบ วิชาชีพ” ไปพร้อมกัน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม