วันเสาร์สบายๆ วันนี้ ผมชวนท่านผู้อ่านไปดู “หุ้นที่เกี่ยวกับสงคราม” กันนะครับ ตอนนี้ราคาหุ้นกำลังพุ่งกระฉูด ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้น Aerospace & Defense 83 ตัว ตอนนี้ มาร์เก็ตแคปพุ่งขึ้นไปถึง 1.766 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซียยูเครน ต่อด้วยสงครามสหรัฐฯ ยิวกับอิหร่าน เรือรบ เครื่องบินจรวด ดาวเทียม AI (ปัญญาประดิษฐ์) โดรน และอาวุธสงครามทุกชนิดถล่มกันแหลกลาญ จนวันนี้คลังอาวุธสหรัฐฯร่อยหรอไปมาก บริษัทอาวุธผลิตให้ไม่ทัน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เลยต้องหาเวทีลง ปิดช่องแคบฮอร์มุซซ้อนอิหร่าน บีบให้อิหร่านขึ้นโต๊ะเจรจาสุดท้ายผมเชื่อว่า สงครามสหรัฐฯอิหร่านจะจบลงที่โต๊ะเจรจา และสัญญาสงบศึกจะต้อง “อวยทรัมป์” ให้คุยได้ว่า เป็นผู้ชนะทั้งที่ไม่ชนะ สงครามอิหร่านทำให้สหรัฐฯหมดอาวุธไปมาก จนต้องระดมอาวุธจากเกาหลีใต้และยูเครนไปเสริม แม้สงครามสงบ แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ อาวุธสงครามจะยังขายดิบขายดีเป็นเทนํ้าเทท่า สงครามยูเครนอิหร่านได้พิสูจน์แล้ว ผู้มีอาวุธเหนือกว่าคือผู้ชนะ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ AI และจรวดปี 2026 สหรัฐฯตั้งงบกลาโหมไว้สูงลิ่วถึง 900,600 ล้านดอลลาร์ กว่า 29 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณแผ่นดินไทยกว่า 7 เท่า แต่คงไม่พอ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ในสงครามกับอิหร่านสหรัฐฯอาจใช้งบทำสงครามสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทรัมป์และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯยังไม่ยอมยืนยันตัวเลข แต่ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เสนองบกลาโหมในงบประมาณปีหน้า 2027 สูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ กว่า 49 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 445,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 42% งบประมาณส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปในการผลิตอาวุธทุกชนิดที่ร่อยหรอเพื่อทดแทน และผลิตอาวุธใหม่เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพสหรัฐฯ มีข่าวว่าสหรัฐฯจะผลิตเครื่องบินรบล่องหน F–47 ที่ร้ายกาจกว่าเครื่องบินรบล่องหน F–35 ที่ถูกอิหร่านยิงตกจนได้ เพราะมี “ตาสวรรค์จากจีน” ช่วยนำทางใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเมษายน ได้แนะนำ Top 10 หุ้น Defense & Aerospace ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่น่าลงทุน เข้ากับเทรนด์ลงทุนช่วงนี้พอดี ผมเลยขออนุญาตนำมาแชร์กันตรงนี้ เผื่อท่านผู้อ่านที่สนใจลงทุน สามารถลงทุนผ่านโบรกเกอร์ไทยได้อันดับ 1 RTX (Raytheon Technologies) ผู้ผลิตอากาศยานและการป้องกันประเทศ อาทิ ขีปนาวุธ Patriot, Tomahawk ระบบป้องกันภัยทางอากาศ เรดาร์เครื่องยนต์และระบบการบินที่ใช้ในเครื่องบินรบ F–35, Airbus A320neo อันดับ 2 Safran จากฝรั่งเศส ผลิตเครื่องยนต์เครื่องบิน ระบบนำทาง ระบบลงจอด เทคโนโลยี ด้านความปลอดภัย อันดับ 3 Honeywell เทคโนโลยีอากาศยาน ระบบอัตโนมัติ อาคารอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย อุปกรณ์ทางการทหาร อันดับ 4 Lockheed Martin ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของสหรัฐฯ ผลิตเครื่องบินรบล่องหน F–35, F–22 ระบบขีปนาวุธ HIMARS, Javelin ดาวเทียม เทคโนโลยีอวกาศ อันดับ 5 Northop Grumman การป้องกันด้านอวกาศ โดรน ระบบเรดาร์ เทคโนโลยีสอดแนม ระบบป้องกันขีปนาวุธอีก 5 บริษัทก็มี General Dynamics (ยานเกราะ เรือรบ เรือดำน้ำ ระบบสื่อสาร) Rheinmetall (อาวุธ กระสุน) BAE System (เรือรบ เรือดำน้ำ เครื่องบินรบ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทางทหาร) L3Harris Technologies และ Thalesคุณคมสัน ผลานุสนธิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส วิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง เป็นขาขึ้นไปอย่างน้อยอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากทุกประเทศต้องเพิ่มงบกลาโหม และต้องสั่งซื้อล่วงหน้า บางบริษัทมียอดจองไปถึงปี 2030 ปัญหาไม่ใช่ออเดอร์ แต่เป็นเรื่องผลิตไม่ทัน ยุโรปและนาโตกำลังเพิ่มงบกลาโหมให้ถึงระดับ 3.5% ของจีดีพีภายในปี 2035 สหรัฐฯก็เสนอเพิ่มงบปี 2027 เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เห็นข้อมูลเหล่านี้แล้วก็ไม่แปลกใจ ทำไมหุ้นสหรัฐฯยังจึงขึ้นทำสถิติใหม่อยู่เรื่อยท่ามกลางไฟสงคราม ท่านผู้อ่านที่เป็นนักลงทุน “หุ้นกลาโหม” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม